อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงบทบาทของ สปท. ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามโรดแมพระยะที่ 2 ย้ำว่าการปฏิรูปเป็นงานร่วมของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะที่ 1 พร้อมเสนอให้ประธานกรรมาธิการร่วมประชุมกับทีมปฏิรูปทุกกระทรวงเพื่อความสอดคล้องและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจและการตั้งศาลปราบปรามการทุจริต ซึ่งจำเป็นต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี ครับ เผอิญเป็นเรื่องที่ต้องชี้แจงตอนนี้ครับ เพราะว่าคำอภิปรายของท่านนั้นมีหลายประเด็นที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายจะต้องชี้แจง และบางเรื่องก็ไปพาดพิงถึงแม่น้ำสายอื่นด้วย ข้อมูลที่ท่านได้รับอาจจะไม่ครบถ้วน แต่ว่าต้องเรียนชี้แจงอย่างนี้ว่าในการดำเนินการของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายการจัดระเบียบวาระ เป็นไปตามรายงานของ สปท. ที่ส่งไป ซึ่งเชื่อว่า สปท. ได้เห็นความสำคัญแล้ว แล้วก็ส่งไป นะครับ ซึ่งจากความสมบูรณ์ของรายงาน เพราะฉะนั้นการจัดระเบียบวาระนั้น ก็ถือว่า สมเหตุสมผล ส่วนเรื่องประเด็นเรื่องพรรคการเมืองและเรื่องอื่น ๆ นั้น ความจริงในส่วนของ การผลักดันเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศจะไม่ได้อยู่ในส่วนเฉพาะช่องทาง สปท. เท่านั้น ทางรัฐบาลโดย ครม. โดย คสช. หรือว่า สนช. หรือ กรธ. เขาดำเนินการปฏิรูปต้นน้ำ ได้เหมือนเราครับ ถึงได้ย้ำว่าขอให้เข้าใจนะครับว่าการทำงานของ สปท. เราในยุคนี้ ในโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ เป็นการทำงานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) ไม่ใช่ สปท. มาผูกขาดว่าเป็นองค์กรเดียวที่จะเสนอการปฏิรูปประเทศ ขอให้เข้าใจตรงกัน และความจริง รัฐบาลได้ปฏิรูปประเทศมาก่อนหน้าที่จะเกิด สปท. ด้วยซ้ำไป คือในโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ถ้าท่านจำได้นะครับ ตั้งแต่พฤษภาคมปี ๒๕๕๗ จนถึงกันยายนปี ๒๕๕๘ เราเรียกว่าโรดแมป (Road map) การปฏิรูปประเทศระยะที่ ๑ โดยแม่น้ำ ๕ สายตอนนั้น มี สปช. และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านบวรศักดิ์นะครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เข้าสู่ ยุคการขับเคลื่อนแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ทำงานร่วมกันแบบทีมเวิร์ก (Teamwork) เลยนะครับ เรามีแผนแม่บทปฏิรูปประเทศที่เรียกว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปของ สปช. ส่งมอบ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อเดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๘ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงตั้ง สปท. ขึ้นมาอย่างไรครับ เพื่อมาแปลงจากพิมพ์เขียวนั้นมาเป็นแบบก่อสร้างเลยคือวิธีการปฏิรูป และการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง มันไม่เหมือนการเปิดสวิตช์ (Switch) ไฟ เปิดปิด ได้ทันที กรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายทราบดีทุกคนครับ เวลาเข้าไปในการพิจารณาวิป (Whip) ๓ ฝ่ายทุกเช้าวันพุธนี่ครับ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปอะไรก็ตาม ส่วนราชการที่มาแม้แต่หน่วยงานราชการหลักอย่างที่ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ได้กล่าวถึงว่ามีอยู่ ๖ หน่วยงานหลัก ไม่ว่าสภาพัฒน์ สภาความมั่นคง ก.พ. ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ อยู่ตรงนั้นหมดครับ แผนปฏิรูปที่เราเข้าไป ก็จะมีข้อท้วงติงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นด้วย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีทุกแผนเลย ไม่ได้หมายความว่าเราเสนออะไรไปแล้วเขาจะเห็นพ้องต้องกันหมดครับ แม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจจะเห็นพ้องต้องกันส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องฟังว่าแผนนี้ เป็นคำตอบสุดท้ายหรือเปล่า แต่ผมเรียนเพิ่มเติมนะครับว่านี่คือกระบวนการทำงานเพื่อที่จะ ทำให้เป็นยุคของการปฏิรูป เรามีรัฐประหารมา ๑๓ ครั้ง ๑๔ ครั้ง มีรัฐธรรมนูญมา ๑๙ ฉบับ มีครั้งไหนไหมครับที่ปกติพอรัฐประหารเสร็จก็ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็เลือกตั้ง แล้วก็วนเวียนอย่างนี้ตลอดชีวิตของพวกเรา แต่ครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม มีการตั้ง สปช. เสร็จแล้วมาตั้ง สปท. แล้วก็ตั้งกลไกอย่างที่ผมและคณะ ได้รายงานไปว่ามีกลไกฟันเฟืองอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อที่จะให้การเปลี่ยนผ่านการปฏิรูป ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งเป็นไปได้มากที่สุด
ส่วนประเด็นว่าข้อเสนอของท่านนั้นดีมาก ก็คือว่าการติดตามว่าไปถึงไหนแล้ว ในรายงานนั้นเป็นรายงานที่ฝ่ายเลขานุการร่วมนะครับ คือในวิป (Whip) ๓ ฝ่าย มีฝ่าย เลขานุการร่วม ก็คือท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม
๒. ก็คือว่าในส่วนของ สปท. เองก็ได้มีการสรุปรายงานให้วิป (Whip) ซึ่งประธานกรรมาธิการทุกคณะอยู่ในวิป (Whip) สปท. ครับ และเรายังได้สรุปรายงาน อย่างนี้ให้ท่านสมาชิกทุกสัปดาห์ ซึ่งถ้าท่านได้อ่านติดตามท่านจะทราบถึงความคืบหน้า ขณะเดียวกันในส่วนวิป (Whip) ๓ ฝ่ายของเราก็จะได้นำข้อเสนอของท่านไปดำเนินการ ก็คือการอัปเดต (Update) ว่าร่างกฎหมายไปอย่างไร แล้วก็ข้อเสนอเชิงการใช้อำนาจ ทางบริหารไปถึงไหน มีมติคณะรัฐมนตรีมีอะไรต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ทางวิป (Whip) ๓ ฝ่าย โดยเลขานุการร่วม ซึ่งผมได้ชี้แจงไปแล้วว่าท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย คือท่านรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ท่านเตรียมนัดมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ของทุกกระทรวง คือวันนี้แผนการปฏิรูปมันลงไปถึงในระดับหน่วยปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นก็ถึงขั้นที่ว่า หน่วยปฏิบัติจะต้องรายงานกลับแล้ว แต่เพื่อให้พร้อมกันเลยท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ก็เชิญมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ของทุกกระทรวงมาประชุม ซึ่งในวาระโอกาส ดังกล่าวผมก็จะขอให้เชิญประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของเรา ไปร่วมประชุมด้วย จะได้ทำงานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) และรู้เท่ารู้ทันกันในเรื่องของ การขับเคลื่อน
ส่วนประเด็นตัวอย่างแล้วกัน เรื่องของการปฏิรูปที่ท่านถามว่ามีอะไรที่ จับต้องได้ มันไปมากแล้วครับ ในชีวิตการทำงานผมเป็นรัฐมนตรีหรือเป็น ส.ส. แล้วพวกเรา ก็เป็น ส.ว. เป็นอะไรมานี่ และรับราชการกันมา ก็ทราบดีว่าการตรากฎหมายก็ดี หรือการจะ แก้ไขเพื่อให้เกิดการปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ง่าย ในขณะที่ประเทศเพิ่งพ้นวิกฤต มาอยู่ก้นเหวแทบจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว แทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองแบบซีเรีย ๒ ไปแล้ว เรามาถึงวันนี้เพียง ๒ ปี ท่านถามเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งต้องยอมรับว่ายากมาก และเป็นปัญหาหมักหมมสะสมมา ใครเป็นรัฐบาลก็บอกจะปฏิรูปก็ไม่เห็นทำ มิหนำซ้ำ บางครั้งก็เอาตำรวจไปเป็นเครื่องมือรับใช้ทางการเมือง ซึ่งไม่ถูกต้องเลยขาดระบบคุณธรรม อย่างสิ้นเชิง เราเสนอแผนปฏิรูปไปท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านวิรัช ชินวินิจกุล แสดงให้เห็นภาพรวม ๙ แผนปฏิรูป บันได ๙ ขั้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จากนั้นคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว ก็มีการตั้งอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ มีท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน ท่านก็ทยอยทำแผนมาผ่านคณะกรรมาธิการชุดใหญ่เข้า สปท. ไป ๓-๔ แผนแล้ว เมื่อเข้ามาแล้วไปพิจารณาในชั้นวิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๓ ฝ่ายเห็นชอบ วันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำแผนปฏิรูปตำรวจ โดยเอาแผน สปท. ไปประกอบ แล้วก็นโยบายของรัฐบาลส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ ครม. ไปตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนมิถุนายนครับ ทั้งหมด ๑๐ แผน ของเรา ๙ เขามี ๑๐ ส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์สอดคล้องต้องกัน วันที่ ๒๑ มิถุนายนคือวันประกาศดีเดย์ (D-day) ปฏิรูปกิจการตำรวจครับ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก็ว่าได้ สตช. โดย ผบ.ตร. เชิญตำรวจระดับบริหาร ๒,๐๐๐ กว่าคนประชุมกันที่เมืองทอง แล้วก็มีทั้งหมด ๑๐ แผน สั่งให้ผู้ช่วย ผบ.