สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๕ · ๕ กันยายน ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๑ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จำนวน ๑๐๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เป็นเรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งไม่ปรากฏใน ระเบียบวาระ จำนวน ๕ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๓๕ วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นำสรุปผล การประชุมของคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบการดำเนินการ ของคณะกรรมการและคณะกรรมาธิการดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ รับทราบแนวทางการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... มาตรา ๒๕๙

ด้วยในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๓๕ วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมเห็นชอบให้แจ้งสมาชิกทุกท่านได้ทราบเกี่ยวกับ แนวทางการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... มาตรา ๒๕๙ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วและเห็นชอบให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก ในการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณายกร่างกฎหมายและให้สภา สปท. สามารถเสนอความเห็นหรือประเด็น เพื่อประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายได้ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว

อนึ่ง ท่านนิกร จำนง ได้กรุณาเสนอญัตติ เรื่อง แนวทางการดำเนินการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๕๘ และกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูป ประเทศ มาตรา ๒๕๙ ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ฉบับผ่าน การลงประชามติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สภา สปท. พิจารณา แต่เนื่องจาก ผมได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวแล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการซึ่งใกล้จะดำเนินการเสร็จแล้ว ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาจึงเห็นชอบให้รอการพิจารณาญัตติดังกล่าว ไว้ก่อน เพื่อให้นำมาพิจารณาพร้อมกับรายงานของคณะกรรมการต่อไป ผมเรียนย้ำว่า ร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๕๙ นั้น เป็นเรื่องของวิธีการหรือโพรซิเยอร์ (Procedure) ในการดำเนินการปฏิรูป ไม่ใช่เนื้อหา การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเนื้อหาการปฏิรูปประเทศนั้นได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ในหมวด ๑๖ ว่าด้วยเนื้อหาการปฏิรูปประเทศแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและ ขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศนั้นก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกันกับ พ.ร.บ. การกำหนด แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ นั่นเอง เป็นเรื่องวิธีการ วิธีดำเนินการ ไม่ใช่เนื้อหาของการดำเนินการ ก็เรียนที่ประชุมทราบ

เรื่องที่ ๓ รับทราบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการออกเสียง คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานผลการนับคะแนนเสียงจากหน่วยออกเสียงทุกหน่วย ทั่วประเทศ และไม่มีการคัดค้าน คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศผลการออกเสียงและ จำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง แล้วรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ บัดนี้คณะกรรมการ การเลือกตั้งได้รายงานผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ แล้ว สำหรับ รายละเอียดประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการออกเสียง ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ จัดวางเอกสารไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว

เรื่องที่ ๔ รับทราบการงดการประชุม สปท. ในวันอังคารที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๙ ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีการประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน คือวันจันทร์ และวันอังคารนั้น สำหรับวันอังคารที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๙ กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ได้ของดการประชุม เนื่องด้วยขณะนี้ สปท. มีเวลาในการปฏิบัติงานอีกเพียง ๖-๗ เดือน แต่กรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะยังมีเรื่องที่ต้องศึกษาและจัดทำเอกสารเสนอต่อ สปท. อีกประมาณ ๖๐ เรื่อง จึงเห็นว่าน่าจะให้เวลาเพื่อเร่งรัดการดำเนินการเรื่องการปฏิรูปให้ สัมฤทธิผลเพื่อนำเสนอที่ประชุม สปท. ในโอกาสต่อไป ซึ่งในช่วงท้ายอาจจะต้องจัดประชุม บางสัปดาห์ในวันพุธด้วย

เรื่องที่ ๕ รับทราบเรื่อง การถ่ายภาพหมู่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ตามที่ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาได้เห็นชอบให้มีการถ่ายภาพหมู่ของ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น จึงขอเรียนเชิญสมาชิก สปท. ทุกท่านถ่ายภาพ หมู่ร่วมกันในวันจันทร์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา การแต่งกาย สุภาพบุรุษใส่ชุดสูทสากลสีเข้ม เสื้อตัวในสีขาว เนคไท (Necktie) สีเหลือง ส่วนสุภาพสตรีให้ใส่สูทสากลสีเข้ม ใส่เสื้อตัวในสีขาว ซึ่งรายละเอียดและกำหนดการ เจ้าหน้าที่ได้แจกให้สมาชิกที่เคาน์เตอร์ลงชื่อหน้าห้องประชุมแล้ว จึงขอเรียนที่ประชุม รับทราบนะครับ

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งปรากฏในระเบียบวาระคือ

๑.๑ รับทราบผลการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูป เรื่อง การปฏิรูประบบเพื่อสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง และร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีมติเสนอ รายงานขึ้นไป

บัดนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการดำเนินการเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ได้ส่งรายงานผลการพิจารณาให้ คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติ ครม. แล้ว จึงได้แจ้งผลการดำเนินการให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทราบ ซึ่งผมได้ให้เจ้าหน้าที่ จัดวางเอกสารไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบ

๑.๒ รับทราบรายงานแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๓๕ วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย รายงานความคืบหน้าแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับ การทำงานของ สปท. เพื่อให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ มีจำนวน ๔ ประเด็น คือ ๑. กลไก การทำงานของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งรายงานโดยท่านอลงกรณ์ พลบุตร ๒. เรื่องที่คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย พิจารณาแล้ว รายงานโดยท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ๓. เรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่งให้รัฐบาลแล้ว รอการบรรจุ วาระการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย รายงานโดย พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ๔. เรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบ เตรียมส่งให้รัฐบาล ซึ่งจะรายงานโดยคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ โดยผมจะให้มีการรายงานในแต่ละประเด็น ทั้ง ๔ ประเด็นตามลำดับ เมื่อมีการรายงานจบแล้วผมจะขอให้ท่านสมาชิกอภิปรายแสดง ความคิดเห็น ลำดับแรกก็จะขอเชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร รายงานกลไกการทำงานของ คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งขอเชิญท่านทั้ง ๓ ที่เหลือเข้าประจำที่นั่งด้วยครับ รวมทั้งเรียนเชิญท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ อีกท่านหนึ่งเข้านั่งประจำที่ด้าน กรรมาธิการนี้ครับ ต่อไปอันดับแรกขอเรียนเชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร รายงานกลไก การทำงานของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตามที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยนโยบายของ ท่านประธาน สปท. ประสงค์ที่จะให้คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ในส่วนของ สปท. ได้รายงานถึงแนวทางและความคืบหน้าตลอดจนการประสานงานการขับเคลื่อน เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นรูปธรรมโดยเร็วในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งก็คาดว่าจะปฏิบัติ หน้าที่กันต่อเนื่องไปอีกประมาณ ๗ เดือน เพราะฉะนั้นกระผมในฐานะที่เป็นที่ปรึกษา และกรรมการในคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ใคร่ขออนุญาตที่ประชุมได้รายงาน โดยลำดับดังนี้นะครับ

ในเบื้องต้นนั้นใคร่ขอเรียนว่าตามโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ ซึ่งเริ่ม ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ จนกระทั่งถึงการเลือกตั้งถือว่าเป็นโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ ที่ทางแม่น้ำ ๕ สายได้กำหนดไว้ พร้อมกันนั้นก็มี สปท. เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ ด้วยเหตุนี้เอง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยลงนามแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ มีจำนวน คณะกรรมการทั้งสิ้น ๒๔ ท่านด้วยกัน โดยมีท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งท่านเป็น ประธานวิป (Whip) รัฐบาลด้วยนะครับ นอกจากนั้นก็จะมีผู้แทนจาก สนช. และจาก สปท. สภาละ ๖ ท่าน โดยมีผมในฐานะรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง และท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ ก็รวมอยู่ใน ๖ ท่าน ต่อมาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยให้ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เข้าไปทำ หน้าที่แทนท่านรองประธาน คนที่สอง แล้วก็เพิ่มคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อีกท่านหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วในส่วนของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งจะขออนุญาต ที่ประชุมใช้คำว่า วิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ แล้วก็ยังมีสมาชิก สปท. ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอยู่ในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วย ได้แก่ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ แล้วก็ยังมีท่านรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกของ สปท. ก็เป็นตัวแทน ในส่วนของทางการต่างประเทศได้เข้าเป็นกรรมการชุดดังกล่าว ก็คือท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ซึ่งก็เป็นทีมโฆษกของ สปท. อยู่ในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วย สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา เราได้ใช้กลไกวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเปรียบเสมือนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ เนื่องจากว่าการว่าส่งแผนปฏิรูปประเทศที่ สปท. ได้ผลิตขึ้น สานต่อจาก สปช. ในกรอบ ๓๗ วาระปฏิรูปและอื่น ๆ ใน ๑๑ ด้านของการปฏิรูปนั้น ได้มีการกำหนดกลไกโครงสร้างของการขับเคลื่อนดังนี้นะครับ ช่วยดูในสไลด์ (Slide) นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ก็จะมีแม่น้ำ ๕ สายครับที่จะเป็นองค์กรสำคัญความร่วมมือในการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้วก็มีคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายหรือวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เป็นเหมือนฟันเฟืองกลางในการประสานระหว่าง สปช. สนช. แล้วก็ สปท. นะครับ ในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรียังได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะ ตามกลุ่มงาน ๖ ภารกิจของทางรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทุกคณะด้วยตัวเองนะครับ แล้วก็มีรองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลแต่ละกลุ่มงานหรือแต่ละกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) ก็เป็นรองประธานทำหน้าที่ ในการขับเคลื่อน

ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานรัฐสภาก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งวิป (Whip) ๒ ฝ่ายครับ ก็คือคณะกรรมการ ประสานงานระหว่าง สนช. และ สปท. นะครับ ในส่วนของ สปท. เองท่านประธาน สปท. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ของ สปท. โดยมีผมเป็นประธาน มีท่านรองสองเป็นรองประธานและกรรมการ นะครับ ทั้งหมด ๗ ท่านด้วยกันนะครับ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีกลไกที่เรียกว่า คณะกรรมการ เครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อที่จะประสานในส่วนของทุกภาคีภาคส่วน ยกเว้นในส่วนภาครัฐซึ่งกรรมการประสานงานของ สปท. ทำหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าว ในส่วนกลไก สปท. เองที่ทำหน้าที่ในการผลิตแผนปฏิรูปหรือร่างกฎหมายที่จำเป็นต่อ การปฏิรูปก็จะมีคณะกรรมาธิการชุดหลัก ๆ นะครับ ก็มีกรรมาธิการสามัญ ๑๑ คณะ บวก ๑ ก็คือ ป.ป.ช. นะครับ แล้วก็มีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาหรือว่าวิป (Whip) สปท. ของเรานะครับ ภายใต้การพิจารณาให้ความเห็นชอบดำเนินการทั้งหมดอยู่ที่ ที่ประชุมใหญ่ สปท. ๒๐๐ ท่าน

ในด้านของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น สปท. ได้ดำเนินการในการ ส่งแผนปฏิรูปไปถึงทางท่านนายกรัฐมนตรี จำนวนทั้งสิ้น ๘๘ เรื่องด้วยกัน โดยเป็นเรื่อง ซึ่งทาง สปท. ได้ให้ความเห็นชอบแล้วเตรียมส่งทางรัฐบาล จำนวน ๙ เรื่อง เรื่องที่ผ่าน ความเห็นชอบแล้วและจัดทำรายงานท่านประธานลงนามถึงท่านนายกรัฐมนตรีส่งไปที่ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วทางกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายรอที่จะบรรจุในระเบียบวาระ การประชุม ๑๔ เรื่อง เฉพาะในส่วนที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้พิจารณาให้ความเห็นชอบล่าสุด ตัวเลข ณ วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๙ มีจำนวน ๖๕ เรื่องด้วยกันนะครับ ซึ่งอีกสักครู่ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็จะได้รายงานในส่วนนี้ รวมไปถึง พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ก็จะรายงาน รวมถึงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ก็จะรายงานในรายละเอียดต่อไป ส่วนท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ในฐานะที่เป็น รองประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย และเป็นสมาชิก สปท. และเป็นกรรมการประสานงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของ สปท. ก็จะช่วยในการเสริมข้อมูลรวมทั้งการชี้แจง หากสมาชิกมีข้อสงสัยประการใดนะครับ ในการทำงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนั้นจะมีการประชุมทุกเช้าวันพุธครับที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ประชุมตั้งแต่ ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็จะไปเลิกเอาใกล้ ๆ บ่ายสองโมงทุกครั้งครับ โดยพิจารณาในเรื่องของแผนปฏิรูปที่ผ่าน สปท. และส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีแผนปฏิรูปที่เป็นข้อเสนอแนะของ สปช. เดิมตามมาตรา ๓๑ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณารับทราบ แล้วก็ส่งให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาให้ความเห็นมา ในส่วนนั้นเมื่อมีความเห็นมาแล้วก็ส่งกลับมาที่คณะรัฐมนตรี แล้วก็วิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็จะพิจารณาในส่วนนั้น หรือในกรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่า สามารถที่จะดำเนินการได้ก็สามารถดำเนินการได้โดยการใช้อำนาจทางบริหาร หรือหากว่า เป็นเรื่องของร่างกฎหมายก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็ส่งให้กับทาง สนช. เพื่อพิจารณาเป็นกฎหมายต่อไป เฉกเช่นเดียวกันครับ ในส่วนของการสานต่องาน สปช. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ของ สปท. ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กำหนดไว้ท่านประธานเองก็ได้ส่งเรื่องที่เห็นว่าสามารถดำเนินการและเป็นเรื่องเร่งด่วนต่อการ ปฏิรูปประเทศก็ส่งถึงท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงนะครับ เรื่องที่สำคัญ ๆ ก็มี ๕ เรื่องด้วยกัน เช่น กฎหมายจัดตั้งศาลคอร์รัปชัน เป็นต้น หรือว่าเรื่องที่มีความเห็นแล้วก็ทางวิป (Whip) สปท. เห็นควรที่จะส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่านประธานก็มอบหมายท่านประธาน ท่านประธานก็ส่งไป ๒ เรื่อง นอกจากนั้นก็เป็นข้อเสนอแนะของ สปช. เดิมที่เห็นว่า ส่วนราชการมีความเห็นพ้องต้องกันแล้วท่านประธานก็ส่งไปอีก ๙ เรื่องนะครับ อันนี้ นอกเหนือจาก ๖๕ เรื่องที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้พิจารณาเห็นชอบโดยตรงนะครับ เพราะฉะนั้นในการประชุมทุกสัปดาห์นี้ครับท่านนายกรัฐมนตรีก็จะมีการสั่งการทั้ง ในคณะรัฐมนตรีในการประชุมเช้าวันอังคารนะครับ และก็ในส่วนของการได้รับรายงานจาก ประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่ายต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร แล้วคณะรัฐมนตรีหรือ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเห็นทุกสัปดาห์มาในวันรุ่งขึ้น ก็คือการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ตัวอย่างของการขับเคลื่อนที่มีการปรับปรุงเพื่อให้การปฏิรูปประเทศนั้นเดินหน้าไปได้ อย่างรวดเร็วมากขึ้นนะครับ ก็มีคำสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับเมื่อเดือนที่แล้ว โดยผมใคร่ขออนุญาตอ่านถ้อยคำเป็นเอกสาร เพราะว่าอันนี้เป็นคำสั่งการที่มีความสำคัญ มากท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการนำข้อเสนอประเด็นตามแผนการปฏิรูป ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ส่งให้รัฐบาลแล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา และเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่มีความสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศและกรอบ ระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยให้มอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ติดตามการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ให้รายงานผลการดำเนินการ ตามแผนการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมา และเรื่องที่จะดำเนินการ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก ๑๕ วัน อันนี้ขอขีดเส้นใต้อยู่ ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ก็คือว่าให้กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการนั้นตั้งมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) อันนี้เป็นศัพท์ที่ทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเราได้บัญญัติไว้

๒. ก็คือมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ของกระทรวง ทบวง กรม และ ส่วนราชการนั้นต้องรายงานความคืบหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศที่รับไปดำเนินการและ ที่จะดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรีทุก ๑๕ วันครับ เรื่องนี้เป็นช่องทางใหม่นะครับ เดิมทีถ้าดู ตามชาร์ต (Chart) ซึ่งปรากฏบนจอภาพแล้วก็ในเอกสารที่แจกให้สมาชิกนะครับก็จะมี โครงสร้างของการขับเคลื่อน โดยที่เมื่อทาง สปท. โดยท่านประธานได้ลงนามไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะให้วิป (Whip) ๓ ฝ่ายบรรจุวาระการประชุม เสร็จแล้วเมื่อมี การพิจารณาแล้วในข้อพิจารณานั้นจะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือแผนปฏิรูปที่ผ่านไปจาก สปท. ๒. ก็คือข้อเสนอการปฏิรูปของ สปช. เดิมที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๓๑ นะครับ เมื่อวิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้พิจารณาดำเนินการแล้วก็จะนำความเห็นของส่วนราชการที่เชิญมา สรุปส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการขับเคลื่อน และปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะ ซึ่งในมติของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายจะมีกำหนด ไว้ด้วยครับว่าแผนปฏิรูปเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะใด เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ส่งให้กับกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว อีกทางหนึ่งตามคำสั่ง หลังสุดจะส่งให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงครับ จากนั้นกรรมการหรือ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงที่เราเรียกว่า มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ก็จะทำหน้าที่ ในการประสานงานการขับเคลื่อนและต้องรายงานมายังท่านนายกรัฐมนตรีทุก ๑๕ วันครับ ในกรณีที่เป็นร่างกฎหมาย เพราะว่าข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไม่ว่าในส่วนของ สปท. หรือ สปช. ก็ตามจะมีร่างกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศทั้งที่เป็นร่างเฉพาะหรือว่าเป็น ร่างกฎหมายประกอบรายงานแผนปฏิรูป ในส่วนนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็จะพิจารณาตาม ความเห็นของกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ แล้วก็ในส่วน ความเห็นของกระทรวง ทบวง กรม จากนั้นก็จะมีมติส่งให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ตาม กระบวนการของการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนิติบัญญัตินะครับ จากนั้นวิป (Whip) รัฐบาลที่ประกอบไปด้วย ครม. และ สนช. ก็จะกำหนดในเรื่องของเรื่อง ที่จะส่งให้ สนช. เมื่อ สนช. ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วก็จะพิจารณาบรรจุระเบียบวาระ การประชุม อันนี้ก็จะเป็นขั้นตอน กระบวนการ กลไกในส่วนของการทำงาน เพราะฉะนั้น ในส่วนของการดำเนินการที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นไปได้อย่างราบรื่น แล้วก็การทำงานภายใต้ หลักการทำงานที่ว่าแม่น้ำ ๕ สายเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) เดียวกันนะครับ ๒. ก็คือ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนนะครับ การพิจารณาในชั้นของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย จึงประกอบไปด้วย นอกจากตัวแทนของ สนช. สปท. คณะรัฐมนตรีแล้วยังมีหน่วยงานกลางหลัก ๆ ของรัฐบาล อยู่ในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วย เพื่อให้เกิดความรอบคอบต่อการพิจารณาความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่เท่าที่ได้มีการพิจารณามาทั้ง ๖๕ เรื่องยังไม่มีการปฏิเสธข้อเสนอของ สปท. ครับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เราน่าจะภาคภูมิใจ และขณะเดียวกันจากนี้ไปทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเอง ก็ได้วางแผนว่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งทางท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็ได้มาแจ้ง โดยสังเขปเป็นการคาดคะเนคาดการณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะประกาศมีผลบังคับใช้ประมาณ เดือนพฤศจิกายนครับ หลังจากนั้นก็จะต้องมีการจัดทำกฎหมายเพื่อการปฏิรูปให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๒๐ วัน ก็จะเป็นการสิ้นวาระการปฏิบัติหน้าที่ของ สปท. เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายจึงได้พิจารณาคำนึงถึงการทำงานร่วมกันในระยะเวลา ที่เหลืออยู่ด้วย ในขณะเดียวกันการรายงานแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์นะครับ เมื่อวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประชุม ในช่วงเช้าวันพุธแล้วก็จะส่งรายงานให้กับทาง สปท. และ สนช. ได้รับทราบทันทีในช่วงบ่าย ในการประชุมวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ระหว่าง สนช. และ สปท. ในบ่ายวันพุธ จากนั้นในเช้า วันพฤหัสบดีถัดมาท่านประธาน สปท. ซึ่งเป็นประธานวิป (Whip) สปท. หรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. นะครับ ก็จะได้รับทราบรายงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย รายงานของวิป (Whip) ๒ ฝ่าย เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการในเรื่องของ การจัดวาระการประชุมก็ดี การพิจารณาลำดับความสำคัญ หรือการบริหารจัดการ สปท. ของเราซึ่งท่านประธาน สปท. ได้ให้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคมครับ เพื่อที่จะได้รับทราบว่าในแผนปฏิรูปที่เหลืออยู่จาก ๑๒ คณะกรรมาธิการสำคัญ ๆ ของ สปท. นั้น แต่ละคณะมีเรื่องที่ให้ดาวไว้และให้ความสำคัญสูงสุดที่จะดำเนินการ เพื่อให้บรรลุภารกิจ ๓๗ วาระปฏิรูป ครอบคลุม ๑๑ ด้าน มีอะไรบ้าง ซึ่งท่านรองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านที่สองนะครับ ท่านก็ได้กรุณาจัดบัญชีรายการ ตามข้อเสนอรายงานของแต่ละคณะที่ส่งมายังวิป (Whip) สปท. นะครับ ก็รวบรวมได้ทั้งหมด ๕๘ เรื่องครับ ๕๘ เรื่องที่จะต้องดำเนินการในระยะเวลาที่เหลืออยู่นะครับ ซึ่งจากการประเมิน การทำงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว ขณะนี้เราจัดระเบียบวาระของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ไปถึงเดือนตุลาคมนะครับ แล้วก็เชื่อว่าในเวลาที่เหลืออยู่ก็จะดำเนินการพิจารณา ถ้าหากว่า สปท. ส่งรายงานปฏิรูปได้ครบทั้ง ๕๘ เรื่อง ทางวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ก็มีความมั่นใจว่า จะสามารถพิจารณาได้แล้วเสร็จนะครับ ก็จะบรรลุภารกิจร่วมกัน โดยที่ในภารกิจดังกล่าวนั้น ผมใคร่ขอที่จะเรียนว่าในส่วนที่ท่านประธาน สปท. ได้ส่งไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ณ วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๙ จำนวน ๘๘ เรื่องนั้น จะมีอยู่ ๙ เรื่องครับ ที่ สปท. ได้เห็นชอบและเตรียมส่ง ให้รัฐบาลนะครับ ซึ่งขออนุญาตที่จะรายงานเฉพาะหัวข้อเรื่องนะครับ

๑. เรื่องเศรษฐกิจผู้สูงวัย

๒. การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนียน (Credit Union)

๓. ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ....

๔. เรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป และร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และ ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ

๕. เรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล

๖. เรื่องการปฏิรูประบบการบริหารงานเมืองพัทยา และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ

๗. เรื่องการปฏิรูปการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือเมืองที่มีลักษณะพิเศษ

๘. การปฏิรูประบบเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุน ภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ

๙. การพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีนะครับ

อันนี้เป็น ๙ เรื่องที่ผ่านความเห็นชอบและเตรียมส่งให้รัฐบาลนะครับ ขณะเดียวกันมีแผนปฏิรูป จำนวน ๑๔ เรื่องครับ ที่ท่านประธาน สปท. ได้ส่งให้รัฐบาลแล้ว แล้วก็ขณะนี้รอบรรจุในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ จำนวน ๑๔ เรื่อง

๑. เรื่องแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา

๒. การปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร

๓. เรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงาน กับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ

๔. เรื่องแผนปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา

๕. เรื่องการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรณีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. ....

๖. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น

๗. ระบบพรรคการเมือง

๘. เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่าง ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลาง ที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในภูมิภาค

๙. เรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ

๑๐. เรื่องข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็ง กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล

๑๑. เรื่องการปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้ การประเมินเป็นตัวชี้วัด

๑๒. เรื่องการปฏิรูปแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น

๑๓. เรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา หรือสปอร์ตอินดัสทรี (Sport Industry)

๑๔. เรื่องการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. ....

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย สุดท้ายต้องเรียนว่าก่อนที่จะมีการประชุมพิจารณาวาระแผนปฏิรูปของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ในเช้าวันพุธ ในทุกวันจันทร์หรือวันอังคารคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่ผมทำหน้าที่เป็นประธาน เป็นกรรมการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ เราจะมี การประชุมทุกสัปดาห์หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้กับ คณะกรรมาธิการที่จะไปชี้แจงแผนปฏิรูปที่เข้าวาระของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเป็นประจำ ทุกสัปดาห์ครับ ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงที่ให้ความร่วมมือ แล้วก็ ในการชี้แจงของเราก็ทำได้ดี การตอบคำชี้แจงของเราทำให้แผนปฏิรูปของ สปท. นั้น ผ่านความเห็นชอบทุกแผนหรือว่าอย่างมากก็จะเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมนะครับ แล้วก็ส่งให้กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็ใคร่ขอกราบเรียนว่าในเรื่องของกลไกโครงสร้างกระบวนการ ระบบการทำงาน ระบบการประสานงานตลอดจนความคืบหน้าของแผนปฏิรูปที่ส่งไปยัง วิป (Whip) ๓ ฝ่าย และกระบวนการที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งวิป (Whip) ๓ ฝ่ายขึ้นมา และแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะ ตลอดจน คำสั่งการล่าสุดให้เพิ่มกระบวนการฟาสต์แทร็ก (Fast track) ให้มีมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ทุกคณะ ทางท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้กำหนดที่จะให้มีการประชุม ระหว่างวิป (Whip) ๓ ฝ่ายกับมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ของทุกกระทรวง ทบวง กรม พร้อมกันนั้นก็จะได้ถือโอกาสที่จะเชิญประธานกรรมาธิการของ สปท. ได้เข้าร่วมด้วย เพราะเราถือว่าเป็นการทำงานแบบทีมเวิร์ก (Teamwork)

ประการที่ ๒ ก็คือในการขับเคลื่อนการประสานงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ที่มีตัวแทน สปท. อยู่ในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายและภายใต้การทำงานร่วมกับกรรมการ ประสานงาน สปท. ขณะนี้มีคณะกรรมาธิการหลายคณะได้เข้าไปประชุมร่วมโดยตรงกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละคณะใน ๖ คณะดังกล่าวนั้นเข้าไปประชุมกับ ท่านรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงครับ ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดความใกล้ชิด เกิดการสร้าง ความเข้าใจในหลักคิดแนวทางของการปฏิรูปประเทศตามแผนปฏิรูปนะครับ ซึ่งก็เป็นไป อย่างดียิ่งในขณะนี้นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการทุกคณะนะครับ แล้วก็ ขอบคุณท่านประธานที่ให้การสนับสนุนท่านรองประธาน ตลอดจนกรรมาธิการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายที่ได้ทำงานกันอย่างเข้มแข็งทำให้การขับเคลื่อนแผนปฏิรูปของเราในช่วงต้นน้ำ กลางน้ำเป็นไปได้อย่างดียิ่ง ก็เหลือในเรื่องของการขับเคลื่อนปลายน้ำที่จะต้องช่วยกัน สร้างความเข้าใจ ทั้งในส่วนวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเองก็ได้พยายามที่จะชี้แจงสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะท่านประธานซึ่งทำหน้าที่ทั้งเป็นประธานวิป (Whip) รัฐบาลด้วย เป็นรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย

– ๑๑/๑ แล้วก็เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดการบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบาย รัฐบาลที่เรียกว่า กขร. นะครับ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการที่จะไปเร่งรัดปลายน้ำหลังจากที่ ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว ผ่าน ๖ คณะแล้ว ในระหว่างนั้นทาง กขร. ก็จะทำหน้าที่ในซีก ของฝ่ายบริหารในการที่จะขับเคลื่อน และก็รวมถึงการใช้มาตรา ๔๔ ของท่านนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ ทั้งในการออกเป็นคำสั่งทางปกครอง ทางการบริหาร และการออกเป็นกฎหมายครับ ทั้งหมดนั้นก็เป็นรายงานส่วนหนึ่งนะครับ เดี๋ยวสักครู่ก็จะมี ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ที่จะรายงานต่อไปในส่วนของรายงานแผนปฏิรูป ๖๕ เรื่องที่ได้ผ่าน ความเห็นชอบของทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้วนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ต่อไปขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในฐานะคณะกรรมการ ประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ขอรายงานในส่วนงานที่คณะกรรมการ ๓ ฝ่ายได้พิจารณาไปแล้ว ๖๕ เรื่อง จริง ๆ มีมากกว่า ๖๕ เรื่องนะครับที่ผ่านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปแล้ว ตามที่ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้ให้ข้อมูลกับท่านไป แต่ส่วน ๖๕ เรื่องนี้คือรายงาน ที่คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายได้พิจารณา ซึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าในการ ดำเนินการหรือการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรานี้เราได้ทำงาน อย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่มีการพูดถึงแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ในส่วนของบางคนที่เสนอความเห็นนั้น แล้วก็จะพูดในประเด็นว่าการขับเคลื่อนหรือการปฏิรูปของเรานั้นไม่ประสบความสำเร็จ การขับเคลื่อนไม่เห็นภาพอะไรที่ชัดเจนอย่างนี้เป็นต้น ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่มีการพูดถึง ข้างนอกสภานั้นเราก็คงที่จะต้องรับฟัง แล้วก็ดูเหตุผลว่าสิ่งที่มีการพูดเสนอความเห็นต่าง ๆ นั้น จริงเท็จมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในเรื่องของการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องงานที่ทำแล้วไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดผลหรือสัมฤทธิผลได้ทันทีทันใด แต่สิ่งหนึ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะท่านสมาชิกทุกท่านได้ทำหน้าที่มา ดังกล่าวนี้ ต้องกราบเรียนว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่ประเทศไทยเราไม่มีโอกาสได้เช่นนี้มาก่อน และในโอกาสอนาคตข้างหน้าก็ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะสามารถมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ของการแก้ไขปัญหาของประเทศดังกล่าวนี้ได้มากน้อยแค่ไหน โอกาสแทบจะไม่เกิด หรือเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นในการทำหน้าที่ของสมาชิกทุกท่าน ผมต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณารายงานของท่านสมาชิกในแต่ละกรรมาธิการแล้ว ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในบ้านเมืองไทยหรือประเทศไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น มันมีโอกาสที่จะได้รับการแก้ไขปัญหายาก เพราะว่าในเรื่องของการจะแก้ไขปัญหานั้น เราจะใช้ระบบการทำงานในส่วนทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทางการเมืองที่ผ่านมาก็จะอยู่ ในภาวะที่มาจากหลายฝ่าย อยู่ในภาวะที่แต่ละฝ่ายนั้นจะต้องปกป้องแนวนโยบายหรือ แนวคิดของแต่ละพรรคการเมืองหรือแต่ละฝ่ายการเมือง ดังนั้นการจะเสนอสิ่งใดที่ให้เกิด การปฏิรูปประเทศที่ชัดเจนที่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้นั้นจึงไม่สามารถจะทำได้ง่าย ดังนั้นในโอกาสเวลาดังกล่าวที่ทำกันอยู่นี้ผมคิดว่าสิ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอประเด็นปัญหาต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ถูกทิศทาง และท่านเชื่อเถอะครับว่าสิ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ดำเนินการไปนั้นนะครับ ในอนาคตข้างหน้าผมเชื่อได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสิ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทำนี้จะเป็นที่กล่าวขาน จะเป็นที่นำมาพูดถึงว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ได้ดำเนินการเป็นยุคที่ปฏิรูปประเทศอีกช่วงเวลาหนึ่งของประเทศไทย ดังนั้นในวาระ การปฏิรูปต่าง ๆ หรือรายงานต่าง ๆ ที่เราได้จัดทำเสนอไปนั้นนะครับ มันอาจจะไม่เห็นผล ทันทีทันใดในวันนี้ แต่ในอนาคตข้างหน้าจะสามารถนำเรื่องดังกล่าวนี้ไปแก้ไขปัญหาประเทศ ได้มากยิ่งขึ้น และสามารถที่จะทำได้ดีกว่าในยุคที่ผ่านมา ไม่มียุคไหนหรอกครับที่สามารถ จะทำได้ลักษณะนี้ทั้ง ๆ ที่เราทำแล้วยังถูกครหาอยู่ตลอดว่าทำในช่วงเผด็จการ ทำในช่วง รัฐประหาร ทำในช่วงที่ประเทศชาติไม่ปกติ แต่ต้องกราบเรียนเช่นกันครับว่าไม่มีช่วงเวลาไหน หรอกครับที่สามารถจะเอาเวลาดังกล่าวนี้มาแก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม และชัดเจนเช่นนี้ ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้นี่นะครับในการที่จะนำเวลาที่เหลืออยู่เร่งนำเสนอ แนวทางการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งในการทำหน้าที่ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวนั้นได้เสนอรายงาน แล้วคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนี่ได้พิจารณาแล้ว ๖๕ เรื่อง ผมขออนุญาตใช้เวลาสรุปนะครับเป็นหัวข้อ เพื่อให้ อย่างน้อยเราก็มาทบทวนดูว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีอะไรบ้าง และอย่างน้อยที่สุดทางสื่อมวลชนเอง สาธารณชนทั่วไปเองก็จะได้ทราบว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีเรื่องอะไร มิฉะนั้นแล้วพอรายงาน ผ่านไปมันก็เป็นลมนะครับ ผ่านไปฟังแล้วก็ไม่ได้จดจำแล้วก็หลงลืมกันไป ดังนั้นสิ่งที่นำเสนอ ดังกล่าวนี้คืองานเนื้อแท้ ๆ นะครับ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราได้ดำเนินการ เป็นมรรคเป็นผล แต่เป็นผลในเชิงที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปประเทศในปัญหาด้านต่าง ๆ และจะสัมฤทธิผลในอนาคตข้างหน้า ในส่วน ๖๕ เรื่องดังกล่าวนี้นะครับ ผมลำดับ ตามรายชื่อกรรมาธิการในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ หรือเป็นลำดับกรรมาธิการที่เรากำหนดไว้แล้ว นะครับ

อันดับแรกคือด้านการเมืองนี่นะครับ จริง ๆ เสนอไปมากกว่า ๒ เรื่อง แต่กรรมการประสานงานได้พิจารณาแล้ว ๒ เรื่อง ๒ เรื่องดังกล่าวก็คือ การเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม และการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง ๒ เรื่องนี้นี่นะครับ อย่างน้อยเรื่องแรกผมต้องฝากท่านสมาชิกช่วยกันพิจารณาเป็นพิเศษ เหตุผลก็เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังจะจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น แล้วประเด็นเนื้อหาต่าง ๆ เราได้เคยเสนอเป็นรายงานผ่านสภาไปแล้ว แต่เมื่อเสนอไปสู่ สาธารณะก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นสิ่งที่ปกติครับ เป็นเรื่องที่เราต้องฟังครับ เป็นเรื่องที่เรา ต้องให้เกียรติคนที่เสนอความเห็นนะครับ แต่หน้าที่ของเราคือเราก็จะต้องมีหน้าที่อธิบาย ทำความเข้าใจแล้วก็ชี้แจงผลดีผลเสียนะครับ หรือสิ่งที่เราเสนอนั้นมีเหตุผลอะไร ต้องฝาก สมาชิกท่านช่วยนำเสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่การให้สาธารณชนได้เข้าใจต่อไปด้วย

ด้านที่ ๒ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ผ่านการพิจารณาของกรรมการ ๓ ฝ่ายไปแล้ว ๔ เรื่องนะครับ

เรื่องที่ ๑ คือการปฏิรูปองค์การมหาชน และร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เรื่องที่ ๒ การปรับปรุงระบบกฎหมายเกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ และร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. ....

