คุรุจิต นาครทรรพ หารือถึงบทบาทของการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสนอให้ถ่ายโอนการตรวจสอบมาตรฐานการท่องเที่ยวไปสู่ภาคเอกชนหรือสถาบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานบังคับสำหรับมัคคุเทศก์และบริษัทนำเที่ยว รวมถึงระบบตรวจสอบและต่ออายุอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษามาตรฐานและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันแสดงความกังวลต่อการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวที่อาจกลายเป็นการอุดหนุนเอกชน และเสนอทางเลือกในการส่งเสริมมาตรฐานผ่านการอบรมหรือสัมมนาเพื่อความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพมากกว่า
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ที่นำเสนอรายงานเรื่องการถ่ายโอน ภารกิจภาครัฐ ในหัวข้อการถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ท่านประธานครับ ผมก็ได้มีโอกาสไปนั่งอ่านรายงานนี้ในช่วงสุดสัปดาห์มานะครับ ก็ได้รับความรู้หลายเรื่อง ทีเดียวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจของประเทศ และยิ่งเมื่อในช่วง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีข่าวเรื่องของการท่องเที่ยวซึ่งอาจจะเป็นภาพลบของการท่องเที่ยว ประเทศไทย เรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ ก็เรียกได้ว่ารายงานของกรรมาธิการก็เข้ามาสู่สภา ในช่วงเวลาถูกที่ถูกจังหวะเลยทีเดียวนะครับ จากรายงานของกรรมาธิการก็ทำให้ผมทราบถึง เหตุผลความจำเป็นแล้วก็ข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งคิดว่าบรรดาเพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชน ที่รับฟังก็น่าจะได้รับทราบด้วยนะครับว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทางตรงจาก การท่องเที่ยวของไทย หรือที่ในรายงานท่านเรียกว่า ทัวริซึม ไดเรกต์ จีดีพี (Tourism Direct GDP) ในปี ๒๕๕๘ ก็มีมูลค่าถึง ๗๘๓,๔๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๕.๗๙ ของรายได้ ประชาชาติ จีดีพี (GDP) เลยทีเดียว และที่สำคัญมากไปกว่านั้น ผมเองก็เพิ่งทราบ จากรายงานนี้ว่าท่านได้ประมวลมาว่าการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวสามารถ ที่จะมีการจ้างงานได้ขยายไปถึง ๔,๑๖๘,๐๐๐ คน ซึ่งก็ทำให้คนมีงานทำเยอะเลยทีเดียว นะครับ แล้วก็มีภาษีทางอ้อมจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๆ มากกว่า ๖๓,๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็ในปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวสูงสุดจะมาถึง ๒๙.๙ ล้านคน มีรายได้เข้าประเทศ ๑.๔๕ ล้านล้านบาท แล้วก็ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา เยี่ยมเยือนมากที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นกรรมาธิการการเศรษฐกิจที่ท่านได้เคยทำรายงานไปก่อนหน้านี้ ในเรื่องของ การพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศไทยก็ได้เสนอที่สอดคล้องกับรายงานของท่านก็คือ ให้มีการโอนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไปให้เอกชนทำให้มากที่สุดนะครับ แล้วผมก็เปิดดูรายงานในภาคผนวกก็พบว่า มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้เอง ตามข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ.ร. เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจ ภาครัฐ ซึ่งก็เขียนไว้ข้อหนึ่งเลยว่าหน่วยงานราชการควรทบทวนภารกิจของตนเอง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นลักษณะของไปดำเนินการเองเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ควรจะถ่ายโอนไปสู่ภาคอื่น ๆ เช่น ไปสู่การจ้างเหมาภาคการศึกษา สถาบัน หรือภาคเอกชนก็แล้วแต่ และเมื่อถ่ายโอนแล้วรัฐบาลก็จะไม่สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม หรือไม่จัดสรรอัตรากำลังเพิ่มเติมให้หน่วยงานที่มีภารกิจไปแล้ว
สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวก็ได้ทราบด้วยความไม่รู้ว่าจะดีใจหรือว่ามันมากไป หรือน้อยไป น่าจะน้อยไปนะครับว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยกรมการท่องเที่ยว เขาก็ได้จัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในหลาย ๆ ประเภทไว้นี่รวม ๆ ก็มีถึง ๕๓ มาตรฐานแล้ว อยู่ในระหว่างจัดทำอีก ๓ ก็เป็น ๕๖ มาตรฐานนะครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็มีข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการเพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงรายงาน ของท่านสัก ๒-๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกคือ กระผมก็เห็นด้วยกับรายงานและหลักการในรายงานของ ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเสนอในเรื่อง การถ่ายโอนงานตรวจรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวนี้นะครับ เพื่อถ่ายโอนไปให้ภาคเอกชน หรือสถาบันการศึกษา หรือสมาคมวิชาชีพทำนะครับ จุดประสงค์ก็คือเพื่อยกระดับคุณภาพ การท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงานแล้วก็สร้างเงินเข้าประเทศ นอกจาก ยกระดับแล้วอะไรที่ดีอยู่แล้วก็รักษามาตรฐานให้มันคงอยู่ การยกระดับและการรักษา มาตรฐานการท่องเที่ยวก็เพื่อ หลัก ๆ ก็คือเราก็ต้องไม่ลืมว่าเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ให้กับนักท่องเที่ยว แล้วก็สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักท่องเที่ยวว่าเขาจะไม่ถูกเอารัด เอาเปรียบในประเทศไทย ไม่ถูกนำไปในที่อโคจร ไม่เกิดอุบัติเหตุเพราะความสะเพร่านะครับ ไม่ไปกินอาหารท้องเสีย อยู่ในโรงแรมที่โฆษณาอย่างทำอีกอย่าง หรือว่าไปขายของเกินราคา อันนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทั้งสิ้น ผมเห็นด้วยกับการที่ท่านเสนอให้กรมการท่องเที่ยว ปรับบทบาทให้เป็นหน้าที่กำกับดูแล กำหนดมาตรฐาน เป็นศูนย์ข้อมูล จัดทำคู่มือกำหนด หลักเกณฑ์ และรวมถึงการกำหนดหน่วยงานหรือองค์กรที่จะรับรองมาตรฐาน แต่การที่ท่าน เสนอให้ถ่ายโอนภารกิจการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวซึ่งมีอยู่ถึง ๕๖ มาตรฐานหรือ อาจจะมีมากกว่านั้นไปให้ไตรภาคีก็ดี หรือสถาบันการศึกษาก็ดี หรือสมาคมวิชาชีพก็ดี ผมก็อยากให้ไปพิจารณาต่ออีกสักนิดว่าไม่ใช่สักแต่ว่าโอนไปให้เอกชนแล้วมันจะดี ถ้าผู้รับโอนไม่ดีมันก็ไม่ดีได้เหมือนกัน แล้วมันก็จะไม่มีมาตรฐานนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่ง สำคัญก็ควรจะต้องเขียนให้คลุมไปด้วยว่าองค์กรหรือหน่วยงานรับรองมาตรฐานเองก็จะต้อง มีมาตรฐานด้วยนะครับ แล้วที่สำคัญท่านโอนไปให้ภาคเอกชนทำ สมาคมวิชาชีพทำ สมมุติ มาตรฐานโรงแรม มาตรฐานร้านอาหาร มาตรฐานแพล่องแก่ง หรือมาตรฐานโฮมสเตย์ (Homestay) หน่วยงานนั้นต้องไม่มีคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) หรือไม่มีการตรวจแบบลูบหน้าปะจมูก ถ้าโรงแรมของฉันเองก็ตรวจผ่านได้ตรา