อำพล จินดาวัฒนะ หารือการปฏิรูปการท่องเที่ยวผ่านการกระจายอำนาจและการส่งเสริมความเท่าเทียม โดยเน้นบทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้จัดตั้งกลไกกำกับมาตรฐานการท่องเที่วด้วยจตุพลังที่รวมภาครัฐ ภาคเอกชน วิชาการ และประชาสังคม เพื่อถ่วงดุลอำนาจและสร้างความสมดุล รวมถึงเรียกร้องการปฏิรูประบบราชการโดยการปรับเกลี่ยและฝึกอบรมข้าราชการจากหน่วยงานที่มีภารกิจลดลงมาสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญที่ขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กราบเรียนท่านกรรมาธิการครับ คณะกรรมาธิการท่านได้เสนอเรื่อง ที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นจังหวะที่สำคัญสำหรับบ้านเมืองนะครับ ผมขออนุญาตสนับสนุน โดยภาพรวม แล้วก็คิดว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำเรื่องปฏิรูปที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวนี้ ซึ่งก็เกี่ยวข้องอย่างมากกับเรื่องการปฏิรูประบบราชการ ท่านได้เสนอส่วนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่ง เป็น พาร์ต ออฟ เดอะ โฮล (Part of the whole) คือเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ทีนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อจะเชื่อมโยงนะครับ ผมคิดว่าขณะนี้คนทั้งโลกเราก็ตระหนักดี ว่าการท่องเที่ยวคือคำตอบของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เหมือนกันหมดทั่วโลก ขณะนี้ทั่วโลกเขาใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรใหญ่ในการเดินเรื่อง เศรษฐกิจนะครับ โลกได้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้ว ๔ การเชื่อมโยง คือเชื่อมโยงทางกายภาพ เชื่อมโยงทางมนุษย์ เชื่อมโยงทางองค์กร เชื่อมโยงเสมือนจริง ผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยว มากมาย แล้วก็เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการเสนอไว้ชัดเจนครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยว ในขณะที่เราก็ไปท่องเที่ยวประเทศอื่นมาก พอสมควร แต่ประเทศอื่นก็มาท่องเที่ยวประเทศไทย เพราะเรามีทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง ผมคิดว่า สิ่งที่ท่านเสนอมา ทำให้เราเห็นถึงทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทยอย่างมาก นะครับ จุดแข็งในการท่องเที่ยวประเทศไทยนั้นก็เราก็ทราบกันดีถึงเรื่องวัฒนธรรมวิถีไทย สิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ความหลากหลายแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป บางคน บอกบางประเทศนั้นเขามาเที่ยวเมืองไทยเพราะว่าเขาต้องการเสรีภาพแบบไม่มีขีดจำกัด ที่มีอยู่ในเมืองไทย บางคนก็มาเรื่องธรรมชาติ วิถีธรรมชาติต่าง ๆ นะครับ เรามีศักยภาพ ในเรื่องของต้นทุน ฐานทุน แต่เราอาจจะมีความท้าทายในเรื่องการจัดการ ซึ่งอันนี้ก็เป็น ปัญหายาวนานมาตลอด สิ่งที่มันเกิดขึ้นในบ้านเรานั้นโครงสร้างใหญ่นั้นคือโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ คนส่วนน้อยได้มาก คนส่วนใหญ่ได้น้อย โครงสร้างนี้มันยังปรากฏอยู่ ในแผ่นดิน พอเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามา ถ้าเราส่งเสริมผิดทิศทางมันก็จะทำให้ความเหลื่อมล้ำ มากขึ้น คนส่วนน้อยได้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ครับ แล้วในที่สุดนั้นพื้นที่ ท้องถิ่น ชุมชนก็จะทำได้ แค่เป็นเพียงปัจจัยการท่องเที่ยวแต่ไม่ได้รับอะไรมากขึ้นเท่าที่ควร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เราก็ตระหนักดีโดยทั่วกัน คราวนี้สิ่งที่ท่านได้กรุณานำเสนอเพื่อจะมีการปฏิรูป ผมเข้าใจดีครับ เป็นส่วนหนึ่ง ท่านจับประเด็นเรื่องของการพยายามจะลดการที่ถืออำนาจรัฐไว้ แล้วก็มีการ ถ่ายระดับลงไป จะเรียกภาษาหนึ่งก็คือการกระจายอำนาจ ซึ่งผมคิดว่าทิศทางนี้ถูกต้องนะครับ
อันที่ ๒ ท่านจับประเด็นเรื่องมาตรฐานคุณภาพ การตรวจสอบ การกำกับ ก็เป็น ๒ มาตรการที่ผมเห็น ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องคิดคู่กันไปมันมีอย่างน้อย ๒ มาตรการครับ
มาตรการที่ ๓ คือมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น เมื่อสักครู่ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญท่านได้กล่าวถึงก็ด้วยความห่วงใย ท่านเสนอแนะ แม้แต่ทั้งมาตรฐานต่าง ๆ นั้นไม่ใช่มีแต่เรื่องรายใหญ่ครับ การท่องเที่ยวเราต้องส่งเสริม คนเล็กคนน้อยทั้งแผ่นดินให้เขาเป็นเจ้าของการท่องเที่ยว ประเทศเราถึงจะได้ประโยชน์ ชุมชนท้องถิ่นคนเล็กคนน้อยประชาชนคนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ ถ้าเราไปเผลอส่งเสริม อยู่แค่ข้างบน หรือคนที่มีโอกาสมือยาวสาวได้สาวเอา
– ๕๓/๑ เราไปมีมาตรฐานมันอาจจะกลายเป็นการขีดคั่นและทำให้เขาเข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งผมคิดว่าคือหัวใจ ถ้าเป็นไปได้ท่านอาจจะใส่ไว้ ในรายงานด้วยดีไหมครับเพื่อจะให้เห็นว่านอกจากดูเรื่องมาตรฐานคุณภาพแล้วการกระจาย อำนาจให้มีบทบาทที่พื้นที่แล้วต้องดูเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็ง เดี๋ยวผมจะขอแตะ ตรงนั้นนิดหนึ่ง
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมคิดว่าท่านคิดอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะต้องดูให้หนักแน่นคือ การมีส่วนร่วมครับ ท่านใช้หลักนี้อยู่แล้วเรื่องการมีส่วนร่วมนะครับ ผมเองนั้นที่ผมเสนอนี้ เป็นห่วงเป็นใยข้างล่าง คือชุมชนท้องถิ่น เราพบว่าการท่องเที่ยวเข้าไปถึงที่ไหนชุมชนท้องถิ่น แตกสลายมาก และการท่องเที่ยวจะเป็นรูปแบบเบ็ดเสร็จจากข้างนอกเข้าไปข้างในเสมอ เราจะเห็นที่หลีเป๊ะปัจจุบันนี้นะครับ เราเห็นที่พีพี เราเห็นที่ในเมือง ที่ภูเก็ต เห็นที่ปาย แม่ฮ่องสอน มันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวชุมชนแล้ว มันกลายเป็นการท่องเที่ยวที่จัดการ โดยคนนอกแล้วเข้าไปใช้พื้นที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสร้างมาตรฐานต่าง ๆ ยังไม่ใช่ คำตอบอย่างเดียว โอกาสของคนในพื้นที่ที่เขาจะลุกขึ้นมาทำเรื่องการท่องเที่ยวมันมี น้อยลงไปเรื่อย ๆ และเราก็จะสูญเสียนะครับ ขณะนี้แม่กำปองที่เชียงใหม่ขึ้นชื่อลือชามาก และตอนช่วงหยุดคนจะไปเที่ยวจนเรียกว่ารถติดเป็นหลาย ๆ ชั่วโมงจะไม่เหลือความเป็น ชุมชนท้องถิ่น คนที่นั่นจะไม่ได้อะไรเลยครับ ที่ดินจะถูกเปลี่ยนมือแล้วการท่องเที่ยว ก็จะมีการเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานอย่างเดียว การมีกรรมการไปออดิต (Audit) ก็ดี ไปแอ็กเครดิต (Accredit) ก็ดี ยังไม่ใช่คำตอบของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่เป็นภาพใหญ่ครับ ถ้าท่านเคยไปบ้านจำรุงที่ระยองนะครับ อันนั้นการท่องเที่ยว โดยชุมชนท้องถิ่น มีโฮมสเตย์ (Homestay) มีการทำโดยภาคประชาชนเข้มแข็งมาก เขายั่งยืนแล้วเขาต่อเนื่อง ถ้าใครไปติดตามเขาเป็นสิบ ๆ ปีจะพบว่าความงดงามมันดีขึ้น และมันมีความยั่งยืนครับ มาตรฐานต่าง ๆ เราต้องไปหนุนเสริมพวกเหล่านั้นและต้องไปช่วย ที่เขากำลังถูกกระทำ ถูกการท่องเที่ยวโดยทางฝ่ายทุนเข้าไปทำ มันทำให้เขายิ่งลำบากครับ เป็นแค่ปัจจัยการท่องเที่ยวเท่านั้น และผมคิดว่าหัวใจเรื่องนี้อยู่ที่การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษที่เราใช้อยู่ตลอดก็คือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ผมคิดว่าการเสริมสร้างความเข้มแข็งการท่องเที่ยวต้องคู่ไปกับเรื่องคุณภาพมาตรฐานครับ ความรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมครับ ให้ชุมชนท้องถิ่น ให้ชาวบ้านเขาทำได้ จริง ๆ แล้วตอนนี้ รัฐบาลก็เปิดแนวคิดนี้ เรื่องประชารัฐมีการส่งเสริมให้ใช้งบประมาณต่าง ๆ ไปส่งเสริม การท่องเที่ยวและให้ประชาชนเป็นเจ้าของครับ หัวใจสำคัญที่สุดที่เป็นจุดอ่อนคือการจัดการ การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องการจัดการอยู่ในตัวชี้วัด แอ็กเครดิต (Accredit) ออดิต (Audit) ด้วย แล้วก็เป็นตัวชี้วัดในเชิงการส่งเสริมครับ ให้มีความเข้มแข็งมันจะไปได้ถูกทาง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยไปเห็นที่นิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เขาขายการท่องเที่ยวมานานแล้ว เขามีการศึกษาสูงสำหรับ คนของเขา แล้วก็มีการส่งเสริมโดยรัฐให้คนของเขาจัดการท่องเที่ยว เราไปในหมู่บ้าน บางแห่งมีประชากรแค่เพียง ๒๐๐ คนนะครับ การจัดการการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน ในตำบลนั้นทั้งหมดเขาจัดการโดยชุมชน คนนอกมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย แต่คนใน เป็นตัวหลักครับ เราไปเห็นการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นมีที่พักแบบเรียวกังสมัยดั้งเดิม มีจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินการโดยคนในชุมชน แต่ถ้าท่านไปสังเกตนะครับ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องครัว ห้องน้ำอะไรต่าง ๆ เป็นไฮเทคโนโลยี (High Technology) ทั้งหมดใช้คนบริหาร จัดการน้อยมากซึ่งเป็นคนพื้นถิ่น แต่เขาได้มีการส่งเสริมให้คนเหล่านั้นใช้ได้และทำได้ แสดงว่ามันจะต้องมีการส่งเสริมมากเลยครับ เพื่อจะให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการ การท่องเที่ยว แล้วมันจะมีความยั่งยืน เพราะมันจะไปเชื่อมกับคนที่อยู่ในชุมชนท้องถิ่น และจะไปเชื่อมกับการที่ทำให้เกิดการยั่งยืนคือมันอยู่ในวิถีชีวิตของเขา ไม่ใช่การท่องเที่ยว ที่ทุนลงไปทำแล้วทุนก็เอาเงินไปหมด ซึ่งอันนี้เป็นทิศทางที่กระผมพูดยาวสักนิดตรงนี้ เพื่อจะกราบเรียนฝากท่านประธานกรรมาธิการ ซึ่งอาจจะไม่ตรงประเด็นเรื่องที่ท่านทำ เสียทีเดียวแต่มันควรจะต้องขมวดไว้ในรายงานเพื่อให้คิดในส่วนเหล่านั้นด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นเราก็อาจจะไม่ตรงเป้ามากเท่าที่ควร
