ไพบูลย์ นลินทรางกูร หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบการเงินไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัล โดยเน้นบทบาทของนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ และระบบคลาวด์ ที่ช่วยผลักดันฟินเทคและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีและผู้มีรายได้น้อย พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างพื้นฐานจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิทัล สร้างระบบข้อมูลกลาง และเร่งยกระดับไซเบอร์ซีเคียวริตีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลปรับกฎระเบียบให้สอดคล้อง ลดความซับซ้อนและเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม รักษาเสถียรภาพ และรองรับการแข่งขันในเศรษฐกิจไร้พรมแดน
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาครับ จริง ๆ ท่านอาจารย์สมชัย ได้อธิบายไปค่อนข้างเยอะแล้วเรื่องฟินเทค (FinTech) ผมอาจจะมาเสริมไม่มากเท่าไร ก็ได้เตรียมพรีเซนเทชัน (Presentation) มาด้วย อยู่ที่โต๊ะของแต่ละท่านนะครับ หลัก ๆ เลย ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานสมชัยพูดไปทั้งหมดหลายเรื่องที่ท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ หรือว่าคืออะไร สิ่งเหล่านั้นก็คือนวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา และเหตุผลที่เรามานั่งคุยกันในวันนี้ก็เพราะว่าในระบบการเงินโลกเขากําลังตื่นตัวเรื่องนี้มาก เพราะว่าเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย และจริง ๆ จุดเปลี่ยนสําคัญที่ทําให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คือเทคโนโลยีที่พร้อม คนอาจจะถามว่าทําไม ๕ ปีที่แล้ว ๑๐ ปีที่แล้วไม่ทําสิ่งเหล่านี้ ไม่คุยกันเรื่องพวกนี้ เพราะในช่วงนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังไม่เอื้ออํานวยให้เกิดการพัฒนา นวัตกรรมให้เกิดขึ้นในรูปแบบที่เราเห็นกันในวันนี้ แต่วันนี้จุดเปลี่ยนสําคัญ เทคโนโลยีสําคัญ ผมอาจจะเอ่ยถึงไม่กี่ชื่อ แต่คงไม่ขอลงรายละเอียดเพราะว่าอาจจะใช้เวลาเกินไป อย่างเช่น บล็อกเชน (Blockchain) ก็เป็นเทคโนโลยีทางการเงินอันหนึ่งที่คิดค้นกันขึ้นมา ยังไม่ไปถึง สุด ๆ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ถ้าทําได้สําเร็จจะสามารถมาทดแทนธุรกรรมทุกอย่างที่ต้องทํา ผ่านตัวกลาง ลองคิดดูนะครับ อินเตอร์มีเดียรี (Intermediary) หรือตัวกลาง อย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ที่เราต้องใช้เขาในการโอนเงิน หรือว่าเคลียร์ริงเซ็นเตอร์ (Clearing Center) ที่ต้องใช้เขาในการโอนสินทรัพย์ต่าง ๆ ถ้าเทคโนโลยีบล็อกเชน (Technology Blockchain) ไปได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ความจําเป็นที่จะต้องใช้ตัวกลางหมดไป อันนี้ก็คือหนึ่ง ในหลาย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งเอไอ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) เป็นสมองกล เป็นโรบอต (Robot) ที่จะมาคิดแทนคน ในวันนี้ก็มาถึงจุดที่เริ่มเอามาใช้ให้บริการทางการเงินได้ แต่อาจจะยัง ไม่ดีมากเท่าไร อีก ๓-๕ ปีจากนี้พอไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เอไอ (AI) บวกกับแมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) คือสมองกลในอดีตเป็นคนคิดขึ้นมาใส่อัลกอริทึม (Algorithm) ใส่โปรแกรมเข้าไปก็คิดได้แค่นั้น แต่จากนี้จะคิดต่อ พอแมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) ไปถึงจุดจุดหนึ่งแล้วอาจจะคิดได้เก่งกว่าคน เทคโนโลยีคลาวด์ (Technology Cloud) ที่สมัยก่อนเวลาเราจะลงทุนคิดค้นอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งทําไมนวัตกรรมในอดีตเกิดขึ้นยาก เพราะต้องลงทุนมหาศาล ไม่มีศูนย์กลางที่เราสามารถจ่ายเงินแล้วไปใช้ชั่วคราวได้ ในการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ ศูนย์กลางที่ว่าก็คือพวกคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ (Computer Server) อะไรต่าง ๆ ในอดีตถ้าเกิดคิดอะไรขึ้นมาต้องมีเซิร์ฟเวอร์ (Server) ต้องไปซื้อ ต้องไปลงทุนมันใช้เงินเยอะ เดี๋ยวนี้มีศูนย์กลางจ่ายเงินเป็นวัน ๆ ไป เป็นเดือน ๆ ไป ซึ่งทําให้เกิดนวัตกรรมมากมาย อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ทําไมเรามาคุยกันในวันนี้ แล้วสถาบันการเงินเห็นตรงนี้ แต่จริง ๆ จุดเร่งที่ทําให้เกิดฟินเทค (FinTech) ขึ้นมากมาย เป็นเพราะมีผู้เล่นนอกวงการการเงินก็คือผู้เล่นจากวงการไอที (IT) ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้มาก อย่างในสหรัฐอเมริกาคือซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) พวกแอปเปิล (Apple) พวกกูเกิล (Google) ที่เขาอยู่แถวนั้นคือพวกนี้เห็นว่าสถาบันการเงินยังไม่ได้นําเอาเทคโนโลยีที่พร้อมแล้ว ไปใช้ดัดแปลงให้เกิดนวัตกรรมเพื่อมาให้บริการทางการเงินที่ดีขึ้น เขาก็เลยอาศัยช่องนี้ ความเก่งของเขาในเรื่องไอที (IT) มาคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างที่อาจารย์สมชัยได้เรียนไป บางเรื่องท่านอาจจะทราบ บางเรื่องท่านอาจจะไม่ค่อยรู้ว่าคืออะไร นั่นนวัตกรรมทั้งนั้นเลยครับ
