สมพงษ์ ชี้วิกฤติปฏิรูปประเทศ หลัง 2 ปียังไม่เห็นผลชัดเจน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๕ · ๕ กันยายน ๒๕๕๙

สมพงษ์ สระกวี ตั้งข้อสังเกตถึงความคืบหน้าของกระบวนการปฏิรูปประเทศโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป พร้อมเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่ยังค้างอยู่ในขั้นติดตามความคืบหน้า แม้ผ่านมาแล้วกว่าสองปี และตั้งคำถามต่อเจตจำนงในการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม

นายสมพงษ์ สระกวี

ท่านประธานที่เคารพครับ ก็นาน ๆ ทีนะครับ ได้มีโอกาสรับทราบรายงานการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย หลังจากที่ได้อ่านเป็นเอกสารแล้ว อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เรื่องความคืบหน้าการทำงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนั้น เป็นเครื่องชี้ชัด ชัดเจนว่าการทำงานของการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ได้คืบหน้าไปประการใดบ้าง ที่จริงแล้วผมก็อยู่ในสภาแห่งนี้ จะพูดจาให้มากความหรือจะ ไปเอาความของคนภายนอกมาพูดซ้ำเติมในที่ประชุมแห่งนี้ก็เห็นจะไม่ควร แต่อย่างไรก็ตาม ครับท่านประธาน ผมอยากจะพูดถึงเจตจำนงของสภาแห่งนี้และเจตจำนงของหัวหน้า คสช. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมาและเวลาที่เหลือ สิ่งหนึ่ง ที่ท่านพูดตลอดก็คือว่ามุ่งหวังที่จะทำการปฏิรูปประเทศ ถ้าพูดไปแล้วก่อนหน้านี้ ก่อนการ ยึดอำนาจสังคมไทยก็พูดถึงเรื่องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่สังคม ก็ต้องถามครับ ว่านี่ ๒ ปีผ่านและการเลือกตั้งในปีหน้า ปี ๒๕๖๐ นี้ก็ย่างเข้า ๓ ปีผ่าน การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งที่หัวหน้า คสช. เป็นเจตจำนงได้กล่าวไว้ และเจตจำนงของสังคม ส่วนข้างใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าอยากเห็นการปฏิรูปประเทศและอยากเห็นการปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นคำถามถึงสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือไม่ก็ตาม จะถามตรงถามอ้อม หรือคิดว่าสังคมจะถามก็ตาม แต่ต้องเป็นจิตสำนึกครับ ท่านประธาน และผมเชื่อว่าเป็นจิตสำนึกของสมาชิกเราทุกคน ว่าเข้ามาเพื่อมาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการบอกกับตัวเอง บอกกับสภาและบอกกับสังคมภายนอก อย่างยืดเยื้อ อย่างเยิ่นเย้อ อย่างเต็มไปด้วยหัวข้อ ว่าทำไปร้อยกว่าหัวข้อแล้วนะ และรัฐบาล รับไปดำเนินการ ๖๕ หัวข้อแล้วนะ ท่านประธานคิดว่าพอหรือครับ ภาษาแบบนี้ ทำไมผมไม่ได้พูดว่านายธีรยุทธ บุญมี ที่ออกมาวิจารณ์เรื่องการปฏิรูปนี่ว่าปฏิรูปได้แต่โคน ไม่ถึงราก มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งก็จัดตั้งสภาปฏิรูปภาคประชาชนขึ้นมาเคียงคู่กัน แล้วก็พูดบางเรื่องพูดซ้ำด้วยนะครับ พูดซ้ำกับที่เราพูด แต่ก็สมควรที่เขาจะพูดซ้ำ ผมยกตัวอย่างในรายงานฉบับนี้ท่านประธาน ในรายงานของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญ มีความสำคัญมาแต่วันเริ่มต้น ทำให้สภาแห่งนี้ มีสีสันมาก ผมจำคำอภิปรายของ ขอเอ่ยนามก็แล้วกัน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ได้ นั่นก็คือการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งท่านประธานทราบดีนี่ครับว่าการปฏิรูปตำรวจนั้นอยู่ในความสนใจของประชาชน มากมายขนาดไหน และองค์กรตำรวจนั้นเป็นองค์กรใหญ่ปัญหาเยอะ เพราะฉะนั้นเมื่อคิดจะ ปฏิรูปตำรวจนั้นจึงได้รับการตอบรับจากสังคมโดยรวม รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ผมจำได้ว่า นายกรัฐมนตรีออกมาพูดว่าเห็นด้วยกับ สปท. ในเรื่องที่จะทำการปฏิรูปตำรวจ เมื่อการ ปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ เมื่อศึกใหญ่มันใช้ ๑๐๐ แผนการจะทำ ศึกใหญ่ แต่ สปท. เรานี่จะมีสักแผนการหนึ่งไหมที่บอกได้ว่าลุล่วงแล้ว ผมอ่านภาษาเขียน ในรายงานฉบับนี้ก็คือว่าอยู่ในระหว่างการติดตามพิจารณา ขออนุญาตท่านประธานผมเอา เอกสารไปวางไว้ไหน หน้า ๒ เลย เรื่อง การวางแนวทางมาตรการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจอันเป็นผลงานของ สปท. เราเลย นี่เป็น ๑ ใน ๑๐๐ แผนนะครับ แค่ ๑ ใน ๑๐๐ แผนมาถึงต้นเดือนกันยายนนี้ใช้คำว่า ให้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ แต่ละหัวข้อจบลงตรงนี้ทั้งสิ้น เรื่องระบบแพทย์ฉุกเฉินก็ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ เรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร ก็ติดตามความคืบหน้า การดำเนินการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงได้เริ่มต้นว่าคำว่า ปฏิรูป นั้นนี่มันเป็นเรื่อง เจตจำนงอันแรงกล้า รุนแรง เด็ดขาด ดุดัน ทำได้ต้องทำทันที สังคมถึงได้รับรู้คำว่า ปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งพอเป็นแบบนี้ถ้าตั้งคำถามกันตื้น ๆ เลยนี่ ชาวบ้านถามว่า พวกคุณ ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งอะไรบ้าง ตอบว่าอย่างไรครับนี่ ก็เสนอไปแล้วละครับ ๑๖๙ เรื่อง รัฐบาลรับดำเนินการแล้วละครับ ๖๙ เรื่อง พูดอย่างนี้หรือครับ ถ้าถามว่าปฏิรูปตำรวจที่ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน พูดเป็นที่ประทับใจของที่ประชุมแห่งนี้ ผมรู้ครับว่าปฏิรูป ตำรวจมันต้องใช้ ๑๐๐ แผนการ มี ๑๐๘ หัวข้อ แต่ ๑ หัวข้อในรายงานของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนี้ใช้คำว่า ติดตามความคืบหน้าดำเนินการ ยิ่งอ่าน ยิ่งอ่านนี่นะครับ ก็เต็มไปด้วย ระบบ ระเบียบราชการทั้งสิ้น ผมจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าพูดไปมันหยิกเล็บเจ็บเนื้อ จริง ๆ เหมือนด่าพวกเรากันเองหรือด่าตัวเอง เราจะปฏิรูปได้ยากยิ่งถ้ายังเดินกันอยู่ในระบบ ระเบียบราชการแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอยู่ในวงการเมืองมายาวนาน ท่านเรียนรู้ การบริหารราชการแผ่นดินที่จะทำงานให้ชาติบ้านเมืองว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ตั้งหลายวิธี เพื่อให้การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งได้ลุล่วงไปทีละแผน ๆ โดยไม่ต้องสนใจ แต่เรื่องระเบียบราชการอย่างเดียว ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งก็แล้วกัน การแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ของคนในชาติ เรื่องการปรองดอง เรื่องที่นักศึกษาเข้าป่า แล้วการฆ่าฟันกันของคนในชาติ ท่านประธานครับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ใช้คำสั่งแค่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๓ พลิกแผ่นดินเรื่องการปรองดองของประเทศนี้ไปได้เป็นความจดจำมาถึงทุกวันนี้ นั่นก็หมายถึงว่าถ้าคิดจะปฏิรูปนอกจากจะไปแก้กฎหมายกันตามขั้นตอนแล้วท่านประธาน คำสั่งนายกรัฐมนตรีก็ศักดิ์สิทธิ์พอ ๖๖/๒๓ เป็น ๖๗/๕๗ เป็น ๖๘/๕๙ เป็น ๙๐/๖๐ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่จะพลิกแผ่นดินนี้เพื่อการปฏิรูปก็ทำได้นี่ครับ มาตรา ๔๔ ก็ทำได้ โดยมาตรา ๔๔ นี้แม้สังคมจะสนใจแต่เรื่องโยกย้ายข้าราชการที่โกง หรือถูกกล่าวหาว่า คดโกง สด ๆ ร้อน ๆ นะครับ ผมนี่คิดถึงประธานกรรมาธิการเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เหลือเกิน เพราะเสนอเรื่องอะไรไปนี่ผมดูแล้วถูกตอบโต้กลับมาทุกทีไม่ว่าจะเสนอปฏิรูป การศึกษาอะไร แต่ปรากฏว่ามาตรา ๔๔ นี้ออกทันทีเมื่อประชาชนสับสนเรื่องการสนับสนุน ศาสนาว่าไม่สนับสนุนศาสนาอื่น มาตรา ๔๔ ก็ออกว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐธรรมนูญนี้ ให้การสนับสนุนศาสนาทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม ทำไมออกเป็นมาตรา ๔๔ ได้ล่ะครับ แม้กระทั่งเรื่องความสับสน เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี ว่าจะครอบคลุมจากไหน ไปไหน อะไรอย่างไร เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดยังออกมาตรา ๔๔ ได้เลยครับ ท่านประธาน ผมสรุปนะครับท่านประธาน จึงอยากจะถามว่าเหมือนท่านนิกร จำนง ทุกประการ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเสนอไปแล้วกี่เรื่อง กี่ร้อยเรื่อง และกำลังดำเนินการ อยู่กี่สิบเรื่อง แต่อยากจะถามว่าที่เป็นมรรคเป็นผลเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นคำสั่ง นายกรัฐมนตรีแล้วกี่เรื่อง ซึ่งเป็นข้อเสนอการปฏิรูปของเราที่เป็นมาตรา ๔๔ แล้วกี่เรื่องที่ เป็นข้อเสนอของเรา หรือแม้กระทั่งเป็นกฎกระทรวงหรือเป็นกฎหมาย อย่างกฎหมายนี่มันมี ขั้นตอน แต่ผมจะยกตัวอย่างเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะอภิปรายต่อที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ได้ผ่านมติเรื่อง พ.ร.บ. การปฏิรูประบบพรรคการเมืองให้เป็น สถาบันทางการเมืองของประชาชน ผมจำวัน เวลา ไม่ได้ แต่รู้ว่าหลายเดือนแล้วที่ผมขึ้นไป นั่งข้างบนนั้นในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองนั้นจะปฏิรูประบบพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน ทางการเมืองของประชาชน มติเป็นเอกฉันท์ผ่านไป ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน เป็นอย่างไรครับ หลังจากผ่านสภานี้ไปแล้วเป็นอย่างไรครับ ผมก็ติดตามสิครับ แต่ที่น่าสนใจที่สุดที่อยากจะ ถามประธานเสียงดัง ๆ ก็คือว่าท่านประธานทราบดีนี่ครับว่าเรื่องระบบพรรคการเมือง หรือจะปฏิรูปพรรคการเมืองนั้นมันต้องไปเป็นกฎหมายประกอบ กฎหมายลูก ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องผ่านไปสู่ กรธ. จะเป็นคนพิจารณาร่าง และ กรธ. ก็มีเวลาอันจำกัด กำลังรับฟังความคิดเห็นของทุกฟากฝ่าย ผมถามท่านประธานครับ เวลาที่เรา สปท. จะส่งเรื่องให้ กรธ. พิจารณานี่ ปรากฏว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายครับจัดลำดับเฉยเลย วันที่ ๓๑ สิงหาคม ไม่มีเรื่องพรรคการเมือง วันที่ ๗ กันยายน ไม่มีเรื่องพรรคการเมือง วันที่ ๑๔ กันยายน ไม่มี วันที่ ๒๑ กันยายน ไม่มี มีเรื่องอะไรบ้างครับนี่ ประธาน ลองอ่านดูสิครับ คือเรื่องเหมือนจะรอได้ แต่เรื่องที่รอไม่ได้วิป (Whip) ๓ ฝ่ายต้องรีบสรุป และต้องรีบนำเสนอ กรธ. คือเรื่องระบบพรรคการเมืองไปบรรจุไว้ในวันที่ ๒๘ กันยายน แต่ขณะเดียวกันไปเอาเรื่องการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการไปเข้า ก่อนวันที่ ๓๑ เอาเรื่อง การขับเคลื่อนบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อะไรอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเลยอยากจะถามว่าแค่การจัดระเบียบเรื่องเข้าประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไม่มีเซนส์ (Sense) เลยหรือครับว่าเรื่องอะไรเร่งด่วน เรื่องอะไรต้องไปส่งไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายอื่น