เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือประเด็นการถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากล เนื่องจากปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และการครอบคลุมการตรวจสอบที่ไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ปรับบทบาทรัฐเป็นผู้กำกับดูแล ผลักดันการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและท้องถิ่น พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์มาตรฐาน "ช้างเริงร่า" และพัฒนาระบบการรับรองให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนมากขึ้น
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ เรื่องที่จะนำเสนอวันนี้คือเรื่องการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ ซึ่งเป็น การถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการ ได้นำเรียนนะคะว่าเซกเตอร์ (Sector) ด้านการท่องเที่ยวเป็นเซกเตอร์ (Sector) ที่เราจะเห็น ตัวเลขอยู่ตลอดเวลานะคะว่าความเติบใหญ่แล้วก็การขยายตัวเรื่องนี้เป็นอย่างไร ดิฉันขอนำเรียนดังนี้ว่า ภาวะอุตสาหกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของตลาดโลก ในรายงานของยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ (UNWTO) บอกว่าปี ๒๕๗๓ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมา ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทั้งหมดนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยว ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรายงานของเวิลด์ ทราเวล แอนด์ ทัวริซึม เคาน์ซิล (World Travel and Tourism Council) บอกว่าปี ๒๐๒๖ อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้นะคะ สำหรับประเทศไทยนั้นจะมีนักท่องเที่ยวมาเป็นอันดับ ๒ ของโลก นี่เป็นการคาดการณ์ การพยากรณ์ของผู้ที่ได้มีการจัดทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในเรื่องภาวะอุตสาหกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยว สถิติการท่องเที่ยวและรายได้ ของประเทศท่านจะเห็นนะคะว่าอัตราสูงเพิ่มอยู่ตลอดเวลา ปี ๒๕๕๗ ที่มันลดลงเนื่องจาก สภาวะในประเทศของเรา แต่ตอนนี้ปี ๒๕๕๘ อัตราตรงนี้ก็เพิ่มขึ้น ในแง่มูลค่าเพิ่ม ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตอนนี้ถือว่ามีตัวเลขที่ค่อนข้างสูง คือปี ๒๕๕๘ เพิ่มจาก ปี ๒๕๕๗ ๑๙.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมก็เพิ่มขึ้น ๑๖.๕๗ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว สำหรับในเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันการท่องเที่ยว ของไทย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ได้มีการจัดทำดัชนีตัวชี้วัด อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันการท่องเที่ยวของทั้งโลก ๑๔๑ ประเทศ ซึ่งรวม ประเทศไทยด้วย ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ ๓๕ ของโลก แล้วก็เป็นลำดับที่ ๑๐ ในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก แต่ว่าในลำดับที่ ๓๕ นั้นปรากฏว่ามีจุดอ่อนของการท่องเที่ยวไทย ในส่วนแรกก็คือด้านความปลอดภัย จาก ๑๔๑ เราอยู่ลำดับที่ ๑๓๒ ด้านความยั่งยืน ของสิ่งแวดล้อม เราอยู่ลำดับที่ ๑๑๖ จาก ๑๔๑ ส่วนด้านสุขอนามัยอยู่ลำดับที่ ๘๕ จุดตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศ เพราะฉะนั้น จึงนำมาถึงการที่จะศึกษาว่าถ้าเราทำให้การท่องเที่ยวของประเทศอยู่ในระดับมาตรฐาน มีคุณภาพเชื่อถือได้ แล้วก็เป็นไปตามหลักสากล แน่นอนค่ะมาตรฐานการท่องเที่ยวของ ประเทศไทยเราจะยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นนะคะ ดูตัวอย่างที่เห็นนะคะว่า สิ่งที่บอกว่าความปลอดภัยเป็นลำดับที่อยู่ในระดับค่อนข้างตัวเลข