กษิต ภิรมย์ หารือแนวทางการพัฒนาสังคมไทยสู่ระบบดิจิทัล โดยเน้นความจำเป็นในการสร้างพลเมืองดิจิทัลอย่างทั่วถึง พร้อมเสนอให้ศึกษาโมเดลจากอินเดียและเร่งฝึกอบรมร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งผลักดันการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจากสถาบันระหว่างประเทศมาพัฒนาประเทศ และตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการตั้งหน่วยงานหลักเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีการเงิน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นแกนนำร่วมกับหน่วยงานดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว พร้อมท้วงติงความเหลื่อมล้ำในระบบการเงินจากการที่ธนาคารได้กำไรสูงแต่ให้ดอกเบี้ยต่ำและคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูง จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปภาคการคลังและการธนาคารเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธาน รวมทั้ง ตัวท่านประธานด้วย ที่ทั้ง ๓ ท่านได้กรุณาให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของระบบการเงิน ตั้งแต่ยุคสมัยของการแลกเปลี่ยนตัวสินค้ามาจนถึงการใช้เงินที่จะผ่านระบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมาโน้มน้าวถึงความสําคัญในเรื่อง ฟินเทค (FinTech) เพราะว่าทุก ๆ วันก็เห็นลูกหลานของเราเดี๋ยวนี้ไม่ว่าเขาจะทําอะไร ก็ผ่านแค่โทรศัพท์มือถือ จะจองโรงแรม จะสั่งโน่นสั่งนี่ แล้วเราก็ทราบกันว่าที่ประเทศจีน พลเมืองประมาณครึ่งประเทศ ๖๐๐ ล้านคน เดี๋ยวนี้ไม่ไปที่ชอปปิงเซ็นเตอร์ (Shopping Center) แล้ว ซื้อขายของผ่านอีคอมเมิร์ช (e-Commerce) จากโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น มันเป็นแนวโน้ม เป็นเทรนด์ (Trend) ของโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้มีความล้าหลัง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็มีวิวัฒนาการอยู่ แต่คราวนี้ประเด็นก็คือเราจะทําตนให้ทันสมัย อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร ในเมื่อการท่องเที่ยวก็ดี การลงทุนก็ดี เรายังต้องการจากต่างประเทศ เราต้องการเทคโนโลยี การทํามาค้าขายกิจการธนาคาร โดยองค์รวมแล้วประมาณร้อยละ ๗๐ ของจีดีพี (GDP) ขึ้นอยู่กับการค้าขายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือว่าเราจะสร้างความพร้อมได้อย่างไร ก็มี ๒ ส่วนเป็นสําคัญ ขอใช้คําภาษาอังกฤษ นิดหนึ่งว่าเราจะทําให้สังคมไทยเป็นสังคมอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) อย่างไร ซึ่งทางฝ่ายกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงมามากมายพอสมควร แต่ว่าอีกส่วนหนึ่ง คือแล้วจะทําให้ประชาชนพลเมืองเราเป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) ได้อย่างไร อันนี้ยังพูดไม่ค่อยเต็มที่ ผมอยากฟังเพิ่มเติมจากกรรมาธิการว่าเราจะไปแก้กฎหมาย เตรียมหน่วยราชการ มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยต่าง ๆ อันนั้นทุกโลกเขาก็ต้องทํากันอยู่ ไม่ใช่เป็นของยากอะไรมีสตางค์ก็ซื้อได้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยก็ไปในทิศทางนี้ ทุกธนาคาร ทั้งไทยทั้งเทศที่อยู่นี่ก็ทําแล้ว บริษัทบริการ เช่นการบินไทยต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไปในทิศทางนี้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะสร้างความพร้อมของคนอย่างไร ไม่ใช่แค่แม่บ้านพ่อบ้านทั่ว ๆ ไปที่มีบัญชี อยู่ที่ธนาคารหรือว่าพวกบริษัทขนาดกลางเอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะต้องไปกู้เงิน ก็อยากจะ ขอให้ทางกรรมาธิการช่วยศึกษาสักนิดหนึ่งว่าในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลอินเดีย พยายามที่จะให้คนยากคนจนเขาเป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) อย่างไรก็คงจะ ทราบกันอยู่ ๑. เขาพยายามจะเอาเงินนอกระบบเข้าระบบ ยกเลิกแบงก์ราคา ๑,๐๐๐ รูปี แล้วอยากจะให้ประชาชนของเขา ๑,๐๐๐ กว่าล้านคนทุกคนนั้นมีการ์ด (Card) ที่เรียกว่า เอทีเอ็ม (ATM) หรือจะดิจิทัลการ์ด (Digital Card) ก็แล้วแต่ แล้วการช่วยเหลือของรัฐบาล ไปที่คนยากคนจนก็จ่ายตรง ทุกคนก็มีเครดิตที่จะไปเบิกจากสถาบันทางการเงินได้ ก็มีความบกพร่อง มีความสําเร็จ แล้วถ้าเผื่อเราจะไปในทิศทางนั้นก็ต้องทําให้ประชากร ของไทย ๖๘ ล้านคนต้องเป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) อันนี้เราจะเตรียมอย่างไรครับ เราจะให้ความรู้ความเข้าใจอย่างไร พวกกระผมคนอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปไปที่ธนาคารแล้วต้องใช้ ระบบดิจิทัลหมดคงจะยากลําบาก เว้นเสียแต่จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถที่จะใช้ได้ ตาสีตาสาที่อยู่ในต่างจังหวัดจะทําอย่างไร เราจะทํางานร่วมกับหอการค้าจังหวัด หน่วยงาน ของสมาคมอุตสาหกรรมในต่างจังหวัด แล้วทุกธนาคารของรัฐแล้วก็ของเอกชนจะร่วมมือกัน ในการจะเอาองค์ความรู้ฝึกอบรมคนไทยให้เป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) กันทุกคน อย่างไร เพราะว่าการจ่ายเงิน ๖๐๐ บาทให้กับผู้มีอายุ ๖๐ ปีไปแล้ว การจ่ายเงินให้ อสม. ต่าง ๆ เหล่านี้ เงินลงไปที่หมู่บ้าน ไปที่คนต้องเป็นระบบดิจิทัลเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด จะให้เขาได้รู้แล้วใช้เป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ การฝึกอบรมต้องทําอย่างกว้างขวาง อันนั้นเป็นเรื่องที่ผมอยากจะให้ทางกรรมาธิการช่วยพิจารณาเพื่อมันจะได้ครบด้วย ระหว่าง ดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) กับดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องไป คู่กัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องทั้งหมดเราก็เอามาจากฝรั่งมังค่าเขา เพราะว่า เราไม่ได้คิดเอง เราไม่มีองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี เราเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี คราวนี้ ผมก็ถามบอกว่าแล้วจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรมันมีระบบเข้ามา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุม ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วผู้ว่าราชการจังหวัด คงจะไปด้วย ผมก็จะเรียนถามว่าผลการประชุมที่วอชิงตัน ดี.ซี. ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) นั้นเกี่ยวข้องกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) หรือว่าฟินเทค (FinTech) มากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีหน่วยงานที่สวิตเซอร์แลนด์คือบาเซิลอะกรีเมนต์ (Basel Agreement) ว่าด้วยกิจการของธนาคารพาณิชย์เขาว่าอย่างไรครับ นอกเหนือจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) โออีซีดี (OECD) ว่าอย่างไร แล้วสถาบันการสื่อสารระหว่างประเทศ ไอทียู (ITU) ที่นครเจนีวาเขาว่าอย่างไร แล้วเราว่าอย่างไร แล้วบุคลากรของเราที่ไปประชุม ต่าง ๆ เหล่านี้ว่าอย่างไร จะนําองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้กับประเทศไทยแล้วช่วยพัฒนา ความพร้อมให้ได้อย่างไร ประเด็นที่ผมจะต้องขอถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการคือ ใครจะเป็นที่ปรึกษา เป็นแอดไวเซอร์ (Advisor) เป็นเอกซ์เพิร์ต (Expert) ให้ความรู้ กับบุคลากรของไทย ทั้งในระดับนโยบาย ในระดับผู้ปฏิบัติ โอเปอเรเตอร์ (Operator) ที่ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ แล้วก็ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ใครที่จะเป็นแอดไวเซอร์ (Advisor) เพราะว่าคนของเราเองนอกจากท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็ท่านกอบศักดิ์ ท่านมีชัย ก็คงไม่กี่คนในประเทศไทยที่รู้เรื่อง แต่อีก ๖๐ กว่าล้านคนจะว่าอย่างไร หรือในแวดวงธุรกิจ อีกประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน เราจะสร้างความพร้อมอย่างไร แล้วบุคลากร ของ อบจ. อบต. เราจะทําอย่างไร ข้าราชการเป็นล้านคนเราจะทําอย่างไร อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญนะครับ ใครจะมาเป็นแอดไวเซอร์ (Advisor) ที่ปรึกษาให้กับเรา เราจะใช้ธนาคาร เอดีบี (ADB) ได้ไหม ยูเอ็นดีพี (UNDP) ได้ไหม ไอทียู (ITU) ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ นี้ได้ไหม จะต้องมีแผนในการที่ให้ความรู้ต่อประชาชนพลเมืองอย่างกว้างขวางลึกซึ้งเพื่อให้ทุกคน เป็นพลเมืองดิจิทัล อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ใครจะเป็นกูรู (Guru) เป็นครูให้กับเรา แล้วกูรู (Guru) ต่างประเทศเหล่านี้จะมาสอนครูของเราทั้งในแวดวงมหาวิทยาลัย แล้วผู้ชํานาญการ ต่าง ๆ จะอยู่ที่ธนาคารชาติ จะอยู่ตลาดหุ้น หรือที่สํานักงานประกันภัยต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะสร้างบุคลากรเหล่านี้อย่างไร ต้องมีแผนให้เป็นเรื่องเป็นราว นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ส่วนอีกอันหนึ่งที่ค่อนข้างจะสําคัญก็คือท่านบอกว่าธนาคารอาจจะเป็น ไดโนเสาร์ เพราะว่าจะเป็นเปเปอร์เลสเคอร์เรนซี (Paperless Currency) ไม่ต้องมีธนาคาร ไม่ต้องมีคนกลาง อินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) แต่จะเป็นบล็อกเชน (Blockchain) จะเป็นคลาวด์ฟันดิง (Cloud Funding) อะไรต่าง ๆ มันก็ยังต้องแพลตฟอร์ม (Platform) ก็เหมือนสถานีกลางเพื่อให้มีการโอนจ่ายเงินต่าง ๆ เหล่านี้ ถามว่าใครจะเป็นคนทํา แพลตฟอร์ม (Platform) ถ้าเผื่อหัวใจของเรื่องจะต้องมีแพลตฟอร์ม (Platform) ใครเป็น คนที่จะทํากฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฟังจาก ฝ่ายกรรมาธิการว่าอะไรที่จะเป็นการจัดลําดับความสําคัญเร่งด่วน มี ๑๐ ประเด็น ๑-๑๐ นี่คืออะไร แล้วผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่จะบอกให้สํานักงานประกันภัย ธนาคารชาติ ตลาดหุ้น แล้วก็สํานักงานเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลังบอกว่าขอความกรุณา ๔ หน่วยงานช่วยกรุณาประสานงานกันในระบบราชการมันไม่เคยสําเร็จสักเรื่อง การทํางาน แบบคณะกรรมการ แล้วผมก็ได้พูดในสภานี้อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละคน ก็หวงเทิร์ส (Thirst) องค์กรอํานาจของตนเอง ผมขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ แล้วจะไปใน ทิศทางของฮ่องกงหรือโดยเฉพาะของสิงคโปร์ที่ท่านกรรมาธิการได้พูดไว้ว่ามอนทารีออโทริตี (Monetary Authority) เรายังไม่มี ผมขอเสนอให้เป็นธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไหม ขอให้เขาเป็นแกนเสียก่อน เพราะว่าเขามีคณะทํางานเรื่องฟินเทค (FinTech) แล้ว แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เรื่องเกี่ยวกับสตางค์ทั้งนั้นก็เริ่มที่ธนาคารชาติให้เป็นแกน แล้วเหนือ ธนาคารชาติไปก็มีนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศอะไรพวกนี้อยู่ในคณะกรรมการเรื่องที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน เงินตราอยู่แล้ว ก็มีระดับการเมืองที่จะคอยควบคุมแล้วก็รายงานตรงไปที่ ครม. ได้ ผมขอเสนอให้ธนาคารชาติเป็นแกนหลักได้ไหมในเรื่องของนโยบายเสียก่อน