เฉลิมชัย สนับสนุนดิจิทัลการแพทย์ แก้ปัญหารอคิว-ข้อมูลผู้ป่วยล่าช้า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม สนับสนุนรายงานของกรรมาธิการและเน้นย้ำความจำเป็นในการยกระดับระบบดิจิทัลในบริการสาธารณะ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากของประชาชน เช่น ปัญหาการต้องวางรองเท้าจองคิวในโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของระบบในยุคไทยแลนด์ 4.0 พร้อมเสนอให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพผ่านระบบอีเมดิซีนเพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินจากต่างจังหวัด และเสนอแนวทางแก้ไขร่างกฎหมายโดยให้แยกการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลออกจากข้อมูลความมั่นคงเพื่อความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านเอกสารอย่างคร่าว ๆ เร็ว ๆ แล้วก็ ค่อนข้างจะมีเวลาจํากัด เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะอภิปราย แต่หลังจากที่ได้ฟังทุกท่านแล้วคิดว่า มีประเด็นที่อยากจะเติมเต็ม แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการ ท่านสบายใจได้นะครับ ผมเห็นด้วยทั้งหมด และผมจะลงมติเห็นด้วยในรายงานฉบับนี้ ของท่านกรรมาธิการ ประเด็นที่สมาชิกท่านอื่นได้แสดงความเห็นไว้นั้นมากมาย หลายประเด็น หลากหลาย ล้วนอยู่ในสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ศึกษาเอาไว้แล้วทั้งสิ้น ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านศึกษาเอาไว้นั้น คงได้จากข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในงาน ที่ท่านทําอยู่คือเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินในโค้งสุดท้ายของ สปท. นี้ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญในโค้งนี้ มาได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา แล้วก็ดีครับที่มา ผมยังนึกว่า เราจะปฏิรูปทั้งทีแล้วเราไม่ได้ทําเรื่องนี้ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ก็คงจะ เสียเปล่า เท่าที่ฟังดูงานอิเล็กทรอนิกส์หรืองานดิจิทัลจะเกี่ยวข้องกับระบบราชการทั้งหมด แบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ ๆ ได้ ๓ หมวด เท่าที่ผมฟังนะครับ ผมสรุปประเด็นได้ ประเด็นแรก คือเรื่องของการบริหารงาน ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการบริการ บริการใครล่ะครับ ก็คือบริการประชาชน บริการพวกเรากันเอง บริการส่วนราชการด้วยกัน และประเด็นที่ ๓ คือการประสานงาน โดยสรุปก็คือบริหารงาน บริการ และการประสานงาน ทั้งหมดนี้เป็น สิ่งที่งานอิเล็กทรอนิกส์หรืองานดิจิทัลจําเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น จริง ๆ แล้ว งานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบดิจิทัลก็แล้วแต่ ศัพท์สมัยก่อนเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเรายังไม่ใช้คําว่าดิจิทัลมากนักในงานดิจิทัลของ การบริหารงาน เราใช้คําว่าอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี (E) จึงมีอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) อีบิซิเนส (e-Business) อีอีโคโนมิก (e-Economic) อีเรเฟอร์รัล (e-Referral) อีไลบรารี (e-Library) อะไรเยอะเต็มไปหมด ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ๑๐ กว่าปีมาแล้วที่ เรามุ่งมั่นที่จะให้เป็นระบบดิจิทัลหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์จนเข้าสู่ยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรี ใช้คําว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นั้น ผมเห็นด้วยกับสมาชิกท่านหนึ่งที่ได้อภิปรายไป แม้จะไม่เห็นด้วยเป็นบางประเด็น สิ่งที่ผมเห็นด้วยแล้วก็มีความสําคัญและมีความจําเป็น อย่างยิ่งที่จะฝากท่านกรรมาธิการช่วยไปพิจารณานะครับ อาจจะเพิ่มเติมหรือปรับแก้ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของท่าน คือท่านช่วยกรุณามุ่งเน้นในสิ่งที่เป็นบริการประชาชน ให้มากขึ้น ให้เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น งานบริการประชาชนนั้นมีมากมายเกือบทุกกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอยู่หลากหลาย สิ่งที่ผมจะใช้เวลานี้พูด ผมเป็นแพทย์จะพูดเฉพาะประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ด้วยเวลาอันน้อยนิดอันนี้คืองานบริการสาธารณสุข ซึ่งบอกเลยว่า เป็นความจําเป็น เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลําบากของประชาชนที่เผชิญอยู่เวลานี้ ถ้าระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบดิจิทัลไม่เข้าไปถึงประชาชนอย่างจริงจัง อย่างแท้จริงแล้ว ความทุกข์ยากลําบากนี้ก็ยังจะต้องเผชิญกันอยู่ต่อไป ผมจะใช้คําว่าอีฮอสพิทัล (e-Hospital) ครั้งก่อนในวาระเรื่องของการเตรียมการปฏิรูปเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ผมได้อภิปรายเกริ่นไว้แล้ว คือเรื่องความทุกข์ยากลําบากของผู้สูงวัยในการเข้าใช้บริการสาธารณสุขในโรงพยาบาล ต่าง ๆ ผมจะไม่พูดซ้ํา แต่จะขยายความ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นั้น ในบางเรื่อง บางสาขาไปไม่ถึงนั่นหรอกครับ ไม่ถึง ๔.๐ แค่ ๐.๔ ยังไม่ถึง ๑ ด้วยซ้ํา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือระบบการเข้าพบหรือการเข้าใช้บริการในสถานพยาบาล ท่านคงได้ยินโจ๊ก แต่ผมไม่ขํา ผมระอาแล้วผมเศร้าใจด้วยซ้ํา ที่ผมบอกว่าไปไม่ถึง ๔.๐ แค่ ๐.๔ ท่านเคยได้ยินใช่ไหมครับ ต้องเอารองเท้าไปวางเพื่อจองคิวหรือแย่งคิวไว้ตั้งแต่ตีห้า จองคิววางรองเท้าไว้หน้าประตู ห้องตรวจหน้าโรงพยาบาลด้วยซ้ํา รองเท้าวางอยู่ประมาณ ๑๐๐ คู่ พอประตูโรงพยาบาล เปิดหกโมงเช้า ทุกคนเจ้าของรองเท้าหยิบรองเท้าของตัวเองเข้าประตูโรงพยาบาลไปวางคิว ไว้ที่หน้าห้องทําเวชระเบียนหน้าห้องทําบัตร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย มีรูป มีคําบอกเล่า ญาติเราที่เคยไปเราก็ได้รับคําบอกเล่าอยู่อย่างนั้น สังคมปี ๒๕๖๐ ยังเป็นอยู่ อย่างนี้ นี่จะเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้อย่างไรถ้าท่านไม่เอาอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลเข้ามาใช้ นี่ครับคือสิ่งที่จะเข้าถึงประชาชน ให้ประชาชนได้ใช้บริการอย่างแท้จริง การที่คนในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวจะต้องไปตรวจโรค ไปรักษาโรคที่โรงพยาบาลใด โรงพยาบาลหนึ่งในเวลานี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ของครอบครัวนั้น เตรียมการไว้เลยครับ ใครมีหน้าที่เอารองเท้าไปวาง ใครมีหน้าที่เอาคุณแม่ คุณยายลงจากรถ ใครมีหน้าที่ เอาคุณแม่ คุณยายไปรับประทานอาหารกลางวันเมื่อตรวจเสร็จแล้ว ใครมีหน้าที่ไปรับยา เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรอย่างอื่น