เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือประเด็นความสำคัญของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนอย่างทันสมัยและเป็นธรรม โดยเน้นย้ำถึงปัญหาความล้าสมัยของระบบราชการที่ยังพึ่งพาเอกสารและขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พร้อมเสนอให้เร่งพัฒนาระบบดิจิทัล ปรับปรุงข้อมูลจังหวัดให้ทันสมัย เปิดข้อมูลสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง และสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับกระบวนการทำงานและพฤติกรรมของข้าราชการให้สอดรับกับยุคดิจิทัล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ลําดับที่ ๑๑๐ ครับ ที่จริงเราต้องยอมรับว่ายุคสมัยปัจจุบันนี้ ในเรื่องของดิจิทัลเป็นเรื่องที่มีความสําคัญเป็นอย่างมากนะครับ อันนี้เป็นทิศทางของโลก ของประเทศต่าง ๆ ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ แล้วคิดว่ารัฐบาลเองก็กําลังดําเนินการอยู่แล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้ก็คงจะเป็นการยืนยันอะไรได้มากขึ้น ซึ่งผมจะมีความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อ ในเรื่องของดิจิทัลผมอาจจะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน เพื่อจะ ให้ง่ายในเรื่องของความยุติธรรมตรงนี้
ส่วนแรก คือดิจิทัลที่เป็นส่วนของการบริการภาครัฐ ซึ่งตรงนี้กระทบกับ ประชาชนโดยตรง ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้หลายหน่วยงานเอง หรือราชการเองก็พยายามทําตรงนี้ ให้มากขึ้น ก็มีหลายส่วนที่ประสบความสําเร็จ หลายส่วนยังไม่ได้ดําเนินการ หลายส่วนกําลัง ทําบ้างแต่ยังไม่สําเร็จมากนัก ที่เราได้มีการพูดกันอยู่และคิดว่ามักจะยกเป็นตัวอย่างเสมอ ก็คือของกรมการขนส่งทางบกอันหนึ่ง ซึ่งก็เห็นชัดเจน ขณะนี้ไปทําใบขับขี่แป๊บเดียวก็เสร็จ เรื่องการทําบัตรประจําตัวประชาชนของกรมการปกครองก็เช่นเดียวกัน เรื่องของการทํา หนังสือเดินทางไปต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องที่ดิน ซึ่งเราก็มีการพูดถึงตรงนี้อยู่ เมื่อก่อนนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีการทําแผนที่ให้ประชาชนดูว่าพื้นที่ไหนจะปลูกอะไรได้ ส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่เริ่มจะเห็นชัดเจนว่าดิจิทัลเมื่อเข้ามาสู่การบริการประชาชน แล้วสามารถจะให้การบริการที่รวดเร็ว แล้วก็เห็นผลได้อย่างชัดเจน ผมคิดว่าอยากให้ตรงนี้ เป็นตัวอย่างให้มากยิ่งขึ้น อาจจะมีอีก ๒-๓ เรื่องที่คิดว่าถ้าทําได้ดีต่อไปก็จะเป็นประโยชน์ เรื่องของศูนย์ดํารงธรรมก็ดี ซึ่งเป็นศูนย์ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งของการบริการเช่นเดียวกัน ศูนย์ดํารงธรรมได้มีการเน้นกันมากในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเองก็มีการจัดบุคลากรต่าง ๆ ผมคิดว่าถ้าเราใส่ไอที (IT) เข้าไปตรงนี้ อาจจะมีผลที่ทําให้การตอบสนองหรือข้อร้องเรียนอะไรต่าง ๆ จะมีการทําที่ทันสมัยมากขึ้น
อีกอันหนึ่งที่สําคัญมากคือการติดต่อราชการ เมื่อสักครู่นี้ทางท่านสมาชิก หลายท่านก็ได้มีการพูดเหมือนกันว่ายังมีหน่วยราชการหลายหน่วยที่การติดต่อราชการแล้ว ยังเป็นแบบเดิม ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเราหยิบยกให้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดําเนินการ หรือที่ สปท. จะศึกษาก็เป็นประโยชน์ เพราะเรื่องเหล่านี้อาจจะไม่จําเป็นต้องเป็นกฎหมายก็ได้ เราไม่จําเป็นต้องรอถึงขั้นนั้น เรื่องการติดต่อทางธุรกิจก็ดี เอกสารต่าง ๆ ที่ได้ ผมว่าถ้าตรงนี้ ทําได้จะทําให้ระบบดิจิทัลเป็นประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ สามารถลดเวลา ลดขั้นตอน ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งการดําเนินการ ไม่จําเป็นต้องไปที่ออฟฟิศก็ได้ สามารถ ทําตรงนี้ก็ได้ ถ้าเราทําตรงนี้ได้เพิ่มมากขึ้น จะมีความชัดเจนมากขึ้น อันนี้คือการบริการภาครัฐ โดยการพัฒนาเรื่องนี้
ส่วนที่ ๒ เรื่องดิจิทัลที่เห็นในกฎหมายนี้ก็ได้มีการเขียนไว้ ก็คือความสัมพันธ์ ระหว่างส่วนราชการที่ใช้ดิจิทัลด้วยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า อาจจะทําได้แต่ไม่ง่ายนัก เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเติบโตทางเทคโนโลยี ได้มีการดําเนินการกันไปแล้ว หน่วยราชการหลายหน่วยก็ดําเนินการทําฐานข้อมูลกัน เรียบร้อยแล้ว ได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สมบูรณ์บ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง อันนี้ก็ว่ากันไปตามหน่วยงานนั้น แต่ข้อจํากัดของราชการเรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนมาก ผมว่าจะลําบากมากกว่าเรื่องแรกเสียอีก เมื่อสักครู่ท่านคุณหญิงหมอพรทิพย์ได้พูดแล้ว ผมคิดว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่วนราชการเอง ผมเรียนว่าเป็นหน่วยที่มีความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มีตัวมีตน มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยอยากแชร์ ข้อมูลให้ใคร ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผมว่าอันนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยราชการ ตั้งแต่ส่วนกลางกับส่วนกลาง ส่วนกลางถึงจังหวัด ตรงนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากและคิดว่าหลายเรื่อง ผมยกตัวอย่างข้อมูลในส่วนของอาชญากรรม ข้อมูลในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ข้อมูล ในส่วนของด้านความมั่นคง ข้อมูลในเรื่องของอาชีพพื้นฐานและประชาชน ข้อมูลเหล่านี้ มีอยู่หลาย ๆ กระทรวง แล้วขณะนี้ความจําเป็นในการทํางานของภาคราชการไม่สามารถทํา หน่วยใดหน่วยหนึ่งได้ ต้องร่วมกัน อันดับแรกคือการร่วมกันด้วยฐานข้อมูล ขณะนี้ปรากฏว่า หลายหน่วยมีการเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน มีการซ้ําซ้อนกัน แต่เก็บกันคนละที่เอาต์พุต (Output) ออกมาเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่คนที่ลําบากมากที่สุดคือคนที่คีย์ (Key) ข้อมูลในระดับพื้นฐานเท่านั้น เขาต้องคีย์ (Key) ข้อมูลไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ใหญ่มาก ผมคิดว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมา ประเด็นเรื่องนี้จะมีอํานาจในการแก้ไข หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมคิดว่าถ้าเราปล่อยแบบนี้ไว้ สภาพของข้อมูลในส่วนราชการ ก็จะกลายเป็นเกาะแก่งกันต่าง ๆ ไม่สามารถรวบรวมกันได้เลย แล้วต่างหน่วยก็ต่างไปหากัน เกิดความซ้ําซ้อน เกิดการเสียเวลา เสียงบประมาณต่าง ๆ มีอํานาจอะไรที่เข้าไปจัดการตรงนี้ และใครเป็นเจ้าภาพในแต่ละเรื่อง ตรงนี้ถ้าเป็นมติ ครม. หรือเป็นกฎหมายได้ก็จะเป็นประโยชน์ ส่วนนี้คือส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ
ส่วนที่ ๓ ระบบดิจิทัลที่นําไปสู่การปรับวิธีคิดและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ก็ไม่ได้ง่ายนัก เราเคยพูดกันตลอดเวลาว่าหน่วยราชการมีความทันสมัย หรือไม่ทันสมัยดูกันง่าย ๆ ถ้าเราไปดูตัวเลขงบประมาณ ผมคิดว่าตัวเลขงบประมาณ ในการซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ก็ดี วางระบบข้อมูลอาจจะมากขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ ราชการไม่ได้ลดลงไปเลยคือเอกสารก็ยังมากอยู่เช่นเดิม เรามีคอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะเรียบร้อย ขณะเดียวกันเราก็มีแฟ้มจํานวนมากอยู่บนโต๊ะเช่นเดียวกัน เราก็ยังทํางานอยู่ ๒ อันนี้ ฉะนั้นวิธีคิดตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งเราจําเป็นจะต้องเข้าไปดําเนินการให้ได้ และมีส่วน ที่ทําให้อันแรกหรือ ๒ อันแรกประสบผลสําเร็จหรือไม่ ยิ่งถ้าอยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกล สภาพตรงนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ราชการมีลักษณะเป็นออฟฟิศที่ไม่มีเปเปอร์ (Paper) เลย อันนี้เป็นตัวชี้วัดว่าเราจะเป็นดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วนะครับ แต่ถ้า ยังมีแฟ้มเต็มอยู่ขณะนี้เป็นเรื่องยากมาก เราไม่สามารถปรับวิธีคิดให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี สมัยใหม่ไปได้ เราก็เลยเดินทางไปควบคู่กันแบบนี้ เพราะฉะนั้นการปรับ การอบรมอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากขึ้น ผมจะมีข้อเสนออยู่ ๒-๓ ประเด็นก็คงอาจจะ เล็ก ๆ น้อย ๆ
เรื่องแรก ก็คือความจําเป็นในการปรับข้อมูลของจังหวัดหรือของพื้นที่ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ในทิศทางอนาคตการพัฒนาประเทศจริง ๆ แล้วไม่ใช่อยู่ที่ การวางแผนจากส่วนกลาง แต่อยู่ที่การทําให้จังหวัดหรือพื้นที่มีความเข้มแข็ง ถ้าเราสามารถ ที่จะทําให้จังหวัดหรือพื้นที่มีความเข้มแข็งได้ ตรงนั้นผมคิดว่าเป็นรากฐานของประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราควรทําขณะนี้ก็คือทําให้ข้อมูลของจังหวัด ข้อมูลของพื้นที่มีความเข้มแข็ง ถูกต้อง และสามารถใช้วางแผนได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าถ้าเราเสนอตรงนี้ได้เป็นเรื่องที่ดี ที่จริงขณะนี้คงมีกระบวนการ ทํามาอยู่แล้ว ถามว่าขณะนี้ข้อมูลจังหวัดมีไหม มี แต่เราได้ดูเรื่องประสิทธิภาพ หรือความถูกต้อง สมบูรณ์ ความทันสมัย การปรับ หรือระบบได้อย่างมากพอแล้วหรือยัง ตรงนี้อาจจะยัง เราปรับปรุงอีกนิดหนึ่งผมคิดว่าจะทําให้การวางแผนของจังหวัดสมบูรณ์ มากขึ้น และการกระจายอํานาจจะเห็นได้ชัดขึ้น ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากเสนอไว้
เรื่องที่ ๒ การทําดิจิทัลแล้วให้ประชาชนเห็นว่าเขาได้ประโยชน์ ตรงนี้ ที่มีความสําคัญ ผมเห็นข้อมูลอันหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเขามีข้อมูลที่ว่าสถิติข้อมูล สถิติ อาชญากรรม สถิติไฟไหม้ สถิติอะไรต่าง ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เขาจะคีย์ (Key) ข้อมูลลงไป แล้วก็ระบุเป็นพิกัดแผนที่ แล้วประชาชนที่อยู่บ้านช่องห้องหอแถวไหนสามารถกดบ้าน ของตัวไปได้แล้วสามารถดูได้เลยว่าบ้านของตัวขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีอาชญากรรม มากน้อยแค่ไหน ใครอยากจะไปซื้อบ้านที่ไหนขอดูข้อมูลพื้นฐานตรงนี้ได้เลยว่าข้อมูล บริเวณบ้านที่เขาสนใจไปซื้อมีสภาพเป็นอย่างไร มีอาชญากรรมไหม มีการลักลอบไหม มียาเสพติดหรือเปล่าอะไรต่าง ๆ สิ่งนี้ทําให้ประชาชนเห็นว่าเขาจะอยู่ตรงไหนได้ อะไรสําคัญ ผมว่าที่เราทําแล้วเป็นประโยชน์กับประชาชนจับต้องได้แล้วง่าย ๆ ตรงนี้จะเป็นไปได้นะครับ
สุดท้ายในร่าง พ.ร.บ. นี้รัฐบาลมีการจัดตั้งสํานักงานใหม่ขึ้นมา สํานักงานใหม่ ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราพูดถึงภารกิจในเรื่องของการผลักดันประเทศให้เดินไปแบบดิจิทัล จริง ๆ มีภาระที่ยากมาก ที่ไม่ง่ายนัก ก็หวังว่าสํานักงานนี้สามารถที่จะจัดตั้งแล้วก็สามารถ แบกรับหน้าที่นี้ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของ ก.พ. ก็ดี ก.พ.ร. ก็ดี จะจัดระบบการบริหารจัดการ อย่างไร ทั้งค่าตอบแทน ค่าอะไรต่าง ๆ ที่ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นแล้วก็ให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องใหญ่จริง ๆ ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกตเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