ไม่ค่อยสวยนะคะ สถิติอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็น ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์ นักท่องเที่ยวที่มาเรานี่มี จีน มาเลเซีย รัสเซีย ญี่ปุ่น ลาว เกาหลีใต้ อังกฤษ ปรากฏว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีความเสียหายนี่นะคะก็คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย แล้วก็อังกฤษ นี่คือจุดที่คิดว่าเรื่องความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่เราจะได้ข่าว อยู่ตลอดเวลานะคะ
ทีนี้มาดูหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้หน่วยงานหลักก็คือกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงนี้ก็เป็นที่รับทราบกันทั่วไปนะคะ เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๕ ได้มีการโอนภารกิจงาน ด้านการท่องเที่ยวจากเดิมที่เคยอยู่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปให้กรมการท่องเที่ยว สิ่งที่เกิดเมื่อปี ๒๕๔๕ แล้วก็ทำให้มีสถานภาพในขณะนี้ก็คือด้านอัตรากำลังของ กรมการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวซึ่งดูแลหรือให้บริการอำนวยความสะดวก ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งมีแต่จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจหรือสัดส่วนรายได้เพิ่มมากขึ้น มีข้าราชการเพียง ๑๕๒ ตำแหน่ง มีพนักงานราชการ ๑๒๗ ตำแหน่ง มีลูกจ้างประจำ ๘ ตำแหน่ง แล้วคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานนั้นมีเพียง ๓๑ คนเท่านั้นนะคะ สำหรับหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าในแง่การพัฒนา กำลังคนส่วนหนึ่งก็กรมพัฒนาฝีมือแรงงานนะคะ รัฐวิสาหกิจก็คือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคเอกชนก็มีจำนวนมาก อย่างเช่น สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ เป็นต้น ในส่วนผู้ผลิตนะคะ สถาบันการศึกษาก็มีทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรการโรงแรมและการท่องเที่ยว หรือการท่องเที่ยวและ มัคคุเทศก์ ภาครัฐเองนั้นมีถึง ๒๙๐ ภาคเอกชนมีถึง ๑๙๕ ถ้าดูสถานศึกษานี้มีเกือบ ๕๐๐ แห่งที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นะคะ ฉะนั้นเรื่องนี้ที่เราหยิบยกขึ้นมา มันสืบเนื่องมาจากมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๓ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ครม. มีมติให้ถ่ายโอน ภารกิจด้านตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ภาคเอกชน หรือภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการแทน นี่คือมติเมื่อปี ๒๕๕๓ ได้มีการติดตามการดำเนินการ ในส่วนนี้ แล้วก็ได้เอาเข้า ครม. เมื่อต้นปีนี้คือ ๕ เมษายน ๒๕๕๙ ในส่วนของ กรมการท่องเที่ยวนั้นให้ดำเนินการถ่ายโอนเรื่องการประเมินและรับรองมาตรฐานด้านบริการ การท่องเที่ยว ซึ่งนี่คือที่กำหนดไว้เมื่อปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๙ ก็มีการติดตามก็ปรากฏว่ามีการ ดำเนินการไปบ้างแล้วนะคะ ส่วนมติที่ไม่ควรเป็นเรื่องการถ่ายโอนสำหรับกรมการท่องเที่ยว ก็คือเรื่องมัคคุเทศก์ยังให้อยู่ที่นี่อยู่ ตรงส่วนนี้เราก็จะเห็นนะคะว่าสืบเนื่องมาจาก สภาพปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทยคือการท่องเที่ยวยังมีภาครัฐด้านลบ ที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข ทรัพยากรการท่องเที่ยวเสื่อมโทรมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ บุคลากรการท่องเที่ยวจะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานตรงนี้นะคะ