ผมเอาปัญหาพื้น ๆ ของชาวบ้านที่เผชิญอยู่อย่างนี้จริง ๆ ถามว่า กฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ แก้ได้ครับ ท่านเพียงไปเพิ่มประโยค หรือเพิ่มบางวรรคในอํานาจหน้าที่ของสํานักงานอะไรของท่านให้มีหน้าที่ในการประสานดูแล บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมไม่ระบุว่าเป็นกระทรวงใด ว่าเป็นกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานใด แต่พูดในภาพรวมกว้าง ๆ ว่าต้องบูรณาการงานในลักษณะนี้ให้สามารถ ก่อประโยชน์ให้ถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง นี่คือปัญหา ไม่อยากจะใช้คําว่า รากหญ้า เป็นปัญหาพื้น ๆ ๑ ในปัจจัย ๔ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ประชาชนต้องเผชิญอยู่จริง ๆ ท่านต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ ไหน ๆ จะไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ไหน ๆ จะแก้ปัญหา ช่วยกรุณาแก้ปัญหานี้ให้ได้ ทางรายละเอียดมีครับ ต้องใช้เวลา เพราะเขาศึกษามาพอสมควร และในคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุขเราก็ได้มีการคุยเรื่องนี้อยู่บ้างพอสมควร ในเรื่องทาง การแพทย์ยังมีอีก เมื่อสักครู่นี้บอกว่าเอารองเท้าไปจองคิว ดิจิทัลจะช่วยได้อย่างไร ก็คือ มีอีแอปพอยต์เมนต์ (e-Appointment) จริง ๆ เรื่องนี้นั้นโรงพยาบาลเอกชนเขาทํากัน มานานแล้ว เพียงแค่ท่านมีวัน เดือน ปีเกิด เพียงแค่มีบัตรเลข ๑๓ ตัว บัตรประชาชน หรือเลขอื่น ๆ ที่ท่านได้จากโรงพยาบาลเป็นโค้ด (Code) ในวันทําบัตร ในวันทําทะเบียน ท่านสามารถโทรศัพท์เข้าไป ระบบตอบรับอัตโนมัติจะมีให้ท่านบอกเลขนี้ ทันทีที่ได้เลขนั้น ระบบคอมพิวเตอร์หรืออิเล็กทรอนิกส์จะสามารถบอกคิวของท่านได้ว่าท่านจะไปโรงพยาบาลนี้ ในเวลาประมาณเท่าไร จะเป็นคิวที่ประมาณเท่าไร ไม่ต้องเอารองเท้าไปวาง กรุณาทําระบบนี้ ให้เกิด ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขที่จะให้ระบบนี้เกิด จะใช้งบประมาณอย่างไร ๑,๐๐๐ ล้านบาท กี่พันล้านบาท ทําเถอะครับ นี่คือความทุกข์ยากของประชาชน อีแอปพอยต์เมนต์ (e-Appointment) โรงพยาบาลเอกชนเขาทํามานานแล้ว ระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) นั้น ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการแพทย์มานานพอสมควร มีพัฒนาการมามาก ทุกวันนี้การอ่านผล เอกซเรย์แพทย์ไม่จําเป็นต้องอยู่หน้าตู้เอกซเรย์ที่ห้องตรวจเอกซเรย์อีกแล้ว แพทย์อยู่ที่บ้านทันที ที่เอกซเรย์ด้วยระบบที่เรียกว่าดิจิทัลเอกซเรย์ ภาพ ความละเอียด ชัดเจน ชัดแจ่ม จะส่งไปยังบ้านของแพทย์ผู้มีหน้าที่อ่านเอกซเรย์ ขับรถอยู่สามารถเปิดดูได้จากไอแพด (iPad) สามารถรู้ วินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที เรียลไทม์ (Real Time) ประหยัดค่าใช้จ่าย ในการจ้างแพทย์ ประหยัดเวลาในการประสานติดต่อแพทย์ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกส่งจาก โรงพยาบาลไปยังแพทย์ จากแพทย์ไปสู่แพทย์ผู้ตรวจ แล้วก็ได้รับการวินิจฉัยและการรักษา อย่างทันท่วงที สิ่งนี้โรงพยาบาลเอกชนทําแล้ว ถามว่าโรงพยาบาลรัฐบาลทําแล้วหรือยัง ผมเรียนเป็นคําถามที่จะฝากไว้ว่าถ้ายังไม่มี เพราะขณะนี้แพทย์เอกซเรย์มีจํานวนจํากัด ไม่ได้มีครบในสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป งบประมาณที่จะต้องใช้กรุณาใช้ เพราะทุกวันนี้มีคดีฟ้องร้องที่เกิดปัญหาในการอ่านวินิจฉัย