ประเด็นที่ ๒ ถัดมาในส่วนที่ท่านเสนอไว้ในเรื่องของกองทุนก็ดี คณะกรรมการก็ดี ผมไม่มีอะไรขัดข้องนะครับ ฝากเพียงแต่ว่าตรงคณะกรรมการ ท่านปานเทพท่านได้ห่วงใยไว้แล้วเรื่องถ่วงดุลครับ ผมคิดว่าหลักการที่จะมีการแอ็กเครดิต (Accredit) ก็ดี ออดิต (Audit) หรือทำอะไรก็ดีนะครับ ท่านอย่าปล่อยมือจากรัฐทั้งหมดนะครับ ด้วยข้อจำกัดบอกว่าข้าราชการที่ดูแลเรื่องนี้น้อย ก็จะไปปล่อยมือหมด ผมคิดว่าต้องเป็นจตุพลังครับ กลไกที่จะดูแลส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งกำกับคุณภาพมาตรฐานควรจะเป็นจตุพลัง คือ ๑. ภาครัฐครับ ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นนี่ผมรวมกันเป็นภาครัฐ ภาคที่ ๒ ภาคเอกชน เอกชนนี่เขาไปได้ที่ผมเรียนแล้ว เขาก็ไปกันทุกวันนะครับ ภาคที่ ๓ ท่านคิดไว้แล้ววิชาการ ผมคิดว่าฝากภาคที่ ๔ ผมดู ในคณะกรรมการจังหวัดของท่านไม่มีครับ ภาคประชาสังคมครับ ภาคประชาสังคมคือ กลไกที่จะช่วยเข้ามาถ่วงดุลภาครัฐ เอกชนด้วยนะครับ ท่านเขียนผู้ทรงคุณวุฒิไว้เป็นฝ่าย การศึกษาทางวิชาการ ผมอยากให้ท่านเติมว่าต้องมี ๑ พลังที่รวมเป็นจตุพลัง คือ พลังประชาสังคมครับ กราบเรียนท่านประธานถึงท่านกรรมาธิการครับว่าขณะนี้รัฐบาล ทำเรื่องประชารัฐ เศรษฐกิจฐานราก เผอิญผมอยู่ในคณะกรรมการชุดหนึ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ใน คณะทำงานนะครับ คำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีก็มีไปแล้วว่ากลไกในการทำงานใน ภาคจังหวัดนี่ให้มีตัวแทนภาคประชาสังคมด้วย แล้ววันนี้มีการจัดตั้งศูนย์ประสาน ภาคประชาสังคม เรียกว่า ศปจ. ที่จังหวัดทุกจังหวัดแล้ว มีภาคประชาชนองค์กรต่าง ๆ เข้าไป ฝากท่านครับ อย่าลืมภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมคือองค์กรสาธารณประโยชน์ ที่เขาจะไปถ่วงดุลทุกฝ่ายให้ทิศทางมันถูกต้อง ถ้าเผื่อว่าไม่ครบก็อาจจะเบ้ได้นะครับ ไปในทางเอกชนมากขึ้น หรือแม้แต่วิชาการอย่างเดียวก็อาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของ ความเป็นจริงในพื้นที่ได้นะครับ ผมเสนอท่านเป็นเรื่องจตุพลัง ซึ่งอันนี้ก็เป็นการเติม ให้สมบูรณ์
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย ผมขอวกมาเรื่องสุดท้ายแล้ว เรื่องใหญ่ที่ ผมฟังท่านกรรมาธิการเสนอแล้ว ผมคิดว่านี่คือเรื่องใหญ่ของบ้านเรา ก็คือท่านได้รายงานว่า อัตรากำลังข้าราชการที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีจำนวนเป็นร้อยเท่านั้นเอง ซึ่งในขณะเดียวกันท่านได้รายงานว่าตัวเลขการท่องเที่ยวประเทศไทยมีเป็นล้านล้านบาท นะครับ นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก แสดงว่านี่คือเหตุผลที่เราจะต้องปฏิรูประบบราชการ ที่ต้องคิดข้ามสาขาครับ คิดข้ามกระทรวง ทบวง กรมครับ ไม่เช่นนั้นเรากำลังใช้ระบบ ราชการเดินหน้ามาร้อยกว่าปี น่าจะไม่ได้ปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สมัยอดีตไม่มีเรื่องการท่องเที่ยวมากมายขนาดนี้ วันหนึ่งเรามีกระทรวง มีข้าราชการ เราไป ติดขัดเรื่องจำนวนข้าราชการ แต่ในขณะเดียวกันราชการที่ทำงานอยู่บางเรื่องปัญหาเก่า มันหมดไปแล้วครับ หรือมันเกือบจะหมดไปแล้ว ความสำคัญลดลงไปมากเลย แต่ข้าราชการ ในสาขานั้นยังมีจำนวนมาก