อีกตัวเร่งหนึ่งก็คือการเข้าถึงของประชาชนผ่านเครื่องมือสื่อสาร คือในอดีต ถึงแม้จะคิดมาเท่าไรคนอาจจะเข้าถึงบ้างไม่เข้าถึงบ้างเพราะคนไม่มีอุปกรณ์สื่อสารทุกคน แต่ ณ วันนี้ผมเชื่อว่าแม้กระทั่งในประเทศไทยน่าจะ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากร เรามีเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งในอนาคตเครื่องมือสื่อสารที่ว่านี้ก็คือกุญแจที่จะเข้าไปสู่บริการ ทางการเงิน ฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ทําไมเรามาคุยกันเรื่องนี้ในวันนี้ แล้วผลที่จะเกิดขึ้นถ้าเรา ปฏิรูปเพื่อจะรองรับประเทศไทยให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กําลังจะเกิดขึ้นจะได้ผล อะไรบ้าง ก็จะมี ๒ เรื่องแน่นอนนะครับ
เรื่องแรก ก็คือจะทําให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ได้อย่างครบถ้วนมากขึ้น ณ วันนี้ต้องยอมรับว่าผู้มีรายได้น้อย ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี (SMEs) เล็ก ๆ เข้าถึงบริการทางการเงินยากมาก เข้าถึงตลาดทุนแทบไม่ได้เลย หรือถ้าเข้าได้ ก็จะมีราคาที่แพงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่มาก แต่เทคโนโลยีทางการเงินจะสามารถช่วยปิดแก็ป (Gap) นี้ลง เทคโนโลยีทางการเงินจะสามารถช่วยทําให้ระบบการเงินเรามีประสิทธิภาพ ที่สูงขึ้น งานหลาย ๆ อย่างที่ทํากันอย่างซ้ําซ้อน ถ้าเราจัดกันดี ๆ ปฏิรูปกันดี ๆ ลดการทํางาน ซ้ําซ้อนลง จะช่วยทําให้งานหลังบ้านแชร์กันใช้ ร่วมกันลงทุน จะประหยัดคอสต์ (Cost) มากมาย แล้วถามว่าคอสต์ (Cost) ที่ประหยัดไปมากมายจะส่งผลอะไรต่อพวกเรา ก็แน่นอน ภาคธุรกิจก็จะได้ใช้ต้นทุนทางการทําธุรกรรมทางการเงินที่ถูกลง ที่สามารถแข่งขันได้ กับประเทศเพื่อนบ้านเรา แล้วก็จะทําให้เศรษฐกิจเราสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคงในที่สุด อันนี้คือคอสต์ (Cost) แค่นี้ก่อนนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้คือ ภาพของโลก สรุปขมวดอีกทีหนึ่งง่าย ๆ คือตอนนี้โลกอยู่ในยุคของการเงิน ๓.๐ กําลัง จะไป ๔.๐ เอาเทอมที่เราเข้าใจ ทีนี้ประเทศไทยเราอยู่ตรงไหน ประเทศไทยทําไมต้องปฏิรูป ผมก็จะมีอยู่ ๖ เรื่องตามเอกสารที่แจกไป หลัก ๆ ที่ลิสต์ (List) ออกมา อาจจะมีมากกว่านั้นครับ
เรื่องแรก คือพัฒนาการของระบบการเงินบ้านเรา ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมี ช่วงหนึ่งที่พัฒนาเร็วมาก แข็งแรงมาก แต่ในช่วงหลัง ๆ นี้โดยเฉพาะ ๕ ปีหลัง ๑๐ ปีหลังนี้ ต้องยอมรับว่าพัฒนาการเริ่มอืด เรามีระบบการเงินที่แข็งแรงจริง แข็งแกร่งจริง มั่นคงจริง ถ้าเทียบกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แต่สิ่งที่ขาดหายไปก็คือเรื่องจากนวัตกรรม เรื่องการนําเอา เทคโนโลยีมาช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการให้ดีขึ้น เราอาจจะเจอวิกฤต ๒๕๔๐ ก็เลยทําให้ทุกคนอยู่ในโหมดคอนเซอร์เวทิฟ (Mode Conservative) ทําให้ทุกอย่าง เน้นความแข็งแกร่ง เน้นความมั่นคง ทั้งผู้ประกอบการเอง ทั้งผู้คุมกฎเอง อันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ดี แต่เรากําลังจะบอกว่าอย่างที่อาจารย์สมชัยได้เรียนไปแล้ว ตอนนี้โลกกําลัง ไปสู่นวัตกรรม เราจะชอบหรือไม่ชอบมันคือเทรนด์ (Trend) ของโลก เหมือน ณ วันนี้ อินเทอร์เน็ต (Internet) ชอบหรือไม่ชอบคุณก็ต้องใช้ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้วบอกว่าไม่ต้องยุ่งด้วย ในอินเทอร์เน็ต (Internet) คืออะไรไม่ทราบ อีเมล์ (e-Mail) ไม่ใช้ โทรศัพท์มือถือยังไม่มีเลย ๕ ปีที่แล้ว บางคนยังไม่อยากได้โทรศัพท์มือถือ แต่วันนี้ไม่ได้ครับ มันเป็นเครื่องมือสื่อสาร และอนาคตมันคือหัวใจเข้าไปสู่การบริการทางการเงิน เพราะในอนาคตท่านจะไม่มีสาขา ธนาคารพาณิชย์ที่ท่านเห็นเหมือนทุกวันนี้ เดินเข้าไปเมื่อไรเอาแถวใกล้บ้านมีหมด อนาคต จะไม่มีครับ เทรนด์ (Trend) ที่เกิดขึ้นในวันนี้ในบ้านเรา ไม่ต้องเอาอื่นไกล เทรนด์ (Trend) ที่แบงก์ชาติพูดมาเองครับ ตอนนี้ธนาคารพาณิชย์มีแต่ขออนุญาตปิดสาขา ไม่เปิดสาขาเพิ่ม อันนี้เป็นเทรนด์ (Trend) ที่เกิดขึ้น ซึ่งถามว่าถูกไหม ถูกต้องแน่นอน เพราะเทคโนโลยี สามารถเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ อันนี้เป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ขีดความสามารถในการพัฒนาเราค่อนข้างช้า ช้าอย่างไร ผมเอาตัวเลขให้ท่านดูเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) จัดอันดับ พัฒนาการทางการเงินไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับ ๒ ของโลกในแง่ของไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) อันนี้ล่าสุดนะครับ ในเอกสารที่ผมแจกไปอาจจะ ของปีก่อนหน้า สิงคโปร์ตอนนี้อันดับ ๒ มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านที่เราบอกว่าสู้เขาสบายมาก อันดับ ๑๓ ของโลกนะครับ ไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) ประเทศไทย ๓๙ ค่อนข้างห่าง คือตอนนี้เราบอกว่าจะสู้สิงคโปร์สบายมาก หลาย ๆ อย่าง ผมคิดว่า ๒ กับ ๓๙ ห่างกันเยอะ เอาแค่มาเลเซียที่ ๑๓ เราก็เหนื่อยแล้ว ฉะนั้นแน่นอนถ้าเราไม่ทําอะไรอันดับก็คงจะอยู่คงที่หรือไม่ก็ลดลงไปอีก แต่อันดับคนอื่น อาจจะเพิ่ม เพราะว่าตอนนี้สิงคโปร์ มาเลเซียตื่นตัวมากเรื่องพวกนี้นะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องผู้ใช้บริการทางการเงิน ตอนนี้ที่ผมพูดว่าคนเข้าไม่ถึงบริการ ทางการเงิน ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เอสเอ็มอี (SMEs) ผู้มีรายได้น้อย อย่าพูดถึงตลาดทุน แค่ตลาดเงินยังเข้าไม่ถึงเลย ฉะนั้นมีความจําเป็นต้องปฏิรูป ผู้ให้บริการทางการเงินก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง อาจารย์สมชัยได้เรียนไปแล้ว โลกการเงินตอนนี้ไร้พรมแดน ไม่ใช่ว่าเราเอากติกาแน่น ๆ เลย จะได้ไม่มีความเสี่ยงเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ถูกหลอกลวงกัน ในประเทศ ไม่เป็นไรครับ แต่อินเทอร์เน็ต (Internet) มันมีบอร์เดอร์ (Border) ไหมครับ ไม่มีบอร์เดอร์ (Border) อินเทอร์เน็ต (Internet) ถามว่าคนไปตั้งเว็บไซต์ (Web Site) ที่สิงคโปร์ มาขายบริการทางการเงินบ้านเราได้ไหมครับ ได้ครับ ฉะนั้นถึงแม้เราบอกว่าจะปิดประเทศ ไม่เอา เราไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ เขาเปิดกันอยู่ทั่วโลก มันเข้ามาแน่ ฉะนั้นวิธีแก้ก็คือปฏิรูประบบเรา ให้รองรับสิ่งเหล่านี้จะได้คุมคนของเราเองได้ แล้วก็สร้างกติกาที่มาป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ
เรื่องที่ ๔ โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินบ้านเรา ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ระบบอนาล็อก (Analog) ตอนนี้โลกกําลังจะไปสู่ระบบดิจิทัล ฉะนั้นจะต้องปฏิรูปขนานใหญ่ ถ้าพูดถึงอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ของการเงิน ถ้าพูดถึงไฟแนนเชียลอาร์คิเทกเจอร์ (Financial Architecture) เอาง่าย ๆ เลยนะครับ เรื่องเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ผมคิดว่า ทั้งประเทศไทยยังเป็นกระดาษอยู่ แต่ว่าเรากําลังพูดถึงฟินเทค (FinTech) โลกของการเงิน ที่ประสานเชื่อมต่อต้องเกิดขึ้นในรูปแบบดิจิทัล ง่าย ๆ คือ ณ วันนี้เอกสารที่ผมได้จากทางการ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ปปง. ที่พวกเราสถาบันการเงินจะต้องใส่ชื่อเข้าไปตลอดเวลา คิดแทร็ก (Track) ว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย มาในรูปแบบรูปภาพพีดีเอฟ (PDF) แทนที่จะอยู่ในพูล (Pool) กลางให้ทุกคนแอ็กเซส (Access) เข้าไปไม่ต้องมานั่งส่งกันเสียเวลาเป็นพีดีเอฟ (PDF) แล้วทุกคนก็มานั่งเก็บข้อมูลกันเอง ทุก ๆ สถาบันการเงินก็มีถังข้อมูลของตัวเองอยู่ ทุกถังเต็มไปหมดเลย ทําไมเราไม่สร้างถังกลางขึ้นมา อันนี้แค่ยกตัวอย่างอันเดียวง่าย ๆ อันนี้ก็เป็นระบบที่ยังเป็นอนาล็อก (Analog) ไม่ใช่เป็นดิจิทัล จะต้องทําให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด กฎเกณฑ์และการกํากับดูแลก็ยังอยู่ในยุคของอนาล็อก (Analog) ก็ไม่ผิด เพราะยุคดิจิทัล เพิ่งจะเกิดขึ้น
เรื่องที่ ๕ ตอนนี้ผมก็ยอมรับว่ามีการตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องกฎ ระเบียบต่าง ๆ แต่ว่ากฎระเบียบจะต้องวางไว้เพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินที่จะมาอีกมากมายในอนาคต ที่อาจารย์สมชัยได้เรียนไปแล้ว ที่ผมอาจจะพูดถึงบ้าง เป็นนวัตกรรมที่เห็นแล้ว ณ วันนี้ แต่นวัตกรรมเกิดขึ้นทุกวันครับ ตอนนี้ที่ผมพรีเซนต์ (Present) อยู่ ก็อาจจะมีคนที่ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) คิดอะไรออกอีกอย่างหนึ่งแล้ว คือมันคิดกันอยู่ทุกวัน ฉะนั้น กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในอดีตค่อนข้างที่จะวิจิตรไม่เฟล็กซิเบิล (Flexible) เพราะเน้นการป้องกัน ความเสี่ยงเป็นหลัก ซึ่งไม่ผิดนะครับ แต่วันนี้ผมคิดว่าคนที่จะตกที่นั่งลําบากมากเลยก็คือ ผู้กํากับดูแล ผู้ออกกฎเกณฑ์ เพราะคุณจะต้องออกกฎเกณฑ์ที่บาลานซ์ (Balance) ระหว่าง การทําให้ระบบยังมีเสถียรภาพอยู่ ยังป้องกันความเสี่ยงได้อยู่ แต่ขณะเดียวกันคุณต้องเป็น ระบบที่เอื้ออํานวยให้เกิดนวัตกรรมด้วย อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ทุกประเทศตอนนี้กําลังเผชิญกับความท้าทายนี้อยู่ จะสไตรก์บาลานซ์ (Strike Balance) ตรงนี้ อย่างไรระหว่างความพอดีให้กฎเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าผมเป็นเด็กหนุ่มที่เก่งเรื่องฟินเทค (FinTech) เดินเข้ามาประเทศไทยปุ๊บถอยเลยนะครับ ไปเจอผู้คุมกฎบอกทําโน่นก็ไม่ได้ ทํานี่ก็ไม่ได้ มันยากเกินไป คืออันนั้นกฎเกณฑ์เข้มงวดเกินไป แต่ถ้าเกิดปล่อยเสียหมดเลยจนทําให้ คนมาโกงเยอะแยะไปหมดก็ไม่ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นอะไรที่สําคัญมาก กฎเกณฑ์จากนี้จะต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่เพื่อให้เกิดบาลานซ์ (Balance) ขึ้นให้ได้ระหว่าง การเอื้อให้เกิดนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ประเทศเราล้าหลัง เพราะถ้าเราไม่ทําเลยก็ได้นะครับ แต่เราก็จะเป็นระบบการเงินที่ล้าหลังไม่มีใครยุ่งด้วย แล้วพอตื่นขึ้นมาอีก ๕ ปีจากนี้บอกว่า จะมานั่งทําก็อาจช้าไปนะครับ ถ้าเขาจะแฮก (Hack) ง่ายมาก แต่เขายังไม่ทําเพราะยังไม่มีวัตถุประสงค์เพียงพอที่จะมานั่ง เสียเวลาทํา ไปทําประเทศอื่นก่อน ฉะนั้นไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) สําคัญนะครับ และตอนนี้เรายังไม่ดีพอ อันนี้จากผู้รู้นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ทีนี้ตัวอย่างนวัตกรรมทางการเงิน จริง ๆ อาจารย์สมชัยได้เรียนไปเยอะแยะเลย ผมอาจจะบอกแค่บางอย่าง อย่างเช่นตอนนี้ก็มีการใช้หุ่นยนต์เยอะขึ้นในการมาแนะนํา เรื่องการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เทรนด์ (Trend) ที่ผิดปกติเพราะทํากันทั่วโลก ในอนาคต เวลาเราเดินเข้าไปหาสถาบันการเงินอาจจะเหลือคนน้อยมาก นั่นคือนวัตกรรมที่เกิดขึ้น เพราะแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) เก่งขึ้นเรื่อย ๆ มันให้คําแนะนําที่ดีกว่าคน หรืออย่างเช่นธุรกิจประกัน ในอดีตเวลาเราไปซื้อประกันแทบจะต้องจ่ายราคาเดียวกันหมด ไม่ว่าคุณจะมีโพรไฟล์ (Profile) อย่างไรเขาไม่รู้ แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีสิ่งที่เรียกว่า บิ๊กดาต้า (Big Data) บิ๊กดาต้า (Big Data) คือข้อมูลที่เก็บพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน เก็บไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว ท่านใส่นาฬิกาที่วัดว่าท่านเดินกี่ก้าวได้ วิ่งบ้างหรือเปล่า ออกกําลังบ้าง หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ทั้งหมด ท่านเดินเข้าร้านอาหาร ยังไม่รู้เลยว่าเขาเก็บข้อมูลหมดแล้วเวลาท่านใช้เครดิตการ์ด (Credit Card) ท่านกินอะไร ชอบอะไร พวกนี้คือบิ๊กดาต้า (Big Data) หมดเลย ฉะนั้นอย่างประกันภัยเทเลอร์เมด (Tailor Made) ได้เลย ใครออกกําลังกายเยอะ ๆ วิ่งทุกวัน วันละ ๑ ชั่วโมง ความเสี่ยงต่ํา พรีเมียม (Premium) คิดน้อยหน่อย อันนี้คือนวัตกรรมที่เกิดขึ้น มีอีกเยอะแยะมากมาย ผมคงไม่เสียเวลาท่านสมาชิก
ต่อไปนะครับ พอเราเห็นแล้วว่าระบบการเงินโลกเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เข้าสู่ดิจิทัล ตอนนี้แข่งกันทําเพื่อให้ไปสู่ ๔.๐ บางคนเร็วหน่อย สิงคโปร์คงอยากไป ๕.๐ เพราะสิงคโปร์อยากจะล้ําหน้าชาวบ้านอยู่แล้ว ทีนี้ประเทศไทยก็มีข้อด้อยที่ต้องปฏิรูป แล้วเราจะเอาอย่างไรกันดี ปฏิรูปแบบไหนดี ในความเห็นของคณะทํางานมีอยู่ ๒ รูปแบบ ตอนนี้ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ในโลกการเงินและหลาย ๆ อุตสาหกรรม ก็คือรูปแบบดิสรัปชัน (Disruption) กับรูปแบบคอลลาบอเรชัน (Collaboration) ดิสรัปชัน (Disruption) ก็คือรูปแบบ ที่พอฟินเทค (FinTech) เกิดขึ้น ธุรกิจดั้งเดิมล้มหายตายจากเลย เป็นดิสรัปต์ (Disrupt) เลย มาแย่งธุรกิจไปเลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ อเมซอน ดอต คอม (Amazon.com) เกิดขึ้นช่วงแรก ขายแต่หนังสือ ร้านหนังสือเจ๊งเลย บอร์เดอร์ (Border) ไปหมดเลย ปิดกิจการเลย ที่อเมริกาเพราะขายสู้ไม่ได้ เขาขายผ่านออนไลน์ (Online) ร้านจริง ๆ สู้ไม่ได้ อันนี้คือดิสรัปชัน (Disruption) คอลลาบอเรชัน (Collaboration) ก็คือการทํางานร่วมกันระหว่างฟินเทค สตาร์ตอัป (FinTech Startup) เล็ก ๆ ซึ่งมีแรงเยอะ มีความหิวกระหาย มีไอที (IT) สมองที่เก่ง กับสถาบันการเงินที่มีทรัสต์ (Trust) มีความมั่นคง มีเงิน แต่อาจจะไม่ได้เก่งเรื่องไอที (IT) เท่า ถ้าเราสามารถออกแบบการปฏิรูปประเทศ ออกกฎเกณฑ์ กติกาให้ ๒ กลุ่มนี้ทํางานด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศ ๑. สิ่งที่เห็นก็คือระบบการเงินบ้านเราจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แน่นอน เพราะฟินเทคสตาร์ตอัป (FinTech Startup) จะมีทั้งงานหน้าบ้านและงานหลังบ้าน ถ้ามาช่วยเรื่องงานหลังบ้านจะลดต้นทุนได้มหาศาล เอาง่าย ๆ ที่พูดกันบ่อยท่านอาจจะ ได้ยินกันเยอะแล้วก็เป็นอะไรที่บ่นกันเยอะในระบบการเงินทั่วโลกก็คือสิ่งที่เรียกว่าการทํา เควายซี (KYC) โนว์ ยัวร์ คัสตอมเมอร์ (Know Your Customer) เวลาท่านไปเปิดบัญชีเล่นหุ้น ซื้อกองทุน ฝากเงิน ท่านต้องทําอย่างไรครับ กรอกใบสมัครทุกธนาคาร ท่านไปธนาคารเดียวกัน อีกสาขาไม่รู้เขาจะจับท่านกรอกด้วยหรือเปล่า หรือท่านซื้อผลิตภัณฑ์ในธนาคารนั้น แต่เป็นของบริษัทลูก ท่านต้องกรอกว่าท่านเป็นคนอย่างไร เป็นซูทะบิลิตี (Suitability) ท่านรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน แล้วท่านทํากับ ๑๐ ธนาคาร ท่านทํา ๑๐ ครั้ง ทํากับ ๓๐ ธนาคาร ๓๐ ครั้ง ทํากับสถาบันการเงินที่ไหนทําหมด แล้วทุกคนก็ทํา สถาบันการเงินก็เก็บเอาไว้กัน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานมาก ๆ ถ้าสมมุติเราสามารถ สร้างถังตรงกลาง กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลหมดเลย ใครชื่ออะไร อายุเท่าไร เลขประจําตัวอะไร ก็สร้างถังไว้เอาให้มิดชิดหน่อย มีระบบควบคุมที่ดี แต่ให้คนที่ต้องการ จะแอ็กเซส (Access) มีกติกาชัดเจนแล้วแอ็กเซส (Access) เข้าไป เหมือนเครดิตบูโร (Credit Bureau) ที่เขาสามารถเช็ก (Check) ได้ว่าเราเบี้ยวหนี้ เครดิตการ์ด (Credit Card) เบี้ยวหนี้ใครบ้างมากน้อยแค่ไหน สถาบันการเงินเวลาจะปล่อยกู้ เราก็เช็ก (Check) เข้าไปไม่ต้องมานั่งเก็บกันเอง ตัวใครตัวมัน ถ้าเกิดเราเริ่มคิดว่าจะเอาประเทศ ไปสู่ ๔.๐ ระบบการเงินต้องมาก่อน เพราะถ้าระบบการเงินไม่มา ท่านคิดดูระบบอื่นไป ๔.๐ หมด อุตสาหกรรมอื่น ๔.๐ หมดแล้ว การเงินยังเป็น ๓.๐ ยังต้องใช้กระดาษ ยังจะต้องใช้เวลาในการโพรเซส (Process) ข้อมูลนานกว่าชาวบ้านไม่ได้ ฉะนั้นฟินเทค สตาร์ตอัป (FinTech Startup) ถ้าดี ๆ ทําร่วมกับสถาบันการเงินในปัจจุบัน แล้วเรา ก็มีกฎเกณฑ์ที่เอื้ออํานวยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ภาครัฐไม่ต้องสนับสนุนเรื่องตัวเงิน ผมคิดว่า อันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เงินมหาศาลทั่วโลกนี้ถ้าโปรเจกต์ (Project) ดีพอเอกชนเอาแน่นอน แต่ภาครัฐจะต้องสร้างอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) คือภาครัฐต้องเอาก่อน ภาครัฐ ต้องเห็นดีเห็นงามก่อนว่าใช่ อันนี้คืออนาคตที่เราจะไปด้วยกันแล้วมันต้องเป็นแบบนี้ เราจะหวงแหนข้อมูลกันอย่างไรเพื่อความปลอดภัยก็ไม่ว่ากัน แต่เราก็อาจจะหลุดไปเรื่อย ๆ เพราะทั่วโลกเขาบอกว่าแต่ละคนมานั่งเก็บกันมันเสียเวลามาก ตอนนี้กระดาษเป็นตั้งเลย สถาบันการเงินมีโกดังเก็บกันเลยเพราะว่ามันต้องเก็บ เรกูเลชัน (Regulation) บอกว่า ต้องเก็บเอกสารไว้ ๑๐-๒๐ ปีก็ต้องทําตามหมด อะไรเหล่านี้อาจจะถึงเวลาที่ต้องมา สังคายนากันดู ถ้าเราสามารถแค่ปฏิรูปเรื่องหลังบ้านสร้างคอมมอนยูทิลิตี (Common Utility) อะไรก็ตาม ที่จริง ๆ สถาบันการเงินเขาไม่แข่งกันหรอก เขาแข่งกันเรื่องหน้าบ้าน เรื่องเอาเงินท่านมาแล้วสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ท่าน เรื่องการปล่อยกู้ที่ถูกหน่อย ในขณะที่ หลังบ้านถ้าเราเห็นดีว่าท่านลดต้นทุนตรงนี้ลงไปยิ่งมากเท่าไรมันก็จะพาส (Pass) กลับมา ให้กับธุรกิจบ้านเราสามารถใช้ต้นทุนที่ถูกลง ๆ อย่างวันนี้ถ้าท่านไปดูสเปรด (Spread) ของธนาคารพาณิชย์ ท่านบอกว่าทําไมเยอะจัง ทําไมถึงกินกันเยอะขนาดนี้ เวลาเราเดินเข้าไป ฝากเงินให้เราไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ไปกู้ทีคิด ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ทําไมอ้วนขนาดนี้ ส่วนต่างที่คุณเก็บเอาไว้ จริง ๆ สถาบันการเงินไม่ได้แค่นั้น เพราะอะไร ต้นทุนครับ เวลาที่พวกเราเห็น เราไม่เห็นต้นทุนในการดําเนินธุรกิจ ต้นทุนหักออกไป บางแบงก์ที่อาจจะไม่มีประสิทธิภาพสูงอาจจะเป็นระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ออกไปเลย เน็ต (Net) ออกมาก็เหลือเปอร์เซ็นต์เดียวหรือไม่ถึงดีเสียด้วยซ้ํา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเรา สามารถปฏิรูประบบหลังบ้านให้ช่วยตรงนี้ผมคิดว่าแค่นี้ก็ได้ประโยชน์มหาศาล เรื่องเควายซี (KYC) เรื่องอะไรพวกนี้ หรือเรื่องมายอินฟอร์เมชัน (My Information) ข้อมูลส่วนบุคคล ถ้ารัฐเป็นตัวตั้งตัวตีทําเรื่องนี้ขึ้นมาให้พวกเราเข้าไปแอ็กเซส (Access) ได้ผมคิดว่า