เรื่องที่ ๓ นะครับ การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การปฏิรูปการบริหารจัดการของ หน่วยงานกลาง

เรื่องที่ ๔ การปฏิรูปด้านยุทธศาสตร์ชาตินะครับ อันนี้ก็คือด้านบริหาร ราชการแผ่นดินนี่นะครับ กรรมการประสานงานได้พิจารณาไปแล้ว ๔ เรื่อง จริง ๆ มีมากกว่านะครับ

ในด้านที่ ๓ นะครับ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พิจารณาไปแล้ว ๔ เรื่อง คือ

๑. ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซง ทางการเมือง

๒. การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ

๓. ระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน

๔. การปฏิรูปทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมาย ของเด็กหรือเยาวชนนะครับ

นี่ ๔ เรื่องของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่พูดกันมากก็คือ เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งในส่วนของพวกเราเองหลาย ๆ ท่าน หรือกระผมเองเชื่อได้ว่า การปฏิรูปตำรวจนั้นก็คงที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่ไม่นานนี้โดยระบบทั้งหมด อย่างแน่นอนนะครับ คงจะไม่มีการที่จะพิจารณาแล้วค้างคาให้เป็นปัญหาต่อไป เพราะอย่างที่ กราบเรียนแล้วว่าเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องใช้เวลาที่เป็นประโยชน์นี้นำเสนอแก้ไขปัญหา ของบ้านเมือง โดยให้เป็นประโยชน์กับสาธารณชนกับประชาชนและประเทศบ้านเมืองเรา มากที่สุดนะครับ

ด้านที่ ๔ ด้านการศึกษา ๙ เรื่อง ด้านนี้ขยันนะครับ ขยันได้ ๙ เรื่อง จริง ๆ ไม่ใช่คณะอื่นไม่ขยันหรอกครับ ด้านอื่นเขาก็มีเนื้อหาสาระที่ประเด็นสำคัญนะครับ อาจจะดู แล้วจำนวนน้อยกว่าแต่ก็เรื่องสำคัญเหมือนกันนะครับ ด้านการศึกษา ๙ เรื่องนะครับ

๑. แผนปฏิรูปเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกันคุณภาพ การศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก

๒. การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย เพื่อนวัตกรรม

๓. การจัดการศึกษาตลอดชีวิตและร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. ....

๔. แผนปฏิรูปเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความล่าช้าการบริหารงานบุคคล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๕. การปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี วินัยเด่น คนดีมีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

๖. การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก

๗. การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี

๘. การพัฒนาครูกรณีการแก้ไขวิกฤตผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต (O-NET) มีแนวโน้มลดต่ำลง

๙. การปฏิรูปกฎหมายการศึกษาและร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....

นี่ ๙ เรื่องนะครับ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้การศึกษาของเยาวชน ของผู้ที่มีการศึกษาได้รับการศึกษาพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอนนะครับ

ด้านที่ ๖ นะครับ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน ๗ เรื่อง

๑. การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว

๒. การปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ

๓. เศรษฐกิจเพื่อสังคม

๔. แนวทางการปฏิรูประบบการเงินฐานรากและร่างพระราชบัญญัติสถาบัน การเงินชุมชน พ.ศ. .... ในส่วนของเศรษฐกิจการเงินฐานรากนะครับ

๕. การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงนวัตกรรม

๖. การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

๗. ธนาคารที่ดินและร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... ก็เป็นเรื่อง ส่วนของการให้เศรษฐกิจนั้นดีขึ้น แต่ต้องให้เวลาบ้างนะครับ

ด้านที่ ๗ ด้านพลังงาน จำนวน ๓ เรื่องนะครับ

๑. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน สำหรับหน่วยงานภาครัฐ

๒. บทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....

๓. การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน

อันนี้ก็ ๓ เรื่องนะครับของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน

ในด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้ทำรายงานผ่านการพิจารณาของ กรรมการ ๓ ฝ่าย ไป ๘ เรื่อง ได้แก่

๑. การจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ

๒. การจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการ สุขภาพแห่งชาติ หรือ สมสส.

๓. การปฏิรูประบบกฎหมายและระบบจัดการขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศ

๔. การป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ ในประเด็นการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ

๕. การปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติพร้อม ร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ....

๖. การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้ และการเพิ่มพื้นที่ป่าของ ประเทศและร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....

๗. การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....

๘. ระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลนะครับ อันนี้ก็คือส่วนของ สาธารณสุขนะครับ

ด้านที่ ๙ ด้านสื่อมวลชน ๓ เรื่องครับ

๑. การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

๒. ข้อสังเกตในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๓. ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ใน การกำกับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) นะครับ อันนี้ ๓ เรื่องของสื่อสารมวลชนนะครับ

ด้านที่ ๑๐ ด้านสังคม ๕ เรื่องนะครับ

๑. การพัฒนากฎระเบียบ ข้อบังคับ ที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ

๒. การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวรเพื่อจัดระเบียบ แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ

๓. การจัดรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนทั่วไป และร่างระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๔. การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ

๕. การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ นะครับ

ด้านที่ ๑๑ เกือบสุดท้ายแล้วนะครับ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม กรรมการ ๓ ฝ่ายนี่นะครับ ได้พิจารณาแล้ว ๔ เรื่อง คือ

๑. การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายกีฬาแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติ นโยบายกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ....

๒. การจัดทำแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๖) ช่วง พ.ศ. ๒๕๖๐– ๒๕๖๔ และร่างแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. .... เดียวกันนะครับ

๓. การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่า ทางวัฒนธรรม พร้อมด้วยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๔. การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

อันนี้ก็ส่วนของด้านกีฬาแล้วก็ด้านอื่น ๆ นะครับ

ด้านที่ ๑๒ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำนวน ๒ เรื่อง คือ

๑. ข้อเสนอแนะพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ....

๒. การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูลและร่างพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารสาธารณะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ได้มีด้านผังเมืองและการใช้พื้นที่ จำนวน ๑ เรื่อง เพิ่มเข้ามานะครับ ก็คือปฏิรูปด้านผังเมือง ร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ

เรื่องที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอวาระการปฏิรูป ให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อประสานต่อที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติได้ดำเนินการไปแล้ว ๙ เรื่องนะครับ

๑. เรื่องระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๒. แผนปฏิรูปสัมมาชีพชุมชน

๓. หลักประกันความมั่นคงด้านรายได้เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ การเร่งรัด การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนและการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔

๔. ความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า และร่างพระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ....

๕. การสร้างสังคมผู้ประกอบการและร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๖. การจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและร่างพระราชบัญญัติการแจ้งเตือนภัย และการจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ.ศ. ....

๗. การปฏิรูปกฎหมายแข่งขันการค้าและร่างพระราชบัญญัติแข่งขันการค้า พ.ศ. ....

๘. การพัฒนากฎหมาย การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและกลไกการบริหาร เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

๙. การปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ซึ่งรายงานทั้งหมดนี้เป็นรายงานเนื้อหาสาระที่กรรมการประสานฝ่าย ได้พิจารณารายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผ่านไปแล้ว และในข้อเสนอรายงาน แต่ละฉบับนี้หลายส่วนท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่มี บางส่วนอยู่ระหว่างท่านพิจารณา ในส่วนการนำเสนอดังกล่าวนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาแล้วท่านก็ให้ความสำคัญ โดยท่านจะดูรายละเอียดทุกรายงาน ที่ทราบเพราะว่า ในแต่ละรายงานนั้นท่านก็จะมีการเสนอความเห็นติดแจ้งกลับมาเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในแต่ละรายงาน ดังนั้นข้อใดก็ตามที่เราได้รายงานไปแล้วนั้นอาจจะอยู่ในสายตาของ สาธารณชนหรือของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องกราบเรียนว่าในส่วนของการเมือง ซึ่งถือว่าร้อนแรงในช่วงเวลานี้ เพราะอยู่ในช่วงที่จะต้องให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ แล้วก็เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ๔ ฉบับนะครับ ซึ่งใน ๔ ฉบับนี้กรรมาธิการ ด้านการเมืองก็เสนอไปสู่สาธารณะไป ๒ ฉบับแล้วนะครับ ก็คือส่วนของการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม ก็คือกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. นะครับ แล้วก็ส่วนของระบบพรรคการเมืองที่ต้อง มีการปฏิรูปซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ ผมกราบเรียนว่าบางครั้งข้อวิพากษ์วิจารณ์หรือ ความเห็นนั้นเราต้องเคารพและต้องรับฟัง แต่หลายข้อนี่นะครับไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่ตรง กับประเด็นเนื้อหา และอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือจะสำคัญผิดในบางกรณี เราก็มีหน้าที่ ต้องชี้แจงให้ข้อมูลกับสาธารณชนเหล่านั้นได้ทราบนะครับ ซึ่งต่อไปก็คงที่จะต้องให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องในกรรมาธิการแต่ละด้านช่วยหยิบปัญหาที่ท่านได้พบมาเพื่อให้คณะกรรมาธิการ แต่ละด้านซึ่งจะต้องไปดำเนินการต่อนั้นได้ดำเนินการต่อไป ส่วนใดก็ตามที่สมาชิกอาจจะ ต้องชี้แจงก็ขอให้ช่วยชี้แจงด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมืองที่ผมรับผิดชอบอยู่ด้วย ก็มีหลายประเด็นที่มาจากสมาชิก แล้วก็พิจารณาโดยกรรมาธิการ ก็อยากให้ข้อเท็จจริง ที่ถูกต้องกับสาธารณชนต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเสรีครับ เดี๋ยวสักครู่เมื่อรายงานครบแล้วจะให้ท่านสมาชิก ได้ซักถามแสดงความคิดเห็นนะครับ ผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อเพิ่มเติมเล็กน้อยว่าในส่วนของ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายที่เป็นสมาชิก สปท. นั้นยังมีท่านกลินท์ สารสิน บังเอิญท่านติดปฏิบัติ ราชการต่างประเทศกับทางรัฐบาล และมีท่านปลัดสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ และท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา นอกจากนั้นก็คือที่อยู่บนเวทีการชี้แจงนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร รายงานเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่งให้รัฐบาลแล้ว และรอบรรจุ วาระการพิจารณาของกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนะครับ ท่านวันชัยเดี๋ยวรอ ตอนสุดท้ายได้ไหมครับ เดี๋ยวรายงานเสร็จแล้วก็จะเปิดโอกาสให้ซักถามเลยนะครับ

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร 🔗

เรียนท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๗๓ ได้รับมอบหมายให้มาเรียนชี้แจงท่านสมาชิก เรื่องรายงานของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อจะรอบรรจุประชุมพิจารณา คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนะครับ คือรายละเอียดจริง ๆ แล้วผมอยากจะเรียน ข้อเท็จจริงว่าในส่วนของ ๓๗ วาระ ๑๑ ด้านที่พวกเราได้ทำเป็นรายละเอียดขึ้นไปนั้น เมื่อทุกคนก็มีความรู้ความสามารถแต่ละด้านที่เข้ามาก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ แต่ว่า ในส่วนที่เมื่อเข้าไปพิจารณาคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย แล้วก็จะเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาหารือแล้วก็มาชี้แจงว่ามีปัญหาข้อขัดข้องหรือผิดระเบียบ กฎ ข้อบังคับ ในส่วนของกระทรวงนั้นอย่างไรบ้างนะครับ อันนี้ผมก็เลยอยากจะเสนอแนะในส่วนรวม เพราะว่าบางครั้งก็ไม่สามารถผ่านไปได้ก็ต้องกลับไปพิจารณาใหม่ แล้วก็ทำให้เกิดความล่าช้า เพราะบางสิ่งบางอย่างเป็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติจริง ๆ เพราะว่าพี่ ๆ ทุกคน ที่อยู่ในที่นี้ก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์อย่างสูงในการทำงานในแต่ละด้านนะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์แต่ว่าปัญหาข้อขัดข้องบางทีไปขัดกับกฎ ระเบียบ ของกระทรวง ผมเคยเสนอว่าจริง ๆ แล้วด้านไหนที่เกี่ยวกับกระทรวงใดทางสภาเราควรต้องขอรัฐบาลให้ รองปลัดกระทรวงเป็นอย่างน้อยต้องมาประชุมชี้แจง แล้วก็หารือกับเราเลยตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ สปท. ไปนะครับ ในการประชุมอนุต่าง ๆ เพื่อจะให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมด เพราะว่า รองปลัดกระทรวงทุกกระทรวงต้องรู้ว่าอันไหนที่ผิดกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เพราะว่า ในอนาคตเขาต้องเป็นปลัดกระทรวงต่อไปในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นมันจะเกิดความล่าช้า ในส่วนนี้ นี่เป็นส่วนข้อเสนอแนะของผมนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ยกตัวอย่างในเรื่อง ปัญหาแรงงานที่เคยผ่านไปแล้วไม่ผ่าน พอดีวันนั้นผมไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นกลับมาเสียเวลาอีก ๒ เดือน ในเรื่องแรงงานข้ามชาติ เพราะว่ามันเป็นปัญหา เรื่องความมั่นคงของเราเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนนี้ผมได้เรียนเสนอตั้งแต่เป็น สปช. มาว่าอันนี้ เป็นภัยคุกคามอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่ทำไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อความรัดกุมว่าใครทำอะไร อยู่ที่ไหน เมื่อไร และอยู่บ้านใคร แล้วมาอย่างไรอะไรต่าง ๆ มันจะต้องได้ แต่ทีนี้เมื่อผ่านวาระ ๒ ไปก็ผ่าน เพราะฉะนั้นก็จะเสียเวลาอีก ๒ เดือน แล้วเมื่อผ่านไปแล้วก็ต้องไปผ่าน คณะกรรมการของท่านรองนายกทั้ง ๖ ด้านรับผิดชอบแต่ละด้านไป แล้วถึงจะไปเข้ามติ คณะรัฐมนตรีอีกทีหนึ่งเพื่อจะออกเป็นกฎกระทรวงหรือออกเป็นกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ ภาพรวมในส่วนของผม ๑๔ ด้าน ที่จะเตรียมเข้าในส่วนนี้ ก็ไม่อยากจะพูดซ้ำ เพราะท่านประธานอลงกรณ์ได้เรียนชี้แจงไปทั้ง ๑๔ ด้านแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ จริง ๆ อันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้ว่า บางคนอาจจะพูดว่าปัจจุบันเราฐานะไม่ปกติอะไรก็แล้วแต่ จริง ๆ แล้วไม่มีระบอบไหน ที่ปกครองได้ดีที่สุดนะครับ จะอยู่ที่ลักษณะวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่มีระเบียบวินัย เรายังไม่มีความเอื้ออาทรต่อกัน เห็นแต่ประโยชน์ ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมืองแล้ว เราก็ต้องใช้ระบบแบบนี้ที่จะทำให้ ประเทศชาติเจริญสูงสุด เมื่อเข้าที่เข้าทางแล้ว คนมีวินัยแล้ว แล้วมันก็คงจะเป็นไปได้ว่า เราจะทำเรื่องที่ดีที่สุด จะเป็นระบบไหนก็แล้วแต่ในโลกที่เขาตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นปัญหา ต่าง ๆ ที่อยากจะเรียนให้ทราบทั้ง ๑๔ ด้านก็คงไม่ต้องพูดซ้ำนะครับ เพราะฉะนั้นทางที่เป็น ประโยชน์สูงสุดก็คือ ผมคิดว่าเที่ยวที่ผ่านไปน่าจะได้เป็นกฎหมายประมาณสักไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเวลาเราก็เหลือน้อยลงแล้ว แล้วทางรัฐบาลก็มีภาระหน้าที่ ทางด้านอื่นเยอะ แล้วก็จริง ๆ แล้วเขาให้ความสนใจในข้อเสนอของพวกเราที่ทำเสนอขึ้นไป โดยเฉพาะบางทีไม่ว่าจะเป็นทางด้านสื่อมวลชนหรืออะไรก็แล้วแต่ นี่อาจจะพูดนอกเรื่องไป นิดหนึ่ง ผมเห็นว่าในโอกาสขึ้นมาพูดแล้วจะได้ให้พี่ ๆ ได้เข้าใจว่าที่เราทำไปไม่เสียเปล่านะครับ ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะพยายามศึกษา แล้วก็เพื่อเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่ได้เสนอ ขึ้นมา แล้วก็ต้องรีบดำเนินการเพราะว่าปัจจุบันพวกเราก็อยากจะให้มีการประชุม ทุกวันจันทร์ วันอังคารนะครับ แต่ว่าบางครั้งมันไม่มีเรื่องที่เข้ามา เพราะฉะนั้นอยากจะให้ ทางพี่ ๆ ทั้ง ๑๑ ด้านในส่วนที่ตัวเองเหลือมาเท่าไรก็รีบเร่งรัดขึ้นมาเพื่อจะได้ทำงานให้เต็ม เวลานะครับ แล้วเราก็สามารถจะขับเคลื่อนไปถึงรัฐบาลให้ได้มากที่สุด ก็คงเป็นเรื่องชี้แจง เพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร นะครับ ต่อไปขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ครับ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เช่นกันค่ะ ในหัวข้อ ที่ทางสภาได้พิจารณาเสร็จแล้วกำลังรอเข้าสู่ ครม. จะมีทั้งหมด ๙ เรื่อง ท่านอลงกรณ์ได้เล่า ให้ฟังแล้ว ก็คงมีส่วนที่จะเพิ่มเติมสักเล็กน้อยนะคะ ทั้งหมดที่รอที่จะเข้านั้นก็คือของ เดือนสิงหาคมทั้งหมดจนถึงของวันนี้ สิ่งที่มีข้อมูลที่อยากจะย้ำท่านสมาชิกเพิ่มเติม ก็คือในแต่ละหัวข้อทางท่านประธาน คือท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์แนะนำว่าเรื่องที่นำเข้าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายจากนี้ไปอยากจะให้เป็นเรื่องของการแก้กฎหมาย ถ้าอันใดที่เป็นเรื่องของการ แก้นโยบายก็อยากให้ทาง สปท. ประสานไปทางกระทรวงเลยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นก็คงมีสิ่งที่อยากจะสื่อเพิ่มเติม ก็คือเรื่องจากนี้ไปจะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือทุกเรื่องจะเข้าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนี่จะไม่เข้าแล้ว ก็คือจะเข้าในส่วนที่เป็นเรื่องกฎหมาย ก็คงให้ท่านกรรมาธิการทุกชุดได้กลับไปทบทวนสิ่งที่ท่านกำลังรอคิว เพราะฉะนั้น ก็คือสิ่งที่เป็นเรื่องกฎหมาย กับสิ่งที่ ๒ ที่ย้ำอีกครั้งหนึ่งก็คือความช้าจะอยู่ที่ทาง สำนักนายกรัฐมนตรีจะต้องถามไปยังกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางเรื่อง สนช. เอง ก็มีการนำเสนออยู่แล้ว ก็คงเป็นการเพิ่มเติมในส่วนที่ ๓ ส่วนที่ยังไม่ได้เข้าสู่ ครม. ขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณคุณหญิงมากนะครับ เป็นประโยชน์ทีเดียวให้เห็นแนวทางในส่วนที่เรา จะเดินข้างหน้าของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ในการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายดังที่ได้เรียนเบื้องต้น ว่าก่อนจะประชุมกรรมการประสานงาน สปท. จะมีการประชุมเตรียมความพร้อมกรรมการ ที่จะไปชี้แจง แล้วก็เผอิญท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ท่านเป็นทั้งรองประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วย แล้วก็อยู่ในกรรมการประสานงาน สปท. ด้วย ท่านจะเป็นคนตั้งประเด็น ซักถามเพื่อให้เกิดความพร้อมมากที่สุดในการไปชี้แจง แล้วก็ความสมบูรณ์ของการทำแผน หรือร่างกฎหมายเพื่อให้การพิจารณาของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเป็นไปโดยราบรื่นมากขึ้น ก็เลยเชิญท่านช่วยกรุณากล่าวสรุปในประเด็นดังกล่าวด้วยครับ

พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ 🔗

กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๔๓ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ ประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์เป็นประธาน ในการดำเนินงานของ คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย หรือเรียกย่อ ๆ ว่า วิป (Whip) ๓ ฝ่าย เป็นการ ดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปตามมติ ครม. เรื่องที่ผ่านไปจาก สปท. เข้าคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ก็จะเชิญผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อพิจารณาต่าง ๆ จากข้อสังเกต ของผมถ้าคณะกรรมาธิการคณะใดได้ทำงานร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องโดยตลอด ในการ พิจารณาของ ๓ ฝ่ายก็จะเป็นไปโดยราบรื่นไม่ติดขัด แต่ถ้าคณะกรรมาธิการคณะใด เรื่องใด ไม่ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็จะมีการไปโต้แย้งอยู่ในคณะวิป (Whip) ๓ ฝ่ายทำให้เกิดความล่าช้า แล้วก็ต้องกลับไปกลับมา หรือบางครั้งก็ต้องขอความเห็น เพิ่มเติม เพราะฉะนั้นจากนี้ไปแต่ละคณะก็ควรจะได้ประสานงานร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายก็จะมี คณะกรรมการกลางตามที่ท่านอลงกรณ์ได้ชี้แจง คณะกรรมการกลางส่วนใหญ่ก็จะมีสมาชิก สปท. สมาชิก สนช. มีสภาพัฒน์ มี สมช. มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ คณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะเป็นกรรมการหลัก พวกนี้จะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ปัจจุบันทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้เพิ่มเติมให้ สนช. เสนอข้อคิดเห็นในเรื่องนั้น ๆ ไปประกอบการพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องใดถ้าท่านทำ ตรงกับ สนช. แล้วเขาจะเสนอความคิดเห็นไปด้วยนะครับ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็จะรวบรวมข้อเสนอของ สปท. พร้อมด้วยข้อคิดเห็นของกรรมการและ กรรมการกลาง ไม่ว่าจะเป็นข้อเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็จะรวบรวมทั้งหมดนำเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีท่านได้ให้ความเห็นชอบ ความจริงท่านนายกรัฐมนตรี ได้ทราบเรื่องการประชุมของ สปท. นี่อยู่แล้วนะครับ เพราะในการประชุมแต่ละวัน ๆ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาสรุปนำเรียนนายกรัฐมนตรีทราบ ในแต่ละวัน ๆ อยู่แล้ว ท่านจะทราบคร่าว ๆ แล้วนะครับ เมื่อได้มีการรายงานจากวิป (Whip) ๓ ฝ่ายขึ้นไป ท่านก็จะรู้ในรายละเอียด ก็จะสามารถให้ข้อคิดเห็นได้ เมื่อผ่านจาก นายกรัฐมนตรีแล้วก็จะส่งไปที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของรัฐบาล ๖ ฝ่าย ทีนี้อย่าลืมว่าในแต่ละคณะของท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็จะมีคณะทำงานในตัวของท่านอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ ก็ต้องไปให้คณะทำงาน ของท่านพิจารณาเหมือนกัน ท่านต้องไปศึกษาแล้วก็มีการประชุม เรื่องต่าง ๆ ก็จะไปตามนั้น บางเรื่องถ้าเรื่องเร่งด่วนก็จะส่งขับเคลื่อน แต่ถ้าไม่เร่งด่วนก็จะต้องมีการพิจารณากลั่นกรอง เสียก่อน นี่คือกระบวนการทำงาน แล้วมติ ครม. สุดท้ายเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ได้เพิ่มเติมว่า เรื่องที่ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้วจะต้องส่งไปที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องจะต้องตั้งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมารับผิดชอบงานปฏิรูปนะครับ แล้วต้องรายงาน ท่านนายกรัฐมนตรีทุก ๑๕ วัน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมรายชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น ซึ่งเราเรียกย่อ ๆ ว่า มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) เมื่อได้มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ครบทุกกระทรวงแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ก็จะเรียกประชุมชี้แจง การดำเนินงาน โดยที่เราหวังว่าต่อไปคณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะประสานงานกับ กระทรวงก็ผ่านมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) คนนี้ไปนะครับ ไปถามว่าเรื่องถึงไหนแล้ว เดินเรื่องหรือยัง ทำถึงไหนแล้ว ต่อไปก็ติดต่อมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) อันนี้ก็คง อีกขั้นตอนหนึ่งนะครับ ก็จะต้องรอให้มีการรวบรวม มีการชี้แจง ผมเองก็ได้ชี้แจงในที่ประชุม วิป (Whip) ๓ ฝ่ายไปว่า คณะกรรมาธิการแต่ละคณะของเราก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ แต่ละคณะเรา ก็ไปติดต่อกับกระทรวง ไปดำเนินการขับเคลื่อน อย่างเช่น ของบริหารราชการแผ่นดิน ก็ไปติดต่อไปพบปะกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อมก็ไปประสานงานไปพบปะกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาได้ทำงานควบคู่กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว หลายคณะได้ไปติดต่อประสานงานเป็นการภายในอยู่แล้ว ผมได้ชี้แจง ในที่ประชุมไปนะครับ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในการประชุมของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ก็ได้มี การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง อย่างว่าเรื่องที่เราส่งไปบางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ หรือไม่สำคัญ มันสำคัญทั้งนั้นนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการแก้กฎหมาย การร่างกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องพวกนี้วิป (Whip) ๓ ฝ่ายจะนำเข้าพิจารณาโดยเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด มาให้ข้อคิดเห็นนะครับ แต่ถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องที่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบบริหาร ราชการแผ่นดิน ไม่มีกฎหมายที่สำคัญ หรือไม่มีกฎหมาย ร่างกฎหมาย ไม่มีร่าง พ.ร.บ. อันนี้ต่อไปถ้าหากมีวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ก็จะเชิญหน่วยหลักมาพิจารณาเพียงหน่วยเดียว หน่วยที่เกี่ยวข้อง แล้วสามารถที่จะขับเคลื่อนโดยกระทรวงได้เลยนะครับ เพราะว่าไม่ต้องมี ร่าง พ.ร.บ. ไม่มีกฎหมาย สามารถใช้ระบบบริหารราชการปัจจุบันแก้ไขได้ เป็นเรื่องที่เราคง เห็นนะครับว่าบางเรื่องไม่น่าจะขึ้นไปถึงระดับบน ระดับกระทรวงก็สามารถแก้ไขได้ อันนี้คือ การดำเนินงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ก็หวังว่าในช่วงต่อไปเราคงจะต้องช่วยกันอีกครั้งหนึ่ง รีบเร่งที่จะต้องทำส่วนที่เหลือให้เสร็จสมบูรณ์นะครับ จากการพิจารณาของคณะกรรมการ ของท่านรองนายกรัฐมนตรีก็มีความจำเป็นว่าทำไมต้องไปพิจารณานะครับ ผมยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว วิป (Whip) ๓ ฝ่าย เสนอนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสั่งการให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้พิจารณา เราก็เอา พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติมาพิจารณา โดยเอาของ สปท. เป็นตัวตั้ง แล้วตัวไหนที่ไม่เข้ากับรัฐบาลเราก็ปรับแก้นะครับ นี่คือการทำงาน คือต้องมีคณะทำงานของ รัฐบาลดูอยู่ด้วยนะครับ ผมขอชี้แจงเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น หรือจะซักถามนะครับ เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านประธานได้ดำเนินการในวันนี้ ต้องกราบเรียนว่าเป็นการกระทำ ที่ดีมาก แม้ว่าตัวท่านประธาน ขออภัยเอ่ยนาม คือท่านรองหนึ่งจะพยายามชี้แจงอยู่บ้าง บางครั้งบางโอกาส แต่เอาเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ร่วมกันชี้แจงในวันนี้ ทำให้เห็นความชัดเจนและมีภาพชัดมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้ท่านประธานดำเนินการ ในลักษณะอย่างนี้ มิได้หมายความว่าท่านประธานชี้แจงคนเดียวแล้วไม่ชัดเจนนะครับ เพราะโทนเสียงของท่านประธานมันเสียงเดียว ฟังแล้วบางทีมันก็ไม่รู้อะไรเท่าไร แต่ถ้ามีการสลับสับเปลี่ยนแล้วก็ได้ชี้แจงกันในลักษณะอย่างนี้ ทำให้ผมนั่งฟังตั้งแต่ต้น ผมเข้าใจว่าเวลาปฏิรูปไปแล้วไปที่ไหนอย่างไร แล้วก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและ ท่านรองหนึ่งในฐานะประธาน ลองวางแผนในลักษณะอย่างนี้ทุกเดือนหรือ ๒ สัปดาห์อะไร ก็แล้วแต่เถอะ ถ้ามันมีความคืบหน้า มันจะให้พวกเราทั้งหมดรับรู้ไปเหมือนที่ท่านประธาน และท่านกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้รับรู้ ผมเรียนกับท่านประธานเลยครับ วันนี้ตั้งใจฟัง แล้วก็นั่งฟัง ยอมรับเลยว่าผลงานปฏิรูปมีความคืบหน้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไปสู่จุด ตรงเป้าหมาย เพียงแต่การสื่อสารของเรานั้นอาจจะยังไม่ค่อยกระชับในลักษณะอย่างนี้ ผมเห็นว่ารูปแบบในวันนี้ใช้ได้ แล้วก็ดี แล้วก็สนับสนุนครับ นั่นประการที่ ๑

ประการต่อมาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกด้วย ก็อยากจะ นำกราบเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิก รวมทั้งซักถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการด้านการเมืองท่านเสรีในฐานะเป็นวิป (Whip) ด้วย ประเด็นนั้น ก็คือเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอของกรรมาธิการด้านการเมือง ในข้อ ๓ ที่ท่านรายงานเมื่อสักครู่ เกี่ยวกับด้านการเมือง จำนวน ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เรื่องที่ ๒ การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ท่านบอกว่า นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ อยู่ระหว่างการรายงานไปยังรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ ประเด็นนี้ ผมพอทราบและก็อยากจะถามท่านเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทราบว่ารายงานในลักษณะอย่างนี้ ผ่านมามากพอสมควรแล้ว ขณะนี้ท่านรองวิษณุซึ่งดูแลในส่วนตรงนี้ได้ดำเนินการไปอย่างไร ถึงไหนและได้มีการดำเนินการในลักษณะขับเคลื่อนที่มันจะให้เป็นไปตามแนวทางนี้ มีการปรับปรุงในส่วนใด ส่วนใดดำเนินการได้ ส่วนใดเห็นชอบ ไม่เห็นชอบประการใด ผมอยากรับทราบข้อมูลในฐานะเป็นโฆษกกรรมาธิการด้านนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและ เพื่อนสมาชิก สปท. ทั้งมวลได้รับทราบโดยทั่วกัน เพราะข้อมูลที่ออกตามหน้าสื่อมวลชน ในขณะ ๓ ๔ ๕ วันหรือเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายลูก ซึ่งเกี่ยวกับ การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งผ่านที่ประชุม สปท. นี้ไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏเป็นข่าว เนื่องจากกรรมาธิการด้านการเมืองซึ่งมีท่านเสรีเป็นประธาน เห็นว่าขณะนี้เมื่อรัฐธรรมนูญ ผ่านประชามติไปแล้วเผอิญข้อเสนอบางประการนั้นอาจจะไม่สอดรับกับรัฐธรรมนูญ พูดตรง ๆ ครับคืออาจจะแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญที่ผ่านไปนั้นไม่ได้เป็นไป ในลักษณะอย่างนี้ เราจึงเอามาปรับปรุงทบทวนแล้วเตรียมที่จะเสนอต่อที่ประชุมนี้ เพื่อให้ ที่ประชุมโดยท่านสมาชิกทั้งมวลได้ร่วมกันพิจารณาให้รอบคอบรอบด้าน จากนั้นถ้าท่านสมาชิก ให้ข้อเสนอแนะ ข้อปรับปรุง ข้อคิดเห็น และเห็นพ้องต้องกันแล้วก็คงจะเสนอไปยัง กรธ. หรือ สนช. เพื่อพิจารณาต่อไป ท่านประธานครับ แต่ข่าวที่มันปรากฏผมเกรงว่าท่านประธาน และท่านสมาชิกนั้นจะเสียหายไปด้วย เพราะมีข้อมูลตามข่าวที่ปรากฏเสมือนหนึ่งว่า สปท. เสนอ ความจริงไม่ใช่เลยครับ เป็นเรื่องของกรรมาธิการด้านการเมืองเสนอ แต่ยังไม่ได้ ผ่านความเห็นชอบของ สปท. ผมเลยอยากทำความเข้าใจให้เพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ได้รับทราบโดยทั่วกันว่านี่ยังมิได้เข้าสู่ที่ประชุม เป็นข้อเสนอของ สปท. และเป็นข่าวออกไป ในหน้าหนังสือพิมพ์ดังประมาณ ๑ สัปดาห์นั้นก็คือ ๑. เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง นี่ข่าวปรากฏว่าอย่างนั้น ๒. ให้ คสช. มาควบคุมการ เลือกตั้ง ข่าวปรากฏตามหน้าสื่ออย่างนี้ท่านประธานคงเห็น และนักการเมืองก็ออกมาโจมตี กล่าวหาด่าว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานเสรีและผมพลอยโดนหางเลยไปด้วย ถ้าผม ไม่อยู่ในกรรมาธิการชุดท่านก็จะไม่โดนหางเลข โดนเพราะอยู่กับท่านประธานเสรี กล่าวหาว่า ๒ คนนี้ ท่านประธานเสรีรู้หรือเปล่าครับ ๑. ตัวท่านสอพลอขอตำแหน่งกับเผด็จการ ๒. ข้อเสนอนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปัญญาอ่อน นี่ผมหยิบมาจากสื่อเมื่อกี้นี้ ๓. จิตใต้สำนึกของ ท่านประธานเสรีเผด็จการ ๔. ตกยุค ตกสมัย สุดท้ายครับ อีแอบทางการเมือง ขออภัยนะครับ นี่เขาใช้คำอย่างนั้น มีอีกคำหนึ่งครับท่านประธานผ่านไปยังท่านเสรีเกรงว่าจะไม่ได้ติดตามข่าว มัวแต่ให้สัมภาษณ์เสียเพลิน เขาบอกว่าท่านเป็นไอ้ห้อยไอ้โหน รู้ตัวไหมนะครับ ทั้งหมดเหล่านี้ผมเกรงว่าท่านประธาน และท่านสมาชิกจะเข้าใจผิด ผมกราบเรียนว่า ๑. ไม่ใช่เรื่องของ สปท. โดยตรง ๒. เป็นเรื่องอยู่ในการพิจารณาของกรรมาธิการด้านการเมือง มีประเด็นดังกล่าวนั้นจริง แต่เนื้อหาที่เอามาบิดเบี้ยวกันนั้นหาได้ตรงไม่ แม้แต่ท่านกรรมาธิการในชุดผมเอง ขออภัย ที่เอ่ยนาม ท่านนิกร จำนง นั่งข้างหน้าผมยังด่าพวกผมเลยครับ อยู่ในชุดเดียวกันนี่แหละครับ ท่านจะได้พูดได้ผมพาดพิงไปเสียก่อน บอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ผ่านจากที่ประชุมเลย ความจริง เรื่องนี้ผ่านในที่ประชุมกรรมาธิการ แล้วก็ผ่าน สปท. แล้วด้วย แต่ไม่ได้มาทะเลาะกันนะครับ เพียงแต่ชี้แจงให้ทราบ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานใช้เวลาสักเล็กน้อยเป็นเวลาที่ เป็นประโยชน์มากในสิ่งที่ท่านประธานได้ดำเนินการในวันนี้

