สมชัย ชี้เปลี่ยนผ่านสู่การเงินดิจิทัล ห่วงขีดจำกัด-เสนอปฏิรูปโครงสร้าง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐

สมชัย ฤชุพันธ์ หารือการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัล โดยเน้นโอกาสจากฟินเทคในการผลักดันสังคมไร้เงินสด เศรษฐกิจดิจิทัล และการชำระเงินที่รวดเร็วปลอดภัยไร้พรมแดน พร้อมเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบราชการให้รองรับนวัตกรรม เสริมทั้งกำลังคน เทคโนโลยี และการป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้การเข้าถึงบริการทางการเงินมีประสิทธิภาพและทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท โดยไม่ขัดขวางการพัฒนาของเทคโนโลยี

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปท. เลขที่ ๑๕๗ เรื่องที่เรา นําเสนอวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการเงินซึ่งใช้ชื่อว่าฟินเทค (FinTech) ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) เป็นระบบการเงินซึ่งจะมาใหม่แล้วเข้าแทนที่ระบบเดิม ระบบการเงินเป็นกลไกสําคัญของระบบเศรษฐกิจ เป็นตัวจักรที่ทําให้เศรษฐกิจดําเนินการทํางาน ไปได้โดยมีความเสียดทานต่ําสุด บทบาทภารกิจของภาคการเงินคือการลดความเสียดทาน ทําให้ภาคเศรษฐกิจเคลื่อนตัว ทําการผลิต ทําการบริโภค ทําการกระจายแบ่งปันผลผลิตได้ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบการเงินเป็นระบบที่มีความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ถ้าภาคการเงินอ่อนแอระบบเศรษฐกิจก็จะอ่อนแอด้วย ตลอดเวลาที่เรามีโลกของมนุษย์มา ภาคการเงินได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้นเยอะ เมื่อตอนเริ่มแรกเลยในสมัยโบราณเราไม่มีเงินใช้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเงิน มีแต่การแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้าเรียกว่าระบบบาร์เทอร์ (Barter) ระบบแลกของกับของ คนที่มีเกลือแล้วต้องการจะได้เนื้อวัวก็ต้องเดินไปหาว่าใครมีเนื้อวัวบ้าง แล้วถ้าเจอคนที่มีเนื้อวัวก็จะดีใจเพราะอาจจะได้แลกกัน แต่ปรากฏคนมีเนื้อวัวนั้น เขาไม่ได้ต้องการเกลือ การแลกกันก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของต่อของ เป็นระบบที่ยากลําบากมาก และเป็นอุปสรรคสําคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของโลก มนุษย์จึงได้พัฒนาสร้างขึ้นมีตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เงินนี่คือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตอนแรก ๆ ก็ใช้ทองคํา ใช้วัสดุ ใช้หิน ใช้หอย ใช้อะไรต่าง ๆ ที่หายากและคิดว่ามีค่า มาทําหน้าที่เป็นเงิน ต่อมาพัฒนาการดีขึ้นก็คือมีการใช้เงินกระดาษ การเกิดเงินกระดาษขึ้น ในโลกเป็นป้ายบอกระยะทางที่สําคัญของการเจริญเติบโตสังคมมนุษย์โดยเฉพาะทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะการมีเงินกระดาษทําให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว โดยมีความเสียดทานต่ํามาก ระบบเงินกระดาษรองรับเศรษฐกิจโลกมาเป็นเวลานาน มาบัดนี้ระบบเงินกระดาษกําลังถูกท้าท้าย และจะถูกแทนที่ด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์ เงินที่เราใช้กัน เป็นเงินบาท อาจจะเป็นเงินดอลลาร์ หรือในประเทศอื่นใช้เงินกีบ เงินจ๊าดอะไรก็ตาม กําลังจะถูกแทนที่โดยใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเงินอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มความคล่องตัวแล้วก็ เพิ่มความรวดเร็วขึ้นเยอะ แล้วได้ต้นทุนที่ต่ํามาก สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่าฟินเทค (FinTech) คือการนําเอาเทคโนโลยี โดยเฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบการเงินของโลก ซึ่งขณะนี้กําลังเกิดขึ้นมากมายทั่วโลกในหลาย ๆ ประเทศ และในประเทศไทยก็กําลังเกิดขึ้น ถามว่าฟินเทค (FinTech) จะทําให้ระบบการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าจะเกิด การเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ประการแรก ทําให้สังคมที่ใช้เงินกระดาษ เป็นเปเปอร์มันนี (Paper Money) จะถูกแทนที่กลายเป็นสังคมที่ไร้เงินสดเป็นแคชเลสโซไซตี (Cashless Society) การที่จําเป็นต้องถือเงินติดไว้ในกระเป๋า หรือการที่จะต้องพิมพ์แบงก์ ออกมาเพื่อให้มีเงินใช้กันก็ไม่จําเป็นแล้ว เพราะว่าเงินอยู่ในโทรศัพท์มือถือมันเป็นสัญญาณ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีความเป็นเจ้าของของแต่ละคน แล้วก็ส่งผ่านถึงกันและกันได้ โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทําให้รวดเร็วมาก

ประการที่ ๒ จะเกิดการเบรกทรู (Breakthrough) ในระบบที่เรียกเพย์เมนต์ ซิสเต็ม (Payment System) คือระบบการชําระเงิน วันนี้การชําระเงินเราก็ใช้เงินบาท เป็นสื่อกลางในการชําระหนี้ มีกฎหมายรองรับว่าเงินบาทเป็นเงินที่ชําระหนี้ได้ตามกฎหมาย เราก็ต้องเคลื่อนย้ายเงินกัน ต้องเอาเงินไปส่งให้ เพราะฉะนั้นธนาคารทั้งหลายก็จะต้อง ขนเงินไปไว้ตามสาขาเพื่อให้คนมาเบิกเงินไปใช้ เวลามีเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ หรือตรุษจีน เขาจะต้องเตรียมเงินไว้จํานวนมากมาย ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์เงิน ค่าใช้จ่ายในการขนเงิน และค่าใช้จ่ายที่แต่ละคนต้องมีกระเป๋าเงินติดตัว แล้วก็คอยนับเงิน ชําระเงิน อันนี้ก็จะ หมดไปเลย จะลดไปเลย แล้วการชําระเงินจะเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่โดยไม่ต้องพบหน้ากัน การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการชําระเงินจะทําให้ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือระบบ การพาณิชย์นาวีเกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงและขยายตัวรวดเร็วมาก ข้อจํากัดเรื่องเวลา และสถานที่จะหายไป ขณะนี้ถ้าเราต้องการได้เงินสดก็ต้องไปแบงก์ในเวลาที่เปิดถึงจะเอาเงิน จากแบงก์ได้เท่านั้น อันนี้เป็นข้อจํากัด แต่ข้อจํากัดนี้จะหายไปเพราะการชําระเงินนี้ จะชําระได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา ไม่ว่าท่านจะอยู่ในเมือง อยู่ในชนบท อยู่ในรถ อยู่ในห้องน้ํา กําลังกินข้าวอยู่ท่านนึกจะชําระเงินท่านสามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดําเนินการชําระเงิน และมีผลถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย การที่ข้อจํากัดเรื่องเวลา สถานที่ได้รับการก้าวข้ามไป เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มเวลาทํางาน เวลาการดํารงชีวิตขึ้นอีกเท่าตัว เพราะเดิมเราทําได้เฉพาะ ในเวลาเปิดทําการของธุรกิจ ต่อไปทําธุรกิจชําระเงินเมื่อไรก็ได้ตลอดเวลา กลางคืนนอนหลับ ตื่นขึ้นมานึกว่าจะต้องชําระเงินค่าอะไร จะซื้ออะไรก็สามารถทําได้ คําพูดที่ว่าการเงินไร้พรมแดน ที่มีข้อจํากัดในเรื่องของการแบ่งออกเป็นประเทศ ๆ แล้วก็มีกําแพงกั้น มีระบบ มีอะไรต่าง ๆ ก็จะถูกแทงทะลุไปหมด การเงินไร้พรมแดนเวลานี้ก็พูดกัน แต่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเงินนี้ เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ แล้วการเป็นจริงอันนั้นก็จะแพร่กระจายไปสู่ทุกคน และทุกคน จะสามารถชําระเงินข้ามชาติ ข้ามประเทศ ข้ามทวีปได้ในชั่วพริบตา เมื่อเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแต่ละคนก็ต้องให้การศึกษา ให้การเรียนรู้ และทําการป้องกัน

ระบบตัวกลาง ขณะนี้ระบบการเงินของเราเป็นระบบตัวกลาง ก็คือผู้มีเงิน จะเอาเงินไปฝากแบงก์ แบงก์จะทําหน้าที่เป็นตัวกลาง เมื่อธนาคารได้รับเงินฝากแล้ว ก็ถือว่าเงินฝากนั้นเป็นเงินของธนาคาร ธนาคารจะไปตัดสินใจให้กู้กับใคร กู้ในกิจการใด กู้ในอัตราดอกเบี้ยเท่าไร กู้เมื่อไร เป็นเรื่องของธนาคาร เจ้าของเงินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยธนาคารจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้กับผู้ฝากเงิน ธนาคารเป็นผู้ที่มีอํานาจมากเพราะกุมเงินเยอะ แต่ความจริงเงินที่ธนาคารให้กู้จํานวนมากนั้นไม่ใช่เงินของธนาคาร เป็นเงินของประชาชนทั่วไป ที่เอามาฝากกับธนาคาร ระบบนี้เรียกว่าระบบตัวกลาง หรืออินเตอร์มีเดียรี (Intermediary) ระบบตัวกลางจะหายไป เพราะว่าระบบของฟินเทค (FinTech) จะเป็นพีเพิล ทู พีเพิล เลนดิง (People to people lending) แปลว่าผู้มีเงินฝาก ผู้ที่มีเงินให้กู้จะสามารถให้กู้โดยตรงกับผู้ที่ ต้องการกู้เงิน การดําเนินการจะเป็นดําเนินการโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง ระบบตัวกลางจะถูกท้าทายแล้วก็ จะถูกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แม้แต่อํานาจรัฐซึ่งมีอํานาจในการผูกขาดการพิมพ์เงิน รัฐใด ๆ ก็ตามส่วนมากก็จะมีเงินของตนเอง ประเทศไทยก็มีเงินบาท เมียนมาก็มีเงินจ๊าด มาเลเซียก็มี เงินริงกิต ลาวก็มีเงินกีบ สหรัฐอเมริกาก็มีเงินดอลลาร์ จีนก็มีเงินหยวน เงินหยวนนี่รัฐบาลจีน โดยธนาคารแห่งประเทศจีนเท่านั้นที่พิมพ์ได้ เช่นเดียวกันเงินบาทก็รัฐบาลไทยโดยธนาคาร แห่งประเทศไทยเท่านั้นที่พิมพ์ได้ เงินบาทก็จะเป็นเงินที่มีอิทธิพล ถูกกฎหมายอยู่ในประเทศไทย ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ใครคนอื่นจะพิมพ์เงินบาทขึ้นมาใช้จะถือว่าเป็นเงินเถื่อน เป็นเงินที่ผิดกฎหมายทั้งหมด อํานาจในการพิมพ์ธนบัตรเป็นอํานาจของรัฐแต่เพียงผู้เดียว แต่ว่าที่ฟินเทค (FinTech) เขาทําคือสิ่งที่เรียกว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่สร้างขึ้นมาโดยกลไกทางคณิตศาสตร์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็สร้างขึ้นมาเพื่อการยอมรับ ของคนในวงการ เขาก็จัดคนขึ้นมากลุ่มหนึ่งตกลงกันและยอมรับเงิน แล้วก็ใช้เงินตัวนี้ ในการซื้อขายกัน เขาไม่ได้บังคับ ใครจะเข้ามายอมรับก็ได้ ใครไม่อยากเข้ามาไม่เชื่อถือ ก็ไม่ต้องยอมรับ แต่ก็สามารถสร้างการยอมรับขึ้นมาได้ในวงจํากัดจํานวนหนึ่งของเขา ทีนี้วงเหล่านี้เริ่มแพร่ขยายมีหลายวง แต่ละวงใหญ่ขึ้น ถ้าเผื่อเป็นอย่างนี้มาก ๆ เข้าอํานาจ ในการผูกขาดการสร้างเงินของรัฐแต่ละรัฐก็จะถูกทําให้อ่อนแอลง ก็แปลว่าไม่ใช่ผูกขาด แต่เพียงผู้เดียวแล้ว มีคนอื่นที่มีความสามารถในการผลิตเงิน มันนีครีเอชัน (Money Creation) จะไม่ใช่เป็นอํานาจของรัฐเท่านั้น

