สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๗ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิกขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จำนวน ๑๑๙ ท่านแล้ว ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

นางบุษกร อัมพรประภา รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

แผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะดำเนินการในระยะเวลาที่เหลืออยู่

ลำดับที่ ๑ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จำนวน ๓ เรื่อง คือ

๑. ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง รวม ๖ ฉบับ ดังนี้

๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร

๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

๕) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ เฉพาะในส่วน ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

๖) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑

๒. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

๓. การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ลำดับที่ ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน จำนวน ๖ เรื่อง คือ

๑. การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปงานภาครัฐที่สามารถถ่ายโอนงาน ในส่วนอื่นดำเนินการได้ (งานด้านการท่องเที่ยว)

๒. การปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการ พัฒนากลไกพิทักษ์ระบบคุณธรรม และส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมแก่บุคลากรภาครัฐ และการปรับกระบวนทัศน์ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรม ค่านิยม และจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

๓. การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก

๔. การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูประบบบริการประชาชนในพื้นที่

๕. การวางแผนกำลังพลภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ และการปฏิรูประบบ ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ

๖. การบูรณาการวาระปฏิรูปที่ 🔗

(๔) และ (๕) : การปรับปรุงพระราชบัญญัติ ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔

ลำดับที่ ๓ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม จำนวน ๓ เรื่อง คือ

๑. การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ

๒. การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยระบบการติดตามตัวโดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา พ.ศ. ....

๓. การปฏิรูประบบการคุ้มครองสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย)

ลำดับที่ ๔ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่น จำนวน ๖ เรื่อง คือ

๑. ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๒. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๓. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๔. พิจารณาจัดทำร่างอนุบัญญัติหรือแนะนำประเด็นการจัดทำร่าง อนุบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายที่เสนอไป พร้อมทั้งจะพิจารณา ประเด็นคำถาม-คำตอบที่อาจมีจากร่างกฎหมายที่เสนอไป

๕. ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็น

๖. จัดทำหนังสือสรุปผลการดำเนินการเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ลำดับที่ ๕ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ จำนวน ๔ เรื่อง คือ

๑. การปฏิรูประบบการออมเพื่อการชราภาพ

๒. แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistic)

๓. การปฏิรูปการเงินเพื่อเศรษฐกิจกระแสใหม่

๔. การปฏิรูประบบกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

ลำดับที่ ๖ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน มีเรื่องตามแผนปฏิรูปเร่งด่วน จำนวน ๑ เรื่อง คือ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ และมีประเด็นหลักที่กำลังศึกษาและจัดทำรายงาน จำนวน ๔ เรื่อง ดังนี้

๑. การกำหนดโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel)

๒. การช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

๓. การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็น เชื้อเพลิงพลังงาน

๔. แนวทางปฏิรูปกองทุนพัฒนาการไฟฟ้า

และมีประเด็นรองอีก จำนวน ๔ เรื่อง ดังนี้

๑. การแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชสำหรับเป็น เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล

๒. การผลิตและซื้อขายไฟฟ้าเสรี (ระดับชุมชนด้วยโครงข่ายไฟฟ้าเสริม)

๓. การสร้างความรู้ความเข้าใจและสื่อข่าวสารด้านพลังงาน

๔. การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ตอบแทนในการเลือกรับซื้อ กระแสไฟฟ้าแต่ละประเภทเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ

ลำดับที่ ๗ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ สื่อสารมวลชน แบ่งเป็น

๑. เรื่องการปฏิรูปที่ขับเคลื่อนต่อเนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติให้แล้วเสร็จ ภายในช่วง ๔ เดือนแรก นับจากวันที่ร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้

๑.๑ ยกร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....

๑.๒ แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

๒. เรื่องที่อยู่ในแผนงานขับเคลื่อนที่จะดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน ช่วง ๔ เดือนแรก นับจากวันที่ร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติ จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้

๒.๑ จัดทำร่างนโยบายและแผนรักษาความมั่นคงปลอดภัยและโครงสร้าง พื้นฐานด้านสารสนเทศของประเทศ

๒.๒ แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

๒.๓ แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber)

๓. เรื่องที่อยู่ในแผนงานขับเคลื่อนที่จะดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จในช่วง ถัดจาก ๔ เดือนแรกตามที่ระบุในข้อ ๒ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้

๓.๑ การศึกษาแนวทางการจัดทำกฎหมายเพื่อใช้บังคับในกิจการ ดาวเทียมและอวกาศ

๓.๒ แนวทางกำหนดนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อ

ลำดับที่ ๘ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น ๓ ด้าน คือ

๑. ด้านสาธารณสุข จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้

๑. ระบบบริการรักษาพยาบาลปกติ ปฐมภูมิ และระบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและภัยสุขภาพ

๒. การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน

๓. ความรอบรู้และสื่อสารด้านสุขภาพ

๒. ด้านทรัพยากรธรรมชาติ จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้

๑. การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้ และการเพิ่มพื้นที่ป่าของ ประเทศ เรื่อง “การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์”

๒. พัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรื่อง “การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกำหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล”

๓. การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้ และการเพิ่มพื้นที่ป่าของ ประเทศ เรื่อง “กองทุนพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อควบคุม ทรัพยากรป่าไม้ (RFID)”

๓. ด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้

๑. การปฏิรูปด้านระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

๒. การปฏิรูปการดำเนินการด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศของไทย และแนวทางในการดำเนินงานไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ลำดับที่ ๙ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จำนวน ๔ เรื่อง ดังนี้

เรื่องที่ ๑ จะเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน ๑ เรื่อง คือ ปฏิรูประบบการอุดมศึกษา และร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ....

เรื่องที่ ๒ ผ่านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว และกำลังขับเคลื่อนร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

๑. ร่างพระราชบัญญัติ จำนวน ๓ ฉบับ

๑.๑ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....

๑.๒ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. ....

๑.๓ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๒. คำสั่งนายกรัฐมนตรี คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหนังสือสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จำนวน ๗ เรื่อง ดังนี้

๒.๑ ปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็ก

๒.๒ ปฏิรูปพัฒนาครู

๒.๓ ปฏิรูปอาชีวศึกษาสู่ระบบทวิภาคี

๒.๔ ปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา (ชะลอการประเมิน คุณภาพการศึกษา) โดยหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอก (นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ตามแผนที่เสนอแล้ว, ม. ๔๔ คำสั่ง ๒๓/๒๕๕๙, คำสั่ง สพฐ. ที่ ศธ. ๐๔๐๐๔/ว ๑๖๘, หนังสือ สมศ. ถึงประธานกรรมาธิการการศึกษา)

๒.๕ ปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา

๒.๖ ปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี วินัยเด่น คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

๒.๗ ปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม

เรื่องที่ ๓ กำลังขับเคลื่อนร่วมกับ ๔ คณะกรรมาธิการ ได้แก่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น คือเรื่อง การปฏิรูปกฎหมายการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส

เรื่องที่ ๔ กำลังขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน ๘ เรื่อง ดังนี้

๔.๑ มีข้อเสนอให้ยกเลิกทีคิวเอฟ (TQF) ๓-๗

๔.๒ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาปฐมวัย

๔.๓ การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

๔.๔ แก้ไขกฎหมายคิวเอ (QA)

๔.๕ ปฏิรูประบบการคลัง

๔.๖ ปฏิรูประบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

๔.๗ นวัตกรรมรองรับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0)

๔.๘ การประเมินและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา

ลำดับที่ ๑๐ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม จำนวน ๕ เรื่อง ดังนี้

๑. ยุทธศาสตร์ต้นไม้เพื่อแผ่นดิน เช่น ธนาคารต้นไม้ ต้นไม้หัวไร่ปลายนา โดยจะเสนอให้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี : มีกรอบระยะเวลาดำเนินการ ๖ เดือน

๒. การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ของแรงงานไทย การมีงานทำที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า โดยจะเสนอให้ออกเป็น พระราชบัญญัติ : มีกรอบระยะเวลาดำเนินการประมาณ ๓-๖ เดือน

๓. การปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการ สาธารณสุข โดยจะเสนอให้ออกเป็นกฎหมาย : มีกรอบระยะเวลาดำเนินการประมาณ ๓-๖ เดือน

๔. ปฏิรูประบบสวัสดิการชุมชน โดยเชื่อมการทำงานร่วมรัฐกับชุมชน แบบหุ้นส่วน กรณีแก้ไขโดยจะออกเป็นกฎหมาย : มีกรอบระยะเวลาดำเนินการประมาณ ๓-๖ เดือน

๕. ระบบการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยจะออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี : มีกรอบ ระยะเวลาดำเนินการประมาณ ๓-๖ เดือน

ลำดับที่ ๑๑ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จำนวน ๔ เรื่อง แบ่งเป็น ๒ ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ ๑ ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙ ๓ เดือนแรก จำนวน ๒ เรื่อง คือ

๑. การจัดทำแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) (วาระ ๑๙) โดยในแผนนี้จะมีเนื้อหาหรือเกิดการขับเคลื่อนในเรื่อง (๑) การจัดหาและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานทางการกีฬา (วาระ ๑๙) และเรื่อง (๒) การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา (วาระ ๑๙) ไปพร้อมกันด้วย

๒. การตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติ นโยบายการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... (วาระ ๑๙) โดยเมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการสำเร็จเป็น รูปธรรมแล้ว จะมีการขับเคลื่อนในเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย (วาระ ๑๙) ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการชุดนี้อีกด้วย

ช่วงที่ ๒ ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๙ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ๓ เดือนหลัง จำนวน ๒ เรื่อง คือ

๑. การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... (วาระ ๑๙)

๒. การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่า ทางวัฒนธรรม (วาระ ๓๕)

ลำดับที่ ๑๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำนวน ๓ เรื่อง คือ

๑. โครงการสำนึกไทยไม่โกง “สามแนวทาง เจ็ดกลุ่มเป้าหมาย”

๒. การปฏิรูปหลักเกณฑ์ในการสรรหาและการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ กฤษฎีกา คณะกรรมการองค์กรอิสระและองค์การมหาชน

๓. ร่างพระราชบัญญัติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. ....

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ขอบคุณครับ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมรับทราบแผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้าน ที่จะดำเนินการในระยะเวลาที่เหลืออยู่แล้วนะครับ นั่นประการแรก

ประการที่ ๒ คือมติของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ก็ยังมีมติที่ ๒ ขึ้นมาว่านอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วถ้าหากท่านสมาชิก เห็นว่ามีเรื่องใดที่สำคัญ หรือจำเป็นที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะต้องศึกษาหรือ ควรมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็สามารถดำเนินการได้ โดยให้ท่านสมาชิกสามารถเสนอเป็นญัตติ เพื่อขอให้สภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือขอให้ประธานสภาแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการโดยเรื่องดังกล่าวต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนนะครับ จึงขอเรียนให้ที่ประชุมทราบด้วย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือมีเรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ คือรับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่ายและคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งมีเอกสารเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้วยนะครับ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๓๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นำสรุปผล การประชุมของคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่ายและของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งเอกสารที่ผมได้จัดทำเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบการดำเนินงาน หน้าที่ และขั้นตอนการปฏิรูปของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งที่ประชุมรับทราบด้วยนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๓/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ซึ่งได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดู แล้วเมื่อวันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ ณ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ

เรื่องต่อไป ก่อนที่จะพิจารณาระเบียบวาระต่อไป ขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อนำ ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ดังกล่าวนั้น

ด้วยคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระบบ ความปลอดภัยทางถนน ขอขยายระยะเวลาการดำเนินงาน เรื่อง การแก้ปัญหาการจราจร ในเมืองใหญ่ออกไปอีก ๑๕ วันตามข้อบังคับของ สปท. ข้อ ๙๐ นะครับ

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะอนุกรรมาธิการ แก้ไขปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่มีความจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา การจราจรในเมืองใหญ่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณา เป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ อย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน จึงขอขยายเวลาออกไป ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ นะครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการขยายเวลาออกไปอีก ๑๕ วันตามที่ กรรมาธิการร้องขอนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะ อันนี้เนื่องจากว่า ประธานกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชนขอเลื่อนไปนะครับ ก็จึงขออนุญาตที่ประชุมนำเรื่องของ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๔ เรื่องมาพิจารณา ในวันนี้นะครับ ซึ่งถ้าพิจารณาไม่เสร็จก็จะต้องเลื่อนไปพิจารณาพรุ่งนี้ด้วยนะครับ ก็มีเรื่องดังนี้ คือ เป็นรายงานการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่น จำนวน ๔ เรื่อง รวมรายงาน ๖ ฉบับ คือ

๑. เรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นเรื่องแรก

๒. เรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานครและร่างพระราชบัญญัติระเบียบ การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวมทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล

๓. เรื่องการปฏิรูประบบการบริหารงานเมืองพัทยาและร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวมทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ

๔. เรื่องการปฏิรูปการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือเมืองที่มีลักษณะพิเศษ

สำหรับรายงานทั้ง ๔ เรื่องนั้นมีเหตุผลที่ไม่ได้จัดส่งไปพร้อมกับระเบียบวาระ การประชุม และประธานกรรมาธิการได้มีหนังสือขอไม่ให้เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ (Web site) ของรัฐสภาจนกว่าการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะแล้วเสร็จ อันนี้ก็เป็น เรื่องที่ท่านนินนาทจะกรุณาชี้แจงเหตุผลให้ท่านสมาชิกทราบด้วยนะครับ

ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

สำหรับรายชื่อผู้นำเสนอและชี้แจงรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น วาระที่ ๓.๒ เรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการ มีผู้นำเสนอได้ชี้แจง ดังนี้นะครับ ๑. ท่านนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ๒. ท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ ประธาน อนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็มีผู้ร่วมชี้แจงในรายงานเรื่องที่ ๑ ซึ่งเป็นเรื่องของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และ ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผู้ร่วมชี้แจงดังนี้ ๑. ท่านชยวีร์ เรืองเดชสุวรรณ ประธานสภาเทศบาลตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และอนุกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๒. ท่านศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และอนุกรรมาธิการ ปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๓. ท่านสรณะ เทพเนาว์ ปลัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทยและอนุกรรมาธิการปกครองท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่จะหารือแนวทางปฏิบัติของสภาเราเพื่อความชัดเจนนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากใคร่หารือดูครับว่าในการรายงานของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ที่นำเข้ามาในสภา ถ้าเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ข้างล่างมีความเห็นแตกต่างหรือมีความเห็นว่าต้องปรับปรุง บางประการนะครับ เราจะสามารถเสนอต่อคณะกรรมาธิการในที่ประชุมแห่งนี้ว่า กรรมาธิการจะยังคงตามที่เขาเสนอมาหรือจะเห็นตามเพื่อนสมาชิกที่เห็นแตกต่าง ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วสภาก็จำเป็นต้องมีมติว่าจะเอาอย่างที่กรรมาธิการเสนอ หรือเอาอย่างที่สมาชิกเขาเสนอในที่ประชุม ถ้าเกิดมีมติของสภานะครับว่าเอาอย่างที่สมาชิก เขาเสนอเป็นมติในที่ประชุม กรรมาธิการต้องไปยกร่างมาใหม่ ทำมาใหม่ เพื่อรายงานสภา หรือเปล่า เพราะผมคิดว่ามันจะคล้าย ๆ กับการพิจารณาของสภาครับ เมื่อกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้วรายงานต่อสภา มันก็เป็นหน้าที่ของสภาพิจารณาเป็นวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ก็คือการแปรญัตติว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเกิดเห็นด้วยทั้งหมดก็ไม่มีปัญหาครับ ทุกอย่างก็ผ่าน แต่ถ้าเพื่อนสมาชิกในสภาเห็นแตกต่างจากรายงานของคณะกรรมาธิการนี้ สภาเราจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรครับ จะลงมติกันเฉย ๆ หรือจะหาทางแก้ไขว่าจะเป็นไป ตามที่สภานี้เห็นเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากกรรมาธิการครับ ผมอยากรู้แนวทางปฏิบัติครับ ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับว่าเราจะนั่งฟังรายงานเฉย ๆ แล้วก็ผ่านกันไปครับ อภิปรายก็แค่รับฟัง ส่วนการแก้ไขก็ไม่เคยเกิดแม้แต่เรื่องเดียวครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก็ขอบพระคุณในสิ่งที่ท่านวิทยาได้กรุณาเสนอมาครับ ก็กราบเรียนอย่างนี้ว่าสภา สปท. เป็นสภาวิชาการ เป็นสภาที่ปรึกษานะครับ ซึ่งแตกต่างกับสภาผู้แทนราษฎร แตกต่างจาก วุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาการเมืองนะครับ สำหรับระเบียบข้อบังคับของแต่ละสภาก็จะ ไม่เหมือนกัน นั่นประการแรก

ประการที่ ๒ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่สภา สปท. ได้มอบหมายให้กรรมาธิการ แต่ละด้านไปร่วมกันหารือในเชิงปฏิบัติการกันมาเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้ข้อยุติอย่างไรออกมา ก็นำเสนอกลับเข้ามาโดยผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาก็มีมติว่าเรื่องนี้เมื่อได้ข้อยุติแล้วก็ขอให้เป็นเพียงแจ้งเพื่อทราบเฉย ๆ เพราะ เราเคารพในความเชี่ยวชาญและความชำนาญการเฉพาะในแต่ละด้านของกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้านนะครับ เมื่อกรรมาธิการวิสามัญมีมติว่าเป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบเฉย ๆ มันก็ควร จะเป็นเรื่องแจ้งที่ประชุม สปท. เพื่อทราบเฉย ๆ ในขณะเดียวกันสำหรับประเด็นที่ท่านวิทยา ได้กรุณาแนะนำมาซึ่งมีคุณค่า ก็บอกถ้าหากมีเรื่องพิเศษขึ้นมา มีความจำเป็น มีความสำคัญ เพียงพอ ซึ่งในที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา เราก็ปรึกษาหารือกันเรื่องนี้ ก็มีมติ ว่าถ้ามีกรณีดังกล่าวเราก็ยอมให้มีการเสนอเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาได้อีกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็โดยใช้ กระบวนการตามข้อบังคับของเราก็คือว่ามีการยื่นญัตติ แล้วก็ก่อนที่จะเข้ามาสู่สภานี้ก็ผ่าน การพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาเสียก่อนอย่างนั้น นั่นประการที่ ๒

ประการที่ ๓ กราบเรียนว่าแผนก็คือแผน สามารถจะปรับแผนได้ตลอดทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปีนะครับ ตามความจำเป็น เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องสำคัญนะครับ นอกจากว่าในที่ประชุมท่านได้มีมติออกมาอย่างนั้นแล้ว ท่านยังเห็นว่าจำเป็น เรามีเหตุผล เพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาได้นะครับ ไม่ได้ปฏิเสธเสียเลย แล้วมันก็สามารถจะปรับได้ ถ้าท่านสามารถพูดจากันในกรรมาธิการของท่านให้เขายอมรับว่าโอเค (Okay) ขอเสนอ เรื่องใหม่ ไม่เห็นด้วยนะที่เรื่องอย่างนี้ เมื่อผ่านที่ประชุมกรรมาธิการของแต่ละด้านมาแล้ว พวกเรายอมรับฟังได้เสมอ เราจะไม่แข็งตัวนะครับ เราจะยืดหยุ่นได้เสมอ ขอบคุณครับ เรียนเชิญท่านวิทยา

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ คือถ้ามติของกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภานะครับถือว่ารายงานกรรมาธิการแต่ละคณะเป็นเรื่องแจ้งที่ประชุม เพื่อทราบนะครับ ผมก็คิดว่ามันก็ง่ายครับ ก็คือผมก็นั่งรับฟังนะครับ อาจจะมีการอภิปราย ไปเรื่อย ๆ หรือเรียกว่าอภิปรายกันไปแบบสบาย ๆ ส่วนรายงานทั้งหมดผมก็มีหน้าที่ทราบ อย่างเดียว แต่ถ้าผมเกิดมีความคิดเห็น ยกตัวอย่างท่านประธานครับ คือฉบับนี้ผมหมดสิทธิ อภิปรายแล้ว เพราะเอกสารก็เพิ่งมา ผมจะมีความเห็นแย้งเพื่อยื่นญัตติเพื่อแก้ไขอะไร ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเพิ่งเห็นวันนี้นะครับ แต่ผมยกตัวอย่างนะครับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาใน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนะครับ กรณีที่อาจารย์วันชัย ท่านเสนอว่าต่อไปต้องแก้กฎหมายเรื่องพรรคการเมือง เรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ห้ามไม่ให้นักการเมืองทุกคนใส่ซองในกิจกรรมงานบุญงานกุศลในเขตเลือกตั้งโดยเด็ดขาด ปรากฏว่าพอนำเสนอความคิดนี้ออกไปมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระทบกลับคืนมายังสภาเรา เยอะมาก บางคนก็บอกว่างานประเพณีมันเป็นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีคุณจะห้าม การแสดงน้ำใจในทางประเพณี ไปร่วมงานแต่งงานเขากินข้าวเขาฟรีหมดไม่จ่ายสักบาทเลย จะได้หรือ แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าไม่แน่บางคนไปจ่ายร้อยเดียว พันเดียว อีกคนไปจ่ายเป็นแสน ความโน้มน้าวของแต่ละคนมันต่างกัน ทีนี้กรรมาธิการเองก็เครียด อาจารย์วันชัยก็เครียด ก็คิดว่าน่าจะนำเรื่องอย่างนี้เมื่อรายงานต่อสภาแล้ว ขอฟังจากเพื่อนสมาชิกในสภาดู เผื่อเพื่อนสมาชิกในสภาบอกว่ากฎหมาย ป.ป.ช. ก็กำหนดแล้ว นักการเมืองรับหรือให้ได้ ไม่เกินครั้งละ ๓,๐๐๐ บาท ยึด ๓,๐๐๐ บาทไว้พอไหม บางคนก็บอกว่า ๓,๐๐๐ บาท สำหรับนักการเมืองเจองานละ ๓,๐๐๐ บาท เดือนหนึ่งเงินเดือนไม่เหลือเลยครับ เพราะฉะนั้นอาจจะมาคิดกันในกรรมาธิการว่าเอาจาก ๓,๐๐๐ บาท เหลือ ๓๐๐ บาทได้ไหม นักการเมืองจะเป็นบุรุษพิเศษก็คือไปงานแต่งงานลูกชาวบ้านทีก็ไม่เกิน ๓๐๐ บาท กินหรู โรงแรมเขาจ่ายหัวละ ๓,๐๐๐ บาท ก็ ๓๐๐ บาท เอาสักอย่างหามาตรฐาน เราก็อยากทราบ แนวทางอย่างนี้ เพื่อเวลานำเสนอต่อสาธารณชนมันออกเป็นกฎหมายครับท่าน ก็อยากฟัง เพื่อนสมาชิกซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผ่านประสบการณ์มาเยอะมากสะท้อน ความคิดเห็น ผมก็เลยคิดว่าการนำเสนอของคณะกรรมาธิการแต่ละชุดควรได้รับฟัง ความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิก และถ้าข้อคิดเห็นเป็นข้อคิดเห็นที่ไปสอดคล้องกับอารมณ์ กรรมาธิการเอง กรรมาธิการเขาอาจจะแก้ไขตรงนี้เลยก็ได้ หรือไม่สอดคล้องอารมณ์ กรรมาธิการเลย แต่ว่าคนที่นั่งฟังข้างล่างอีก ๒๐๐ กว่าคนก็บอกเยี่ยมมากอาจารย์วันชัย เสนอเรื่องนี้ เขาเอาอาจารย์วันชัยขึ้นมา แล้วก็มีมติจากสภา กรรมาธิการก็ควรจะมีปรับ ไม่แข็งตัวเกินไปแบบท่านประธานว่า แต่ถ้านั่งรับฟังรายงานแบบเพื่อทราบอย่างเดียวนี่ ผมคิดว่าปัญญามันจะไม่เกิดครับท่าน เราเป็นสภาของความคิด ระดมความคิดกัน เพราะฉะนั้นการที่เอาเพื่อนสมาชิกมา ๒๕๐ คนมานั่งทำนี่เราต้องการระดมความคิด ไม่ใช่ให้ท่านเป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแล้วจะไม่รู้เรื่อง การปกครองท้องถิ่น เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นการระดมปัญญาทั้งหมดเป็นสภาของ ผู้ทรงปัญญาครับ ผมคิดว่าการแลกเปลี่ยนทางปัญญาเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องของ ความขัดแย้ง จึงเสนอว่าน่าจะหาทางในการที่จะร่วมกันคิดกับกรรมาธิการเพื่อนำเสนอได้ครับ ไม่ใช่แค่รับฟังเฉย ๆ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณมากครับ คือถ้าโดยเฉพาะด้านการเมืองนะครับ ด้านการเมืองเป็นด้านพิเศษ พอมาถึงจุดนี้แล้วด้านการเมืองเป็นเรื่องพิเศษมากกว่าด้านอื่น ๆ ในกรณีเป็นภาระหน้าที่ ของนักการเมืองทีเดียวที่จะต้องมีส่วนร่วม ริเริ่ม สร้างสรรค์ ในการที่จะมีบทบาทสำคัญ ในการที่จะเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันนี้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานนี่มันไม่ใช่ทำงานอย่างเดียวหรอก บางทีจะต้องทำงาน หลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรเป็นพิเศษเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภานี้ ได้เสมอ ตามข้อบังคับที่เอื้ออำนวยให้นะครับ ฉะนั้นผมก็รับทราบแล้วก็เห็นด้วยกับ ท่านวิทยานะครับ ถ้ามีอะไรพิเศษเราก็พร้อม ต่อไปนี้ผมก็อยากจะขอดำเนินการประชุมตาม ระเบียบวาระก็แล้วกัน สำหรับลำดับแรกก็อยากจะเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ คือท่านนินนาทได้กรุณาบรรยายสรุป เรียนเชิญท่านวิรัชครับ

นายวิรัช ชินวินิจกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิก สปท. ทุกท่าน ความจริงข้อเสนอของท่านวิทยาเป็นข้อที่สภาน่าจะรับไว้พิจารณา สำหรับผมเอง ขอเสนอความเห็นว่าในกรณีที่มีสมาชิก สปท. เราไม่เห็นพ้องกับที่คณะกรรมาธิการเสนอมา ในประเด็นใดข้อใด ถ้าเป็นเรื่องสำคัญผมว่าเราขอมติของสภาก็ได้แล้วให้กรรมาธิการ ไปพิจารณาเอาว่าจะแก้ตามไหม ถ้ายังยืนยันที่อันเดิมก็หมายเหตุไว้เท่านั้นเองครับว่า ในประเด็นนี้สมาชิกส่วนใหญ่เห็นแบบนี้เท่านั้นเอง เพราะว่าเราเป็นสภาวิชาการ เรื่องที่เสนอ เข้าไปมันเป็นความเห็นรัฐบาลจะเอาไม่เอาก็เรื่องของรัฐบาลแค่นั้นเองครับมันก็ยืดหยุ่น คือเป็นการฟังความเห็นของสมาชิกสภา มติสภาทั้งหมด แต่กรรมาธิการท่านอาจจะไม่เห็นด้วย ก็ยืนไว้ตามเดิม เพียงแต่หมายเหตุว่าในประเด็นนี้สภาเรามีมติแบบนี้มันก็ผ่านปัญหาไปได้ ส่วนจะเอาอย่างไรก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะไปคิดเอาเอง ผมก็มีข้อเสนอแค่นี้ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ เรื่องที่คณะกรรมาธิการ เสนอแผนปฏิรูปเข้ามานี่นะครับ เป็นเรื่องที่จะต้องมารายงานให้สภาพิจารณาเพื่อให้ ความเห็นชอบครับ เพียงแต่ว่าโดยประเพณีปฏิบัติแล้วเราก็ยึดถือมาตาม สปช. ก็คือว่า คณะกรรมาธิการก็จะรับฟังความคิดเห็นของพี่น้อง สปท. แล้วก็นำไปปรับแก้ภายใน ๗ วัน แล้วถึงทำรายงานเสนอต่อท่านประธานเพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรีหรือว่าหน่วยงานอื่นต่อไป ซึ่งก็มีหลายกรณีครับที่บางรายงานนั้น บางแผนปฏิรูปนั้น มีสมาชิก สปท. เห็นต่าง ค่อนข้างมากก็จะได้มีการประสานงานกันระหว่างคณะกรรมาธิการกับสมาชิกผู้เห็นต่าง หลายกรณีทางคณะกรรมาธิการก็นำไปปรับแก้ หลายกรณีคณะกรรมาธิการยืน สมาชิก ก็ขอเสนอความเห็นเป็นบันทึกแนบท้ายไป ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับ อย่างเช่นรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายการเงินการคลัง ชื่อทำนองนี้นะครับ กระผมเห็นต่างค่อนข้างมาก ในเรื่องที่จำเป็นจะต้องมีบทบัญญัติที่ป้องกันมิให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายพิเศษ เพื่อกู้เงินก้อนโตแล้วก็นำไปใช้นอก พ.ร.บ. งบประมาณก็ได้มีการอภิปรายกันถึง ๓ สัปดาห์ แล้วก็ในที่สุดกระผมก็ได้ทำบันทึกแนบท้ายคัดค้านไป แล้วทางคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณา เห็นด้วยก็ได้กรุณาปรับแก้รายงาน อันนั้นก็เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ เพียงแต่ว่าในอดีต ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยมีถึงขนาดที่เรียกว่าพอสมาชิกไม่เห็นด้วยกับประเด็นหนึ่งประเด็นใด จะขออนุญาตลงมติแล้วให้กรรมาธิการปรับแก้ตามที่สมาชิกเห็นตามมตินั้น เท่าที่กระผม จำได้ยังไม่เคยมี เพราะว่าเราก็ถือหลักปฏิบัติในแง่อย่างที่ท่านประธานได้เรียนเพื่อนสมาชิก เสมอมาว่าเราเป็นสภาทางวิชาการ และอีกประการหนึ่งข้อเสนอจากเราไปถึงคณะรัฐมนตรี มันก็ยังไม่เป็นที่สุด เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจำเป็นที่จะต้องมีการลงมติ แต่ว่าก็ให้บันทึก ความเห็นค้านความเห็นต่างของเพื่อนสมาชิกทุกประเด็นไป อันนี้ก็คือถือปฏิบัติที่เป็นมานะครับ กระผมก็เห็นว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปค่อนข้างเรียบร้อยดีพอสมควร แต่ถ้าเผื่อว่าจะมีสมาชิก เสนอให้มีการลงมติในประเด็นที่เห็นต่าง ผมว่าก็จะเป็นเรื่องใหม่ก็สมควรที่จะได้มีการหารือ เป็นเฉพาะกรณีเมื่อถึงกรณีนั้น ๆ ต่อไป แต่ถ้าเป็นกรณีโดยทั่วไปผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการทุกคณะท่านพร้อมที่จะรับฟังความเห็นต่าง อยู่แล้ว และถ้าเป็นความเห็นต่างที่สมาชิกเห็นเป็นเรื่องสำคัญก็ให้ท่านทำเป็นบันทึกแนบท้ายไป หรือในบางกรณีถ้าเป็นความเห็นต่าง แล้วก็มีสมาชิกอภิปรายสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ผมก็เห็นว่าทางกรรมาธิการท่านก็จะปรับแก้ให้เป็นส่วนใหญ่ครับ จึงขอกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมต้องขอบพระคุณในความเห็นทั้ง ๓ ท่านนะครับ ทั้งของท่านวิทยา ท่านวิรัช และ ท่านคำนูณ ซึ่งความเห็นทั้ง ๓ ท่านนี้ก็สอดรับซึ่งกันและกันหมด ของท่านวิทยาถ้ามีเรื่องใด ที่มันสำคัญพอเราก็มาเสนอในที่ประชุมได้ แต่ว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับของ สปท. เรา ส่วนกรณีของท่านวิรัชก็บอกว่าถ้ามีบางคนเห็นอย่างหนักแน่น แล้วก็เห็นว่ามันสำคัญพอ ถึงแม้ว่าตัวเองไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการของตัวเองหรือของกรรมาธิการด้านอื่น ก็อยากจะ ขอร้องให้ที่ประชุมลงมติใหม่ และเมื่อมติของ สปท. ออกมาแล้วกรรมาธิการก็รับไปพิจารณา ก็ได้ แล้วก็ที่ท่านคำนูณได้กรุณาพูดมาก็คือเราถือปฏิบัติเสมอมานะครับ ในที่ประชุม เราอภิปรายตั้งข้อสังเกต ซึ่งมีคุณค่าเยอะแยะมากมาย เวลาเราจะเสนอท่านนายกรัฐมนตรี ไปนี่เราก็จะบันทึกความเห็นต่าง บันทึกข้อสังเกตนั้นไว้ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามหลักการ ในการทำงานก็คือว่า

ประการแรก ยึดถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เสียงข้างน้อย จะต้องยินยอมรับมติของเสียงข้างมาก คือต้องบายดิง (Binding) ต่อมติของเสียงข้างมาก ผูกพันต่อมติของเสียงข้างมาก มาตรแม้นว่าตัวเองไม่เห็นด้วย แต่ตัวเองเป็นเสียงข้างน้อย ไปแล้วในการโหวต

ประการที่ ๒ มันก็เป็นตามหลักการที่ว่าคุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อย หมายความว่าเสียงข้างน้อยย่อมมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่าง

ประการต่อมา ก็มีสิทธิที่จะได้รับการจดบันทึกในรายงานการประชุมว่า ผู้ใดไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไร นี่คือสิทธิของเสียงข้างน้อย และที่เราทำกันมาคือเราก็เป็น ข้อสังเกตของผู้นั้นผู้นี้ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ไปเลย เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหาเราค่อยมาพิจารณา กันอีกที จากนี้ไปผมขอดำเนินการประชุมนะครับ ขอเรียนเชิญท่านวิทยา

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ ผมมีปัญหา ๒ ประการครับ แล้วก็คงจบแล้วครับ

ประการที่ ๑ ครับ ผมต้องการความชัดเจนครับว่ารายงานทั้งหมดนี้เป็น รายงานเพื่อทราบหรือเพื่อพิจารณาอย่างที่ท่านคำนูณว่านะครับ

ประการที่ ๒ ครับ เสียงข้างมากที่ท่านประธานว่าจะเอาเสียงข้างมาก ของกรรมาธิการหรือเสียงข้างมากของสภา คือถ้าเสียงข้างมากของกรรมาธิการ อันนี้ ก็จะกลายเป็นเพื่อทราบ แต่ถ้าเสียงข้างมากของสภา อันนี้ก็จะต้องเพื่อพิจารณาครับ ขออนุญาตเรียนถามแค่นี้ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ที่ท่านวิทยาพูดถูก คือสภา สปท. ใหญ่ที่สุด กรรมาธิการชุดต่าง ๆ รองลงมานะครับ ทีนี้กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติว่าเรื่องนี้เสนอ เพื่อทราบในกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และขอให้นำมาสู่ การพิจารณาของที่ประชุมสภา สปท. ว่าให้เป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบเฉย ๆ เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ ที่ประชุมแห่งนี้ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิรูปของแต่ละด้านมาตั้งแต่วันแรกของเราแล้ว ในการทำงาน มีการปรับแผนบ้างนิดหน่อย กาดาวแล้วกาดาวอีกเรื่อย ๆ มา แล้วระหว่างทาง มันก็มีเรื่องใหม่ ๆ เรื่องอื่น ๆ แทรกเข้ามาเยอะแยะไปหมด เราก็ยังทำได้อยู่เสมอ เราไม่ได้ เคร่งครัดตายตัวอะไรมากมายนะครับ ต้องขอแจ้งเพื่อทราบก่อน ถ้าหากว่าจะมีประเด็น อย่างอื่น จะรื้อฟื้นเอาเรื่องเพื่อทราบนี้มาอภิปรายในสภาต่อไปในโอกาสหน้าก็แล้วกันครับ เรียนเชิญท่านนิกร จำนง

นายนิกร จำนง

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง นะครับ ลำดับที่ ๗๙ คือผมเรียนว่าด้วยความเป็นห่วงและด้วยความเสียดายครับ คือเรามีเรื่องที่ยัง ค้างอยู่เยอะกับเวลาที่เหลืออยู่นะครับ ทีนี้จะเห็นว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่เข้ามาแล้ว เห็นชอบไปรอบหนึ่งแล้วและไปหารายละเอียดกับเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่เลย ทีนี้ผมเรียน ท่านประธานว่าจนถึงขณะนี้เวลาที่เหลืออยู่นี้คือผมเรียนว่างานเรายังมีนี่อย่าให้งานมันตายไป เหมือน สปช. ขณะนี้นะครับ สภาปฏิรูปแห่งชาตินี่ตามรัฐธรรมนูญขณะนี้เรื่องก็ยังมา และรัฐบาลก็ยังทำอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือให้เป็นความเห็นของที่ประชุมนี้ พิจารณาแล้วก็เห็นชอบทุก ๆ เรื่องต่อจากนี้ แล้วเรื่องเหล่านี้มันจะรัน (Run) ของมันไปเอง เราไม่อยู่แล้ว แต่เรื่องยังอยู่ตามรัฐธรรมนูญที่มันค้างอยู่ เหมือนกับที่เราขณะนี้ยังมาพิจารณา เรื่องของ สปช. นะครับ ทีนี้มันมีลักษณะของเรื่อง อย่างเช่นของการเมืองที่ท่านได้กล่าวแล้ว ว่าไม่เหมือนใครเพราะว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ขณะนี้ กรธ. กำลังจะยกร่างกฎหมายลูก แล้วก็ สนช. ก็กำลัง เวลามันเร่งรัดมาก เพราะฉะนั้นเราจะไปยกร่างก็ไม่ได้ เราก็เลยรวมมา เป็นประเด็นแล้วมาเสนอ การมาเสนอตรงนี้ถ้าท่านประธานจำได้นี่เราเคยเสนอไปครั้งหนึ่ง แล้วก็ท่าน กรธ. ท่านประธานมีชัยบอกว่าให้เป็นความเห็นของ สปท. มาสิ ดังนั้นพอเรา รวบประเด็นมาหมดนี่เราต้องมาเรียนให้ทุกคนในนี้ทราบว่า ๕ ประเด็นในเรื่องกฎหมายลูกนี่ เรามีความเห็นโดยดึงมาจากที่สภาเคยเห็นชอบไปแล้วแต่เหมือนกับเอามารวบใหม่ เพราะว่า ทำเป็นร่างไม่ได้ และถ้าสภานี้เห็นชอบมันก็ไปเป็นชุด ที่เราตั้งใจคือว่าส่งไปที่ กรธ. ส่งไปที่ สนช. และส่งไปที่ กกต. ในส่วนที่เขาออกแบบ ตรงนี้ก็จะเสร็จไป นี่ของการเมือง แต่ของ คณะอื่นมันเป็นเรื่องหน่วยราชการ ดังนั้นผมมีความเห็นว่าคงจะเอากลับกันมาอีกครั้ง ถ้าเป็นเรื่องไปขยายอาจจะเอามาเพื่อทราบว่าไปทำมาแล้วได้แค่นี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหม่ต้อง เอาเข้ามาพิจารณาแล้วเราคอมมิต (Commit) ไปแล้วก็ส่งไป พอสภาเราหมดอายุไปเรื่องจะ ได้อยู่ แล้วก็ค้างอยู่เขาก็ทำต่อไปได้นะครับ คือเสียดายว่ามีเรื่องดี ๆ หลายเรื่องในนี้ นะครับ ก็นำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมก็เห็นด้วยกับท่านนิกรครับว่า ณ วันนี้จากนี้ไปจนถึงมีรัฐบาลใหม่นั้น เรื่องการเมือง สำคัญมาก แล้วก็ สปท. เราในฐานะที่เป็นเจ้าของเรื่องหลักในเรื่องการปฏิรูปการเมือง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปกฎหมายลูกสำคัญที่สุดในด้านการเมืองนะครับ มันเร่งด่วนด้วย เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องเสนอแนะขึ้นไป และขณะเดียวกันมันจะมี หน่วยงานหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกัน เช่น ครม. กรธ. สนช. กกต. อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจากนี้ไปด้านการเมืองจะสำคัญมาก ผมเห็นด้วย ผมว่ามันไม่มีอะไรขัดแย้งกันเลย ที่เราคุยกันไปทั้งหมดนี้ มันเปิดโอกาสให้เสมอ อย่าไปเคร่งครัดกับกฎเกณฑ์ตายตัวอะไรเลย เรายืดหยุ่นตัวได้เสมอ เอาละ ถ้าหากผมจะปรึกษาอย่างนี้ว่าเรื่องที่กรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับทราบว่ากรรมาธิการแต่ละด้านมีแผนอยู่ในใจ ของตัวเองว่าจะทำงานในเวลาที่เหลืออยู่ในสัมฤทธิผลอย่างไรนี่ เมื่อเสนอมาที่ประชุมนี้แล้วก็ มี ๒ ทางเลือก ๑. ท่านก็จะรับทราบตามมติของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ซึ่งท่านมีอำนาจเหนือกว่า หรือ ๒. ผมจะขอความเห็น ในที่ประชุมนี้เลยว่าท่านจะให้ความเห็นชอบในแผนปฏิรูปของกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้าน ที่เสนอมาหรือไม่ ท่านจะเอาอย่างที่ ๒ ไหม เรียนเชิญท่านชูชัยครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ผมเห็นคล้อยไปตามที่ท่าน สปท. วิทยา แก้วภราดัย เสนอนะครับ ผมเข้าใจว่าโจทย์อยู่ที่ว่าเมื่อกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้านไปทำงานแล้วนี่ แล้วก็กลับมานำเสนอ แล้วที่ประชุมของสภาแห่งนี้จะช่วยกันคิด ช่วยกันให้ความเห็น แล้วนำไปสู่การปรับปรุง แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้นผมตีโจทย์อาจจะคลาดเคลื่อนนะครับ ถ้าคลาดเคลื่อนก็ขออภัยท่านประธานนะครับ ผมตีโจทย์ว่าเวลาที่เหลืออยู่นับจากนี้ไปจนถึง รัฐธรรมนูญประกาศใช้และจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ไปจนสิ้นสุด สปท. นั้น มีเรื่องสำคัญ ที่สภาแห่งนี้จะต้องช่วยกันพิจารณาขับเคลื่อนอะไรบ้าง เช่น อาจจะคุยกันแล้วว่ามี ๓-๕ เรื่อง ที่สำคัญ แล้วทั้งสภานี่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อน ท่านประธานคงจำได้ว่าในการประชุม ครั้งแรก ๆ ทางสภาแห่งนี้ได้ทำแผนปฏิบัติการ ได้ระดมสมองกัน แล้วเราได้ ๕ ประเด็นหลัก ของการปฏิรูปที่เราถือว่าเป็นไพรออริตี (Priority) ที่สำคัญ แล้วหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เราไม่ได้หยิบตรงนั้นมาพูดอีกเลยนะครับ ผมเข้าใจว่าจากนี้ไป ๖ เดือน ๗ เดือน หรือ ๘ เดือน ถ้าเรามาอภิปรายกันจนตกผลึกว่ามีเรื่องอะไรที่สำคัญจริง ๆ ใน ๓-๕ เรื่อง หรืออาจจะน้อยหรือมากกว่านั้นนะครับ สภาทั้งสภาต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้สังคม ได้จดจำว่าเรานี่ได้ขับเคลื่อนเรื่องปฏิรูปที่สำคัญของประเทศนี้อย่างไรนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าที่ท่านประธานให้ความสำคัญ กับเรื่องร่างแผนขั้นตอนการปฏิรูปประเทศนั้นนี่ ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อน สมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับทราบว่ามีความคืบหน้าหรือก้าวหน้าไปอย่างไร ตรงนี้อาจจะเป็น เครื่องมือที่สำคัญที่สมาชิกทั้งสภาจะต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำก่อนที่จะส่งมอบให้สังคมนี้ ต่อไปในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอประทานโทษท่านประธานที่อาจจะเสียเวลา ที่ประชุมว่าการตีโจทย์อันนี้ผมเข้าใจว่าคงเข้าใจต่างกันนะครับ แล้วก็ไม่ได้หวังเพียงว่า กรรมาธิการมาประชุมกันแล้ว เสนอแล้วก็รับทราบ ผมคิดว่าน่าจะทำอะไรมากกว่านั้นนะครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก่อนอื่นทีเดียวผมขอเรียนชี้แจงอย่างนี้ว่าที่กรรมาธิการ ๑๒ ด้านเสนอมานี้ เป็นชื่อเรื่องเฉย ๆ นะครับ เป็นหัวข้อเรื่องที่เราจะทำการศึกษาให้ข้อเสนอแนะต่อไป ซึ่งเนื้อหาของแต่ละเรื่องที่เราจะทำการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะต่อไปนั้นมันต้อง ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมสภาแห่งนี้ ผ่านการเห็นชอบของที่ประชุมสภาแห่งนี้ เฉพาะที่ผมขอให้รับทราบเฉย ๆ รับทราบหัวข้อเรื่องไม่ใช่รับทราบรายงาน เพราะรายงาน ยังไม่มีนะครับ ขอแยกแยะประเด็นอย่างนั้น รับทราบหัวข้อเรื่องเฉย ๆ และหัวข้อเรื่องนี้ เปิดให้เสมอที่จะมีเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นมา จำเป็นเร่งด่วนเข้ามา เช่น ผมก็กราบเรียน เรื่องการเมืองจำเป็นมากเรื่องกฎหมายลูก ท่านต้องรีบทำนะ แต่ว่าก่อนที่เราจะเสนอไป แต่ละเรื่องแต่ละชื่อเรื่องนั้นต้องมีรายงาน ต้องมาเสนอกัน ณ ที่นี้ ต้องมีการอภิปราย ต้องมี การลงมติกันไม่ใช่เรื่องรับทราบ คือเพียงแค่รับทราบหัวข้อเรื่องว่าเราจะทำเรื่องนี้นะ เท่านั้นแหละ ถ้าอย่างนั้นท่านจะรับทราบได้ไหมครับ ท่านกษิต ภิรมย์

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ครับ ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาให้ความเมตตาและเห็นใจนะครับว่าที่ต้อง ยืดเวลาไว้สักนิดก่อนที่จะให้กรรมาธิการได้เสนอเรื่องนั้นก็เพื่อที่จะมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อจะขับเคลื่อนการทำงานของสภาของเรา คือสืบเนื่องมาจากที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ผมก็อยากจะขอเสนออย่างนี้ด้วยนะครับว่าเรามีเอกสาร ๒ ฉบับอยู่ในมือเช้านี้ คือเรื่อง สำคัญ ๆ ที่แต่ละคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ บวก ๑ ได้เสนอขึ้นมาและผมก็บวกแล้วนี่มัน รวมแล้วประมาณ ๕๘ เรื่องด้วยกัน ซึ่งเราก็มีเวลาอีกประมาณ ๖ เดือน ที่จะพิจารณา ให้แล้วเสร็จหรือว่าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมก็อยากจะขอเสนอต่อท่านประธาน ขอเรียนปรึกษาท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกด้วย ก็เอา ๕๘ เรื่องนี้เรามาคุยกันสักวัน ได้ไหมครับว่ามาจัดลำดับความสำคัญว่าอยากจะเร่งให้เรื่องไหนให้มีการพิจารณาถกเถียงกัน แล้วเสร็จในสภา สปท. เสียก่อน เมื่อสักครู่ท่านประธานได้พูดหลายครั้งความสัมพันธ์ เรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองหัวใจของเรื่องเราก็จะมาเร่งการดำเนินการภายใน เดือนกันยายน ตุลาคม ให้มันแล้วเสร็จไหมครับเพราะนี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดแล้วมันจะได้ ล้อกับการทำงานของ สนช. แล้วก็ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของท่านมีชัยด้วย มันต้องจัดลำดับความสำคัญครับ ไม่อย่างนั้นเอาเรื่องอะไรก็ได้มันก็ทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ และเรื่องที่สำคัญ ๆ มันอาจจะไปอยู่ท้าย ๆ แล้วในที่สุดเราจะไม่มีเวลา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เมื่อเราจัดลำดับความสำคัญแล้วแทนที่จะรอให้กรรมาธิการ มาเสนอทีละเรื่องไปนั้นขอเวลาสภาสัก ๒-๓ วันได้ไหมครับ เมื่อจัดลำดับความสำคัญแล้ว มาถกกันในแก่นสารจะได้คัดประเด็นออกมาได้เลยว่าในเรื่องต่าง ๆ ใน ๕๘ เรื่องของ ๑๑ บวก ๑ คณะกรรมาธิการนั้นสาระเนื้อหาของแต่ละเรื่องนั้นมันควรจะเป็นอะไร ไม่อย่างนั้น มันก็จะมามีปัญหาว่าจะมีเสียงส่วนน้อยมีความเห็นต่างโหวตออกมาแล้วก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็มาบอกว่าของเสียงส่วนน้อย หรือที่ได้อภิปรายไม่เห็นด้วยก็จะบรรจุหรือไปแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ มันไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นถ้าเผื่อเรามาตกลงกันเสียก่อนว่าหัวใจของเรื่อง มันคืออะไร ผมอยากจะยกตัวอย่างสำหรับเอกสารที่เราจะเสนอต่อไปนี้โดยกรรมาธิการ ก็อยากจะแบ่งการบริหารราชการออกมาเป็น ๒ ส่วน คือระดับจังหวัด แล้วก็เทศบาล ๓ ระดับของเทศบาลก็ดีครับ แต่ว่ามันขาดไปเรื่องหนึ่งก็คือว่าทุกระดับของเทศบาลจะมีการ เลือกตั้งโดยประชาชน แต่ระดับจังหวัดนั้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นข้าราชการประจำ มาจากกระทรวงมหาดไทย เสนอแบบนี้ผมก็ต้องค้านในที่สุด เพราะว่าไม่ได้มีการพิจารณา ของการที่จะให้มีการกระจายอำนาจในระดับจังหวัดคือให้ประชาชนเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย เท่ากับว่าเราเป็นการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นแค่ครึ่งเดียว เปิดตาไปตรงเทศบาลแต่ว่า ปิดตาตรงจังหวัด อันนี้เป็นตัวอย่างว่าอันนี้มันน่าจะคุยกันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเข้ามาตรงนี้ แล้วเดี๋ยวถ้าเผื่อมีอภิปรายมาผมคงจะไม่พูดซ้ำนะครับ นี่พูดล่วงหน้าไปสักนิดหนึ่ง ผมก็จะต้องบอกไม่เห็นด้วยกับเรื่องการปฏิรูปในลักษณะนี้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ทำแล้วก็ยังเก็บ อำนาจไว้ที่กระทรวงมหาดไทย นี่เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ ผมก็อยากจะให้เราคุยไปอีก ๕๘ เรื่องหลังจากที่เราได้มีการจัดลำดับความสำคัญแล้วว่าแก่นสารเนื้อหาของการขับเคลื่อน การปฏิรูปคืออะไร ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ขอบพระคุณครับ สั้น ๆ ครับ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ลำดับ ๑๙๗ จริง ๆ ในเช้าวันจันทร์เราไม่ควรจะสับสน ผมว่าเรากำลังจะสับสนครับ ท่านประธานได้กรุณาสรุปเมื่อสักครู่ผมว่าชัดแล้วนะครับ ท่านบอกว่าที่รับทราบนี่คือรับทราบหัวข้อเรื่อง กรรมาธิการไปศึกษาทำแผนมาแล้วนำมาเสนอ ในที่ประชุมเพื่อขอมติว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ก็แปลว่าพิจารณาไม่ใช่แค่ รับทราบ ถ้าแผนนั้นผ่านแปลว่ามีมติเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบก็คือผ่าน สมาชิกท่านใด มีประเด็นที่ไม่เห็นด้วยก็แปลว่าท่านไม่เห็นด้วยแต่เสียงข้างมากเห็นด้วย ความเห็นของท่าน จะถูกผนวกรวมไปกับแผน คล้าย ๆ ท่านประธานกรรมาธิการคณะผมครับ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านบอกไว้แล้วว่าก็แนบไปด้วย คล้าย ๆ กับ ความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาศาลฎีกา อยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร มันชัดแล้วครับ เพราะฉะนั้นเป็นการพิจารณาครับ ไม่ใช่แค่รับทราบ ที่ดำเนินการมาทั้งหมดอยู่ในร่อง ในรอยนี้ วันนี้ก็เดินอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าท่านประธานดำเนินการประชุมต่อ ได้เลยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านชูชัยครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ผมคิดว่าข้อเสนอที่ให้รับทราบกรรมาธิการทั้งหมดที่เสนอนี้ ผมคิดว่า ที่ท่านประธานเสนอก็น่าจะเหมาะสมนะครับ แต่ประเด็นที่ท่าน สปท. กษิต ภิรมย์ ได้เสนอ ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้เวลากับสภาแห่งนี้วันหรือสองวันที่จะอภิปราย หรือว่าเวลา ที่เหลืออยู่ ๖ เดือนหรือ ๗ เดือน เราจะหยิบประเด็นไหนหัวข้อใดที่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ที่ทั้งสภาร่วมกันขับเคลื่อน อาจจะมี ๓ เรื่องหรือ ๕ เรื่อง ตรงนั้นนะครับผมคิดว่าเดิมทีเรา ระดมทำการปฏิบัติการมาได้ ๕ ด้าน แต่ขณะนี้เมื่อรัฐธรรมนูญได้ประกาศให้เห็นปรากฏแล้ว ถึงแม้ว่ายังไม่ได้ประกาศก็ตาม เราเห็นชัดแล้วนะครับเรื่องการศึกษา เราเห็นชัดแล้ว นะครับเรื่องการปฏิรูปตำรวจ และก็หมวดปฏิรูปที่เรียงลำดับ เราจะกลับมาพิจารณา ไหมครับว่ามีประเด็นใดที่สมควรที่จะใช้พลกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดกับเครือข่ายที่เราไปทำงาน ด้วยในการขับเคลื่อนเรื่องสำคัญ ๆ ออกมา ถ้าท่านประธานจะกรุณาผมคิดว่าครั้งนี้ ก็ผ่านด้วยการรับทราบไปได้นะครับ แล้วก็ถ้ามีเวลาเพิ่มเติมผมก็เสนอว่าควรจะทำอย่างที่ ท่าน สปท. กษิต ภิรมย์ ได้เสนอมานะครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ขอบคุณนะครับ สำหรับเรื่องเพิ่มเติมเราทำได้เสมอ ไม่เคยปิดตายเลยนะครับ และกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ว ๒๐๐ คน เราแบ่งงานกันทำเป็น ๑๒ ด้านด้วยกัน และทุกด้าน ก็ทำงานอย่างรับผิดชอบด้วยดีเสมอมา และความจริงทั้ง ๑๒ ด้านเขาจัดลำดับความสำคัญ ของงานเขา สำหรับเวลาที่เหลือเขาก็จัดของเขามา ซึ่งแน่นอนมันก็ปรับได้ตลอด ผมก็ยืนยัน อย่างนี้ ผมคิดว่าบางคนอาจจะเป็นห่วงว่าแล้ว ๒๐๐ คนจะมาทำงานร่วมกันในเวลา ที่เหลืออยู่อย่างไร เพราะว่า ๑๒ ด้านเขาต้องเอามาผ่านที่นี่อยู่แล้ว สำหรับเรื่องการประชุม ของเรานะครับ เราสามารถประชุมได้ตลอดเวลา กราบเรียนข้อเท็จจริงอย่างนี้ว่าไม่มีเรื่อง เข้าประชุมมันถึงงดการประชุม ไม่มีเรื่องเข้ามา เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกลัวว่ามันจะแยก ๑๒ ด้าน ด้านละ ๓ เรื่อง จะแย่งเข้ามา ประดังเข้ามาสู่สภานี้จนทำงานไม่ทัน มันไม่มีเรื่อง เข้ามา ก็ต้องพูดความจริง ณ วันนี้ เหตุผลที่ไม่มีเรียกประชุมวันจันทร์ อังคารเต็มวัน เพราะไม่มีเรื่องเข้ามาประชุม ท่านจะได้ทราบไว้ด้วย ขอพูดความจริงอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเช่นนั้นผมขอให้ที่ประชุมรับทราบไว้ ณ ที่นี้ก่อนนะครับ แล้วผมก็จะไปปรึกษาหารือกัน ในที่ประชุมประธานกรรมาธิการซึ่งอยู่ในกิจการของผมทั้ง ๑๒ คนว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ผมขอเอาแค่นี้ละครับ ขอดำเนินการประชุมแล้ว

๑. เรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และ ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ว่าที่ประชุมวิป (Whip) ท่านได้กรุณาให้จัดเอาไว้ทีเดียวเลยทั้ง ๔ เรื่อง ก็เนื่องจากเห็นว่า ทั้ง ๔ เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน แล้วก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยที่เอกสารวางบนโต๊ะท่านนั้นอาจจะทำให้ท่านทั้งหลายค่อนข้าง ตกใจนิดหนึ่งว่าเอกสารหนาจังเลย แต่ต้องกราบเรียนว่าเอกสารที่หนานั้นส่วนใหญ่ก็เป็น เรื่องของเอกสารอ้างอิงที่แนบประกอบรายงานผลการศึกษา เพื่อสะดวกต่อการที่ท่านจะได้ ศึกษาและทำความเข้าใจ ส่วนในตัวรายงานผลการศึกษานั้นก็มีจำนวนเท่า ๆ กับรายงานผล การศึกษาตามปกตินั่นเอง แล้วก็ทั้ง ๔ เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ศึกษาถึงสภาพปัญหาในการ บริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในรูปแบบทั่วไปและรูปแบบพิเศษ อย่างเช่น ในเรื่องที่ ๑ นั้นซึ่งจะพูดถึงเรื่องของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้นก็จะมีการกล่าวถึงปัญหาของโครงสร้าง ของขนาด ของบทบาท หน้าที่และอำนาจ รายได้ การรักษาวินัยการเงินการคลัง และเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะดูว่า ในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง และเรา จะนำเสนออย่างไรจึงจะทำให้การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ ทั่วไปสามารถที่จะจัดบริการสาธารณะให้แก่พี่น้องประชาชนได้ดียิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน ตรงนี้ ก็จะนำเสนอแนวทางแก้ไขไว้ด้วย ซึ่งก็จะมีการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขึ้น ส่วนรายงานฉบับที่ ๒ นั้นก็จะเป็นลักษณะทำนองเดียวกัน แต่เป็นเรื่องของกรุงเทพมหานคร ก็มีเป้าหมายเดียวกันคือศึกษาปัญหาในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครที่มีปัญหา อยู่ในปัจจุบัน แล้วก็นำเสนอแนวทางแก้ไขว่าทำอย่างไรการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร น่าจะดีขึ้น สามารถให้บริการพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันฉบับที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของ เมืองพัทยา ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกัน และฉบับที่ ๔ เรื่องที่ ๔ ก็จะเป็นเรื่องขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไป แต่บังเอิญไปทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ หรือเมืองพิเศษ เช่น เป็นเมืองที่มีการค้าขายชายแดน และจำเป็นไหมที่จะต้องปรับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้น เช่น เป็นเทศบาลนั้น ก็จะปรับขึ้นเป็นรูปแบบพิเศษมี ความจำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นจะมีทางอย่างไรที่จะทำให้เขาสามารถทำงานแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ของเขา แล้วก็บริการพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้น ทั้ง ๔ ฉบับนั้นก็จะสอดคล้องคล้าย ๆ กัน ซึ่งจะมีความต่างกัน มีความเหมือนกัน ซึ่งดิฉันเชื่อว่าถ้าหากท่านได้รับฟังคณะชุดที่ ๑ นำเสนอแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในเรื่องราวของเรื่องที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ต่อเนื่องกันไปได้ง่ายขึ้น

ในเรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของอนุกรรมาธิการชุดที่ ๑ ซึ่งมีท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการอยู่ ดิฉันขอท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้โปรดอนุญาตให้ท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นผู้นำเสนอรายงานเรื่องที่ ๑ ขออนุญาตค่ะ

เรียนเชิญท่านวัลลภครับ

นายวัลลภ พริ้งพงษ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม นายวัลลภ พริ้งพงษ์ สปท. ลำดับที่ ๑๓๘ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ขออนุญาต นำเรียนรายงานเกี่ยวกับเรื่อง การดำเนินการปรับปรุงเรื่องของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป จะขออนุญาตท่านประธานนำเสนอด้วย เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในส่วนของการดำเนินการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปจะขอกราบเรียนเรื่องข้อมูลทั่วไปก่อน ในเรื่องข้อมูลทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนี้ในความหมายก็คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลแล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบลนะครับ ซึ่งใน ๓ รูปแบบขององค์กรท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปนี้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พุทธศักราช ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แล้วก็พระราชบัญญัติสภา ตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พุทธศักราช ๒๕๓๗ อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ

ต่อไปก็จะเป็นเรื่องข้อมูลทั่วไปซึ่งจะกราบเรียนเพื่อทราบนะครับ ข้อมูล ทั่วไปขององค์กรท้องถิ่นทั้ง ๓ รูปแบบนี้นะครับ ในภาพรวมในขณะนี้เรามีองค์กรท้องถิ่น ทั่วประเทศ ๗,๘๕๓ แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ แห่ง เทศบาล ๒,๔๔๑ แห่ง ก็จะแบ่งเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล ซึ่งปรากฏตาม เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ ในส่วนของสุขาภิบาลในขณะนี้ก็ได้ยกฐานะเป็น เทศบาลไปหมดแล้วนะครับ ในส่วนที่ ๔ ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติก็คือ องค์การบริหารส่วนตำบล ในปัจจุบันเรามีองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหมด ๕,๓๓๔ แห่ง แล้วก็ที่เหลือจะเป็นกรุงเทพมหานครแล้วก็เมืองพัทยานะครับ