ประการแรก ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อทำความเข้าใจต่อท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และบรรดาพี่น้องประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศว่า เป้าหมายอันสำคัญของ กรรมาธิการด้านการเมืองได้ประชุมแล้วมีความเห็นสิริรวมกันแล้วว่า บ้านเมืองเราที่มัน มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงนำมาซึ่งความแตกแยก และเกิดความไม่ปรองดองสมานฉันท์กัน คนแพ้ก็ไม่ยอมแพ้ คนชนะก็อหังการและเหิมเกริม ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เราเห็นว่าหัวใจในการปฏิรูปทางการเมือง ที่เด็ดขาดชะงัดนักก็คือทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นมันสุจริตเที่ยงธรรมให้ได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็น สปช. เป็น สปท. รุ่นเดียวกับผม คสช. ประกาศชัดรวมทั้งรัฐธรรมนูญ ก็เขียน รัฐธรรมนูญชั่วคราวนะครับ ต้องการปฏิรูปให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมและ รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็เขียนไว้ว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไปต้องให้มีการเขียน รัฐธรรมนูญ ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมให้ได้ ท่านประธานเห็นแล้วว่า ปฏิรูปก็ปฏิรูปเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญก็สอดรับสนองเรื่องนี้ พวกเราเห็นเลยว่าตัวบทกฎหมาย จะเขียนเสร็จเด็ดขาดชะงัดขนาดใดก็ตาม ถ้าการปฏิบัติต่อการเลือกตั้งไม่สามารถสัมฤทธิผล ตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายลูกที่เขียนก็เปล่าประโยชน์ พวกเราบอกว่า คสช. มีความประสงค์อย่างชัดเจนที่ต้องการให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมให้ได้ ขณะนี้รัฐธรรมนูญเขียนออกมาแล้วครับ ปราบโกง ปราบการซื้อสิทธิขายเสียง กฎหมายลูก ท่านประธานเสรีและคณะกรรมาธิการด้านการเมืองกำลังสอดรับแบบเสร็จเด็ดขาดสนองกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราได้มีการหารือกันว่าเพื่อให้เกิดความสัมฤทธิผลจริง ๆ มีการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมจริง ๆ เพราะเราได้รับการร้องเรียนจาก กกต. ทั่วประเทศ กกต. จังหวัดนะ ท่านประธานเขารู้หมดว่าหมู่บ้านนั้นกำลังซื้อเสียง ตอนนี้กำลังมีการแจกเงิน ตอนนี้กำลังทำ ผิดกฎหมายบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้แต่งเครื่องแบบ สวมหมวกกันเลยครับ แบ๊ะ แบ๊ะ แบ๊ะ เขาบอกว่ามีตัวบทกฎหมาย แต่ไม่มีกระบอง ไม่มีอาวุธ ไม่มีกำลัง เราก็จะเห็นว่าการเลือกตั้งที่ปรากฏนั้นมีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน แล้วแก้ไขไม่ได้จริง ๆ ไหน ๆ ปฏิวัติแล้วและประกาศชัดตรงนี้ต้องการให้ปฏิวัติครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ในปฏิรูปต้องการให้เลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม พวกเราจึงทำเป็นข้อเสนอไปยัง คสช. ไม่ใช่ให้เขามาควบคุมการเลือกตั้งครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านประธานทราบด้วยเดี๋ยวไม่อย่างนั้นท่านประธานจะเสียหรือเวลา ไปต่างจังหวัดไปชี้แจงเขาจะว่าท่านประธาน เราเขียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ขออภัย ท่านสมาชิก การดำเนินการรัฐประหารของคณะ คสช. เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม มีเหตุผล ประการหนึ่งคือการแก้ปัญหาทุจริตเลือกตั้ง ดังนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งต่อไปในปี ๒๕๖๐ เพื่อป้องกันข้อครหาว่าเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลวและเพื่อให้การ เลือกตั้ง ส.ส. ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นแบบในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คสช. ในฐานะผู้ทำการรัฐประหารจะต้องมีบทบาทอย่างสำคัญดังต่อไปนี้

๑. ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต. ในการควบคุมและดำเนินการจัดการ เลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แปลว่าร่วมมือร่วมใจสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ กำลังต่าง ๆ ทั้งหมด ปล่อย กกต. อย่างเดียวก็เหมือนเสือที่ไม่มีใครกลัว เสือกระดาษครับท่าน กกต. ปัจจุบันนี้กำลังแย่งตำแหน่งประธานกันอยู่ท่านประธานทราบไหม แค่นี้ก็ปวดหัวตายอยู่แล้ว แล้ววันเลือกตั้งจริงปี ๒๕๖๐ ยังแย่งกันไม่จบเป็นอย่างไรครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราเห็นว่า คสช. มีทหาร มีตำรวจ มีข้าราชการ นักการเมืองที่เขา ต้องการ ทุจริตเขาไม่กลัว กกต. ครับ ยิ่ง กกต. จังหวัดนี่พูดกันทั้งเมือง พวกนักการเมือง ดังนั้นถ้า คสช. มีทหาร มีตำรวจ มีข้าราชการอยู่ในมือแล้วหน่วยข่าวในพื้นที่จะขยับเขยื้อน ใครจะซื้อสิทธิใครจะขยับอะไร กอ.รมน. มีหมด ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ถ้า คสช. เข้าไปเสริม เข้าไปเติม เข้าไปสนับสนุน ควบคุมกองกำลังของตัวเอง เสริมงานของ กกต. ท่านประธานว่า ดีไหมครับ อ้าวไม่ตอบ ท่านว่าดีไหมครับ ดีนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะเป็นการเสริม ให้การทำงานของ กกต. นั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นี่คือเป็นข้อเสนอของพวกเรา ถ้าบอกว่า ถึงเวลาเลือกตั้งปล่อยให้ กกต. จัดการกันเอง ไหนล่ะ รัฐธรรมนูญก็มี กฎหมายลูกก็มี แต่ปล่อยให้สัพเพ สัตตากันไปก็ลงไปแบบอีหรอบเดิม ผมจึงอยากว่าไหน ๆ ปฏิวัติทั้งที พวกเราจึงเห็นว่า คสช. ต้องมีส่วนและทำเป็นโมเดล (Model) ให้ปรากฏ

อีกข้อหนึ่งครับท่านประธานครับ ผมพูดไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไรหรอกครับ ท่านประธานอีกนิดเดียวครับ เราเป็นข้อเสนอข้อที่ ๒ ก่อนการเลือกตั้งจริงปี ๒๕๖๐ ไหน ๆ พวก อบต. อบจ. เทศบาล ต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เราหยุดไว้หมด ฟรีซ (Freeze) ไว้หมด เราก็ทำ เป็นข้อเสนอว่า คสช. ลองได้ไหมครับ ก่อนการเลือกตั้งใหญ่จริงให้มีการเลือกตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งจะเป็นเทศบาลหรือไม่ก็ตามทั่วประเทศ ลองเป็นภาค ๆ ดูก่อน ภาคกลางเรียบร้อยไหม จุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน ภาคใต้เรียบร้อยไหม ภาคเหนือ เรียบร้อยไหม พอดูเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็จะรู้เลยว่าเวลาเลือกตั้งจริงทำได้เรียบร้อย มากน้อยแค่ไหน เพียงไร นี่คือเจตจำนงความประสงค์ของกรรมาธิการด้านการเมือง ไม่ได้หวังให้ คสช. ไปคุม กกต. หวังว่าไปเสริม ไปเติม ควบคุมสรรพกำลังของตัวเอง เสริมงาน กกต. ครับ นี่ชัดเจนแล้ว จบแล้ว ประเด็นเรื่องกระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ความจริงแล้ว เป็นความเห็นของท่านอดีต ส.ส. หลายสมัย และท่านสมาชิกเห็นด้วยอยู่ในกรรมาธิการ ด้านการเมือง ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านบอกว่าเรื่องนี้ กกต. นั้นมีหน้าที่ควบคุมกำกับ แต่เวลาการจัดการนั้นน่าจะเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ตกยุค ไม่ใช่ห้อยโหน คสช. แต่ต้องการให้งานออกมาดี เรื่องนี้ผมไม่ต้องอธิบายเพราะคนที่อธิบายได้ดีคือ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ผมขอชี้แจงต่อท่านประธานและที่ประชุมเพื่อให้ท่านสมาชิกและ ท่านประธานได้เข้าใจโดยทั่วกันเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านวันชัยนะครับ ข้อเสนอแนะในเรื่องการทำงานของ สปท. เกี่ยวกับ เรื่องของการชี้แจงความคืบหน้าในการดำเนินการของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ ก็จะนำไป เสนอให้วิป (Whip) สปท. ได้พิจารณานะครับ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีมติและดำเนินการแล้ว คือการแจกเอกสารรายงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย แล้วก็ในส่วนของ กิจการสภาเองนะครับให้กับสมาชิกทุกสัปดาห์ แต่ว่าในกรณีของการชี้แจงในลักษณะเช่นนี้ ก็เป็นข้อเสนอที่ดีมากนะครับจะได้นำไปเสนอในวิป (Whip) ต่อไป

ส่วนที่ ๒ ประเด็นการชี้แจงที่เป็นข่าวแล้วก็พาดพิงถึง สปท. นะครับ โดยสื่อมวลชน ก็ต้องขอบคุณที่ได้สร้างความชัดเจน เพราะว่าข่าวดังกล่าวนั้นเวลาสื่อไป พาดหัวก็จะพาดหัวเป็น สปท. แต่ว่าโดยแท้ที่จริงเมื่อได้ฟังข้อชี้แจงรายละเอียดแล้วก็ กระจ่างขึ้นนะครับ ก็หวังว่าสื่อมวลชนจะช่วยสร้างความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร ผมเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับก่อนที่สมาชิกแสดงความจำนงที่อภิปรายต่อนะครับว่า ในส่วนของรายงาน ๖๕ เรื่องที่ทาง สปท. เห็นชอบ แล้วก็วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ได้เห็นชอบ ไปแล้วนั้นก็เป็นเรื่องที่พิจารณาก่อนหน้าการลงประชามตินะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของ รายงานจากกรรมาธิการด้านการเมืองก็ดีและคณะอื่น ๆ ก็เป็นแผนปฏิรูปครับ ขณะเดียวกัน ส่วนที่ ๒ คือหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้วก็จะประกาศใช้ไม่เกินเดือนพฤศจิกายน นี้นะครับ จะมีภารกิจของเรานอกเหนือจากการจัดทำแผนปฏิรูปให้แล้วเสร็จ ๕๘ เรื่อง ดังกล่าวแล้ว ก็จะมีภารกิจการให้ความเห็นครับ ๑. ก็คือกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอน การดำเนินการปฏิรูปประเทศ เรียกสั้น ๆ ว่ากฎหมายเพื่อการปฏิรูปนะครับ ซึ่งจะต้องตรา ให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ใน ๑๒๐ วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ในส่วนนี้ คณะกรรมาธิการชุดที่ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธานนะครับ เป็นกรรมการชุดพิเศษ ที่ท่านประธานแต่งตั้งขึ้น ก็เตรียมสรุปแล้วก็จะต้องเสนอรายงานเข้าสู่ สปท. ครับ ก็จะเป็น ความเห็นที่เกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปนะครับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ๒. ก็คือร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นเหมือนกฎหมายแฝดอินจันนะครับ ที่จะต้องตราและประกาศใช้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันเช่นกัน หลังจากรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ อันนี้เป็นกฎหมาย ๒ ฉบับที่ผมคิดว่าเป็นความผูกพันและเป็นภาระที่ สปท. จะต้อง ให้ความเห็นนะครับ กฎหมายอีกชุดหนึ่งคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านประธานเสรี ได้แจ้งแล้วมีทั้งหมด ๑๐ ฉบับ แต่ที่เร่งรัดด่วนเพื่อการเลือกตั้ง ๔ ฉบับด้วยกัน ในส่วนนี้ ก็จะมีความเห็นจาก สปท. ก็คือในส่วนของกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็จะได้มีการส่ง เข้ามาสู่วิป (Whip) ซึ่งเข้าใจว่าจะมี ๒ ฉบับ ๒ เรื่องในสัปดาห์นี้ จากนั้นในสัปดาห์หน้า ถ้าวิป (Whip) เห็นพ้องก็จะบรรจุระเบียบวาระ อันนี้จะเป็นความเห็นเพื่อที่จะให้กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเขารับผิดชอบในเรื่องการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไปดำเนินการนะครับ จะไม่เกี่ยวกับในส่วนของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ ชัดเจนว่าในส่วนแผนปฏิรูปที่วันนี้วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ในส่วนของกรรมการที่เป็น สปท. มารายงานให้ท่านได้ทราบนั้นก็เป็นเรื่องแผนปฏิรูป ส่วนความเห็นในเรื่องของร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายใน ๒๔๐ วัน ซึ่งทาง กรธ. เขาจะจัดทำ ก็จะเป็นความเห็นส่วนหนึ่งของเราประกอบ เพราะว่า เขาต้องเปิดกว้างรับฟังจากทุกฝ่ายเหมือนกันนะครับ ก็เลยให้เกิดความชัดเจน ส่วนท่านนิกร จำนง ที่ท่านวันชัยบอกว่าพาดพิง ท่านจองคิวแล้วครับ ท่านจองคิวที่จะได้อภิปราย รวมทั้ง ท่านสมพงษ์ สระกวี แล้วก็ที่มีพาดพิงท่านวิทยา แก้วภราดัย แล้วก็ต่อไปท่านอำนวย เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ช่วยแจ้งชื่อให้ เพราะว่าอยู่ไกลผมไม่ได้ใส่แว่นก็เลยมองไม่ชัด

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานผมขอนิดได้ไหมครับ ค้างนิดเดียวครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวันชัยครับ แล้วก็ท่านนิกร จำนง

นายวันชัย สอนศิริ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเผอิญอยากจะ กราบเรียนเพิ่มเติมนิดเดียวครับ ไม่รบกวนเวลาเพื่อนสมาชิกมากนัก อยากจะกราบเรียน อย่างนี้ว่าเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ตามที่ทางกระผมและท่านประธานเสรี ได้ชี้แจงไปแล้วนั้น กราบเรียนท่านประธานต่อเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องนี้ยังจะต้องนำเข้าสู่ ที่ประชุมแห่งนี้ผมว่าดีมากเลยครับ ท่านที่เคยอยู่กระทรวงมหาดไทย ท่านที่เคยเป็นผู้ว่า ท่านที่เป็นตำรวจ ทหาร จะได้ระดมความคิดเห็นกัน แล้วก็จะออกมาเป็นมติว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยประการใด เพราะข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอของกรรมาธิการเท่านั้น มิใช่ของ สปท. โดยตรง เพราะฉะนั้นผมก็โหมโรงไว้เป็นเบื้องต้น เข้าใจว่าคงจะเข้าสู่ที่ประชุม เร็ว ๆ นี้นะครับ รวมทั้งเรื่องกระทรวงมหาดไทยและเรื่อง คสช. นี้ด้วย ก็กราบเรียน ให้ที่ประชุมได้รับทราบ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่จริงแล้ว อยากจะเรียนว่า ผมเสนอไปว่าจะสอบถามท่านประธานเสียก่อนก็ได้ว่าเรื่องการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นรายงาน ๓ ฝ่าย ทางด้านการเมือง ๒ เรื่อง เรื่องแรกการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เรื่องที่ ๒ การเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยอยู่ระหว่างการนำกราบเรียน แล้วก็จะส่งมอบให้ท่านวิษณุ กับท่านประจินทราบต่อไป เรื่องนี้ผมมาเกี่ยวเนื่องตรงที่ว่าได้มีการประชุม ๓ ฝ่าย แล้วก็ ที่ประชุม ๓ ฝ่ายเห็นด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง ต่อจากนั้น ก็มีการประชุม ๒ ฝ่าย แล้วก็มีการเห็นชอบด้วยกับเรื่องที่กรรมาธิการการเมืองเสนอ เรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ในนั้นมีการยกร่างกฎหมายเพื่อจะมีการปรับให้เป็นหน่วยงาน ที่มาดูแลเรื่องนี้ ท่านรองประธานสุรชัย ประธานกรรมการ ๒ ฝ่ายก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนะครับ ๒ สภาร่วมกันข้างละ ๕ ท่าน ก็คือ สนช. แล้วก็ สปท. แล้วผมอยู่ในนั้นด้วย แล้วก็มอบหมาย ให้ผมเป็นประธาน ขณะนี้เราได้มีการพิจารณากฎหมายตามที่ได้รับความเห็นชอบตามนั้นไป วันพฤหัสที่จะถึงนี้จะเป็นวันสุดท้ายเพราะว่าได้เวลามา ๖๐ วันก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่มาก แล้วก็ล้อไปตามรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนขึ้นด้วย ทั้งมติด้วยนะครับ ขณะนี้กำลังจะเสร็จ ผมก็เลยอยากจะสอบถาม ผมก็ยังงงอยู่ว่าพอเสร็จแล้ว หมายความว่าขณะนี้มีประชุม ๓ ฝ่าย ๓ ฝ่ายเห็นชอบแล้วก็มอบลงไปว่าให้ไปดำเนินการ ๒ ฝ่ายก็ไปตั้ง ๒ ฝ่ายก็คือ สปท. เพราะเป็นกฎหมาย กับ สนช. ไปตั้งอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจขึ้นมาคณะหนึ่ง ผมเป็นประธาน แล้วก็มีการพิจารณาเรื่องกฎหมายยกร่างขึ้นมา ขณะนี้จะสอบถามว่า พอเสร็จแล้วผมจะเสนอไปไหนเพราะกำลังจะเสร็จ ก็คือเสนอกลับไปที่ท่านสุรชัย และจากท่านสุรชัยจะไปไหน แล้วต่อจากที่ไปไหนแล้วอาจจะกลับมา ๓ ฝ่ายหรือเปล่าไม่ทราบ แล้วก็จะไปไหนต่อ นั่นเป็นประเด็นที่ผมจะสอบถามเพื่อความชัดเจน เพราะว่า ในวันพฤหัสบดีนี้ผมจะต้องชี้แจงในฐานะประธานต่อกรรมาธิการทั้งหมดนะครับว่าต่อจากนี้ งานของเราเสร็จแล้วจะไปไหน

ประเด็นต่อไปอยากจะสอบถามท่านประธาน ที่ท่านประธานได้มาชี้แจง ก็ขอบพระคุณมากนะครับ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เดิมเราก็ทำกันไม่ชัดเจน แบบนี้ทำให้ กรรมาธิการแต่ละชุดจะได้รู้ว่าโรดแมป (Road map) ของเราเองไปอย่างไร แล้วผมจะถาม ต่อไปเลยว่าสำหรับผมเป็นพวกปฏิบัตินิยม ผมจะถามว่าขณะนี้เท่าที่ทราบก็คือมีกี่เรื่อง แล้วไปกี่เรื่อง ผมจะถามว่าทั้งหมดนี้ที่เสนอไปโดย สปท. เรานะครับ ไม่ใช่โดย สปช. สปท. นะครับ ขณะนี้ผ่านไปแล้วที่เห็นผลในเชิงปฏิบัติจริง ๆ เช่นมีการไปดำเนินการแล้วจริง ๆ มีการกำหนดงบประมาณไปแล้วให้ดำเนินการตามที่เราเสนอไปโดยกรรมาธิการชุดใดชุดหนึ่ง มีกี่เรื่อง เพราะขณะนี้ที่เราทบทวนมาอยู่ที่ ๖๕ เรื่องและกำลังเสนอตามเข้าไปตรงนี้ ผมยังไม่นับ สิ่งที่ผมจะนับต่อเมื่อมันปรากฏขึ้นมาแล้วเป็นนโยบายและมีการปฏิบัติแล้ว มีกี่เรื่อง นี่เป็นคำถามที่อยากจะขอความชัดเจน เพราะขณะนี้มันไม่สุดทาง ถ้าเราได้ สักกี่เรื่องเราจะได้ไปคุยต่อไปที่เขาถามว่า สปท. ผลงานที่เรามี ไม่ใช่ผลงานในสภาหรือ อยู่รอยเชื่อมระหว่างแม่น้ำ ๕ สายที่ออกไปสู่ข้างนอกแล้วออกทะเลไปหาประชาชนแล้ว หมายถึงออกไปสู่ลำน้ำไปหาประชาชนแล้วมีกี่เรื่อง เรื่องอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง ก็ตรงนี้ จะเป็นตัววัดว่าอย่างที่ผมเคยเสนอแล้วว่ามันไม่สำคัญว่าเราทำอะไรบ้าง มันสำคัญว่าอะไร สัมฤทธิผลบ้าง นี่เป็นคำถามที่ ๒ นะครับ

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นเรื่องการเมืองเมื่อกี้ที่ผมแถลงไปด้วย เป็นเรื่องที่พาดพิงด้วย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าที่จริงแล้วเรื่องนี้จะมาคุยกันในนี้ก็ได้ ที่จริงผมก็เตือนหลายครั้งแล้วว่ากรรมาธิการของเรามีหลายคน มีการเมืองอยู่ในนั้น ผมก็เป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองมา และเราคุยกันตกลงแล้วว่าถ้าเราจะเสนอความเห็น ถ้าแถลงไปในนามกรรมาธิการก็แถลงในนามกรรมาธิการ ขอความกรุณาอย่าไปแถลงในนาม สมาชิก เพราะผมนี่ระมัดระวังมากผมจะไม่เสนอในนามสมาชิก ถ้าเสนอผมบอกนี่เป็น ความเห็นส่วนตัว เพราะอย่างนั้นมันจะลากกรรมาธิการเข้าไปทั้งชุด แล้วนอกจากนั้น เวลาสื่อเขาลงดึง สปท. ไปทั้งชุด เวลาเขาว่ามามันโดนหมด มันโดนทั้งกรรมาธิการด้วย โดนทั้ง สปท. ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็คุยกันหลายครั้งแล้วนะครับ แต่ว่าก็อย่างที่ว่านี่ละก็คือว่าสื่อเอง โทษสื่อสักหน่อยก็ได้นะครับ เวลาจะพูดก็จะไม่บอกว่าใครเป็นใคร จะบอกว่าพาดหัว เพราะมันจะได้แรง แต่เราก็ทราบกันอยู่ว่าก็เป็นแบบนี้มาชั่วนาตาปีตลอดปีตลอดชาติ ทางการเมือง ถ้าไปพูดนี่ ถ้าไม่ชัดจริง ๆ ไม่ย้ำจริง ๆ ก็จะออกเป็นภาพรวมเสมอ ประเด็นเรื่องที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ผมอยากจะเรียนว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ผ่านสภานี้ไปแล้ว ก่อนที่รัฐธรรมนูญจะผ่าน คือเราเสนอขึ้นมา ๖ เรื่อง ๖ แผนปฏิรูป แล้วเสนอไปในนั้น มีรายละเอียดหลายอย่าง เรื่อง คสช. บ้าง เรื่องกระทรวงมหาดไทยบ้าง รวมทั้งเรื่องว่า เราเสนออย่างนี้เสียด้วยซ้ำว่าปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ไม่เอา เขตเป็น ๓ คน เสนอไปครบแล้ว ที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบกับสิ่งนั้น แล้วก็เรื่องนี้เราก็เสนอต่อเนื่องไปยัง กรธ. ถ้าจำได้ ท่านประธานเสรีก็ไปยื่นผมไปด้วย เสนอไปเรื่องเหล่านี้ผ่านสภานี้แล้วจริง ๆ ไม่ใช่ไม่ผ่าน เป็นมติแล้ว แต่เป็นมติที่เสนอไป เป็น กรธ. ให้เขียนรัฐธรรมนูญออกมา เราเสนอเป็นความเห็นของเรา ท่านก็เขียนมาบ้าง ไม่เขียนมาบ้าง ที่เราภูมิใจกันมากก็คือว่ามาตรา ๒๕๘ ข้อ ก (๑) นี่ได้มาเยอะ เราภูมิใจกันมาก แต่หลายข้อ เช่น ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ท่านกำหนดไว้ เราเสนอไปด้วยตอนนั้นว่า ให้กระทรวงมหาดไทยหรือว่าหน่วยงานอื่นมาดูแลการเลือกตั้งแทน กกต. จังหวัด ผมยังจำได้ กกต. จังหวัดไม่ให้มี เราเสนอไปแล้ว แต่ปรากฏว่าทาง กรธ. ไม่ได้เขียนอย่างนั้น ท่านก็เขียน มาว่าให้เป็น กกต. เหมือนเดิม แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น ขณะนี้เรื่องก็รัน (Run) ตาม ดังนั้นพอมาถึงตรงนี้รวมทั้งเรื่อง คสช. ที่คุยกันว่าให้ คสช. มาดูแลมาอะไรพวกนี้เราเสนอกันไป ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับร่างจะออก ขั้นตอนต่อจากนั้นพอรัฐธรรมนูญฉบับร่างออกก็จะให้มี การเขียนกฎหมายลูกครับ ผมเองได้เสนอว่าเราคงยกร่างไม่ได้ตามที่เราเสนอ เพราะในนั้น ถ้าท่านไปดูนี่เราเสนอไปในที่ผ่านสภาแห่งนี้ว่าเราจะยกร่างกฎหมายลูกทุกฉบับ แต่เราทำ ไม่ทัน แล้วเวลามันสั้นมาก เราก็เลยคุยกันในกรรมาธิการว่าเสนอเป็นประเด็น แล้วประเด็น ตรงนี้มีการยกร่างขึ้นมานะครับ ในทั้ง ๔ ร่าง ทำเป็นประเด็นขึ้นมาแล้วจะเสนอแล้วมี รายละเอียดมา ผมก็ได้คุยในที่ประชุมกรรมาธิการว่าทำทุกอย่าง ยกเว้นเราเสนอไปถ้ายัง ไม่มี ผมก็ได้มีโอกาสเห็นบ้างแล้ว บางอย่างที่เราเสนอไป ไม่มี บางอย่างขัดรัฐธรรมนูญ เช่นยกตัวอย่างว่า ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ที่ว่าไม่ต้องมีนี่ตรงนี้เราไม่ต้องเสนอไปแล้ว หรือกระทรวงมหาดไทยนี่ซึ่งมันเปลี่ยนไปว่าเขาชี้มาที่ กกต. แล้ว ดังนั้นส่วนนี้ในเมื่อไม่ต้อง เสนอไป เราจะทบทวนสรุปกันในวันพรุ่งนี้ รายงานทำมาแล้ว ส่วนที่พูดถึงนี่นะครับ เขียนไว้ชัดเจนว่าอยู่ในข้อใด ๆ เช่นบอกว่าให้มีการประชาสัมพันธ์ ข้อนี้ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัด ที่เขียนไว้ยังไม่แอปพรูฟ (Approve) นี่นะครับ ที่จะสรุปวันพรุ่งนี้ เขียนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดหรือดำเนินการ ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นและการออกเสียงประชามติ บอกให้ กกต. นี่ร่างนะครับ มอบให้ กระทรวงมหาดไทยเป็นคนทำ ซึ่งเรื่องนี้วันพรุ่งนี้ผมจะชี้ว่าทำไม่ได้ ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ กกต. ทำ นี่เป็นเรื่องเดิมที่ค้างอยู่ จริง ๆ ในข้อนี้นี่นะครับ เขียนไว้ในข้อ ๗ ในร่างที่จะคุยวันพรุ่งนี้ว่าหลักเกณฑ์ประการอื่นให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๕๐ ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ฉบับผ่านประชามติ หมายความว่าอะไรก็ได้ แต่ที่มันขัดต้องถอดออกหมด นี่เป็นหลักการนะครับ ร่างตรงนั้นแผนอันนั้นผ่านสภาไปก่อน แล้วชัดเจนนะครับ สุดท้ายเรื่อง คสช. คสช. มีระบุในแผนนี้เหมือนกันนะครับ ในร่างแผนนี้ นะครับว่าในการดำเนินการก็มีการพูดว่าเพื่อให้รักษาความสงบตามความเห็นของเรา แล้วก็บอกอย่างนี้ว่าให้ คสช. นี่นะครับ ในฐานะผู้ทำรัฐประหารจะต้องมีบทบาทสำคัญ ดังต่อไปนี้ ๑. ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ในการควบคุมและ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นี่เป็นเรื่องที่เป็นความเห็นเดิม แต่ประเด็นที่ผมจะเสนอในที่ประชุมวันพรุ่งนี้นี่ผมจะเสนอว่าเรื่องนี้เขาชี้ไปที่ กกต. แล้ว คสช. เองตามมาตราที่มีการกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญ ประธานขอเวลานิดเดียวเรื่องนี้ จะมีนัยสำคัญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ มีประชามติไปแล้วบอกว่าให้ คสช. คงอยู่และ มีอำนาจเดิมจนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่นะครับ ซึ่งเรื่องนี้ในมาตรานี้คือดูแลเรื่องความมั่นคง ซึ่งถ้ามีปัญหาเรื่องการเลือกตั้งเขาก็เข้ามาดูแลได้ ถ้ามีปัญหากระทบกระเทือนเรื่อง ความมั่นคงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่การมาชี้แบบนี้นี่เท่ากับว่านำไปสู่ว่าเหมือน คสช. นี่ลงมา กำกับดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ ผมจะแย้งแบบนี้ แสดงว่าทั้งหลาย ทั้งปวงท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วก็ไม่ควรจะมาพูดกันในนี้ ควรจะพูด ในกรรมาธิการ แต่ในเมื่อมีการเสนอออกไปแล้วภาพเป็นแบบนี้แล้วก็ต้องชี้กันตรงนี้แหละ คือเหมือนที่ว่าแล้วว่าบางเรื่องพอออกไปมันไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่จบ แล้วพอเราชี้เราก็เลยโดน แบบนี้เพราะเขาถล่มมามันโดนทั้งหมด ผมน้อยใจอยู่เหมือนกันเพราะว่าบางทีบางเรื่อง เสนอไปผมนี่เป็นนักการเมือง ผมรู้เรื่องหลายเรื่อง แล้วเหมือนเราเป็นหัวหลักหัวตออยู่ นะครับ เรื่องบางเรื่องนี่เราเสนอความเห็นแล้วโหวตกัน เหมือนเรื่องปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) นี่โหวตกัน ผมได้ ๑๓ ผมจำได้ว่าได้ ๑๑ ต่อ ๑๓ แพ้กัน ๒ เสียง ผมก็เลยถอยมาเสีย ว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องเอาตามว่าเป็น ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ไม่ต้องมีก็ได้ ส่งเข้าไป แต่สุดท้ายก็ไม่ปรากฏ แล้วก็เงียบในฐานะว่ามันเป็นประชาธิปไตยในกรรมาธิการ แต่พอท่านประธานออกไปพูดมันก็เลยกลายเป็นกรรมาธิการพูดทั้งหมดไป กลายเป็น สปท. ทั้งหมดไป แบบนี้ต้องกราบขอความกรุณาว่าเราก็อยู่สภากันมาพอสมควรมันก็เลย มีเรื่องแบบนี้ ก็ลองคุยกันเสียให้เข้าใจ กราบเรียนด้วยความเคารพ มีคำถาม ๒ คำถามครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ เราอยู่ในวาระของการรับทราบรายงานแนวทาง การดำเนินการของกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนะครับ ซึ่งใคร่ขอความร่วมมือในกรณี ที่จะซักถามหรือเสนอแนะในประเด็นดังกล่าว ส่วนที่ผมอนุญาตในกรณีของประเด็นเป็นข่าวนั้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องซึ่งสมควรต้องให้โอกาสในการชี้แจง แต่ว่าขอเพียงท่านที่ถูกพาดพิง หรือเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะอนุญาตตามนี้ สำหรับท่านต่อไป ขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ก็นาน ๆ ทีนะครับ ได้มีโอกาสรับทราบรายงานการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย หลังจากที่ได้อ่านเป็นเอกสารแล้ว อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เรื่องความคืบหน้าการทำงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนั้น เป็นเครื่องชี้ชัด ชัดเจนว่าการทำงานของการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ได้คืบหน้าไปประการใดบ้าง ที่จริงแล้วผมก็อยู่ในสภาแห่งนี้ จะพูดจาให้มากความหรือจะ ไปเอาความของคนภายนอกมาพูดซ้ำเติมในที่ประชุมแห่งนี้ก็เห็นจะไม่ควร แต่อย่างไรก็ตาม ครับท่านประธาน ผมอยากจะพูดถึงเจตจำนงของสภาแห่งนี้และเจตจำนงของหัวหน้า คสช. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมาและเวลาที่เหลือ สิ่งหนึ่ง ที่ท่านพูดตลอดก็คือว่ามุ่งหวังที่จะทำการปฏิรูปประเทศ ถ้าพูดไปแล้วก่อนหน้านี้ ก่อนการ ยึดอำนาจสังคมไทยก็พูดถึงเรื่องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่สังคม ก็ต้องถามครับ ว่านี่ ๒ ปีผ่านและการเลือกตั้งในปีหน้า ปี ๒๕๖๐ นี้ก็ย่างเข้า ๓ ปีผ่าน การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งที่หัวหน้า คสช. เป็นเจตจำนงได้กล่าวไว้ และเจตจำนงของสังคม ส่วนข้างใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าอยากเห็นการปฏิรูปประเทศและอยากเห็นการปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นคำถามถึงสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือไม่ก็ตาม จะถามตรงถามอ้อม หรือคิดว่าสังคมจะถามก็ตาม แต่ต้องเป็นจิตสำนึกครับ ท่านประธาน และผมเชื่อว่าเป็นจิตสำนึกของสมาชิกเราทุกคน ว่าเข้ามาเพื่อมาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการบอกกับตัวเอง บอกกับสภาและบอกกับสังคมภายนอก อย่างยืดเยื้อ อย่างเยิ่นเย้อ อย่างเต็มไปด้วยหัวข้อ ว่าทำไปร้อยกว่าหัวข้อแล้วนะ และรัฐบาล รับไปดำเนินการ ๖๕ หัวข้อแล้วนะ ท่านประธานคิดว่าพอหรือครับ ภาษาแบบนี้ ทำไมผมไม่ได้พูดว่านายธีรยุทธ บุญมี ที่ออกมาวิจารณ์เรื่องการปฏิรูปนี่ว่าปฏิรูปได้แต่โคน ไม่ถึงราก มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งก็จัดตั้งสภาปฏิรูปภาคประชาชนขึ้นมาเคียงคู่กัน แล้วก็พูดบางเรื่องพูดซ้ำด้วยนะครับ พูดซ้ำกับที่เราพูด แต่ก็สมควรที่เขาจะพูดซ้ำ ผมยกตัวอย่างในรายงานฉบับนี้ท่านประธาน ในรายงานของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญ มีความสำคัญมาแต่วันเริ่มต้น ทำให้สภาแห่งนี้ มีสีสันมาก ผมจำคำอภิปรายของ ขอเอ่ยนามก็แล้วกัน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ได้ นั่นก็คือการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งท่านประธานทราบดีนี่ครับว่าการปฏิรูปตำรวจนั้นอยู่ในความสนใจของประชาชน มากมายขนาดไหน และองค์กรตำรวจนั้นเป็นองค์กรใหญ่ปัญหาเยอะ เพราะฉะนั้นเมื่อคิดจะ ปฏิรูปตำรวจนั้นจึงได้รับการตอบรับจากสังคมโดยรวม รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ผมจำได้ว่า นายกรัฐมนตรีออกมาพูดว่าเห็นด้วยกับ สปท. ในเรื่องที่จะทำการปฏิรูปตำรวจ เมื่อการ ปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ เมื่อศึกใหญ่มันใช้ ๑๐๐ แผนการจะทำ ศึกใหญ่ แต่ สปท. เรานี่จะมีสักแผนการหนึ่งไหมที่บอกได้ว่าลุล่วงแล้ว ผมอ่านภาษาเขียน ในรายงานฉบับนี้ก็คือว่าอยู่ในระหว่างการติดตามพิจารณา ขออนุญาตท่านประธานผมเอา เอกสารไปวางไว้ไหน หน้า ๒ เลย เรื่อง การวางแนวทางมาตรการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจอันเป็นผลงานของ สปท. เราเลย นี่เป็น ๑ ใน ๑๐๐ แผนนะครับ แค่ ๑ ใน ๑๐๐ แผนมาถึงต้นเดือนกันยายนนี้ใช้คำว่า ให้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ แต่ละหัวข้อจบลงตรงนี้ทั้งสิ้น เรื่องระบบแพทย์ฉุกเฉินก็ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ เรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร ก็ติดตามความคืบหน้า การดำเนินการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงได้เริ่มต้นว่าคำว่า ปฏิรูป นั้นนี่มันเป็นเรื่อง เจตจำนงอันแรงกล้า รุนแรง เด็ดขาด ดุดัน ทำได้ต้องทำทันที สังคมถึงได้รับรู้คำว่า ปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งพอเป็นแบบนี้ถ้าตั้งคำถามกันตื้น ๆ เลยนี่ ชาวบ้านถามว่า พวกคุณ ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งอะไรบ้าง ตอบว่าอย่างไรครับนี่ ก็เสนอไปแล้วละครับ ๑๖๙ เรื่อง รัฐบาลรับดำเนินการแล้วละครับ ๖๙ เรื่อง พูดอย่างนี้หรือครับ ถ้าถามว่าปฏิรูปตำรวจที่ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน พูดเป็นที่ประทับใจของที่ประชุมแห่งนี้ ผมรู้ครับว่าปฏิรูป ตำรวจมันต้องใช้ ๑๐๐ แผนการ มี ๑๐๘ หัวข้อ แต่ ๑ หัวข้อในรายงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนี้ใช้คำว่า ติดตามความคืบหน้าดำเนินการ ยิ่งอ่าน ยิ่งอ่านนี่นะครับ ก็เต็มไปด้วย ระบบ ระเบียบราชการทั้งสิ้น ผมจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าพูดไปมันหยิกเล็บเจ็บเนื้อ จริง ๆ เหมือนด่าพวกเรากันเองหรือด่าตัวเอง เราจะปฏิรูปได้ยากยิ่งถ้ายังเดินกันอยู่ในระบบ ระเบียบราชการแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอยู่ในวงการเมืองมายาวนาน ท่านเรียนรู้ การบริหารราชการแผ่นดินที่จะทำงานให้ชาติบ้านเมืองว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ตั้งหลายวิธี เพื่อให้การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งได้ลุล่วงไปทีละแผน ๆ โดยไม่ต้องสนใจ แต่เรื่องระเบียบราชการอย่างเดียว ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งก็แล้วกัน การแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ของคนในชาติ เรื่องการปรองดอง เรื่องที่นักศึกษาเข้าป่า แล้วการฆ่าฟันกันของคนในชาติ ท่านประธานครับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ใช้คำสั่งแค่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๓ พลิกแผ่นดินเรื่องการปรองดองของประเทศนี้ไปได้เป็นความจดจำมาถึงทุกวันนี้ นั่นก็หมายถึงว่าถ้าคิดจะปฏิรูปนอกจากจะไปแก้กฎหมายกันตามขั้นตอนแล้วท่านประธาน คำสั่งนายกรัฐมนตรีก็ศักดิ์สิทธิ์พอ ๖๖/๒๓ เป็น ๖๗/๕๗ เป็น ๖๘/๕๙ เป็น ๙๐/๖๐ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่จะพลิกแผ่นดินนี้เพื่อการปฏิรูปก็ทำได้นี่ครับ มาตรา ๔๔ ก็ทำได้ โดยมาตรา ๔๔ นี้แม้สังคมจะสนใจแต่เรื่องโยกย้ายข้าราชการที่โกง หรือถูกกล่าวหาว่า คดโกง สด ๆ ร้อน ๆ นะครับ ผมนี่คิดถึงประธานกรรมาธิการเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เหลือเกิน เพราะเสนอเรื่องอะไรไปนี่ผมดูแล้วถูกตอบโต้กลับมาทุกทีไม่ว่าจะเสนอปฏิรูป การศึกษาอะไร แต่ปรากฏว่ามาตรา ๔๔ นี้ออกทันทีเมื่อประชาชนสับสนเรื่องการสนับสนุน ศาสนาว่าไม่สนับสนุนศาสนาอื่น มาตรา ๔๔ ก็ออกว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐธรรมนูญนี้ ให้การสนับสนุนศาสนาทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม ทำไมออกเป็นมาตรา ๔๔ ได้ล่ะครับ แม้กระทั่งเรื่องความสับสน เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี ว่าจะครอบคลุมจากไหน ไปไหน อะไรอย่างไร เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดยังออกมาตรา ๔๔ ได้เลยครับ ท่านประธาน ผมสรุปนะครับท่านประธาน จึงอยากจะถามว่าเหมือนท่านนิกร จำนง ทุกประการ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเสนอไปแล้วกี่เรื่อง กี่ร้อยเรื่อง และกำลังดำเนินการ อยู่กี่สิบเรื่อง แต่อยากจะถามว่าที่เป็นมรรคเป็นผลเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นคำสั่ง นายกรัฐมนตรีแล้วกี่เรื่อง ซึ่งเป็นข้อเสนอการปฏิรูปของเราที่เป็นมาตรา ๔๔ แล้วกี่เรื่องที่ เป็นข้อเสนอของเรา หรือแม้กระทั่งเป็นกฎกระทรวงหรือเป็นกฎหมาย อย่างกฎหมายนี่มันมี ขั้นตอน แต่ผมจะยกตัวอย่างเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะอภิปรายต่อที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ได้ผ่านมติเรื่อง พ.ร.บ. การปฏิรูประบบพรรคการเมืองให้เป็น สถาบันทางการเมืองของประชาชน ผมจำวัน เวลา ไม่ได้ แต่รู้ว่าหลายเดือนแล้วที่ผมขึ้นไป นั่งข้างบนนั้นในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองนั้นจะปฏิรูประบบพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน ทางการเมืองของประชาชน มติเป็นเอกฉันท์ผ่านไป ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน เป็นอย่างไรครับ หลังจากผ่านสภานี้ไปแล้วเป็นอย่างไรครับ ผมก็ติดตามสิครับ แต่ที่น่าสนใจที่สุดที่อยากจะ ถามประธานเสียงดัง ๆ ก็คือว่าท่านประธานทราบดีนี่ครับว่าเรื่องระบบพรรคการเมือง หรือจะปฏิรูปพรรคการเมืองนั้นมันต้องไปเป็นกฎหมายประกอบ กฎหมายลูก ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องผ่านไปสู่ กรธ. จะเป็นคนพิจารณาร่าง และ กรธ. ก็มีเวลาอันจำกัด กำลังรับฟังความคิดเห็นของทุกฟากฝ่าย ผมถามท่านประธานครับ เวลาที่เรา สปท. จะส่งเรื่องให้ กรธ. พิจารณานี่ ปรากฏว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายครับจัดลำดับเฉยเลย วันที่ ๓๑ สิงหาคม ไม่มีเรื่องพรรคการเมือง วันที่ ๗ กันยายน ไม่มีเรื่องพรรคการเมือง วันที่ ๑๔ กันยายน ไม่มี วันที่ ๒๑ กันยายน ไม่มี มีเรื่องอะไรบ้างครับนี่ ประธาน ลองอ่านดูสิครับ คือเรื่องเหมือนจะรอได้ แต่เรื่องที่รอไม่ได้วิป (Whip) ๓ ฝ่ายต้องรีบสรุป และต้องรีบนำเสนอ กรธ. คือเรื่องระบบพรรคการเมืองไปบรรจุไว้ในวันที่ ๒๘ กันยายน แต่ขณะเดียวกันไปเอาเรื่องการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการไปเข้า ก่อนวันที่ ๓๑ เอาเรื่อง การขับเคลื่อนบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อะไรอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเลยอยากจะถามว่าแค่การจัดระเบียบเรื่องเข้าประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไม่มีเซนส์ (Sense) เลยหรือครับว่าเรื่องอะไรเร่งด่วน เรื่องอะไรต้องไปส่งไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายอื่น

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยกรุณาสรุปครับ

นายสมพงษ์ สระกวี

ดังกฎหมายพรรคการเมือง อันนี้เป็นข้อสุดท้ายนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เรากำลังแบกภารกิจคำว่า ปฏิรูป ประเทศ ไว้บนบ่า พอ ๆ กับที่นายกรัฐมนตรีก็แบกภาระคำว่า ปฏิรูปประเทศ ไว้ และพอ ๆ กับความประสงค์ซึ่งจะฟังก็ไม่ได้ ไม่ฟังก็ไม่ได้ไม่เป็นไร ก็คือคำว่า ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ไว้บนบ่าของพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ต้องเร่งรัดละครับ ต้องเรียนลัดละครับ ต้องผลักดันลัด ๆ กันหน่อยละครับ ใช้กลไกเท่าที่เป็นอยู่ขอให้ สัมฤทธิผลเป็นสำคัญครับ เรื่องตัวเลขพอแล้วนะครับ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี ครับ เผอิญเป็นเรื่องที่ต้องชี้แจงตอนนี้ครับ เพราะว่าคำอภิปรายของท่านนั้นมีหลายประเด็นที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายจะต้องชี้แจง และบางเรื่องก็ไปพาดพิงถึงแม่น้ำสายอื่นด้วย ข้อมูลที่ท่านได้รับอาจจะไม่ครบถ้วน แต่ว่าต้องเรียนชี้แจงอย่างนี้ว่าในการดำเนินการของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายการจัดระเบียบวาระ เป็นไปตามรายงานของ สปท. ที่ส่งไป ซึ่งเชื่อว่า สปท. ได้เห็นความสำคัญแล้ว แล้วก็ส่งไป นะครับ ซึ่งจากความสมบูรณ์ของรายงาน เพราะฉะนั้นการจัดระเบียบวาระนั้น ก็ถือว่า สมเหตุสมผล ส่วนเรื่องประเด็นเรื่องพรรคการเมืองและเรื่องอื่น ๆ นั้น ความจริงในส่วนของ การผลักดันเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศจะไม่ได้อยู่ในส่วนเฉพาะช่องทาง สปท. เท่านั้น ทางรัฐบาลโดย ครม. โดย คสช. หรือว่า สนช. หรือ กรธ. เขาดำเนินการปฏิรูปต้นน้ำ ได้เหมือนเราครับ ถึงได้ย้ำว่าขอให้เข้าใจนะครับว่าการทำงานของ สปท. เราในยุคนี้ ในโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ เป็นการทำงานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) ไม่ใช่ สปท. มาผูกขาดว่าเป็นองค์กรเดียวที่จะเสนอการปฏิรูปประเทศ ขอให้เข้าใจตรงกัน และความจริง รัฐบาลได้ปฏิรูปประเทศมาก่อนหน้าที่จะเกิด สปท. ด้วยซ้ำไป คือในโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ถ้าท่านจำได้นะครับ ตั้งแต่พฤษภาคมปี ๒๕๕๗ จนถึงกันยายนปี ๒๕๕๘ เราเรียกว่าโรดแมป (Road map) การปฏิรูปประเทศระยะที่ ๑ โดยแม่น้ำ ๕ สายตอนนั้น มี สปช. และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านบวรศักดิ์นะครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เข้าสู่ ยุคการขับเคลื่อนแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ทำงานร่วมกันแบบทีมเวิร์ก (Teamwork) เลยนะครับ เรามีแผนแม่บทปฏิรูปประเทศที่เรียกว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปของ สปช. ส่งมอบ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อเดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๘ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงตั้ง สปท. ขึ้นมาอย่างไรครับ เพื่อมาแปลงจากพิมพ์เขียวนั้นมาเป็นแบบก่อสร้างเลยคือวิธีการปฏิรูป และการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง มันไม่เหมือนการเปิดสวิตช์ (Switch) ไฟ เปิดปิด ได้ทันที กรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายทราบดีทุกคนครับ เวลาเข้าไปในการพิจารณาวิป (Whip) ๓ ฝ่ายทุกเช้าวันพุธนี่ครับ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปอะไรก็ตาม ส่วนราชการที่มาแม้แต่หน่วยงานราชการหลักอย่างที่ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ได้กล่าวถึงว่ามีอยู่ ๖ หน่วยงานหลัก ไม่ว่าสภาพัฒน์ สภาความมั่นคง ก.พ. ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ อยู่ตรงนั้นหมดครับ แผนปฏิรูปที่เราเข้าไป ก็จะมีข้อท้วงติงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นด้วย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีทุกแผนเลย ไม่ได้หมายความว่าเราเสนออะไรไปแล้วเขาจะเห็นพ้องต้องกันหมดครับ แม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจจะเห็นพ้องต้องกันส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องฟังว่าแผนนี้ เป็นคำตอบสุดท้ายหรือเปล่า แต่ผมเรียนเพิ่มเติมนะครับว่านี่คือกระบวนการทำงานเพื่อที่จะ ทำให้เป็นยุคของการปฏิรูป เรามีรัฐประหารมา ๑๓ ครั้ง ๑๔ ครั้ง มีรัฐธรรมนูญมา ๑๙ ฉบับ มีครั้งไหนไหมครับที่ปกติพอรัฐประหารเสร็จก็ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็เลือกตั้ง แล้วก็วนเวียนอย่างนี้ตลอดชีวิตของพวกเรา แต่ครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม มีการตั้ง สปช. เสร็จแล้วมาตั้ง สปท. แล้วก็ตั้งกลไกอย่างที่ผมและคณะ ได้รายงานไปว่ามีกลไกฟันเฟืองอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อที่จะให้การเปลี่ยนผ่านการปฏิรูป ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งเป็นไปได้มากที่สุด

ส่วนประเด็นว่าข้อเสนอของท่านนั้นดีมาก ก็คือว่าการติดตามว่าไปถึงไหนแล้ว ในรายงานนั้นเป็นรายงานที่ฝ่ายเลขานุการร่วมนะครับ คือในวิป (Whip) ๓ ฝ่าย มีฝ่าย เลขานุการร่วม ก็คือท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม

๒. ก็คือว่าในส่วนของ สปท. เองก็ได้มีการสรุปรายงานให้วิป (Whip) ซึ่งประธานกรรมาธิการทุกคณะอยู่ในวิป (Whip) สปท. ครับ และเรายังได้สรุปรายงาน อย่างนี้ให้ท่านสมาชิกทุกสัปดาห์ ซึ่งถ้าท่านได้อ่านติดตามท่านจะทราบถึงความคืบหน้า ขณะเดียวกันในส่วนวิป (Whip) ๓ ฝ่ายของเราก็จะได้นำข้อเสนอของท่านไปดำเนินการ ก็คือการอัปเดต (Update) ว่าร่างกฎหมายไปอย่างไร แล้วก็ข้อเสนอเชิงการใช้อำนาจ ทางบริหารไปถึงไหน มีมติคณะรัฐมนตรีมีอะไรต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ทางวิป (Whip) ๓ ฝ่าย โดยเลขานุการร่วม ซึ่งผมได้ชี้แจงไปแล้วว่าท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย คือท่านรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ท่านเตรียมนัดมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ของทุกกระทรวง คือวันนี้แผนการปฏิรูปมันลงไปถึงในระดับหน่วยปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นก็ถึงขั้นที่ว่า หน่วยปฏิบัติจะต้องรายงานกลับแล้ว แต่เพื่อให้พร้อมกันเลยท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ก็เชิญมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ของทุกกระทรวงมาประชุม ซึ่งในวาระโอกาส ดังกล่าวผมก็จะขอให้เชิญประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของเรา ไปร่วมประชุมด้วย จะได้ทำงานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) และรู้เท่ารู้ทันกันในเรื่องของ การขับเคลื่อน

ส่วนประเด็นตัวอย่างแล้วกัน เรื่องของการปฏิรูปที่ท่านถามว่ามีอะไรที่ จับต้องได้ มันไปมากแล้วครับ ในชีวิตการทำงานผมเป็นรัฐมนตรีหรือเป็น ส.ส. แล้วพวกเรา ก็เป็น ส.ว. เป็นอะไรมานี่ และรับราชการกันมา ก็ทราบดีว่าการตรากฎหมายก็ดี หรือการจะ แก้ไขเพื่อให้เกิดการปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ง่าย ในขณะที่ประเทศเพิ่งพ้นวิกฤต มาอยู่ก้นเหวแทบจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว แทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองแบบซีเรีย ๒ ไปแล้ว เรามาถึงวันนี้เพียง ๒ ปี ท่านถามเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งต้องยอมรับว่ายากมาก และเป็นปัญหาหมักหมมสะสมมา ใครเป็นรัฐบาลก็บอกจะปฏิรูปก็ไม่เห็นทำ มิหนำซ้ำ บางครั้งก็เอาตำรวจไปเป็นเครื่องมือรับใช้ทางการเมือง ซึ่งไม่ถูกต้องเลยขาดระบบคุณธรรม อย่างสิ้นเชิง เราเสนอแผนปฏิรูปไปท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านวิรัช ชินวินิจกุล แสดงให้เห็นภาพรวม ๙ แผนปฏิรูป บันได ๙ ขั้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จากนั้นคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว ก็มีการตั้งอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ มีท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน ท่านก็ทยอยทำแผนมาผ่านคณะกรรมาธิการชุดใหญ่เข้า สปท. ไป ๓-๔ แผนแล้ว เมื่อเข้ามาแล้วไปพิจารณาในชั้นวิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๓ ฝ่ายเห็นชอบ วันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำแผนปฏิรูปตำรวจ โดยเอาแผน สปท. ไปประกอบ แล้วก็นโยบายของรัฐบาลส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ ครม. ไปตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนมิถุนายนครับ ทั้งหมด ๑๐ แผน ของเรา ๙ เขามี ๑๐ ส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์สอดคล้องต้องกัน วันที่ ๒๑ มิถุนายนคือวันประกาศดีเดย์ (D-day) ปฏิรูปกิจการตำรวจครับ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก็ว่าได้ สตช. โดย ผบ.ตร. เชิญตำรวจระดับบริหาร ๒,๐๐๐ กว่าคนประชุมกันที่เมืองทอง แล้วก็มีทั้งหมด ๑๐ แผน สั่งให้ผู้ช่วย ผบ.ตร. ๑ คนรับไป ๑ แผนเลยครับ เผอิญเรามี พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นสมาชิกของเราด้วย รายงานให้เรา ทราบตลอด รายงานให้วิป (Whip) ๓ ฝ่ายทราบถึงความคืบหน้า เพราะฉะนั้นเรื่องแรกก็คือ การปฏิรูปโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นการอำนวย ความยุติธรรมในต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม แล้วก็เรื่องการแต่งตั้งอย่างที่เราได้เสนอ แผนไป ตอนนี้เรือออกจากท่าเดินหน้าแล้ว แต่มันไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน ชั่วข้ามคืนหรอกครับ ปัญหามันหมักหมมสะสมมามากเหลือเกิน เรื่องคอร์รัปชันนี่ ท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีเลยเมื่อเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นสัปดาห์เศษท่านนายกรัฐมนตรีเอาเข้า ครม. เลยครับ ครม. เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคอร์รัปชัน เป็นศาลแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จากนั้นก็เข้า สนช. ผ่าน สนช. วาระที่ ๓ วันที่ ๑๖ มิถุนายน นี่ก็เป็นวันประวัติศาสตร์อีกอันหนึ่ง เราจะมีศาลชำนัญพิเศษปราบคอร์รัปชันภาคเอกชน และราชการ เพราะการคอร์รัปชันในวงการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าตัด ๒ ขานี้ นักการเมือง เป็นรัฐมนตรีจะมาคอร์รัปชันเอง ถ้าไม่มีข้าราชการ ไม่มีเอกชน พ่อค้าที่ไปร่วมด้วยช่วยกัน คอร์รัปชันเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางศาลยุติธรรมท่านก็เดินหน้าเต็มที่ครับ เดิมท่านตั้งใจ จะทำเป็นแค่แผนก แต่หลังจากที่ สปท. โดยท่านประธาน สปท. ของเราและ ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี และ สนช. เดินหน้าเช่นนี้ ๑ ตุลาคม ปีงบประมาณใหม่ นี่ครับ อีกไม่กี่วันข้างหน้าศาลคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก กระจายไป ๘ ภาค รวมทั้ง ส่วนกลาง เรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าเราต้องติดตามข่าวสารนะครับ จะพูดคลุมว่าไม่เห็นมีอะไร คืบหน้านี่ผมคิดว่าไม่ได้นะครับในฐานะที่เราเป็นสมาชิก สปท. ๒. ก็คือว่าประเด็นอื่น ๆ นี่ ความจริงคงใช้วาระอื่น ไม่อยากใช้เวลามากนัก แต่ว่าเผอิญท่านสมาชิกอภิปรายหลาย ประเด็นที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องชี้แจงเดี๋ยวนี้ แล้วก็หวังว่าท่านจะเข้าใจ ยังมีเรื่องการปฏิรูป การศึกษา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี่เดินหน้าไปไกลมาก เราเสนอเรื่อง อาชีวศึกษาทวิภาคี ท่านก็เดินหน้าขอท่านนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ สั่งควบเลยครับ อาชีวศึกษา เอกชน และรัฐ สั่งควบเลย อาชีวศึกษาทวิภาคีเดินหน้าเต็มสูบแล้วนะครับ แล้วก็ขณะเดียวกันการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนขนาดเล็ก จาก ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนประถมศึกษา วันนี้ควบรวม บริหารจัดการแบบใหม่ บูรณาการนี่ ๕,๐๐๐ กว่าแห่งแล้วครับ ในช่วงปีกว่านี่ครับ เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจทางบริหารหรือการใช้กฎหมายพิเศษ มาตรา ๔๔ ที่ใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อการปฏิรูปนี่ใช้มาก ผมคิดว่าเราอาจจะทำ ปรึกษาท่านเสรีนะครับ แล้วกรรมาธิการ วิป (Whip) ในส่วน สปท. จะพยายามสรุปภายใน ๒ สัปดาห์ เอารายงานจากทางกรรมการ ในฝ่ายเลขานุการร่วมของ ครม. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประกอบกับกระทรวง ทบวง กรม ที่จะส่งรายงานผ่านทางมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ต่อไปทุก ๑๕ วัน ผมได้ขอ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายไว้ว่า ขอท่านประธานว่าถ้าทางมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) นี่รายงานท่านนายกรัฐมนตรี ขอว่ารายงานนั้นเมื่อเข้า ครม. ก็ขอให้รายงานเข้าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย จะได้มาส่งให้กับ สปท. เรา เพราะคนทำงานก็ต้องการความคืบหน้าอย่างที่ ท่านสมพงษ์ได้ทวงก็ถูกต้องแล้วนะครับ หรือว่าที่ท่านนิกร จำนง ได้ทวงก็ถูกต้องแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ แล้วก็ต่อด้วยท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ขอเชิญท่านอดีตเจ้ากรมการพลังงานทหารครับ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ผมขออนุญาตกล่าวในประเด็นแค่ ๒-๓ ประเด็น นะครับ เวลาไม่เท่าไร ในประเด็นของผมนี่ก็คือขอขอบคุณ แล้วก็ชื่นชมและให้กำลังใจ นะครับ สำหรับเรื่องที่ผมขอขอบคุณนั้น ผมเคยอภิปรายในสภานี้เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ในการประชุมครั้งที่ ๒๗ ในเรื่องของการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศ ในสภาแห่งนี้ ซึ่งได้อภิปรายเสนอแนะว่าคณะกรรมการ ประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนี้สำคัญที่สุด หลังจากที่เราได้เสนอเรื่องผ่านสภาแล้วต้องติดตาม แล้วก็มีการนำความคืบหน้ามาชี้แจงในสภาของเราเพื่อให้เรารับทราบ สมาชิกรับทราบทั่วกัน แล้วก็สื่อถึงประชาชนภายนอกด้วยว่าเราทำอะไรกันบ้าง มีปัญหาติดขัดอะไร เพื่อให้พูด เหมือนกันนะครับ ตอนนี้ต้องขอขอบคุณโดยเฉพาะท่านประธานกับท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านเสรี ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ท่าน พลเอก ธวัชชัย คุณหญิงพรทิพย์นะครับ แล้วก็โดยเฉพาะ คุณสร้อยทิพย์ด้วยนะครับ ซึ่งผมว่าเรามาถูกทางแล้วนะครับ ซึ่งผมเสนอไปเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว ผมเข้าใจครับ ๓ เดือนนี่มันเป็นเรื่องทางธุรการและเป็นเรื่องของการประสานงาน เรื่องที่ต้อง ผ่านวิป (Whip) ต่าง ๆ มาชี้แจงครั้งนี้เป็นสิ่งที่ดี และผมขออนุญาตในประเด็นนี้ผมว่า น่าจะทุกเดือนนะครับ แล้วก็ควรที่จะลงรายละเอียดอย่างที่ท่านสมพงษ์ท่านชี้แจงไปว่า ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามี ๓ เรื่อง ๖๐ เรื่อง ๒๐ เรื่องแล้วก็จบ ไม่ใช่ ควรที่จะชี้แจงด้วยว่าตอนนี้ เรื่องถึงไหนแล้วนะครับ กฎกระทรวงว่าอย่างไร แก้ตรงไหน เรื่องเข้า สนช. แล้วหรือผ่าน กระทรวงอะไรแล้ว คือชี้แจงเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับแล้วติดขัดอะไรก็ขออนุญาตเสนอ ในประเด็นนี้นะครับ สำหรับเรื่องบางเรื่องเมื่อไปชี้แจงที่นี่แล้ว ตั้งแต่เช้าเราใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมง ถ้าฟังดูให้ดีเหมือนประเด็นเดียว ผมขออนุญาตว่าถ้าเสียเวลาแล้วนี่ในวาระนี้ก็ควร จะทุกเรื่องที่ประชาชนควรจะทราบ ไม่ใช่ลงเรื่องเดียว เรื่องเดียว เรื่องเดียว ๓ ชั่วโมง บางครั้งก็เป็นเรื่องของกรรมาธิการเท่านั้นเองนะครับ อันนี้ควรอยู่ในกรอบของวาระประชุม จริง ๆ เรื่องนี้นะครับ ขอให้เวลาน้อยประชาชนเขารับฟังและพวกเรารับฟังกันอย่างถูกต้อง เรื่องเดียวกัน ใช้เวลาให้ถูกต้อง ผมมีประเด็นชี้แจงท่านประธานนะครับ สรุปว่าก็ชื่นชมและ ขอขอบคุณท่านครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก่อนไปท่าน พลตำรวจโท อำนวยนะครับ เผอิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ถูกพาดพิงมาตั้งแต่ต้นก็เลยจะขออนุญาตท่านอำนวยว่าเดี๋ยวขอท่านวิทยาสั้น ๆ แล้วก็ต่อด้วยท่านอำนวย นิ่มมะโน แล้วก็สุดท้ายสรุปท่านชูชัย ศุภวงศ์ ขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย คงใช้เวลาไม่นานนะครับ แล้วก็มีประเด็นสั้น ๆ ๒ ประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับ เพื่อนสมาชิก สปท. ทั้งหมด ๓ วันที่ผ่านมามีข่าวพาดหัวสื่อมวลชนแล้วก็เป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ครับ ซึ่งสมาชิก สปท. ทุกคนอาจจะต้องมีส่วนเข้าไป เกี่ยวข้องด้วย ก็คือมีข่าวว่า สปท. เสนอให้กระทรวงมหาดไทยคุมเลือกตั้ง อีกสักวัน ก็กลายเป็นเพิ่มมาว่า สปท. เสนอ คสช. คุมเลือกตั้ง ทั้ง ๒ ประเด็นพอเปิดตัวบุคคลมา ก็ลงบนหัวท่านเสรีกับท่านวันชัย แล้วก็โดนกระแสกระหน่ำจากนักการเมืองครับ บอกว่า สปท. ชะเลีย ที่จริงเรื่องทั้ง ๒ เรื่องครับ ต้องยอมรับสารภาพครับว่าผมเป็นคนเสนอครับ และไม่ได้เพิ่งเสนอวันสองวันนี้ครับ นำเสนอต่อสภา สปท. ตั้งแต่เปิดใหม่ ๆ เลยครับ เพราะกรรมาธิการการเมืองมีภารกิจไม่เหมือนกรรมาธิการชุดอื่นครับ ภารกิจกรรมาธิการการเมืองสั้นกว่าเพื่อนครับ แล้วก็ต้องเร็วกว่าเพื่อน แล้วก็ต้องไปก่อนเพื่อน กรรมาธิการการเมืองยุ่งอยู่กับกฎหมายไม่กี่ฉบับครับ ๑. กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งหมด เราเสนอไว้ในตอนเขายกร่างรัฐธรรมนูญครับ พวกผม ท่านประธานสภามีบทบาท มีประสบการณ์การทำงานของ กกต. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เราเสนอไว้ ในชั้นกรรมาธิการในการยกร่างรัฐธรรมนูญครับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีภารกิจ มากเกินไป สิบกว่าปีที่ผ่านมา กกต. จึงไม่สามารถปราบการซื้อเสียงได้ ปราบการทุจริต การเลือกตั้งได้ กรรมาธิการการเมืองเสนอแบ่งเบาภารกิจคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราเสนอแบ่งเบามีอะไรครับท่านประธาน ท่านประธานทราบดี ครับว่า กกต. จัดตั้งขึ้นเพราะข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แล้วมีเป็นมาเฟีย (Mafia) ใหญ่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม เราตั้ง กกต. มาวันนั้น เราให้อำนาจ กกต. มากครับ ๑. ให้ไปจัดการเลือกตั้ง ๒. ให้ควบคุมการเลือกตั้ง และ ๓. ที่สำคัญครับ ให้เป็นศาลวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ตัดสินใบดำ ใบแดง เลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่กรรมาธิการการเมืองเสนอครับ เราเสนอว่าเป็นไปได้ไหมการจัดการเลือกตั้งซึ่งต้องใช้ คนเป็นล้านคนนี่ให้หน่วยงานอื่นเขามาจัดการ แล้วเราเสนอรุกเข้าไปถึงขั้นว่าการเลือกตั้ง ส.ส. ควรเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทุกส่วนราชการ ทุกองค์กรต้องออกมาช่วยกัน เราพูด ยกตัวอย่างครับว่า เป็นไปได้ไหมครับว่าการจัดการเลือกตั้งให้กระทรวงมหาดไทยเขาไปทำ กกต. เป็นคนกำกับกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง พอพูดถึงกระทรวงมหาดไทยครับ วิญญาณนักการเมืองบางประเภทก็สวมวิญญาณเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว กระทรวงมหาดไทยวันนี้ ถามผู้ว่าที่นั่งอยู่ในสภานี้ดูครับ กระทรวงมหาดไทยวันนี้กับมหาดไทยเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว แตกต่างกันอย่างมหาศาล วันนี้ไม่มีกรมตำรวจอยู่ในกระทรวงมหาดไทย วันนี้ไม่มีกรมอัยการ อยู่ในกระทรวงมหาดไทย วันนี้ไม่มีกรมราชทัณฑ์อยู่ในกระทรวงมหาดไทย วันนี้ไม่มี กรมแรงงาน วันนี้ไม่มีกรมโยธาธิการ วันนี้ไม่มี รพช. อยู่ในกระทรวงมหาดไทย มหาดไทย เป็นกระทรวงเดียวที่โดนกระจายอำนาจมากที่สุดครับ ผู้ว่าก็ไม่ได้เป็นประธาน อบจ. แล้วครับ วันนี้มีนายก อบจ. แล้ว นายอำเภอไม่ได้เป็นประธานสุขาภิบาลแล้วครับ เขามีนายกเทศบาล แล้ว ร่างทรงของกระทรวงมหาดไทยที่สิงวิญญาณของคนบางประเภทยังหลงเข้าใจผิดกับ กระทรวงมหาดไทยเมื่อก่อนครับ วันนี้กระทรวงมหาดไทยเบาที่สุดครับ คนที่เป็นผู้ว่ารู้ตัวดี ครับว่าจะสั่งใครในจังหวัดแทบจะไม่ได้ เป็นแค่ตุ๊กตายกตัวอย่างขึ้นมา และท่านเสรีนำตุ๊กตานี้ นำเสนอต่อสาธารณะมาเป็นลูกระนาดเลยครับ เราจะให้ กกต. ทำทุกอย่างก็ได้ครับ ถ้าการเมืองคิดว่าสนุกกับ กกต. วันนี้เราเสนอ ใน กรธ. ไป แต่การผ่า กกต. ล้มเหลวหมดครับ เขาไม่ฟังสภา สปท. ซึ่งผ่านจากสภานี้ไปเลย เพราะใน กรธ. มีอดีต กกต. นั่งอยู่ ๒ ท่าน ไม่มีการแตะอำนาจ กกต. แม้แต่นิดเดียว นอกจากไม่แตะยังเพิ่มด้วยครับ จาก ๕ คนเพิ่ม เป็น ๗ คน จาก ๗ คน ออกใบเหลือง ออกใบแดง ยังออกใบม่วงแถมได้อีก เพราะฉะนั้น กรรมาธิการการเมืองไม่มีทางอื่นครับ เมื่อรัฐธรรมนูญไปล็อกหมดให้ กกต. เราก็หาทางมา ในกฎหมายลูกอีก ๔ ฉบับ ผมเรียนท่านประธานครับ เห็นใจท่านสมพงษ์ครับที่ทวงถาม หลาย ๆ เรื่องจากท่านประธาน ท่านประธานครับ กรรมาธิการการเมืองมีเรื่องที่ทำอีก ไม่เยอะครับ กฎหมายลูก ๔ ฉบับ หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ๑. กฎหมาย เลือกตั้ง ส.ส. ๒. กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ๓. กฎหมายพรรคการเมือง ๔. กฎหมาย กกต. และ ๕. กฎหมายการปกครองท้องที่ หมดกฎหมาย ๕ ฉบับนี้ภารกิจการเมืองจบครับ เรื่องอื่น ๆ เขามีกรรมาธิการแต่ละด้านต้องทำต่อ แต่ถ้าจบ ๕ เรื่องนี้เมื่อไรยุบกรรมาธิการ การเมืองได้เลยครับ เพราะฉะนั้นเป็นความเร่งด่วนทั้งหมดที่จะต้องพิจารณาเรื่องของ คณะกรรมาธิการการเมืองให้แล้วเสร็จก่อนที่ กกต. จะยกร่างกฎหมาย กกต. ก่อนที่ กรธ. ของอาจารย์มีชัยจะยกร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ส.ส. และก่อนที่ทุกอย่างจะจบ เพราะถ้าจบแล้วครับยุบคณะกรรมาธิการการเมืองได้ ไม่มีเรื่องทำแล้วครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าที่ต้องขึ้นมาพูดวันนี้เพราะยืนยันครับว่าแนวคิดทั้งหมดเป็นแนวคิดที่กรรมาธิการ การเมืองพยายามเร่งงานให้กับสภาเพื่อให้ทันกับการปฏิบัติการจริง ๆ เราทำตั้งแต่ รัฐธรรมนูญครับ เสนอไปหลายประเด็นไม่ได้รับการสนองตอบ ไม่เป็นไรครับ เหลือช่อง สุดท้ายกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ถ้าทำไม่ได้ก็จบครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานเสรี หรือท่านวันชัย หรือผมก็เตรียมตัวกลับบ้านก่อนคณะอื่นครับ เพราะภารกิจ เราเหลือไม่ยาวแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน นะครับ อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค ๑

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกลำดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ บรรดาเพื่อนสมาชิกครับที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจ ๙ เรื่อง ๙ แผน ผ่านไปแล้ว ๔ ขณะนี้ สตช. ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปทำการปฏิรูปในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการจะต้องออกเป็นกฎหมาย แตกจาก ๙ เป็น ๑๐ จริง ๆ แล้วก็เรื่องของงบประมาณไปแตกเป็นสวัสดิการ ตรงกันเกือบทั้งหมดนะครับ ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจจะเป็นมรรคเป็นผลแน่นอนครับ และที่สำคัญยิ่งครับที่ผมเฉย ๆ ในช่วงหลังนี้เพราะว่ารัฐธรรมนูญผ่าน เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านเป็นเกียรติกับสำนักงานตำรวจ แห่งชาติอย่างยิ่งครับ เขียนไว้เป็นการเฉพาะในมาตรา ๒๖๐ ขออนุญาตท่านประธานอ่านและ ผมจะอ่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ ผมจะไม่อ่านอีกแล้วครับ ในการปฏิรูปตำรวจบอกว่าให้มี คณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง องค์ประกอบ ประกอบด้วย

(๑) ผู้ทรงคุณวุฒิมีความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์และ ไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อนเป็นประธาน

(๒) ผู้เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติรวมอยู่ด้วย มีจำนวนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเป็นกรรมการ

(๓) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์ และไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน มีจำนวนเท่ากับข้อ ๒ เป็นกรรมการ

(๔) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและอัยการสูงสุดเป็นกรรมการ

วรรคต่อมาครับ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

จะอ่านจากหน้าไปหลังหรือหลังไปหน้าความหมายก็ไม่เปลี่ยนครับ แปลว่า หนึ่งปีหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญปลายปีนี้ ปลายปีหน้า ต้องปฏิรูปตำรวจให้เสร็จ ในเรื่องที่ต้องแก้กฎหมายต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งปี มาก่อน รัฐบาลอีกครับ การปฏิรูปตำรวจเสร็จก่อนรัฐบาล นั่นก็แปลว่าการปฏิรูปตำรวจชัดเจน กว่าเพื่อนเพราะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกราบขอบพระคุณที่กังวลครับ ผมเลยเฉย ๆ ส่วนในเรื่องของการขับเคลื่อนที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย เช่น การจัดระเบียบในการ รับแจ้งความ ในการสอบสวน ขับเคลื่อนไปแล้วครับ เริ่มต้นกันแล้วครับ ทำกันหลายเรื่อง แล้วครับ ดังนั้นนำเรียนเรื่องตำรวจผมคงเรียนเท่านี้ครับ แต่เรื่องที่ผมจะขออนุญาต ท่านประธานอีกนิดเดียว ก็โชคดีสัปดาห์ที่ผ่านมาครับผมท้องผูก ความดันขึ้น กินยาก็ไม่ลด เพราะมันมีประเด็น แล้วผมก็วิงวอนให้รีบประชุมสภาจะต้องพูดเรื่องนี้ครับ ประเด็น เมื่อสักครู่นี้ก็ขอบคุณท่านวันชัย สอนศิริ ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ ท่านก็ออกมาพูดแล้วว่า เรื่องเหล่านั้นไม่ใช่มติ ไม่ใช่ความเห็นจากสภา สปท. ก็คือประเด็นหลายคนพูดมาแล้วครับ ผมพูดอีกนิดเดียวเท่านั้นเองครับจะให้ คสช. กับ กกต. มาจัดการเลือกตั้ง นี่ไปโยนเผือกใส่ คสช. นะ เผือกร้อนด้วย ต่อมาก็บอกว่าให้มหาดไทยอีก ไปโยนเผือกใส่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีก เผือกร้อนด้วย บวกมันร้อนด้วย ฟักร้อนด้วย หรือเปล่าไม่ทราบ แล้วต่อมาก็จะไปยุบ กกต. จังหวัดอีก เหล่านี้ข่าวมันออกไปชัดเจนครับว่า ไปจาก สปท. เมื่อสักครู่ท่านวันชัย สอนศิริ อาจารย์วันชัยพูดแล้วว่าไม่ใช่นะครับ สื่อไปแก้ข่าว ให้ด้วย ผมเป็น สปท. ผมเสียหายด้วยครับ ผมไม่เคยคิดที่จะทำอย่างนั้น ไม่เคยคิดที่จะไป ร่างกฎหมายแข่งกับ กรธ. เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการที่จะออกกฎหมายลูก หน้าที่ที่จะออก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยนักการเมือง กรธ. เขาทำครับ แล้วเรารอตอนที่เขาให้เราเสนอความเห็นประกอบเถอะครับ หรือถ้าหากว่า อยากที่จะปฏิรูปให้มันเป็นมรรคเป็นผลเอาเข้าสภานี้ให้ผ่านไปจากสภาแล้วค่อยแถลงข่าวว่า สปท. เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ผมได้อภิปรายก่อนเถอะครับ ดังนั้นผมขอความกรุณาครับ ถ้าหากว่าใครคนใดคนหนึ่งที่จะไปชี้แจงต่อสาธารณชน บอกให้ชัดครับว่าความเห็นส่วนตน หรือความเห็น ๓ คน หรือความเห็นคณะ ไม่ใช่ สปท. เหมือนกับตำรวจละครับ จะถอด เครื่องแบบ จะแต่งเครื่องแบบ ขออนุญาตครับ จะแก้ผ้าก็ยังเป็นตำรวจอยู่ ดังนั้นถ้าพูดโดย ไม่บอกตัวตนว่าผมพูดในฐานะใดเขาก็เข้าใจว่าพูดในฐานะตำรวจ เพราะฉะนั้นบอกให้ชัดว่า ที่ผมพูดนี้เป็นความเห็นของผมนะครับ อย่างนั้นผมจะได้หายท้องผูก วันนี้มาฟังท่านวันชัย รับในสภาว่าไม่ใช่ความเห็นของ สปท. เป็นความเห็นส่วนตน ผมขอบคุณ สื่อไปแก้ให้ด้วย เพราะว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาต่อว่าชัดเจนครับว่า สปท. เองก็สับสนพออยู่แล้วอย่าสร้าง ความสับสนขึ้นอีกนะครับ ต้องขออภัยครับถ้าหากว่าคำพูดของผมจะทำให้ท่านหนึ่งท่านใด ไม่สบายใจนะครับ ที่ผมพูดไปก็เพื่อความถูกต้องชอบธรรมและเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรานะครับ ต้องขอโทษและขออภัยอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากว่าทำให้ท่านใดไม่สบายใจ แต่ผมสบายใจแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็อดีตเลขาธิการแพทยสภาหลายสมัยนะครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ นะครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธาน ที่อธิบายกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการทำงานทั้งหมดให้ได้ทราบ เราฟังแล้วเข้าใจชัดเจน นะครับ แต่ว่าผมมีข้อสังเกตที่อยากเสนอเพื่อให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เท่าที่ความสามารถจะมีอยู่นะครับ ผมเป็นข้าราชการมาจนเกษียณราชการในตำแหน่ง สุดท้ายแล้วรู้ว่าระบบราชการมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่เป็นปัญหาต่อการปฏิรูปประเทศอย่างไร ผมจะใช้เวลาไม่นานนะครับ ในกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการ ที่ท่านประธานเสนอ มีความตอนหนึ่งบอกว่าเสร็จแล้วส่งไปให้กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง คือปกติส่งไปหมด เป็นงานคล้าย ๆ รูทีน (Routine) นะครับ ผมอยากให้กลับมาพิจารณาตรงที่ท่าน สปท. พลเอก ชูศักดิ์ได้เสนอวิธีการทำงาน ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่ากระบวนการทำงานของ สปท. เราในกรรมาธิการแต่ละชุด เราจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ หรือเจ้าของเรื่องมาปรึกษาหารือแล้ว ทีนี้ถ้าเมื่อผ่านเข้าไปใน ๓ ฝ่าย แม่น้ำ ๓ สายเสร็จแล้ว ส่งไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีหรือส่งไปตรงจุดใดจุดหนึ่งแล้วยังจะต้องส่งไปให้กระทรวงต่าง ๆ ให้ความเห็นอีก ผมคิดว่าอันนี้คือสิ่งที่มีการวิจารณ์ในระบบราชการว่าเรดเทป (Red tape) นะครับ อันนี้จะเป็นกระบวนการ ผมอยากให้ท่านประธานซึ่งอยู่ในกระบวนการนี้ลองช่วย พิจารณานะครับว่าเราจะตัดขั้นตอนนี้ออกไปได้อย่างไร เพราะว่ามีกระบวนการมีส่วนร่วม ตั้งแต่ต้นแล้ว

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าการประชุมวันนี้ดีมากนะครับ ทำให้สมาชิกทั้งหมด ถ้าไม่ไปติดประชุมกรรมาธิการนะครับ คือในช่วงวาระที่สำคัญเช่นนี้ควรจะงดประชุม กรรมาธิการ เมื่อกี้ผมก็ไปประชุมกรรมาธิการแล้วก็ลงชื่อไว้แล้วโทรตามก็มาไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ผมอยากจะเรียนว่าควรจะมีการประชุมลักษณะเช่นนี้เป็นระยะ ๆ นะครับ ตามความเหมาะสม เช่นถ้าบอกว่าวันอังคารไม่มีวาระประชุมอะไรเลยนี่ ผมคิดว่าเป็นโอกาส อันดีที่จะนำเข้ามาหารือกันแล้วก็สมาชิกจะได้ช่วยตามกันทัน แต่ว่าจุดสำคัญที่อยากจะเสนอ ก็คือว่าอย่าไปถ่ายทอดสดเลยครับ ท่านประธานท่านคงทราบดีครับเพราะอยู่ในสภามานาน ผมก็สังเกตบางส่วนแค่นั้นเองว่าถ้าถ่ายทอดสดแล้วพฤติกรรมการอภิปรายจะเป็นอีกแบบหนึ่ง และระยะเวลาในการใช้การอภิปรายก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนการทำงาน ของสมาชิกใน สปท. เราควรจะหารือกันในแวดวงของเรา โดยที่ไม่จำเป็นต้องถ่ายทอด เสร็จแล้วขั้นตอนอย่างไรก็เสนอต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นกระบวนการวิธีการทำงานหารือกัน ในห้องประชุมนี้โดยที่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องถ่ายทอด มีอยู่ครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่ผมมาทราบตอนหลังว่ามีการถ่ายทอดสด แล้วก็มีกระบวนการอะไรต่าง ๆ ที่ทำให้ภาพของ สปท. ออกไปแล้วดูไม่ดีครับ ซึ่งในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ว่าไม่ทราบจะทำอะไรได้นะครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้ามี การประชุมลักษณะอย่างนี้อยากให้มีการประชุมรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ๆ แล้วก็ ถ่ายทอดเฉพาะภายในห้องนี้ครับ

ประเด็นสุดท้ายอยากจะเรียนรบกวนฝ่ายเลขาอย่างนี้ครับว่าสไลด์ (Slide) ที่นำเสนอที่ท่านประธานเสนอเมื่อเช้านี้ แล้วก็พิมพ์เป็นเอกสารแล้ว ถ้าบอกว่าไปแขวนไว้ ในเว็บพาร์เลียเมนต์ (Web parliament) แล้วนี่ ผมอยากให้ช่วยแขวนไว้ในไลน์ (Line) ของ สปท. ประชาสัมพันธ์ด้วยครับ ซึ่งใช้เนื้อที่ไม่ถึง ๑ ตารางนิ้ว แล้วก็สามารถที่จะใส่ สไลด์ (Slide) ทั้งหมดลงไปได้นะครับ ก็อยากขอความกรุณาแล้วก็ สปท. ประชาสัมพันธ์ อยากให้ท่านประธานย้ำว่าเป็นเรื่องของประธาน รองประธานที่จะสื่อต่อสมาชิก บางครั้งก็มี อะไรรุงรังมาก ถ้าไม่เตือนกันบ่อย ๆ เดี๋ยวคนอื่นก็ต้องเสนอตามนะครับ ผมมีเรื่องที่เสนอ เพียงแค่นี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภาครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทางวิป (Whip) ผ่านทางท่านประธานที่ให้มีการประชุมในลักษณะเช่นนี้ แต่สิ่งที่ผมเสียดายก็คือเสียดาย ที่ทางท่านประธาน หรือทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้แจ้งให้กับทางสมาชิกได้ทราบก่อนว่า รูปแบบที่เราจะประชุมในวาระนี้จะเป็นในลักษณะแบบนี้ เพราะผมก็ได้ศึกษาใน ระเบียบวาระการประชุมนั้น เรื่องนี้ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้ง ต่อที่ประชุม วาระ ๑.๒ เพราะฉะนั้นรูปแบบในลักษณะเช่นนี้นั้นจริง ๆ เป็นรูปแบบ ที่ถ้าสมาชิกได้ทราบก็อาจจะมีการงดประชุมของกรรมาธิการแต่ละคณะ เพื่อที่เราจะมา ร่วมกันระดมสมองให้เรื่องนี้เกิดประโยชน์โพดผลมากที่สุด อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็พิจารณา แล้วเห็นว่าเรามาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วก็ผมอภิปรายเป็นคนสุดท้ายก็พยายามที่จะเติมเต็ม ในสิ่งที่เห็นควรที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานของ สปท. ในอนาคต ต่อไป ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาเอกสารที่ทางท่านรองประธาน เข้าใจว่าท่านรองสอง หรือใครก็แล้วแต่ที่เป็นผู้จัดทำเสนอให้สมาชิกได้ศึกษาดูแล้วก็เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมมาติดใจแล้วก็เห็นด้วยกับสมาชิกบางท่านที่ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ท่านก็ได้ทวงถาม ท่านได้อภิปรายซักถามขอคำตอบ ขอความเห็น ขอความเข้าใจว่า สิ่งที่เราได้จากการประชุมในวันนี้ขออย่าเป็นเพียงแค่ตัวเลขว่าขั้นตอนต่าง ๆ ที่ทาง สปท. ได้ดำเนินการไปในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ นั้นมีเรื่องอะไรบ้าง ท่านแบ่ง ออกมาเป็นหมวดหมู่ ผมอ่านดูแล้วผมก็พอเข้าใจ ผมไม่ติดใจดังที่ท่านสมาชิกบางท่าน ได้อภิปรายไปว่า แล้วอย่างไรต่อ ตัวเลขต่าง ๆ ที่เราได้รู้ ได้เข้าใจว่าหมวดนี้เสนอไปที่รัฐบาล เสนอไปที่วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่ายแล้วอย่างไรต่อ สิ่งที่สมาชิกสงสัยผมเข้าใจว่า ไม่แตกต่างจากสิ่งที่สื่อมวลชนหรือสิ่งที่ประชาชนข้างนอกเขาสงสัย เขาก็สงสัยว่าประมาณ ปีหนึ่งแล้วที่ สปท. ทำงานมาแล้วอย่างไรต่อ นอกจากจะได้ตัวเลขว่าเวลานี้เรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านวิป (Whip) ไปแล้ว ๖๕ เรื่องโดยประมาณแล้วอย่างไรต่อ มีเรื่องใดบ้างที่สำเร็จ ผมไม่แปลกใจว่าทำไมแม้แต่สมาชิกของเรายังสงสัย แล้วทำไมประชาชนข้างนอกเขาจะ ไม่สงสัย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมเชื่อ และผมยังแน่ใจว่าสิ่งที่ทาง สปท. สมาชิกทุกท่านและ ท่านประธานได้ร่วมมือกันทำนี่มาถึงวันนี้แล้วทุกคนทุกท่านได้ทำงานร่วมมือร่วมใจกัน อย่างเต็มที่แล้ว ตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ สภาแห่งนี้ สปท. มีหน้าที่ เปรียบเสมือนทิงก์แทงก์ (Think tank) เปรียบเสมือนเป็นผู้ให้คำแนะนำ เป็นผู้เสนอแนะ รับพิมพ์เขียวมาจาก สมช. ดังที่ท่านประธานได้กล่าว แล้วเอามาแปลงให้เป็นรูปแบบ ที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป ก่อนจะก่อสร้างต้องทำอย่างไร ต้องขอใบอนุญาต พอเอา พิมพ์เขียวมาแล้วมาเขียนแปลนแล้วเอาไปก่อสร้างเลยคงไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะมี หน้าที่ออกใบอนุญาตก็คือส่วนราชการหรือผู้ปฏิบัติต่าง ๆ คือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั่นเอง สิ่งนี้ละครับที่ผมค่อนข้างจะกังวลและผมเห็นว่าเมื่อมาถึงวันนี้ที่รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในอนาคตกำลังจะประกาศใช้นั้นรูปแบบการทำงานที่ สปท. จะขับเคลื่อนดำเนินการต่อไปนั้น อาจจะต้องมีการปรับเพื่อให้การดำเนินงานกระชับเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น จะกระชับและ เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ก็โดยการร่วมมือร่วมใจกับทางกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ผู้ปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง เพราะผมไม่เชื่อว่าแผนปฏิรูปต่าง ๆ ที่เราทำเสนอไป นั้นจะประสบความสำเร็จได้ถ้าผู้ปฏิบัติคือกระทรวงต่าง ๆ เขาไม่หยิบจับมาดู หรือดูแล้ว เขาไม่สนใจ หรือสนใจแล้วเขาบอกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องทำ เอาไว้ก่อน หรือเอาไว้ก่อน แล้วก็บอกว่าขอไปศึกษาพิจารณาดูก่อน คำว่า ขอไปศึกษาพิจารณาดูก่อน นั่นแหละครับ ถ้าภาษาชาวบ้านเขาบอกว่า ก็คือขอดองไว้สักพักหนึ่ง จะดองชั่วคราวหรือดองถาวรอันนั้น ไม่ทราบ ผมจะขอความกรุณาให้เวลาผมนิดหนึ่ง ยกตัวอย่างกฎหมายจะขับเคลื่อนอะไร ก็แล้วแต่ถ้าจะให้เกิดความจีรังยั่งยืนนั้นคงจะเป็นรูปแบบของการขอความร่วมมือจากทาง กระทรวงนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีทางสำเร็จ หรือสำเร็จก็ไม่ยั่งยืน ถ้าจะให้ยั่งยืนในระยะหนึ่ง คือการออกเป็นกฎหมาย ถ้าจะให้ถาวรขึ้นอีกระดับหนึ่งก็คือการออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมภูมิใจครับที่ สปท. ได้ช่วยขับเคลื่อนจนกฎหมายสำเร็จ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว ๑ ฉบับ ผมเน้นขีดเส้นใต้คำว่า ๑ ฉบับคือพระราชบัญญัติศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีทั้งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญา คดีประพฤติผิด ประพฤติมิชอบ มีทั้งจัดตั้งศาล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดความถาวรแน่นอน แต่ผมถามว่า กฎหมายที่รอการพิจารณา รอการดำเนินการให้สำเร็จนั้นมีอีกหลายสิบฉบับครับ สนช. เวลานี้งานเขาก็ท่วม ท่วมสภาด้วยซ้ำ ผมคุยกับ สนช. หลายท่านเขาก็บอกว่า กฎหมายลำพัง ของเขาที่มาจากรัฐบาลพิจารณากันไม่หวาดไม่ไหว ทำงานกันแทบไม่ทันแล้ว

– ๓๙/๑ กรรมาธิการตั้งทับซ้อนกันไปทับซ้อนกันมาจนทำงานแทบไม่ทันแล้วจนต้องตั้ง สนช. เพิ่มขึ้นอีก ๓๐ คนในรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข และนับประสาอะไรกับกฎหมายปฏิรูป อีกตะกร้าใบใหญ่ ๆ ที่เราจะเสนอหรือส่งไปให้รัฐบาลพิจารณาและจะส่ง สนช. ต่อในอนาคต เขาจะเอาเวลาที่ไหน เอาคนที่ไหน เอาพละกำลังที่ไหนมาผลักดันกฎหมายที่เราจะเสนอ ในอนาคต ตอนแรกผมก็โล่งใจว่าอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าไม่สำเร็จในช่วงสมัยนี้ยุคนี้ เรากำลังมี กฎหมายอีกฉบับหนึ่งตามมาตรา ๒๕๙ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลองประกาศใช้ ซึ่งชื่อย่อ ๆ ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเข้าใจว่าท่านยงยุทธ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่านได้ถูกตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาทำกรอบ ผมเน้นคำว่าทำกรอบ เพื่อจะเสนอให้กับรัฐบาลต่อไปในอนาคต แต่ผมได้ฟังท่านประธาน สปท. ได้พูดเมื่อเช้า ผมก็ยังไม่สบายใจนะครับถ้าทางท่านประธานอลงกรณ์ได้ช่วยกรุณา ท่านบอกว่ากฎหมาย ฉบับนั้นที่ สปท. จะทำขึ้นไปเสนอรัฐบาลพิจารณาเป็นการเสนอแนะจะทำเป็นแผน เป็นขั้นตอนเป็นวิธีการ แต่ประเด็นปฏิรูปอยู่รัฐธรรมนูญ ๒๕๘ แล้วเราจะไม่เสนอไป เพราะฉะนั้นตอนแรกที่ผมคิดว่ากฎหมายต่าง ๆ หรือการปฏิรูปต่าง ๆ ที่เราจะเสนอไป อันไหนถ้าไม่ทันผมได้เคยเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเราไปใส่ไว้ในกฎหมายแผนขั้นตอนการปฏิรูป ประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือประเด็นต่าง ๆ ลอกเอามาตรา ๒๕๘ มา ก ข ค ง จ ฉ เอามาใส่ และสิ่งไหนหรือกฎหมายฉบับไหนที่เราเสนอไปแล้วและไม่แน่ใจว่า สนช. เขาจะทำ ได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ๒ ปี ๓ ปีก็ไม่เสร็จกฎหมายของตัวเองก็มีเยอะแยะ มากมาย และกฎหมายของเราอีกเกือบ ๕๐–๖๐ ฉบับ เขาจะเอาเวลาเอาคนที่ไหนไปทำ ให้เราเอาไปใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนั้น แต่ท่านประธานบอกว่าอันนั้นเราไม่ทำเราจะทำ แค่แผนวิธีการ ตัวชี้วัดหรืออะไรต่าง ๆ แต่ประเด็นที่จะปฏิรูปที่จะใส่เอาไว้เราจะไม่ใส่ เรายังไม่ทำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอย่างนี้ครับผมขออนุญาตเรียนเสนอว่าทำไปเถอะครับ ถึงอย่างไรก็แล้วแต่เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้รัฐบาลก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำกฎหมาย ฉบับนี้ จะมีกฤษฎีกาหรือว่ามีสภาพัฒน์หรือมีใครก็แล้วแต่มาร่วมเป็นคณะกรรมการ แล้วเขาก็จะพิจารณารูปแบบต่าง ๆ หมวดต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับนั้น ประเด็นปฏิรูป เขาก็ต้องควรจะถามมาที่เราหรือถามไปที่กระทรวงต่าง ๆ ว่ากระทรวงนั้นมีประเด็นปฏิรูป อะไรบ้างที่จะเอาใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนั้น เพราะฉะนั้นขอให้ใส่ไปเป็นกรอบกว้าง ๆ ว่า ประเด็นไหนที่เราจะปฏิรูปบ้าง

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ ท่านได้มีการกล่าวว่าทางรัฐบาลโดย ท่านนายกได้กรุณาตั้งให้มีผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบประเด็นปฏิรูปต่าง ๆ หรือประสาน ความร่วมมือกับวิป (Whip) ของ สปท. หรือวิป (Whip) ๓ ฝ่ายที่เรียกว่ามิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ผมขออนุญาตเสนออย่างนี้ครับว่ามิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) นั้น นอกจากจะเสนอประเด็นวิธีการหรือว่าสรุปประเด็นปฏิรูปต่าง ๆ นำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว อยากจะขอสำเนาหรืออะไรก็แล้วแต่รูปแบบที่กฎหมายอนุญาตเสนอส่งมาที่ สปท. ให้เราได้ รับทราบว่าสิ่งที่มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) โดยความเห็นชอบของกระทรวงนะครับ ผมขีดเส้นใต้คำว่า โดยความเห็นชอบของกระทรวง ส่งไปแล้วเขาเสนออะไรไป เขาเสนอว่า เรื่องนี้ทำได้ เรื่องนี้ทำไม่ได้ เรื่องนี้มีแต่ ๆ อย่างไรบ้างเพื่อ สปท. กรรมาธิการต่าง ๆ จะได้ นำมาศึกษาและนำมาพิจารณาปรับหรือว่าจะต้องมีการอธิบายให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะ ดำเนินการต่อไป ผมยกตัวอย่างกรรมาธิการสาธารณสุขเราเสนอไปเรื่องปฏิรูปเรื่องภาษี เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ปรากฏว่าทางกระทรวงการคลัง ผมไม่อยากจะบอกว่า ท่านไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็เสนอข้อมูลไปที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันพฤหัสบดีผมเข้าไปที่กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้คำตอบว่าที่เขาส่งไปที่กระทรวง สาธารณสุขเขาเสนอไปเรื่องภาษีอย่างเดียว แต่เราเสนอไป ๓ เรื่อง เราเสนอเรื่องภาษี ให้มีการขึ้นภาษี เราเสนอเรื่องที่ ๒ คือเรื่องการให้ข้อมูล เรื่องที่ ๓ คือเรื่องฉลาก ปรากฏว่า สิ่งที่ทางกระทรวงการคลังเสนอไปที่กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงสาธารณสุข เสนอไปเรื่องภาษีเรื่องเดียวครับ แต่ว่าเราเสนอเรื่องฉลากด้วยว่าถ้าภาษียังมีติดขัด ถ้าอย่างนั้นไปแก้ฉลากเพื่อเตือนประชาชน ให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ แก่ประชาชน ต่าง ๆ เหล่านี้ทางกระทรวงสาธารณสุขเขาไม่ได้รับเรื่องครับ คือพูดง่าย ๆ ไปแบ่งแยกเรื่องของเขา ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องที่กระทรวง จะทำนี่เราไม่รู้ว่าครบตามที่ สปท. เสนอไปหรือเปล่า

ประเด็นถัดมาท่านประธาน ถ้าเป็นไปได้ผมโยนหินไปนิดหนึ่งครับว่าขอเวลา อีกนิดหนึ่ง ไหน ๆ ก็พูดเป็นคนสุดท้ายแล้ว ระยะสุดท้ายโค้งสุดท้ายของ สปท. นี่ผมเสนอว่า ให้มีการพิจารณาว่าข้อบังคับการประชุมของ สปท. บางเรื่องอาจจะต้องมีการปรับแก้ไหม ยกตัวอย่างเช่นการที่เวลานี้เรามีกรรมาธิการสามัญซึ่งประกอบด้วยสมาชิก สปท. ทั้งหมด ร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ผมเสนอว่าควรหรือยัง ถึงเวลาสุดท้ายหรือโค้งสุดท้ายหรือยังที่จะเป็น กรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้มีตัวแทนจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เข้ามาร่วมพิจารณา ศึกษาทำงานในโค้งสุดท้ายในช่วงรัชอาว (Rush hour) ในช่วงเร่งรัดนี่ทำร่วมกับสมาชิก สปท. อาจจะเป็นตัวแทนจากกฤษฎีกา เป็นตัวแทนจากสภาพัฒน์ เป็นตัวแทนจากกระทรวง ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) นี่นะครับ เข้ามาร่วมเป็น กรรมาธิการกับเราด้วย ทำงานด้วยกัน แทนที่จะเชิญมาหารือ แทนที่จะเชิญมาให้ข้อมูล แทนที่จะเชิญมาคุยกันต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่างานต่าง ๆ มันจะเร่งรัดและกระชับ และทำให้ งานปฏิรูปมันไม่ต้องส่งกันไปส่งกันมา ส่งฝ่ายโน้นส่งฝ่ายนี้พิจารณา รอข้อมูลทางโน้นทางนี้ ให้เขามานั่งร่วมประชุมเลยครับ ใช้เวลาแก้ข้อบังคับการประชุมผมว่าวันเดียวแก้เสร็จ เอาเข้าที่ประชุม สปท. อนุมัติแล้ววันรุ่งขึ้นภายใน ๑ สัปดาห์คือปรับโครงสร้างของ กรรมาธิการต่าง ๆ ให้เป็นกรรมาธิการวิสามัญ จากที่ปรึกษาเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการเลยครับ แล้วพูดคุยกันมีสิทธิที่จะลงมติได้ มีสิทธิที่จะให้ความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ งานการขับเคลื่อนนี้ ก็อาจจะกระชับแล้วก็คล่องตัวและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น มีประเด็นอื่น แต่ถ้าใช้เวลามากพอสมควร ขออนุญาตขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

หมดผู้อภิปรายแล้วนะครับ ทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายจะชี้แจง แต่ว่าเดี๋ยว ท่านรองสองจะทำหน้าที่ ผมจะชี้แจง ๒ ประเด็นก่อน แล้วก็เดี๋ยวท่านเสรีและท่านอื่นนะครับ มีท่านเลิศรัตน์นะครับ ผมชี้แจงกรณีท่านนิกร จำนง นะครับ ที่บอกว่าทางอนุกรรมาธิการ ที่ทางวิป (Whip) ๒ ฝ่าย คือ สนช. สปท. นี่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องหนึ่ง เสร็จแล้ว จบจากนั้นจะไปทางไหน ก็คือเมื่อศึกษาเสร็จท่านก็ต้องส่งเข้าให้วิป (Whip) ๒ ฝ่าย กรรมการประสานงานระหว่างวิป (Whip) สปท. สนช. นี่ได้พิจารณานะครับ จากนั้นก็ขึ้นกับ วิป (Whip) ๒ ฝ่าย ซึ่งมีท่านรองสุรชัย รอง สนช. ท่านที่ ๑ เป็นประธาน ผมก็เป็น รองประธานอยู่นะครับ จะดูว่าจากนั้นจะไปที่ไหนก็อยู่ที่วิป (Whip) ๒ ฝ่าย ส่วนประเด็น ข้อเสนอแนะทั้งหลายนะครับ ที่จะให้มีการชี้แจงเช่นนี้เป็นระยะ ๆ ก็จะนำเข้าหารือ ในที่ประชุมกิจการสภานะครับ ส่วนกรณีของเรื่องการประสานงานความคืบหน้าการจัดทำ รายงาน ต้องเรียนว่ารายงานดังกล่าวทางวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เราไม่ได้เป็นฝ่ายเลขานุการ นะครับ จะเป็นระบบเลขานุการร่วมระหว่างสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีครับ เว้นแต่เฉพาะเรื่องเฉพาะราวที่เห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้อง สปท. มากหน่อยก็จะขอให้ฝ่ายเลขานุการเราเข้าไปประสานงาน แต่ว่าไม่ได้เป็นทางการนะครับ โปรดเข้าใจตามนี้ แต่ว่าขณะนี้ก่อนที่ท่านเฉลิมชัยจะเข้ามา ผมได้ชี้แจงไปแล้วนะครับว่า เรื่องของการทำรายงานติดตามทางท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้เตรียมนัดประชุม มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ก็คือผู้ประสานงานของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ในการที่จะมาพบกับวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เพื่อที่จะติดตามความคืบหน้า แล้วความจริงแล้ว ในมติ ครม. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการต้องรายงานท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงทุก ๑๕ วัน อยู่แล้ว ทางวิป (Whip) ก็จะขอ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็จะขอว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเมื่อรายงานต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วแจ้งต่อ ครม. แล้วนี่ก็จะขออนุญาตนำให้แจ้งกับวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เพื่อวิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้แจ้งมาทาง สนช. สปท. ต่อไปนะครับ ก็พยายามทำให้เร็วที่สุด นะครับ ท่านเสรีครับ เดี๋ยวท่านเลิศรัตน์ขออีกท่านหนึ่ง ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอใช้เวลา ๒-๓ นาที เท่านั้นละครับ เพื่อสอบถามข้อข้องใจ เดี๋ยวท่านเสรีจะได้ตอบทีเดียว เท่าที่ผมสดับตรับฟัง มานี่มันก็มีประเด็นหนึ่งที่ผมอยากให้ชี้แจงให้ชัดเจนขึ้น คือประเด็นที่คุณหญิงพรทิพย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เมื่อสักครู่ก็บอกท่านแล้วว่าจะอภิปรายพาดพิงท่าน ท่านได้พูดสั้น ๆ แต่เป็นคำพูดที่มันเป็นประเด็นที่สำคัญและเป็นประเด็นใหญ่ด้วย เพราะท่านในฐานะที่เป็น วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ท่านพูดบอกว่าทางวิป (Whip) ไม่รู้ใครนะครับ ประธานหรือเปล่า ได้แจ้งว่าต่อไปนี้ให้เรื่องที่จะส่งเข้าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เป็นเรื่องของกฎหมายเท่านั้น ผมพยายามพูดช้า ๆ ท่านก็ยังพูดใส่ผมอีก มันเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่โตมากเลยถ้าไม่ชี้แจง เพราะผมเชื่อว่า ๖๐ กว่าเรื่องที่ค้างอยู่ใน ๑๒ คณะกรรมาธิการ อาจจะเป็นเรื่องของ กฎหมายสักประมาณ ๑๕-๒๐ เรื่องเท่านั้น อีก ๓๐-๔๐ เรื่อง เป็นเรื่องของรีฟอร์ม (Reform) เรื่องการปฏิรูป ยกตัวอย่างกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ซึ่งเราติดยาวส่งไปทางรัฐบาล ๕ เรื่อง เราทำเสร็จไป ๔ เรื่อง เป็นเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ๒ เรื่อง แต่เรื่องที่ ๕ ที่เราทำอยู่นี่คือเรื่องของการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมันเป็นการพัฒนาเป็นขั้นเป็นตอน ช่วงแรกปีครึ่ง ใน ๒ ปีแรกเราบอกให้เป็นสเปเชียล เดลิเวอรี ยูนิต (Special delivery unit) เป็นหน่วยงานเฉพาะขึ้นกับกระทรวงพลังงาน และจากนั้นให้ยกร่างกฎหมายเพื่อทำเป็นศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานให้ความชัดเจนกับสมาชิกและกรรมาธิการทุกคณะด้วยว่า ลักษณะเรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องส่งใช่ไหมครับ หรือจะทำอย่างไร เพราะผมเชื่อว่าทุกกรรมาธิการจะมีคำถามเลย ต่อประเด็นที่ทางวิป (Whip) ได้ชี้แจงในวันนี้ ก็เรียนเพื่อขอความชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จะมีประเด็นที่ทางกรรมการ ๓ ฝ่าย จะได้ตอบข้อซักถาม จะมีท่านเสรี คุณหญิงพรทิพย์ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์นะครับ ขอเชิญท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. และเป็นกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนะครับ

คือเรื่องแรกที่อยากจะชี้แจงทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกก็คือเรื่องของ การถ่ายทอด เมื่อสักครู่คุณหมอชูชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้พูดถึงนะครับ เรื่องการที่เรา ประชุมแล้วนี่ควรประชุมภายใน อย่าได้ถ่ายทอดเพราะว่าอาจจะมีการแสดงหรือ คำพูดที่กระทบกับสภาหรือส่วนอื่น ๆ ได้นะครับ ต้องกราบเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เคยพูด กันมาตลอดทุกสภานะครับ แต่ในการที่จะถ่ายทอดมุมหนึ่งก็มีความจำเป็น เพราะว่า การที่จะออกสื่อสาธารณะไปได้นี่นะครับ เราก็จำเป็นต้องใช้โอกาสของการประชุมสภา ในการจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณะ โดยเฉพาะสื่อมวลชนนะครับ ผมว่าก็ยังมี ความจำเป็น ส่วนการที่สมาชิกอภิปรายในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเอกสิทธิ์ เขามีเสรีภาพ มีอิสระในการเสนอความคิดเห็น เพราะฉะนั้นการทำงานในสภาก็คงต้องมี ความอดทนอยู่ระดับหนึ่งในการที่จะต้องรับฟัง อันนี้คืองานที่เกิดขึ้นนะครับ ก็ยังเห็นว่า น่าจะมีความจำเป็นที่ต้องให้ข้อมูลแต่ละด้านสำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยให้เขาได้เข้าใจด้วย นะครับ

ส่วนที่ท่านนิกร จำนง ได้พูดถึงรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จริง ๆ รายงานดังกล่าวที่ออกสู่สาธารณะก็ผ่านการประชุม ของกรรมาธิการ แล้วก็มีการประชุมอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาตลอด แต่ละเรื่องที่กรรมาธิการ ได้แบ่งหน้าที่งานให้อนุกรรมาธิการไปดำเนินงานนั้นนี่นะครับ ในวาระการประชุมของ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็จะมีอยู่หัวข้อหนึ่งก็คือ ให้รายงาน การทำงานความคืบหน้าของอนุกรรมาธิการแต่ละเรื่อง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผ่านใน กรรมาธิการก็จะผ่านเป็นลำดับ และสุดท้ายเมื่อได้ร่างรายงานสุดท้ายแล้วก็จะถามสมาชิกว่า ได้ปรับปรุงแก้ไขในแต่ละเรื่องที่สมาชิกเสนอนั้นเป็นสุดท้ายลักษณะเช่นนี้นะครับ ถือว่าท่านเห็นด้วยทุกคนไหม ทุกคนก็เห็นด้วย ก็จัดทำมาเป็นรายงานแล้วก็ให้กับสื่อมวลชน ที่เขาติดตามกันอยู่ตลอดได้ทราบนะครับ ดังนั้นเรื่องที่ออกมาจึงเป็นโดยหลักก็คือมติเหมือนท่านประธานถามในห้องประชุม มีท่านใดเห็นด้วยไหม ถ้าไม่เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะ ก็จะถามกัน ลักษณะอย่างนี้ตลอดนะครับ จะไม่มีเรื่องใดที่ไม่มีมติออกมานะครับ

ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี่นะครับ ในกรรมาธิการด้านการเมือง ก็จะนำเข้าประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อความสบายใจแล้วให้เห็นได้ว่าเราก็รับฟังเนื้อหาสาระ ที่มีการเสนอในแต่ละเรื่อง และมีการวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องรับฟังเสียงข้างนอกครับ เสียงความคิดเห็นของข้างนอกแล้วเราก็มาดูว่าเหตุผลเขาเป็นเรื่องที่ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากเป็นเรื่องที่ถูกต้องและดีเราก็นำมาปรับแก้ได้นะครับ เราไม่ได้ยึดโยงว่าเสนออะไรแล้ว นี่ปรับปรุงไม่ได้