ทีนี้กรอบแนวคิด เราก็ได้จากการศึกษาเรื่องการถ่ายโอนทั้งหลาย หรือจะให้ ผู้อื่นมารับงานแทนของภาครัฐนั้น แน่นอนค่ะสิ่งที่สำคัญก็จะต้องมีกฎ ระเบียบ กติกา หรือมาตรการอะไรที่กำหนดไว้แล้ว ในส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือ เรื่องมาตรฐานนะคะ มาตรฐานนั้นเป็นเรื่องที่จะนำไปใช้ตามหลักสากลนะคะ ถ้าถูกต้อง เหมาะสมนำไปใช้กับเรื่องไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แล้ว มันจะทำให้คุณภาพ สม่ำเสมอ เป็นที่น่าเชื่อถือ มีความปลอดภัย นี่ก็คือเป็นกรอบแนวความคิดตรงจุดนี้
มาดูหลักสากลเกี่ยวกับมาตรฐาน มาตรฐานนั้นแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ เป็นมาตรฐานทั่วไปกับมาตรฐานบังคับ มาตรฐานทั่วไปนั้นก็ด้วยความสมัครใจ แต่มาตรฐาน บังคับนั้นก็จะต้องเอาไปดำเนินการให้เป็นไปตามข้อที่กำหนด ในการที่จะนำหลักการ เรื่องมาตรฐานไปใช้นั้นมันมีโครงสร้างระบบของมาตรฐานที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนา อย่างยั่งยืนซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในเรื่องนี้ จุดที่งานด้านการท่องเที่ยวที่เรามาดูนั้นก็คือ เรื่องเสาหลัก เสาหลักมันมี ๓ เสา เรื่องมาตรวิทยา เรื่องกำหนดมาตรฐาน เรื่องตรวจสอบ และรับรอง เราจะมาดูตรงส่วนเสาหลักเรื่องที่ ๓ ก็คือการสอบเทียบ การตรวจรับรอง แล้วก็รับรองระบบงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพความปลอดภัย สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่ ความเสมอภาค เป็นธรรม มีภูมิคุ้มกัน แล้วก็อำนวยความสะดวก จากตรงจุดนี้แน่นอนค่ะ ถ้าเรามีหน่วยที่สามารถตรวจสอบและรับรองได้ตามมาตรฐานแล้วหน่วยงานภาครัฐก็จะได้รับ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคก็ไว้วางใจแล้วก็มีหลักประกันสำหรับลูกค้าหรือคนมาซื้อบริการ
ทีนี้มาดูมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศไทยมันมี ๒ ระดับ สำหรับ ลำดับแรกก็คือมาตรฐานในประเทศ มาตรฐานในประเทศขณะนี้กรมการท่องเที่ยวได้กำหนด มาตรฐานการท่องเที่ยวไทยไว้ ๕๖ มาตรฐาน โดยแบ่งเป็น ๕ ด้าน ก็มีมาตรฐานที่พัก มาตรฐานกิจกรรม มาตรฐานบริการ มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว และมาตรฐานธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ ซึ่งใน ๕๖ มาตรฐานนั้นท่านดูรายละเอียดได้ในหน้า ๑๘ ถึงหน้า ๒๐ ในตัวบันทึก อีกมาตรฐานหนึ่งเป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งประเทศไทยเราก็เป็นสมาชิกส่วนหนึ่ง แล้วก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ไปใส่ใน ข้อตกลง ก็คือกรอบมาตรฐานบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดขึ้นในระดับอาเซียน (ASEAN) มันจะมี ๒ ส่วน ทีนี้ในการดำเนินการที่ผ่านมาในส่วนที่ ๒ ก็คือ การตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เมื่อกี้ที่นำเรียนนะคะว่ามติ ครม. บอกให้ถ้าอะไร ถ่ายโอนได้ให้ถ่ายโอนนะคะ ถามว่าตรงนี้มีการถ่ายโอนได้แค่ไหน มีค่ะ แต่มีไม่มากนะคะ เมื่อเทียบกับขนาดของการท่องเที่ยวของประเทศซึ่งมีแต่จะขยาย แล้วก็จะมีแต่การเติบโต ไปข้างหน้า เนื่องจากว่าในกระบวนการไปตรวจนั้นทุกครั้งที่ไปตรวจจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของ กรมการท่องเที่ยวไปด้วยนะคะ ๓๑ คนนั้นจะต้องไปตรวจทั่วประเทศ จะต้องไปตรวจทั้ง ๕๖ มาตรฐาน แล้วงบประมาณในการตรวจนั้นก็น้อย ตัวเลขครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๕๘ มี ๓๓ ล้านบาทที่เป็นค่าใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมด ในส่วนระบบการตรวจ ณ ขณะนี้ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวได้ให้การรับรองในเรื่องการตรวจ หรือเป็นแอ็กเครดิเทชันบอดี (Accreditation Body) ไป ถ้าเป็นหน่วยที่เป็นเทิร์ดปาร์ตี้ (Third Party) นะคะ ก็จะมี วว. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) ซึ่งเป็นมูลนิธิของไอเอสโอ (ISO) เรียกว่า แมสซี (MASCI) ศูนย์รับรองระบบมาตรฐาน นานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งจะมี ๓ แห่ง ซึ่งเป็นแอ็กเครดิเทชัน (Accreditation) ของกรมการท่องเที่ยว ในส่วนอื่นก็จะมีสมาคมโรงแรม ซึ่งจะเป็น คณะกรรมการตรวจประเมินสถานที่พัก คณะกรรมการมาตรฐานโฮมสเตย์ (Homestay) แล้วก็ตรวจรับรองเรื่องอาหารฮาลาล (Halal) นี่คือส่วนที่ได้ดำเนินการไป ถามว่า ได้ดำเนินการไปมากน้อยแค่ไหน เพียงไร จากจำนวนตัวเลขที่ท่านเห็นในเอกสาร ก็จะดำเนินการไปไม่มากนะคะ ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ในขณะที่ตัวโรงแรมมี ๒๐,๐๐๐ แห่ง แล้วก็เป็นสมาชิกของโรงแรมประมาณ ๙,๐๐๐ แห่ง ขณะนี้ตรวจไปได้ เพียงแค่ไม่กี่ร้อยแห่ง นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องอะไรที่จะต้องดำเนินการอีกมากนะคะ
ทีนี้มาดูในแง่ประเด็นความคิดในเรื่องการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ หลักในเรื่อง กลไกการปฏิรูปภาครัฐนั้นเรามองอยู่ ๔ หลักนะคะ ก็คือ
ประการแรก รัฐจะต้องปรับบทบาทของตัวเองจากการที่ให้ถอยออกมาจาก การเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วก็เอาหลักของบทบาทภารกิจหลักเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ต้องสวมบทบาทตรงนี้ให้เป็นหลัก
ในส่วนที่ ๒ ภาคธุรกิจจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะงานบริการประชาชน ให้อย่างเสมอภาค เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องมีการพัฒนาภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วม
ประการที่ ๓ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้เป็นผู้ตัดสินใจร่วมด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้างานอะไรที่ไปลงในพื้นที่ท้องถิ่นควรจะมีส่วนร่วมตรงนี้ด้วย
ประการที่ ๔ ให้สังคมเข้ามาช่วยตรงนี้นะคะ นั่นก็คือว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่สังคม คิดว่าทำแล้วเกิดประโยชน์คงจะต้องเป็นสิ่งที่จะต้องช่วยร่วมกันไม่ว่าจะเป็นลักษณะของเงิน สนับสนุนหรือว่าในแง่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการไปดำเนินการ
ในส่วนข้อเสนอแนะของการปฏิรูปนะคะ เราจะแบ่งเป็น ๒ ระยะ ระยะแรก ก็จะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ระยะที่ ๒ ก็คือว่าให้เป็นไปตาม หลักมาตรฐานสากลที่ควรจะเป็นคือถ่ายโอนให้เอกชนทั้งหมด ในส่วนที่เป็นระยะแรก เราก็คิดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาช่วงเวลาหนึ่งเพราะว่ามันจะต้องเป็นการเตรียมการของ หน่วยงานเจ้าของเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
ประการแรกก็คือกำหนดให้มาตรฐานท่องเที่ยวบางประเภทเป็นมาตรฐาน บังคับ มาตรฐานที่เป็นอยู่ขณะนี้ ๕๖ มาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐานสมัครใจเป็นหลัก แต่เรา มองว่ามาตรฐานที่มีผลต่อความปลอดภัยควรจะเป็นมาตรฐานบังคับ อย่างเช่น กิจกรรม เกี่ยวกับการล่องแก่ง เกี่ยวกับการปีนหน้าผา เกี่ยวกับเรือรับจ้างนำเที่ยว แบบนี้จะต้องเป็น มาตรการบังคับ แต่ถ้ามาตรการอื่น ๆ ทั่วไปถ้าไม่มีผลกระทบกับความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินก็ยังคงเป็นมาตรฐานทั่วไปอยู่