ขออนุญาตไปเรื่องของข้อมูลของบุคลากร บุคลากรขององค์กรท้องถิ่น ในปัจจุบันบุคลากรขององค์กรท้องถิ่นปัจจุบันเรามีข้าราชการฝ่ายการเมือง ก็คือประกอบไปด้วย ผู้บริหารและสมาชิกสภา ๑๕๓,๖๐๑ คน อันนี้เป็นในส่วนของผู้บริหาร ในส่วนของจาก อบจ. จากเทศบาลและจาก อบต. รวมถึงสมาชิกสภา ก็จะประกอบไปด้วยสมาชิกสภาของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นะครับ รวมกันแล้ว ๑๕๐,๐๐๐ คน เรามีข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานทั้งหมด ๔๐๔,๐๐๐ คนเศษ รวมแล้วในส่วนของข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ใน อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั้งสิ้น ๕๕๐,๐๐๐ คนเศษ นั่นก็คือข้อมูลนะครับ

อยากจะกราบเรียนต่อไปเรื่องของสภาพปัญหาของท้องถิ่น สภาพปัญหาที่จะ ขอนำเสนอก็จะประกอบไปด้วยเรื่องแรก เรื่องของรูปแบบโครงสร้าง ในส่วนของรูปแบบ โครงสร้างคงทราบดีว่าในส่วนของจังหวัดนี่จะประกอบไปด้วยในส่วนของการปกครองท้องถิ่น ก็จะมี อบจ. อาจจะขออนุญาตว่าเป็นระดับบนก็แล้วกันนะครับ ความจริงก็ไม่ได้เกี่ยวกับ เรื่องของการบังคับบัญชาระหว่างระดับบน ระดับล่าง อบจ. นี่มีงบประมาณนะครับ มีภารกิจ ตามอำนาจหน้าที่ แต่ว่าประชากรความจริงแล้วไม่ได้มีประชากรที่รับผิดชอบโดยกฎหมาย ชัดเจน นี่คือในส่วนของ อบจ. ระดับที่ต่ำลงไปก็คือระดับพื้นที่ ก็จะประกอบไปด้วยเทศบาล แล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งมีจำนวนประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าแห่ง เทศบาลมีพื้นที่ ชัดเจน มีงบประมาณชัดเจน อบต. เองก็ตามมีพื้นที่กับงบประมาณชัดเจน โครงสร้าง ดังกล่าวเนื่องจากว่าในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ขณะนี้ก็ยังมีการบัญญัติในเรื่องของอำนาจ หน้าที่ไม่ค่อยชัดเจน ก็จะมีปัญหาในเรื่องของภารกิจบางเรื่อง ก็จะมีการแย่งกันทำระหว่าง บนและล่าง ก็คือทั้ง อบจ. กับเทศบาล เป็นต้น เรื่องของจำนวนสมาชิกเองก็ตามที่ขณะนี้ ในเรื่องของ อบต. เองก็ตาม เรามีจำนวนสมาชิกตามพื้นที่การปกครอง แต่ในส่วนของ อบจ. กับเทศบาลเรามีจำนวนสมาชิกซึ่งสอดคล้องกับในส่วนของประชากร เป็นต้นนะครับ ทั้งหมดนี้ สภาพปัญหาปัจจุบันในเรื่องของโครงสร้างนะครับ

เรื่องของอำนาจหน้าที่ต่อไปนะครับ ที่ผมได้นำเรียนแล้วว่ามันมีปัญหา ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ซึ่งบัญญัติไว้ในส่วนของ อบจ. ซึ่งบางเรื่องไปทับซ้อนกับในส่วนของ อำนาจหน้าที่ของเทศบาลและ อบต. ในส่วนอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและ อบต. เองก็ตาม ขณะนี้อำนาจหน้าที่ส่วนใหญ่ก็มีการถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานระดับส่วนกลาง และภูมิภาค ก็ยังมีประเด็นปัญหาในเรื่องของภารกิจไม่ชัดเจน บางเรื่องดำเนินการไปแล้ว ก็ถูกงานตรวจสอบนะครับ ตรวจสอบแล้วก็พบว่าเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้องก็มีการเรียก เงินคืน เป็นต้นนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของการที่ต้องกำหนดในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ให้ชัดเจนระหว่างหน่วยงานระดับบน หน่วยงานระดับปฏิบัติการในส่วนของเทศบาลและ อบต. นะครับ

ต่อไปเป็นปัญหาในเรื่องของที่เราทราบกันดี ในเรื่องของความโปร่งใส ในการบริหารงาน ก็ขออนุญาตหยิบยกในเรื่องของข้อมูลที่ได้มาจากการร้องทุกข์ไปยัง ป.ป.ช. มีการร้องทุกข์เรื่องการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงปี ๒๕๕๓ นะครับ ถึงปี ๒๕๕๘ ทั้งหมด ๖,๐๐๐ กว่าเรื่องนะครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้งหมดปฏิบัติตัวหรือว่าดำเนินการในเรื่องของการทำงานไม่โปร่งใสนะครับ แต่อาจจะมีบางแห่งนะครับซึ่งอาจจะดำเนินการโดยที่เจตนาก็มีนะครับ บางแห่งก็อาจจะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในแง่ของข้อกฎหมายก็มีนะครับ อันนี้ก็เป็นภาพลักษณ์ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีจำนวนไม่มากในเรื่องของการทุจริต แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่า เรามี ๖,๐๐๐ กว่าแห่งนะครับ อันนี้ยังเป็นปัญหานะครับซึ่งจากตัวสภาพปัญหา ก็อาจจะเป็นได้ทั้งในเรื่องของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ ซึ่งต่อไปอาจจะต้อง ยกระดับในเรื่องของคุณสมบัตินะครับ เรื่องของข้อต้องห้ามต่าง ๆ ให้เทียบเท่ากับตัวสมาชิก สภาระดับชาติของเรานะครับ ในเรื่องของตัวบุคคลต่าง ๆ เป็นต้น อันนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่อง ของภาพลักษณ์ของการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ

ต่อไปเรื่องของการคลังนะครับ การคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ยังมีปัญหาอยู่มากทีเดียวนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้บัญญัติเอาไว้ในเรื่องของการรับรอง รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรายปีนะครับ เช่น ในปีปัจจุบันตัวรายได้ที่รัฐบาล จัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคิดเป็นรายได้ประมาณ ๑ กว่านะครับของรายได้ เทียบกับรายได้สุทธิรัฐบาล ก็ตกอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้เมื่อดูตามจำนวนเม็ดเงินแล้วมากนะครับ แต่เมื่อกระจายลงไป ๗,๘๕๓ แห่งนี่ไม่มากนะครับ และในส่วน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ ถ้าแบ่งเป็น ความรับผิดชอบนี่นะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความรับผิดชอบในการจัดเก็บเอง อยู่ที่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าใน ๑๐๐ บาทนะครับที่ใช้จ่ายในปัจจุบันนี้ เป็นรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง ๑๐ บาท อีก ๙๐ บาทนี้นะครับก็จะเป็น เรื่องที่รัฐบาลจัดสรรเป็นภาษีแบ่งให้ แล้วก็จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนนะครับ ซึ่งในส่วนนี้คิดว่า รายได้ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเองในขณะนี้อยู่ในตัวเลขสัดส่วนที่ค่อนข้าง จะน้อยเมื่อเทียบกับอำนาจหน้าที่และภารกิจในการใช้นะครับ แต่ขณะนี้ทางรัฐบาล ได้มีการปรับปรุงในส่วนของพระราชบัญญัติในเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนะครับ ตัวรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเองในปีหน้าก็อาจจะขยับเป็นจาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ บาท เป็นประมาณ ๑๖ บาทโดยประมาณนะครับ นั่นหมายความ ว่าใน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้รายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความรับผิดชอบ ในการจัดเก็บเองก็จะมีเพิ่มมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็นความรับผิดชอบซึ่งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการจัดเก็บให้เกิดประสิทธิภาพต่อไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีปัญหานะครับ ซึ่งจะมีการพูดคุยในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาในขั้นต่อไปนะครับ

สภาพปัญหาต่อไปของท้องถิ่นนะครับ เรื่องการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า อย่างที่ กราบเรียนเมื่อสักครู่นะครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำนวนมากและบางแห่ง มีขนาดเล็ก การดำเนินการตามโครงการขนาดใหญ่บางครั้งไม่สามารถดำเนินการได้ หรือดำเนินการได้ก็มีลักษณะของความไม่คุ้มทุนนะครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง ที่เราพบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ

เรื่องที่ ๗ นะครับ ซึ่งปรากฏตามเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ก็คือ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในปัจจุบัน ยังถือว่าน้อยมากอยู่นะครับ ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีส่วนร่วมในครั้งแรกก็คือการใช้สิทธิในการที่ จะไปเลือกตัวผู้บริหารแล้วก็สมาชิก ซึ่งหลังจากนั้นก็อาจจะบอกว่าน้อยมากเลยที่จะไปใช้ สิทธิในเรื่องของการบริหารนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะต้องมีการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรที่จะ สร้างกลไกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการบริหารงานนะครับ

แล้วก็ประการสุดท้าย เรื่องของการกำกับดูแลนะครับ จากสภาพปัญหา ข้างต้นก็เป็นปัญหาในเรื่องของผู้กำกับดูแลนะครับ ขณะนี้ผู้กำกับดูแลโดยกฎหมายในส่วน ขององค์การบริหารส่วนตำบลแล้วก็ในส่วนของเทศบาลตำบลนะครับ ก็ยังเป็นของท่าน นายอำเภอ ในส่วนของ อบจ. เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เป็นในส่วนของผู้ว่าราชการ จังหวัด เสนอไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ อันนี้ก็เป็นสภาพปัญหา ในปัจจุบันนะครับ

หลังจากที่เราได้รับทราบปัญหาแล้วนะครับก็มาถึงขั้นตอนถึงวิธีการปฏิรูป ก็อยากจะไปเร็วในส่วนของวิธีการปฏิรูปนะครับ ก็มีเรื่องของการวิเคราะห์รายงานการศึกษา แล้วก็รายงานสำคัญที่เราใช้ก็คือในเรื่องของรายงานจาก สปช. นะครับ ซึ่งเราดูในเรื่องของ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ เรื่องของรายงานผลการศึกษาจากสำนักงานปลัดกระทรวง กลาโหมนะครับ แล้วก็รายงานอื่น ๆ นะครับ

ในส่วนที่ ๒ มีการศึกษารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ตลอดจนถึงตัวกฎหมายจัดตั้งในปัจจุบัน ตลอดจนถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนะครับ แล้วก็ยังรวมถึงร่างประมวลกฎหมายซึ่งได้ทำเสร็จแล้ว แล้วก็ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ อันนี้ก็เป็นอีกรายงานหนึ่ง อีกการศึกษาหนึ่งนะครับ การรับฟังความคิดเห็นในส่วนนี้ก็มีการ รับฟังความคิดเห็นจากกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง รับฟังความคิดเห็นจากตัวแทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมที่เกี่ยวข้องของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสมาคม อบจ. สมาคมของสันนิบาตเทศบาล แล้วก็สมาคมขององค์การบริหารส่วนตำบล จากนักวิชาการ ก็มีการเชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้องหลายท่านด้วยกันมาให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ท้ายสุดได้มีการนำ ผลการศึกษาทั้งหลายมาเป็นการทดลองปฏิบัติใน ๑๔ จังหวัด ซึ่งก็ปรากฏในรายงานของ ท่านก็จะมีแต่ละภาคนะครับ ท้ายที่สุดในขั้นตอนสุดท้ายเราคิดว่า ๑. สิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะ นำเสนอไปยังท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็คือทำอย่างไรที่จะให้กฎหมาย ๓ ฉบับนี้รวมเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นของ สปท. ที่นำเสนอท่านก็คือว่าเรารวมกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับเป็นกฎหมายฉบับเดียวกันนะครับ แล้วก็ในส่วนสาระสำคัญของกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับที่เอามารวมกันแล้วก็จะปรากฏในตัวร่างประมวลกฎหมายที่ได้แนบกับรายงาน ที่อยู่บนโต๊ะทุกท่านนะครับ ซึ่งในส่วนของร่างประมวลกฎหมายจะแบ่งเป็น ๖ ลักษณะ ด้วยกันนะครับ ก็คือ ลักษณะที่ ๑ เป็นการพูดในเรื่องของบททั่วไปนะครับ ลักษณะที่ ๒ เป็นการพูดในเรื่องของการจัดระเบียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ เรื่องของ โครงสร้าง คุณสมบัติ เรื่องของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการจัดใหม่ ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นนะครับ เรื่องของการจัดทำบริการสาธารณะทำอย่างไรที่จะสามารถ ร่วมกันดำเนินการได้นะครับ เรื่องของการดำเนินการตามข้อบัญญัติท้องถิ่นต่าง ๆ นะครับ เรื่องของการเงิน การคลัง การงบประมาณท้องถิ่น จะมีการแบ่งเรื่องของรายได้ให้มี ความชัดเจนระหว่าง อบจ. เทศบาล แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องของ การกำกับดูแล และที่สำคัญที่สุดเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น อันนี้เป็นร่างประมวลที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่นได้นำเสนออยู่ในตัวร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหมด ๖ ลักษณะด้วยกันนะครับ ผมจะขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ที่ได้มีการพิจารณา ในตัวร่างประมวลนะครับ ในประเด็นที่มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนะครับ

เรื่องแรก ที่ปรากฏอยู่ในตัวร่างประมวล เรื่องของโครงสร้างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนที่ ๒ คือเทศบาล เทศบาลจะแบ่งเป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร สิ่งที่เรา นำเสนอในร่างประมวลฉบับนี้ก็คือ ๑. ให้ยกฐานะ อบต. ทั่วประเทศเป็นเทศบาล ๒. ที่เรานำเสนอซึ่งปรากฏอยู่ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๕ ถ้าท่านจะเปิดดู ก็คือการที่จะควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ส่วนการดำเนินการ ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดจะไปควบรวมกับใคร ทั้งนี้ก็ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ประชาชน อันนี้อยู่ในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ในส่วนของตัวร่างประมวล กฎหมาย ๒. ในส่วนของตัวสมาชิกต่าง ๆ ก็มีการปรับในแง่ของจำนวนสมาชิกขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกสภาเทศบาล จากเดิมสมาชิกสภาเทศบาล ประกอบไปด้วยในส่วนของตำบล มีสมาชิกทั้งสิ้น ๑๒ ท่าน แบ่งเป็น ๒ เขตเลือกตั้ง ในส่วนของเทศบาลเมืองมีสมาชิก ๑๘ คน แบ่งเป็น ๓ เขตเลือกตั้ง แล้วก็ในส่วน ของเทศบาลนครมีสมาชิก ๒๔ คน แบ่งเป็น ๔ เขตเลือกตั้ง เราก็ปรับใหม่เพิ่มจำนวนสมาชิก ในส่วนของเทศบาลตำบลนะครับ จาก ๑๒ คน เป็น ๑๘ คน การเพิ่มนี้เขาให้เพิ่มตามสัดส่วน ของประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ก็บัญญัติเพิ่มเติมไปว่าให้แบ่งเขตใหม่ให้แต่ละเขตมีสมาชิกได้ไม่เกิน ๓ คน ซึ่งจากเดิมอย่างเทศบาลตำบลตามกฎหมายเดิมมีทั้งหมด ๒ เขต แล้วก็มีสมาชิกเขตละ ๖ คน อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้จำนวนของสมาชิกได้กระจายตัว อยู่ในพื้นที่มากยิ่งขึ้นนะครับ นี่ก็คือส่วนที่เราได้มีการปรับในเรื่องของสมาชิกทั้งในส่วนของ เทศบาลตำบลจากเดิม ๒ เขต เพิ่มเป็นทั้งหมด ๖ เขต ในส่วนของเทศบาลเมืองเพิ่มเป็น ทั้งหมด ๘ เขต จำนวนสมาชิกสูงสุดของเทศบาลเมืองก็คือ ๒๔ คน และในส่วนของ เทศบาลนครมีสมาชิกทั้งสิ้น ๓๐ คน เป็น ๑๐ เขต ในส่วนนี้ท่านก็สามารถตรวจสอบได้ ในตัวร่างประมวลซึ่งอยู่ในมาตรา ๓๓ นะครับ ในส่วนของ อบจ. ก็เช่นเดียวกันนะครับ มีการปรับปรุงจำนวนของสมาชิกให้ลดน้อยลงเนื่องจากว่าจะมีการปรับบทบาทและอำนาจ หน้าที่ของ อบจ. ซึ่งจะนำเรียนในมาตราต่อไปนะครับ จำนวนสมาชิกก็ปรับลงจาก ๒๔ คน สำหรับ อบจ. ที่มีประชากรต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน จาก ๒๔ คน ก็ปรับเป็น ๑๘ คนนะครับ จนถึงสูงสุดก็ยังให้ไม่เกิน ๔๒ คน จากปัจจุบันสูงสุดของจำนวนสมาชิก อบจ. คือ ๔๘ คน เป็นต้น ในส่วนของการควบรวมที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นะครับ ในตัวร่างประมวลของเราบัญญัติ ไว้ว่าในส่วนของสำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกควบรวมไปนั้นให้ปรับเป็นสาขา การให้บริการ นั่นหมายความว่าประชาชนที่อยู่ในองค์กรท้องถิ่นที่ถูกควบรวมจะไม่ได้รับ ผลกระทบในเรื่องของการให้บริการจากการควบรวมนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราบัญญัติ เอาไว้ในตัวกฎหมายนะครับ

ในเรื่องต่อไปนะครับ ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ก็มีการจัด อำนาจหน้าที่ในส่วนของเทศบาลให้มีความชัดเจนขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของ อบจ. จะขออนุญาตว่าถ้าท่านใดสามารถเปิดตัวประมวลทันนะครับ ในส่วนของ อบจ. จะอยู่ใน มาตรา ๘๙ ถึงมาตรา ๙๓ ในร่างประมวล บทบาทของ อบจ. ต่อไปนี้นะครับที่บัญญัติไว้ใน ตัวร่างประมวลก็จะมีบทบาทในเรื่องของการประสานงานเป็นหน่วยงานสนับสนุนนะครับ หน่วยงานช่วยเหลือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการพัฒนา นั่นคือบทบาทกว้าง ๆ ในข้อแรกนะครับ

ข้อที่ ๒ ในเรื่องของการจัดบริการ ก็บัญญัติให้เกิดความชัดเจนขึ้นในเรื่องของ โครงการที่ อบจ. จะเข้าไปดำเนินการนะครับ โดยหลักการแล้วก็จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ หรือเข้าไปบูรณาการโครงการขนาดใหญ่ อันนี้ก็จะบัญญัติให้ชัดเจนขึ้นในส่วนของลักษณะ โครงการนะครับ

ในส่วนที่ ๓ ที่เป็นบทบาทของ อบจ. ต่อไปในอนาคตก็คือในเรื่องของ การประสาน ส่งเสริม แล้วก็การพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรขององค์กรท้องถิ่น แล้วก็ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวบทบาทที่สำคัญของ อบจ. ต่อไปในอนาคต สำหรับตัวลักษณะโครงการก็พยายามจะบัญญัติลักษณะโครงการให้เกิดความชัดเจนขึ้นนะครับ ซึ่งอาจจะอยู่ในมาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ นะครับ ถ้าท่านใดจะตรวจสอบ ตัวโครงการก็สามารถตรวจสอบได้นะครับ

ในส่วนของเทศบาลนะครับ ที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ว่าเราประกอบไปด้วย เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ได้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้เกิดความชัดเจนขึ้น ในเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ในเทศบาลเมืองจะแบ่งลักษณะของอำนาจ หน้าที่เป็น ๓ ลักษณะด้วยกัน

ลักษณะแรก ก็คืออำนาจหน้าที่ที่เทศบาลเมืองต้องดำเนินการ อันนี้กฎหมาย บังคับว่าต้องดำเนินการนะครับ

ลักษณะที่ ๒ เป็นลักษณะของอำนาจหน้าที่ที่เทศบาลเมืองอาจดำเนินการได้ ก็จะกำหนดเป็นตัวมาตราย่อย ๆ ว่ามีลักษณะโครงการอะไรบ้าง

ลักษณะที่ ๓ เป็นลักษณะโครงการซึ่งเทศบาลตำบลอาจดำเนินการได้ ถ้ามีเงื่อนไขว่าถ้ามีงบประมาณเพียงพอแล้วก็ได้รับความเห็นชอบจากสภา ซึ่งในส่วนนี้ ก็จะเป็นลักษณะภารกิจของเทศบาลตำบล ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนเทศบาลตำบลในการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการก็พยายามที่จะไปดูภารกิจของกรรมาธิการของ สปท. ทั้ง ๑๑ กรรมาธิการว่าอย่างน้อยที่สุดก็ให้มีอำนาจหน้าที่บัญญัติไว้ให้เป็นฐานอำนาจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เข้าใจว่าดูแล้วก็จะมีครบทั้ง ๑๑ คณะด้วยกันนะครับ ก็ขอความกรุณาท่านตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตั้งแต่มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ มาตรา ๘๓ ในส่วนของเทศบาลเมืองก็เช่นเดียวกัน เทศบาลเมืองในเรื่องของอำนาจหน้าที่ก็จะนำ ลักษณะของอำนาจหน้าที่ของเทศบาลตำบลที่ต้องทำบวกกับบางส่วนของอำนาจหน้าที่ ที่อาจทำมาเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลเมือง ก็คือเทศบาลเมืองจะมีประเภทของภารกิจ เพิ่มมากขึ้นจากเทศบาลเมืองนะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการปกติขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็มีภารกิจเพิ่มมากขึ้นตามนะครับ เช่นเดียวกันกับ ในส่วนของเทศบาลนครก็จะมีภารกิจที่สำคัญ ๆ เพิ่มเติมจากเทศบาลเมือง โดยย่อก็คือ อันนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ในส่วนของเทศบาลเมือง เทศบาลตำบล แล้วก็เทศบาลนคร ซึ่งปรากฏตั้งแต่มาตรา ๘๐ เป็นต้นไปนะครับ ในส่วนต่อไปซึ่งเป็นลักษณะที่ ๒ ซึ่งอยู่ในตัว ร่างประมวล อันนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการด้านการปกครองท้องถิ่นได้พิจารณาในเรื่อง ของคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของสมาชิกแล้วก็ผู้บริหารที่จะเข้ามาสู่กระบวนการในการ บริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ที่ผมได้นำเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าในเรื่องของ ภาพลักษณ์ ในเรื่องของการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสก็ยังมีได้ยินได้เห็นค่อนข้างจะบ่อย ในส่วนของท้องถิ่นถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีจำนวนมากนะครับ ในหลักการสำคัญที่ทางคณะกรรมาธิการด้านการปกครอง ท้องถิ่นนำเสนอ เรื่องของคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหาร แล้วก็ สมาชิกของท้องถิ่น

ประการแรก ก็คือเราเทียบมาตรฐานของคุณสมบัติ แล้วก็ข้อต้องห้าม เดียวกันกับในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็รัฐมนตรี ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ของเรานะครับ และส่วนสำคัญที่เราใส่เข้าไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีลักษณะของข้อ ต้องห้ามหรือว่าคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ที่เราใส่ลงไป ทั้งในส่วนของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ทั้งในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ เรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันนี้เราก็นำในส่วนของข้อความที่ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญมาใส่อยู่ในตัวคุณสมบัติและข้อต้องห้ามนะครับ บุคคลใดที่เคยต้องคำพิพากษา ในเรื่องของการทุจริต การถูกไล่ออกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันนี้ก็เอามาใส่ทั้งหมด เลยนะครับ นอกจากนั้นในข้อความใดที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการสกรีน (Screen) ในเรื่องของการได้มาซึ่งผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตก็เอามาใส่ อย่างเช่นเรื่องไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมในทางทุจริตเป็นต้นนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัว คุณสมบัติแล้วก็ข้อต้องห้ามที่เราได้ใส่เพิ่มเติมเข้าไปเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันนะครับ จากนั้นก็จะมีเรื่องบทลงโทษทางจริยธรรมของผู้บริหารแล้วก็สมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งปรากฏ ในร่าง ถ้าท่านจะตรวจสอบดูนะครับ ตรวจดูก็คือในมาตรา ๒๐๔ ได้มีการบัญญัติไว้ให้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดในเรื่องของจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไปกำหนดเป็นข้อบังคับในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งอย่างต่ำจะต้อง ไม่ต่ำไปกว่ามาตรฐานที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดนะครับ เพราะฉะนั้นหากผู้ใดฝ่าฝืน หรือว่าไม่ปฏิบัติตามก็จะส่งผลในเรื่องของการเข้าไปตรวจสอบ ถ้าเป็นกรณีของการไม่ปฏิบัติ ตามนั้นรุนแรงก็ส่งผลไปถึงขั้นของการถอดถอนเป็นต้นนะครับ การดำรงตำแหน่งวาระของ ผู้บริหารนะครับ ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ได้บัญญัติเอาไว้ว่าดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันไม่ได้นะครับ ถ้าจะเป็นสอง สอง เว้นอย่างนี้ได้นะครับ อันนี้ก็เพื่อป้องกันในเรื่อง ของการที่บางท่านติดต่อกันยาวและเป็นผู้มีอิทธิพลนะครับ อันนี้ก็เป็นมาตรการในเรื่องของ การป้องกันนะครับ

ต่อไปจะเป็นเรื่องของรายได้นะครับที่ผมได้นำเรียนเมื่อสักครู่นะครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ถึงแม้ว่าคิดเป็นสัดส่วนวงเงินจะอยู่ที่จำนวนถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็ตามนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มากกว่า ๖,๐๐๐ แห่งนะครับ ๗,๐๐๐ แห่ง เพราะฉะนั้นรายได้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเมื่อดูกับ ภารกิจแล้วก็ไม่สอดคล้องกับภารกิจนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตัวร่างประมวลฉบับนี้ ได้พิจารณาก็คือว่าเราพยายามที่จะเขียนตัวฐานรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจนนะครับ ซึ่งจะปรากฏตั้งแต่มาตรา ๑๒๗ เป็นต้นไปนะครับ เราจะเขียนรายได้ ซึ่งเป็นรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดเก็บเองนะครับ เช่น ในเรื่องของภาษี โรงเรือน ที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งในปีหน้าจะเปลี่ยนเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนะครับ ในเรื่องของภาษีป้ายอะไรต่าง ๆ จะเขียนตัวฐานรายได้ไปให้ชัดเจนในส่วนของเทศบาล แล้วก็ฐานรายได้อื่นซึ่งหากต่อไปจะมีในอนาคตนะครับ ในบทต่อไปก็จะมีเรื่องของรายได้ ในส่วนของ อบจ. นะครับ จะเขียนบทบัญญัติในเรื่องของรายได้ให้เกิดความชัดเจนว่ารายได้ ต่อไปของ อบจ. จะมีอะไรบ้าง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเฉพาะ เรื่องของภาษีล้อเลื่อน เป็นต้นนะครับ แล้วก็รายได้ซึ่งต่อไป อบจ. จะมีเรื่องของอะไรบ้างนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นการเขียนเรื่องฐานรายได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนว่ารายได้ประเภทใดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะได้รับเพิ่มหรือไม่เพิ่มนี่นะครับ ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ คณะกรรมการชุดนั้นซึ่งมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาว่า ในแต่ละปีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีสัดส่วนรายได้เท่าไรนะครับ แล้วจะมีกฎหมาย ฉบับใดบ้างที่จะเพิ่มอำนาจในเรื่องของการจัดเก็บภาษี หรือว่าจะเพิ่มรายได้จากการแบ่งภาษี ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ อันนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ อันนี้ก็จะเป็นในเรื่องของรายได้ ของท้องถิ่นนะครับ

ถัดจากเรื่องรายได้ของท้องถิ่นจะมีการพูดในเรื่องของการเงินการคลังนะครับ เรื่องของการจัดทำงบประมาณ การโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณนะครับ ซึ่งบัญญัติในเรื่อง ของหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ๆ เอาไว้นะครับ เรื่องที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของวินัยการเงินการคลัง อันนี้บัญญัติไว้ชัดเจนในเรื่องของการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีการดำเนินการ ในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลังโดยเคร่งครัดนะครับ ซึ่งในวรรคต่อไปจะอยู่ใน มาตรา ๑๗๗ นะครับท่านที่จะเปิดดู ก็จะมีการพูดในเรื่องของบทลงโทษของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ปฏิบัติตามหรือละเว้นการปฏิบัติตามในส่วนของวินัยทางด้านการเงินการคลังนะครับ ตลอดจนผู้บังคับบัญชาซึ่งมีส่วนสั่งการหรือว่าดำเนินการโดยมิชอบ เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็อยู่ในมาตรา ๑๗๗ นะครับ

ในเรื่องต่อไปนะครับซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมเข้ามาในร่างประมวลฉบับนี้ เรื่องของการจัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะนะครับ ที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ ถึงแม้ว่าจะมีการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นก็ตาม แต่แน่นอน ก็อาจจะมีภารกิจบางภารกิจซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถ้าดำเนินการแล้วอาจจะไม่คุ้มทุน นะครับ ลักษณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาอาจจะขอความร่วมมือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นใกล้เคียงในการมอบหมายภารกิจแล้วก็คิดค่าใช้จ่าย หรือในบางกรณีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถที่จะร่วมกันดำเนินการ การร่วมกันดำเนินการตรงนี้เป็นไปได้ แม้กระทั่งเรื่องของการจัดทำสหการร่วมกัน หรือว่าการดำเนินการที่จะให้เอกชน บุคคล หรือแม้แต่ชุมชนนะครับ เข้าไปดำเนินการตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ ก็จะบัญญัติอยู่ในตัวร่างประมวลของเรานะครับตั้งแต่มาตรา ๙๕ ถึงมาตรา ๑๐๒

ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ได้บัญญัติเข้ามาในประมวลกฎหมายฉบับนี้นะครับ แล้วก็ผมเข้าใจว่าเป็นการบัญญัติเข้ามาในครั้งแรกก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วการมีส่วนร่วมทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นำเสนอสภาแห่งนี้ไปแล้วนะครับ และเห็นชอบในหลักการแล้ว แล้วในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปก็นำผลจากการที่สภาแห่งนี้ได้เห็นชอบ แล้วนำไปจัดทำเป็นรายมาตรานะครับ ทั้งหมดจะมีตั้งแต่มาตรา ๒๐๕ ถึงมาตรา ๒๒๓ ก็เป็นการสร้างกลไกในตัวกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจัดให้มี หรือว่า มีกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานนะครับ ซึ่งในมาตราต่อ ๆ ไปจะบัญญัติแม้กระทั่งภารกิจใดบ้างที่บังคับนะครับ เพราะอย่างน้อยต้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น ในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีนะครับ และยังมีบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน คือให้เป็นหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการที่จะรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเข้ามามี ส่วนร่วมในเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชัน จนถึงการชี้เบาะแส ผมเข้าใจว่าอันนี้อยู่ใน บทบัญญัติแห่งร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราเอาบทบัญญัติตัวนั้นมาใส่ไว้ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ ของเราด้วย เรื่องของวิธีการในการที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เรื่องของการรับฟังการประชุมสภา การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในส่วนของการแสดงความ คิดเห็นได้มีบทบัญญัติเฉพาะเลยว่าองค์กรท้องถิ่นมีหน้าที่สนับสนุนให้ประชาชนได้มี การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่สำคัญ ๆ แล้วยังมีบทบัญญัติต่อไปอีกด้วยว่าเมื่อได้รับทราบ ผลความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำความคิดเห็นของ ประชาชนนั้นไปประกอบในการพิจารณาตัดสินใจนะครับ อันนี้ก็เป็นบทบัญญัติในเรื่องของ ความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการทำประชามติ ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ก็มีเรื่องของ ขั้นตอนในการทำประชามติ สรุปแล้วในส่วนนี้ในร่างประมวลฉบับนี้ได้พูดถึงในการมีส่วนร่วม ไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจน แล้วก็มีหลายมาตรา แล้วท้ายที่สุดก็เป็นเรื่องของการกำกับดูแล ซึ่งอยากจะกราบเรียนว่าการกำกับดูแลก็คงเป็นหน้าที่ของทางผู้กำกับดูแลในส่วนของ ท่านนายอำเภอกับผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ นอกเหนือจากการที่เราได้มีบทบัญญัติ ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องของการกำกับดูแลด้วย ทั้งหมดก็เป็นตัวสาระสำคัญของ ร่างประมวลที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรปกครองท้องถิ่นได้นำเสนอ ซึ่งปรากฏในรายงานนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของร่างประมวลที่เราได้นำเสนอ มาแล้ว ในภาพรวม สิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการจัดทำร่างประมวลฉบับนี้ อยากจะกราบ เรียนว่าจริง ๆ แล้วผลกระทบคงจะมีนะครับ หมายความว่าอย่างน้อยที่สุดจำนวนสมาชิก ของท้องถิ่นอาจจะลดน้อยลง แต่ว่าผลที่ประชาชนจะได้รับนั้นผมคิดว่าค่อนข้างจะสูง ก็คือ ๑. ในเรื่องของคุณภาพในการให้บริการจากการที่เรายกฐานะ อบต. ทั้งหมดเป็นเทศบาล ภารกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบก็จะเป็นไปตามมาตรฐานของทางเทศบาลเป็นหลัก แต่แน่นอนที่สุดมีปัจจัยอื่นที่จะต้องพัฒนาตามไป นั่นคือเรื่องของรายได้ที่ต้องพัฒนารายได้ ให้สอดคล้องกับภารกิจนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่คิดว่าเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องผลของการควบรวม ในปัจจุบันนี้องค์กรท้องถิ่นที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ว่าเรามีทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าแห่งนะครับ ใน ๗,๐๐๐ กว่าแห่งนี่มีมากกว่า ๖,๐๐๐ แห่งที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนไม่ถึง ๒๐ ล้านบาท แล้วในกลุ่มพวกนี้นะครับ ในบางแห่งอีกเช่นเดียวกันในแต่ละปีไม่มีงบพัฒนาเลย บางแห่งไม่มีเลย บางแห่งมี ๕,๐๐๐ บางแห่งมี ๗,๐๐๐ บางแห่งมีเป็นแสน นับเป็นร้อย ๆ แห่งนะครับที่ไม่มีงบพัฒนานะครับ อันนี้คือประเด็นปัญหาตัวหนึ่ง ประเด็นปัญหา ตัวที่ ๒ ก็คือว่า โครงสร้างขององค์กรท้องถิ่นขนาดเล็กไม่เอื้ออำนวยในการที่จะไปแก้ปัญหา สำหรับปัญหาในอนาคตที่มี ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ผมนำเรียนว่าเรามีองค์กรท้องถิ่น ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นขนาดเล็ก โครงสร้างนะครับ เช่นยกตัวอย่างในขณะนี้ ในกรรมาธิการเราพูดถึงผู้สูงอายุ ปัจจุบันนี้องค์กรท้องถิ่นขนาดเล็กมีโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกองสวัสดิการ และสังคม ขนาดเล็กยังไม่มี ก็ไปซ่อนอยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวง เป็นต้น ซึ่งต่อไปเราบอกว่า อีก ๑๐ ปี ๑๕ ปี เราจะมีประชากรผู้สูงวัย อันนี้ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการที่จะเข้าไปดูแลผู้สูงวัยในอนาคต ลักษณะนี้เป็นต้นนะครับ ก็คิดว่าถ้าเรา ไม่รีบดำเนินการปรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้อยู่ในหลักการที่จะสามารถ รับตัวภารกิจดังกล่าวนั้นได้ก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตนะครับ นอกนั้นก็จะมีปัญหาในเรื่อง ของสำนัก กอง ที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมนะครับ สำนัก กอง ที่ดูแลเรื่องของการศึกษา เป็นต้น เพราะฉะนั้นการปรับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขนาดใหญ่ขึ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็จะมีประสิทธิภาพในการบริหารงานตามขึ้นไป อันนี้คืออีกส่วนหนึ่งนะครับ เรื่องของ โครงการขนาดใหญ่ขึ้นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถที่จะ ดำเนินการลักษณะโครงการซึ่งมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการทำให้ความคุ้มทุน นั้นเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นในเรื่องของผลดีอันเนื่องมาจากการที่เราจะมีการปรับในเรื่อง ของโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ

สำหรับในเรื่องของหน่วยงานรับผิดชอบซึ่งปรากฏในรายงานนี้ก็จะประกอบ ไปด้วยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องของภาระ เรื่องงบประมาณ ในหลักการแล้วขณะนี้ ที่เรานำเสนอทั้งหมดถึงแม้ว่าจะมีมาตรการเป็นแรงจูงใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ มีการควบรวม เราก็พยายามที่จะจัดตัวแรงจูงใจตัวนี้ให้อยู่ในสัดส่วนของรายได้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็คงจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจในการที่จะดู ในเรื่องของมาตรการแรงจูงใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในตัวมาตรการแรงจูงใจ ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๒๕ อันนี้ก็เป็นมาตรการแรงจูงใจที่เราให้เป็นตัวเงินอุดหนุน เป็นรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควบรวมนะครับ แต่เราก็บังคับว่าเงินรายได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เอาไปดำเนินการในเรื่องของการบริการกับประชาชน หรือว่าจัดทำโครงการ ในเรื่องของการดูแลทุกข์สุขของประชาชนห้ามมิให้ไปดำเนินการในเรื่องของงบบริหาร เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของตัวรายได้นะครับ และท้ายที่สุดนี้ก็คงจะนำเสนอในภาพรวม ในเรื่องของรายงานฉบับนี้เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการ สปท. ถ้าท่านใดมีข้อคิดเห็นทางฝ่าย คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการก็คงจะรับไปปรับเพื่อให้เป็นรายงานที่สมบูรณ์ ต่อไป ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ตกลงกรรมาธิการนำเสนอรายงานฉบับแรกเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไป ก็เชิญสมาชิกอภิปราย สมาชิกท่านแรกที่นำเสนอชื่ออภิปรายไว้คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่มีความมุ่งมั่น ที่จะพัฒนาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผมอ่านแทบไม่ไหวปึกขนาดนี้ ด้วยความเคารพนะครับ ไปเปิดดูจากเน็ตอินเทอร์เน็ต (Internet) ตาลายเลยครับท่านประธาน วันเสาร์ อาทิตย์นี่นะครับ มานั่งดูแล้วก็มีความรู้สึกว่าประทับใจ ต้องใช้คำว่า ประทับใจ แต่อย่างไรก็ตามผมอยาก กราบเรียนว่าผมมีข้อเสนอบางประการนะครับ ก่อนจะถึงข้อเสนอผมอยากกราบเรียนว่า เรานี่มุ่งมั่น ประเทศไทยมุ่งมั่นในการที่จะกระจายอำนาจไปให้ประชาชนปกครองตนเองมานาน บัดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแบบอาจจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้าง อย่างที่ท่านกรรมาธิการกล่าว สักครู่ว่าเรามี อปท. ทั้งเล็กทั้งใหญ่ตั้ง ๗,๘๕๓ แห่ง แต่มี ๖,๐๐๐ กว่าแห่งที่มีรายได้ต้องใช้ คำว่า จุ๋มจิ๋มมากเลย ไม่ถึง ๒๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็จะเป็นงบการบริหารเงินเดือนไปหมด การพัฒนาเกือบไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนความเห็นโดยรวมก่อนนะครับว่า การที่กรรมาธิการกำลังคิดว่าเสนอให้มีการควบรวม อบต. ที่เล็ก ๆ เข้าด้วยกันผมคิดว่า ถูกต้องเลยครับ เพราะถ้ามีประชาชนมากพอนะครับ แล้วก็มีความคิดมากพอสำหรับประชาชน เขาก็จะ สามารถพัฒนารายได้เป็นกอบเป็นกำ ท่านเห็นไหมครับ สัญลักษณ์ของอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ แล้วก็มัดรวมมันทำให้มีพลังนะครับ จากเรานี่แค่ ๗๐ ล้านคนนะครับ พอเป็น ๖๐๐-๗๐๐ ล้านคนนี่มหาอำนาจบาตรใหญ่ทั้งหลายมะรุมมะตุ้ม จนบัดนี้ยังมะรุมมะตุ้มกัน ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้น อบต. นี่ถ้ามีอย่างที่ท่านว่านะครับ ควบรวมสัก ๒-๓ อบต. ด้วยกัน แต่ต้องเป็นความโปร่งใสและยุติธรรมและเห็นประโยชน์ของเขานี่เป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าเราจะ พัฒนาได้เร็ว ผมขออนุญาตกลัวว่าท่านจะลืมเสียว่าหน้าตาของ อบต. อปท. นี่นะครับ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ผมยกมาสัก ๒-๓ แห่งให้ท่านดู เพื่อไม่ให้ประชาชนคนฟังอยู่ทางบ้าน รวมทั้งท่านทั้งหลายลืมไปนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ภาพที่หนึ่งครับ นี่ครับหน้าเสาชิงช้าเลยครับ หน่วยงานเก่าของท่านประธานกรรมาธิการ ท่านนินนาท ท่านอยู่ที่นี่มาไม่น้อย นิด ๆ หน่อย ๆ สักประมาณ ๓๐-๔๐ ปีนะครับ เป็นกรุงเทพมหานคร แต่ก่อนนี้ปรับปรุงจาก จังหวัดกรุงเทพฯ จังหวัดธนบุรี รวมเป็นกรุงเทพมหานครนะครับ ต่อไปครับ นี่เมืองพัทยา เป็นที่เชิดหน้าชูตาไปทั่วประเทศทั้ง ๒ แห่งนี้นะครับ ต่อไปครับ อันนี้ก็ไกลหน่อย จังหวัดอุบลราชธานีแต่มีมานานแล้ว หน้าตาก็ดูดีนะครับ ต่อไปครับ นี่คือหัวไทรครับ เล็ก ๆ ผมไปเยี่ยมมาแล้วอยู่จังหวัดภาคใต้ แถวชายฝั่งทะเลอ่าวไทยนะครับ ต่อไปครับ อันนี้ผมประทับใจมากเลย ไม่ทราบว่าท่าน สปท. วิทยาท่านอยู่ไหม ผมไปนครศรีธรรมราช หลายครั้ง ที่นครศรีธรรมราชนี่นะครับมีโรงพยาบาล ผมนี่เป็นคนเกิดอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมมาที่ตลาดเจ้าพรหม แต่ก่อนนี้มีโรงพยาบาลประจำจังหวัด แห่งหนึ่ง แล้วก็มีโรงพยาบาลของเทศบาลนครศรีอยุธยา บัดนี้ยุบรวมไปแล้วไม่เป็นแล้ว เป็น สสจ. ไปแล้วตรงนั้นนะครับ ก็ยังมีความรู้สึกว่าเทศบาลทั้งหลายไม่ได้ดูแลครบวงจร แต่ของกรุงเทพมหานครของท่านประธานกรรมาธิการนี่ครบเลย มีโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ผ่าตัด ได้ทุกอย่าง ทำได้ใหญ่ ๆ มากเลยทุกเรื่องนะครับ แต่ว่าพัทยายังไม่มีโรงพยาบาล ถ้าเทศบาลก็ดี หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดใหญ่ ๆ นะครับ ที่สามารถจะดูแลประชาชนได้ครบวงจร เพราะท่านเอางบประมาณแผ่นดินไปนี่ บัดนี้ถ้าจำไม่ผิด ๒๘ เปอร์เซ็นต์แล้วของรายได้ ก็เยอะนะครับ ต่อไปจะเรียกร้องให้ไปถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เต็มขีด

ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านเห็น ขออนุญาตท่านเปิดดูหน้า ๕ ในปึกใหญ่ ๆ ของท่านนี่นะครับ ท่านบอกว่าองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีหมู่บ้าน อบต. ไหน มี ๑ หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกได้ ๖ คน อบต. ไหนที่มีหมู่บ้าน ๒ หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกหมู่บ้านละ ๓ คน ก็เท่ากับ ๖ คนเท่ากัน ถ้าถามผมนะ ถ้ายิ่งมี ๖ คน อบต. หนึ่งมีหมู่บ้านเดียวแล้วมี ๖ คน งบประมาณไม่ต้องทำอะไรครับ หมดไปกับเงินเดือนค่าบริหาร เอาสัก ๕ คนได้ไหม เพราะถ้ามีหมู่บ้านเดียวจะต้องเอา ๖ คน เท่ากับ ๒ หมู่บ้านไหม ฝากท่านไปคิดนะครับ แล้วท่านมาตอบผมหน่อยก็จะดีครับ เหมือนกับที่เมื่อสักครู่พูดกันไปนี่นะครับ

เรื่องต่อไปครับ หน้า ๑๗ ตรงกับที่ผมเสนอ คือคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น สมาชิก อบต. หรือผมเสนอนี่ว่านายกเทศมนตรีควรจะจบปริญญาตรี แต่ของท่านใน มาตรา ๖๐ เขียนไว้ว่า กรณีเทศบาลต้องสำเร็จไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี อบจ. นี่ต้องสำเร็จ ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ผมนี่ประทับใจ อนาคตโลกพัฒนาไปแล้ว ท่านจะต้องดูทั้งเรื่องโยธา ร้อยแปดจิปาถะนะครับ ถ้าผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่จบปริญญาตรีผมคิดว่า ก็พูดกับลูกน้องลำบาก เพราะลูกน้องเดี๋ยวนี้ปลัดเทศบาล ปลัดอะไรต่ออะไรนี่นะครับ อบต. ต้องจบปริญญาตรีแล้วนะครับ ก็ควรจะเป็นเช่นนี้ แต่ว่าไม่มีข้อ ค ผมเห็นมันหายไป ถ้าเป็นผมนะ ผมจะเติมข้อ ก ว่า ของ อบต. อันนี้มีแค่เทศบาลกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด อบจ. อบต. ไม่รู้อยู่ที่ไหน ผมอาจจะหาไม่เห็น ถ้าจบปริญญาตรีได้ก็จะดี แต่ผมเขียนไว้ว่า ถ้าจบปริญญาตรีทันทีอาจจะหาคนไม่ได้ ถ้าเขาเคยเป็นนายก อบต. มาเก่าก็ไม่ว่ากัน แต่ว่า ในอนาคตสักกี่ปีเราต้องบอกไปเลยว่าเกรตพีเรียด (Great period) นะครับ อีกกี่ปี ทั้งประเทศต้องจบปริญญาตรี อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนบ้าปริญญานะครับ แต่ผมคิดว่าโลกมัน ก้าวหน้าไปแล้ว ทั้งหมดนี้ผมก็กราบเรียนด้วยความเคารพเพียงเท่านี้ละครับ ก็ฝากท่านไป เป็นการบ้านนิดหน่อยนะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านสุรินทร์มากค่ะ เรียนเชิญท่านต่อไปนะคะ ท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ก่อนอื่นในฐานะที่ผมเป็นอดีต ส.ส. ที่มาจากต่างจังหวัดแล้วก็มีความคุ้นเคย กับท้องถิ่น ต้องขออนุญาตที่แสดงความคิดเห็นเป็นเบื้องต้นก่อนนะครับว่า สังคมไทยเรา ในชนบทมีการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่จริง ๆ หลังจากที่เราได้มีกฎหมายกระจายอำนาจครั้งใหญ่ ก็คือปี ๒๕๓๘ ในการตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ก่อนหน้านี้เรามีเทศบาลครับ เรามี สุขาภิบาล สมัยผมสมัคร ส.ส. สมัยแรกนะครับ เราเห็นความแตกต่างระหว่างหมู่บ้าน ที่ไม่มีการปกครองท้องถิ่นกับเทศบาล ผมขับรถพอพ้นเขตเทศบาลไปเจอหมู่บ้านรถไปไม่ได้ เลยครับ เพราะว่าหมู่บ้านทั้งหมดมันขึ้นกับผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นกับกำนัน ขึ้นกับนายอำเภอ ขึ้นกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด อยากได้ถนนสักสายหนึ่งในหมู่บ้านต้องทำผ่านผู้ใหญ่ ผ่านกำนัน ผ่านนายอำเภอ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านกรมการปกครอง ผ่านกระทรวงมหาดไทย แล้วก็เข้าสภา เขียนโครงการครับกว่าจะถึงสภาผมคิดว่าสาบสูญไปทั้งถนนแล้ว เพราะเมื่อ มีการกระจายอำนาจครั้งแรกผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งเป็นคณะกรรมาธิการในการออกกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบล การปะทะอย่างรุนแรงระหว่างความคิดทางการเมืองกับระบบ ราชการเกิดครับ คนที่คัดค้านหัวชนฝาเลยก็คือกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ยื้อกันมา ถ้าพูดประวัติศาสตร์การออกกฎหมายเรื่องกระจายอำนาจนะครับ เกิดตั้งแต่สมัย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เสนอนโยบายเงินผันประกันสังคมและเรื่องกระจายอำนาจ เสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ผ่านไป ๒๐ ปีเต็มครับ กฎหมายการกระจายอำนาจฉบับแรกล้ม ในสภาไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้ง บางครั้งรัฐบาลไปด้วย ครั้งสุดท้ายออกกฎหมาย อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาอยู่หน้าสภาเป็นหมื่นคนครับ และสุดท้ายออกกฎหมาย อบต. เสร็จต้องปรับ คณะรัฐมนตรีไล่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคซึ่งค้านกฎหมายฉบับนี้ออกจากสภา และหลังจากการกระจายอำนาจ โฉมหน้าชนบทเปลี่ยนครับ ถนนหนทางในชนบท เริ่มเกิดขึ้นมากมายครับ ถนนเงินผันสมัยคึกฤทธิ์เดี๋ยวนี้กลายเป็นถนนลาดยาง กลายเป็น ถนนคอนกรีต บางช่วงกลายเป็นถนน ๔ ช่องจราจรแล้วครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นการพลิกโฉม ครั้งใหญ่ครับ แต่ต้องยอมรับความจริงครับว่าการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นครั้งแรกราชการ ที่กระเทือนมากที่สุดก็คือกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงความเห็นใจครับ กระทรวงมหาดไทย เป็นกระทรวงเดียวครับที่ได้กระจายอำนาจออกไปจริง ๆ ได้แบ่งอำนาจให้กับท้องถิ่นอื่น ส่วนกระทรวงอื่นทั้งหมดแทบจะไม่มีกระทรวงไหนโดนแบ่งอำนาจเลยครับ รักษาอำนาจ ตัวเองไว้ได้ตลอด กระทรวงมหาดไทยเหลือติ่งไว้ติ่งเดียวครับ ซึ่งทรงอำนาจต่อท้องถิ่น ก็คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผมบอกได้เลยครับว่ากรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นที่มีงบประมาณไว้เพื่อต่อรองกับท้องถิ่นปีละหมื่นกว่าล้านบาท กลายเป็นแหล่งที่ พวกผม ส.ส. เจอบ่อยครับ มีคนวิ่งไปขายงบประมาณกันให้กับท้องถิ่น ถ้าอยากได้ งบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจ่ายมา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และจะมีเงิน งบโอนมาให้ ปัญหาที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้จะยุบกรมนะครับ แต่สะท้อนให้ท่านได้เห็นว่า มันมีปัญหาอยู่ในกระบวนการกระจายอำนาจ คราวนี้ถามว่าท้องถิ่นมีปัญหาไหมครับ มีครับ ท้องถิ่นส่วนใหญ่ที่เป็นขนาดเล็กอย่าง อบต. จะมีปัญหาเรื่องงบประมาณอย่างที่ท่านพูด ถูกต้องครับ แล้วท่านจะยุบ อบต. เป็นเทศบาล ผมเข้าใจว่าการแก้ปัญหาอาจจะไม่ตรงจุดมากนัก ท้องถิ่นอย่าง อบต. นะครับ ไปตรวจสอบดู อบต. ทั่วประเทศจะมีรายจ่ายประจำไม่ต่ำกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์มีเงิน ๑๐ ล้านบาท เสียรายจ่ายประจำไป ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาทอย่างน้อยครับ เหลืองบประมาณจริง ๆ สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการที่จะลดรายจ่ายของ อบต.

ประการที่ ๑ ที่เห็นได้ก็คือ ตำบลบางตำบลมัน ๒๐ หมู่บ้าน ๑๕ หมู่บ้าน มีสภาที่ใหญ่เกินไป

ประการที่ ๒ อบต. ทุกแห่งเกิดขึ้นมาต้องตั้งหน่วยงานของตัวเองทั้งหมด กองช่างก็ของตัวเอง กองบัญชี กองอะไรต่าง ๆ ของตัวเองทั้งหมด ไม่มีการแชร์ของรายจ่าย ประจำกัน ช่วยคิดต่ออีกนิดได้ไหมครับว่าแทนที่จะยุบเป็นเทศบาล ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยเป็นคนมอบเทศบาลให้ทีละแห่ง ทีละแห่งไป นายก อบต. ทุกคน ดีใจครับได้เป็นเทศบาล เพราะเวลาเลือกตั้งใหม่เงินเดือนขึ้น เป็นนายกเทศบาลเงินเดือนขึ้น ข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับ อบต. ยกเป็นเทศบาลเมื่อไรซีขยับหมดครับ ถามว่าประชาชนได้อะไร อย่างเก่งก็คือลด อบต. ลงมาจำนวนเทศบาล ๑๒ คน ๑๘ คน อย่างที่ท่านว่า คราวนี้หาวิธีการลดรายจ่ายของท้องถิ่นลงสิครับ แทนที่จะปรับรูปแบบเพื่อไป เสริมองค์กรราชการในท้องถิ่นให้โตขึ้นและมีผลประโยชน์มากขึ้น

ประการต่อไปครับ ผมคิดว่าควรจะดูกฎหมายรัฐธรรมนูญสักนิดหนึ่งนะ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่เราเตรียมจะประกาศใช้นะครับ เขาพูดถึงการปกครองท้องถิ่นไว้ อย่างนี้ครับ ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการการปกครองตนเองตาม เจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของประชาชนต้องคำนึงถึงตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๖ เลยครับ เราจะมอบให้เขาไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น การปกครองส่วนท้องถิ่นขณะนี้ครับ รูปแบบที่ประชาชนเขาพูดถึงมากคือการปกครอง ท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ เขามองถึง กทม. ครับ ผมมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ประชาชนที่นั่นเขามองถึง กทม. ครับ อาจจะไม่เรียกชื่อแบบ กทม. ครับ แต่เขาสงสัยว่า ทำไมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดขนาดใหญ่ประชากรล้านกว่าคน หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน อย่างโคราช หรือเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนแบบจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดขอนแก่น พวกนี้สามารถยกรูปแบบการปกครองตนเองได้หรือไม่ ตามเจตนารมณ์ ของประชาชน ผมฝากกรรมาธิการช่วยไปคิดต่อครับว่าเวลากฎหมายเขียนว่าเจตนารมณ์ ของประชาชนนี่ประชาชนเขาจะสะท้อนเจตนารมณ์ได้ตรงไหน สมมุติท่านเขียนบอกว่า ต่อไปหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้ให้สอบถามประชาชนทั้งจังหวัดว่า อบต. ทั้ง อบต. อยากได้รูปแบบไหนก็ให้เขาแสดงเจตนารมณ์ เทศบาลเอารูปแบบไหน เมือง ท้องถิ่น หรืออะไรก็ว่ามา แล้วก็จังหวัด อบจ. อยากสะท้อนเจตนารมณ์ปกครองรูปแบบไหน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการปกครองส่วนท้องถิ่นเราไม่สามารถสนองทิศทางของรัฐธรรมนูญ ได้เลยครับ เพราะเราไม่ได้รองรับเจตนารมณ์ของประชาชน

ประการต่อมาครับ ผมเห็นด้วยในการที่ท่านกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหาร ท้องถิ่นล้อจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือใครที่ผ่านเรื่องทุจริตคอร์รัปชันอะไรพวกนี้ตัดสิทธิ ไปเลยครับตลอดชีวิต เพราะเรากำลังเผชิญหน้ากับการทุจริต และท้องถิ่นมีจุดอ่อนก็คือ ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทุจริต แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าก่อนกระจายอำนาจถนนในหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านมันก็มีการทุจริตครับ เพียงแต่เปลี่ยนมือคนทุจริต แต่เปลี่ยนมือไม่ใช่สิ่งที่เรา พอใจครับ มันต้องจัดการกับการทุจริตอย่างเด็ดขาดจริง ๆ เรื่องมีค้างอยู่ใน อปท. ถ้าท่าน แสดงตัวเลขเมื่อสักครู่นะครับ มหาศาลครับ จนไม่รู้เมื่อไรจะสะสางเสร็จ นายกอยู่จนเกษียณ จนเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่รู้จะถูกเรื่องหรือเปล่า

ประเด็นที่สำคัญต่อมาครับ ที่ผมคิดว่าไม่ค่อยเห็นสอดคล้องกับกรรมาธิการ นะครับ ก็คือไปกำหนดผู้บริหารท้องถิ่น ๒ สมัยครับ แค่กำหนดให้เขาเลือกตั้งทุก ๔ ปี ผมคิดว่าประชาชนต้องตัดสินใจได้ เพราะตัวแทนของประชาชนก็คือสะท้อนความเป็น ประชาชน ถ้าประชาชนเขาเลือกคนโกงได้ ๓ สมัย ๔ สมัยติดต่อกันต้องยอมรับครับว่าประชาชนที่นั่น เขาชอบอย่างนั้น เอาอย่างนั้นนะ ต้องหาทางแก้ช่องทางอื่นครับ ไม่ใช่ตัดแค่ ๒ สมัยแล้วตัด ช่องทาง ถ้าได้คนดี ๆ ที่เขาเลือกต่อล่ะครับ ท่านไปตัดช่องทางคนดีเพื่อกันคนเลวแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคิดใหม่ครับเรื่อง ๒ ปีนะครับ หามาตรการอื่นมาจัดการ

ประเด็นต่อมาครับที่คิดว่าอยากให้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นฝากไปพิจารณาเพื่อเสนอต่อรัฐบาลโดยตรงครับ วันนี้เรายุติ การเลือกตั้งหมดทั่วประเทศ ปลายเดือนนี้จะมีการเลือกตั้งครั้งเดียวคือสภาทนายความ แห่งประเทศไทย นอกนั้นท้องถิ่นทั้งประเทศครับไม่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปฏิวัติ อั้นอยู่นาน แล้วครับ นายกบางคนเป็น ๖ ปีแล้วครับ บางจังหวัดครับปลัด อบจ. ขึ้นนั่งบริหารองค์การ บริหารส่วนจังหวัดอยู่ แล้วก็ผมยืนยันได้ครับว่าเท่าที่ติดตามครับ คนที่เป็นปลัด อบจ. หรือ ขึ้นบริหาร อบจ. ความเลวร้ายไม่ได้น้อยกว่านักการเมืองครับ กรรมาธิการช่วยคิดต่อครับว่า ถึงเวลาหรือยังรัฐธรรมนูญกำลังจะออกแล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญออกแล้ว คสช. ควรจะปล่อย การเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาครับ ผมเคยเสนอในที่ประชุมสภาแห่งนี้ครับเรากลัวความวุ่นวาย เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง แต่เราหนีการเลือกตั้งไม่พ้น เราจะเผชิญหน้าการเลือกตั้งครั้งแรกกับ การเลือกตั้ง ส.ส. ในขอบข่ายทั่วประเทศ เราก็กลัวว่า คสช. จะรับมือไม่อยู่ถ้าวุ่นวายจริง ๆ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมครับว่าเสนอเสียตั้งแต่วันนี้ เอาการเลือกตั้งท้องถิ่นมาทดลองชิม กันดู แล้วก็ไม่ต้องชิมใครครับ ชิมเฉพาะปริมณฑล ผมเป็นนักเลือกตั้งคนหนึ่งครับ บอกได้ เลยครับว่าปริมณฑลนี่สุดยอดของการเลือกตั้งท้องถิ่นเลยครับ ถ้าซื้อก็ซื้อหนักที่สุด อยากให้ สปท. ไปเรียนงานก็มาเรียนงานเลือกตั้งท้องถิ่นรอบ ๆ ปริมณฑล ๔-๕ จังหวัดตรงนี้ครับ ถ้าเปิดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เราก็จะเริ่มให้ท้องถิ่นเขาเริ่มเดินอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นการเสนอ อย่างนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเสนอแล้วรัฐบาลก็น่าจะเอามาปฏิบัติ ผมฟังเสียง สะท้อนดูที่ผมอภิปรายไปในสภาก็ได้รับเสียงขานรับจากผู้บริหารในการที่จะเปิดการเลือกตั้ง ท้องถิ่นก่อนเลือกตั้ง ส.ส. เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเราคิดต่อไปเลยครับว่าถ้าเลือกตั้งท้องถิ่น เอาที่ไหนเสียก่อน นนทบุรีไหม สมุทรปราการไหม อยุธยาไหม ปทุมธานีไหม จังหวัดใกล้ ๆ นี่ นครปฐมไหม ใกล้ ๆ นี่ครับ หูตาอยู่ใกล้ ๆ ช่วยกันดูได้ พวกเราในสภาก็ตามไปดูสนาม การเลือกตั้งที่นั่นกันได้ ช่วยให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมขึ้นมาได้

ประการต่อไปที่อยากเสนออีกนิดเดียวครับ ผมคิดว่าอย่าเอาเปรียบ กระทรวงมหาดไทยมากครับ กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่โดนกระจายอำนาจ มากที่สุดแล้ว วันนี้ช่วยดูกระทรวงอื่นครับ งานขนาดไหนที่สามารถโอนไปให้ท้องถิ่นเขาได้ ควรจะโอนไป เพราะโดยรัฐธรรมนูญกำหนดครับว่าท้องถิ่นดูงานบริการสาธารณะ มีสาธารณะอะไรประเภทไหนบ้างที่สามารถโอนให้กับท้องถิ่นเขาได้ กทม. มีโรงเรียน อยู่ในมือร่วม ๒๐๐ โรงเรียนนะครับท่านประธาน การศึกษาร่วม ๒๐๐ โรงเรียน แล้วมาตรฐานการศึกษาของ กทม. ไม่ได้ด้อยกว่ากระทรวงศึกษาธิการครับ กทม. มีโรงพยาบาลของตัวเองอยู่ ๕-๖ โรงพยาบาล ใกล้ ๆ อยู่ตรงนี้ครับ โรงพยาบาลที่เราวิ่งไป ใกล้ ๆ ที่สุดนะครับ โรงพยาบาลวชิระครับ ก็ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย งานพวกนี้สามารถคิดที่จะโอนต่อไปได้ไหมครับ งานที่เราพูดถึงบริการสาธารณะแล้วก็เขียน อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการด้วย งานการจราจรครับ กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้า รฟม. ดูแลอยู่ ต่างจังหวัดมีไหมครับ ยังไม่มีอะไรเลยครับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการธุรกิจบริการสาธารณะร่วมกับภาคเอกชนได้ หรือโอนให้กับหน่วยงานองค์การมหาชนของรัฐได้ เปิดช่องอันนั้นให้เขาเลยได้ไหมครับ เขียนกฎหมายรองรับให้เลยได้ไหมครับว่าต่อไป ขสมก. ที่เจ๊งในกรุงเทพฯ ไปสร้าง ขสมก. ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ไหม รถไฟฟ้าที่เดินในกรุงเทพฯ ไปสร้างรถไฟฟ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ตได้ไหม ถ้าเราเริ่มเปิดช่องอันนี้นะครับ เพื่อทางออกของรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่ามันจะได้มากกว่าการที่เราไปแก้หยุมหยิมในเรื่องของ ท้องถิ่น และที่สำคัญงานบางประเภทท่านประธานกรรมาธิการซึ่งเป็นอดีตปลัด กทม. ท่านรู้ดีครับ งานที่ กทม. โดนด่ามากงานปัญหาจราจรครับ รถติดไม่รู้จะด่าใคร ด่า กทม. ด่าผู้ว่า กทม. ถามว่าเรื่องการจราจร กทม. ยุ่งอะไรได้ไหมครับ ท่านรู้ครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านจำเป็นต้องเอาจากบางหน่วยงาน วันนี้ท่านอำนวยเอาไว้ก่อนนะครับ เอางาน ของท่านอำนวยไว้ท้องถิ่นเสียบ้างนะครับ งานจราจรครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดเลยกรอบ ของการที่จะไปแตะเพื่อรองรับกระทรวงมหาดไทยอย่างเดิม คิดที่จะกระจายอำนาจ อย่างเป็นจริงเป็นจังให้ท้องถิ่นเขาเติบโตด้วยความเข้มแข็งจริง ๆ แล้วก็ลดรายจ่าย ของท้องถิ่นที่เป็นรายจ่ายหลัก ผมคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางของการนำเสนอไปให้รัฐบาลยุคนี้ เขาปฏิบัติได้ สมมุติเขาอยากปฏิรูปตำรวจอยู่ ท่านกล้าคิดไหมครับว่าจราจรเอาไปไว้ให้กับ ท้องถิ่นเสีย แล้วผมเชื่อครับว่าถ้าโอนจราจรไปไว้ กทม. รถมอเตอร์ไซค์ที่ตำรวจจราจร ต้องซื้อเองไม่ต้องซื้อครับต่อไป กทม. ซื้อรถฮาร์เลย์ขับได้เลยคนละคัน ตำรวจจราจร สารวัตรมีบีเอ็มดับเบิลยูไว้คุมงานได้นะครับ งบประมาณของท้องถิ่นเขาสามารถรองรับได้ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการคิดนอกกรอบดูครับ อย่าคิดว่าท้องถิ่นโตไม่ได้ครับ เทศบาลที่บ้านผม นายกเทศมนตรีก็จบปริญญาโทจากอเมริกา วันนี้ท้องถิ่นเขาไปแล้ว แล้วก็ผู้บริหารระดับ อบต. ท่านสุรินทร์เรียกร้องว่าระดับปริญญาตรี ไม่ต้องถึงปริญญาตรีครับ ตอนผมเสนอออก กฎหมาย อบต. ครั้งแรกทะเลาะกันใหญ่ครับ เพราะว่าตั้ง อบต. ครั้งแรกให้กำนันเป็น อบต. และกำนันใช้ใต้ถุนบ้านเป็นที่ทำการ อบต. ข้าราชการไปรายงานนายก อบต. ซึ่งเป็นกำนัน กำนันนุ่งผ้าขาวม้าบริหารงานอยู่ครับ แต่เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ อบต. ทุกแห่งพัฒนาจากพวก จบอาชีวศึกษา ปวช. ปวส. นายก อบต. จบปริญญาโทเยอะแยะครับ เพราะฉะนั้นเตรียม ปรับรูปแบบวิธีคิดว่าชนบทไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดครับ เขายอมรับการพัฒนาแล้ว เขารอ การพัฒนาจริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องไว้แล้วครับ ช่วยคิดต่อสิครับว่าเจตนารมณ์ ของประชาชนจะสะท้อนออกตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไรในการเลือกรูปแบบการปกครอง ท้องถิ่นตัวเอง ผมเคยพูดถึงการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำนั้นนะครับ เพราะเราไปล้อคำ กทม. มา แต่คิดแทนสิครับว่าถ้าจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต เขาอยากมี การปกครองแบบ กทม. นี่ช่วยคิดให้เขาหน่อยจะทำอย่างไร กฎหมายรัฐธรรมนูญเปิดช่อง ให้ประชาชนแสดงเจตนารมณ์ได้ ผมขอเสนอความเห็นไปยังกรรมาธิการเผื่อท่านไป ประกอบการพิจารณานะครับ บางประการก็เห็นด้วย บางประการก็ไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าผมมีหน้าที่รับทราบรายงานของท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านต่อไปนะคะ ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการ บริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการในเรื่องการปฏิรูปการบริหารส่วนท้องถิ่น นะครับ เท่าที่ดูกฎหมายดูอะไรหลายส่วนมีความก้าวหน้า แต่ว่ามีบางประเด็น ที่ผมอยากจะนำเสนอนิดหนึ่งก็คือเรื่องที่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะใช้ เพราะผ่านประชามติไปแล้วนะครับ ทีนี้ในหมวด ๑๔ ของร่างรัฐธรรมนูญได้พูดถึงเรื่อง เจตนารมณ์ของประชาชนเป็นหลัก เราก็ต้องดูว่ากฎหมายลูกฉบับนี้ถ้าเกิดผ่านจาก สปท. ไปแล้วไปอยู่ สนช. แล้วนี่ กฎหมายจะไปงัดง้างกับร่างรัฐธรรมนูญประเด็นใดบ้าง ผมเข้าใจว่า ทางคณะกรรมาธิการได้ทำการบ้านเรื่องนี้มาก่อน แล้วก็มีแนวคิดมีอะไรนะครับ ทีนี้พอรัฐธรรมนูญออกมาพูดถึงเรื่องเจตนารมณ์ผมก็เกรงว่าหลายประเด็นจะไปมีปัญหา เช่นเรื่องการยุบรวม อบต. นะครับ ถ้าเกิดประชาชนในพื้นที่นั้นเขาอยากจะเป็น อบต. ล่ะครับ เขามีเจตนารมณ์ เขายืนยัน ทำประชาคมแล้วหรืออะไรแล้ว เขายืนยันว่าเขาอยากจะเป็น อบต. เขาอยู่อย่างนี้ ประชาชนเสียงข้างมากที่นั่นกฎหมายนี้จะทำอย่างไร อันนั้น เป็นประเด็นหนึ่งนะครับ หรือในมาตรา ๖๐ วรรคสอง ที่บอกว่า ผู้บริหารท้องถิ่นจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน สองวาระไม่ได้ ผมเรียนท่านว่าถ้าเกิดประชาชนพื้นที่นั้นเขามีเจตนารมณ์อยากให้คนคนนี้ ทำงานต่อเพราะว่าขยันหรืออะไรก็แล้วแต่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ประมวลกฎหมายนี้ จะไปขัดไหมกับเจตนารมณ์ของประชาชน ที่สำคัญก็คือว่าประชาชนในพื้นที่กับท้องถิ่น ใกล้กันมาก รู้ไส้ครับ กินอย่างไรรู้ครับ ชาวบ้านรู้ ถ้าชาวบ้านอยากจะไปเลือกก็เรื่องของเขา ผมเคยพูดกับคนแถวบ้าน ถ้าคุณเลือกคุณก็จะได้อย่างนี้ได้อย่างนั้น ก็บอกกันนะครับ ฉะนั้นผมว่าประเด็นนี้ผมเกรงว่ามันจะไปขัดเจตนารมณ์ประชาชน แต่ขณะที่การเมือง ระดับชาติอยู่ไกลตัวพอสมควร ถ้าอยู่นานมีโอกาสจะผูกขาดอำนาจ แต่ท้องถิ่นนี่นะครับ ไม่ดีชาวบ้านเขาเปลี่ยนเลย อย่างแถวบ้านผม ผมเคยไม่ชอบนายกเทศมนตรีท่านหนึ่ง แต่ปี ๒๕๕๔ ผมไปเจอเขาตีสาม ไม่นอนมาเดินตรวจแนว แล้วน้ำไม่ท่วม เป็นเทศบาล นครนนทบุรี จากนั้นมาผมต้องเกณฑ์คนทั้งบ้านไปเลือกเขาจนทุกวันนี้ เพราะทำให้บ้านผม น้ำไม่ท่วม แล้วเขาขยัน วันก่อนก็เจอเอาคนมากวาดหน้าบ้าน จ้างตอนเช้า ๆ คนแถวนั้น มากวาดซอยสะอาด อย่างนี้ผมไม่ชอบเป็นส่วนตัว แต่ผมต้องไปเลือกครับ ฉะนั้นเขาจะอยู่อีก กี่สมัยมันเรื่องของเขา แต่หน้าบ้านผมสะอาด ผมชอบนะครับ

อีกประเด็นในมาตรา ๘๑ (๗) ท่านเขียนไว้ เรื่องอำนาจหน้าที่ของเทศบาล ก่อนหน้านี้เทศบาลทั้งประเทศ ท้องถิ่น มีปัญหาครับ เรื่องการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า โดน สตง. ตรวจ แล้วก็เรียกเงินคืน ที่ฉีดไปนั้นสุนัขไม่ทราบไปไหนแล้วจะไปทวงเงินไม่ได้ แล้วชาวบ้านก็ตามให้ไปฉีด แต่ สตง. บอกว่าอันนี้เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ มีหน้าที่ แต่ไม่มีคน เทศบาลมีคน สตง. บอกไม่มีหน้าที่ ทุกวันนี้ผมทราบว่ายังไม่จบ เทศบาล ก็เห็นเข้ากระทรวงมหาดไทย เห็นอะไรไม่จบสักที คนที่เจ็บไข้ด้วยโรคพิษสุนัขบ้าก็เพิ่มมากขึ้น ทีนี้ใน (๗) ที่ท่านเขียนว่า การสาธารณสุขอนามัยครอบครัว และการอนามัยในท้องถิ่น รวมตลอดทั้งการป้องกันและระงับโรคติดต่อ ท่านเขียนไม่จบ อันนี้ในคนหรือในสัตว์ ถ้าในคน ท่านบอกว่าคน ต้องเริ่มที่คน อันนี้ไปฉีดพิษสุนัขบ้าไม่ได้ ส่วนจะเอาพิษสุนัขบ้าไปฉีดคน ก็ฉีดไม่ได้ เพราะฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าต้องไปฉีดกับสุนัข อันนี้ผมอยากจะให้ชัดนิดหนึ่ง มิฉะนั้นเดี๋ยวไปเจอปัญหากับ สตง. อีก ผมเห็นใจทางท้องถิ่นเขานะเขาทำไม่ได้ แล้วตัวผม เป็นประชาชนที่เสียภาษีผมเดือดร้อนครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมอ่านแล้วยังไม่เห็น อาจจะมีนะครับ ถ้ามี ก็ขอประทานโทษ นั่นก็คือเรื่องท้องถิ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจท่านเขียนไว้ แต่ทีนี้ ในนโยบายหรือแนวทางการพัฒนาประเทศมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดไว้ และผมเชื่อว่าอนาคตก็ต้องไป เพราะโมเมนตัม (Momentum) มาแล้วต้องไป ทีนี้ท้องถิ่น ที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะใช้การบริหารตามปกตินี่ผมว่าไม่ทัน เพราะว่าการเปลี่ยนแปลง หรือภารกิจหน้าที่เยอะมาก จะสังเกตได้ว่ารัฐบาลประกาศพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ มาเป็นปีแล้วครับแต่ไม่ขยับ ไม่ขยับเพราะอะไรครับ เพราะว่าหน่วยราชการก็อยู่ไกลครับส่วนกลาง ท้องถิ่นอยู่ใกล้ที่สุด แต่เป็นหญ้าปากคอกทำอะไรไม่ได้ เข้าไปยุ่งไม่ได้ ตรงนี้น่าจะมีมาตรการอะไรพิเศษ ถ้าบอกว่าท้องถิ่นนี่นะครับจะให้ไปทำตรงนั้น อีกอันหนึ่งที่ขาดก็คือเรื่องเงินงบประมาณ ส่วนใหญ่เห็นมีแต่หน้าที่ พอรายได้ก็จะไปติดเรื่องเงินอุดหนุน ถ้าจะมีอะไรทำเป็นพิเศษ ต้องเพิ่มนี่นะครับ ปรากฏว่าที่ผ่านมานะครับก็อย่างที่เมื่อสักครู่นี้มีการอภิปราย งบอุดหนุนนี่ ก็จะมาประมูลกันอยู่นี่ ในที่ผมยืนยันนี่ครับ สโมสรรัฐสภามาขายงบกันตรงนี้เมื่อก่อน มีห้อง อยู่ห้องหนึ่ง ที่ท่านบอก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ครับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ โชคดีครับหลังจาก วันที่ ๒๒ พฤษภาคมมีงบค้างท่ออยู่ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะมาจัดสรรกันตรงนี้ละครับ บังเอิญผู้ใหญ่ในรัฐบาลชุดนี้ทราบความ ก็จัดการเรียบร้อย เงินไปถึงท้องถิ่นหมด เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาผมก็ไปกับท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ไปที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการประชุมสันนิบาตภาคเหนือของเทศบาล เขาฝากชมมาครับว่าเงิน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท นั้นมีอีกไหม ที่หลุดออกมาจากส่วนกลาง โดยที่ไม่ต้องถูกดูดไอศกรีมจนเหลือแต่ไม้ ตรงนี้ ที่ผมนำขึ้นมาพูด ผมอยากให้ท่านคิดกลไกนิดหนึ่งนะครับว่าเงินอุดหนุนหรืออะไรก็แล้วแต่ จะไปถึงท้องถิ่นนี่อยากให้ตรงตามเจตนารมณ์ที่ท้องถิ่นเขาอยากจะพัฒนาบ้านเขา แต่ว่า ไม่ควรจะเอางบพัฒนาจังหวัดของ ส.ส. ที่รัฐธรรมนูญฉบับเก่าเขาห้ามก็แอบมาซุกไว้ ซุกนั่น ซุกนี่ แล้วก็ค่อย ๆ ผ่องไปถึงท้องถิ่น แต่ก่อนจะถึงท้องถิ่นขอดูดไอศกรีมหน่อย ตรงนี้จะทำ อย่างไรจะส่งไอศกรีมให้เขาได้ทั้งแท่งแล้วเขาไปพัฒนาท้องถิ่นเขา ถ้าไม่ได้ดีนี่นะครับ เทศบาลทำไม่ดี ชาวบ้านที่นั่นเขาก็รุมสกรัม (Scrum) นายกเทศมนตรีเขาเลย ผมเห็นว่าตรง นี้ก็น่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นสุดท้ายนะครับเรื่องความโปร่งใสของเทศบาล นะครับ เมื่อปี ๒๕๔๔ ผมได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไปดูงานเรื่องความโปร่งใส ประมาณเดือนหนึ่ง ก็ไปที่ไพเนลลาส เคาน์ตี แทมปา เบย์ (Pinellas County Tampa bay) รัฐฟลอริด้า ไปพอดีเขาประมูลสร้างสวนสาธารณะ เขาไม่มีอีอ็อกชัน (e-Auction) อีบิดดิง (e-Bidding) สารพัดอี (E) อะไรของเรานี่ไม่มีครับ เขาเอาเข้าที่ประชุมสภาเมือง ที่เคาน์ตี (County) เขานี่ แล้วก็มีประชาชนนั่งฟัง ผมไปนั่งฟังด้วย เขาซักกันอุตลุด ชาวบ้านซักด้วย ร่วมซักด้วย สวนสาธารณะเขานี่ ที่สำคัญนะครับผู้รับเหมามาพรีเซนต์ (Present) แต่ละอย่าง มานำเสนอแต่ละอย่าง มีกล้องทีวี (TV) เป็นโอเวอร์เฮด (Overhead) จับแต่ละอันเลยครับ เขาเปิดอ่านตามเอกสาร นี่ออกไปทั้งเมือง พอประชุมเสร็จนะครับ นายกเคาน์ตี (County) เขานี่ต้องคอยสำรวจครับให้คนไปหยั่งเสียงชาวบ้านตามบ้านว่า จะเอาเจ้าไหน เขาไม่ได้ตัดสินเอง ผมก็ถามว่าทำไมคุณเครียดนัก เขาบอกเดี๋ยวกลัวตัดสินใจ ไม่เหมือนที่ชาวบ้านเขาอยากจะตัดสินใจ อันนี้โปร่งใสมาก ซึ่งผมอยากเห็นระบบอย่างนี้ เกิดขึ้นกับประเทศไทย ถ้าไปอี (E) ที่โน่นที่นี่นะครับ มันแค่เปลี่ยนเจ้ามือ แต่ถ้าเกิดปล่อยให้ เจ้ามือเป็นประชาชน ผมเชื่อว่าประชาชนเขาไม่โกงตัวเองหรอก ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตเรียนให้ข้อสังเกตในวาระปฏิรูปที่ คณะกรรมาธิการด้านการปกครองท้องถิ่นได้กรุณานำเสนอ

ในเรื่องแรก ซึ่งก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมกับความพยายามและการทำงาน ที่ใช้เวลาค่อนข้างมากในการที่จะดำเนินการเพื่อศึกษาปัญหาการพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งในการปกครองของประเทศของเรา แล้วก็ได้มีพัฒนาการใหม่ ๆ ที่กล้าหาญในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่ในการบริหารท้องถิ่นที่ผ่านมาของประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีปัญหา มีช่องว่าง ค่อนข้างจะมากในเกือบทุกมิติ เพราะฉะนั้นการพัฒนาองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจึงเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญจำเป็น

ในประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนด้วยเวลาอันสั้นนี้ แล้วก็เราได้รับเอกสาร ในเวลาที่ไม่นานนัก ผมจะขอเจาะลงไปที่ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในหมวด ๒ สภาท้องถิ่น คือในส่วนที่ ๑ ครับ ส่วนที่ ๑ ของหมวด ๒ ที่เกี่ยวกับ สภาท้องถิ่นในมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๑ พูดถึงสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาท้องถิ่น ผมไม่ติดใจนะครับ ในมาตรา ๓๒ นี่ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๗ มาตรา ที่จะฝาก กรรมาธิการไปดูอีกครั้งหนึ่งนะครับก่อนที่จะนำเสนอไปให้รัฐบาลตั้งแต่ท่านเขียนหัวข้อเลย ท่านเขียนหัวข้อในมาตรา ๓๒ ว่า ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องไม่มี ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ คือการเขียนเรื่องคุณสมบัตินี่ก็เขียนได้หลายอย่าง หลัก ๆ แล้ว ไม่ว่าจะคุณสมบัติของนักการเมืองประเภทใดก็แล้วแต่ก็จะมีอยู่ ๒ ประเด็น คือ ๑. คุณสมบัติ ๒. ลักษณะต้องห้าม อีกประเด็นหนึ่งก็คือสิ่งซึ่งห้ามทำเมื่อเป็นนักการเมืองแล้ว เมื่อเข้าสู่ ออฟฟิศ หรือตำแหน่งแล้วสิ่งที่ห้ามทำ ในเรื่องที่ ๒ คือเรื่องลักษณะต้องห้ามนี่ ท่านเอาสิ่งที่ ห้ามทำเมื่อเป็นนักการเมืองแล้วมาเขียนไว้หลายข้อ ท่านต้องแยกออกไปนะครับ เหมือนกับ การเขียนรัฐธรรมนูญ ผมจะขออนุญาตเรียนใน ๗ ข้อที่ผมได้อ่านอย่างเร็วแล้วก็คิดว่าน่าจะมี การปรับปรุง ใน (๑) ผมใช้คำว่า (๑) ก็คือข้อ ๑ นะครับ เรียกให้ถูกตามภาษากฎหมาย มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ท่านเขียนอย่างนี้นี่ปวดหัวนะครับ ถ้าในรัฐธรรมนูญเขาจะบอกเลยคนที่ประพฤติผิด จริยธรรมอย่างร้ายแรงจะเข้าสู่กระบวนการอะไรบ้าง จนกระทั่งถูกศาลฎีกาตัดสิน ตอนนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะรอประกาศใช้นี่ การถอดถอนนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ในระดับสูง ไม่ว่าจะมีความผิดในเรื่องจริยธรรม หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับ การไม่ยื่นทรัพย์สินต่าง ๆ จะไม่ใช่หน้าที่ของสภาอีกต่อไป เป็นหน้าที่ของศาล ถ้าจริยธรรม ก็ไปศาลฎีกา ถ้าความผิดอื่น ๆ เช่น พวกทุจริตไม่ยื่นทรัพย์สินทั้งหลายไปศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง ต่างกันนิดหนึ่งนะครับ แต่ถ้าท่านเขียนในข้อ ๑ (๑) แบบนี้ใครจะเป็นคนบอกว่าเขามีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนนะครับ ก็ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ (๒) กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีสมาชิก สภาท้องถิ่นผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์ในกรณีดังกล่าวให้แจ้งประธานกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง การเขียนแบบนี้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างเช่น กรณีของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี เมื่อเป็นแล้วคุณยังมีหุ้นอยู่ เนื่องจากการเป็นรัฐมนตรีหรือการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เขาไม่ให้ถือหุ้น คุณก็ไปแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กกต. อะไรก็แล้วแต่ว่าคุณจะโอนหุ้นนี้ ไปให้ใครบริหารในระหว่างที่คุณดำรงตำแหน่ง แต่อันนี้ไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามนะครับ ไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม ถ้ามาเขียนในนี้ตอนไปสมัครก็สมัครไม่ได้แล้ว เพราะคุณกระทำการ ขัดกันแห่งผลประโยชน์นะครับ เขาให้คุณสมัครได้แต่ต้องไปแจ้งภายในสามสิบวัน นั่นวิธีหนึ่ง ในการเขียนนะครับ ไปข้อ ๗ (๗) จะขัดกับรัฐธรรมนูญใหม่เลยนะครับ ต้องถือว่าขัดเลย ถ้าเขียนอย่างนี้ กฎหมายนี้ต้องก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญเพราะว่ามันอยู่หลังรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ประกาศราชกิจจานุเบกษาไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกายน กฎหมายฉบับนี้คงไม่เร็วกว่านั้นนะครับ ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ตั้งแต่สองปีขึ้นไป ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่ากี่วัน กี่ปี คือโทษจำคุกก็แล้วแต่นะครับถือว่า เป็นโทษจำคุก เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้บอกว่าถ้าต่ำกว่าสองปีแล้วก็จะเว้นให้ นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ และได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปี ตรงนี้นี่รัฐธรรมนูญเขาใช้เป็นสิบปีแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้นี้ และได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาให้เหมือนรัฐธรรมนูญก็คือต้องตัดคำว่า สองปี ออกไป แล้วแก้ ห้าปี เป็น สิบปี ฉะนั้นคนที่เคยติดคุกยังสามารถสมัครได้แต่ต้องรอสิบปีก่อนถึงจะกลับมาสมัครอีก ยกเว้นเป็นโทษที่กระทำโดยประมาท ขออนุญาตไปดูใน (๑๑) ยังอยู่ในมาตรานี้ อนุนี้ต้องไป อ่านรัฐธรรมนูญให้ดีนะครับ รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ในมาตรา ๒๓๕ วรรคสามและวรรคสี่ ผมขออนุญาตอ่านให้ฟังเพื่อที่ท่านจะได้ไปจับประเด็นได้ถูก สั้น ๆ ๕-๖ บรรทัด มาตรา ๒๓๕ วรรคสาม เขียนว่า เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ผมได้อธิบายไว้แล้วถ้าศาลฎีกาคือกรณีฝ่าฝืน จริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือคดีอื่น ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้น พ้นจากตำแหน่ง อันนี้คือถอดถอนออกนะครับ นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปนี้สำคัญนะครับ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น สิทธิมี ๒ สิทธินะครับ สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กับสิทธิเลือกตั้ง สิทธิเลือกตั้งคือไปลงคะแนนประชามติอะไรอย่างที่เราทำกันไปเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม นั่นคือสิทธิเลือกตั้ง แต่สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นให้เพิกถอนอัตโนมัติเลย ถ้าศาลมีคำพิพากษาให้ถอดถอน คุณถูกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเลย ส่วนสิทธิเลือกตั้งนั้น แล้วแต่ศาลจะพิจารณาว่าจะถอดถอนหรือไม่ ในระยะเวลาไม่เกินสิบปีก็จะอยู่ในวรรคถัดไป ซึ่งเขียนไว้ ๓ บรรทัดเอง ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่ากรณีใด สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งนะครับ ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป ตลอดไป ครับ เขาไม่อยากเขียน ตลอดชีวิต นะครับ เพราะดูแล้วไม่ค่อยสวยก็เลยเขียนว่า ตลอดไป ท่านต้องไปแก้ในผู้บริหารท้องถิ่นด้วย และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใด ๆ เพราะการเป็นรัฐมนตรีไม่ต้องไปสมัคร เพราะฉะนั้นถ้าท่านเข้าข่ายอันนี้ท่านก็เป็น รัฐมนตรีไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าย้อนกลับไปดูใน (๑๑) ของท่าน ท่านเขียนว่า เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นแล้วแต่กรณีมายังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง ห้าปี ต้องตัดทิ้งเลยนะครับ ตลอดชีวิต นะครับ เพราะว่าต่อไปนี้ผู้ที่ถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญนี้จะถูกตัดสิทธิในการสมัคร รับเลือกตั้งทันที แล้วสิทธินี้พอไปในวรรคสี่เขาบอกว่า ตลอดไปห้ามสมัครในทุกตำแหน่ง ฉะนั้นท่านกลับไปอ่านวรรคสามและวรรคสี่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นด้วยตามผมก็ต้องแก้ ให้ถูกต้องนะครับ ใน (๑๒) อยู่ในระหว่างเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ผมอ่านวรรคสี่ให้ฟังแล้ว ผู้ที่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนี่ ตลอดไปนะครับ มาสมัครอะไรไม่ได้อีกเลย ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้อีกเลย ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้นเลยมาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ ถ้าเคยเสียสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้งนะครับ ต้องแยก ๒ สิทธินี้ออกจากกันนะครับ จะมาเป็นนักการเมืองอีกไม่ได้เลยตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น (๑๒) นี้จึงไม่ถูกต้อง (๑๓) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือถูกไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้โอเค (Okay) ครับ ระหว่างถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่น เมื่อกี้ผมบอกว่าศาลมีสิทธิถอนสิทธิเลือกตั้ง ได้จนถึงสิบปี ถ้าศาลบอกถอนสิทธิเลือกตั้งได้คนนี้เจ็ดปี ในเจ็ดปีนี้มาสมัครไม่ได้ แต่เมื่อ พ้นแล้วมาสมัครได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่เขาไม่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งอยู่ใน (๑๑) และในข้อสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตเรียนให้ท่านประธานกรรมาธิการซึ่งผมก็เคารพท่าน แล้วก็เชื่อมั่นในความสามารถของท่านและความตั้งใจในการทำงานของท่าน สามารถทำให้ เรามีเอกสารหนา ๕-๖ นิ้วได้นะครับ อนุสุดท้ายคือ (๒๓) ท่านเขียนว่า กระทำการ อันมีลักษณะเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องดังต่อไปนี้ ก ข ค ผมจะไม่อ่านให้เสียเวลา ยกตัวอย่าง ข้อ ก การปฏิบัติราชการหรือการทำงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ การแต่งตั้ง โยกย้ายต่าง ๆ อันนี้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นอะไรรู้ไหมครับ เป็นการกระทำ ที่ต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี คุณห้ามทำ ๓ อย่างนี้ แต่ไม่ใช่ข้อห้ามในการเข้าสมัครรับเลือกตั้ง มันเป็นสิ่งซึ่งต้องไปเขียนไว้ในกฎหมายได้ แต่เขียนเป็นว่าระหว่างคุณดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเป็นสมาชิกสภา ส่วนท้องถิ่น คุณห้ามทำดังต่อไปนี้ ถ้าคุณทำคุณจะโดนสอบสวนหรือตั้งกรรมการหรืออะไร ก็แล้วแต่ ผมก็คงจะมีเรื่องแค่นี้ครับ ต้องขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งกรรมาธิการที่ได้ทำงาน และผมเชื่อว่าจะเป็นการปฏิรูปการบริหารหรือการปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับที่น่าพอใจ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เหลืออีก ๒ ท่านนะคะ ถ้าท่านใดประสงค์จะอภิปรายกรุณาส่ง รายชื่อด้วยนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร 🔗