เราห่วงใยกันมากในเรื่องการเข้าถึงระบบการเงิน เพราะว่ามีการเงินในระบบ และการเงินที่ไม่อยู่ในระบบ ที่ในระบบก็ต้องมีเอสทาบลิชเมนต์ (Establishment) มีที่ตั้งชัดเจน มีกฎหมายรองรับ มีความน่าเชื่อถือ มีคนทํางาน มีเงินทุน มีเครื่องจักรกลที่คอยช่วยผ่อนแรง อันนี้มันมีระบบกระจายตัวทั่วถึงได้ไม่มาก เวลานี้ในประเทศไทยก็ถือว่ามีระบบธนาคาร ที่ค่อนข้างจะทันสมัย แต่ว่าการกระจายตัวการเข้าถึงระบบธนาคารของประเทศไทย ผมเคยมารายงานในที่นี้แล้วว่าทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐทั้งหมด รวมแล้ว ได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในชนบทห่างไกลเข้าไม่ถึง เราก็ห่วงใย ในเรื่องนี้จึงไปตั้งกองทุนหมู่บ้าน ไปตั้งธนาคาร สถาบันการเงินชุมชนอะไรขึ้นมา แต่ว่าทั้งหมดนี้ ถ้าระบบเปลี่ยนไปโดยเทคโนโลยีมาเป็นของฟินเทค (FinTech) การเข้าถึงจะเป็นไปได้ง่าย เพราะไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องมีฟิสิคัล (Physical) การขนย้ายของไม่จําเป็น ของคือตัวเงิน คือแบงก์ไม่จําเป็นเพราะมันเคลื่อนย้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้น ไฟแนนเชียลอินคลูชัน (Financial Inclusion) ที่เราพูดถึงการครอบคลุมของระบบการเงิน ที่จะให้ครอบคลุมทั่วถึงเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ประสิทธิภาพของระบบ การเงินเองก็จะเพิ่มสูงขึ้นเยอะ เพราะว่าต้นทุนในการดําเนินการของระบบการเงินจะต่ํามาก ต้นทุนในการพิมพ์แบงก์ก็จะลดลงเยอะ ต้นทุนในการขนย้าย เคลื่อนย้ายแบงก์ก็จะลดลงเยอะ แล้วก็ต้นทุนในการที่จะต้องมีคนงานมาทํางานในภาคการเงินจะลดลงเยอะ ขณะนี้แบงก์ ต่าง ๆ เริ่มที่จะปิดสาขาและเริ่มที่จะปรับตัวโดยหาทางลดจํานวนคนแล้ว ภาคการเงินขณะนี้ เป็นภาคที่เป็นเลเบอร์อินเทนซิฟ (Labor Intensive) เป็นภาคที่ใช้แรงงานเยอะ ต่อไปจํานวนคนงานที่ทํางานในภาคการเงินจะลดลงมาก เมื่อภาคการเงินลดต้นทุนลง ต้นทุนโดยรวมของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะลดลงอย่างมาก เพราะว่าต้นทุนในการ ดําเนินงานของธุรกิจทางด้านการเงินก็จะลดลง ต้นทุนการดําเนินงานของภาคครัวเรือน ซึ่งต้องมีเงินเก็บไว้ในบ้าน ต้องมีกระเป๋าเงินติดตัวทุกคนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วค่าใช้จ่าย ในการที่จะทําการชําระเงิน ทําการติดต่อสื่อสารทางด้านการเงินก็จะลดลงเยอะ เศรษฐกิจ โดยรวมก็จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทีนี้ถามว่าลักษณะสําคัญของฟินเทค (FinTech) มาอย่างไร รัฐบาลสร้างขึ้นหรือใครไปทําให้เกิดขึ้น จริง ๆ แล้วผมวิเคราะห์ว่าฟินเทค (FinTech) เป็นการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของการที่นําเอาดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ ใช้กับภาคการเงิน เนื่องจากฟินเทค (FinTech) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมันก็จะเกิดแน่ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เพราะว่าไม่มีใครสามารถไปหยุดยั้งการนําเอาเทคโนโลยี