สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือประเด็นการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางและบิ๊กดาต้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนและฟินเทคเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน ลดต้นทุน และรองรับการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเสนอการดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและมาตรการพิเศษเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมอย่างยั่งยืนและปลอดภัย โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ ผมขอขอบคุณท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านไพบูลย์ นลินทรางกูร ในการนําเสนอ รายงาน เรื่อง การปฏิรูปการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน และขอขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ที่ได้กรุณาแสดงความคิดเห็นและให้ข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์
ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้กรุณาแนะนําให้คํานึงถึงเรื่องของดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) และดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการดําเนินการ เรื่องต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเงิน ในยุคของดิจิทัล ท่านกังวลในเรื่องของความรู้ทางด้านดิจิทัลว่า เมื่อก้าวเข้าไปสู่โลกดิจิทัล ก้าวเข้าไปสู่ไฟแนนเชียล (Financial) นวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือฟินเทค ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (FinTech Financial Technology) แล้ว จะทําให้มี คนที่อยู่ข้างหลังตามทันหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หลายท่านก็ได้กังวลด้วยเช่นเดียวกัน อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกคนว่า ในการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจนั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่ได้นําเสนอ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาให้ความเห็นชอบไปแล้ว ก็คือการปฏิรูปการให้ความรู้ทางด้านการเงิน เรื่องนั้นเอง จะเป็นเรื่องที่ทําควบคู่ไปกับการให้ความรู้ทางด้านไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) หรือฟินเทค (FinTech) ในขณะที่มีการเผยแพร่และปฏิรูปการให้ความรู้ ทางด้านการเงิน ก็จะนําและทําการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ควบคู่กันไป ท่านกษิตเป็นห่วงในเรื่องของการที่จะมีผู้มีความรู้ ความชํานาญเข้ามาร่วมในการสร้างสรรค์ นวัตกรรมทางการเงิน หรือเทคโนโลยีทางการเงินในประเทศไทย อยากเรียนว่าในข้อเสนอ การปฏิรูปนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ได้เสนอคือการดึงดูดทักษะที่จําเป็นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทาง ด้านการเงิน โดยให้สิทธิพิเศษทั้งในเรื่องของวีซ่า (Visa) ในเรื่องของใบอนุญาตการทํางาน ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีต่าง ๆ เป็นต้น แล้วนอกจากนั้นก็ยังมีโปรแกรม การบ่มเพาะธุรกิจและนวัตกรรมทางด้านการเงิน ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้ที่มีทักษะได้เข้ามาร่วม และมีบทบาทในการพัฒนาไฟแนนเชียล (Financial) หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ในประเทศไทยมากขึ้น
ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ได้มีข้อเสนอที่สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้นําเสนอไปแล้ว ก็คือการให้มีศูนย์ข้อมูลกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะทําให้การขับเคลื่อน เรื่องนวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงินนี้พัฒนาและเติบโตไปได้ จึงได้มีข้อเสนอในเรื่องของการสร้างศูนย์รวมฐานข้อมูลความรู้และนวัตกรรมเป็นหนึ่ง ในข้อเสนอของการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการดังที่ได้นําเสนอไปแล้ว ท่านได้เสนอให้มีเรื่องของ บิ๊กดาต้า (Big Data) ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกัน ก็คือตามที่ท่านไพบูลย์ นลินทรางกูร ได้นําเสนอ บิ๊กดาต้า (Big Data) จะเข้ามามีบทบาทสําคัญที่ไม่เพียงแต่ในเรื่องของธุรกรรมทางด้านการเงิน แต่ธุรกรรมทุกประเภท เพราะข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านใช้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านใช้ในการทําธุรกรรมทางด้านการเงิน หรือธุรกรรม ทางด้านอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่ถูกนําเข้าไปอยู่ในข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐก็ดี ขององค์กรธุรกิจก็ดี ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอหนึ่งก็คือการทําให้ข้อมูลกลางขนาดใหญ่นี้ได้เป็นข้อมูลกลางที่มีความสําคัญ ในการดําเนินการ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางด้านการเงิน