เรียนท่านประธานและพี่ ๆ สปท. ที่เคารพ ทุกท่านนะครับ ผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท. ลำดับที่ ๗๓ นะครับ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ในส่วนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ก็คงจะมีเรื่องโครงสร้างเป็นหลักนะครับ เพราะผมเห็นว่าไหน ๆ เราปฏิรูปแล้วเราอยากจะให้สะเด็ดน้ำไปทีเดียว เพราะว่าถ้าดูภาพรวมที่ประเทศต่าง ๆ เขาตั้งมาแบบเราแล้ว แล้วเขาก็ปรับให้เหลือน้อยเพื่อจะประหยัดงบประมาณเรื่องกำลังพล นะครับเป็นส่วนใหญ่ คือผมอยากจะเรียนว่าที่เกิดเหตุการณ์ ถ้าจำไม่ผิดที่ผมปฏิบัติงานมา ส่วนใหญ่ที่มี อบต. ต่าง ๆ มาก็เพื่อพรรคการเมืองบางพรรคทำโครงสร้างนี้ขึ้นมาเพื่อจะ หักล้างอำนาจของกระทรวงมหาดไทยในการเลือกตั้งแต่ละครั้งเพราะว่ารัฐบาลนั้นจะกำกับ กระทรวงมหาดไทยได้ก็เพื่อจะให้มาคานอำนาจกันโดยตั้ง อบต. มา แต่มองภาพรวมก็เป็น ผลประโยชน์เรื่องการเมืองอย่างเดียวแต่ผลประโยชน์ของชาติจะไม่มีนะครับ เพราะว่า ถ้าจากข้อมูลที่ผมได้มานะครับก็คงจะเป็นท้องถิ่นมีจำนวนมาก ภาพรวมมี อบจ. ๗๖ แห่ง เทศบาลทั้งนคร ทั้งเมือง ทั้งตำบล ๒,๔๔๑ แห่ง แล้วก็ อบต. อีก ๕,๓๓๔ แห่ง รวมแล้ว ๗,๘๕๓ แห่ง ปรากฏว่าตำบลทั้งประเทศเรามี ๗,๒๕๕ แห่ง เพราะฉะนั้นรวมแล้วมีมากกว่า ตำบลที่บ้านเรานะครับ ถ้าเอา ๗,๘๕๓ แห่งคูณกำลังพลแค่แห่งละ ๓๐ คนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี่เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่รู้กี่พันล้านบาท หรือหมื่นล้านบาทต่อปีนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เดิมทีเราไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องนี้เลย เราก็อยู่ได้ แล้วก็สามารถบริหารปกครองอะไรต่าง ๆ ได้โดยอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ให้มีท้องถิ่นให้ดี ใจผมคือให้มีแค่เทศบาลอำเภอเท่านั้น ถ้าเทศบาลอำเภออย่างเดียวก็จะมี ๘๗๘ อำเภอในประเทศไทย จาก ๗,๘๕๓ แห่ง ฟันธง ไปเลยไหน ๆ คสช. จะทำให้มันดีแล้ว ๘๗๘ อำเภอ เราสามารถจะมีเขตการปกครอง ที่แน่นอนแบบกระทรวงมหาดไทยทุกอย่าง เหมือนนายอำเภอทุกอย่าง นายอำเภอก็จะ คานอำนาจกับนายกเทศมนตรีมีความรู้ใกล้เคียงกัน ผมว่าประโยชน์สูงสุดจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล งบกำลังพลจะหายไปมหาศาล ผมให้มีเทศบาลละ ๑๐๐ คนเลย ก็เพียงแค่ ๘๐,๐๐๐ กว่าคน หายไปเกินครึ่งนะครับในส่วนนี้ แล้วก็สามารถจะบริหารจัดการ ได้ดีที่ว่าจะมีต่ำกว่า ๒๐ ล้านบาท หรือจะ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราออกกติกามาเพียงพอทั้งสิ้น เพราะว่าทุกเทศบาลอำเภอจะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองนะครับ เพราะว่ามีเงินภาษีที่เข้ามา เพียงพอบริหารจัดการกำลังพล แล้วก็บริหารท้องถิ่นบางส่วน ในส่วนเงินสนับสนุนที่รัฐบาลส่วนกลางจัดให้มาก็จะเป็นไปตามจำนวนประชากร แล้วก็ เป็นไปตามนั้นแล้วมันจะง่าย แล้วผมว่าการคอร์รัปชันจะน้อยมากเพราะว่านายอำเภอจะเป็น คนกำกับดูแลและมีความรู้ใกล้เคียงกันนะครับ ส่วนนี้ผมก็เพียงเสนอ แต่ว่าที่ท่านทำมา ก็มีรายละเอียดมากมายที่อ่านไม่ไหวนะครับ คือหนาประมาณสัก ๓-๔ นิ้วครับ ในส่วนนี้ ผมก็อ่าน แต่ว่ามาตราต่าง ๆ ผมคงไม่ลงลึก แต่ผมอยากจะได้โครงสร้างใหญ่ ๆ แบบนี้ ถ้าทำไปแล้วเราจะสะเด็ดน้ำทีเดียว แล้วผมยืนยันว่าทุกอย่างจะโปร่งใส แล้วก็ประเทศเรา เจริญรวดเร็วในส่วนนี้ เพราะว่าเราจะมีการคานดุลที่ใกล้เคียงกัน เพราะนายอำเภอเขาคงจะ ไม่ไปร่วมหอลงโลงกับนายกเทศมนตรีมากนัก เพราะเขาก็อยากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด นะครับในส่วนนี้ ท้องถิ่นเองก็ต้องรักษาคุณภาพ แล้วก็ทุกองค์กรการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่ระดับเล็กจนถึงระดับประเทศ จริง ๆ แล้วคนหนึ่งเป็น ๒ สมัยพอนะครับ สมัยละ ๔ ปี แล้วอายุ ๗๐ ปีพอกันนะครับ มีเวลาไปเที่ยวสัก ๑๐ ปี อายุ ๘๐ ปีก็ตาย เพราะฉะนั้นคนเรา เกิดมาทั้งชีวิตทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจัง ๘ ปีผมว่าเพียงพออยู่แล้วนะครับ ผมพยายามรณรงค์หรือพูดคุยกับเขาตลอด เพราะผมอยู่ต่างจังหวัดมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เทศบาล หรือเป็น อบจ. หรือเป็น อบต. ก็แล้วแต่ สมัยที่ ๓ ไม่เคยทำงานเลยครับ นั่งสังสรรค์กินเหล้าที่โน่นที่นี่ รู้อย่างเดียววันไหนที่เงินออกนะครับ เพราะว่าเขาทำมาแล้ว ๒ สมัยเขาเพียงพอแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนแปลงอะไร ต่าง ๆ เราก็สามารถจะได้คนดี คนมีความรู้ คือพ่ออยากจะให้เป็นต่อตระกูลนี้ก็ให้ลูกเข้ามา ทำนะครับ ถ้าลูกนายก อบจ. อาจจะมีเงินมีทองไปเรียนนอกส่งเสียจบมาจากเมืองนอก ก็ไปดูความเจริญประเทศเขามา มีความคิดใหม่ ๆ มาพัฒนาประเทศ ถ้าพ่อทำอย่างเดียว ตลอดชีวิตจนตาย ผมว่าก็คงจะเจริญช้านะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้คนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่จะมาบริหารจัดการประเทศ แล้วก็จะทำได้อย่างจริงจังนะครับ แล้วเราก็จะมีความสุข ในส่วนนี้ก็คงจะมีเรื่องที่เรียนให้ทราบแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ รายชื่อท่านสุดท้ายนะคะ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เชิญค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. หมายเลข ๙๗ ผมขออนุญาตอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นนะครับ ในเรื่องของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบทั่วไป ร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในประเด็น ที่เกี่ยวกับเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเข้าสู่ตำแหน่งและการพ้นจาก ตำแหน่งของผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตในประเด็นดังต่อไปนี้ ผมลงไป ในร่างของกฎหมายนิดหนึ่ง ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในหน้าที่ ๑๓ ของตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริต ในการเข้าสู่ตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของผู้บริหารและสมาชิกขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ในหัวข้อ ข นะครับ ลักษณะต้องห้ามข้อ ๒ ที่ระบุว่า การกระทำการที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้ใดประสงค์จะได้รับ ประโยชน์ดังกล่าวให้แจ้งต่อประธาน ป.ป.ช. ให้ทราบภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับ การเลือกตั้ง กระผมขอเสนอว่าสมควรจะต้องตัดนะครับ ตั้งแต่ในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์ดังกล่าวให้แจ้งต่อประธาน ป.ป.ช. ภายในสามสิบวัน ดังกล่าวออกไป เนื่องจากเหตุผลที่ว่าในเนื้อหาสาระส่วนนี้จะเป็น ช่องทางให้เกิดการให้มีข้อยกเว้นนะครับ ในเรื่องความประพฤติมิชอบเกี่ยวกับเรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ที่เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามี ผลประโยชน์เกี่ยวข้องกันไม่ต้องว่ากันเลยนะครับ ก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาได้นะครับ อันนั้น เป็นข้อที่ ๑ นะครับ

ข้อที่ ๒ ในตารางเปรียบเทียบหน้า ๑๔ ข้อ ๑๔ ที่ระบุว่า ไม่เป็นผู้มี พฤติกรรมทางทุจริต อันนั้นผมคิดว่าอาจจะกว้างไปนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิด ความกระจ่างเพิ่มขึ้นน่าจะเติมว่า ให้รวมถึงผู้ที่เคยมีประวัติต้องโทษเกี่ยวกับเรื่องคดีทุจริต ประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ทั้งนี้เราไม่อนุญาตให้คนโกงมีที่ยืน ในสังคมต่อไป ก็ให้เพิ่มเลยนะครับ

ส่วนข้อสุดท้ายในตารางเปรียบเทียบหน้า ๑๖ ข้อ ๒๓ ที่ระบุว่า กระทำการ อันมีลักษณะเป็นการก้าวก่ายและแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองและของผู้อื่นไม่ว่าจะ โดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ การแทรกแซงให้ตนมีส่วนร่วม การใช้จ่ายงบประมาณ การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย คุณสมบัติต้องห้ามทางกฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งทั้งหมดนั่นนะครับ ผมคิดว่าถ้าเผื่อจะให้รัดกุมมากขึ้น ผมขอเพิ่มข้อย่อยที่ว่า ไม่เคยเป็นผู้ที่ต้องโทษตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมในความผิดต่อพระราชบัญญัติ ด้านความผิดเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยครับ เพื่อให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าอันนี้เป็นพระราชบัญญัติฉบับแรกนะครับ ส่วนฉบับอื่น ๆ ถ้ามีลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าผมก็จะขอเสนอในประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๑ ท่านนะคะ คือท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นะคะ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เรียนเชิญท่านสถิตย์ค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๕๓ การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สำคัญในการกระจายอำนาจ การปกครอง ซึ่งข้อเสนอที่ได้เสนอมานั้นเป็นข้อเสนอที่ดี ได้พยายามทำให้การปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีรูปแบบของการบริหารที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตามอยากจะตั้ง ข้อสังเกตว่าการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเป็นการกระจายอำนาจที่ยังเชื่อมอยู่กับ การปกครองส่วนภูมิภาค แท้ที่จริงแล้วถ้าหากว่าให้สมบูรณ์แบบควรจะต้องเป็นการปกครอง ส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงว่าควรจะต้องพิจารณาว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การปกครองส่วนภูมิภาคที่มีอยู่นั้นควรจะมีส่วนใดบ้างที่จะต้องค่อย ๆ เคลื่อนย้ายไปสู่ การปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลานั้นอย่างน้อยที่สุดเขตของการปกครอง ส่วนภูมิภาคหรือเขตของการปกครองในส่วนท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงการบริการสาธารณะในขณะนี้ยังทับซ้อนกันอยู่ น่าจะมีการทำให้มีความชัดเจน ระหว่าง ๒ เขต คือเขตของส่วนภูมิภาคกับเขตของส่วนท้องถิ่น ขณะนี้ปรากฏว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหรือต่อไปจะเป็นเทศบาลส่วนตำบลกับตำบลของส่วนภูมิภาคมีเขต พื้นที่ที่ต่างกัน เทศบาลเมืองซึ่งอาจจะอยู่ในอำเภอใดอำเภอหนึ่ง มีคนละเขตพื้นที่กับอำเภอ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็จะทำให้การมองภาพระหว่างการบริหารส่วนภูมิภาคกับการบริหาร ส่วนท้องถิ่นมีความเหลื่อมล้ำกันมาก แล้วก็ไม่อาจจะเป็นสะพานก้าวเข้าไปสู่การปกครอง ส่วนท้องถิ่นโดยสมบูรณ์ในอนาคตได้ จึงฝากเป็นข้อสังเกตว่าในระยะเปลี่ยนผ่านถ้าหากว่า จะทำให้เขตทั้ง ๒ เขตนี้มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน เหมือนกับที่ทางคณะกรรมาธิการ ประสงค์จะให้มีมาตรฐานเดียวกันในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นการดี

ประการที่ ๒ ที่ขอตั้งข้อสังเกตก็คือในเรื่องของการเงินการคลัง ซึ่งตามข้อเสนอ เป็นหลักการที่มีอุดมคติที่ดี แต่อยากจะเพิ่มในเรื่องของการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งการดูแล เรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งในขณะนี้ระดับรัฐบาล ได้เดินหน้าไปมากแล้ว เรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้น หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของส่วนการเงินการคลัง และงบประมาณน่าจะมีการผลักดันให้เกิดรายได้ และในขณะเดียวกันเป็นการกำกับไม่ให้มี สิ่งที่เสียหายต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีมลภาวะมากเกินไป ก็คือการร่วมผลักดันให้เกิดภาษี สิ่งแวดล้อมที่จะเก็บจากผู้ที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ตามหลักการที่ว่าผู้ใดก่อมลภาวะผู้นั้นต้องจ่าย ซึ่งอาจจะต้องการกฎหมายกลาง แต่อย่างไรก็ตามการผลักดันจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และส่วนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำได้นั้น ก็ควรที่จะต้องเป็น เรื่องหนึ่งที่น่าจะต้องคำนึง ในขณะเดียวกันทางด้านงบประมาณนั้น เพื่อที่จะนำไปสู่การ พัฒนาอย่างยั่งยืนก็คงจะต้องมองในเรื่องของการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมนี้ด้วย ถ้าหากว่า จะได้มีการกำหนดไว้ในที่ใดที่หนึ่ง เพื่อที่จะนำไปสู่แนวคิดในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ก็จะทำให้การปฏิรูปของท่านสมบูรณ์ขึ้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นขออนุญาตเรียนย้ำในเรื่องของการเคลื่อนย้ายไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็คง จะต้องเป็นเรื่องของการที่พยายามทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น อย่างน้อยในระดับจังหวัดในระยะปานกลางก็คงจะต้องมีการเลือกตั้งระดับผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นขั้นเป็นตอนตามความสำคัญของแต่ละจังหวัดไป และในขณะเดียวกันผมก็ยังไม่ค่อย มั่นใจนักในเรื่องของการมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด มีทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่แน่ใจว่า เจตนารมณ์ยังต้องการที่จะให้มีคู่กันอย่างนี้หรือว่าท้ายที่สุดแล้วจะเคลื่อนย้ายไปสู่ระบบ เดียวกันก็คือเป็นระบบเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะว่าถ้ามองในเรื่องของการปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็จำเป็นจะต้องมองไกลไปถึงตามที่รัฐธรรมนูญได้กล่าวไว้ว่าก็จะต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของประชาชน จึงสนับสนุนในสิ่งที่ท่านเสนอและฝากเป็นข้อสังเกตไว้ด้วย ประการที่ได้กล่าวไปแล้ว ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านวันชัย สอนศิริ เชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบขอบพระคุณครับที่ท่านประธานได้กรุณา ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้แจ้งชื่อไว้ในเบื้องต้น แต่เห็นว่าเพื่อนสมาชิกยังมากันน้อยอยู่ก็พูดเสียตอนนี้ เผื่อเพื่อนสมาชิกที่ได้ยินได้ฟังอยู่ข้างนอกหลังจากผมจบแล้วก็คงจะต้องเตรียมโหวตได้ เพราะฉะนั้นท่านที่อยู่ข้างนอกก็น่าจะมาฟังผมต่อได้ ณ บัดนี้นะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งซึ่งผมอ่านในระยะเวลาจำกัดจาก เอกสารฉบับนี้ต้องยอมรับเลยนะครับท่านประธานว่า ผมสนับสนุนต่อข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการชุดนี้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง เพียงแต่เดี๋ยวท่านช่วยตอบคำถามทีว่าเรื่องนี้ จะเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน เพียงใด นับแต่นี้ไปด้วยการกระทำแบบใดจึงสัมฤทธิผลต่อ ข้อเสนอของท่าน

ประการที่ ๒ ผมอยากให้ท่านช่วยตอบหน่อย รูปธรรมที่มันชัด ๆ ขออภัยที่เอ่ยนามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการวัลลภได้ชี้แจงมาตั้งแต่ต้นนั้น ผมว่าฟังได้ มันเลา ๆ ลองอธิบายให้เห็นภาพชัดหน่อยว่า ถ้ากฎหมายและการปฏิรูปต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นไปตามนี้อะไรจะเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทยเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอความ ชัด ๆ หน่อยมันจะเคลื่อน มันจะเลื่อน มันจะไหล และมันไปบรรจบรวมกันอย่างไร แบบใด มันจะมีการปรับสถานการณ์เปลี่ยนอะไร อย่างไรบ้าง อยากขอภาพชัด ๆ ให้ผมเห็นหน่อยครับ เพราะเวลาไปต่างจังหวัดหรือมีโอกาสไปบรรยายในหลายโอกาสหลายสถานที่ที่เกี่ยวกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อคืนไปงานศพที่ชลบุรีมา เจอ อบต. อบจ. เทศบาล ถามผม อยู่ตลอดเอาอย่างไร เป็นอย่างไร ผมบอกยังไม่รู้ อ้าว แล้วเป็น สปท. ไม่รู้เรื่องอะไรหรือ ช่วยให้ชัดหน่อยครับ ประชามติก็ผ่านไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นขอความชัดเจนผมจะได้ไป อธิบายขยายความได้ เพราะอีก ๒ วันจะไปเผาศพที่ไปมาเมื่อคืนคงจะมี อบต. อบจ. อะไรมากันเยอะแยะเลยนะครับ เพราะฉะนั้นขอภาพชัด ๆ ตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม ไม่ต้องเป็นภาษาทางการเกินไปนักนะครับ แต่ผมพอเข้าใจได้นะครับ ท่านประธานครับ ผมชอบ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ของการปฏิรูปของท่าน ในหน้า ๔๓ ท่านบอกว่า ปฏิรูปความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริต เขียนไว้เยอะ พอสมควร

และประการต่อมาท่านบอกว่า ปฏิรูปรูปแบบโครงสร้างขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เข้าใจว่าเป็นระดับจังหวัด เป็นเทศบาล สิ่งที่ผมเองอยากให้เห็น อยากให้เป็น อย่างที่ท่านว่า เวลาไปต่างจังหวัดหลายพื้นที่ หลายโอกาส หลายแห่ง และมีโอกาสไปประชุม ร่วมกับ อบต. ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมอยากให้มีระดับเหมือนกับ เป็นการบริหารราชการที่ดูดี มีคุณภาพอย่างที่ท่านกำลังจะทำ พูดไปเดี๋ยวก็โดนด่า ถ้าไม่ปฏิรูปยุคนี้ ปล่อยให้การเมืองเลือกตั้งมา ชาตินี้และชาติหน้าก็ปฏิรูปไม่ได้ เพราะปฏิรูป เมื่อไรกระทบฐานเสียงทางการเมืองของนักการเมืองทันที เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธาน นินนาททำได้สัมฤทธิผล จะถือว่าเป็นอนุสรณ์สำคัญในชีวิตว่าท่านมีส่วนเริ่มต้น ของการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีมานานแล้ว มองดูมานานแล้ว ท่านประธานครับ แล้วก็เห็นเขาเป็นกันมานานแล้ว บางท้องที่ ผมยอมรับว่าใกล้ความเจริญ คน บุคคลที่เขามีความรู้มีความสามารถก็นำพาให้องค์กรนั้น เติบโตเจริญรุ่งเรืองไปได้ แต่องค์กรที่มันไกลปืนเที่ยงอย่างโคกอีโด่ยอะไรอย่างนี้ท่านประธาน ผมก็นึกไม่ออกนะแต่มันไกลแสนไกล ทั้งบุคลากรที่จะมาบริหาร ความเป็นที่ยอมรับกัน ในหมู่บ้าน ในตำบล นายคนนั้นนายคนนี้ คุณภาพที่จะมาเป็นถึงระดับนายก อบต. คุณภาพ ที่มาเป็นสมาชิก อบต. บริหารหรือรองนายก ไป ๆ มา ๆ บางทีถูกปลัดและข้าราชการ ครอบงำไปเสียแล้ว จึงไม่ได้พัฒนาอะไรเลยครับท่านประธาน หมู่บ้าน ตำบลผม คลองหนอง คลองบึงต่าง ๆ ทั้งหมด ไป ๆ มา ๆ ถูกพ่อค้าผู้มีอิทธิพลเอาไปกินเรียบหมดเลย ตั้งแต่สมัย ผมเป็นเด็กเห็นถนน คู คลอง ทางหลวง ทางหลวงแผ่นดิน รังวัดเสร็จเอาไปทำหมู่บ้าน จัดสรรกันหมด อบต. รู้ไม่เท่าทันเขา หรือบางคนก็มีความไม่โปร่งใสในการบริหาร แพ้เงิน เหล่านี้เป็นต้น ผมจึงเห็นว่ามันถึงคราวแล้วที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้าง เพราะเราทดลองกันมา เป็น ๑๐ ปีแล้วครับท่านประธาน มันควรจะต้องปฏิรูปได้แล้ว ๑๐ ปีมันแทนที่จะก้าวหน้าไป แต่ยังย่ำอยู่ที่เดิม หรือบางทีตกต่ำกว่าที่เดิมอีก ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับทางกรรมาธิการ ที่เสนอให้มีการปฏิรูป เพราะลำพังงบประมาณที่จะเอามาบริหารราชการแผ่นดินมันไม่พอ ตามข้อเสนอของท่านเกือบ ๕,๐๐๐ กว่าองค์กร แล้วท่านจะเอามาเป็นภาระของประเทศ ทำไม เพราะฉะนั้นการยกระดับโดยการควบรวมตามที่ท่านเสนอนี้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารราชการแผ่นดินอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อ ชาวบ้านตรง ๆ ตามที่ท่านบอก ถ้าลำพังปล่อยให้ อบต. ที่เขาเอาตัวเองก็ไม่รอด แล้วจะไป ช่วยชาวบ้านได้อย่างไร เมื่อท่านยกระดับพัฒนาคุณภาพ เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการ เขาเสีย มันจะเป็นประโยชน์โพดผลอย่างมหาศาลต่อพี่น้องประชาชน ถ้าท่านมีการปรับ แต่ถ้าท่านเกรงใจท่านก็จะเห็น อบต. อยู่อย่างนั้น เป็นอยู่อย่างนั้น อีก ๑๐ ปีต่อไปนี้ หมู่บ้าน ตำบลนั้นก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะมี อบต. แล้วชาวบ้านก็จะรู้สึกว่า อบต. ไม่ได้ต่าง อะไรกับที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และจะไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่เป็นคนคุ้นเคยกัน ไม่รู้เหมือนเดิม ไม่ฉลาดเหมือนเดิม ไม่ได้พัฒนาเหมือนเดิม เท่า ๆ กันเหมือนเดิมนี่นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการกระทำของท่านจึงถือว่าทำให้เกิดความกระฉับกระเฉง เกิดความ กระปรี้กระเปร่าในการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ นั่นประการที่ ๑ เพราะฉะนั้น ผมสนับสนุนเต็มที่ เพียงแต่ขอความชัดเจนเดี๋ยวท่านช่วยตอบหน่อย เกิดอะไรขึ้น ต่อไปนี้นะครับ

ประการต่อมา ท่านช่วยตอบให้เกิดความชัดเจนแล้วผมจะกดสนับสนุน เห็นชอบอย่างเต็มกำลังว่ามันจะเกิดความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตได้ประการใด เพราะเป็นที่แน่นอนชัดเจนเลยครับ บาง อบต. บางองค์กรเขาบอกหัวหนึ่งเป็นหมื่นบาท ก็มีครับในการซื้อสิทธิขายเสียงกัน ใกล้ ๆ ความเจริญมาก ๆ อุตสาหกรรมมาก ๆ ใกล้สนามบิน ใกล้แหล่งที่เป็นธุรกิจใหญ่ ๆ ซื้อเสียงไม่เกิน ๓๐๐ เสียงเขาบอกได้เป็นแล้ว และถามว่าชาวบ้านรู้ไหมว่าหมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ ซื้อสิทธิขายเสียงกันทั้งนั้น โอเค (Okay) รู้กันชัด พอซื้อสิทธิขายเสียงรู้ไหมครับว่ามีการโกงกินกัน รู้ครับ อย่างขณะนี้ครับท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธาน โครงการประชารัฐปล่อยให้โกงกันได้อย่างไรครับ ท่านประธาน โครงการหมู่บ้านละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปทำ ผมไม่แน่ใจว่าจังหวัดเพชรบุรีมีหรือเปล่า แต่จังหวัดชลบุรีบ้านผม มีแล้วครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้องแรกแหกกระเชอกันไปหมด แค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เรียก ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ยุคนี้สมัยนี้ ยุค คสช. นี่ผมว่ากินนี่ แหม ต้อง เอาไปตัดหัวประจานเลยนะครับท่านประธาน ไม่แน่ใจว่าจังหวัดเพชรบุรีมีหรือเปล่านะครับ นี่ก็เหมือนกันครับ ขนาดยุคนี้เข้มงวดกวดขันพวกยังโกงกันได้ แล้ว อบต. ที่มีอำนาจ เสร็จเด็ดขาดด้วยการบริหารของตัวเอง ซึ่งท่านบอกว่าแก้ได้เรื่องความโปร่งใสและ ป้องกันการทุจริต ขอความชัดเจนจากท่านประธานอนุกรรมาธิการหน่อย ปฏิรูปโครงสร้าง แก้กฎหมายเขาแล้ว ที่มันโกง มันกิน มันทุจริตกันนี่แทบจะเป็นที่รู้ เป็นที่ประจักษ์กัน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล แก้อย่างไร ทำได้จริงหรือเปล่า ขอความชัดเจนแค่นี้ละครับ เมื่อท่าน ตอบแล้วหรือไม่ตอบก็สนับสนุนเต็มที่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกที่จะแสดงความจำนงในการอภิปรายเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ ท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรี ชิดชัย วรรณสถิตย์ เชิญครับ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก สปท. ท่านกรรมาธิการ เผอิญมันเกี่ยวข้องกับที่ผมทำอยู่นะครับ เกี่ยวกับเรื่อง แหล่งน้ำในชุมชนและการปลูกต้นไม้และดูแลต้นไม้ในชุมชน ซึ่งเราเองก็ขอเพียงได้อ่าน ในกำหนดหน้าที่การงานของเทศบาลก็ดี ในมาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ หรือขององค์การบริหารส่วนจังหวัด อบจ. มาตรา ๘๙ หรือ มาตรา ๙๐ ก็ดี ก็ยังมีชัดเจนเฉพาะ อบจ. ดูในภาพรวมนะครับ สำหรับเรื่องการปกครอง ส่วนท้องถิ่นสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไว้แล้ว ก็เห็นด้วยในข้อสังเกตต่าง ๆ นะครับ เพราะว่าของเราได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง พยายามที่จะให้เข้าที่เข้าทาง แต่มันก็ไม่เข้าที่เข้าทางเสียที ผมเชื่อว่าท่านสมาชิก สปท. ก็ดี รวมทั้งกรรมาธิการก็ดี รู้ว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน หลาย ๆ ปัญหาเราเองเราก็ยังไม่กล้าไปแตะนะครับ ผมยืนยันอย่างนั้น เลยนะครับ แต่วันนี้ที่ผมจะแตะก็แตะเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ แต่ผมถือว่าใหญ่สำหรับชาวบ้าน ก็คือเรื่องแหล่งน้ำในชุมชนนะครับ ซึ่งผมเคยอภิปรายไปแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้ว่า ในชุมชน ชุมชนหนึ่งนี่ยังไม่มีหลักการันตี (Guarantee) อะไรเลยว่าเขาจะมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ ในรอบ ๑ เดือน ในรอบ ๑ ปีนะครับ ซึ่งผมเคยเปรียบเทียบกับโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมเขาจะมีแหล่งน้ำรองรับอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของเขา แต่ในชุมชนของเราน้ำอุปโภค น้ำบริโภค และเพื่อการเกษตรไม่มีหลักประกันนะครับ ผมยินดีที่จะพาท่านไปดูหลาย ๆ ชุมชน ถ้าท่านบอกว่ามีพร้อมผมยินดีจะพาท่านไปนะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้โอกาสนี้มันผ่านไป ในมาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ ของหน้าที่เทศบาล ไม่มีระบุถึงแหล่งน้ำชุมชน ไม่มีหลักการันตี (Guarantee) อะไรเลย ส่วนในมาตรา ๙๐ ของ อบจ. มีอยู่บ้างในภาพรวม แต่ผมยังมองไม่เห็นว่ากลไกตัวนี้จะสร้างแหล่งน้ำในชุมชน ได้อย่างไรนะครับ ผมก็คงจะพูดเรื่องแหล่งน้ำชุมชนไว้สั้น ๆ เพียงแค่นี้