ในขณะเดียวกันสาขาที่ควรจะมีมากเพื่อเข้ามาเป็นตัวสนับสนุน สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้ยิ่งใหญ่ อาจจะต้องมีข้าราชการจำนวนเป็นพันก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ไปขอเพิ่ม ถ้าไปขอเพิ่มรายกระทรวง ก็ไม่ได้ละครับ เป็นไปได้ไหมครับ การปฏิรูประบบราชการต้องมองข้ามสาขา แล้วมอง ในลักษณะที่จะต้องเด็ดขาดจริง ๆ ครับ ตรงไหนปัญหาลดไปแล้ว ผมไม่อยากจะยกตัวอย่าง จริง ๆ เราทราบดีครับ ถ้าในด้านสาธารณสุขที่ผมดูแลนะครับ บางเรื่องนี่เป็นปัญหาในอดีต ปัจจุบันนี้ไม่มีปัญหาแล้วครับ แต่มีคนจำนวนมากเลยเป็นข้าราชการอยู่นะครับ สาขาอื่น ก็เช่นเดียวกันครับ ปัญหาเปลี่ยนไป ความสำคัญลดลงไม่ได้หมายความว่าเขามีปัญหา แต่สภาพการณ์มันเป็นอย่างนั้น ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวมหึมาเลยเป็นเครื่องจักรใหญ่ ในการเดินเศรษฐกิจ เราก็ตกม้าตายตรงที่ว่าไม่มีข้าราชการ ไม่มีคนไปส่งเสริมความเข้มแข็ง ผมคิดว่านี่คือการปฏิรูปที่ต้องคิดข้ามสาขา เรื่องใหญ่ครับ ผมรู้ว่าเรื่องนี้ยาก แต่เป็นไปได้ ไหมครับ ถ้าปฏิรูประบบราชการถ้าเราไม่คิดอันนี้มันฟันฝ่าไม่ได้ เราจะต้องมีการเกลี่ยอัตรา หรือเกลี่ยคน ผมย้ำนะครับ ถ้ามีการเกลี่ยไม่ได้หมายความว่าเขามีปัญหา แต่งานตรงนั้น ลดความสำคัญ ลดสภาพปัญหาไปแล้ว มีงานใหม่เรื่องใหม่สำคัญ เราจะชิฟต์ (Shift) คน ได้ไหมครับ หรือถ้าไม่ได้เราทำออกแบบรีเอนจิเนียร์ (Re-engineer) ได้ไหม เราใช้คนข้าม สาขากันได้ไหมครับ เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ความเข้มแข็งเหล่านี้ เราฝึกอบรม ข้าราชการในองค์กรอื่นหน่วยอื่นที่มีงานไม่มาก ผมย้ำนะครับ วันนี้ข้าราชการบางหน่วย มีงานไม่มากครับ มีข้าราชการบางส่วนจริง ๆ ที่งานน้อยจนกระทั่งต้องไปทำงานอื่น เราจะทำได้ไหมครับที่เอาคนเหล่านั้นเข้ามา เป็นข้าราชการของประเทศนี่แหละ มาส่งเสริม พัฒนา อบรม ฟื้นความรู้ต่าง ๆ ให้เขาเข้าไปเป็นสิ่งที่ท่านกำลังทำนี่ละครับ แอ็กเครดิต (Accredit) ก็ดี ออดิต (Audit) ก็ดี เอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ส่งเสริมก็ดี ถ้าใช้แบบนี้ก็อาจจะไม่ใช่ต้องการเพิ่มจำนวนข้าราชการแต่เพิ่มวิธีการทำงาน ราชการใหม่ ผมคิดว่าอันนี้ขึ้นอยู่กับนโยบาย โพลิติคัลวิวส์ (Political views) ถ้าชัดเจนว่า เราจะเดินอย่างนี้เป็นนโยบายออกมาแล้วให้ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เขามีข้าราชการ ผมย้ำนะครับ เกินครับ มาช่วยทำเหล่านี้ได้ไหม แต่ถ้าเราพูดว่าเกินเขาก็ไม่พอใจ ทำอย่างไรจะชวนเขา มาร่วมให้การท่องเที่ยวเป็นวาระร่วมกัน ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานมีส่วนสำคัญในการ สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งในระบบการท่องเที่ยว อันนี้ก็อาจจะเป็นวิธีปฏิรูปแนวคิดหนึ่ง ที่จะทำให้เรื่องนี้ที่ท่านอยากจะทำให้มันบรรลุมีความเข้มแข็งเข้มข้นมากขึ้น ขออภัย ท่านประธานที่เลยเวลานิดหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าอยากจะขอบคุณท่านกรรมาธิการ แล้วก็คิดว่า สิ่งที่ผมนำเสนอนั้นเห็นความสำคัญจริง ๆ แล้วก็คิดว่ามีเรื่องที่น่าจะสามารถทำได้เพื่อเสริม ความเข้มแข็งอันนี้มากขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