ส่วนข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อเสนอกระทรวงมหาดไทยก็ดี เรื่อง คสช. มาช่วยงานก็ดี ท่านวิทยานี่อภิปรายอธิบายได้อย่างชัดเจนนะครับว่าจริง ๆ แล้วคนที่เสนอ ตัวจริงนี่นะครับ ก็คือท่านวิทยา แก้วภราดัย ต้องขีดเส้นชื่อนี้ไว้ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้ว กลายเป็นว่าเรามาเสนอแล้วเราไม่รู้ใครเสนอ แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะนะครับ เมื่อกี้ท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน บ้าง ท่านอื่นบ้างนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม บอกว่าเวลาไปชี้แจงสื่อมวลชนต้องให้มันชัด ๆ ว่าเป็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป หรือกรรมาธิการ หรือสมาชิกคนใดคนหนึ่งนะครับ ต้องเรียนว่าถ้าหากว่าเราได้อ่านสื่อ ทั้งหมดนี่นะครับมันเป็นธรรมชาติของสื่อมวลชน เวลาเขาเขียนนี่นะครับ ดูจ่าหน้าเป็นหัวไม้ เขาจะต้องเขียนภาพรวมนะครับ อาจจะบอกว่า สปท. เห็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือเสนอ อย่างนั้นอย่างนี้นะครับ ก็ต้องเรียนว่าต้องอ่านเนื้อหา ในเนื้อหานี่นะครับก็เขียนเอาไว้ว่า มีใครเสนอมาจากกรรมาธิการหรือไม่อย่างไร หรือสมาชิกเห็นอย่างไร ถ้าอ่านเนื้อหา ในสื่อมวลชนทั้งหมดก็จะมีความชัดเจน สื่อมวลชนก็เป็นธรรมชาติของสื่ออยู่แล้วอย่าไป ต่อว่าเขาเลยนะครับ มันก็เป็นธรรมชาติ เราก็ดูในเนื้อข่าวให้หมดก็แล้วกันนะครับ นอกจากนั้นนี่นะครับ ที่ท่านวันชัย สอนศิริ ได้พูดถึงนะครับว่าสื่อมวลชนเวลาจะเขียน ข้อความก็จะมาจากคำสัมภาษณ์ของฝ่ายการเมืองเอง ดังนั้นถ้อยคำที่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย เขาก็จะพยายามใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ดูแคลนนะครับ อย่างเช่นข้อเสนอดังกล่าวนั้น สอพลอกับเผด็จการบ้าง เมื่อกี้ที่ท่านวันชัยพูดชะเลีย คสช. บ้าง ตัวคนเสนอเองเป็น เผด็จการบ้าง ตกยุคบ้าง เป็นอีแอบทางการเมืองบ้าง เขียนเป็นไอ้ห้อยไอ้โหนบ้างนะครับ ข้อความเหล่านี้นี่นะครับ จริง ๆ แล้วพออ่านไปทั้งหมดนี่นะครับเนื้อหามันไม่มีอะไรเลย แต่มันเป็นถ้อยคำที่เขาหยิบขึ้นมาเขียนเพื่อให้เห็นนะครับว่า สิ่งที่เขาอยากจะสื่อ หรืออยากจะเน้นก็คือให้ได้รับความสนใจ ผมนี่อดทนกับข้อความเหล่านี้ เพราะเราถือว่า ข้อเสนอดังกล่าวเราไม่ได้ทำอย่างที่เขาเขียน เราไม่ได้ทำอย่างนักการเมืองฝ่ายเก่า ๆ ที่เขา หยิบมาพูด เขาสัมภาษณ์ เราไม่มีเจตนาอย่างนั้นเลยครับ ข้อเสนอดังกล่าวนั้นเป็นไปด้วย อิสระ เป็นไปด้วยเหตุผล เป็นไปด้วยมุมมองของแต่ละคนที่มีประสบการณ์ เมื่อนำมาเสนอ ก็อาจจะเป็นแนวทางเดียวกับสิ่งที่มันควรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยนะครับ ก็คืออย่างเช่น เราบอกว่าให้ คสช. นี่นะครับช่วยกันขอความร่วมมือจาก คสช. ให้มาช่วยดูแลจัดการ การเลือกตั้งให้สงบเรียบร้อยนะครับ ก็กลายเป็นถูกตีความไปว่าให้ คสช. มาทำหน้าที่ เหมือนเข้าไปแทรกแซงงาน กกต. อย่างนี้เป็นต้น เราเสนอให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยงาน กกต. เราก็ถูกว่าเอาอำนาจ กกต. ไปให้กระทรวงมหาดไทยนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้นี่นะครับ ต้องยอมรับนะครับว่ามันเป็นข้อเสนอแนวทางที่ฝ่ายหนึ่ง หรือฝ่ายใดก็ตามนี่ไม่เห็นด้วย แต่พอไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ข้อสำคัญคือต้องพูดกันด้วยเหตุผลครับ เราน่าจะให้ฝ่ายการเมืองในยุคปัจจุบันนี้นักการเมือง รุ่นใหม่เสนอว่าข้อคิดเห็นดังกล่าวที่ สปท. เสนอหรือใครก็ตามหรือจะเป็นสมาชิกคนใด โดยส่วนตัวเสนอไปก็ตาม มันมีเหตุผลที่ฝ่ายนั้นเห็นดีกว่าอย่างไรนะครับ ผมอยากให้เป็น ลักษณะนั้น แล้วสื่อมวลชนเองก็ต้องขออนุญาตใช้เวทีนี้ฝากไปยังสื่อมวลชน ถ้อยคำลักษณะ อย่างนี้มันเหมือนคอลัมนิสต์ (Columnist) บางคอลัมน์ (Column) เท่านั้นเอง ที่เขียน วิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติด้วยแนวทางความคิดเห็นของสื่อมวลชนเองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฝ่ายที่ เขาไม่เห็นด้วยก็จะเขียนวิพากษ์วิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่ง แล้วคอลัมน์ (Column) ดังกล่าวนั้น ก็เขียนแนวทางเดียวกันอยู่ตลอดนะครับ มันทำให้เห็นครับว่าถ้าจะขอร้องกันนี่ก็เข้าใจว่า ในหน้าที่สื่อมวลชนเอง ถ้าเราไม่กล้าที่จะพูดเรากลัวสื่อมวลชนแล้วเราไม่กล้านำเสนอ มันก็กลายเป็นเรื่องที่นำเสนอข้อมูลไม่ถูกต้อง แต่ถ้าโดยพื้นฐานแล้วท่านประธานครับ ไม่มีใครหรอกครับอยากจะไปทะเลาะกับสื่อมวลชน ไม่มีใครหรอกครับอยากไปว่าสื่อมวลชน ไปเถียงกับสื่อมวลชน แต่สิ่งสำคัญก็คือพอเวลาสื่อมวลชนไปเขียนภาพรวมก็ดี ถ้อยคำก็ดี เหมือน สปท. ชะเลียอย่างนี้นะครับ ชะเลียก็คือมาจากสุนัขชอบไปเลียเอาใจนาย ถามว่า เป็นอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ สปท. เลยครับ เพียงแต่ว่าพอเวลาเขาเขียนด้วยความอคติหรือไม่ อย่างไรก็ตามคนอื่นก็รู้สึกครับ รู้สึกกลายเป็นว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ผมไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เป็น สปท. คนหนึ่ง แต่ทำไมสื่อมวลชนเขียนเป็นลักษณะอย่างนี้ครับ ทุกคนก็เดือดร้อน เสียหายไปหมด แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ สิ่งที่เราเสนอนั้นเสนอด้วยจิตสำนึก ด้วยความรับผิดชอบ เสนอด้วยเหตุด้วยผลนะครับ ส่วนใครก็ตามถ้าหากว่าไม่เห็นด้วย ก็พูดกันมาด้วยเหตุผล เราก็จะเอาเหตุผลมาใช้ แต่เราไม่มีเหตุผลอะไรหรอกครับว่าเรา จะต้องไปเอาใจ คสช. เพราะ คสช. ท่านไม่ได้ไปลงเลือกตั้งด้วย บางทีก็เขียนไปในแนวทาง เหมือนกับว่า คสช. จะลงเลือกตั้งเสียเอง ดังนี้เป็นต้น ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ เพื่อความเข้าใจนะครับ เพราะมีนักการเมืองบางคนเท่านั้นเองที่ให้สัมภาษณ์ แล้วก็ใช้ถ้อยคำ ที่รุนแรง เหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลน แต่นักการเมืองเหล่านี้เชื่อเถอะครับ อนาคตผมว่า ถ้าเข้าระบบการปฏิรูปการเมืองของเรา ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองจะเป็นของประชาชน ประชาชนจะต้องสกรีน (Screen) จะต้องมีการกลั่นกรองคนที่จะเป็นตัวแทนแล้วก็มาลง เลือกตั้ง นักการเมืองที่พูด ๆ อยู่ทุกวันนี้ผมเชื่อได้เลยครับถ้าหากว่ากระบวนการการปฏิรูป ของเราลุล่วงนะครับ ผมว่าประชาชนไม่เอาหรอกครับ ก็พิสูจน์กันนะครับว่านักการเมือง ที่ออกมาพูดแล้วก็ดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยาม ดูแคลนคนอื่นผมว่าเขาก็ฆ่าตัวเขาเอง แล้วผม ก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในยุคปัจจุบันเขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เขาต้องการเห็น การปฏิรูปประเทศนะครับ อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น อยากให้การเมืองน้ำเน่ามันหมดไป ให้มีแต่คนดี ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่แล้วรักษาผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้ก็คือส่วนที่จำเป็นนะครับ ต้องกราบเรียนเพื่อ ทำความเข้าใจด้วยความเคารพนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ค่ะ

พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผมคงมีเรื่องเพิ่มเติมอยู่ ๒ เรื่องนะครับที่จะชี้แจง ทำความเข้าใจกับท่านสมาชิก

เรื่องแรกคือเรื่องการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแล้วให้ สปท. เรา มีหน้าที่ในการเสนอแนะ ในการปฏิรูปประเทศนะครับ ไม่ใช่เราคนเดียวครับที่ทำ รัฐบาลเอง ก็มีการทำในเรื่องการปฏิรูปประเทศเหมือนกันนะครับ บางเรื่องก็ตรงกับเรานะครับ จะเห็นว่า ในส่วนของรัฐบาลก็จะมีแผนการปฏิรูปออกมาเป็นระยะ ๆ อย่างเช่นของท่านรองประจิน ท่านก็มีแผนการปฏิรูปในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา ซึ่งก็ผ่าน ความเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว แล้วก็มีแผนปฏิรูปอีกหลายเรื่องที่แต่ละ รองนายกรัฐมนตรีทยอยออกมานะครับ ๑. คือไม่ใช่เราคนเดียวที่ทำเรื่องปฏิรูปนะครับ แต่เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญ ท่านตั้งมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) มา เพื่อให้มีการติดตามเรื่องที่เราส่งไปทั้งหมดต้องรายงานท่านทุก ๑๕ วัน นี่ก็เป็นการเร่งรัด อันหนึ่งแล้วนะครับ ขณะนี้เรื่องอยู่ที่กระทรวงนะครับ กระทรวงพิจารณา ก็ต้องเห็นใจกระทรวงนะครับว่า ไม่ใช่ว่าเขาจะเอาของเราไปทั้งหมดนะครับ เขาก็ต้องไปมีการกลั่นกรอง มีอะไรต่ออะไร เมื่อเข้าประชุมในแม่น้ำ ๓ สาย แล้วจะเห็นว่าบางเรื่องที่เราเสนอไปนะครับอาจมีหน่วยที่เขา ติดขัดเรื่องกฎหมาย เรื่องอะไรต่ออะไร มันจะมีปัญหาขึ้นมา เรานึกว่าคนเขาเห็นชอบ ทั้งหมดแต่ไม่ใช่นะครับ หน่วยราชการไม่ใช่แล้วนะครับ นี่เรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องการปฏิรูป ไม่ใช่เราคนเดียว

เรื่องที่ ๒ คือ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเลิศรัตน์ได้ซักถามนะครับ ต้นเรื่อง ก็มาจากคณะกรรมการ ๒ ฝ่าย ระหว่าง สปท. กับ สนช. นะครับ เรื่องที่เสนอเข้าที่ประชุม อนุของ ๒ ฝ่ายนะครับ บางเรื่อง สนช. ก็เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องปฏิรูป ต้องขอยืมคำพูดนะครับว่าบางเรื่องไม่ใช่เรื่องปฏิรูป เป็นเรื่องการบริหารราชการภายใน นะครับ เขาเลยพิจารณาว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าจะต้องถึงระดับนั้น ระดับรัฐบาลไปทำ แต่ว่าทาง ท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ท่านบอกว่า เรื่องที่ สปท. ส่งมาทั้งหมดต้องรับพิจารณา เพราะมันเป็น มติ ครม. เมื่อพิจารณาแล้ว แต่ว่าจะมีการเร่งรัดคือเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องต้องไม่มีกฎหมาย ไม่ต้องมีร่าง พ.ร.บ. ไม่มีอะไรนะครับ การพิจารณาก็จะเร่งรัดขึ้น ก็คือเชิญหน่วยหลัก มาพิจารณาเพียงหน่วยเดียว เรื่องบางเรื่องมี พ.ร.บ. ร่วมด้วยก็อาจจะมี ๕ หน่วย ๖ หน่วย มาร่วมพิจารณาทั้งหมด มีงบประมาณ มีอะไรต่ออะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบไม่มีกฎหมายแล้ว ก็อาจเป็นหน่วยหลักที่เกี่ยวข้องหน่วยเดียวมาพิจารณา แล้วก็การดำเนินงานก็เหมือนเดิม ทุกอย่าง พิจารณาเสร็จก็ส่งท่านนายกรัฐมนตรี รวบรวมความคิดเห็นส่งท่านนายกรัฐมนตรี ส่งไปท่านรองนายกรัฐมนตรี แต่ว่าที่จะขับเคลื่อนคือท่านรัฐมนตรีท่านจะบอกกับตัวแทน กระทรวงที่มาว่าให้นำเรื่องไปดำเนินการด้วย นี่คือการเร่งรัดนะครับ ก็ขอทำความเข้าใจ สมาชิกทุกท่านเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ชี้แจงค่ะ ท่านชูศักดิ์ชี้แจงเรียบร้อยแล้วนะคะ ท่าน พลเอก ธวัชชัยมีอะไรชี้แจงไหมคะ ไม่มีนะคะ ก็เป็นอันว่าเรื่องนี้เป็นวาระรับทราบนะคะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานแนวทาง การดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปแล้ว ต่อไปก็เป็นวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ขอขอบคุณคณะกรรมการ ทั้ง ๓ ฝ่ายนะคะ ที่กรุณามาชี้แจงให้ ขอบพระคุณค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องรับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๕ วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วนะคะ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคาร รัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รับรองนะคะ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ครั้งดังกล่าวค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ การถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐาน การท่องเที่ยวค่ะ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

รายชื่อผู้ชี้แจงวันนี้ของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะมี ๒ ท่านค่ะ ท่านที่ ๑ คือ พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านที่ ๒ คือท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินชี้แจงค่ะ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สปท. ๑๑๘ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินนั้นมีงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ก็คือวาระปฏิรูปพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ การผังเมือง และองค์การมหาชน ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องได้ดำเนินการไปเสร็จแล้ว สำหรับในวาระปฏิรูปปกติ เราได้แบ่งออก เป็น ๓ คณะอนุกรรมาธิการ คือ ๑. คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปภารกิจของรัฐอยู่ด้วย คณะอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๒ จะเป็นอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาทรัพยากร บุคคลภาครัฐ สำหรับคณะอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๓ นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ การงบประมาณและการคลังภาครัฐ ซึ่งทั้ง ๓ อนุกรรมาธิการนั้นก็ได้มีเรื่องเสนอผ่าน สปท. ไปแล้ว โดยเฉพาะอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๓ เพิ่งผ่านไปเมื่อประมาณสัก ๓ สัปดาห์ก่อน และขออนุญาตกราบเรียนว่าความเห็นของท่านสมาชิกเกี่ยวข้องกับรายงานการศึกษาครั้งนั้น กรรมาธิการได้รับไปพิจารณาอย่างจริงจังและได้มีการประเมินด้วยว่าสิ่งที่ท่านได้ให้ ข้อคิดเห็นนั้นเราได้ตอบสนองข้อคิดเห็น ข้อแนะนำของท่านเพียงใด ฉะนั้นเพื่อความสบายใจ จะกราบเรียนว่า ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะที่เป็นเลขานุการ ของวิป (Whip) และได้รับมอบหมายจากท่านรองประธานท่านที่หนึ่งว่าให้ช่วยประสานกับ กรรมาธิการด้วยนั้น ท่านได้ประเมินและลงในไลน์ (Line) ว่ากรรมาธิการได้ดำเนินการแก้ไข เกินกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นจึงขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้เพื่อความมั่นใจว่าสิ่งที่ กรรมาธิการได้ดำเนินการและได้รับฟังความคิดเห็นจากท่านนั้นเราได้รับไปพิจารณา อย่างจริงจัง สำหรับในวันนี้นั้นจะเป็นเรื่องของอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ ในหลักการของการถ่ายโอนภารกิจของภาครัฐอย่างน้อยมีอยู่ ๔ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือว่าในการปรับภารกิจของภาครัฐนั้นอย่างน้อยเราจะต้อง พิจารณาว่าภารกิจใดที่รัฐไม่ควรจะเป็นผู้ดำเนินการอีก ก็คือเปลี่ยนจากหลักการ ที่เป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ไปเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ประทานโทษที่พูด ภาษาอังกฤษเพื่อความกระชับ ก็คือแทนที่จะเป็นผู้ปฏิบัติเองให้เป็นผู้ที่ทำหน้าที่กำกับ หรือส่งเสริม นั่นเป็นหลักการที่ ๑

ประการที่ ๒ กรรมาธิการได้พิจารณาว่าในการที่จะปรับภารกิจของภาครัฐนั้น เราจะต้องดูความพร้อมของภาคเอกชนด้วย และเพื่อให้ภาคเอกชนนั้นสามารถที่จะเกิด การแข่งขันอย่างเป็นธรรม

ประการที่ ๓ ก็คือว่าเราจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

ประการที่ ๔ ก็คือเราจะต้องให้สังคมมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่ เป็นทางการ

นั่นคือหลักการในการที่พิจารณาในเรื่องของการปรับภารกิจภาครัฐ ในวันนี้เราเลือกการถ่ายโอน การรับรองมาตรฐาน การท่องเที่ยวเป็นตัวอย่าง อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นเพียงตัวอย่างในการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ ทำไมเราถึงเลือก การท่องเที่ยว กระผมทราบดีว่าท่านทั้งหลายก็ทราบดีเหมือนกระผม ก็คือว่าการท่องเที่ยวนั้น เป็นปัจจัยสำคัญในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ในปี ๒๕๕๘ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยอยู่ ๒๙.๙ ล้านคน แล้วก็มีการขยายตัว ต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็สามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง ๑.๔๕ ล้านล้านบาท ฉะนั้น คณะอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ จึงได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วก็นำเรื่องนี้เสนอต่อกรรมาธิการ ซึ่งกรรมาธิการก็ได้มีการพิจารณาแล้ว และเห็นว่าควรจะกราบเรียนท่านประธานแล้วเสนอ ท่านสมาชิก ถึงแม้ว่าเราจะทำมารอบคอบพอสมควร แต่ก็เชื่อมั่นว่าข้อแนะนำของท่าน ทั้งหลาย ข้อสังเกตของท่านทั้งหลายจะทำให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระผมจะขอ อนุญาตท่านประธาน ขอให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ซึ่งเป็น อนุกรรมาธิการเรื่องนี้เป็นคนนำกราบเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ค่ะ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ เรื่องที่จะนำเสนอวันนี้คือเรื่องการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ ซึ่งเป็น การถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการ ได้นำเรียนนะคะว่าเซกเตอร์ (Sector) ด้านการท่องเที่ยวเป็นเซกเตอร์ (Sector) ที่เราจะเห็น ตัวเลขอยู่ตลอดเวลานะคะว่าความเติบใหญ่แล้วก็การขยายตัวเรื่องนี้เป็นอย่างไร ดิฉันขอนำเรียนดังนี้ว่า ภาวะอุตสาหกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของตลาดโลก ในรายงานของยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ (UNWTO) บอกว่าปี ๒๕๗๓ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมา ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทั้งหมดนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยว ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรายงานของเวิลด์ ทราเวล แอนด์ ทัวริซึม เคาน์ซิล (World Travel and Tourism Council) บอกว่าปี ๒๐๒๖ อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้นะคะ สำหรับประเทศไทยนั้นจะมีนักท่องเที่ยวมาเป็นอันดับ ๒ ของโลก นี่เป็นการคาดการณ์ การพยากรณ์ของผู้ที่ได้มีการจัดทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในเรื่องภาวะอุตสาหกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยว สถิติการท่องเที่ยวและรายได้ ของประเทศท่านจะเห็นนะคะว่าอัตราสูงเพิ่มอยู่ตลอดเวลา ปี ๒๕๕๗ ที่มันลดลงเนื่องจาก สภาวะในประเทศของเรา แต่ตอนนี้ปี ๒๕๕๘ อัตราตรงนี้ก็เพิ่มขึ้น ในแง่มูลค่าเพิ่ม ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตอนนี้ถือว่ามีตัวเลขที่ค่อนข้างสูง คือปี ๒๕๕๘ เพิ่มจาก ปี ๒๕๕๗ ๑๙.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมก็เพิ่มขึ้น ๑๖.๕๗ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว สำหรับในเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันการท่องเที่ยว ของไทย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ได้มีการจัดทำดัชนีตัวชี้วัด อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันการท่องเที่ยวของทั้งโลก ๑๔๑ ประเทศ ซึ่งรวม ประเทศไทยด้วย ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ ๓๕ ของโลก แล้วก็เป็นลำดับที่ ๑๐ ในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก แต่ว่าในลำดับที่ ๓๕ นั้นปรากฏว่ามีจุดอ่อนของการท่องเที่ยวไทย ในส่วนแรกก็คือด้านความปลอดภัย จาก ๑๔๑ เราอยู่ลำดับที่ ๑๓๒ ด้านความยั่งยืน ของสิ่งแวดล้อม เราอยู่ลำดับที่ ๑๑๖ จาก ๑๔๑ ส่วนด้านสุขอนามัยอยู่ลำดับที่ ๘๕ จุดตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศ เพราะฉะนั้น จึงนำมาถึงการที่จะศึกษาว่าถ้าเราทำให้การท่องเที่ยวของประเทศอยู่ในระดับมาตรฐาน มีคุณภาพเชื่อถือได้ แล้วก็เป็นไปตามหลักสากล แน่นอนค่ะมาตรฐานการท่องเที่ยวของ ประเทศไทยเราจะยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นนะคะ ดูตัวอย่างที่เห็นนะคะว่า สิ่งที่บอกว่าความปลอดภัยเป็นลำดับที่อยู่ในระดับค่อนข้างตัวเลข ไม่ค่อยสวยนะคะ สถิติอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็น ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์ นักท่องเที่ยวที่มาเรานี่มี จีน มาเลเซีย รัสเซีย ญี่ปุ่น ลาว เกาหลีใต้ อังกฤษ ปรากฏว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีความเสียหายนี่นะคะก็คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย แล้วก็อังกฤษ นี่คือจุดที่คิดว่าเรื่องความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่เราจะได้ข่าว อยู่ตลอดเวลานะคะ

ทีนี้มาดูหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้หน่วยงานหลักก็คือกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงนี้ก็เป็นที่รับทราบกันทั่วไปนะคะ เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๕ ได้มีการโอนภารกิจงาน ด้านการท่องเที่ยวจากเดิมที่เคยอยู่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปให้กรมการท่องเที่ยว สิ่งที่เกิดเมื่อปี ๒๕๔๕ แล้วก็ทำให้มีสถานภาพในขณะนี้ก็คือด้านอัตรากำลังของ กรมการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวซึ่งดูแลหรือให้บริการอำนวยความสะดวก ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งมีแต่จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจหรือสัดส่วนรายได้เพิ่มมากขึ้น มีข้าราชการเพียง ๑๕๒ ตำแหน่ง มีพนักงานราชการ ๑๒๗ ตำแหน่ง มีลูกจ้างประจำ ๘ ตำแหน่ง แล้วคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานนั้นมีเพียง ๓๑ คนเท่านั้นนะคะ สำหรับหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าในแง่การพัฒนา กำลังคนส่วนหนึ่งก็กรมพัฒนาฝีมือแรงงานนะคะ รัฐวิสาหกิจก็คือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคเอกชนก็มีจำนวนมาก อย่างเช่น สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ เป็นต้น ในส่วนผู้ผลิตนะคะ สถาบันการศึกษาก็มีทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรการโรงแรมและการท่องเที่ยว หรือการท่องเที่ยวและ มัคคุเทศก์ ภาครัฐเองนั้นมีถึง ๒๙๐ ภาคเอกชนมีถึง ๑๙๕ ถ้าดูสถานศึกษานี้มีเกือบ ๕๐๐ แห่งที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นะคะ ฉะนั้นเรื่องนี้ที่เราหยิบยกขึ้นมา มันสืบเนื่องมาจากมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๓ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ครม. มีมติให้ถ่ายโอน ภารกิจด้านตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ภาคเอกชน หรือภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการแทน นี่คือมติเมื่อปี ๒๕๕๓ ได้มีการติดตามการดำเนินการ ในส่วนนี้ แล้วก็ได้เอาเข้า ครม. เมื่อต้นปีนี้คือ ๕ เมษายน ๒๕๕๙ ในส่วนของ กรมการท่องเที่ยวนั้นให้ดำเนินการถ่ายโอนเรื่องการประเมินและรับรองมาตรฐานด้านบริการ การท่องเที่ยว ซึ่งนี่คือที่กำหนดไว้เมื่อปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๙ ก็มีการติดตามก็ปรากฏว่ามีการ ดำเนินการไปบ้างแล้วนะคะ ส่วนมติที่ไม่ควรเป็นเรื่องการถ่ายโอนสำหรับกรมการท่องเที่ยว ก็คือเรื่องมัคคุเทศก์ยังให้อยู่ที่นี่อยู่ ตรงส่วนนี้เราก็จะเห็นนะคะว่าสืบเนื่องมาจาก สภาพปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทยคือการท่องเที่ยวยังมีภาครัฐด้านลบ ที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข ทรัพยากรการท่องเที่ยวเสื่อมโทรมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ บุคลากรการท่องเที่ยวจะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานตรงนี้นะคะ

ทีนี้กรอบแนวคิด เราก็ได้จากการศึกษาเรื่องการถ่ายโอนทั้งหลาย หรือจะให้ ผู้อื่นมารับงานแทนของภาครัฐนั้น แน่นอนค่ะสิ่งที่สำคัญก็จะต้องมีกฎ ระเบียบ กติกา หรือมาตรการอะไรที่กำหนดไว้แล้ว ในส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือ เรื่องมาตรฐานนะคะ มาตรฐานนั้นเป็นเรื่องที่จะนำไปใช้ตามหลักสากลนะคะ ถ้าถูกต้อง เหมาะสมนำไปใช้กับเรื่องไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แล้ว มันจะทำให้คุณภาพ สม่ำเสมอ เป็นที่น่าเชื่อถือ มีความปลอดภัย นี่ก็คือเป็นกรอบแนวความคิดตรงจุดนี้

มาดูหลักสากลเกี่ยวกับมาตรฐาน มาตรฐานนั้นแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ เป็นมาตรฐานทั่วไปกับมาตรฐานบังคับ มาตรฐานทั่วไปนั้นก็ด้วยความสมัครใจ แต่มาตรฐาน บังคับนั้นก็จะต้องเอาไปดำเนินการให้เป็นไปตามข้อที่กำหนด ในการที่จะนำหลักการ เรื่องมาตรฐานไปใช้นั้นมันมีโครงสร้างระบบของมาตรฐานที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนา อย่างยั่งยืนซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในเรื่องนี้ จุดที่งานด้านการท่องเที่ยวที่เรามาดูนั้นก็คือ เรื่องเสาหลัก เสาหลักมันมี ๓ เสา เรื่องมาตรวิทยา เรื่องกำหนดมาตรฐาน เรื่องตรวจสอบ และรับรอง เราจะมาดูตรงส่วนเสาหลักเรื่องที่ ๓ ก็คือการสอบเทียบ การตรวจรับรอง แล้วก็รับรองระบบงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพความปลอดภัย สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่ ความเสมอภาค เป็นธรรม มีภูมิคุ้มกัน แล้วก็อำนวยความสะดวก จากตรงจุดนี้แน่นอนค่ะ ถ้าเรามีหน่วยที่สามารถตรวจสอบและรับรองได้ตามมาตรฐานแล้วหน่วยงานภาครัฐก็จะได้รับ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคก็ไว้วางใจแล้วก็มีหลักประกันสำหรับลูกค้าหรือคนมาซื้อบริการ

ทีนี้มาดูมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศไทยมันมี ๒ ระดับ สำหรับ ลำดับแรกก็คือมาตรฐานในประเทศ มาตรฐานในประเทศขณะนี้กรมการท่องเที่ยวได้กำหนด มาตรฐานการท่องเที่ยวไทยไว้ ๕๖ มาตรฐาน โดยแบ่งเป็น ๕ ด้าน ก็มีมาตรฐานที่พัก มาตรฐานกิจกรรม มาตรฐานบริการ มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว และมาตรฐานธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ ซึ่งใน ๕๖ มาตรฐานนั้นท่านดูรายละเอียดได้ในหน้า ๑๘ ถึงหน้า ๒๐ ในตัวบันทึก อีกมาตรฐานหนึ่งเป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งประเทศไทยเราก็เป็นสมาชิกส่วนหนึ่ง แล้วก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ไปใส่ใน ข้อตกลง ก็คือกรอบมาตรฐานบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดขึ้นในระดับอาเซียน (ASEAN) มันจะมี ๒ ส่วน ทีนี้ในการดำเนินการที่ผ่านมาในส่วนที่ ๒ ก็คือ การตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เมื่อกี้ที่นำเรียนนะคะว่ามติ ครม. บอกให้ถ้าอะไร ถ่ายโอนได้ให้ถ่ายโอนนะคะ ถามว่าตรงนี้มีการถ่ายโอนได้แค่ไหน มีค่ะ แต่มีไม่มากนะคะ เมื่อเทียบกับขนาดของการท่องเที่ยวของประเทศซึ่งมีแต่จะขยาย แล้วก็จะมีแต่การเติบโต ไปข้างหน้า เนื่องจากว่าในกระบวนการไปตรวจนั้นทุกครั้งที่ไปตรวจจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของ กรมการท่องเที่ยวไปด้วยนะคะ ๓๑ คนนั้นจะต้องไปตรวจทั่วประเทศ จะต้องไปตรวจทั้ง ๕๖ มาตรฐาน แล้วงบประมาณในการตรวจนั้นก็น้อย ตัวเลขครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๕๘ มี ๓๓ ล้านบาทที่เป็นค่าใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมด ในส่วนระบบการตรวจ ณ ขณะนี้ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวได้ให้การรับรองในเรื่องการตรวจ หรือเป็นแอ็กเครดิเทชันบอดี (Accreditation Body) ไป ถ้าเป็นหน่วยที่เป็นเทิร์ดปาร์ตี้ (Third Party) นะคะ ก็จะมี วว. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) ซึ่งเป็นมูลนิธิของไอเอสโอ (ISO) เรียกว่า แมสซี (MASCI) ศูนย์รับรองระบบมาตรฐาน นานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งจะมี ๓ แห่ง ซึ่งเป็นแอ็กเครดิเทชัน (Accreditation) ของกรมการท่องเที่ยว ในส่วนอื่นก็จะมีสมาคมโรงแรม ซึ่งจะเป็น คณะกรรมการตรวจประเมินสถานที่พัก คณะกรรมการมาตรฐานโฮมสเตย์ (Homestay) แล้วก็ตรวจรับรองเรื่องอาหารฮาลาล (Halal) นี่คือส่วนที่ได้ดำเนินการไป ถามว่า ได้ดำเนินการไปมากน้อยแค่ไหน เพียงไร จากจำนวนตัวเลขที่ท่านเห็นในเอกสาร ก็จะดำเนินการไปไม่มากนะคะ ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ในขณะที่ตัวโรงแรมมี ๒๐,๐๐๐ แห่ง แล้วก็เป็นสมาชิกของโรงแรมประมาณ ๙,๐๐๐ แห่ง ขณะนี้ตรวจไปได้ เพียงแค่ไม่กี่ร้อยแห่ง นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องอะไรที่จะต้องดำเนินการอีกมากนะคะ

ทีนี้มาดูในแง่ประเด็นความคิดในเรื่องการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ หลักในเรื่อง กลไกการปฏิรูปภาครัฐนั้นเรามองอยู่ ๔ หลักนะคะ ก็คือ

ประการแรก รัฐจะต้องปรับบทบาทของตัวเองจากการที่ให้ถอยออกมาจาก การเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วก็เอาหลักของบทบาทภารกิจหลักเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ต้องสวมบทบาทตรงนี้ให้เป็นหลัก

ในส่วนที่ ๒ ภาคธุรกิจจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะงานบริการประชาชน ให้อย่างเสมอภาค เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องมีการพัฒนาภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วม

ประการที่ ๓ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้เป็นผู้ตัดสินใจร่วมด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้างานอะไรที่ไปลงในพื้นที่ท้องถิ่นควรจะมีส่วนร่วมตรงนี้ด้วย

ประการที่ ๔ ให้สังคมเข้ามาช่วยตรงนี้นะคะ นั่นก็คือว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่สังคม คิดว่าทำแล้วเกิดประโยชน์คงจะต้องเป็นสิ่งที่จะต้องช่วยร่วมกันไม่ว่าจะเป็นลักษณะของเงิน สนับสนุนหรือว่าในแง่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการไปดำเนินการ

ในส่วนข้อเสนอแนะของการปฏิรูปนะคะ เราจะแบ่งเป็น ๒ ระยะ ระยะแรก ก็จะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ระยะที่ ๒ ก็คือว่าให้เป็นไปตาม หลักมาตรฐานสากลที่ควรจะเป็นคือถ่ายโอนให้เอกชนทั้งหมด ในส่วนที่เป็นระยะแรก เราก็คิดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาช่วงเวลาหนึ่งเพราะว่ามันจะต้องเป็นการเตรียมการของ หน่วยงานเจ้าของเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้

ประการแรกก็คือกำหนดให้มาตรฐานท่องเที่ยวบางประเภทเป็นมาตรฐาน บังคับ มาตรฐานที่เป็นอยู่ขณะนี้ ๕๖ มาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐานสมัครใจเป็นหลัก แต่เรา มองว่ามาตรฐานที่มีผลต่อความปลอดภัยควรจะเป็นมาตรฐานบังคับ อย่างเช่น กิจกรรม เกี่ยวกับการล่องแก่ง เกี่ยวกับการปีนหน้าผา เกี่ยวกับเรือรับจ้างนำเที่ยว แบบนี้จะต้องเป็น มาตรการบังคับ แต่ถ้ามาตรการอื่น ๆ ทั่วไปถ้าไม่มีผลกระทบกับความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินก็ยังคงเป็นมาตรฐานทั่วไปอยู่

ประการที่ ๒ ในเรื่องพัฒนาการตลาดเกี่ยวกับเครื่องหมายมาตรฐาน การท่องเที่ยว ท่านคงเห็นภาพช้างเริงร่าที่ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงแรก ช้างเริงร่าที่ท่านเห็นนั้นถามว่า เราในห้องนี้เคยเห็นกันไหมนะคะ เราคงเห็นตราเชลล์ชวนชิมมากกว่าตราช้างเริงร่า เราเห็น ตราเชลล์ชวนชิมที่ไหนเรามักจะว่าร้านนี้ไว้ใจได้น่าเข้าไปนะคะ ดิฉันก็ถามว่าช้างเริงร่า เกิดมานานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่มีใครรู้จัก เขาบอกว่าเกิดมาพร้อมกับกรมการท่องเที่ยว คือ ๑๐ กว่าปีแล้วนะคะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้คงจะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องเร่ง เร่งในการ พัฒนาตลาดเกี่ยวกับเครื่องหมายตรงนี้ว่ามันมีคุณค่า มันมีความจูงใจ มันมีสิ่งที่จะตามมา ถ้าได้เครื่องหมายตรงนี้ไปติดตามหน่วยงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าต้องเป็นเรื่อง การทำตลาดให้มาตรฐานที่กรมเป็นเจ้าของนี้ได้รับการยอมรับกันมากขึ้น แล้วก็อาจจะต้อง ประสานงานกับทาง ททท. ซึ่งเขามีภารกิจหลักในเรื่องการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ ให้เข้าไปสู่ในระบบร่วมกันว่ามันเป็นเครื่องหมายนะคะ เครื่องหมายที่ถ้าได้รับการรับรองแล้ว จะทำให้คนทั่วไปได้ทราบว่าคุณภาพเป็นอย่างไร คุณภาพ มาตรฐานหรือความมั่นคง ปลอดภัยเป็นที่ยอมรับ

ทีนี้ในเรื่องต่อมาก็คือเรื่องการจัดระบบมาตรฐานการท่องเที่ยวให้สอดคล้อง กับตัวมาตรฐานสากล อย่างที่นำเรียนในเบื้องต้นว่าการดำเนินการที่ผ่านมา มีเพียง แอ็กเครดิต (Accredit) ไปเพียง ๓ หน่วยงานกับขนาดระบบการท่องเที่ยวหรือสถานที่ การท่องเที่ยวทั้งประเทศ แน่นอนค่ะการบริการในเรื่องนี้คงยังตอบสนองความต้องการ หรือความมั่นใจของผู้ใช้บริการไม่ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นหน่วยงานหลัก หน่วยงานเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือกรมการท่องเที่ยวจะต้องรับบทบาทหนักในเรื่องการจัดทำและกำหนด หลักเกณฑ์จัดทำคู่มืออบรม แล้วก็ออกการรับรองหน่วยที่จะไปทำหน้าที่แทนตรงนี้ให้ได้ ให้ครอบคลุมในช่วงเวลาที่จะดำเนินการตรงนี้นะคะ แล้วก็จะต้องไปทำหน้าที่เป็นหน่วย ตรวจรับรองมาตรฐานทั้งหลายว่าสถานที่อย่างไรที่จะต้องออกไปรับรองนะคะ