เข้ามาใช้ในภาคการเงินได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจว่าถ้ามันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีพลังแห่งการเติบโตของมันเองเราก็จะต้องไปประเมินบทบาทของเราให้ถูกต้อง โดยเฉพาะบทบาทของภาครัฐ ขณะนี้ฟินเทค (FinTech) กําลังก่อตัวขึ้นและพัฒนาตนเอง อย่างไม่หยุดยั้ง ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนไม่มีใครรู้ว่าพัฒนาการขั้นต่อไป ของฟินเทค (FinTech) จะไปในทิศทางไหน จะคลี่คลายขยายตัวไปอย่างไร ทุกคนอยู่ใน ระยะขั้นของการทดลองปฏิบัติ ค้นหารูปแบบใหม่ หรือสภาวะใหม่ หรือผลที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการที่กําลังคลี่คลายขยายตัว กําลังพัฒนาเมื่อเป็นอย่างนี้การที่จะ ไปออกกติกามาบังคับให้มันกระด้างตัว ให้เข้มงวดกวดขันก็ไม่เป็นผลดีเพราะจะไปขัดขวาง พัฒนาการตามธรรมชาติของฟินเทค (FinTech) ได้ เพราะฉะนั้นเขาจึงไปคิดระบบ ที่เรียกว่าเรกูเลทอรีแซนด์บ็อกซ์ (Regulatory Sandbox) ให้มี เรกูเลทอรี (Regulatory) เหมือนกัน แต่เป็นเรกูเลชัน (Regulation) ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ยืดหยุ่นได้ ทดลองใช้ได้ แล้วก็เปลี่ยนแปลงได้ เพื่อจะให้มีเรกูเลชัน (Regulation) แต่ว่าไม่เป็นเรกูเลชัน (Regulation) ไม่เป็นกฎ ระเบียบที่กระด้างตัวที่ไปขัดขวางพัฒนาการของเทคโนโลยี ทีนี้จะเห็นว่าในเปเปอร์ (Paper) ที่เรานําเสนอครั้งนี้ใช้ชื่อว่าการปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางการเงิน นวัตกรรม ทางการเงินคือฟินเทค (FinTech) มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้วก็จะพัฒนาคลี่คลาย ขยายตัวต่อไป สิ่งที่เราต้องทําก็คือเราปรับสภาวะสิ่งแวดล้อมและระบบที่มันรองรับฟินเทค (FinTech) ให้สามารถรองรับการเกิดขึ้นและเติบโตต่อไปได้โดยไม่เป็นภัยต่อสังคม เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางการเงิน ไม่ได้ปฏิรูปตัวนวัตกรรม ทางการเงิน ไม่ได้ปฏิรูปตัวฟินเทค (FinTech) ฟินเทค (FinTech) ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน ที่จะต้องไปปฏิรูป มันกําลังก่อตัว กําลังพัฒนา แต่ในกระบวนการพัฒนาก็มีสิ่งที่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาของมันซึ่งดํารงอยู่ในสังคมไทยในระบบของประเทศไทย และสิ่งที่เอื้อต่อ การพัฒนาของมันซึ่งก็มี แล้วเราก็อยากจะไอเดนทิไฟ (Identify) พวกนี้แล้วก็ไปสร้างระบบ ซึ่งอยู่เบื้องหลังอยู่เป็นพื้นฐานไปรองรับระบบฟินเทค (FinTech) ให้ถูกต้องเหมาะสม จึงได้เสนอการปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางการเงิน

ในการปฏิรูปนี้มีหลักการอะไรบ้าง คณะกรรมการก็ได้เสนอว่ามีหลักการอยู่ ๔-๕ ข้อด้วยกัน ๑. ต้องขจัดอุปสรรคหรือสิ่งขัดขวางการพัฒนาของฟินเทค (FinTech) ๒. ต้องเสริมสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของฟินเทค (FinTech) ตัวอย่าง ของปัจจัยเหล่านี้ก็ได้แก่โครงข่ายพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และการปฏิบัติ ของระบบราชการด้วย ๓. ต้องพัฒนากําลังคน สร้างคน สร้างขุมกําลังเตรียมไว้ให้สามารถ มีคนเพียงพอที่จะซัปพลาย (Supply) บริการทางฟินเทค (FinTech) ได้ ๔. ต้องเผยแพร่ ความรู้ในเรื่องฟินเทค (FinTech) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมไทยเพราะผมคิดว่า เวลานี้ก็เริ่มเข้ามาแล้ว แล้วคนก็เริ่มสัมผัส แต่การตระหนักรู้อย่างเต็มระบบยังมีข้อมูลครบถ้วน ยังรู้ถึงข้อดี ประโยชน์ โอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น และความเสียหาย ความเสี่ยงที่จะติดตามมา อันนี้ผมคิดว่าเรายังทําไม่เพียงพอ ก็จะเสนอว่าต้องมีการเน้นในเรื่องการสร้างความตระหนักรู้ ๕. ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยมีลักษณะพิเศษ คนไทยเก่ง โดยเฉพาะเก่งหลาย ๆ เรื่องในการที่ เจาะเข้าไปในระบบที่จะเอาเปรียบ เพราะฉะนั้นแฮกเกอร์ (Hacker) มีในเมืองไทยเยอะ ระบบนี้ถ้าทําไม่ดี ถ้าจะสร้างระบบการคุ้มครองป้องกันไม่ดีแล้วคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจจะ ก่อให้เกิดความเสียหายได้เยอะ เพราะฉะนั้นจะต้องเน้นว่าในการปฏิรูปจะต้องเน้นจุดนี้ ให้มีรูปธรรมที่ชัดเจนและมีระบบการป้องกันภัยที่เหมาะสม

มาวิเคราะห์ว่าอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อฟินเทค (FinTech) ๑. ระบบราชการ ระบบราชการเราขณะนี้ไม่ยืดหยุ่น ไม่เอื้อและไม่ต้อนรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพราะฉะนั้น คงต้องทําการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ต่อการเปลี่ยนแปลง และต้อนรับการเปลี่ยนแปลง ๒. ระบบกฎหมาย ที่แล้วมานี้ เรามุ่งออกกฎหมายเพื่อควบคุม กํากับดูแล แล้วก็บังคับ หรือมุ่งเพื่อปกครอง เพื่อควบคุม และเพื่อกํากับดูแล แต่ว่ากฎหมายที่จะเอื้อต่อฟินเทค (FinTech) ต้องเป็นกฎหมายที่รองรับ สิทธิหรือว่าสนับสนุนให้เกิดขึ้นทั้งต่อการประกอบธุรกิจและการดําเนินชีวิต

ปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของฟินเทค (FinTech) มีอยู่เยอะที่ทางการ ทางระบบ ทางฝ่ายภาครัฐจะทําได้ ก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงข่ายพื้นฐาน มีหลายอย่าง มีรายละเอียดเยอะ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คุณไพบูลย์จะมาลงในรายละเอียดให้

ด้านกําลังคน ผมคิดว่าในเมืองไทยก็มีนักการเงิน มีนักไอที (IT) นักคอมพิวเตอร์ ที่มีความรู้เรื่องนี้เยอะ แต่ว่าถ้านับจํานวนคนและนับความต้องการที่ต้องการที่จะมีคนเหล่านี้ ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นต้องมีการพัฒนากําลังคนอย่างเป็นระบบโดยมีเป้าหมาย ที่ชัดเจน แล้วก็อาจจะต้องเกี่ยวกับการที่จะมีนโยบายที่ชัดเจนในการนําเข้าเทคโนโลยี คนที่มีความรู้ความสามารถในทางเทคนิคเข้ามาช่วยได้ในวิธีต่าง ๆ

เรื่องสุดท้าย คือเรื่องการเผยแพร่ความรู้เพื่อสร้างอะแวร์เนส (Awareness) เผยแพร่ความรู้นี้ไม่ต้องไปลงในรายละเอียดเทคนิคเยอะ แต่ต้องสร้าง ความตื่นรู้ ความตระหนักรู้ ให้รู้ว่าเรื่องเหล่านี้กําลังเกิดขึ้นและกําลังคืบคลานมา และจะเข้า แทนที่ระบบเก่าในที่สุด แล้วประโยชน์ที่ได้จากมันมีอะไร โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีอะไร ภัยคุกคาม ความเสียหาย ความเสี่ยงที่ตามมามีอะไรบ้างที่ต้องระวัง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องทํา อย่างเป็นระบบ ผมจะขออนุญาตนําเสนอในเบื้องต้นเท่านี้ ขออนุญาตท่านประธานว่า ขอเชิญท่านไพบูลย์ครับ