จะประหยัดต้นทุนมหาศาลของระบบซึ่งก็พาส (Pass) กลับมาให้กับพวกเรา นี่คือวิสัยทัศน์ คือแทนที่จะมานั่งดิสรัปต์ (Disrupt) อะไรกันผมมองในลักษณะคอลลาบอเรต (Collaborate) เพราะตอนนี้ไอที (IT) เก่ง ๆ เยอะมาก แต่ไอที (IT) ก็จะติดเรื่องเงินเรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง เรื่องกฎเกณฑ์ซึ่งทําให้ผู้เล่นเล็ก ๆ เกิดขึ้นยากมากในประเทศไทย ถึงแม้หลาย ๆ ที่บอกว่า จะมีแล้ว จะมีแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) มีสนามทดลองให้แล้ว คําว่าสนามทดลองก็หมายถึงว่า ถ้าคุณมีไอเดีย (Idea) ดี ๆ คุณมาเลยเรายอมให้เปิดสนามทดลองกับกลุ่มคนเล็ก ๆ ดูว่า มันเวิร์ก (Work) หรือไม่เวิร์ก (Work) แต่สนามทดลองกฎเกณฑ์ของเมืองไทยยังค่อนข้าง ที่จะเข้มงวดแล้วก็ใช้เวลานานเกินไป อันนั้นก็คือแนวคิดที่เราอยากจะได้เห็นในการปฏิรูป
ทีนี้จะทําอะไรบ้างเพื่อเป็นการประหยัดเวลา ในระยะยาวแน่นอนบอกไปแล้ว ก็คือแก้ไขเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รายละเอียดอยู่ในเปเปอร์ (Paper) นี้ คือหลัก ๆ ก็เพื่อที่จะลดความซ้ําซ้อนในการทํางาน แค่ลดความซ้ําซ้อนได้ เรื่องโนว์ ยัวร์ คัสตอมเมอร์ (Know Your Customer) ที่ผมเรียนไปแล้ว และอีกหลาย ๆ เรื่อง แค่นี้เป็นประโยชน์ มหาศาลเลยถ้ารัฐบาลจะกรุณาตั้งแค่ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ขึ้นมาให้แอ็กเซส (Access) ได้ แต่ท่านก็คิดกติกาให้เข้มงวดไปเลย เราไม่ว่ากันเพื่อความปลอดภัยแต่ขอให้เราเข้าไป แอ็กเซส (Access) แล้วเวลาท่านจะเปิดบัญชีอะไรมันสะดวกมากให้รัฐเขาดูแลเอาไว้ ถ้าบอกแค่ท่านเป็นใคร ท่านยินยอม ข้อมูลท่านก็โยนมาที่เราจบเลย ไม่ต้องมานั่งเก็บกัน เสียเวลา แต่ว่านอกนั้นยังมีอีกเยอะในเปเปอร์ (Paper) ผมคงไม่เสียเวลาแต่ว่าให้มองจาก อนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล คําว่าดิจิทัลคือต้องคุยกันได้ ข้อมูลที่ท่านส่งมาให้พวกเรา หรือส่งกันไปส่งกันมาให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลจะได้ไม่ต้องมานั่งคีย์ (Key) กันใหม่ ท่านให้ผม เป็นรูปภาพ ผมก็ไม่ต้องมานั่งคีย์ (Key) ใหม่ นายคนนี้ชื่ออะไร อันนี้อยู่ในทะเบียนนี้ มันเสียเวลามาก
อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของผู้คุมกฎ ของบ้านเราถ้าพูดถึงระบบการเงินจะมี ผู้คุมกฎหลัก ๆ อยู่ ๔ ปาร์ตี้ (Party) นะครับ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สํานักงาน ก.ล.ต. กํากับดูแลตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ คปภ. ที่ดูแลเรื่องประกันภัย ๔ คน ก็จะมี ๔ กฎเกณฑ์ บางอย่างอาจจะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันโดยทีเดียว ยกตัวอย่างสิงคโปร์ อันดับ ๒ ของโลก ในแง่ของไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) เขามีเรกูเลเตอร์ (Regulator) ที่ดูแลระบบการเงินอยู่คนเดียว มอนทารี ออโทริตี ออฟ สิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore) ท่านอยากทําอะไร ท่านเดินเข้าไป ได้หรือไม่ได้ท่านบอกตอนนั้นเลย เพราะเดี๋ยวนี้โลกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ท่านต้องยอมรับนะครับ เวลาท่านเดินเข้าธนาคารไหนก็ตามเขาขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ให้ท่านทุกอย่าง ประกันก็ผ่านเขาได้ หุ้นซื้อผ่านเขาได้ ลงทุน กองทุน กู้เงิน ฝากเงินได้หมดแล้ว เพราะเป็นยูนิเวอร์ซัล แบงก์กิง (Universal Banking) หมดแล้ว แต่เขายังต้องแยกรายงาน เพราะว่ามีผู้คุมเขาประมาณ ๓-๔ ปาร์ตี้ (Party) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เราบอกว่า แข่งได้สบายมาก สถาบันการเงินเขารายงานที่เดียวจบให้หรือไม่ให้ก็ว่ามาเลยอะไรอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าคงยากที่จะเมิร์จ (Merge) ฉะนั้นเราแค่เสนอว่าอยากจะให้มีการคุยกันที่มากขึ้น ที่เป็นฟอร์มัล (Formal) มากขึ้นระหว่าง ๓-๔ ปาร์ตี้ (Party) นี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เวลาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นไม่ต้องเดินไป ๔ ที่ ๔ ที่บอกโอเค (Okay) ถึงจะได้ทํา สัก ๑ อย่างมันยากมาก ฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอะไรที่ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการทํา
แล้วก็กฎหมาย แต่อันนี้ที่ยากที่สุดคือกฎหมายที่จะเปลี่ยนจากกระดาษ เป็นดิจิทัล แค่อิเล็กทรอนิกส์ซิกเนเจอร์ (Electronics Signature) แค่การยอมรับ การทําธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต (Internet) กฎหมายบ้านเรายังไม่รองรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อิเล็กทรอนิกส์ซิกเนเจอร์ (Electronics Signature) ยังไม่ยอมรับทุกหน่วยงาน อันนี้ก็ยัง เป็นปัญหาอยู่ ถ้าเราจะไปดิจิทัลจริง จะไป ๔.๐ จริง ต้องกล้าทําเรื่องพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่อง ที่ไม่อันตราย แต่ยากครับ มันเยอะ จะเปลี่ยนจากระบบกระดาษไปเป็นระบบดิจิทัลคงไม่ได้ สามารถทําได้ภายในไม่กี่วันคงต้องใช้แรงใช้อินโวลฟ์ (Involve) คนค่อนข้างมาก แต่ถ้าอยากจะปฏิรูปจริงผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผมคงไม่เสียเวลา ท่านสมาชิกนะครับ
แล้วก็จะมีเรื่องระยะสั้น ที่ทางเราบอกว่าไหน ๆ เสนอเรื่องระยะยาว นั่นเรื่องยาวแล้ว ถ้าเรื่องสั้นเลยเราก็มีอยู่ ๓ เรื่องที่อยากจะนําเสนอ
เรื่องแรก ก็คือพอเราพูดถึงฟินเทค (FinTech) พูดถึงเทคโนโลยีทางการเงิน พูดถึงสมองประดิษฐ์ อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนต์ (Artificial Intelligent) สิ่งที่สําคัญ คืออะไรครับ คือดาต้า (Data) ข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ข้อมูลพฤติกรรม เดี๋ยวนี้บิ๊กดาต้า (Big Data) ที่เขาตื่นเต้นเพราะในอดีตกว่าจะรู้ว่าแต่ละท่านชอบอะไร ต้องทําผ่านอะไรครับ เซอร์เวย์ (Survey) อย่างเดียว เซอร์เวย์ (Survey) บางทีท่านก็ทราบ เราก็ตอบจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แล้วแต่อารมณ์เราในช่วงนั้น นั่นคือเซอร์เวย์ (Survey) ฉะนั้นมีไบแอส (Bias) เยอะ แต่เดี๋ยวนี้ที่ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่าบิ๊กดาต้า (Big Data) ดีกว่าเซอร์เวย์ (Survey) มันคือ พฤติกรรมที่แท้จริงอย่างท่านเดินเข้าพารากอนแวะร้านไหนก่อนเขารู้หมดนะครับ ถ้าท่าน ใช้ไวไฟ (WiFi) เขาเก็บได้หมดว่าท่านไปตรงไหน อะไร อย่างไร นี่คือบิ๊กดาต้า (Big Data) ทั้งหมดเลยที่เกิดขึ้น ฉะนั้นบิ๊กดาต้า (Big Data) ก็มีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งเอาไปใช้ในทางที่ดี และใช้ในทางที่ไม่ดี ตอนนี้กระทรวงดิจิทัลกําลังจัดทํากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ ซึ่งเนื้อหาในนั้นทางคณะเราได้ไปดูแล้วก็ถือว่าเขียนดีนะครับ ดีในแง่การโพรเทกต์ (Protect) ข้อมูลดีมาก แต่เรารู้สึกว่าโอเวอร์โพรเทกทิฟ (Over Protective) คือดูเหมือนจะโพรเทกต์ (Protect) เยอะไปจนข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้เซนซิทิฟ (Sensitive) อย่างท่านชอบ รับประทานอะไร หรืออะไรอย่างนี้มันกลายเป็นข้อมูลส่วนบุคลทั้งหมดเลย เท่าที่เรา อ่าน ๆ ดูนะครับ การเก็บข้อมูลพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของ ข้อมูลหมด อันนี้แค่ยกตัวอย่าง มันก็อาจจะยาก สมมุติผมอยู่ตลาดหลักทรัพย์ก็เห็นข้อมูล การซื้อขายหุ้นของแต่ละคนทุกถูกไหมครับ และทุก ๆ ปีก็อาจจะมีการประมวลพฤติกรรม การลงทุนของนักลงทุนออกมาเป็นอย่างไร โดยปกปิดชื่อไม่ได้เปิดชื่อ แต่ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ข้อมูลแบบนี้สามารถทํากันมาได้ไหม เพราะกฎหมายใหม่ที่เขียนอาจจะระบุว่าท่านต้อง คอนเซนต์ (Consent) ก่อนด้วย ก็กลายเป็นอาจจะยุ่งพอสมควร ฉะนั้นก็เลยอยากจะให้มี การทบทวนตรงนี้ แน่นอนข้อมูลนี้เซนซิทิฟ (Sensitive) มาก ๆ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ของอะไรก็ตามเราไม่ไมนด์ (Mind) นะครับ แต่บางข้อมูลที่ไม่ได้เซนซิทิฟ (Sensitive) ขนาดนั้น และเป็นไปเพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการก็ดี อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ดีเขาสามารถมีข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีมันเอื้อแล้ว แต่ถ้าเราไปปิดกั้นบอกว่าไม่ได้ แต่ประเทศอื่นเขาบอกว่าได้ข้อมูล พวกนี้ไม่ได้เซนซิทิฟ (Sensitive) ก็เอาไปวิเคราะห์กันเลยคุณจะได้ให้บริการที่ดีขึ้นต่อผู้บริโภค ผู้ได้ประโยชน์ก็คือผู้บริโภค อย่างตอนนี้ถ้าท่านใช้เว็บไซต์ (Web Site) ไหนบ่อย ๆ วันดีคืนดี มันก็ส่งมาเรื่อย ๆ เพราะเขารู้แล้วว่าท่านชอบอะไร อย่างนี้ครับ แต่ถ้ากฎหมายตัวนี้ เราก็อยากแนะนําว่าอยากให้มีบาลานซ์ (Balance) ระหว่างการคุ้มครองซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก กับการเปิดกว้างให้นําเอาไปใช้ได้เพื่อพัฒนาให้ระบบเราเป็นดิจิทัลมากขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วก็คือความร่วมมือของเรกูเลเตอร์ (Regulator) เข้าใจว่าตอนนี้ ก.ล.