ในประการที่ ๓ ก็คือตรวจรับรองเรื่องทั้งที่พัก ทั้งอาหารอะไรทั้งหลาย ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งอย่างที่นำเรียน ทั้งประเทศเรามี ๗๖ จังหวัด ที่ผ่านมานั้นกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬามีราชการบริหารส่วนภูมิภาคเพียงแค่ ๓๑ จังหวัด มันก็เป็นปัญหาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะต้องวิ่งเข้าไป นำเสนอจังหวัดที่เป็นจังหวัดแม่นะคะ แต่ขณะนี้ได้มีการกำหนดให้การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเรื่องการตรวจรับรอง มาตรฐานของพื้นที่ก็จะเสนอให้มีคณะกรรมการตรวจ สร้างกลไกในระดับจังหวัดนะคะ เป็นคณะกรรมการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวจังหวัด ก็เสนอให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วองค์ประกอบก็ประกอบด้วยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็สถาบันการศึกษา ให้การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้มีหน้าที่ตรวจประเมินและการรับรองมาตรฐาน การท่องเที่ยวตามเกณฑ์ที่กรมกำหนดแล้วก็ออกใบรับรองนะคะ ตรงนี้คนไปตรวจ คนนี้ เป็นคนให้ตรารับรอง แต่คนออกไปตรวจนั้นให้เป็นชุดทำงานที่เรียกว่า ไตรภาคี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษา ประกอบด้วยภาคเอกชน มาจาก สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งก็มีสาขาทุกจังหวัดเช่นเดียวกัน แล้วก็ผู้แทนของพื้นที่ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเป็นชุดไปตรวจตามจุดที่กำหนดนะคะ แล้วก็นำเสนอ คณะกรรมการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวซึ่งกรมการท่องเที่ยวจะต้อง ไปแอ็กเครดิต (Accredit) ให้ทุกจังหวัดเมื่อตรวจและผ่านกระบวนการนี้แล้วช้างเริงร่า ก็จะไปติดตามจุดต่าง ๆ ที่ผ่านการประเมิน เราคิดว่าตรงนั้นยังไม่พอนะคะ ช้างจะต้องยั่งยืน และยืนยงต่อไป นั่นก็คือจะต้องมีระบบออดิต (Audit) จะต้องมีกระบวนการออดิต (Audit) หลังจากที่ได้การรับรองในชั้นแรกแล้ว เพราะฉะนั้นในการไปตรวจติดตามนั้นกำหนด ให้มีคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขต ซึ่งตรงนี้กลไกของกระทรวงเองก็มี คณะกรรมการนี้อยู่แล้วนะคะ เราก็จะจัดให้คณะนี้ไปออดิต (Audit) ไปรับรองว่าที่ผ่านมานั้น ยังยั่งยืนอยู่แค่ไหนเพียงไร ถ้ายั่งยืนอยู่ก็ให้ดำเนินการต่อหรือให้มีการรับรองตรงนั้นต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นกระบวนการที่ให้กระจายงานที่จะให้รับผิดชอบก็คือ ถ่ายโอนงานซึ่งเดิมกรมการท่องเที่ยวเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียวนั้นกระจายให้พื้นที่รับผิดชอบ นะคะ แล้วก็ให้ภาคส่วนอื่นมาร่วมดำเนินการตรงส่วนนี้ ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือให้เพิ่ม บทบาทของกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในการช่วยพัฒนากระบวนการตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ขณะนี้เนื่องจากว่าใช้งบประมาณจากรัฐบาลเพียงส่วนเดียว โอกาสที่จะได้ไปตรวจให้ครอบคลุมและทั่วถึงยังมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้ากองทุนสามารถ ที่จะกำหนดเรียกค่าธรรมเนียมได้ก็จะเอาค่าธรรมเนียมนั้นให้เป็นค่าตอบแทนสำหรับคนที่ ไปดำเนินการตรวจสอบหรือประเมินตรงส่วนนี้นะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อเสนอว่า กลไกในการตรวจสอบจะต้องมีการ ๑. ขยายผลอย่างรวดเร็ว ๒. ภาคส่วนอื่นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมเป็นผู้ดำเนินการตรงส่วนนี้ การดำเนินการจะได้ทั่วถึง

ในส่วนที่ ๒ ที่เป็นระยะถัดไปนั้นเราก็มองว่าในส่วนที่เป็นชุดไตรภาคีทั้งหมดนั้น จะต้องเป็นเรื่องต่อไปถ้ามีการพัฒนาขึ้นก็จะต้องถ่ายโอนให้ภาคเอกชน ซึ่งตามหลัก มาตรฐานทั่วไปนั้นหน่วยตรวจและรับรองโดยทั่วไปจะเป็นภาคเอกชนรับผิดชอบตรงนี้นะคะ เพราะฉะนั้นถ้ากระบวนการตรงนี้ได้มีการผลักดัน มีการขับเคลื่อนให้บรรลุผล ความเชื่อมั่น เรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวหรือการท่องเที่ยวของประเทศไทยซึ่งจะขยายอย่างต่อเนื่อง อยู่ตลอดเวลาย่อมได้รับการเชื่อถือในเรื่องคุณภาพ ในเรื่องความปลอดภัย ในเรื่องการได้ มาตรฐานนะคะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คิดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวมีความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน แล้วก็สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น จะเป็นการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการรักษาแล้วก็อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท้ายที่สุดก็คือ สร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยซึ่งจุดนี้ก็ถือว่า ข้อเสนอหรือมาตรการหรือแนวดำเนินการตรงส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่รัฐเองจะสามารถ เปลี่ยนบทบาท ซึ่งจะต้องลดบทบาทในการเป็นผู้ปฏิบัติงานเอง โอเปอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งไปร่วมอยู่กับเขาและกำลังก็มีอยู่แค่นี้ ถ้าคนของกรมไม่ไปด้วยก็ไม่สามารถไปได้ เพราะฉะนั้นต้องถ่ายตัวออกมาจากตรงนี้นะคะ ถอนตัวออกมาจากตรงการเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) นะคะ ให้เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นหลัก แล้วก็ให้เป็นหน่วยที่จะ เป็นผู้ไปรับรองหน่วยที่จะไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าทั้งหมดนี้มีการผลักดันให้สำเร็จ การรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวของบ้านเราที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นลำดับ สูง ๆ ของประเทศ รวมทั้งรายได้หรือของภูมิภาคมันย่อมบังเกิดขึ้นค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิกนะคะ เชิญท่านแรกนะคะ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. ๙๗ นะครับ ผมขออภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ การถ่ายโอนงานตรวจสอบรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว รายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยหมดทุกประการนะครับ เนื่องจากว่า การถ่ายโอนการตรวจสอบมาตรฐานการท่องเที่ยวภายใต้แนวความคิดนี้ก็จะเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนดำเนินกิจการสาธารณะร่วมกับหน่วยงาน ของภาครัฐ โดยอาศัยกลไกตลาดเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจของรัฐในบางส่วนนะครับ ซึ่งจะมี ความสำคัญต่อการพัฒนามาตรฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในไทย ทั้งในด้าน การเสริมสมรรถนะครับ การบริการ ตลอดจนการแข่งขันในตลาดโลกแก่ประเทศไทย โดยตรง แต่อีกมุมหนึ่งถึงแม้ว่าการปฏิรูปดังกล่าวจะมีประโยชน์ดังที่ได้กล่าวแล้วนะครับ แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงในบางประการ หากการเข้ามาของภาคเอกชนดังกล่าวนะครับ ผู้ที่ประกอบการเข้ามาโดยมุ่งประโยชน์และอาจจะฉวยโอกาสในลักษณะการกีดกันนะครับ ผมมองในเรื่องของการกีดกันผู้แข่งขันในวงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในระดับรายย่อย ต่าง ๆ ก็จะมีปัญหามากเลยนะครับ ท่านประธานครับ ผมจึงเสนอว่าควรจะมีการปรับเสริม บทบาทของภาครัฐเพื่อให้เกิดทางด้านดุลยภาพการพัฒนาอย่างแท้จริงนะครับ โดยการ สอดส่องให้เอกชนที่ได้รับการถ่ายโอนต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค ยุติธรรม และมุ่งที่จะผลักดันให้เกิดสมรรถนะการแข่งขันของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ตามเป้าหมายของภาครัฐในทุกระดับที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญก็คือว่า ภาคการตรวจสอบครับ จะต้องมีการตรวจสอบจากผู้ประกอบการทั้งหมดที่มีต่อภาคเอกชน ที่ได้รับการถ่ายโอนต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะทางด้านมาตรฐานการท่องเที่ยว อย่างที่ คณะกรรมการได้เรียนเสนอแล้วนะครับ มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานทางด้านอื่น ๆ ทั้งหมดนะครับ เพื่อให้การถ่ายโอนต่าง ๆ เป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ต่าง ๆ นะครับ อันนี้ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ นอกจากนั้นแล้วควรจะมีการ แบ่งแยกมาตรฐานของผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันนะครับ แบ่งแยก ออกเป็นรายย่อย ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ ของการท่องเที่ยวเราควรจะต้องส่งเสริมเป็นอย่างมากทีเดียวนะครับ นอกจากนั้นแล้วควรจะ มีการติดตามประเมินผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรติดตามประเมินผลกระทบต่าง ๆ และตรวจสอบมาตรฐานการท่องเที่ยวต่าง ๆ นะครับ ที่ได้รับการถ่ายโอน เพื่อที่จะตรวจดูผลลัพธ์ของการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายได้ที่เข้าสู่ประเทศไทย โดยตรง ซึ่งอาจจะวัดได้จากการประเมินรายได้ที่เข้ามาสู่ประเทศไทยทางระบบภาษีต่าง ๆ อย่างแท้จริงจากผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ต่าง ๆ แต่ละปีว่ามีการเพิ่มขึ้นมากน้อย เพียงใดนะครับ ถ้าหากไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนต่าง ๆ เพื่อให้ภาพรวมต่าง ๆ ของรายได้บรรลุผลตามที่เราคาดหวัง นี่ก็เป็นข้อเสนอที่ผมขอเสนอ เพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เรียนเชิญค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กราบเรียนท่านกรรมาธิการครับ คณะกรรมาธิการท่านได้เสนอเรื่อง ที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นจังหวะที่สำคัญสำหรับบ้านเมืองนะครับ ผมขออนุญาตสนับสนุน โดยภาพรวม แล้วก็คิดว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำเรื่องปฏิรูปที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวนี้ ซึ่งก็เกี่ยวข้องอย่างมากกับเรื่องการปฏิรูประบบราชการ ท่านได้เสนอส่วนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่ง เป็น พาร์ต ออฟ เดอะ โฮล (Part of the whole) คือเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ทีนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อจะเชื่อมโยงนะครับ ผมคิดว่าขณะนี้คนทั้งโลกเราก็ตระหนักดี ว่าการท่องเที่ยวคือคำตอบของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เหมือนกันหมดทั่วโลก ขณะนี้ทั่วโลกเขาใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรใหญ่ในการเดินเรื่อง เศรษฐกิจนะครับ โลกได้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้ว ๔ การเชื่อมโยง คือเชื่อมโยงทางกายภาพ เชื่อมโยงทางมนุษย์ เชื่อมโยงทางองค์กร เชื่อมโยงเสมือนจริง ผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยว มากมาย แล้วก็เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการเสนอไว้ชัดเจนครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยว ในขณะที่เราก็ไปท่องเที่ยวประเทศอื่นมาก พอสมควร แต่ประเทศอื่นก็มาท่องเที่ยวประเทศไทย เพราะเรามีทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง ผมคิดว่า สิ่งที่ท่านเสนอมา ทำให้เราเห็นถึงทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทยอย่างมาก นะครับ จุดแข็งในการท่องเที่ยวประเทศไทยนั้นก็เราก็ทราบกันดีถึงเรื่องวัฒนธรรมวิถีไทย สิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ความหลากหลายแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป บางคน บอกบางประเทศนั้นเขามาเที่ยวเมืองไทยเพราะว่าเขาต้องการเสรีภาพแบบไม่มีขีดจำกัด ที่มีอยู่ในเมืองไทย บางคนก็มาเรื่องธรรมชาติ วิถีธรรมชาติต่าง ๆ นะครับ เรามีศักยภาพ ในเรื่องของต้นทุน ฐานทุน แต่เราอาจจะมีความท้าทายในเรื่องการจัดการ ซึ่งอันนี้ก็เป็น ปัญหายาวนานมาตลอด สิ่งที่มันเกิดขึ้นในบ้านเรานั้นโครงสร้างใหญ่นั้นคือโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ คนส่วนน้อยได้มาก คนส่วนใหญ่ได้น้อย โครงสร้างนี้มันยังปรากฏอยู่ ในแผ่นดิน พอเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามา ถ้าเราส่งเสริมผิดทิศทางมันก็จะทำให้ความเหลื่อมล้ำ มากขึ้น คนส่วนน้อยได้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ครับ แล้วในที่สุดนั้นพื้นที่ ท้องถิ่น ชุมชนก็จะทำได้ แค่เป็นเพียงปัจจัยการท่องเที่ยวแต่ไม่ได้รับอะไรมากขึ้นเท่าที่ควร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เราก็ตระหนักดีโดยทั่วกัน คราวนี้สิ่งที่ท่านได้กรุณานำเสนอเพื่อจะมีการปฏิรูป ผมเข้าใจดีครับ เป็นส่วนหนึ่ง ท่านจับประเด็นเรื่องของการพยายามจะลดการที่ถืออำนาจรัฐไว้ แล้วก็มีการ ถ่ายระดับลงไป จะเรียกภาษาหนึ่งก็คือการกระจายอำนาจ ซึ่งผมคิดว่าทิศทางนี้ถูกต้องนะครับ

อันที่ ๒ ท่านจับประเด็นเรื่องมาตรฐานคุณภาพ การตรวจสอบ การกำกับ ก็เป็น ๒ มาตรการที่ผมเห็น ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องคิดคู่กันไปมันมีอย่างน้อย ๒ มาตรการครับ

มาตรการที่ ๓ คือมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น เมื่อสักครู่ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญท่านได้กล่าวถึงก็ด้วยความห่วงใย ท่านเสนอแนะ แม้แต่ทั้งมาตรฐานต่าง ๆ นั้นไม่ใช่มีแต่เรื่องรายใหญ่ครับ การท่องเที่ยวเราต้องส่งเสริม คนเล็กคนน้อยทั้งแผ่นดินให้เขาเป็นเจ้าของการท่องเที่ยว ประเทศเราถึงจะได้ประโยชน์ ชุมชนท้องถิ่นคนเล็กคนน้อยประชาชนคนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ ถ้าเราไปเผลอส่งเสริม อยู่แค่ข้างบน หรือคนที่มีโอกาสมือยาวสาวได้สาวเอา

– ๕๓/๑ เราไปมีมาตรฐานมันอาจจะกลายเป็นการขีดคั่นและทำให้เขาเข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งผมคิดว่าคือหัวใจ ถ้าเป็นไปได้ท่านอาจจะใส่ไว้ ในรายงานด้วยดีไหมครับเพื่อจะให้เห็นว่านอกจากดูเรื่องมาตรฐานคุณภาพแล้วการกระจาย อำนาจให้มีบทบาทที่พื้นที่แล้วต้องดูเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็ง เดี๋ยวผมจะขอแตะ ตรงนั้นนิดหนึ่ง

ประเด็นที่ ๔ ที่ผมคิดว่าท่านคิดอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะต้องดูให้หนักแน่นคือ การมีส่วนร่วมครับ ท่านใช้หลักนี้อยู่แล้วเรื่องการมีส่วนร่วมนะครับ ผมเองนั้นที่ผมเสนอนี้ เป็นห่วงเป็นใยข้างล่าง คือชุมชนท้องถิ่น เราพบว่าการท่องเที่ยวเข้าไปถึงที่ไหนชุมชนท้องถิ่น แตกสลายมาก และการท่องเที่ยวจะเป็นรูปแบบเบ็ดเสร็จจากข้างนอกเข้าไปข้างในเสมอ เราจะเห็นที่หลีเป๊ะปัจจุบันนี้นะครับ เราเห็นที่พีพี เราเห็นที่ในเมือง ที่ภูเก็ต เห็นที่ปาย แม่ฮ่องสอน มันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวชุมชนแล้ว มันกลายเป็นการท่องเที่ยวที่จัดการ โดยคนนอกแล้วเข้าไปใช้พื้นที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสร้างมาตรฐานต่าง ๆ ยังไม่ใช่ คำตอบอย่างเดียว โอกาสของคนในพื้นที่ที่เขาจะลุกขึ้นมาทำเรื่องการท่องเที่ยวมันมี น้อยลงไปเรื่อย ๆ และเราก็จะสูญเสียนะครับ ขณะนี้แม่กำปองที่เชียงใหม่ขึ้นชื่อลือชามาก และตอนช่วงหยุดคนจะไปเที่ยวจนเรียกว่ารถติดเป็นหลาย ๆ ชั่วโมงจะไม่เหลือความเป็น ชุมชนท้องถิ่น คนที่นั่นจะไม่ได้อะไรเลยครับ ที่ดินจะถูกเปลี่ยนมือแล้วการท่องเที่ยว ก็จะมีการเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานอย่างเดียว การมีกรรมการไปออดิต (Audit) ก็ดี ไปแอ็กเครดิต (Accredit) ก็ดี ยังไม่ใช่คำตอบของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่เป็นภาพใหญ่ครับ ถ้าท่านเคยไปบ้านจำรุงที่ระยองนะครับ อันนั้นการท่องเที่ยว โดยชุมชนท้องถิ่น มีโฮมสเตย์ (Homestay) มีการทำโดยภาคประชาชนเข้มแข็งมาก เขายั่งยืนแล้วเขาต่อเนื่อง ถ้าใครไปติดตามเขาเป็นสิบ ๆ ปีจะพบว่าความงดงามมันดีขึ้น และมันมีความยั่งยืนครับ มาตรฐานต่าง ๆ เราต้องไปหนุนเสริมพวกเหล่านั้นและต้องไปช่วย ที่เขากำลังถูกกระทำ ถูกการท่องเที่ยวโดยทางฝ่ายทุนเข้าไปทำ มันทำให้เขายิ่งลำบากครับ เป็นแค่ปัจจัยการท่องเที่ยวเท่านั้น และผมคิดว่าหัวใจเรื่องนี้อยู่ที่การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษที่เราใช้อยู่ตลอดก็คือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ผมคิดว่าการเสริมสร้างความเข้มแข็งการท่องเที่ยวต้องคู่ไปกับเรื่องคุณภาพมาตรฐานครับ ความรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมครับ ให้ชุมชนท้องถิ่น ให้ชาวบ้านเขาทำได้ จริง ๆ แล้วตอนนี้ รัฐบาลก็เปิดแนวคิดนี้ เรื่องประชารัฐมีการส่งเสริมให้ใช้งบประมาณต่าง ๆ ไปส่งเสริม การท่องเที่ยวและให้ประชาชนเป็นเจ้าของครับ หัวใจสำคัญที่สุดที่เป็นจุดอ่อนคือการจัดการ การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องการจัดการอยู่ในตัวชี้วัด แอ็กเครดิต (Accredit) ออดิต (Audit) ด้วย แล้วก็เป็นตัวชี้วัดในเชิงการส่งเสริมครับ ให้มีความเข้มแข็งมันจะไปได้ถูกทาง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยไปเห็นที่นิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เขาขายการท่องเที่ยวมานานแล้ว เขามีการศึกษาสูงสำหรับ คนของเขา แล้วก็มีการส่งเสริมโดยรัฐให้คนของเขาจัดการท่องเที่ยว เราไปในหมู่บ้าน บางแห่งมีประชากรแค่เพียง ๒๐๐ คนนะครับ การจัดการการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน ในตำบลนั้นทั้งหมดเขาจัดการโดยชุมชน คนนอกมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย แต่คนใน เป็นตัวหลักครับ เราไปเห็นการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นมีที่พักแบบเรียวกังสมัยดั้งเดิม มีจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินการโดยคนในชุมชน แต่ถ้าท่านไปสังเกตนะครับ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องครัว ห้องน้ำอะไรต่าง ๆ เป็นไฮเทคโนโลยี (High Technology) ทั้งหมดใช้คนบริหาร จัดการน้อยมากซึ่งเป็นคนพื้นถิ่น แต่เขาได้มีการส่งเสริมให้คนเหล่านั้นใช้ได้และทำได้ แสดงว่ามันจะต้องมีการส่งเสริมมากเลยครับ เพื่อจะให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการ การท่องเที่ยว แล้วมันจะมีความยั่งยืน เพราะมันจะไปเชื่อมกับคนที่อยู่ในชุมชนท้องถิ่น และจะไปเชื่อมกับการที่ทำให้เกิดการยั่งยืนคือมันอยู่ในวิถีชีวิตของเขา ไม่ใช่การท่องเที่ยว ที่ทุนลงไปทำแล้วทุนก็เอาเงินไปหมด ซึ่งอันนี้เป็นทิศทางที่กระผมพูดยาวสักนิดตรงนี้ เพื่อจะกราบเรียนฝากท่านประธานกรรมาธิการ ซึ่งอาจจะไม่ตรงประเด็นเรื่องที่ท่านทำ เสียทีเดียวแต่มันควรจะต้องขมวดไว้ในรายงานเพื่อให้คิดในส่วนเหล่านั้นด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นเราก็อาจจะไม่ตรงเป้ามากเท่าที่ควร

ประเด็นที่ ๒ ถัดมาในส่วนที่ท่านเสนอไว้ในเรื่องของกองทุนก็ดี คณะกรรมการก็ดี ผมไม่มีอะไรขัดข้องนะครับ ฝากเพียงแต่ว่าตรงคณะกรรมการ ท่านปานเทพท่านได้ห่วงใยไว้แล้วเรื่องถ่วงดุลครับ ผมคิดว่าหลักการที่จะมีการแอ็กเครดิต (Accredit) ก็ดี ออดิต (Audit) หรือทำอะไรก็ดีนะครับ ท่านอย่าปล่อยมือจากรัฐทั้งหมดนะครับ ด้วยข้อจำกัดบอกว่าข้าราชการที่ดูแลเรื่องนี้น้อย ก็จะไปปล่อยมือหมด ผมคิดว่าต้องเป็นจตุพลังครับ กลไกที่จะดูแลส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งกำกับคุณภาพมาตรฐานควรจะเป็นจตุพลัง คือ ๑. ภาครัฐครับ ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นนี่ผมรวมกันเป็นภาครัฐ ภาคที่ ๒ ภาคเอกชน เอกชนนี่เขาไปได้ที่ผมเรียนแล้ว เขาก็ไปกันทุกวันนะครับ ภาคที่ ๓ ท่านคิดไว้แล้ววิชาการ ผมคิดว่าฝากภาคที่ ๔ ผมดู ในคณะกรรมการจังหวัดของท่านไม่มีครับ ภาคประชาสังคมครับ ภาคประชาสังคมคือ กลไกที่จะช่วยเข้ามาถ่วงดุลภาครัฐ เอกชนด้วยนะครับ ท่านเขียนผู้ทรงคุณวุฒิไว้เป็นฝ่าย การศึกษาทางวิชาการ ผมอยากให้ท่านเติมว่าต้องมี ๑ พลังที่รวมเป็นจตุพลัง คือ พลังประชาสังคมครับ กราบเรียนท่านประธานถึงท่านกรรมาธิการครับว่าขณะนี้รัฐบาล ทำเรื่องประชารัฐ เศรษฐกิจฐานราก เผอิญผมอยู่ในคณะกรรมการชุดหนึ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ใน คณะทำงานนะครับ คำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีก็มีไปแล้วว่ากลไกในการทำงานใน ภาคจังหวัดนี่ให้มีตัวแทนภาคประชาสังคมด้วย แล้ววันนี้มีการจัดตั้งศูนย์ประสาน ภาคประชาสังคม เรียกว่า ศปจ. ที่จังหวัดทุกจังหวัดแล้ว มีภาคประชาชนองค์กรต่าง ๆ เข้าไป ฝากท่านครับ อย่าลืมภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมคือองค์กรสาธารณประโยชน์ ที่เขาจะไปถ่วงดุลทุกฝ่ายให้ทิศทางมันถูกต้อง ถ้าเผื่อว่าไม่ครบก็อาจจะเบ้ได้นะครับ ไปในทางเอกชนมากขึ้น หรือแม้แต่วิชาการอย่างเดียวก็อาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของ ความเป็นจริงในพื้นที่ได้นะครับ ผมเสนอท่านเป็นเรื่องจตุพลัง ซึ่งอันนี้ก็เป็นการเติม ให้สมบูรณ์

ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย ผมขอวกมาเรื่องสุดท้ายแล้ว เรื่องใหญ่ที่ ผมฟังท่านกรรมาธิการเสนอแล้ว ผมคิดว่านี่คือเรื่องใหญ่ของบ้านเรา ก็คือท่านได้รายงานว่า อัตรากำลังข้าราชการที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีจำนวนเป็นร้อยเท่านั้นเอง ซึ่งในขณะเดียวกันท่านได้รายงานว่าตัวเลขการท่องเที่ยวประเทศไทยมีเป็นล้านล้านบาท นะครับ นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก แสดงว่านี่คือเหตุผลที่เราจะต้องปฏิรูประบบราชการ ที่ต้องคิดข้ามสาขาครับ คิดข้ามกระทรวง ทบวง กรมครับ ไม่เช่นนั้นเรากำลังใช้ระบบ ราชการเดินหน้ามาร้อยกว่าปี น่าจะไม่ได้ปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สมัยอดีตไม่มีเรื่องการท่องเที่ยวมากมายขนาดนี้ วันหนึ่งเรามีกระทรวง มีข้าราชการ เราไป ติดขัดเรื่องจำนวนข้าราชการ แต่ในขณะเดียวกันราชการที่ทำงานอยู่บางเรื่องปัญหาเก่า มันหมดไปแล้วครับ หรือมันเกือบจะหมดไปแล้ว ความสำคัญลดลงไปมากเลย แต่ข้าราชการ ในสาขานั้นยังมีจำนวนมาก ในขณะเดียวกันสาขาที่ควรจะมีมากเพื่อเข้ามาเป็นตัวสนับสนุน สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้ยิ่งใหญ่ อาจจะต้องมีข้าราชการจำนวนเป็นพันก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ไปขอเพิ่ม ถ้าไปขอเพิ่มรายกระทรวง ก็ไม่ได้ละครับ เป็นไปได้ไหมครับ การปฏิรูประบบราชการต้องมองข้ามสาขา แล้วมอง ในลักษณะที่จะต้องเด็ดขาดจริง ๆ ครับ ตรงไหนปัญหาลดไปแล้ว ผมไม่อยากจะยกตัวอย่าง จริง ๆ เราทราบดีครับ ถ้าในด้านสาธารณสุขที่ผมดูแลนะครับ บางเรื่องนี่เป็นปัญหาในอดีต ปัจจุบันนี้ไม่มีปัญหาแล้วครับ แต่มีคนจำนวนมากเลยเป็นข้าราชการอยู่นะครับ สาขาอื่น ก็เช่นเดียวกันครับ ปัญหาเปลี่ยนไป ความสำคัญลดลงไม่ได้หมายความว่าเขามีปัญหา แต่สภาพการณ์มันเป็นอย่างนั้น ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวมหึมาเลยเป็นเครื่องจักรใหญ่ ในการเดินเศรษฐกิจ เราก็ตกม้าตายตรงที่ว่าไม่มีข้าราชการ ไม่มีคนไปส่งเสริมความเข้มแข็ง ผมคิดว่านี่คือการปฏิรูปที่ต้องคิดข้ามสาขา เรื่องใหญ่ครับ ผมรู้ว่าเรื่องนี้ยาก แต่เป็นไปได้ ไหมครับ ถ้าปฏิรูประบบราชการถ้าเราไม่คิดอันนี้มันฟันฝ่าไม่ได้ เราจะต้องมีการเกลี่ยอัตรา หรือเกลี่ยคน ผมย้ำนะครับ ถ้ามีการเกลี่ยไม่ได้หมายความว่าเขามีปัญหา แต่งานตรงนั้น ลดความสำคัญ ลดสภาพปัญหาไปแล้ว มีงานใหม่เรื่องใหม่สำคัญ เราจะชิฟต์ (Shift) คน ได้ไหมครับ หรือถ้าไม่ได้เราทำออกแบบรีเอนจิเนียร์ (Re-engineer) ได้ไหม เราใช้คนข้าม สาขากันได้ไหมครับ เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ความเข้มแข็งเหล่านี้ เราฝึกอบรม ข้าราชการในองค์กรอื่นหน่วยอื่นที่มีงานไม่มาก ผมย้ำนะครับ วันนี้ข้าราชการบางหน่วย มีงานไม่มากครับ มีข้าราชการบางส่วนจริง ๆ ที่งานน้อยจนกระทั่งต้องไปทำงานอื่น เราจะทำได้ไหมครับที่เอาคนเหล่านั้นเข้ามา เป็นข้าราชการของประเทศนี่แหละ มาส่งเสริม พัฒนา อบรม ฟื้นความรู้ต่าง ๆ ให้เขาเข้าไปเป็นสิ่งที่ท่านกำลังทำนี่ละครับ แอ็กเครดิต (Accredit) ก็ดี ออดิต (Audit) ก็ดี เอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ส่งเสริมก็ดี ถ้าใช้แบบนี้ก็อาจจะไม่ใช่ต้องการเพิ่มจำนวนข้าราชการแต่เพิ่มวิธีการทำงาน ราชการใหม่ ผมคิดว่าอันนี้ขึ้นอยู่กับนโยบาย โพลิติคัลวิวส์ (Political views) ถ้าชัดเจนว่า เราจะเดินอย่างนี้เป็นนโยบายออกมาแล้วให้ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เขามีข้าราชการ ผมย้ำนะครับ เกินครับ มาช่วยทำเหล่านี้ได้ไหม แต่ถ้าเราพูดว่าเกินเขาก็ไม่พอใจ ทำอย่างไรจะชวนเขา มาร่วมให้การท่องเที่ยวเป็นวาระร่วมกัน ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานมีส่วนสำคัญในการ สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งในระบบการท่องเที่ยว อันนี้ก็อาจจะเป็นวิธีปฏิรูปแนวคิดหนึ่ง ที่จะทำให้เรื่องนี้ที่ท่านอยากจะทำให้มันบรรลุมีความเข้มแข็งเข้มข้นมากขึ้น ขออภัย ท่านประธานที่เลยเวลานิดหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าอยากจะขอบคุณท่านกรรมาธิการ แล้วก็คิดว่า สิ่งที่ผมนำเสนอนั้นเห็นความสำคัญจริง ๆ แล้วก็คิดว่ามีเรื่องที่น่าจะสามารถทำได้เพื่อเสริม ความเข้มแข็งอันนี้มากขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ที่นำเสนอรายงานเรื่องการถ่ายโอน ภารกิจภาครัฐ ในหัวข้อการถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ท่านประธานครับ ผมก็ได้มีโอกาสไปนั่งอ่านรายงานนี้ในช่วงสุดสัปดาห์มานะครับ ก็ได้รับความรู้หลายเรื่อง ทีเดียวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจของประเทศ และยิ่งเมื่อในช่วง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีข่าวเรื่องของการท่องเที่ยวซึ่งอาจจะเป็นภาพลบของการท่องเที่ยว ประเทศไทย เรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ ก็เรียกได้ว่ารายงานของกรรมาธิการก็เข้ามาสู่สภา ในช่วงเวลาถูกที่ถูกจังหวะเลยทีเดียวนะครับ จากรายงานของกรรมาธิการก็ทำให้ผมทราบถึง เหตุผลความจำเป็นแล้วก็ข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งคิดว่าบรรดาเพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชน ที่รับฟังก็น่าจะได้รับทราบด้วยนะครับว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทางตรงจาก การท่องเที่ยวของไทย หรือที่ในรายงานท่านเรียกว่า ทัวริซึม ไดเรกต์ จีดีพี (Tourism Direct GDP) ในปี ๒๕๕๘ ก็มีมูลค่าถึง ๗๘๓,๔๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๕.๗๙ ของรายได้ ประชาชาติ จีดีพี (GDP) เลยทีเดียว และที่สำคัญมากไปกว่านั้น ผมเองก็เพิ่งทราบ จากรายงานนี้ว่าท่านได้ประมวลมาว่าการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวสามารถ ที่จะมีการจ้างงานได้ขยายไปถึง ๔,๑๖๘,๐๐๐ คน ซึ่งก็ทำให้คนมีงานทำเยอะเลยทีเดียว นะครับ แล้วก็มีภาษีทางอ้อมจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๆ มากกว่า ๖๓,๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็ในปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวสูงสุดจะมาถึง ๒๙.๙ ล้านคน มีรายได้เข้าประเทศ ๑.๔๕ ล้านล้านบาท แล้วก็ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา เยี่ยมเยือนมากที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นกรรมาธิการการเศรษฐกิจที่ท่านได้เคยทำรายงานไปก่อนหน้านี้ ในเรื่องของ การพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศไทยก็ได้เสนอที่สอดคล้องกับรายงานของท่านก็คือ ให้มีการโอนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไปให้เอกชนทำให้มากที่สุดนะครับ แล้วผมก็เปิดดูรายงานในภาคผนวกก็พบว่า มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้เอง ตามข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ.ร. เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจ ภาครัฐ ซึ่งก็เขียนไว้ข้อหนึ่งเลยว่าหน่วยงานราชการควรทบทวนภารกิจของตนเอง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นลักษณะของไปดำเนินการเองเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ควรจะถ่ายโอนไปสู่ภาคอื่น ๆ เช่น ไปสู่การจ้างเหมาภาคการศึกษา สถาบัน หรือภาคเอกชนก็แล้วแต่ และเมื่อถ่ายโอนแล้วรัฐบาลก็จะไม่สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม หรือไม่จัดสรรอัตรากำลังเพิ่มเติมให้หน่วยงานที่มีภารกิจไปแล้ว

สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวก็ได้ทราบด้วยความไม่รู้ว่าจะดีใจหรือว่ามันมากไป หรือน้อยไป น่าจะน้อยไปนะครับว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยกรมการท่องเที่ยว เขาก็ได้จัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในหลาย ๆ ประเภทไว้นี่รวม ๆ ก็มีถึง ๕๓ มาตรฐานแล้ว อยู่ในระหว่างจัดทำอีก ๓ ก็เป็น ๕๖ มาตรฐานนะครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็มีข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการเพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงรายงาน ของท่านสัก ๒-๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกคือ กระผมก็เห็นด้วยกับรายงานและหลักการในรายงานของ ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเสนอในเรื่อง การถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวนี้นะครับ เพื่อถ่ายโอนไปให้ภาคเอกชน หรือสถาบันการศึกษา หรือสมาคมวิชาชีพทำนะครับ จุดประสงค์ก็คือเพื่อยกระดับคุณภาพ การท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงานแล้วก็สร้างเงินเข้าประเทศ นอกจาก ยกระดับแล้วอะไรที่ดีอยู่แล้วก็รักษามาตรฐานให้มันคงอยู่ การยกระดับและการรักษา มาตรฐานการท่องเที่ยวก็เพื่อ หลัก ๆ ก็คือเราก็ต้องไม่ลืมว่าเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ให้กับนักท่องเที่ยว แล้วก็สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักท่องเที่ยวว่าเขาจะไม่ถูกเอารัด เอาเปรียบในประเทศไทย ไม่ถูกนำไปในที่อโคจร ไม่เกิดอุบัติเหตุเพราะความสะเพร่านะครับ ไม่ไปกินอาหารท้องเสีย อยู่ในโรงแรมที่โฆษณาอย่างทำอีกอย่าง หรือว่าไปขายของเกินราคา อันนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทั้งสิ้น ผมเห็นด้วยกับการที่ท่านเสนอให้กรมการท่องเที่ยว ปรับบทบาทให้เป็นหน้าที่กำกับดูแล กำหนดมาตรฐาน เป็นศูนย์ข้อมูล จัดทำคู่มือกำหนด หลักเกณฑ์ และรวมถึงการกำหนดหน่วยงานหรือองค์กรที่จะรับรองมาตรฐาน แต่การที่ท่าน เสนอให้ถ่ายโอนภารกิจการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวซึ่งมีอยู่ถึง ๕๖ มาตรฐานหรือ อาจจะมีมากกว่านั้นไปให้ไตรภาคีก็ดี หรือสถาบันการศึกษาก็ดี หรือสมาคมวิชาชีพก็ดี ผมก็อยากให้ไปพิจารณาต่ออีกสักนิดว่าไม่ใช่สักแต่ว่าโอนไปให้เอกชนแล้วมันจะดี ถ้าผู้รับโอนไม่ดีมันก็ไม่ดีได้เหมือนกัน แล้วมันก็จะไม่มีมาตรฐานนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่ง สำคัญก็ควรจะต้องเขียนให้คลุมไปด้วยว่าองค์กรหรือหน่วยงานรับรองมาตรฐานเองก็จะต้อง มีมาตรฐานด้วยนะครับ แล้วที่สำคัญท่านโอนไปให้ภาคเอกชนทำ สมาคมวิชาชีพทำ สมมุติ มาตรฐานโรงแรม มาตรฐานร้านอาหาร มาตรฐานแพล่องแก่ง หรือมาตรฐานโฮมสเตย์ (Homestay) หน่วยงานนั้นต้องไม่มีคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) หรือไม่มีการตรวจแบบลูบหน้าปะจมูก ถ้าโรงแรมของฉันเองก็ตรวจผ่านได้ตรา ถ้าโรงแรม ของฉันเองได้ตราไปแล้วถึงแม้มาตรฐานลดก็ยังได้ตราอยู่นะครับ แล้วก็มาตรฐานมันต้องเป็น มาตรฐานที่มีระบบตรวจสอบ ทบทวน ผมเองไม่อยากเห็นมาตรฐานเป็นแบบใบขับขี่ตลอดชีพ หรือเป็นมาตรฐานแบบ ขอประทานโทษ ชวนชิมทั้งหลายแล้วก็ติดตรา แล้วเมื่อร้านอาหารนั้น เปลี่ยนเจ้าของ แม่ครัวออกไป ๓ คนแล้วก็ยังติดตราชวนชิม ไปกินก็ไม่อร่อยนะครับ มันก็ ไม่ใช่มาตรฐานแบบนั้น มันควรจะเป็นมาตรฐานแบบสติ๊กเกอร์ (Sticker) ติดรถยนต์นะครับ คือเปลี่ยนปีใหม่หรือขึ้นปีใหม่ต้องมารีนิว (Renew) ได้อยู่เสมอ อาจจะให้สัก ๒ ปีหรือ ๓ ปี ไม่ใช่มาตรฐานแบบวินมอเตอร์ไซค์ใส่เสื้อวินแล้วก็ขับได้หมด บางคนใส่เสื้อวินมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ยังขับย้อนศร ข่มขู่ผู้โดยสาร โก่งราคาค่าโดยสาร อย่างนี้เขาเรียกมีเสื้อวินแต่ไม่ได้ ทำตัวให้เป็นมาตรฐานก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอในหลักการเป็นเรื่องที่ดี แต่จะคุมให้มันมีมาตรฐานได้อย่างไรนะครับ เห็นด้วยที่ควรจะกำหนดว่ามาตรฐานปัจจุบันทั้ง ๕๖ มาตรฐานเป็นมาตรฐานสมัครใจ คือถ้าใครมาทำก็ให้ตรา ไม่ทำก็แล้วไป มันทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ แต่จากบทเรียนเรื่อง ทัวร์ศูนย์เหรียญก็ดี หรือนักท่องเที่ยวไปตกระกำลำบากก็ดี มันก็ควรจะมีมาตรฐานบังคับ ซึ่งท่านก็ได้เสนอไว้ ผมเองก็อยากจะเสนอเลยว่ามาตรฐานมัคคุเทศก์กับมาตรฐานธุรกิจ หรือบริษัทนำเที่ยวต้องเป็นมาตรฐานบังคับ ผมเองไปเที่ยวต่างประเทศ ไกด์ที่ขึ้นมา อย่างไปอังกฤษจำได้เลยเขาจะต้องมีเหรียญมาห้อยคอ มีเป็นตราน้ำเงิน ตราขาว ตราน้ำตาล เหมือนยูโด ยูโดสายขาว สายแดง สายน้ำตาล สายดำ คือถ้าท่านไม่ได้สายอะไรขึ้นมา ท่านมาบรรยายไม่ได้ บริษัทท่องเที่ยวก็เหมือนกันถ้าไม่ได้ตรานี้คนก็อย่าไปใช้บริการ เพราะไม่อย่างนั้นก็เดี๋ยวจะเป็นแบบทัวร์ศูนย์เหรียญอีก แล้วมาตรการนี่ต้องไม่ใช่มาตรฐาน แบบใบขับขี่ตลอดชีวิตครับ ต้องเป็นมาตรฐานแบบมีอายุ มีสติ๊กเกอร์ (Sticker) ต้องมีการ ทบทวนต่อทุก ๒ ปี ๓ ปี ไม่อย่างนั้นก็ปลดมาตรฐานนี้ออกไป เห็นด้วยที่กรมการท่องเที่ยว ควรทำตัวเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) กับออดิเตอร์ (Auditor) เท่านั้น ตรวจมาตรฐาน แล้วก็ต้องลงโทษอย่างจริงจัง ถ้าหน่วยรับรองมาตรฐานและหน่วยออดิต (Audit) ไม่ได้มาตรฐานก็ต้องเพิกถอนไม่ให้ไปรับรองอีกต่อไปนะครับ

ส่วนเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของกองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว ผมเองก็ยังไม่ค่อย แน่ใจนะครับ แล้วก็อยากจะขอสงวนความเห็นว่ายังไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร เพราะเกรงว่า จะเป็นการเอาเงินไปเอื้อหนุนในธุรกิจที่แสวงกำไรนะครับ ถ้าท่านมีมาตรการควบคุมก็ดีไป แต่ว่ามันน่าจะไม่ใช่เอาเงินของรัฐไปอุดหนุนธุรกิจที่เขาก็ทำได้อยู่แล้วนะครับ จริง ๆ ถ้ารัฐ จะทำก็ทำให้ฟรีไปเลยดีกว่าจัดคอร์ส (Course) ศึกษาอบรมให้สถาบันพระปกเกล้าจัดอบรม มาตรฐานการท่องเที่ยวในระดับอินเตอร์ (Inter) หรือระดมสมอง จัดสัมมนา แล้วก็ขยายผลไป เพราะฉะนั้นเรื่องกองทุนผมคิดว่าเรามีเยอะแล้วก็ไม่อยากให้ตั้งมาใหม่ แล้วก็ไปบังคับ เก็บเงินคนโน้นคนนี้มา คนที่เป็นสมาชิกก็จ่าย คนที่ไม่เป็นสมาชิกก็ไม่ต้องจ่าย มันก็เกิด ความไม่เท่าเทียมกัน โดยรวมก็เห็นด้วยกับรายงานของท่านนะครับ ก็อยากให้ประสบ ความสำเร็จจะได้เป็นตัวอย่างกับหน่วยงานอื่น ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานได้ให้เวลาในการอภิปรายเรื่องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเรื่องที่จะนำเสนอต่อ สปท. ในวันนี้ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างที่ผู้อภิปราย หรือสมาชิก สปท. ทั้ง ๓ ท่านได้กรุณากล่าว มาแล้ว เรื่องการท่องเที่ยวคงจะต้องยอมรับว่าเป็นแบ็กโบน (Backbone) ของเศรษฐกิจไทย เป็นตัวที่ทำให้จีดีพี (GDP) ของเรายังขับเคลื่อนไปในทางบวกได้อย่างค่อนข้างเป็นรูปธรรม และที่สำคัญคือเรื่องการท่องเที่ยวนั้นเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่าง ๆ มากมายในประเทศเรา และการที่การท่องเที่ยวจะก้าวไปข้างหน้าได้จะทำให้ประเทศพัฒนาไปได้มากน้อยอย่างไรนั้น ที่สำคัญก็อยู่ที่คุณภาพของการท่องเที่ยวของประเทศนั้น ๆ ด้วย ซึ่งแต่ละประเทศที่เน้น เรื่องการท่องเที่ยวเขาจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ คำว่า มาตรฐาน ก็จึงถูกนำมาใช้กับด้าน ต่าง ๆ ทั้งด้านของกิจการ ด้านของบุคลากร ด้านของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ของอาหาร ต่าง ๆ หรือแม้แต่การให้บริการต่าง ๆ ก็จะมีการกำหนดมาตรฐานว่าเป็นบริการ ที่ได้มาตรฐานตามสมควรหรือไม่ บางครั้งก็ก้าวไปถึงมาตรฐานแห่งความเป็นสากล ด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้อภิปรายไปแล้วก็ได้ให้ข้อสังเกตที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ที่ท่านคุรุจิตเอง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็ได้พูดรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอในมุมมอง ของท่าน รวมถึงเรื่องมุมมองของประเด็นที่เป็นประเด็นหลักของวาระปฏิรูปในวันนี้ คือการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐหรือภารกิจการถ่ายโอนงานส่วนรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้คณะกรรมาธิการได้มุ่งเน้นไปสู่การถ่ายโอน การตรวจรับรองมาตรฐานของสถานที่ ท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งก็คงมีหลายรูปแบบ แล้วก็มีหลายร้อยหลายพันแห่ง ซึ่งถือว่าเป็น ความรับผิดชอบที่ค่อนข้างมากของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าการถ่ายโอนนั้นเป็นเรื่องที่สมควรปฏิบัติหรือไม่ ผมก็สนับสนุน แนวคิดนี้ เพราะภาคราชการจะทำหน้าที่นี้ให้สมบูรณ์นั้นจะต้องเพิ่มบุคลากรมากมาย แล้วก็จะต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง อีกทั้งภารกิจในการตรวจรับรองมาตรฐาน การท่องเที่ยวนั้นก็สามารถดำเนินการในรูปแบบของการที่สถานที่ท่องเที่ยว เขารับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายหรือฟี (Fee) ในการรับการตรวจได้เอง เช่นเดียวกับรถยนต์ เช่นเดียวกับมาตรฐาน อาชีพต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นผมก็จึงคิดว่าอยากจะสนับสนุนแนวทางนี้ ถึงแม้ว่า ผู้อภิปราย ๒ ท่านที่อภิปรายไปแล้วจะเป็นห่วงในเรื่องของมาตรฐานของการตรวจรับรอง โดยภาคเอกชนนะครับ ก็ต้องวางกฎ กติกา และระเบียบ ให้ชัดเจน ให้ได้มาตรฐาน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นประเด็นสำคัญคือในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นสปา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว การปีนเขา การนั่งเรือ การท่องเที่ยว ชายหาดต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ที่เป็นเอนเตอร์ไพรซ์ (Enterprise) เป็นสถานที่หรือเป็นธุรกิจ ที่สำคัญคือบุคลากรของผู้ประกอบการเหล่านั้น ในแต่ละธุรกิจการท่องเที่ยวเขาจะมีบุคลากร ที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความสามารถ มีมารยาท มีคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ธุรกิจนั้น ๆ นอกจากการตรวจรับรองมาตรฐานของสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ ให้บริการด้านการท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่เราควรจะเน้นคือบุคลากรที่ทำงานอยู่ในสถานที่ หรือในธุรกิจเหล่านั้น ซึ่งในรายงานนี้ยังไม่ได้พูดถึงมากนัก และผมคิดว่าเป็นหัวใจและ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะการจะไปตรวจสถานที่ ไปตรวจบริษัท ไปตรวจสมาคมใด สมาคมหนึ่ง มันก็คงจะไม่ยากนักที่จะไปดูความสะอาด ดูอาคาร ดูรถราที่เขาใช้ต่าง ๆ เรือหรือแม้แต่เครื่องบิน แต่ผู้ที่ให้บริการเจ้าหน้าที่กลับเป็นส่วนสำคัญยิ่ง เมื่อช่วงประมาณ ต้นปีหรือปลายปีที่แล้วเราจะเห็นว่าเรื่องความปลอดภัยในการท่องเที่ยวเป็นข่าว ค่อนข้างใหญ่ เกิดการสูญเสียในทะเล ตามชายหาด ไม่ว่าจะฝั่งอันดามันหรือฝั่งสมุย เกาะพงัน ไม่ว่าจะเป็นเรือสกูตเตอร์ (Scooter) ชนนักท่องเที่ยวขาขาดบ้าง เสียชีวิตบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรือเฟอร์รี่ (Ferry) หรือเรือเร็วที่ใช้เชื่อมระหว่างเกาะชนกันหรือล่มคว่ำ มีผู้เสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บสูญหายต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้มาจากคนทั้งสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ มาจากคุณภาพของคน มาจากพฤติกรรมนิสัยของคน แล้วก็ผู้กำกับดูแลนะครับ เพราะฉะนั้น ในรายงานนี้พูดถึงมาตรฐานที่เป็นอาสาสมัครที่เป็นโวลันเทียร์ (Volunteer) คือสมัครใจ มาตรฐานที่บังคับก็ถูกต้องแล้ว เช่นเดียวกับมาตรฐานของวิชาชีพต่าง ๆ ที่รัฐบาล ให้ความสำคัญ ถ้าอะไรที่เกี่ยวกับความปลอดภัยรัฐบาลจะบังคับให้ต้องมีใบประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอ ทุกวันนี้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า เกี่ยวกับสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ก็ถูกบังคับให้เป็น วิชาชีพที่ต้องรับใบอนุญาตว่ามีความสามารถในการทำงานเหล่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้น อาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น วิศวกร ที่ออกแบบอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ก็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะฝากว่าเรามีสถาบันที่ตั้งขึ้นใหม่คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นองค์การมหาชน ทำงานควบคู่อยู่กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน แต่ทำงานในขอบข่ายที่กว้างขวางกว่า คือทำมาตรฐานวิชาชีพในลักษณะเดียวกันกับที่ ข้อเสนอของรายงานนี้ คือเรามีองค์กรรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ขณะนี้ตั้งแล้วประมาณ ๙๐ กว่าองค์กร ในอนาคตก็คงจะเป็นหลายร้อย เพราะฉะนั้นสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ก็ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นแอ็กเครดิเทชัน (Accreditation) คือไปรับรององค์กรที่จะทำหน้าที่ เป็นองค์กรไปเซอร์ทิฟิเคชัน (Certification) แล้วก็สอดคล้องกับแนวคิดที่คณะกรรมาธิการ เสนอ คือตัวกรมการท่องเที่ยวเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) หรือเป็นที่เราเรียกว่า แอ็กเครดิเทชันบอดี (Accreditation Body) เช่นเดียวกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เราก็ไม่ได้ ลงไปรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือมาตรฐานอาชีพของบุคลากรในวิชาชีพต่าง ๆ เอง แต่เรามี สถาบันการศึกษา มีสมาคม มีสถานประกอบการที่ทำหน้าที่เป็นเซอร์ทิฟิเคชันบอดี (Certification Body) ให้เรา คือไปรับรองคุณวุฒิวิชาชีพให้เรา แต่เราเป็นผู้พัฒนามาตรฐาน และมาตรฐานวิชาชีพนี้ก็จะปรับเปลี่ยนไป เราก็ต้องรีวิว (Review) ต้องทบทวนทุก ๒-๓ ปี รวมถึงการที่จะไปรับรองสถานที่ที่จะไปเซอร์ทิฟาย (Certify) คน เราก็ต้องไปตรวจเขาทุก ๒-๓ ปีเช่นเดียวกัน ก็ฝากเรียนท่านคุรุจิตซึ่งท่านได้อภิปรายเมื่อกี้เป็นข้อห่วงใย มันไม่ใช่ ไลเซนส์ ไลฟ์ไทม์ (License Lifetime) ไม่เหมือนใบขับขี่ตลอดชีพ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยกเลิกไปแล้ว เพราะเห็นความสำคัญว่าคนเรานั้นปรับเปลี่ยนทั้งอายุ พฤติกรรมและอารมณ์ได้

ในวิชาชีพที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้ดำเนินการอยู่ ที่สอดคล้องกับรายงานนี้ ก็มีอย่างเช่น สาขางานโรงแรม สาขางานท่องเที่ยว สาขาผู้ประกอบอาหาร เหล่านี้ก็เป็น วิชาชีพที่ดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสายงานด้านการท่องเที่ยวมีใบรับรอง ยกตัวอย่างในด้าน ของงานท่องเที่ยวก็จะมีอาชีพสำรองบัตรโดยสาร อาชีพที่ปรึกษาการเดินทางท่องเที่ยว อาชีพมัคคุเทศก์ เป็นต้น ไม่รวมถึงในด้านโรงแรม ด้านอาหารที่เราจะมี ที่เราเรียกว่า กรอบคุณวุฒิวิชาชีพ หรือเราเรียกง่าย ๆ ว่า มาตรฐานอาชีพให้กับทุกวิชาชีพ ใน ๒-๓ เดือน ที่ผ่านมาเราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรมการท่องเที่ยว ในการที่จะสร้างมาตรฐานสำหรับ ผู้ที่อยู่ในอาชีพการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬาได้มอบให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเป็นคนจัดทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพในหลาย ๆ สาขา เช่น ในเรื่องของผู้ขับเรือสปีดโบ้ท (Speed Boat) เรื่องของเรือหางยาว ผู้ดูแล ความปลอดภัยของชายหาด ผู้ดูแลด้านการท่องเที่ยว ภูเขา โดยเน้นในเรื่องของ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นก็จึงอยากจะให้รายงานนี้ถ้าจะมีความสมบูรณ์ขึ้น นอกจากการจะไปรับรองมาตรฐานด้านสถานที่ของบริษัท ของผู้ประกอบการแล้ว ควรจะเน้นการให้ความสำคัญในการรับรองมาตรฐานของผู้ปฏิบัติงานหรือที่เราเรียกว่า กรอบคุณวุฒิวิชาชีพด้วย หรือศัพท์เดิมเรียกว่า มาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ แม้แต่สถาบันอาชีวศึกษาทุกแห่งในประเทศไทย วันนี้ก็นำกรอบคุณวุฒิ วิชาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพไปพัฒนาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อจบแล้วก็ สามารถไปทำงานได้ ซึ่งรวมถึงงานท่องเที่ยวด้วย อย่างที่ในรายงานนี้พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยว สถานศึกษาที่ให้ความรู้ที่ประสาทวิชาด้านการท่องเที่ยวเป็นร้อยเป็นพันแห่ง เพราะฉะนั้น พวกนั้นก็จะรับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพที่เราพัฒนาขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเอาไปเป็น วิชาสอนด้วย เพราะฉะนั้นก็จึงอยากจะฝากไว้ว่า เนื่องจากในรายงานไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย ถ้าพูดแล้วก็จะทำให้รายงานมีความสมบูรณ์ว่ามาตรฐานต่าง ๆ ในการไปตรวจนั้น ก็จะต้องเน้น ให้ความสำคัญว่าสถาบันหรือว่าสถานประกอบการนั้นมีบุคลากรที่ผ่านการทดสอบในระดับ ที่มีความรู้ความเข้าใจสามารถให้บริการได้ ก็แน่นอนครับหลาย ๆ อย่างก็ยังเป็นลักษณะที่ เป็นความสมัครใจ ก็เช่นเดียวกับสถานประกอบการ ก็มีทั้งสมัครใจและทั้งที่เป็นมาตรฐานภาคบังคับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่วยกัน ที่ในนี้พูดถึงเรื่องของการรีแบรนดิง (Rebranding) มาตรฐาน การท่องเที่ยว ก็ต้องช่วยกันรีแบรนดิง (Rebranding) มาตรฐานของกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อให้ประเทศของเรานั้นมีบุคลากรในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ที่สามารถให้บริการได้ อย่างมีคุณภาพ และสิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านต่อไปนะคะ ท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จำกัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เรียนเชิญค่ะ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการถ่ายโอนภารกิจ เพื่องานรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ก็นับได้ว่าทางกรรมาธิการได้ทำงานที่เป็นประเด็น ที่ตรงกับการเคลื่อนไหวสำคัญของชาติบ้านเมือง อย่างน้อยก็จับมาในจุดที่รายได้หลัก ของประเทศวันนี้อยู่ที่การท่องเที่ยว และในขณะที่ใคร ๆ พูดว่าเศรษฐกิจถดถอย การส่งออกลด อุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เจอการแข่งขันมากมาย แต่เรื่องการท่องเที่ยวดูเหมือนจะได้ตีกินกัน ทั้งประเทศ ตั้งแต่รัฐบาลจนมาถึง สปท. เรา ท่านประธานครับ ออกจะแรงไปไหมครับ ถ้าผม ใช้คำว่า ตีกิน เพราะว่าผมดูเหมือนว่าเอาสิ่งที่รู้หรือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรครับ นอนเล่น ๆ ก็ทองหล่นทับ แต่กลับไม่ได้สนใจปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจจริง ๆ นี่ ว่าจะแก้ไข จะปฏิรูปกันอย่างไร ท่านประธานทราบดีนี่ครับ และสังคมที่ติดตามเรื่อง การท่องเที่ยวของประเทศทราบดีนี่ครับว่านักท่องเที่ยวที่ว่าเพิ่มขึ้น ๆ มันส้มหล่นจากจีน เขาโต นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ๆ ก็คือนักท่องเที่ยวจากประเทศมหาอำนาจที่ชื่อว่าจีน ประเทศเดียวเลย ทำไมผมกล้าพูดล่ะครับ ประเทศเดียวเลยที่เพิ่มขึ้นนี่ แต่เรื่องที่น่าตกใจ มันหล่นเป็นหลายสิบประเทศ แล้วประเทศที่มันเพิ่มขึ้นนี่เพิ่มขึ้นเพราะเขารวยขึ้น และประเทศมันอยู่ใกล้ เชียงใหม่ทะลักได้รถจีน คนจีน มีอะไรหรือครับ มีการเตรียมตัว ของการท่องเที่ยวไทยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเป็นสิบ ๆ ล้านต่อปีมาก่อนหรือครับ ไม่มี เขาก็มาเที่ยววัดพระแก้วที่ถูกสร้างไว้ ๒๐๐ ปีแล้วนั่นละครับ มาเที่ยวชายทะเลที่พระผู้เป็นเจ้า สร้างให้กับประเทศไทยมานานแล้วครับ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าแหล่งทรัพยากรท่องเที่ยว อันล้ำค่าของประเทศไทยนั้น การท่องเที่ยวราคาแพงที่หายไปนี่หายไปเพราะอะไร จะแก้ไขอย่างไร การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ที่เราพูด ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบส้มหล่น เราคิดจะปฏิรูปอย่างไร แต่เอาเถอะท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาการท่องเที่ยว มีร้อยด้านพันด้าน เมื่อสภาเราสนใจเรื่องการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ก็ถือว่าตรงจุด อีกเช่นเดียวกัน น่าชมเชยอยู่ เพราะอย่างน้อยที่สุดนี่นะครับ แม้ว่าท่านจะพูดอ้อม หรือไม่อ้อมก็ตามนี่ครับ แต่ตรงจุดที่สุด ถ้าให้ตรงที่สุดแล้วพูดเป็นรูปธรรมเลยว่านักท่องเที่ยว จีนที่เรียกว่าท่องเที่ยวศูนย์เหรียญนี่ มันต่ำมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างไร นักลงทุนจากจีน รถทัวร์ก็ทัวร์จีน โรงแรมก็โรงแรมจีน อาหารก็ร้านอาหารจีนเป็นปัญหาที่พูดกันอยู่โดยทั่วไป รัฐบาลคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างน่าชื่นใจด้วยซ้ำไป ขบวนการจับบริษัทนอมินี (Nominee) ที่มาวิ่งรถทัวร์ผูกขาดซึ่งเป็นบริษัทจีน ท่านประธานครับ การตรวจมาตรฐานซึ่งเป็นปัญหา เป๊ะ ๆ นี่นะครับ ก็คือปัญหาทัวร์จีนศูนย์เหรียญนี่แหละ คือปัญหาที่เคาะประตูการปฏิรูปเราอยู่ ส่วนมาตรฐานทั่วไปอย่างเรื่องที่พัก เรื่องโรงแรม เรื่องอะไรนี่นะครับ ส่วนใหญ่แล้วสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ภาคเอกชนโดยสถาบันเอกชนเขาแทบจะควบคุมกันเองอยู่แล้ว โรงแรมในเครือฝรั่งนี่ นะครับแถวจังหวัดภูเก็ต แถวเกาะยาว เขาหลักนะครับ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่นักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวียมานี่นะครับอันนี้ก็ ๕ ดาว ๖ ดาวหมด แต่ร้างครับท่านประธาน ไม่มีนักท่องเที่ยวพักนะครับ นี่มีมาตรฐานไหมครับ เขามีมาตรฐานเรื่องความเป็นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาหาร การบริการ เพราะเป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานระดับโลก ค่าที่พักคืนหนึ่ง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาทแต่ไม่มีคนพักครับ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาอยู่ทีละเป็นเดือน คือนักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวียที่หลงใหลในธรรมชาติ หลงใหลในทะเลเราและมีรายจ่ายสูงนั้น เขาไม่มา แล้วอย่างไรครับ ในที่สุดเราก็อย่าบอกว่าต้องมีมาตรฐานด้านโรงแรม ทั้ง ๆ ที่ มาตรฐานด้านโรงแรมนั้นสำหรับประเทศนี้ที่ชื่อประเทศไทยนี่ภาคเอกชนเขาควบคุมด้วย กลไกราคา กลไกตลาด เอาเป็นว่าโรงแรมประเทศไทยชั้นเลิศอยู่แล้ว สมาคมโรงแรมไทย ชั้นเลิศอยู่แล้ว ถ้าตรวจสอบก็ออกมาตรฐานของเขาในระดับอินเตอร์ (Inter) อยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหานี่คือหอพักแล้วเปลี่ยนมาเป็นโรงแรม แล้วให้นักท่องเที่ยวระดับต่ำที่เราเรียกว่า นักท่องเที่ยวศูนย์เหรียญมาพัก ท่านประธานที่เคารพครับ เอาละในเมื่อเรากำลังพูดถึง เรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ซึ่งชัดเจนครับ ผมได้ยินเพื่อน สปท. อภิปรายไป หลายท่านแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของกรมการท่องเที่ยว ไม่ใช่เรื่องของกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาที่มีข้าราชการอยู่ ๓๐-๔๐ คน ตรวจเรื่องการท่องเที่ยวของประเทศนี้ ไม่หวาดไม่ไหวหรอกครับ แต่แท้ที่จริงแล้วทางกรรมาธิการเองก็ชัดเจนว่าปัญหาของ การท่องเที่ยวของเรานี่นะครับ อย่างเช่นเรื่องความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยมีตั้งหลายเรื่อง โป๊ะล่มก็ความปลอดภัย เรือล่มก็เป็นความปลอดภัย เรือสกูตเตอร์ (Scooter) ชนนักท่องเที่ยว ชายหาดก็เป็นความปลอดภัย กรมการท่องเที่ยวดูแลไม่ถึงหรอกครับ เพราะฉะนั้นสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติเขาก็มีตำรวจท่องเที่ยวนะครับ หรือแม้กระทั่งโยงไปถึงกระทรวงยุติธรรมครับ ท่านประธาน ในความเห็นผมในเมื่อเรารู้แล้วว่าการท่องเที่ยวคือหัวใจของประเทศนี้ เพราะฉะนั้นการรณรงค์ให้ประชาชนนี่นะครับ ต้อนรับนักท่องเที่ยวเหมือนญาติ เหมือนแขกของบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าใครมีความผิดอาชญากรรมที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว กระทรวงยุติธรรมอาจจะมีมาตรการทางสังคมหรือคำสั่งของกรมอะไรก็ได้นะครับ ของกรมราชทัณฑ์ก็ได้ บอกว่าผู้ที่ก่ออาชญากรรมกับแขกของประเทศหรือนักท่องเที่ยว จะต้องมีโทษสูงกว่าอาชญากรรมธรรมดา เริ่มตั้งแต่ว่าจะไม่ให้ประกันตัว ความผิด รอลงอาญาจะไม่ให้ และเวลานักโทษอาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวนี่จะไม่สามารถลดโทษ หรืออภัยโทษได้ในวาระต่าง ๆ ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าแม้กระทรวงยุติธรรมหรือ กรมราชทัณฑ์ยังจะสามารถมาเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ กับมาตรฐานการท่องเที่ยวได้ เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศเราที่เขาทำโพล (Poll) กันทั่วโลกนี่เขากลัวเรื่อง ความปลอดภัย เขากลัวเรื่องความไม่ปลอดภัยในการท่องเที่ยวประเทศนี้ เพราะฉะนั้นมาตรฐานที่ท่านจะวาง การตรวจสอบที่ท่านจะดู สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย ล้วนต้องมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น นอกจากนั้นนะครับ ได้เคยมีบางรัฐบาลถือเป็นนโยบายแห่งชาติ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว เอาเป็นว่าเทศบาลไหน อบต. ไหน มาของบเรื่องถนน เพื่อการท่องเที่ยวจะได้รับการอนุมัติ ทางหลวงชนบท กรมทางหลวงถ้าสามารถระบุได้ว่า ถนนสายนี้เพื่อการท่องเที่ยวก็จะได้รับการอนุมัติเงินก่อน ท่าเรือจังหวัดบ้านผม สงขลา สตูล ทำท่าเรือไปเกาะแก่ง เกาะตะรุเตา โอ้โฮท่าเรือนะครับได้งบประมาณหรูหราเลย ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่สอดคล้องกับความเป็นชาติ แห่งการท่องเที่ยวชั้นเลิศของโลกใบนี้ เหมือนกันครับ อย่างเช่นหันไปมองเรื่องปัญหาสำคัญ อีกอันหนึ่ง คือเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เพราะประเทศเรามั่งคั่งด้วยสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวแล้ว เกาะแก่ง ชายหาด หรือสถานที่อันเป็นโบราณสถาน ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับจะปล่อยไว้ในมือใครล่ะครับ แต่ในวันนี้พูดได้ว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกำลังพิทักษ์ปกปักป่า พิทักษ์ปกปักเกาะแก่ง พิทักษ์ปกปักภูเขา เพื่อทำให้ การท่องเที่ยวของเรายั่งยืน ท่านประธานครับ จึงเห็นได้ว่าภารกิจนี้ก็ไปเกี่ยวพันกับกระทรวง อีกกระทรวงหนึ่งซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับ ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่าเรื่องของการดูแล การรักษา การพัฒนา และการตรวจสอบถึงความยั่งยืน และความเป็นเลิศของมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศนั้นจะต้องเป็นเจตจำนงของชาติ เป็นภารกิจที่นายกรัฐมนตรีต้องพูดอยู่ทุกวี่ทุกวัน กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ต้องเข้ามารับ บทบาท และคนในชาติทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าเพื่อความเป็นเลิศของชาติ ท่องเที่ยวที่เรียกว่า ประเทศไทยนั้นเราจะต้องทำอะไร เราจะต้องรักษาอะไร ไม่ต้องมี มาตรฐานการท่องเที่ยวเลย แต่คนในชาติดูแล รักษา หวงแหน มาตรฐานชั้นเลิศของ การท่องเที่ยวไว้ แต่ถ้าเริ่มต้นจากข้อกำหนด เริ่มต้นจากคนตรวจสอบ เริ่มต้นจากบทลงโทษ ๓๘ ประการ และในที่สุดรักษาการท่องเที่ยวที่เป็นเลิศไว้ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่า เอาละถ้าคิดเรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวและคิดเรื่องการตรวจสอบ การถ่ายโอน ก็เป็นเรื่องดีครับ จะไม่ให้ผมสนับสนุนนั้นไม่ได้ แต่ผมเห็นว่าเป็นปลายเหตุอย่างที่สุด เพราะต้นเหตุนั้นคือเจตจำนงแห่งประเทศนี้ คือเจตจำนงที่เราจะต้องเป็นชาติที่เป็นเลิศ ทางด้านการท่องเที่ยวของโลกใบนี้ให้จงได้ ทุกปัญหาจะต้องได้รับการบูรณาการแก้ไขจาก ทุกกระทรวง ทบวง กรม และทุกคนที่เป็นประชาชนในประเทศนี้ ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามค่ะ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ทั้ง ๕ ท่านที่กรุณาให้ข้อแนะนำซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทางกรรมาธิการจะรับไป ดำเนินการนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ขออนุญาตเอ่ยนามท่านแรกที่พูดถึงนะครับ กับท่านที่ ๓ ที่อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ความเห็นคล้ายคลึงกัน สำหรับท่านที่ ๒ นั้นที่เสนอเพิ่มเติมขึ้นมาในเรื่องการที่จะเกลี่ยข้าราชการจากหน่วยหนึ่ง ไปอีกหน่วยหนึ่งก็เป็นความคิดที่น่าสนใจนะครับ แต่อาจจะไปลองดูว่าจะเสนออยู่ในรายงานอื่น หรือไม่ แต่จะตั้งไว้เป็นข้อสังเกตนะครับ ส่วนของอีกท่านหนึ่งท่านที่ ๔ ที่อภิปราย พูดถึง ในเรื่องของบุคลากรที่ให้บริการก็มีความสำคัญนะครับ แล้วพูดถึงเรื่องสถาบันคุณภาพ วิชาชีพก็น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสจะขออนุญาตท่านแวะไปเยี่ยมไปดูนะครับ ส่วนท่านสุดท้าย ในเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญนั้นความจริงเราก็ทราบอยู่นะครับ เรื่องนี้แหล่งนี้ไม่ใช่มาจากบ้านเรา และเรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นนานแล้ว ก็เคยเดินทางไปต่างประเทศครั้งหนึ่งกับท่านรองนายกท่านหนึ่ง ก็ได้คุยกับท่านรองนายกของจีนในเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ นี่คือตั้งแต่ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนะครับ แต่ก็ยังค้างคาอยู่นะครับ แต่รัฐบาลไทยก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่นะครับ

โดยสรุปนะครับสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำในวันนี้ ทางกรรมาธิการรับจะไปพิจารณานะครับ แล้วก็จะนำเสนอท่านประธาน สปท. เพื่อพิจารณา ส่งไปยังรัฐบาลภายใน ๗ วันตามกำหนดครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ตอนนี้ขอรอสมาชิกหน่อยนะคะ เพราะว่าไฟสัญญาณลงมติเพิ่งกด ออกไป ขอรอสมาชิกสัก ๕ นาทีนะคะช่วงนี้ สมาชิกมีประชุมทั้งที่อาคาร ๒ และอาคาร ๓ กำลัง ทยอยกันมาค่ะ ให้เวลาท่านเดินหน่อยก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมนะคะ ดิฉันขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง)

ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามานะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๐ ท่านนะคะ เป็นอันครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การถ่ายโอน ภารกิจภาครัฐ การโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวหรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอให้ท่านสมาชิกโปรดใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทำการเสียงบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ ขอผลการลงคะแนนค่ะ เจ้าหน้าที่คะ มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๑ ท่านนะคะ เห็นด้วย ๑๔๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ การถ่าย โอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ อีก ๑ ท่านขานชื่อได้ค่ะ ทั้งซ้าย ทั้งขวา ขานชื่อได้เลยค่ะ

พลอากาศเอก คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา

ลงมติช้าครับ พลอากาศเอก คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา ครับ หมายเลข ๒๑ ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านเห็นด้วยหรือเปล่าคะ

พลอากาศเอก คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา

เห็นด้วยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา

ขออนุญาตค่ะ นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา เลขที่ ๐๐๘ เห็นด้วยค่ะ

พลเรือเอก ไกรวุธ วัฒนธรรม

ขออนุญาตครับ พลเรือเอก ไกรวุธ วัฒนธรรม หมายเลข ๑๓ เห็นด้วยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ค่ะ เพิ่มอีก ๓ ท่าน ท่านที่ ๔ ค่ะ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ หมายเลข ๒๘ เห็นด้วยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีอีกไหมคะ

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา

ขออนุญาตค่ะ ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา หมายเลข ๐๙๘ ค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เห็นด้วยหรือเปล่าคะ

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา

เห็นด้วยค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีอีกไหมคะ ต้องขอประทานโทษนะคะ ท่านคงประชุมกันอยู่ที่ ไกล ๆ มากเลยเพิ่งมา ขอบพระคุณที่มาค่ะ ก็จบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดินแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างการพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะคะ

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน ที่มาประชุมนะคะ และขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๔๕ นาฬิกา