แพทย์ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแพทย์ เอกซเรย์อ่านผลเอกซเรย์แล้ว ภายหลังโลกมันพัฒนา ผลสุดท้ายเกิดการฟ้องร้องว่า ที่ผ่านฟิล์มเอกซเรย์นั้นไม่ได้อ่านโดยแพทย์เอกซเรย์ ไม่ได้อ่านโดยรังสีแพทย์ เป็นการอ่าน โดยกุมารแพทย์ทั่วไป เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าคําร้อง คําฟ้องบอกว่าอ่านอาจจะผิดพลาดได้ ผลสุดท้ายคําวินิจฉัยของศาลออกมาว่าแพทย์โรงพยาบาลมีความผิด เพราะฉะนั้น ท่านจะวางระบบให้รังสีแพทย์เป็นผู้อ่านเอกซเรย์ท่านต้องพัฒนาระบบอีเอกซเรย์ (e-X-ray) ให้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลรัฐบาลทุกแห่งให้ได้

ประเด็นถัดมาท่านประธาน ท่านคงเคยได้ยินเรื่องของผู้เจ็บป่วยอุบัติเหตุ ฉุกเฉินหรือโรคร้ายแรงต่าง ๆ ไปรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ต่างจังหวัด แพทย์จะขอข้อมูล ขอประวัติการรักษาว่าเคยไปรักษาที่โรงพยาบาลไหนบ้าง คนไข้อุบัติเหตุ ฉุกเฉินมอเตอร์ไซค์ล้มที่จังหวัดลําปางแจ้งให้ญาติไปเอาประวัติรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลมา ว่าเคยเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง คนไข้แอดมิต (Admit) อยู่ ญาติต้องนั่งรถไฟ นั่งรถทัวร์ จากจังหวัดลําปางลงมาที่กรุงเทพฯ ไปโรงพยาบาลภูมิพล ผมยกตัวอย่าง สมมุตินะครับ หรือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราชก็แล้วแต่ เพียงเพื่อไปขอประวัติการรักษา ว่าเคยรักษาที่โรงพยาบาลนี้ด้วยโรคอะไร แพทย์จะได้รักษาได้ถูก มีโรคอะไรที่จะต้อง ผ่าตัดสมองแล้วอันตรายไหม เลือดจะออกไหลไม่หยุดไหม รอประวัติ รอข้อมูลอีก ๓ วัน กว่าที่จะได้ประวัตินั้น คนไข้รอผ่าตัดอยู่ที่ลําปาง อีเมดิซีน (e-Medicine) ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ อย่านึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ญาติเราจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเมื่อไรไม่รู้ เขาอาจจะไปเจ็บป่วยร้ายแรงเข้าโรงพยาบาล เข้าไอซียู (ICU) ที่หาดใหญ่แพทย์บอกว่า ขอประวัติ เคยเป็นเบาหวาน เคยเป็นความดันอะไรไหม คนไข้เคยรักษาอยู่อุดรธานี ญาติจะต้องไปที่โรงพยาบาลอุดรธานีเพื่อเอาประวัติไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ถามว่าถูกกาละ ถูกเหตุผลไหม เพราะฉะนั้นอีเมดิซีน (e-Medicine) จึงเข้ามาเกี่ยวข้องตรงนี้ ท่านจึงจะต้องบันดาลสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ ผมดูในร่างกฎหมายของท่านเร็ว ๆ ในหมวด ๓ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ แล้วก็มาตรา ๑๗ ขออนุญาตเสนอแนะท่านกรรมาธิการครับ มาตรา ๑๗ ในวรรคสอง ท่านเขียนเรื่องของข้อมูล ส่วนบุคคลและข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เขียนครอบคลุมไว้ในมาตรานี้ แต่ขออภัยครับ ท่านเขียนเอาไว้อยู่ในวรรคเดียวกัน ผมขออนุญาตเรียนเสนอ ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศนั้นมีรายละเอียด มีความอ่อนไหว ต่อวิธีการพิจารณาแตกต่างกัน ท่านมาเขียนไว้ในวรรคเดียวกันแล้วก็อยู่ในมาตราเดียวกัน ขอความกรุณาไปแยกข้อมูลส่วนบุคคลให้มีรายละเอียดมากมายหลายอย่างหลายประการ เป็นคนละมาตราหรือคนละวรรคก็ได้ อันนี้ขออนุญาตเสนอแนะ ท่านเขียนรวมไว้ ก็เป็นประเด็น ผมใช้เวลาเกินมาพอสมควร ยังมีประเด็น ผมพูดคนสุดท้ายใช่ไหมครับ ท่านประธาน