ต. ธปท. คปภ. เขาก็มีคณะกรรมการที่ประชุมกันอยู่ เรื่อย ๆ แต่เราอยากจะให้ฟอร์มัลไลซ์ (Formalize) ขึ้นมาเลย เพราะว่าจากนี้ไปจะมี นวัตกรรมเกิดขึ้นมากมาย แล้วเราไม่อยากที่จะสูญเสียบุคลากรที่เก่ง คือวันนี้เราสูญเสีย บุคลากรที่เก่งเรื่องฟินเทค (FinTech) เรื่องไอที (IT) ไปให้อันดับ ๒ ของโลกตลอดเวลา สิงคโปร์ที่ได้อันดับ ๒ ของโลกไม่ใช่เพราะคนของเขาเก่ง แต่เพราะเขาเปิดกว้างรับทุกประเทศ ใครมาก็มาเลย เด็กไทยที่เคยเดินมาหาเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราขอทําบางสิ่งบางอย่าง แล้วเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราบอกว่ารอก่อนใจเย็น ๆ ไปศึกษาให้ดีก่อน เขาวิ่งตรงนั้น เต็มเลยนะครับ ทางนั้นบอกว่าไม่ต้องรอมาลุยกันเลย มาลองกันเลย เอเนเบิล (Enable) ให้ เป็นพี่เลี้ยงให้ เมนเทอร์ (Mentor) ให้เพื่อให้เกิดนวัตกรรม แล้วก็เป็นนวัตกรรมของเขา เพราะว่ารัฐบาลเขาก็ลงแรงร่วมกับเอกชนทําเรื่องพวกนี้ขึ้นมา อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ก็เลย อยากจะให้เรกูเลเตอร์ (Regulator) เราประสานกันมากหน่อยให้มีกฎเกณฑ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ฟินเทค (FinTech) จะได้ไม่เหนื่อยไม่ต้องเดินไปหา ๓-๔ ปาร์ตี้ (Party) เพื่อจะขอทํา ในสิ่งเดียวกัน ๓ คนให้ อีกคนหนึ่งไม่ให้ บางเรื่องให้ ๒ คน อีก ๒ คนไม่ให้มันก็ยุ่งพอสมควร
เรื่องที่ ๓ เรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) ถ้ามาตรฐานขั้นต่ํา เอาง่าย ๆ เลยก็จะมีมาตรฐานไอเอสโอ ๒๗๐๐๑ (ISO 27001) ที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ํา ของเรื่องความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ (Cyber) ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้หน่วยงาน ภาครัฐทุกหน่วยงานจะมีการให้บริการด้านเว็บไซต์ (Web Site) อะไรเริ่มเอามาตรฐานตรงนี้ มาใช้เป็นขั้นต่ําสุดว่าขอให้นี้ด (Need) มาตรฐานตรงนี้ แต่ผู้รู้บางคนบอกว่าจริง ๆ มาตรฐานนี้ ก็ไม่ได้ดีพอ แต่ผมคิดว่าก็ยังดีกว่าไม่มีมาตรฐานอะไรเลย เราก็เลยแนะนําว่าระยะสั้น ถ้าเป็นไปได้ ไอเอสโอ ๒๗๐๐๑ (ISO 27001) ซึ่งเขามีข้อมูลรายละเอียดทํากันอยู่แล้ว ก็ไม่ยาก ๒. ข้อมูลที่ส่งออกมาจากหน่วยงานภาครัฐให้กับผู้ประกอบการหรือให้ใครก็ตาม ขอให้เป็นแมชีนรีไลเอเบิล (Machine Reliable) เพราะถ้าท่านบอกว่าจะไป ๔.๐ ท่านก็จะต้อง เริ่มเปลี่ยนซึ่งมันยากเหมือนกันนะครับ เปลี่ยนจากระบบกระดาษเป็นระบบดิจิทัล แต่ว่าขอให้เริ่มทํา เราอยากจะให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มส่งสิ่งที่เป็นแมชีนรีไลเอเบิล (Machine Reliable) แล้วก็ให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มคิดที่จะใช้กระดาษน้อยลงเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเข้าสู่ระบบเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล
อันสุดท้ายที่อาจจะน่าสนใจครับ อย่างที่ผมบอกตอนนี้ข้อมูลถ้าทําออกมา แล้วได้ประโยชน์ที่สุดก็คือข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อมูลการเงินอะไร แค่ข้อมูลว่าเราเป็นใคร ในบัตรประชาชน แต่ตอนนี้ถ้าจะให้กระทรวงมหาดไทยทําพอร์ทัล (Portal) ทําอะไรมาให้ใช้ อาจจะกินเวลาหลายปีไม่รู้จะทําได้หรือเปล่า สิงคโปร์เขาก็เริ่มใหม่เลย ของเขาก็ยุ่งพอสมควร ก็สร้างพอร์ทัล (Portal) ใหม่เลย ชื่อว่ามายอินฟอร์เมชัน (My Information) รัฐบาลเขาก็ดูแล เบื้องต้นคือเอาคนสมัครใจก่อน ประชาชนคนไหนก็ตามที่คิดว่ามีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเพียงพอ แล้วไม่ได้กลัวว่าข้อมูลคุณจะถูกเอาไปใช้ไม่ดี แค่ข้อมูลชื่อคุณอะไรนี่ เพราะเวลาคุณจะไป สมัครโน่นสมัครนี่ คุณคอนเซนต์ (Consent) ปุ๊บข้อมูลก็วิ่งจากพอร์ทัล (Portal) ของภาครัฐไป เลย คุณก็ประหยัดเวลาไม่ต้องกรอก สมมุติคุณจะไปต่อทะเบียนรถยนต์ จะไปต่อใบขับขี่อะไร กดครั้งหนึ่งก็วิ่งไปเลย แต่ถ้าวันนั้นบอกว่าไม่เอา ไม่อยากกด อยากคีย์ (Key) เองก็ได้ แต่สร้างพอร์ทัล (Portal) ขึ้นมาใหม่ เอาคนที่สมัครใจก่อน อย่างน้อยเราก็จะมีพอร์ทัล (Portal) กลาง และถ้าจะให้ดีก็อาจให้ภาครัฐเป็นคนดูแล ให้กระทรวงการคลังดูแลตรงนี้ จะได้เวอริไฟ (Verify) ข้อมูลว่าที่คีย์ (Key) มามันจริง แล้วก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการที่เวลาไปทําธุรกรรมกับภาครัฐก็จะดึงกันได้ก่อน แล้วก็ระบบ การเงินหรืออะไรก็ว่ากันไปนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางคณะทํางานเราได้ทําเปเปอร์ (Paper) นี้กันออกมานะครับ ก็คิดว่าเราคงคิดได้ไม่หมดเพราะว่าอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ตอนพูดอยู่ตอนนี้นวัตกรรมมันก็คงจะเกิดขึ้นอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลก ไม่ว่าในประเทศอินเดีย หรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคนเก่งเรื่องไอที (IT) มาก ๆ ก็อยากจะให้การปฏิรูป มันเกิดขึ้นเพื่อจะได้ไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ อย่างที่เราอยากเห็น แต่ระบบการเงินต้อง ๔.๐ ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