แต่เป็นธุรกรรม อื่น ๆ ที่ให้ความสะดวกและเป็นประโยชน์กับประชาชนด้วย เช่นเดียวกัน ท่านได้เป็นห่วง เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยทางการเงิน เป็นห่วงว่าทําอย่างไรที่จะช่วยป้องกันการฉ้อฉล ทางด้านการเงินดังที่ได้กราบเรียนตั้งแต่ตอนนั้นว่าควบคู่กันไปกับการปฏิรูปในเรื่องของ ระบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน คือการปฏิรูปการให้ความรู้ทางด้านการเงิน เพราะฉะนั้นจะควบคู่กันไประหว่างไฟแนนเชียนลิเทอเรซี (Financial Literacy) กับดิจิทัล ลิเทอเรซี (Digital Literacy) ซึ่งจะทําให้ความรู้เหล่านี้เป็นเกราะกําบังที่สําคัญในการทําให้ การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงินให้ทันกับโลก ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันมีเกราะป้องกันความปลอดภัยให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งก็มีข้อเสนอ เกี่ยวกับการสร้างความสมดุลระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับนวัตกรรมทางด้านการเงินด้วย เช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ได้กรุณาให้กําลังใจ และสนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจมาตลอดในทุกครั้ง ที่มีการนําเสนอการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจ ท่านก็มักจะให้กําลังใจและให้ข้อแนะนํา ที่เป็นประโยชน์มาตลอด ท่านได้กรุณาอธิบายเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน (Blockchain) และบิตคอยน์ (Bitcoin) ผมอยากเสริม ท่านพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ว่าบล็อกเชน (Blockchain) นั้นเป็นชุดข้อมูล ที่ต่อเชื่อมซึ่งกันและกัน และชุดข้อมูลเหล่านี้เป็นชุดข้อมูลที่ทําให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถแสดงตน สามารถทําธุรกรรม สามารถแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในการทําธุรกรรมนั้น ๆ ผ่านทางชุดข้อมูลที่เป็นห่วงโซ่ออกไปหลายทอด การมีบล็อกเชน (Blockchain) นี้เอง ทําให้สามารถที่จะมีสกุลเงินที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งพิมพ์ออกมาหรือสร้างขึ้นมา สกุลเงินนั้นคือบิตคอยน์ (Bitcoin) ที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้กล่าว ซึ่งเป็น สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสกุลเงินกลางที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันซึ่งกันและกันได้โดยที่ ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นผู้อนุมัติพิมพ์หรือออกเงินเหล่านั้นออกมา อนาคตของ สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์กําลังก้าวเข้ามา และกําลังจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้เรียนต่อที่ประชุมนั้นเป็นเรื่องสําคัญ และเป็นส่วนหนึ่ง ที่สําคัญในการนําไปสู่การปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางด้านการเงิน ข้อเสนอต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอไปนั้นเพื่อจะได้สร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้าง กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย การดึงดูดผู้ที่มีทักษะเข้ามาร่วมงาน การเผยแพร่ให้ความรู้ กับบุคลากรเพื่อที่จะทําให้การรองรับนวัตกรรมทางด้านการเงินได้เดินหน้าและพัฒนาต่อไป
ท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ได้กรุณาสนับสนุน และท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตให้ระมัดระวังความพร้อมของประชาชนในเรื่องของไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) ซึ่งทางด้านความพร้อมของประชาชนนั้นกระผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า จะทําควบคู่ไปกับเรื่องการปฏิรูปการให้ความรู้ทางด้านการเงิน ส่วนเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) นอกเหนือจากที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอแล้ว ท่านประธาน ในที่ประชุมก็ยังได้กล่าวถึงเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การดําเนินงานของรัฐบาลในเรื่องนี้ ที่จะต้องทําควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้านดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) โดยสรุป ผมอยากเรียนว่าขณะนี้โลกและภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านที่ได้พัฒนา เรื่องนี้อย่างก้าวไกลเช่นสิงคโปร์และมาเลเซียได้เดินหน้าไปมากแล้วในเรื่องของนวัตกรรม ทางการเงิน ในเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ในเรื่องของที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) แท้ที่จริงแล้วก็คือเรื่องของไฟแนนเชียล (Financial) ที่นําเทคโนโลยีมาใช้ในการทําธุรกรรม ธุรกรรมทางด้านการเงินก็คือธุรกรรม ที่เกี่ยวกับการให้ยืมเงิน ธุรกรรมเกี่ยวกับการโอนเงิน ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ที่อํานวยความสะดวกในการทําการค้าหรือทําธุรกิจ แต่เดิมนั้นการทําธุรกรรมเหล่านี้เป็นการทําธุรกรรมด้วยกระดาษ การทําธุรกรรมเหล่านี้ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปจึงเปลี่ยนมาเป็นการทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เปลี่ยนมาเป็นการทําธุรกรรมทางดิจิทัล แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างเป็นธุรกิจเดิมเพียงแต่ นําเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการทําธุรกรรม จึงเป็นธุรกรรมที่เรียกว่าเทคโนโลยีทางด้าน การเงิน หรือไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) นี้เองจะเป็นสิ่งสําคัญที่ทําให้ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงการเงิน ได้มากขึ้น ทั้งเข้าถึงสถาบันการเงินที่มีอยู่ ทั้งเข้าถึงระหว่างกันเองในการให้กู้ยืมระหว่างกัน ทั้งเข้าถึงสถาบันการเงินในการโอนเงิน และทั้งโอนเงินกันเองระหว่างกัน เทคโนโลยีทางด้านการเงินนี้เองที่ทําให้สถาบันการเงิน จะต้องปฏิวัติตัวเองขนานใหญ่ด้วยการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารกิจการทางด้าน การเงิน การนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารทางด้านการเงินนี้เอง นอกเหนือจาก การก้าวทันโลกก้าวทันภูมิภาคแล้วก็ยังสามารถลดต้นทุนในการทําธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับธุรกรรมทางด้านการเงินอย่างมากมายมหาศาล นี่จะเป็นคําตอบว่าทําไมดอกเบี้ยเงินฝาก ร้อยละ ๑ ดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ ๕ ถึงร้อยละ ๗ เพราะว่าปัจจุบันสถาบันการเงินมีค่าใช้จ่าย เป็นจํานวนมากที่ทําอยู่ในโลกของกระดาษ ที่ทําอยู่ในระบบธุรกิจแบบเดิม แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม ที่สถาบันการเงินก้าวเข้ามาทําธุรกิจโดยคํานึงถึงเทคโนโลยี โดยคํานึงถึงดิจิทัลเทคโนโลยี โดยก้าวเข้ามาสู่ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เมื่อไร ต้นทุนของสถาบันการเงินก็จะต่ําลง และเมื่อต่ําลงความจําเป็นที่ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังกว้างอยู่ ปัจจุบันนั้นก็จะมีความจําเป็นน้อยลง ก็จะยิ่งค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ควบคู่กันไปไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงิน หรือนวัตกรรม ทางด้านการเงินเปิดโอกาสให้บุคคลต่อบุคคลสามารถทําธุรกรรมต่อกันและกันได้โดยไม่ต้องพึ่ง สถาบันการเงินที่เป็นตัวกลาง ยิ่งสถาบันการเงินปรับปรุงตัวเองได้ช้าเท่าไร การทําธุรกรรม ระหว่างกันผ่านทางไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) จึงเป็นคําตอบที่ทําให้ ลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงิน ที่ทําให้สถาบันการเงินมีคู่แข่งที่ทุกคนสามารถทําธุรกรรม ทางการเงินได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ทุกคนสามารถที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยผ่านทางเทคโนโลยี จากเดิมที่จะต้องมีพนักงานให้คําปรึกษาทางด้านการลงทุน ต่อไปนี้ การให้คําปรึกษาทางด้านการลงทุนสามารถให้คําปรึกษาได้โดยคอมพิวเตอร์ โดยหุ่นยนต์ ที่เรียกว่าโรโบแอดไวเซอร์ (Robo-advisor) ต่อไปนี้การสั่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่จําเป็นที่จะต้องโทรศัพท์ไปสั่งแล้วก็ให้พนักงานของบริษัทสั่งซื้อให้ หรือแม้กระทั่ง พัฒนามาถึงการสั่งซื้อออนไลน์ (Online) ด้วยตัวเอง ณ วันนี้มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถสั่งซื้อสั่งขายให้โดยที่ไม่จําเป็นจะต้องเคาะซื้อเป็นรายครั้งเป็นรายตัวอีกต่อไป และในอนาคตการชําระราคาการซื้อขายหุ้น การชําระบัญชีต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการรับฝาก ใบหุ้นต่าง ๆ ทั้งหลายก็สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระบบของนวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือระบบไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือ ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ก้าวเข้ามาแล้ว เป็นไปแล้ว เราจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องก้าวตามและเป็นไปตาม อย่างน้อยที่สุดต้องตามให้ทัน ดีกว่านั้นก็คือล้ําหน้าคนอื่น วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงได้เสนอข้อมูล และเสนอแนวทางในการปฏิรูปนโยบายที่สําคัญต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เพื่อได้กรุณาให้ความเห็นชอบ ผมหวังว่าทุกท่านคงจะเห็นความสําคัญของเรื่องนี้และเห็นว่า ประเทศไทยควรจะก้าวตามเป็นอย่างน้อยกับโลกและภูมิภาคนี้ในการนําเทคโนโลยี ทางด้านการเงินและนวัตกรรมทางด้านการเงินมาเป็นส่วนที่สําคัญของการพัฒนา เศรษฐกิจของไทย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการรองรับนวัตกรรมทางด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสําคัญ และฝากความสําคัญนี้ไว้กับสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ขอบพระคุณครับ