ถ้าโรงแรม ของฉันเองได้ตราไปแล้วถึงแม้มาตรฐานลดก็ยังได้ตราอยู่นะครับ แล้วก็มาตรฐานมันต้องเป็น มาตรฐานที่มีระบบตรวจสอบ ทบทวน ผมเองไม่อยากเห็นมาตรฐานเป็นแบบใบขับขี่ตลอดชีพ หรือเป็นมาตรฐานแบบ ขอประทานโทษ ชวนชิมทั้งหลายแล้วก็ติดตรา แล้วเมื่อร้านอาหารนั้น เปลี่ยนเจ้าของ แม่ครัวออกไป ๓ คนแล้วก็ยังติดตราชวนชิม ไปกินก็ไม่อร่อยนะครับ มันก็ ไม่ใช่มาตรฐานแบบนั้น มันควรจะเป็นมาตรฐานแบบสติ๊กเกอร์ (Sticker) ติดรถยนต์นะครับ คือเปลี่ยนปีใหม่หรือขึ้นปีใหม่ต้องมารีนิว (Renew) ได้อยู่เสมอ อาจจะให้สัก ๒ ปีหรือ ๓ ปี ไม่ใช่มาตรฐานแบบวินมอเตอร์ไซค์ใส่เสื้อวินแล้วก็ขับได้หมด บางคนใส่เสื้อวินมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ยังขับย้อนศร ข่มขู่ผู้โดยสาร โก่งราคาค่าโดยสาร อย่างนี้เขาเรียกมีเสื้อวินแต่ไม่ได้ ทำตัวให้เป็นมาตรฐานก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอในหลักการเป็นเรื่องที่ดี แต่จะคุมให้มันมีมาตรฐานได้อย่างไรนะครับ เห็นด้วยที่ควรจะกำหนดว่ามาตรฐานปัจจุบันทั้ง ๕๖ มาตรฐานเป็นมาตรฐานสมัครใจ คือถ้าใครมาทำก็ให้ตรา ไม่ทำก็แล้วไป มันทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ แต่จากบทเรียนเรื่อง ทัวร์ศูนย์เหรียญก็ดี หรือนักท่องเที่ยวไปตกระกำลำบากก็ดี มันก็ควรจะมีมาตรฐานบังคับ ซึ่งท่านก็ได้เสนอไว้ ผมเองก็อยากจะเสนอเลยว่ามาตรฐานมัคคุเทศก์กับมาตรฐานธุรกิจ หรือบริษัทนำเที่ยวต้องเป็นมาตรฐานบังคับ ผมเองไปเที่ยวต่างประเทศ ไกด์ที่ขึ้นมา อย่างไปอังกฤษจำได้เลยเขาจะต้องมีเหรียญมาห้อยคอ มีเป็นตราน้ำเงิน ตราขาว ตราน้ำตาล เหมือนยูโด ยูโดสายขาว สายแดง สายน้ำตาล สายดำ คือถ้าท่านไม่ได้สายอะไรขึ้นมา ท่านมาบรรยายไม่ได้ บริษัทท่องเที่ยวก็เหมือนกันถ้าไม่ได้ตรานี้คนก็อย่าไปใช้บริการ เพราะไม่อย่างนั้นก็เดี๋ยวจะเป็นแบบทัวร์ศูนย์เหรียญอีก แล้วมาตรการนี่ต้องไม่ใช่มาตรฐาน แบบใบขับขี่ตลอดชีวิตครับ ต้องเป็นมาตรฐานแบบมีอายุ มีสติ๊กเกอร์ (Sticker) ต้องมีการ ทบทวนต่อทุก ๒ ปี ๓ ปี ไม่อย่างนั้นก็ปลดมาตรฐานนี้ออกไป เห็นด้วยที่กรมการท่องเที่ยว ควรทำตัวเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) กับออดิเตอร์ (Auditor) เท่านั้น ตรวจมาตรฐาน แล้วก็ต้องลงโทษอย่างจริงจัง ถ้าหน่วยรับรองมาตรฐานและหน่วยออดิต (Audit) ไม่ได้มาตรฐานก็ต้องเพิกถอนไม่ให้ไปรับรองอีกต่อไปนะครับ
ส่วนเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของกองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว ผมเองก็ยังไม่ค่อย แน่ใจนะครับ แล้วก็อยากจะขอสงวนความเห็นว่ายังไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร เพราะเกรงว่า จะเป็นการเอาเงินไปเอื้อหนุนในธุรกิจที่แสวงกำไรนะครับ ถ้าท่านมีมาตรการควบคุมก็ดีไป แต่ว่ามันน่าจะไม่ใช่เอาเงินของรัฐไปอุดหนุนธุรกิจที่เขาก็ทำได้อยู่แล้วนะครับ จริง ๆ ถ้ารัฐ จะทำก็ทำให้ฟรีไปเลยดีกว่าจัดคอร์ส (Course) ศึกษาอบรมให้สถาบันพระปกเกล้าจัดอบรม มาตรฐานการท่องเที่ยวในระดับอินเตอร์ (Inter) หรือระดมสมอง จัดสัมมนา แล้วก็ขยายผลไป เพราะฉะนั้นเรื่องกองทุนผมคิดว่าเรามีเยอะแล้วก็ไม่อยากให้ตั้งมาใหม่ แล้วก็ไปบังคับ เก็บเงินคนโน้นคนนี้มา คนที่เป็นสมาชิกก็จ่าย คนที่ไม่เป็นสมาชิกก็ไม่ต้องจ่าย มันก็เกิด ความไม่เท่าเทียมกัน โดยรวมก็เห็นด้วยกับรายงานของท่านนะครับ ก็อยากให้ประสบ ความสำเร็จจะได้เป็นตัวอย่างกับหน่วยงานอื่น ขอบพระคุณครับ