ส่วนอีควิปเมนต์ (Equipment) หรือว่าเครื่องมือเครื่องใช้จะเอาหน่วยงานไหนล่ะครับ ตอนนี้เรามีกระทรวงไอที (IT) มีกระทรวงดิจิทัล แล้วก็มีสํานักงานธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ใครที่จะเป็นตัวเทคนิคใน ๓ หน่วยงานนี้ก็กําหนดเสียให้แน่ชัด ในระดับนโยบายก็ให้ธนาคารชาติว่าไป แล้วก็ในเรื่อง ของเทคนิคว่าด้วยโอเปอเรชันซิสเต็ม (Operation System) ในการที่จะใช้เครื่องมือเครื่องใช้ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มี ๓-๔ หน่วยงาน กําหนดให้แน่ชัดในที่ประชุม อันนี้จะทําให้เรา ได้รู้ว่าอีก ๓-๕ ปีข้างหน้าเราจะเตรียมความพร้อมของประเทศไทยอย่างไร หรือให้มีความพร้อม แล้วไปกันได้กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารทางด้านการเงินที่ เปลี่ยนอยู่แทบจะทุกวินาที อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ก็อยากจะให้ทํางานกันแบบมีระบบ จัดลําดับความสําคัญให้ชัด แล้วก็ให้รู้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบเป็นหลัก ผมอยากจะเห็นหน้าตาของคนที่จะทํางานมากกว่าจะบอกว่าหน่วยงานโน้นหน่วยงานนี้ แล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบ แล้วผมก็คิดว่าธนาคารชาตินี้อยู่ในวิสัยอยู่ในฐานะที่จะทําอะไร ให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ เพราะมันต้องมีการประสานงานระหว่างธนาคารชาติทั่วโลกครับ แล้วก็มีการประชุมอย่างน้อย ๒ ครั้งที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้วก็คณะของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็ต้องมาที่ประเทศไทย เขาก็มีสํานักงานอยู่ที่นี่ ไหน ๆ แล้ว ก็เอาสักหน่วยงานหนึ่งให้เป็นหลักแล้วก็ดําเนินการ และระหว่างนี้ต้องเตรียมรวบรวม บุคลากรมาให้หมดว่าเรามีสัก ๕๐ คน ๑๐๐ คนที่รู้เรื่องฟินเทค (FinTech) ไหม ทั้งแวดวง วิชาการที่อยู่ในตลาดหุ้นที่อยู่ในแวดวงธนาคาร และใครที่เก่งไอที (IT)เชิญเข้ามาให้เป็น หน่วยงานที่จะทํางาน ๕๐ คน ๑๐๐ คน ก็ว่ากันไปภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารชาติ อันนี้เราจะได้เดินงานไปอย่างเป็นกิจจะลักษณะครับ เวลาแค่นี้ผมก็ต้องขอพูดแค่นี้
ส่วนประเด็นสุดท้ายนิดเดียวครับ เมื่อสักครู่ผมสะดุ้งสักนิดหนึ่ง ถ้าเผื่อผม ไปฝากเงินได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ไปที่ธนาคารถ้าผมไปกู้เงินมัน ๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ อันนี้อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปที่กรรมาธิการด้านการคลังและด้านเศรษฐกิจด้วยว่า อันนี้เป็นการขูดรีด เอกซ์พลอยเทชัน (Exploitation) ผมรับไม่ได้ครับ เพราะว่าเมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์เพิ่งบอกว่า ๒ ธนาคารยักษ์ของประเทศไทยกําไรเข้าไปตั้ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมาพูดอะไร คุณเล่นมาร์จิน (Margin) ตั้ง ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ระหว่างเงินกู้กับเงินฝาก เป็นไปได้อย่างไร อันนี้รับไม่ได้ครับ ต้องดูให้ดี อันนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบการเงิน การคลัง การธนาคารอีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง คนยากคนจนจะได้เข้าถึงซึ่งแหล่งเงิน เพื่อเขาจะได้พัฒนาตนเองได้ เป็นสังคมดิจิทัล เป็นสังคมที่บอกว่ามีครีเอทิวิตี (Creativity) ความคิดสร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไปหาเงินไม่ได้ เพราะว่าการกู้ไปที่บริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งหมด อันนี้ก็เป็นความเหลื่อมล้ําอย่างหนึ่งครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