เสรี สุวรรณภานนท์ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการถ่ายทอดการประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่สาธารณะและสื่อมวลชน ย้ำถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามบทบาทของสมาชิกสภา พร้อมยืนยันความโปร่งใสในกระบวนการจัดทำรายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มีการประชุมเห็นชอบร่วมกันทุกขั้นตอนและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเรียกร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อเสนอของ สปท. และกรรมาธิการอย่างมีเหตุผลและเป็นธรรม โดยย้ำว่าข้อเสนอทั้งหมดเกิดจากความรับผิดชอบและเจตนาเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้มาจากการอคติหรือการลำเอียงทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. และเป็นกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนะครับ
คือเรื่องแรกที่อยากจะชี้แจงทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกก็คือเรื่องของ การถ่ายทอด เมื่อสักครู่คุณหมอชูชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้พูดถึงนะครับ เรื่องการที่เรา ประชุมแล้วนี่ควรประชุมภายใน อย่าได้ถ่ายทอดเพราะว่าอาจจะมีการแสดงหรือ คำพูดที่กระทบกับสภาหรือส่วนอื่น ๆ ได้นะครับ ต้องกราบเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เคยพูด กันมาตลอดทุกสภานะครับ แต่ในการที่จะถ่ายทอดมุมหนึ่งก็มีความจำเป็น เพราะว่า การที่จะออกสื่อสาธารณะไปได้นี่นะครับ เราก็จำเป็นต้องใช้โอกาสของการประชุมสภา ในการจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณะ โดยเฉพาะสื่อมวลชนนะครับ ผมว่าก็ยังมี ความจำเป็น ส่วนการที่สมาชิกอภิปรายในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเอกสิทธิ์ เขามีเสรีภาพ มีอิสระในการเสนอความคิดเห็น เพราะฉะนั้นการทำงานในสภาก็คงต้องมี ความอดทนอยู่ระดับหนึ่งในการที่จะต้องรับฟัง อันนี้คืองานที่เกิดขึ้นนะครับ ก็ยังเห็นว่า น่าจะมีความจำเป็นที่ต้องให้ข้อมูลแต่ละด้านสำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยให้เขาได้เข้าใจด้วย นะครับ
ส่วนที่ท่านนิกร จำนง ได้พูดถึงรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จริง ๆ รายงานดังกล่าวที่ออกสู่สาธารณะก็ผ่านการประชุม ของกรรมาธิการ แล้วก็มีการประชุมอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาตลอด แต่ละเรื่องที่กรรมาธิการ ได้แบ่งหน้าที่งานให้อนุกรรมาธิการไปดำเนินงานนั้นนี่นะครับ ในวาระการประชุมของ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็จะมีอยู่หัวข้อหนึ่งก็คือ ให้รายงาน การทำงานความคืบหน้าของอนุกรรมาธิการแต่ละเรื่อง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผ่านใน กรรมาธิการก็จะผ่านเป็นลำดับ และสุดท้ายเมื่อได้ร่างรายงานสุดท้ายแล้วก็จะถามสมาชิกว่า ได้ปรับปรุงแก้ไขในแต่ละเรื่องที่สมาชิกเสนอนั้นเป็นสุดท้ายลักษณะเช่นนี้นะครับ ถือว่าท่านเห็นด้วยทุกคนไหม ทุกคนก็เห็นด้วย ก็จัดทำมาเป็นรายงานแล้วก็ให้กับสื่อมวลชน ที่เขาติดตามกันอยู่ตลอดได้ทราบนะครับ ดังนั้นเรื่องที่ออกมาจึงเป็นโดยหลักก็คือมติเหมือนท่านประธานถามในห้องประชุม มีท่านใดเห็นด้วยไหม ถ้าไม่เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะ ก็จะถามกัน ลักษณะอย่างนี้ตลอดนะครับ จะไม่มีเรื่องใดที่ไม่มีมติออกมานะครับ
ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี่นะครับ ในกรรมาธิการด้านการเมือง ก็จะนำเข้าประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อความสบายใจแล้วให้เห็นได้ว่าเราก็รับฟังเนื้อหาสาระ ที่มีการเสนอในแต่ละเรื่อง และมีการวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องรับฟังเสียงข้างนอกครับ เสียงความคิดเห็นของข้างนอกแล้วเราก็มาดูว่าเหตุผลเขาเป็นเรื่องที่ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากเป็นเรื่องที่ถูกต้องและดีเราก็นำมาปรับแก้ได้นะครับ เราไม่ได้ยึดโยงว่าเสนออะไรแล้ว นี่ปรับปรุงไม่ได้
ส่วนข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อเสนอกระทรวงมหาดไทยก็ดี เรื่อง คสช. มาช่วยงานก็ดี ท่านวิทยานี่อภิปรายอธิบายได้อย่างชัดเจนนะครับว่าจริง ๆ แล้วคนที่เสนอ ตัวจริงนี่นะครับ ก็คือท่านวิทยา แก้วภราดัย ต้องขีดเส้นชื่อนี้ไว้ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้ว กลายเป็นว่าเรามาเสนอแล้วเราไม่รู้ใครเสนอ แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะนะครับ เมื่อกี้ท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน บ้าง ท่านอื่นบ้างนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม บอกว่าเวลาไปชี้แจงสื่อมวลชนต้องให้มันชัด ๆ ว่าเป็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป หรือกรรมาธิการ หรือสมาชิกคนใดคนหนึ่งนะครับ ต้องเรียนว่าถ้าหากว่าเราได้อ่านสื่อ ทั้งหมดนี่นะครับมันเป็นธรรมชาติของสื่อมวลชน เวลาเขาเขียนนี่นะครับ ดูจ่าหน้าเป็นหัวไม้ เขาจะต้องเขียนภาพรวมนะครับ อาจจะบอกว่า สปท. เห็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือเสนอ อย่างนั้นอย่างนี้นะครับ ก็ต้องเรียนว่าต้องอ่านเนื้อหา ในเนื้อหานี่นะครับก็เขียนเอาไว้ว่า มีใครเสนอมาจากกรรมาธิการหรือไม่อย่างไร หรือสมาชิกเห็นอย่างไร ถ้าอ่านเนื้อหา ในสื่อมวลชนทั้งหมดก็จะมีความชัดเจน สื่อมวลชนก็เป็นธรรมชาติของสื่ออยู่แล้วอย่าไป ต่อว่าเขาเลยนะครับ มันก็เป็นธรรมชาติ เราก็ดูในเนื้อข่าวให้หมดก็แล้วกันนะครับ นอกจากนั้นนี่นะครับ ที่ท่านวันชัย สอนศิริ ได้พูดถึงนะครับว่าสื่อมวลชนเวลาจะเขียน ข้อความก็จะมาจากคำสัมภาษณ์ของฝ่ายการเมืองเอง ดังนั้นถ้อยคำที่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย เขาก็จะพยายามใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ดูแคลนนะครับ อย่างเช่นข้อเสนอดังกล่าวนั้น สอพลอกับเผด็จการบ้าง เมื่อกี้ที่ท่านวันชัยพูดชะเลีย คสช. บ้าง ตัวคนเสนอเองเป็น เผด็จการบ้าง ตกยุคบ้าง เป็นอีแอบทางการเมืองบ้าง เขียนเป็นไอ้ห้อยไอ้โหนบ้างนะครับ ข้อความเหล่านี้นี่นะครับ จริง ๆ แล้วพออ่านไปทั้งหมดนี่นะครับเนื้อหามันไม่มีอะไรเลย แต่มันเป็นถ้อยคำที่เขาหยิบขึ้นมาเขียนเพื่อให้เห็นนะครับว่า สิ่งที่เขาอยากจะสื่อ หรืออยากจะเน้นก็คือให้ได้รับความสนใจ ผมนี่อดทนกับข้อความเหล่านี้ เพราะเราถือว่า ข้อเสนอดังกล่าวเราไม่ได้ทำอย่างที่เขาเขียน เราไม่ได้ทำอย่างนักการเมืองฝ่ายเก่า ๆ ที่เขา หยิบมาพูด เขาสัมภาษณ์ เราไม่มีเจตนาอย่างนั้นเลยครับ ข้อเสนอดังกล่าวนั้นเป็นไปด้วย อิสระ เป็นไปด้วยเหตุผล เป็นไปด้วยมุมมองของแต่ละคนที่มีประสบการณ์ เมื่อนำมาเสนอ ก็อาจจะเป็นแนวทางเดียวกับสิ่งที่มันควรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยนะครับ ก็คืออย่างเช่น เราบอกว่าให้ คสช. นี่นะครับช่วยกันขอความร่วมมือจาก คสช. ให้มาช่วยดูแลจัดการ การเลือกตั้งให้สงบเรียบร้อยนะครับ ก็กลายเป็นถูกตีความไปว่าให้ คสช. มาทำหน้าที่ เหมือนเข้าไปแทรกแซงงาน กกต. อย่างนี้เป็นต้น เราเสนอให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยงาน กกต. เราก็ถูกว่าเอาอำนาจ กกต. ไปให้กระทรวงมหาดไทยนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้นี่นะครับ ต้องยอมรับนะครับว่ามันเป็นข้อเสนอแนวทางที่ฝ่ายหนึ่ง หรือฝ่ายใดก็ตามนี่ไม่เห็นด้วย แต่พอไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ข้อสำคัญคือต้องพูดกันด้วยเหตุผลครับ เราน่าจะให้ฝ่ายการเมืองในยุคปัจจุบันนี้นักการเมือง รุ่นใหม่เสนอว่าข้อคิดเห็นดังกล่าวที่ สปท. เสนอหรือใครก็ตามหรือจะเป็นสมาชิกคนใด โดยส่วนตัวเสนอไปก็ตาม มันมีเหตุผลที่ฝ่ายนั้นเห็นดีกว่าอย่างไรนะครับ ผมอยากให้เป็น ลักษณะนั้น แล้วสื่อมวลชนเองก็ต้องขออนุญาตใช้เวทีนี้ฝากไปยังสื่อมวลชน ถ้อยคำลักษณะ อย่างนี้มันเหมือนคอลัมนิสต์ (Columnist) บางคอลัมน์ (Column) เท่านั้นเอง ที่เขียน วิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติด้วยแนวทางความคิดเห็นของสื่อมวลชนเองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฝ่ายที่ เขาไม่เห็นด้วยก็จะเขียนวิพากษ์วิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่ง แล้วคอลัมน์ (Column) ดังกล่าวนั้น ก็เขียนแนวทางเดียวกันอยู่ตลอดนะครับ มันทำให้เห็นครับว่าถ้าจะขอร้องกันนี่ก็เข้าใจว่า ในหน้าที่สื่อมวลชนเอง ถ้าเราไม่กล้าที่จะพูดเรากลัวสื่อมวลชนแล้วเราไม่กล้านำเสนอ มันก็กลายเป็นเรื่องที่นำเสนอข้อมูลไม่ถูกต้อง แต่ถ้าโดยพื้นฐานแล้วท่านประธานครับ ไม่มีใครหรอกครับอยากจะไปทะเลาะกับสื่อมวลชน ไม่มีใครหรอกครับอยากไปว่าสื่อมวลชน ไปเถียงกับสื่อมวลชน แต่สิ่งสำคัญก็คือพอเวลาสื่อมวลชนไปเขียนภาพรวมก็ดี ถ้อยคำก็ดี เหมือน สปท. ชะเลียอย่างนี้นะครับ ชะเลียก็คือมาจากสุนัขชอบไปเลียเอาใจนาย ถามว่า เป็นอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ สปท. เลยครับ เพียงแต่ว่าพอเวลาเขาเขียนด้วยความอคติหรือไม่ อย่างไรก็ตามคนอื่นก็รู้สึกครับ รู้สึกกลายเป็นว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ผมไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เป็น สปท. คนหนึ่ง แต่ทำไมสื่อมวลชนเขียนเป็นลักษณะอย่างนี้ครับ ทุกคนก็เดือดร้อน เสียหายไปหมด แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ สิ่งที่เราเสนอนั้นเสนอด้วยจิตสำนึก ด้วยความรับผิดชอบ เสนอด้วยเหตุด้วยผลนะครับ ส่วนใครก็ตามถ้าหากว่าไม่เห็นด้วย ก็พูดกันมาด้วยเหตุผล เราก็จะเอาเหตุผลมาใช้ แต่เราไม่มีเหตุผลอะไรหรอกครับว่าเรา จะต้องไปเอาใจ คสช. เพราะ คสช. ท่านไม่ได้ไปลงเลือกตั้งด้วย บางทีก็เขียนไปในแนวทาง เหมือนกับว่า คสช. จะลงเลือกตั้งเสียเอง ดังนี้เป็นต้น ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ เพื่อความเข้าใจนะครับ เพราะมีนักการเมืองบางคนเท่านั้นเองที่ให้สัมภาษณ์ แล้วก็ใช้ถ้อยคำ ที่รุนแรง เหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลน แต่นักการเมืองเหล่านี้เชื่อเถอะครับ อนาคตผมว่า ถ้าเข้าระบบการปฏิรูปการเมืองของเรา ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองจะเป็นของประชาชน ประชาชนจะต้องสกรีน (Screen) จะต้องมีการกลั่นกรองคนที่จะเป็นตัวแทนแล้วก็มาลง เลือกตั้ง นักการเมืองที่พูด ๆ อยู่ทุกวันนี้ผมเชื่อได้เลยครับถ้าหากว่ากระบวนการการปฏิรูป ของเราลุล่วงนะครับ ผมว่าประชาชนไม่เอาหรอกครับ ก็พิสูจน์กันนะครับว่านักการเมือง ที่ออกมาพูดแล้วก็ดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยาม ดูแคลนคนอื่นผมว่าเขาก็ฆ่าตัวเขาเอง แล้วผม ก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในยุคปัจจุบันเขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เขาต้องการเห็น การปฏิรูปประเทศนะครับ อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น อยากให้การเมืองน้ำเน่ามันหมดไป ให้มีแต่คนดี ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่แล้วรักษาผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้ก็คือส่วนที่จำเป็นนะครับ ต้องกราบเรียนเพื่อ ทำความเข้าใจด้วยความเคารพนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน