ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ผลักดันร่างกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริการประชาชนแบบดิจิทัล พร้อมเสนอให้ภาครัฐเลิกพึ่งพาเอกสารกระดาษและปรับมาใช้ระบบดิจิทัลที่เชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานอย่างแท้จริงเพื่อรองรับเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเรียกร้องให้เร่งตราพระราชบัญญัติเพื่อยกระดับเป็นรัฐบาลดิจิทัล เสริมความมั่นคงไซเบอร์ ปรับโครงสร้างสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้ทันสมัย และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างคุ้มค่า
เรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผมต้องขอชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่นําวาระนี้เข้ามาในสภา และเร่งผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน การบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการช่วยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วเป้าหมายของวาระที่เราเสนอวันนี้ กับเป้าหมายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้นก็อยู่ที่ จุดเดียวกัน เพราะว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มองเห็นว่าการไปสู่สังคมแล้วก็เศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ภาคสังคม ภาคประชาชนไปได้เร็วมาก แล้วบริการของธุรกิจนั้นก็เกิดขึ้นได้เร็ว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปบริการของภาครัฐเริ่มจะเป็น คอคอดที่ทําให้การพัฒนาประเทศนั้นยังเป็นแบบเดิม ๆ อยู่ ผมใคร่ขอยกสัก ๒-๓ ประเด็น ที่จําเป็นจะต้องแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิก เราได้พูดถึงอิเล็กทรอนิกส์ เราได้พูดถึงรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเราก็ซื้อครุภัณฑ์ลงทุนทางด้านไอที (IT) ไปค่อนข้างเยอะ แต่ที่ผ่านมานั้น หน่วยราชการก็ทําอิเล็กทรอนิกส์เพื่อทดแทนกระดาษ และเมื่อใช้อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็ปรินต์ (Print) ใส่กระดาษมาแล้ว มอบให้ประชาชน แล้วให้ประชาชนนั้นเอาไปยื่นให้กับ หน่วยราชการอื่น ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ นั้นหน่วยราชการด้วยกันเองเขาไปแบบดิจิทัล คือการเดินทางของอิเล็กทรอนิกส์ไปทางระบบสื่อสาร ไปทางเครือข่าย ไม่ใช่ไปทางกระดาษ เพราะฉะนั้นความหมายของคําว่าคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) นั้นจึงมีความหมายลึกซึ้งมาก นั่นก็คือว่าหน่วยราชการเชื่อมต่อกันด้วยสาย ไม่ใช่เชื่อมต่อกัน ด้วยกระดาษ แล้วก็ให้เป็นภาระประชาชนที่วิ่งไปเอากระดาษเพื่อจะส่งให้กับหน่วยราชการอื่น พร้อมกับต้องเซ็นสําเนาถูกต้องรองรับเอกสารที่ออกโดยภาครัฐ
อันที่ ๒ เป็นสิ่งซึ่งผมคิดว่าเรายังมีปัญหาอยู่ นั่นก็คือการบริหารจัดการ ของภาครัฐส่วนใหญ่ก็มักจะพูดกันถึงข้อมูล เป็นห่วงเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) กลัวระบบจะถูกแฮก (Hack) นะครับ แต่ว่าการทํางานของข้าราชการภาครัฐเองหลายคน ใช้ไลน์ (Line) ใช้อีเมล์ (e-Mail) ฟรีของต่างประเทศ แล้วบางครั้งก็ส่งเอกสารราชการที่กําลัง เตรียมเพื่อการประชุม เอกสารคุยกันภายใน หารือกันภายใน ท่านอาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าข้อมูล ที่เราส่งกันคุยกันมันวิ่งไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์ (Server) ต่างประเทศ แล้วก่อนที่เราจะเปิดบัญชี ใช้ไลน์ (Line) หรือใช้ฟรีอีเมล์ (e-Mail) ไม่ว่าจะเป็นยาฮู (Yahoo) จีเมล์ (Gmail) หรือฮอตเมล์ (Hotmail) เจ้าของระบบได้เขียนไว้แล้วว่าให้เราตกลงข้อมูลที่เราส่งไปเขาสามารถก๊อบปี้ได้ เขาสามารถเอาไปจัดรูปแบบหรือวิเคราะห์เพื่อจะเสียบโฆษณาตามความเหมาะสม คือเขาอ่านเอกสารเราได้หมดทุกฉบับ เพราะฉะนั้นซีเคียวริตี (Security) ที่เราแสวงหา จะต้องควบคู่กับพฤติกรรมของเราด้วย ผมขอเรียนยืนยันว่าประเด็นที่เราจําเป็นจะต้อง พัฒนาระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นขั้นต่อไปเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้นน่าจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการปฏิรูปประเทศที่สําคัญมาก ๆ หากไม่ดําเนินการแล้วเราก็คงจะไม่สามารถทําอย่างอื่น ได้แน่นอน ตัวอย่างเช่นกรณีของการพัฒนาเรื่องไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ที่เราพูดคุยกันเมื่อเช้าวันนี้ ซึ่งก็จะมีประเด็นผู้ที่ให้บริการทางด้านการเงินจะต้องเชื่อมต่อกับภาครัฐ อย่างน้อยเรื่องไอเดนทิตี (Identity) หรือว่าเอกลักษณ์ของประชาชนว่าคนนั้นคือใคร หรือว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน เขาจะ เปิดบัญชีก็จะต้องมีเควายซี (KYC) หรือโนว์ ยัวร์ คัสตอมเมอร์ (Know Your Customer) ทุกอย่างมีโอกาสที่จะเชื่อมโยงภาครัฐ ภาครัฐเองก็จะต้องเริ่มเปิดเผยข้อมูล เพราะว่าจะต้อง มีธุรกรรมที่ให้ประชาชนเอาไปดําเนินการ ตัวอย่างเช่น ทะเบียนราษฎร์กับทะเบียนบ้าน เราก็ทราบดีว่าอยู่ที่กรมการปกครอง แต่ก็มีทะเบียนที่ดินอยู่ที่กรมที่ดิน ทะเบียนนิติบุคคล อยู่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทะเบียนผู้ร้ายหรือทะเบียนอาชญากรอยู่ที่กองทะเบียนประวัติ อาชญากร สํานักงานตํารวจแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งทะเบียนของผู้ที่ต้องโทษก็อยู่ที่ กรมราชทัณฑ์ ข้อมูลเหล่านี้หากว่าจะต้องวิ่งไปเอาเอกสารที่เป็นกระดาษก็ยังเป็นภาระต่อไป ที่ทําให้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ แต่อย่างไรก็ดีปัญหาทางด้านเทคโนโลยีจริง ๆ แล้ว แก้ไขไม่ยากนะครับ แต่ที่สําคัญก็คือปัญหาเรื่องกติกาแล้วก็การจัดการ ซึ่งจําเป็นจะต้อง ตราเป็นพระราชบัญญัติออกมา ตัวอย่างเช่นเมื่อสักครู่ได้มีการอภิปรายถึงนิ้วมือก็ควรจะต้อง มีมาตรฐานทางเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องว่าจะเลือกใช้นิ้วไหน เพื่อทําอะไร แต่จริง ๆ แล้ว ก็ยังมีกติกาอื่น ๆ อีกเยอะ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าในเอกสารที่แจกให้กับสมาชิกทุกท่าน มีภาคผนวก ง ภาคผนวก ง นั้นมีคําสั่ง คสช. ๒๑/๒๕๖๐ ใช้มาตรา ๔๔ ซึ่งมีการสั่งการ ให้หน่วยราชการปฏิบัติ ซึ่งผมคิดว่าในข้อ ๑๗ ขออนุญาตอ่านนะครับ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ หรือระเบียบใดที่กําหนดให้ผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต หรือใบอนุญาต หรือผู้ยื่นขอจดทะเบียน หรือจดแจ้ง ผู้แจ้งต้องใช้เอกสารที่ทางราชการออกให้แก่ผู้นั้นเพื่อประกอบการพิจารณา หรือดําเนินการ ให้เป็นหน้าที่ของผู้มีอํานาจอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต รับจดทะเบียน รับจดแจ้งหรือรับแจ้งนั้นจะต้องดําเนินการให้หน่วยงานที่ออกเอกสารเช่นว่านั้นส่งข้อมูล หรือสําเนาเอกสารดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาหรือดําเนินการ ในกรณีที่ผู้มีอํานาจ ดังกล่าวประสงค์จะได้สําเนาเอกสารนั้นจากผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต หรือใบอนุญาต หรือผู้ยื่นขอจดทะเบียน หรือจดแจ้ง หรือผู้แจ้ง ให้ผู้มีอํานาจนั้นเป็นผู้จัดทําสําเนาเอกสาร ดังกล่าวเอง เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ห้ามมิให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทําสําเนา ดังกล่าวจากผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต หรือใบอนุญาต หรือผู้ยื่นขอจดทะเบียนจดแจ้ง หรือผู้แจ้ง เพราะฉะนั้นสาระสําคัญของข้อนี้ก็คือเป็นการปฏิรูปที่ค่อนข้างแรง แล้วก็เป็น คําสั่งมาตรา ๔๔ ที่ลดภาระของประชาชนแล้วก็ลดค่าธรรมเนียมในการจดสําเนา ซึ่งจะเป็น ตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่ยกระดับเรื่องความยากง่ายของการทําธุรกิจในประเทศไทยให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีหน่วยงานภาครัฐจํานวนมากที่ใช้ระบบอยู่อาจจะยังขาดแรงกระตุ้น หรือความช่วยเหลือที่จะทําให้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นไปได้อย่างแท้จริง จึงจําเป็น ที่จะต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา กระผมใคร่ขออภิปรายสนับสนุนว่าควรจะเร่ง ให้ตราร่างพระราชบัญญัตินี้ออกมาโดยเร็ว โดยร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้เพิ่มหน่วยงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสํานักงานรัฐบาล ดิจิทัล
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนก็คือเรื่องพลังของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลภาครัฐจํานวนมากเป็นข้อมูลซึ่งทิ้งไว้ในหิ้ง ทําให้เป็นภาระแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การเปิดเผยข้อมูลเพื่อทําให้ประชาชนช่วยตรวจสอบการใช้เงินของภาครัฐ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว กรมบัญชีกลางได้เปิดเผยผลการจัดซื้อจัดจ้างของงบประมาณแผ่นดินที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๘ กับปี ๒๕๕๗ ทุกรายการ ทุกอําเภอ ทุกกรม ก็จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าไป ตรวจสอบได้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเป็นธรรมหรือเปล่า หรือว่าการสร้างสื่อสัมพันธ์ระหว่าง รัฐกับชุมชน ข้อมูลต่าง ๆ ที่หลาย ๆ ประเทศเขาทํา แล้วก็เกิดประโยชน์มาก ๆ กับชุมชนโดยที่ไม่เป็นค่าใช้จ่ายภาครัฐเลย ตัวอย่างเช่น การประกาศตําแหน่งของประปาหัวแดงลงบนแผนที่ ประปาหัวแดงคือหัวประปาใหญ่ ๆ สําหรับใช้ตอนที่ไฟไหม้เปิดออกมาก็ต่อท่อสําหรับดับไฟได้เลย ข้อมูลพวกนี้เป็นข้อมูลสาธารณะ ถ้าหากว่าปักไว้บนแผนที่ประชาชนก็ใช้ประโยชน์ได้ หรือตําแหน่งถังดับเพลิงสาธารณะ ตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือบรรดาสนามกีฬาต่าง ๆ ของกรมพลศึกษาเวลาที่จะเปิดปิดให้กับ ประชาชนเข้าใช้บริการ ถ้าเปิดเผยทางออนไลน์ (Online) แล้วให้ประชาชนจองได้ก็จะเป็น การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของภาครัฐกับประชาชนมากขึ้น การประกาศรับสมัครงานของ ภาครัฐทางออนไลน์ (Online) ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดประโยชน์ หรือเวลาเกิดภัยพิบัติก็สามารถ ประกาศความร่วมมือในการรับบริจาคสิ่งของ บริจาคแรงงาน บริจาคการขนส่ง รวมทั้ง การประกาศว่าชุมชนไหนต้องการอะไร ในจังหวะใด แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแมตช์ (Match) ข้อมูลที่มีประโยชน์แล้วก็ควรจะเปิดอย่างยิ่งก็คือข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบแม่นยํา ตัวอย่างเช่นการพยากรณ์ที่ลงเป็นพื้นที่ในระดับอําเภอแล้วก็ทําให้เอกชนนั้นสามารถ สร้างแอปพลิเคชัน (Application) ขึ้นมาแล้วก็สร้างประโยชน์ให้กับคนทั่วราชอาณาจักร แต่ว่ามีข้อมูลที่ดีกว่าเดิมในระดับอําเภอเป็นต้น หรือการสร้างเว็บไซต์ (Web Site) สําหรับ รับแจ้งปัญหาสําหรับชุมชน ซึ่งในหลายประเทศก็มีทําขึ้น ตัวอย่างเช่นการแจ้งการขาดแคลน บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ความเร็วสูง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นข้อมูลสําคัญในการทําบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต (Broadband Internet) ทั่วประเทศแทนที่ข้อมูลเหล่านี้จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูล ที่คนเข้าถึงไม่ได้และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นประเด็นสนับสนุนที่ผม ใคร่ขออภิปรายเพื่อให้สภานั้นให้การอนุมัติแล้วก็ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติรัฐบาลดิจิทัล โดยเร็วครับ ขอบพระคุณครับ