ประการที่ ๒ ในเรื่องพัฒนาการตลาดเกี่ยวกับเครื่องหมายมาตรฐาน การท่องเที่ยว ท่านคงเห็นภาพช้างเริงร่าที่ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงแรก ช้างเริงร่าที่ท่านเห็นนั้นถามว่า เราในห้องนี้เคยเห็นกันไหมนะคะ เราคงเห็นตราเชลล์ชวนชิมมากกว่าตราช้างเริงร่า เราเห็น ตราเชลล์ชวนชิมที่ไหนเรามักจะว่าร้านนี้ไว้ใจได้น่าเข้าไปนะคะ ดิฉันก็ถามว่าช้างเริงร่า เกิดมานานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่มีใครรู้จัก เขาบอกว่าเกิดมาพร้อมกับกรมการท่องเที่ยว คือ ๑๐ กว่าปีแล้วนะคะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้คงจะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องเร่ง เร่งในการ พัฒนาตลาดเกี่ยวกับเครื่องหมายตรงนี้ว่ามันมีคุณค่า มันมีความจูงใจ มันมีสิ่งที่จะตามมา ถ้าได้เครื่องหมายตรงนี้ไปติดตามหน่วยงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าต้องเป็นเรื่อง การทำตลาดให้มาตรฐานที่กรมเป็นเจ้าของนี้ได้รับการยอมรับกันมากขึ้น แล้วก็อาจจะต้อง ประสานงานกับทาง ททท. ซึ่งเขามีภารกิจหลักในเรื่องการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ ให้เข้าไปสู่ในระบบร่วมกันว่ามันเป็นเครื่องหมายนะคะ เครื่องหมายที่ถ้าได้รับการรับรองแล้ว จะทำให้คนทั่วไปได้ทราบว่าคุณภาพเป็นอย่างไร คุณภาพ มาตรฐานหรือความมั่นคง ปลอดภัยเป็นที่ยอมรับ
ทีนี้ในเรื่องต่อมาก็คือเรื่องการจัดระบบมาตรฐานการท่องเที่ยวให้สอดคล้อง กับตัวมาตรฐานสากล อย่างที่นำเรียนในเบื้องต้นว่าการดำเนินการที่ผ่านมา มีเพียง แอ็กเครดิต (Accredit) ไปเพียง ๓ หน่วยงานกับขนาดระบบการท่องเที่ยวหรือสถานที่ การท่องเที่ยวทั้งประเทศ แน่นอนค่ะการบริการในเรื่องนี้คงยังตอบสนองความต้องการ หรือความมั่นใจของผู้ใช้บริการไม่ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นหน่วยงานหลัก หน่วยงานเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือกรมการท่องเที่ยวจะต้องรับบทบาทหนักในเรื่องการจัดทำและกำหนด หลักเกณฑ์จัดทำคู่มืออบรม แล้วก็ออกการรับรองหน่วยที่จะไปทำหน้าที่แทนตรงนี้ให้ได้ ให้ครอบคลุมในช่วงเวลาที่จะดำเนินการตรงนี้นะคะ แล้วก็จะต้องไปทำหน้าที่เป็นหน่วย ตรวจรับรองมาตรฐานทั้งหลายว่าสถานที่อย่างไรที่จะต้องออกไปรับรองนะคะ
ในประการที่ ๓ ก็คือตรวจรับรองเรื่องทั้งที่พัก ทั้งอาหารอะไรทั้งหลาย ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งอย่างที่นำเรียน ทั้งประเทศเรามี ๗๖ จังหวัด ที่ผ่านมานั้นกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬามีราชการบริหารส่วนภูมิภาคเพียงแค่ ๓๑ จังหวัด มันก็เป็นปัญหาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะต้องวิ่งเข้าไป นำเสนอจังหวัดที่เป็นจังหวัดแม่นะคะ แต่ขณะนี้ได้มีการกำหนดให้การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเรื่องการตรวจรับรอง มาตรฐานของพื้นที่ก็จะเสนอให้มีคณะกรรมการตรวจ สร้างกลไกในระดับจังหวัดนะคะ เป็นคณะกรรมการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวจังหวัด ก็เสนอให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วองค์ประกอบก็ประกอบด้วยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็สถาบันการศึกษา ให้การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้มีหน้าที่ตรวจประเมินและการรับรองมาตรฐาน การท่องเที่ยวตามเกณฑ์ที่กรมกำหนดแล้วก็ออกใบรับรองนะคะ ตรงนี้คนไปตรวจ คนนี้ เป็นคนให้ตรารับรอง แต่คนออกไปตรวจนั้นให้เป็นชุดทำงานที่เรียกว่า ไตรภาคี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษา ประกอบด้วยภาคเอกชน มาจาก สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งก็มีสาขาทุกจังหวัดเช่นเดียวกัน แล้วก็ผู้แทนของพื้นที่ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเป็นชุดไปตรวจตามจุดที่กำหนดนะคะ แล้วก็นำเสนอ คณะกรรมการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวซึ่งกรมการท่องเที่ยวจะต้อง ไปแอ็กเครดิต (Accredit) ให้ทุกจังหวัดเมื่อตรวจและผ่านกระบวนการนี้แล้วช้างเริงร่า ก็จะไปติดตามจุดต่าง ๆ ที่ผ่านการประเมิน เราคิดว่าตรงนั้นยังไม่พอนะคะ ช้างจะต้องยั่งยืน และยืนยงต่อไป นั่นก็คือจะต้องมีระบบออดิต (Audit) จะต้องมีกระบวนการออดิต (Audit) หลังจากที่ได้การรับรองในชั้นแรกแล้ว เพราะฉะนั้นในการไปตรวจติดตามนั้นกำหนด ให้มีคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขต ซึ่งตรงนี้กลไกของกระทรวงเองก็มี คณะกรรมการนี้อยู่แล้วนะคะ เราก็จะจัดให้คณะนี้ไปออดิต (Audit) ไปรับรองว่าที่ผ่านมานั้น ยังยั่งยืนอยู่แค่ไหนเพียงไร ถ้ายั่งยืนอยู่ก็ให้ดำเนินการต่อหรือให้มีการรับรองตรงนั้นต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นกระบวนการที่ให้กระจายงานที่จะให้รับผิดชอบก็คือ ถ่ายโอนงานซึ่งเดิมกรมการท่องเที่ยวเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียวนั้นกระจายให้พื้นที่รับผิดชอบ นะคะ แล้วก็ให้ภาคส่วนอื่นมาร่วมดำเนินการตรงส่วนนี้ ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือให้เพิ่ม บทบาทของกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในการช่วยพัฒนากระบวนการตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ขณะนี้เนื่องจากว่าใช้งบประมาณจากรัฐบาลเพียงส่วนเดียว โอกาสที่จะได้ไปตรวจให้ครอบคลุมและทั่วถึงยังมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้ากองทุนสามารถ ที่จะกำหนดเรียกค่าธรรมเนียมได้ก็จะเอาค่าธรรมเนียมนั้นให้เป็นค่าตอบแทนสำหรับคนที่ ไปดำเนินการตรวจสอบหรือประเมินตรงส่วนนี้นะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อเสนอว่า กลไกในการตรวจสอบจะต้องมีการ ๑. ขยายผลอย่างรวดเร็ว ๒. ภาคส่วนอื่นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมเป็นผู้ดำเนินการตรงส่วนนี้ การดำเนินการจะได้ทั่วถึง
ในส่วนที่ ๒ ที่เป็นระยะถัดไปนั้นเราก็มองว่าในส่วนที่เป็นชุดไตรภาคีทั้งหมดนั้น จะต้องเป็นเรื่องต่อไปถ้ามีการพัฒนาขึ้นก็จะต้องถ่ายโอนให้ภาคเอกชน ซึ่งตามหลัก มาตรฐานทั่วไปนั้นหน่วยตรวจและรับรองโดยทั่วไปจะเป็นภาคเอกชนรับผิดชอบตรงนี้นะคะ เพราะฉะนั้นถ้ากระบวนการตรงนี้ได้มีการผลักดัน มีการขับเคลื่อนให้บรรลุผล ความเชื่อมั่น เรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวหรือการท่องเที่ยวของประเทศไทยซึ่งจะขยายอย่างต่อเนื่อง อยู่ตลอดเวลาย่อมได้รับการเชื่อถือในเรื่องคุณภาพ ในเรื่องความปลอดภัย ในเรื่องการได้ มาตรฐานนะคะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คิดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวมีความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน แล้วก็สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น จะเป็นการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการรักษาแล้วก็อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท้ายที่สุดก็คือ สร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยซึ่งจุดนี้ก็ถือว่า ข้อเสนอหรือมาตรการหรือแนวดำเนินการตรงส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่รัฐเองจะสามารถ เปลี่ยนบทบาท ซึ่งจะต้องลดบทบาทในการเป็นผู้ปฏิบัติงานเอง โอเปอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งไปร่วมอยู่กับเขาและกำลังก็มีอยู่แค่นี้ ถ้าคนของกรมไม่ไปด้วยก็ไม่สามารถไปได้ เพราะฉะนั้นต้องถ่ายตัวออกมาจากตรงนี้นะคะ ถอนตัวออกมาจากตรงการเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) นะคะ ให้เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นหลัก แล้วก็ให้เป็นหน่วยที่จะ เป็นผู้ไปรับรองหน่วยที่จะไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าทั้งหมดนี้มีการผลักดันให้สำเร็จ การรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวของบ้านเราที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นลำดับ สูง ๆ ของประเทศ รวมทั้งรายได้หรือของภูมิภาคมันย่อมบังเกิดขึ้นค่ะ ขอบคุณมากค่ะ