ตร. ๑ คนรับไป ๑ แผนเลยครับ เผอิญเรามี พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นสมาชิกของเราด้วย รายงานให้เรา ทราบตลอด รายงานให้วิป (Whip) ๓ ฝ่ายทราบถึงความคืบหน้า เพราะฉะนั้นเรื่องแรกก็คือ การปฏิรูปโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นการอำนวย ความยุติธรรมในต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม แล้วก็เรื่องการแต่งตั้งอย่างที่เราได้เสนอ แผนไป ตอนนี้เรือออกจากท่าเดินหน้าแล้ว แต่มันไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน ชั่วข้ามคืนหรอกครับ ปัญหามันหมักหมมสะสมมามากเหลือเกิน เรื่องคอร์รัปชันนี่ ท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีเลยเมื่อเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นสัปดาห์เศษท่านนายกรัฐมนตรีเอาเข้า ครม. เลยครับ ครม. เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคอร์รัปชัน เป็นศาลแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จากนั้นก็เข้า สนช. ผ่าน สนช. วาระที่ ๓ วันที่ ๑๖ มิถุนายน นี่ก็เป็นวันประวัติศาสตร์อีกอันหนึ่ง เราจะมีศาลชำนัญพิเศษปราบคอร์รัปชันภาคเอกชน และราชการ เพราะการคอร์รัปชันในวงการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าตัด ๒ ขานี้ นักการเมือง เป็นรัฐมนตรีจะมาคอร์รัปชันเอง ถ้าไม่มีข้าราชการ ไม่มีเอกชน พ่อค้าที่ไปร่วมด้วยช่วยกัน คอร์รัปชันเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางศาลยุติธรรมท่านก็เดินหน้าเต็มที่ครับ เดิมท่านตั้งใจ จะทำเป็นแค่แผนก แต่หลังจากที่ สปท. โดยท่านประธาน สปท. ของเราและ ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี และ สนช. เดินหน้าเช่นนี้ ๑ ตุลาคม ปีงบประมาณใหม่ นี่ครับ อีกไม่กี่วันข้างหน้าศาลคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก กระจายไป ๘ ภาค รวมทั้ง ส่วนกลาง เรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าเราต้องติดตามข่าวสารนะครับ จะพูดคลุมว่าไม่เห็นมีอะไร คืบหน้านี่ผมคิดว่าไม่ได้นะครับในฐานะที่เราเป็นสมาชิก สปท. ๒. ก็คือว่าประเด็นอื่น ๆ นี่ ความจริงคงใช้วาระอื่น ไม่อยากใช้เวลามากนัก แต่ว่าเผอิญท่านสมาชิกอภิปรายหลาย ประเด็นที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องชี้แจงเดี๋ยวนี้ แล้วก็หวังว่าท่านจะเข้าใจ ยังมีเรื่องการปฏิรูป การศึกษา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี่เดินหน้าไปไกลมาก เราเสนอเรื่อง อาชีวศึกษาทวิภาคี ท่านก็เดินหน้าขอท่านนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ สั่งควบเลยครับ อาชีวศึกษา เอกชน และรัฐ สั่งควบเลย อาชีวศึกษาทวิภาคีเดินหน้าเต็มสูบแล้วนะครับ แล้วก็ขณะเดียวกันการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนขนาดเล็ก จาก ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนประถมศึกษา วันนี้ควบรวม บริหารจัดการแบบใหม่ บูรณาการนี่ ๕,๐๐๐ กว่าแห่งแล้วครับ ในช่วงปีกว่านี่ครับ เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจทางบริหารหรือการใช้กฎหมายพิเศษ มาตรา ๔๔ ที่ใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อการปฏิรูปนี่ใช้มาก ผมคิดว่าเราอาจจะทำ ปรึกษาท่านเสรีนะครับ แล้วกรรมาธิการ วิป (Whip) ในส่วน สปท. จะพยายามสรุปภายใน ๒ สัปดาห์ เอารายงานจากทางกรรมการ ในฝ่ายเลขานุการร่วมของ ครม. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประกอบกับกระทรวง ทบวง กรม ที่จะส่งรายงานผ่านทางมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) ต่อไปทุก ๑๕ วัน ผมได้ขอ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายไว้ว่า ขอท่านประธานว่าถ้าทางมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mister Reform) นี่รายงานท่านนายกรัฐมนตรี ขอว่ารายงานนั้นเมื่อเข้า ครม. ก็ขอให้รายงานเข้าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย จะได้มาส่งให้กับ สปท. เรา เพราะคนทำงานก็ต้องการความคืบหน้าอย่างที่ ท่านสมพงษ์ได้ทวงก็ถูกต้องแล้วนะครับ หรือว่าที่ท่านนิกร จำนง ได้ทวงก็ถูกต้องแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ แล้วก็ต่อด้วยท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ขอเชิญท่านอดีตเจ้ากรมการพลังงานทหารครับ