อันที่ ๒ ก็คือการปลูกต้นไม้และดูแลต้นไม้ในชุมชน อันนี้ชัดเจนครับ เป็นหน้าที่ของเทศบาลนะครับ ถ้าเผื่อเราไปเทียบกับการลงทุนของเราแล้วในการปลูกต้นไม้ เทียบกับเทศบาลหรือเมืองอื่น ๆ ในต่างประเทศแล้วเราลงทุนไม่น้อย แต่เราไม่เคยเลือกพันธุ์ ที่ถูกกับพื้นที่ เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากการปลูกแล้วการดูแลต้นไม้ก็เป็นที่น่าสงสาร ไม่มีการตัดแต่งที่ดีงาม มีการตัดแต่งในลักษณะประหารชีวิตต้นไม้ ท่านอาจจะบอกว่า มีอยู่ในทรัพยากร ไม่ใช่ครับ ผมอยากให้แยกออกมาให้ชัดเจนเพราะนี่คือหน้าตาของเมือง หน้าตาของชุมชนนะครับ ผมไม่อยากจะเปรียบเทียบว่าไปต่างประเทศแค่ใกล้ ๆ ประเทศ มาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ไปแค่เมืองจีนจะต่างกับเราเยอะ กลับมากรุงเทพฯ กลับมาเมือง ต่าง ๆ จะต่างกับเราเยอะนะครับ เริ่มต้นเถอะครับ ในการดูแลสิ่งเหล่านี้ดูบ้านเมือง ให้สวยงาม ให้ร่มเย็นนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองอยากให้กำหนดหน้าที่ชัดเจนออกมา ในสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปครับ ผมอยากเห็นการเริ่มต้นในสิ่งเหล่านี้ เพราะว่า ในเรื่องแหล่งน้ำกับต้นไม้ในชุมชนผมถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของชุมชน เป็นหน้าเป็นตาของ บ้านเมือง ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องไปยกตัวอย่างเทียบกับเมืองใดครับ ผมมีข้อเสนออยากให้ ปรับแก้หน้าที่การงานของหน่วยงานนี้ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านชิดชัยครับ มีสมาชิกจะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิด การอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของ สมาชิกครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณทุกคำอภิปราย ที่เป็นทั้งข้อสนับสนุน ข้อคำถาม หรือข้อสังเกตต่าง ๆ นะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าส่วนใหญ่แล้ว คำอภิปรายนั้นก็สอดคล้องกับใจของคณะกรรมาธิการที่ดำเนินการอยู่ นั่นก็คือว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของชาติไทยเราเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแล พี่น้องประชาชนในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างดีที่สุดนะคะ ในชั้นต้นนี้คำถามต่าง ๆ ดิฉัน ขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๑ ซึ่งเป็นท่านรองประธานกรรมาธิการด้วย คือท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นผู้ตอบข้อซักถามนะคะ หากมีสิ่งใดที่ยังอยากจะทราบเพิ่มเติม ดิฉันจะขอสนับสนุนแล้วก็ขอเสริมในลำดับถัดไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ นะครับ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นและเป็นประธานอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ขอเชิญครับ

นายวัลลภ พริ้งพงษ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก ทุกท่านนะครับ คำถามที่ผมจดได้มีทั้งหมด ๙ ท่านด้วยกันนะครับ จะขออนุญาตไปทีละท่าน นะครับ

ท่านแรกของท่านสุรินทร์ ท่านได้ถามในเรื่องของคุณวุฒิของผู้บริหารท้องถิ่น ความจริงขณะนี้ท่านอาจจะไม่ได้ฟังทีแรกว่า ในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามร่างประมวลกฎหมายของเรานี่เรายกฐานะ อบต. ทั่วประเทศเป็นเทศบาล เรากำหนด คุณวุฒิของตัวท่านผู้บริหารท้องถิ่นเอาไว้จบปริญญาตรีนะครับ เพราะฉะนั้นต่อไปก็เป็นไป ตามที่ท่านสุรินทร์ท่านได้ตั้งข้อสังเกตนะครับ

ในส่วนของท่านวิทยานะครับ ท่านพูดถึงประสิทธิภาพ ความจริงอยากจะ กราบเรียนแบบนี้นะครับว่า การที่เรายกฐานะ อบต. ทั่วประเทศเป็นเทศบาล ประการแรก ก็คือว่าในเรื่องของภารกิจของเทศบาลมีประเภทของการให้บริการซึ่งครอบคลุมแล้วก็ หลากหลายมากกว่าในส่วนของ อบต. นะครับ ประเด็นสำคัญก็คือว่าเมื่อเรายกฐานะ อบต. ขนาดเล็กมาเป็นเทศบาล ความเป็นไปได้เรื่องของค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างไร ในส่วนนี้ก็คิดว่าเมื่อควบรวมแล้วอย่างน้อยเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยกตัวอย่างนะครับ ขณะนี้เราตั้งเกณฑ์ควบรวมไว้ที่ ๒๐ ล้านบาท เมื่อ ๓ แห่งมารวมกันอย่างน้อยที่สุดก็มีรายได้ อยู่ที่ประมาณ ๖๐ ล้านบาท อันนี้อาจจะตอบคำถามไปยังท่านวันชัย สอนศิริ ด้วยนะครับ ๖๐ ล้านบาทนี้ความจริงแล้วสิ่งที่ได้ซึ่งเป็น อบต. ขนาดเล็กเมื่อรวมแล้วเป็นเทศบาล รายจ่ายประจำผมคิดว่าลดไม่ได้อยู่แล้ว แต่ว่าในรายจ่ายประจำที่เกิดขึ้นมา การที่เราจะทำตัว โครงสร้างขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพนี้สามารถทำได้จากการตั้งหน่วยงานบางหน่วยงาน ที่ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องของกองที่ดูแลเรื่องของผู้สูงวัย หรือบางแห่ง อบต. แต่ละแห่ง มีเฉพาะแค่ช่างคนเดียว เมื่อรวมตัวกันแล้วก็อาจจะยกฐานะให้เป็นกอง ซึ่งมีเป็น ผอ. ช่างได้ หรืออาจจะมีในส่วนของงานซึ่งดูแลเรื่องขยะมูลฝอยได้เป็นต้นนะครับ อันนี้คือลักษณะของ สำนักหรือกองที่อาจจะเกิดขึ้นจากบริบทของการที่จะควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นะครับ สำหรับรายได้ที่ผมนำเรียนแล้วว่าบางแห่งมีรายได้อาจจะแห่งละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อควบรวมกันแล้วรายได้บางส่วนซึ่งเป็นก้อนใหญ่ขึ้น ก็สามารถที่จะมาดูแลประชาชนในลักษณะของการจัดทำโครงการซึ่งใหญ่ขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อควบรวมแล้วสิ่งแรกที่ประชาชนได้ก็คือว่าประเภทของการให้บริการมีมากขึ้น มาตรฐานของการให้บริการผมเข้าใจว่าจะมีเท่าเทียมกันทั้งหมด เพียงแต่ว่าคุณภาพเป็นเรื่อง ที่จะต้องไปดำเนินการพัฒนาต่อไปในอนาคตนะครับ นี่ก็คือในส่วนแรกที่ตอบคำถาม ท่านวิทยานะครับ

ท่านวิทยาท่านได้พูดถึงประเด็นของการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องของการทำกิจกรรมของท้องถิ่น ซึ่งในส่วนนี้ในตัวประมวลกฎหมายของเราได้บัญญัติ เอาไว้แล้วนะครับ เรื่องของตั้งแต่องค์กรท้องถิ่นสามารถที่จะมอบหมายงานให้กับองค์กรท้องถิ่นข้างเคียง ดำเนินการแทน หรือร่วมกันดำเนินการ หรือทำงานร่วมกับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ โรงพยาบาลที่ท่านได้ตั้งเป็นคำถามว่ามันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการทำงานให้กับเอกชน สามารถดำเนินการได้นะครับ ภายใต้ตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เราได้ร่างไว้แล้วนะครับ ในเรื่องงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนะครับ ผมขอกราบเรียน ในฐานะที่เคยเป็นอธิบดีกรมนี้มาก่อน ในช่วงที่ผมมาดำรงตำแหน่ง อยากจะกราบเรียนว่า เงินทั้งหลายที่เป็นเงินอุดหนุนและต้องมาจัดทำโครงการภายหลัง ในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ไปนี่ไม่มีเลยนะครับ ทุกรายการที่เคยเป็นเงินและต้องมาพิจารณาให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมาวิ่งเต้นกัน เราบรรจุรายการไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเป็นราย โครงการไป และเมื่อจัดทำเสร็จแล้วเราลงในเว็บไซต์ (Web site) นะครับให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถตรวจสอบได้ ผมเข้าใจว่าหลักการนี้ก็ยังดำเนินการในปัจจุบันอยู่ เพราะฉะนั้นรายการทั้งหลายที่เคยเป็นยอดลัมพ์ซัม (Lump sum) และต้องมีการวิ่งเต้นกันไป ขณะนี้ผมแน่ใจว่าไม่มีแล้ว เนื่องจากเป็นหลักการสำคัญของรัฐบาลชุดนี้นะครับ

ในเรื่องของท่านวรวิทย์ที่ได้ให้ความเห็นในเรื่องของมาตรา ๖๐ เรื่องของ อำนาจหน้าที่ตลอดจนเรื่องของมาตรา ๘๑ ท่านได้พูดยกตัวอย่างเรื่องของการฉีดวัคซีน โรคพิษสุนัขบ้า ความจริงมันเป็นปัญหาเรื่องภารกิจถ่ายโอน เรื่องนี้เผอิญในช่วงนั้น ผมดำรงตำแหน่งอธิบดีอยู่นะครับ ก็ปรากฏว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปฉีดยา กันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขทั่ว ๆ ไป ปรากฏว่าหน่วยงานตรวจสอบก็ไปดำเนินการทักท้วง แล้วก็ให้คืนเงิน โดยบอกว่าภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ในช่วงนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันระหว่างหน่วยตรวจสอบกับทางผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ คือหลักการภารกิจของท้องถิ่นขณะนี้ ต้องเป็นภารกิจที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องเขาถ่ายโอนมา เมื่อถ่ายโอนมาแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถึงจะมีอำนาจในการที่จะเข้าไปดำเนินการนั้น แต่ปรากฏว่าเรื่องของการฉีดโรคพิษสุนัขบ้านี่นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม กรมที่เกี่ยวข้องคือ กรมปศุสัตว์บอกว่าในหลักการยังมิได้มีการถ่ายโอนภารกิจนี้ให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เมื่อยังไม่ได้ถ่ายโอนมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่สามารถที่จะเอา งบประมาณไปใช้จ่ายเพื่อการนี้นะครับ ก็มีการพูดคุยกัน แต่ปรากฏว่าในอำนาจหน้าที่ ตามข้ออื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บัญญัติเอาไว้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในเรื่องของการป้องกันโรคติดต่อนะครับ ก็เลยต้องมาอาศัยข้อนี้ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอำนาจนะครับ เรื่องนี้เมื่อสักครู่ทางท่านวรวิทย์บอกว่าอาจจะไม่จบ ความจริง จบไปแล้วนะครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีอำนาจในการดำเนินการตาม ภารกิจนี้ได้นะครับ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการแก้ไขกันเป็นเรื่อง ๆ ไป ที่ผมจะกราบเรียน ก็คือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศขณะนี้นะครับไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายที่ สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะฉะนั้นในตัวอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราจะเขียนไว้ว่า ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ คำว่า อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจากไหน ก็คือมาจาก อำนาจหน้าที่ของทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินั้น จะมีการถ่ายโอนภารกิจอะไรให้บ้างนะครับ เมื่อถ่ายโอนภารกิจใดให้ไป ก็จะมีบุคลากรตามไป มีงบประมาณตามไป อันนี้คือหลักการของการถ่ายโอนภารกิจ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าขณะนี้ ที่เราเขียนไว้อยู่ในมาตรา ๘๐ เรื่อยไปของเทศบาลเราเขียนฐานอำนาจเอาไว้ให้ว่าอันนี้ เป็นฐานอำนาจนะครับ แต่ว่าอำนาจตัวไหนจะไปเท่าไรก็ต้องไปดู พ.ร.บ. กำหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ แต่ส่วนใหญ่ขณะนี้ โดยหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บัญญัติเอาไว้ว่า ภารกิจในเรื่องของการให้บริการ ประชาชนให้เป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นในหลักการนี้ เราค่อนข้างจะมั่นใจได้ว่าในขณะนี้เรื่องการให้บริการทั้งหลายเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่นอกจากนั้นก็ต้องไปดูลักษณะของอำนาจหน้าที่ตัวอื่นที่เป็นโครงการ ขนาดใหญ่ว่าแต่ละกระทรวง ทบวง กรม จะถ่ายโอนภารกิจอะไรบ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ใน การถ่ายโอนภารกิจ ผมเข้าใจว่าเป็นแผนที่ ๓ นะครับ โดยคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ก็ขอกราบเรียนในส่วนของท่านวรวิทย์นะครับ

ในส่วนของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต้องขอขอบพระคุณท่าน ก็รับทั้งหมด ของท่านมาเลยนะครับที่จะมาปรับปรุงให้ใหม่

ในส่วนของท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ก็กราบเรียนว่าจริง ๆ แนวความคิดในการที่จะให้มี ๑ อำเภอ ๑ องค์กรท้องถิ่น ๑ ตำบล ๑ องค์กรท้องถิ่น ก็มีการพูดคุยกันในคณะอนุกรรมาธิการ แต่ท้ายที่สุดเรามาติดปัญหาตรงที่ว่าถ้าเราเอา เขตปกครองมาเป็นองค์กรท้องถิ่นปัญหาอยู่ที่ศักยภาพนะครับ จากการที่เรายกสภาตำบล ในครั้งเมื่อปี ๒๕๓๗ เป็นองค์กรท้องถิ่น เราติดประเด็นปัญหาศักยภาพขององค์กรท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้เราต้องกลับมาดูว่าในองค์กรท้องถิ่นที่จะเป็นไปได้ต้องมีในเรื่องของรายได้ แล้วก็ตัว ประชากรควบคู่กันไปเป็นอย่างต่ำ เพราะฉะนั้นจึงต้องกลับมาดูว่าขณะนี้ในเรื่องของการควบ รวมเองก็ตาม เราดูในเรื่องของศักยภาพกับเรื่องของจำนวนประชากรเป็นหลัก ในการที่จะ ยกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นองค์กรท้องถิ่น

ของท่านปานเทพ ขออนุญาตที่จะรับไปปรับตามที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตมา

ของท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ต้องขอขอบคุณท่านในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมบัญญัติไว้แล้วท่านครับ ในเรื่องของตัวพอลลูเตอร์เพย์ (Polluter pays) ก็บัญญัติเอาไว้นะครับ เพียงแต่ว่ารอกฎหมายหลักจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการ ตามนั้น

ของท่านวันชัย สอนศิริ ท่านบอกว่าจะเกิดผลเมื่อไร อยากจะกราบเรียนว่า ร่างฉบับนี้เราบอกว่าเมื่อประกาศบังคับใช้แล้วให้มีผลบังคับใช้ในเรื่องของการควบรวม ภายใน ๑ ปี อันนี้คือสิ่งที่เราบัญญัติเอาไว้ในตัวประมวลของเรา นั่นแสดงว่าในสิ่งที่เรา ต้องการให้เกิดใน ๑ ปี ๑. มีการยกฐานะ อบต. ทุกแห่งเป็นเทศบาล ๒. เราเสนอให้มี การควบรวมเทศบาลขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ส่วนการควบรวมนี้ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ประชาชน และเมื่อควบรวมแล้วนี่นะครับ ที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ในเรื่องประเภทของ การให้บริการ เรื่องของคุณภาพในการให้บริการ มาตรฐานในการให้บริการ ท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์ทั้งหมดที่ว่าจะตกอยู่กับประชาชนเป็นหลัก ตลอดจนในเรื่องของที่เราเสนอในตัว กฎหมายฉบับนี้ จะมีเรื่องของมาตรการในการจูงใจให้กับองค์กรท้องถิ่นในการควบรวมกัน มาตรการจูงใจในตัวนี้ก็จะเป็นตัวงบประมาณที่จะให้กับองค์กรท้องถิ่นที่มีการควบรวมนำไป เพื่อไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่เดือดร้อน หรือไปพัฒนาในส่วนที่เป็นปัญหาของ พื้นที่นั้นใช้ได้เฉพาะกรณีนี้เท่านั้นนะครับ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นการลดช่องว่างรายได้ขององค์กร ท้องถิ่น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะมีขนาดเล็กที่มาควบรวมกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ประชาชน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการควบรวมหรือว่าองค์กรที่จะมีการควบรวมจะได้รับประโยชน์ จากกระบวนการของการควบรวม และ

ท่านสุดท้ายคือท่านชิดชัย ท่านได้พูดถึงเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค พูดถึง การเตรียมการของแหล่งน้ำดิบในภาพรวม ซึ่งเป็นเรื่องของทาง อบจ. อย่างไรก็ดีในเรื่องของ การรักษาหรือว่าการให้มีแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งอาจจะยังเขียนไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ก็รับ ที่จะไปเขียนเพิ่มเติมให้นะครับ ก็ขออนุญาตสรุปในภาพรวมของคำถามจากท่านผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการมีผู้ชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญท่านประธานครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ขออนุญาต ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ก็ขออนุญาตตอบคำถามเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย ซึ่งอาจจะตกไป อย่างที่ท่าน สปท. ท่านวิทยา แก้วภราดัย สอบถามว่าทำไมเราไม่หาทางลดรายจ่ายในเรื่อง บุคลากรของท้องถิ่นลง อันนี้คณะกรรมาธิการได้นำเสนอไปแล้วในเรื่องของการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งนำเสนอสภานี้ไปแล้วว่าในอนาคตนั้นก็คงจะมีการลดรายจ่ายในเรื่อง เหล่านี้ลง เพราะว่า ก.ถ. นั้นจะเป็นผู้กำหนดโครงสร้างอัตรากำลังขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้งหมด นอกจากนั้นก็มีคำถามอีกคำถามหนึ่งซึ่งมีท่านวิทยาและท่านสถิตย์ก็ถามคล้าย ๆ กันคือว่า อนาคตจะมีการปกครองท้องถิ่นแบบให้จังหวัดปกครองตนเองไหม ดิฉันว่าอันนี้เป็นขั้นต่อไป ซึ่งก็คงจะต้องรอการพัฒนาในลำดับต่อไป ถ้าหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเรา ในแต่ละรูปแบบนี้มีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องเหล่านั้นก็คงเป็นไปตามสถานการณ์ ในภายภาคหน้า ขอขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกจะซักถามอะไรไหมครับ เชิญท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรี ชิดชัย วรรณสถิตย์ ครับ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ๐๓๙ เมื่อสักครู่นี้ได้ตอบคำถามผมเพียง ครึ่งเดียวนะครับ เพราะว่าผมเองผมอยากจะเห็นการปลูกต้นไม้ในชุมชนและดูแลต้นไม้ใน ชุมชนให้ดี ยิ่งต้นไหนแก่ก็ถือว่ามีคุณค่า มีแอสเซต (Asset) ผมว่าท่านประธานกรรมาธิการนี่ เหมาะเลยนะครับ เพราะว่าถ้าเผื่อ กทม. เป็นต้นแบบได้นี่ก็จะเป็นต้นแบบให้กับเทศบาลใน ระดับต่าง ๆ ได้ ผมอยากจะเห็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่าไม่พ้นฝีมือของท่านประธานกรรมาธิการ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอดีตรัฐมนตรี วิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ ผมติดใจเพิ่มนิดหนึ่งครับ คือกรณีท่านประธานกรรมาธิการตอบเรื่องการปกครองท้องถิ่นรูปแบบที่คล้าย ๆ กับเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมคิดว่าเมื่อรัฐธรรมนูญเปิดช่องนะครับ ก็คงเป็นหน้าที่ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราต้องคิดต่อจากรัฐธรรมนูญ และเมื่อมองสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศก็หนีไม่พ้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น ที่จะต้องไปบัญญัติกฎหมายที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในรูปแบบการปกครอง คือถ้าไม่เริ่มจากกรรมาธิการเราก็คงจะเป็นคำตอบอย่างนี้ไปตลอดครับว่ารอเมื่อประชาชน พร้อม ทีนี้ถ้าไม่วางมาตรฐานความพร้อมด้วยกฎหมายนะครับ มันก็จะเป็นคำตอบอย่างนี้มา เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว และอีก ๑๐ ปีข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตเรียนย้ำ นะครับว่าฝากคณะกรรมาธิการช่วยไปศึกษาด้วยว่าที่รัฐธรรมนูญเขาเขียนว่า ให้รูปแบบ การปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นตามวิธีการและรูปแบบองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติ ท่านช่วยไปหาแนวกฎหมายบัญญัติหน่อยครับ จะได้ มีทางเดินต่อครับ ไม่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องของการผัดวันประกันพรุ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการรับฝากไว้นะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง โครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป และร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจาก ที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ระหว่างที่รอท่านสมาชิกกำลังเดินทางจากห้องประชุมในอาคาร ๑ อาคาร ๒ อาคาร ๓ ของรัฐสภาของเรานะครับ สัปดาห์นี้ถือได้ว่าเป็นสัปดาห์แห่งการปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการนำเสนอรายงานปฏิรูปนะครับ แล้วเป็นเรื่องที่ทราบว่าวันนี้เป็นการ ประชุม สปท. ที่มีการเปิดทีวี (TV) ดูทั่วประเทศ ทุก อบต. ทุกเทศบาล ทุก อบจ. รวมทั้ง เมืองพัทยาและ กทม. เพราะว่าเราทำงานแบบมีส่วนร่วมนะครับ ระหว่างการจัดทำรายงาน ก็ได้เชิญอย่างท่านสรณะ ท่านนายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทยที่เป็น อนุกรรมาธิการก็มีการประชุมในกลุ่มของเทศบาล ในส่วนของพนักงานตั้งแต่ปลัดเทศบาลและพนักงานข้าราชการลงไปนะครับ ในส่วนของ สันนิบาตเทศบาล ซึ่งความจริงก็เป็นองค์กรเครือข่ายกับทาง สปท. เรานะครับ ก็ทำงานกัน ใกล้ชิด ส่วนจะเห็นพ้องทั้งหมดหรือไม่ก็เป็นสิทธิของแต่ละท่าน แต่ละองค์กรนะครับ แต่ว่าวันนี้สำคัญมาก สัปดาห์นี้สำคัญมาก เมื่อได้ใช้สิทธิแสดงตนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๖ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ .

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง โครงสร้าง และอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนนนะครับ ได้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผลของการลงคะแนนนะครับ ขอเชิญครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยครับ ท่านอนุสรขานชื่อก็ได้ครับ แล้วก็ท่านกอบกุลนะครับ ท่านอนุสรเชิญก่อนครับ

นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา

ดิฉัน กอบกุล อาภาภร ณ อยุธยา หมายเลข ๐๐๘ เห็นชอบค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่บันทึกนะครับ

นายอนุสร จิรพงศ์

ผม อนุสรครับ ๑๘๒ เห็นชอบครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธินะครับ ถ้าครบถ้วนแล้ว ผมจะบวกเห็นด้วยไปอีก ๒ เสียงนะครับ จำนวนผู้ที่เห็นด้วย ๑๖๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง โครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงาน เรื่อง โครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนะครับ ต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ตลอดจนผู้ชี้แจงนะครับ ท่านอำนวยเชิญครับ มีอะไรไหมครับ ช่วยคั่นเวลาหน่อยก็ดี เพราะว่าท่านประธาน กรรมาธิการ กรรมาธิการ ผู้ชี้แจงยังไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันเลย

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ขอบพระคุณครับ ผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ขออนุญาตเสนออย่างนี้ครับว่าวันนี้เป็นเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง ๔ เรื่อง ผมเห็นว่าทั้ง ๔ เรื่องมันจะเกี่ยวเนื่องผูกพันกัน ประเด็นจะคล้าย ๆ กัน มีแตกต่างกันบ้าง ผมเองส่วนตัวผมนะครับเป็นคนที่มีความจำดีแต่ความจำสั้น อย่างนั้นผมเสนอว่า ๔ เรื่องนี้ลุยให้จบวันนี้เลยครับ มันจะได้เอาความจำวันนี้มาอภิปราย แล้วก็ลงความเห็นกันอย่างต่อเนื่องครับ เสนออย่างนั้นครับ ๔ เรื่อง ๔ ประเด็นว่า ถ้าเป็นไปได้ให้จบวันนี้เลยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เอาเป็นว่าเสนอแนะก่อนแล้วกันนะครับ คือถึงแม้ว่าเรื่องการปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ แต่ว่าเราได้จัดระเบียบวาระไว้น่าจะพิจารณาสัก ๒ เรื่อง แล้วก็วันพรุ่งนี้อีก ๒ เรื่องนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการพร้อมหรือยังครับ

ต่อไปจะเป็นการพิจารณารายงานเรื่องที่ ๒ เรื่อง การบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลนะครับ

เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทำรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว พร้อมทั้งรายงาน เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล ดังนั้นในการลงมติให้ความเห็นชอบจากสมาชิก ผมจะให้ท่านสมาชิกลงมติ ๒ ครั้งนะครับ ครั้งแรกจะให้ความเห็นชอบกับรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก่อน จากนั้นผมจะ ให้ท่านสมาชิกลงมติครั้งที่ ๒ เพื่อให้ความเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ แถลงรายงาน และร่างพระราชบัญญัติครับ แห่งนี้ไปแล้วนะครับ ก็ยังคงเหลืออีก ๑ ฉบับ คือฉบับที่กำลังจะนำเสนอ เรียกว่า พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พุทธศักราช ๒๕๒๘ ซึ่งได้มีการ แก้ไขมาแล้ว ๕ ครั้งด้วยกัน ครั้งนี้ก็จะเป็นการแก้ไขครั้งที่ ๖ กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็น กฎหมายหลักของกรุงเทพมหานคร เพราะจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบเกี่ยวกับเรื่องของ โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ วิธีการบริหารงาน มีด้วยกันทั้งหมด ๑๓๒ มาตราด้วยกันนะครับ ขอแก้ครั้งนี้ ๔๕ มาตรา แต่ในจำนวน ๔๕ มาตราที่ขอแก้เป็นมาตราบังคับ หมายความว่า เป็นมาตราที่ต้องบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะประกาศใช้นะครับ อันเกี่ยวกับเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ข้อที่ควรจะกระทำ ข้อที่ไม่ควรพึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นของผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ในกรณีนี้ก็คือสมาชิก สภากรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนะครับ อันนี้เป็นเรื่องบังคับที่ต้อง กำหนดไว้ถึง ๒๑ มาตรา นอกจากนั้นก็จะเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเพิ่ม ประสิทธิภาพ การทำงานของกรุงเทพมหานคร เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การป้องกันการทุจริต การทำงานให้โปร่งใส เรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม ๒-๓ ประเด็นเท่านั้น ละครับ ซึ่งผมจะขอสรุปเพื่อไม่ให้เกิดการพิจารณาที่ยาวนานเกินเหตุนะครับ กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันท่านทั้งหลายก็คงจะทราบดีนะครับว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะในชีวิตประจำวันเราก็ มักจะพบเรื่องของปัญหาที่เป็นชีวิตประจำวันของพวกเรา โครงสร้างของกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันเรามีรูปแบบการปกครอง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงพวกเราทราบดี แล้วก็เป็นรูปแบบการปกครองแรกที่ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้ง โดยตรง ก่อนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายตามมาจนกระทั่ง ทำให้วันนี้ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรง กรุงเทพมหานครมีสภาที่เรียกว่า สภากรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีสมาชิกตามกฎหมายล่าสุด ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง ๖๑ คนด้วยกันนะครับที่จากจำนวนประชากรตามที่กฎหมายกำหนด ๖๑ คนนี้ก็หมดวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้วนะครับ

เจ้าหน้าที่ช่วยเลื่อนสไลด์ (Slide) ด้วยครับ

นายธวัชชัย ฟักอังกูร กรรมาธิการ 🔗

ปัจจุบันก็มีการแต่งตั้งสมาชิกสภา กรุงเทพมหานครแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่หมดวาระไป ก็แต่งตั้งแค่ครึ่งเดียว ๓๐ คนด้วยกัน กระผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ คสช. กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพแล้วก็มีความรับผิดชอบ ก็ต้องเรียกว่าสูงกว่าทุกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เรามีความรับผิดชอบในการให้บริการพี่น้องประชาชนในขณะนี้ถึง ๑๐ ล้านคน ก็เป็นตัวเลขที่เกิดจากจำนวนประชากรในเขตตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร แล้วก็รวมทั้ง ประชากรแฝง รวมทั้งแรงงานคนต่างด้าวต่าง ๆ กรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็นเมืองใหญ่ อันดับที่ ๒๒ ของโลก มีงบประมาณที่ต้องรับผิดชอบในปี ๒๕๖๐ นี้ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังพิจารณา เรื่องงบประมาณของกรุงเทพมหานครอยู่ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เกิดจากเงินรายได้ของกรุงเทพมหานคร ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็น เงินรายได้ที่รัฐบาลอุดหนุนให้ปีนี้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีถัดไปปี ๒๕๖๑ ผมคิดว่าเราคงจะได้เห็น งบประมาณของกรุงเทพมหานครถึงหลักแสนล้านบาท เทียบได้ในขณะนี้เป็นอันดับ ๘ ของในจำนวน ๒๐ กระทรวง นี่ก็เป็นความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครนะครับ การบริหารงานของกรุงเทพมหานครในวันนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องปัญหา ผมจะขอหยิบยก ปัญหาจากการที่ได้มีการศึกษาโดยคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารของ กรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วยอดีตท่านผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วย นักวิชาการ สตง. สำนักงบประมาณ แล้วก็อีกหลาย ๆ ฝ่ายเราช่วยกันนะครับ สรุปว่าปัญหา ของกรุงเทพมหานครในฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อันดับแรกก็คือในเรื่องของบทบาทอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ยังมี ไม่เพียงพอแล้วก็ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น กฎหมายขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครจะมีข้อจำกัด ข้อจำกัดหน้าที่ของท้องถิ่น ทุกรูปแบบก็คือไม่ว่าจะเขียนให้ท้องถิ่นแต่ละรูปแบบมีหน้าที่อย่างไรก็ต้องตกอยู่ภายใต้ บังคับแห่งกฎหมายอื่น นั่นก็หมายความว่าถ้ามีหน่วยงานอื่น ถ้ามีกฎหมายอื่นบอกว่า หน่วยงานอื่นมีอำนาจหน้าที่เรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร กรุงเทพมหานครก็ไม่สามารถที่จะเข้าไป ก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานอื่นได้ นี่คือข้อจำกัดอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ตัวกรุงเทพมหานครเองก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้น ๆ ถ้ามีหน่วยงานอื่นที่เขามีหน้าที่เรื่องนั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของปัญหาจราจร ปัญหากฎหมายสาธารณสุข เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องการรักษาความสงบ เรียบร้อย การจัดระเบียบเมือง คูคลองต่าง ๆ เรามีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ อย่างมากนะครับ ซึ่งก็เป็นปัญหาในการที่จะต้องทำงานร่วมกัน

ประการที่ ๒ กรุงเทพมหานครขาดเอกภาพและการบูรณาการกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จริง ๆ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นี้ก็เขียนค่อนข้างจะแรงไปจริง ๆ เรื่องของการบูรณาการเรื่องเอกภาพก็ได้ทำอยู่นะครับ แต่อาจจะไม่มากเพียงพอที่จะแก้ไข ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไป ยกตัวอย่างเรื่องของปัญหาการจราจรเราก็ยังมีปัญหาในการทำงาน เพราะเหตุที่อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครก็มีแต่เพียงงานวิศวกรรมจราจร แต่งานบังคับใช้กฎหมายเรื่องจราจรว่าที่ใดควรจะเป็นที่ห้ามจอดรถอะไรต่าง ๆ ก็อยู่ใน อำนาจหน้าที่ของตำรวจ แต่การปักป้าย การทาสี สัญญาณไฟจราจรอยู่ในความรับผิดชอบ ของกรุงเทพมหานคร ปัญหาน้ำท่วมขัง ปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราไม่ได้หน่วยงานที่เข้ามาช่วย บูรณาการแก้ไขปัญหาก็คงจะทำได้ยากนะครับ ปัจจุบันนี้เรื่องของการบูรณาการก็นับว่า โชคดีที่เราได้หน่วยงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นท่านรองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้เข้ามาช่วยเรื่องของปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเรื่อง จัดระเบียบคูคลอง เรื่องการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เรื่องที่อยู่อาศัย นี่ก็เป็นเรื่องของ การขาดเอกภาพและการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ ของกรุงเทพมหานครที่ว่ามีอยู่จำนวนมากเราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องความไม่โปร่งใส เดี๋ยวก็มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอนะครับ

ประการต่อไปก็จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงาน เรื่องของ การบริการประชาชนที่ยังมีลักษณะไม่รวดเร็ว การทำงานของกรุงเทพมหานครยังอยู่ใน ลักษณะของการรวมศูนย์เอามาไว้ที่ส่วนกลาง ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะมีสำนักงานเขตอยู่ถึง ๕๐ เขตก็ตาม แต่จากการวิเคราะห์ การศึกษา ก็พบว่าบุคลากรที่อยู่ส่วนกลางเมื่อเทียบกับ อยู่ที่สำนักงานเขตซึ่งเป็นหน่วยที่บริการประชาชนโดยตรงสัดส่วนเกือบจะเท่ากัน ส่วนกลาง กับเขต ๑ ต่อ ๑.๓ ซึ่งโดยหลักวิชาการที่ได้มีการทำงานวิจัยของสถาบันการศึกษาได้เคยให้ข้อแนะนำว่า สัดส่วน บุคลากรระหว่างส่วนกลางกับเขตควรจะอยู่ในสัดส่วน ๑ ต่อ ๓ จึงจะเป็นการพอเหมาะกับ การให้บริการประชาชน

งบประมาณ งบประมาณอยู่ที่เขต ๕๐ เขตเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้นะครับ ปี ๒๕๕๙ เขตมีงบประมาณทั้งสิ้น ๒๗.๔๖ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นที่เหลือไปอยู่ส่วนกลาง ปี ๒๕๖๐ ซึ่งกำลังพิจารณากันอยู่นี่กลับลดลงไปอีก งบประมาณที่อยู่ที่เขตรวมกันแล้ว ได้เพียง ๒๔.๔๗ เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ๑ ใน ๔ นะครับ อันนี้จากการที่ในฐานะที่ผมเอง เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ตรวจสอบมา

ประการสุดท้าย ที่คิดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญก็คือขณะนี้ประชาชน พูดถึง ภาคประชาชน ยังขาดโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารงานกับกรุงเทพมหานคร อันนี้ถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ เรามีแต่กระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในระดับการเมือง ท้องถิ่น ก็คือถึงเวลาก็มีการเลือกตั้ง ก็มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีการ เลือกตั้ง ส.ก. มีการเลือกตั้ง ส.ข. ทุก ๔ ปี หลังจากนั้นโอกาสของพี่น้องประชาชนในการ ที่จะมาเพื่อขอรับบริการ ให้มีนโยบายต่าง ๆ ตามที่ตัวเองต้องการแทบมองไม่เห็นหนทาง อันนี้ก็จะถือว่าเป็นจุดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่กำลังจะประกาศใช้นี่นะครับ ได้พูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายของรัฐ รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยหลายประการ ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ จะต้องมีการที่จะปรับปรุงแก้ไขเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแล้วก็เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้นจากการมีส่วนร่วม ซึ่งจะต้องนำมา ปรับปรุงแก้ไข

จากปัญหาที่กระผมได้เรียนให้ทราบย่อ ๆ นะครับ ทางอนุกรรมาธิการก็ได้ นำมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งคิดว่าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้คิดว่า จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้หมด เพียงแต่ว่าการแก้ไขกฎหมายนั้นน่าจะเป็นช่องทางหรือโอกาส หรือเป็นการบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดีขึ้นเท่านั้น กฎหมายที่จะมีการแก้ไขมีทั้งหมด ๔๕ มาตราด้วยกัน กระผมขอแยกสรุปเป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้ ซึ่งคงไม่ได้ไล่ตาม ลำดับมาตรานะครับ

ประเด็นแรก เป็นการแก้ไขกฎหมายทางด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของ กรุงเทพมหานครเพื่อให้การบริหารงาน การบริการดีขึ้น ข้อแรก ก็คือได้มีการปรับปรุง ทางด้านอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร อันเนื่องมาจากในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ มีการลงประชามติไปแล้วในมาตรา ๒๕๐ ได้กำหนดว่า การจัดบริการสาธารณะหรือกิจกรรม สาธารณะใดที่สมควรให้เป็นหน้าที่และอำนาจโดยเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการใดให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ นั่นก็หมายความว่าแต่ก่อนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะร่ายยาว เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ว่าทำอะไรบ้าง ซึ่งมีอยู่หลายเรื่อง แต่ตอนนี้เราจะมาแยกให้ชัดว่า หน้าที่ใดเป็นหน้าที่เฉพาะ หน้าที่ใดเป็นหน้าที่หลัก หน้าที่ใดเป็นหน้าที่ที่เลือกหรืออาจทำ เหมือนอย่างรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐ แล้วก็ยังแยกไปกำหนดเป็น แนวนโยบายแห่งรัฐ เมื่อเราถือหลักอันนี้ก็ไปปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร สรุปว่าเมื่อแยกแล้วเราจะได้ หน้าที่หลักของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น ๓๒ ข้อ แล้วก็อำนาจหน้าที่ที่เป็นหน้าที่ เหมือนกับเป็นแนวนโยบายเพิ่มขึ้นมาอีก ๙ ข้อ รวมเป็น ๔๑ ข้อ จากของเดิมที่มีอยู่ ๒๗ ข้อ

ประการที่ ๒ เป็นการปรับปรุงวิธีการจัดบริการสาธารณะให้มีความยืดหยุ่น ให้มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับส่วนราชการ ส่วนราชการนี่ก็ทั้งส่วนกลาง ทั้งส่วนภูมิภาคที่อยู่บริเวณรอบ ๆ กรุงเทพมหานคร ทั้งบุคคล ทั้งคณะบุคคล ทั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ทั้งภาคประชาชน เพื่อให้เปิดกว้างในการที่กรุงเทพมหานคร สามารถที่จะจัดบริการสาธารณะได้อย่างหลากหลาย หากติดขัดปัญหางบประมาณก็สามารถ ที่จะร่วมดำเนินการกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ อันนี้ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเลือก แนวทางการจัดบริการสาธารณะให้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน จริง ๆ ก็เป็น แนวหลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

ประการที่ ๓ กำหนดบทบาทอันนี้สำคัญนะครับ ให้สำนักงานเขต เป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะ เพราะเราเห็นว่าเขตหรือสำนักงานเขตนั้น เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้กับประชาชน เราก็ได้กำหนดให้เขตเป็นหน่วยบริการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเขต ให้เขตสามารถมีงบประมาณเป็นของตัวเอง ให้เขตสามารถจัดทำ แผนของตัวเอง แล้วก็สามารถที่จะบริหารงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้ได้มากขึ้น กว่าเดิม

ประการต่อไป ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติให้เขต ให้กรุงเทพมหานครสามารถ ที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล อันนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ได้กำหนด เพราะเหตุที่กรุงเทพมหานครในขณะนี้ปัญหาประการหนึ่งก็คือ ขาดเอกภาพ ในการที่จะบริหารงาน เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ว่าจะให้กรุงเทพมหานคร มีอำนาจอย่างโน้นอย่างนี้ในการแก้ไขปัญหา เพราะเหตุที่อำนาจหน้าที่ก็จะไปซ้ำซ้อนกับ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เสนอก็คือ ให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นในเมืองหลวง แล้วก็ ปริมณฑลรอบ ๆ ที่มีหลายหน่วยงานจะต้องมาช่วยเหลือกัน โดยให้นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็ให้มีการแก้ไขปัญหา จัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหา จัดทำยุทธศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาเมืองหลวง แล้วก็จัดทำยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับปริมณฑลต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นการบัญญัติกฎหมายเพิ่มขึ้น

ประการต่อไป ปรับปรุงเรื่องรายได้ของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้กรุงเทพมหานคร มีรายได้สูงขึ้นในการที่จะจัดบริการสาธารณะต่าง ๆ ก็มีอีกหลายประการทีเดียวนะครับ ที่กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีรายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องภาษีบุหรี่ ภาษีน้ำมัน ภาษีผู้พักแรม ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะอะไรต่าง ๆ นะครับ อันนี้ก็เพื่อที่จะปรับปรุง ประสิทธิภาพในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางในการที่จะ แก้ไขปัญหาทางด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของกรุงเทพมหานครทางด้านเรื่องของ อำนาจหน้าที่

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมเข้าใจว่าได้มีการนำเสนอตัวร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ กรุงเทพมหานครนะครับ แล้วก็ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา เมืองหลวงและปริมณฑลตามที่แผ่นภาพได้นำเสนอค่อนข้างครบถ้วน ท่านธวัชชัย มีอะไรจะเพิ่มเติมไหมครับ เผอิญทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นได้ขออนุญาตแจ้งผู้มาชี้แจงเพิ่มเติมอีก ๑ ท่านนะครับ ก็คือ ท่านสมภาคย์ สุขอนันต์ ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร และเป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการ การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ก็แจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบนะครับ เดี๋ยวสักครู่ พอคณะกรรมาธิการได้แถลงรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะให้ทางสมาชิกได้อภิปราย แสดงความคิดเห็นนะครับ ก่อนที่จะให้ทางกรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามสมาชิก หลังจากนั้น เราก็จะลงมติกันนะครับ เชิญท่านธวัชชัยต่อครับ

นายธวัชชัย ฟักอังกูร กรรมาธิการ 🔗

อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของการมี ส่วนร่วมของภาคประชาชนได้เสนอนะครับ เป็นข้อเสนอเพื่อให้มีกลไกภาคประชาชน อันนี้ก็เป็นไปตามข้อกำหนดนะครับ โดยให้มีภาคประชาชนในรูปแบบของคณะกรรมการ ประชาคมเขต ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนภาคประชาชนในด้านต่าง ๆ ๑๐ คน ถึง ๒๐ คน เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญสาขาด้านต่าง ๆ นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่นะครับ เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐที่จะส่งเสริม ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการของภาคประชาชน จะมีอยู่ในทุกเขตเพื่อที่จะได้ช่วยกันดูเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารงาน กับเขตทุกเขต อันนี้ก็เป็นเรื่องของการส่งเสริมกระบวนการของภาคประชาชน

ต่อไปเป็นการปรับปรุงด้านโครงสร้างการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร อันนี้เป็นการปรับบทบาทของเขต นอกจากจะกระจายอำนาจไปยังประชาชนให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบของคณะกรรมการประชาคมเขต แล้วเราได้มีข้อเสนอให้ยกเลิก สภาเขต ซึ่งปัจจุบันนี้เขตของกรุงเทพมหานครก็จะประกอบไปด้วยเขตกับสภาเขต เมื่อเรามี ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในรูปของคณะกรรมการประชาคมเขต แล้วก็ได้มีการเสนอให้ ยกเลิกสภาเขตออกไป ซึ่งภาคประชาชนก็จะเข้ามามีบทบาทแทนในรูปของสภาเขต อันนี้ก็เป็นกระบวนการมี ส่วนร่วมของภาคประชาชนที่อยู่ในเขตต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นก็ได้มีการ ปรับปรุงเรื่องของหลักการในเรื่องของการป้องกันการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้น อันนี้เราก็ไปเอา ข้อห้าม ข้อกำหนด เกี่ยวกับเรื่องของข้อห้ามมิให้มีการแปรญัตติงบประมาณ ข้อห้ามมิให้ กระทำการไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางตรงทางอ้อม ต้องพ้นจากสมาชิกสภาพ ถ้าหาก ผู้บริหารอนุมัติก็ต้องพ้นด้วย รวมทั้งข้าราชการ ซึ่งมีอายุการเรียกเงินคืน ๒๐ ปี อันนี้ก็เป็น หลักการที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มีการกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะ ดำรงตำแหน่งสมาชิก เช่น ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ถึงแม้จะต้องมีการรอการลงโทษ ก็ตาม เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริต ถูกศาลสั่งริบทรัพย์เพราะร่ำรวยผิดปกติ ถูกลงโทษจำคุกตามความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. ถูกศาลสั่ง มีความผิดตามกฎหมายกู้ยืมเงิน ฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด กฎหมายการพนัน กฎหมายฟอกเงิน กฎหมาย เลือกตั้ง เหล่านี้เป็นต้น มีการกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เรื่องของผลประโยชน์ขัดกัน การเป็นคู่สัญญาทางตรงทางอ้อม ไม่ใช้สถานะของการ เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไปก้าวก่ายแทรกแซงโดยตรงโดยอ้อม ก้าวก่ายการปฏิบัติ ราชการ การมีส่วนร่วม ใช้จ่ายงบประมาณ การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ เหล่านี้ ก็เป็นข้อเสนอในกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ก็เป็นสาระของการ ปรับปรุงกฎหมายของกรุงเทพมหานครครับ

เรียนท่านประธานครับ นอกเหนือจากข้อเสนอทางด้านการแก้ไขกฎหมาย ของกรุงเทพมหานครนะครับ ก็จะมีเอกสารถัดไปนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของรายงาน เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลที่เคยได้เรียน เมื่อสักครู่นี้ว่าในข้อกฎหมายนี้เราได้มีการเสนอให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การแก้ไข ปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลขึ้นมา ขณะเดียวกันสิ่งที่เสนอเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นข้อเสนอ ในการแก้ไขกฎหมาย แต่รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่เป็นข้อเสนอที่ไม่ต้องรอกฎหมายนะครับ เป็นข้อเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล ซึ่งสามารถที่จะกระทำได้ทันทีถ้าได้มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีให้ ความเห็นชอบแล้วนะครับ คณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนะครับ คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่รอบ ๆ ปริมณฑลต่าง ๆ นี่นะครับ มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ เพื่อที่จะพัฒนา ป้องกัน แก้ไขปัญหา เมืองหลวง ก็หมายความว่าต่อไปนี้งานในกรุงเทพมหานคร ถ้าหากจะมีปัญหาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน คณะกรรมการชุดนี้เขาจะมาดูว่าจะมีการวาง แนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างไร มีแผนปฏิบัติการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา มีการแบ่งอำนาจหน้าที่กันเพื่อเป็นการที่จะเสริมสร้าง แล้วก็ให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร โดยมีกรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการนะครับ

วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีคณะกรรมการชุดนี้ก็เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ของกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นปัญหาที่ส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไข อันนี้ เราก็จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนะครับ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก็สามารถ ที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลได้เลยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางกรรมาธิการมีชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีเพิ่มเติมผมจะให้ท่านสมาชิก ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ ขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันก็รู้สึกว่ามีความยินดีเป็นอย่างมากที่ทางกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นของ สปท. เอง ได้เตรียมจัดทำร่างกฎหมาย ที่สำคัญขึ้นมาหลายฉบับ แล้วก็มีประเด็นที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งบังเอิญ เมื่อเช้าดิฉันมีภารกิจไม่สามารถที่จะมาร่วมได้ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอาจจะฝากไว้ตรงนี้ แล้วก็จะอภิปรายเพิ่มเติมในประเด็นที่กำลังพิจารณากันอยู่ก็คือ เรื่องการบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วก็จะขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อยนะคะ ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อย เกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่สำคัญก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาจจะเป็น ประเด็น ดิฉันอยากจะให้ศึกษาให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่เราได้ผ่านการลงประชามติ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๗ ที่ผ่านมา เพราะว่ามีหลายประเด็นที่อาจจะยังไม่สอดคล้องอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการมีส่วนร่วมที่มิใช่มีเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น แต่ว่ามันมี การมีส่วนร่วมที่ไปไกลกว่านั้น โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นนะคะ ในเรื่องของการตัดสินใจ ก็มีความสำคัญ ถ้าเป็นระดับชาติมักจะเป็นการตัดสินใจ หมายถึงฝ่ายบริหารเป็นหลัก แต่ว่าในระดับท้องถิ่นน่าจะมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถที่จะร่วมตัดสินใจได้ เพราะว่า มันเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อพวกเขา

นอกจากนี้ในประเด็นมาตรา ๑๒๓/๒ คือมีคำว่า จะต้องมีการดำเนินการ ให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่เกี่ยวข้องและที่อาจได้รับผลกระทบ น่าจะเป็น คำว่า และผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียก็หมายถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและ ทางลบนี่นะคะ แล้วก็เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบทางตรงทางอ้อม อะไรอย่างนี้นะคะ ส่วนผู้เกี่ยวข้องก็จะมีความกว้างขวางมากขึ้นอีกครั้งหนึ่งนะคะ อันนี้น่าจะมีการปรับตรงนั้น นอกจากนี้ในกรณีที่มีการตัดสินใจไปแล้ว แล้วก็ยังเกิดผลกระทบอยู่จะมีการดำเนินการ อย่างไร ในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงนะคะ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องมีเรื่องของ การทบทวนหรือการเยียวยาหรือว่ามีการพิจารณายกเลิก น่าจะเป็นเรื่องแบบนั้น เพื่อที่จะให้ กระบวนการของการมีส่วนร่วมมีความหมายมากขึ้น

นอกจากนี้ในมาตราต่อไปที่เป็นเรื่องที่สำคัญบอกว่าจะมีกลไกภาคประชาชน ตรงนี้กลไกภาคประชาชนต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย คือมีร่วมริเริ่มตั้งแต่ เริ่มแรก แล้วก็ผู้ที่เข้าร่วมต้องมีความสามารถ มีความเสมอภาค มีอิสรภาพในการเข้าร่วม แล้วก็ต้องมีการคิดในแนวของพหุนิยม พหุภาคีในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างแท้จริง ตรงนี้ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าคณะกรรมการประชาคมเขตจะมาจากภาคส่วนต่าง ๆ เพราะว่า เป็นเรื่องของการคัดเลือกโดยกรรมการเป็นการคัดเลือกโดยข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมี รองปลัด กทม. ผู้ตรวจราชการประจำเขตและผู้อำนวยการเขตมีหน้าที่พิจารณาคัดเลือก ประธานกรรมการประชาคมเขต ซึ่งอันนี้ดิฉันมีความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะว่าผู้ที่จะมา สุดท้ายก็มาจากการคัดเลือก ไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนเขาช่วยกันคัดเลือก เพราะฉะนั้นประชาชนที่อยากจะเป็นอยากจะมีส่วนในการทำงานร่วมกับ กทม. ก็อาจจะ ไม่ได้เข้ามา เพราะว่าไม่รู้จักกับบุคคลเหล่านั้นซึ่งเป็นข้าราชการ มันก็ไม่ค่อยตอบสนองกับ เรื่องของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงสักเท่าไร เพราะสุดท้ายก็เป็นพวกเดียวกัน ก็ไม่สามารถ ที่จะมาตรวจสอบกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ประชาชนเข้ามาจริง ๆ ประชาชนต้องสามารถ ที่จะติดตามตรวจสอบการทำงานได้นะคะ ดิฉันอยากจะให้มีความหมายมากกว่านั้น แล้วดิฉันก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปยุบ ส.ข. นะคะ เพราะว่ามันไม่เหมือนกัน ส.ข. มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน แต่กรรมการนี้มาจากการคัดเลือก เพราะฉะนั้นที่มาไม่เหมือนกัน เลยนะคะ ความหมายของการได้มาต่างกันมาก เพราะฉะนั้นเรากำลังจะส่งเสริมเดินหน้า ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ตรงนี้สวนทางนะคะ ลองทบทวนอีกทีหนึ่งดีไหมคะ ดิฉันอยากจะให้ทบทวนเยอะ ๆ เลยนะคะ ในเรื่องนี้รู้สึกว่าไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ประเด็นภารกิจของกรรมการที่จะเข้ามานะคะ กรรมการเหล่านี้ เป็นผู้ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนอะไรอย่างนี้แต่ไม่สามารถที่จะร่วมริเริ่มได้ ดิฉันอยากจะให้ดูตัวแบบของเกาหลี เกาหลีมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณเลยนะคะ แล้วก็มีการกันงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อที่จะ สนับสนุนโครงการที่เสนอโดยประชาชนและมีกรรมการภาคประชาชนมาร่วมกันพิจารณา โครงการเหล่านี้ รวมทั้งประชาชนของนครโซลหรือนครต่าง ๆ ของเกาหลีนี่เขาก็จะสามารถ เข้ามาร่วมกันโหวตจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ ที่ประชาชนเสนอเข้ามาได้ แต่ตรงนี้ดิฉันยังไม่เห็นนะคะ อยากจะให้มีการเติมตรงนั้น อาจจะไปเอาตัวอย่าง หลาย ๆ ประเทศที่เขามีเรื่องของการมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณเข้ามา เพราะว่าใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เราผ่านประชามติไปก็มีเขียนถึงเรื่องนี้ ตลอดจนในเรื่องของการจัดทำ งบประมาณ ในการจัดสรรจะต้องมีการคำนึงถึงความเสมอภาค ตั้งแต่เสมอภาคทางเพศ เสมอภาคระหว่างวัยอะไรทั้งหลายทั้งปวง ดิฉันคิดว่าท้องถิ่นจะเป็นองคาพยพเบื้องต้นเลย ที่สามารถที่จะนำแนวนโยบายของรัฐที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงได้ ดิฉันมีความคาดหวังอย่างมากนะคะ โดยอยากจะให้ไปดูมาตรา ๗๑ วรรคสี่ของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ดิฉันคิดว่าน่าจะเอามาเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะทำให้ สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นอย่างมากนะคะ

นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องของภารกิจอาจจะน้อยไปนิดหนึ่งสำหรับกรรมการ คือสุดท้ายเลยถ้ากรรมการมาจากการคัดเลือกดิฉันว่าอย่ามีเสียดีกว่า เพราะสุดท้าย ก็คัดเลือกพวกเดียวกันเข้ามา แล้วประธานก็กลายเป็นข้าราชการอีก ประธานก็เป็นตัว ผอ. เขต ซึ่งก็มา ๆ ไป ๆ นะคะ ไม่ใช่คนที่อยู่ที่นั่น แล้วจะมีความรู้ได้อย่างไร แล้วเรียกว่า เป็นกรรมการของประชาชนได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่ใช่ประชาชน ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็น อีกเหมือนกันนะคะว่าจะทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้นได้อย่างจริง ๆ นะคะ เอาละคราวนี้ ดิฉันขออนุญาตนิดหนึ่งนะคะ ขอเวลาแค่นาทีเดียวในการที่จะย้อนกลับไปเมื่อเช้าซึ่งดิฉันไม่อยู่ ดิฉันแค่ฝากไปแค่นั้นเองว่ามีบางประเด็นในกฎหมายเมื่อเช้านี้ที่ไม่สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญ เช่นในมาตรา ๘๒ ดิฉันอยากให้ไปดูนะคะว่า เรื่องของการจัดการศึกษา ก็พ่วงไปกับเรื่องของ กทม. ด้วย ดิฉันถือว่าอยู่ด้วยกันนะคะ เรื่องของการให้ท้องถิ่น จัดการศึกษาในนั้น ท่านจะให้จัดแค่ปฐมวัยหรืออย่างไร อันนี้เป็นต้นนะคะ

แล้วก็นอกจากนี้ ในเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา ตกลง ท่านจะให้แค่ส่งเสริมและสนับสนุน เราจัดเองได้ไหม ท้องถิ่นจัดเองได้ไหม พอดีดิฉันไม่ทราบว่า สรุปแล้วจัดเองได้ไหม เพราะในนี้ไม่ได้เขียนว่าให้จัดเองนะคะ แล้วก็มีคำว่าในมาตรา ๙๙ เมื่อเช้านี้นะคะ ที่บอกว่าจัดให้มีสาธารณูปโภค แล้วการจัดบริการสาธารณะที่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ จะไม่เป็นไปตามนั้นหรืออย่างไร หรือว่าจะอย่างไรนะคะ ก็ขอให้ ท่านลองทบทวนร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณากันอยู่ตอนนี้ แล้วก็มีประเด็นหนึ่งดิฉันลืมไป คือมาตรา ๑๒๓/๒ ของร่างกฎหมาย กทม. นี้นะคะ ดิฉันอยากจะให้เติมสักเล็กน้อย ในเรื่องของที่บอกว่า ถ้าการนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต สุขภาพของประชาชน หรือสิ่งแวดล้อม ดิฉันอยากให้เติมคำว่า วัฒนธรรม เข้าไปด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ นะครับ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ผมได้ดูรายงานของท่านกรรมาธิการ ในเรื่องการบริหารกรุงเทพมหานคร แล้วก็ร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ ก็ต้องยอมรับนะครับว่า พยายามที่จะแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ปัญหาของกรุงเทพมหานครเป็นปัญหา ที่ทับซ้อน เป็นปัญหาที่เราพยายามที่จัดระบบงานบริหารราชการของกรุงเทพมหานคร ไปในแนวทางที่เรียกว่า กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่ในสภาพความเป็นจริงเมือง กรุงเทพมหานครเองแม้จะบอกว่าการบริหารเป็นของท้องถิ่น แล้วก็บอกเป็นเรื่องของ รูปแบบพิเศษต่างจากท้องถิ่นทั่ว ๆ ไปก็ตาม ในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครมันเป็น เรื่องที่ยากกับการที่จะทำให้สำเร็จได้ เพราะว่าความทับซ้อนของหน่วยงานในการบริหารงาน ของท้องถิ่นในระดับเมืองหลวงกับระบบงานราชการส่วนกลางยังเป็นหน่วยงานที่เป็น การแก้ปัญหาในเรื่องเดียวกันหรือทำงานในเรื่องเดียวกัน มันจึงเป็นการยากครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าในการเลือกตั้งผู้บริหารกรุงเทพมหานครที่ผ่านมามันก็น่าสนใจว่า การเลือกตั้งในระดับชาติ อย่างเช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ได้รัฐบาล ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งคนกรุงเทพมหานคร ก็เลือกพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พอไป ระดับท้องถิ่น ไประดับกรุงเทพมหานครก็ไปเลือกอีกพรรคหนึ่ง ก็จะเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่แปลก ทำให้ในการบริหารของกรุงเทพมหานครนั้นมันไม่สอดรับกัน เพราะว่าเป็นปัญหาทางการเมืองที่มาจากคนละฝ่าย สิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการพยายามแก้ปัญหา ก็พยายามฟังดูว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ท่านก็เสนอว่าให้มีกรรมการกลางขึ้นมาชุดหนึ่ง มาจากในหลาย ๆ ส่วน ก็น่าจะดูดีนะครับ น่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจครับว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นมันจะแก้ได้ตรงจุดตรงประเด็นหรือไม่ เพราะว่าความซับซ้อน ของหน่วยงานไม่ใช่อยู่แค่กรรมการอย่างเดียว เรื่องของกรุงเทพมหานครนั้นจะอยู่กับ หลายกระทรวงไม่ใช่แค่ตั้งกรรมการแล้วจบ เพราะการตั้งกรรมการดังกล่าวนั้น อาจจะมี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม แต่มันไม่เหมือนกับไปร่วมประชุมใน ครม. ถ้าหากว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งถือว่าเป็นการบริหารพื้นที่พิเศษสามารถที่จะ ทำงานร่วมกับรัฐบาลได้สอดคล้องต้องกันแม้อาจจะมาจากคนละพรรคก็ตาม มันก็อาจจะ ทำให้การบริหารแก้ปัญหากรุงเทพมหานครนั้นได้ดีขึ้น ถ้าหากเป็นไปได้ในการประชุม ครม. ที่เกี่ยวกับหน่วยงานหรืองานของกรุงเทพมหานครแต่ละครั้งก็น่าที่จะให้ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครนั้นได้รับโอกาสจากคณะรัฐมนตรีในการที่จะเข้าร่วมประชุมกับ คณะรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานของกรุงเทพมหานครด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุด กรุงเทพมหานครมีทั้งสาธารณสุข หน่วยงานรัฐบาลกลางก็มี โรงพยาบาลในกระทรวง สาธารณสุข กทม. ก็มีโรงพยาบาล กทม. ในส่วนราชการของรัฐบาลกลางเองมี กระทรวงศึกษาธิการ กทม. ก็มีโรงเรียนของ กทม. นะครับ ในขณะเดียวกันพื้นที่ของกรุงเทพมหานครก็เป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลางมันซับซ้อนกันไปหมด ครับท่านประธาน หน่วยงานที่จะต้องมาบริการประชาชน ยกตัวอย่างของจราจรอย่างนี้นะครับ มีตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีตั้งแต่กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทก็อยู่ในพื้นที่ กทม. ก็มีนะครับ รวมถึงงานของ กทม. เองที่ต้องรับผิดชอบบางส่วน ในเรื่องงานจราจรท่านคิดแค่นี้ ครับท่านประธาน มันก็สับสนอลหม่าน การแก้ปัญหามันไม่สามารถจะแก้ได้นะครับ ตามรายงานนะครับ ก็พยายามที่จะดู แล้วก็มีบางส่วนที่เห็นว่าสามารถจะนำมาร่วมแก้ไข ปัญหากันได้ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ในเรื่องเหล่านี้ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการ การแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ ผมก็พยายามดูว่าการแก้ปัญหาจราจรที่เสนออย่างไรก็คงได้ ส่วนหนึ่งเท่านั้น นี่ยกตัวอย่างให้เห็นนะครับท่านประธาน มันเป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้อง บูรณาการให้ฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานครนั้นสามารถที่จะร่วมแก้ปัญหากับรัฐบาลกลางให้ได้ นี่คือตัวอย่างของความทับซ้อน ความทุกข์ของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครนี่ครับ ท่านประธานครับ อยากจะเสนอว่าการแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชน ชาวบ้านนั้น ต้องแก้ทุกเรื่อง ในกรุงเทพมหานครเองพยายามแยกนะครับว่างานของ กทม. คืออะไร แต่จริง ๆ แล้วความทุกข์ของประชาชนในกรุงเทพมหานครนั้นควรได้รับการดูแลจากท้องถิ่น จากพื้นที่ แม้กระทั่งเรื่องที่จะถูกตั้งด่าน ถูกเรียกผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประชาชนเองนั้นจะต้องได้รับการดูแลจากกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน กรุงเทพมหานคร จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของตนมันไม่ได้ เพราะว่าความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน กรุงเทพมหานครต้องแก้ได้ทุกเรื่องนะครับ การทำงานในระบบราชการของกรุงเทพมหานคร ต้องปรับปรุงปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีกฎหมายอำนวยความสะดวก แต่ปรากฏว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิมมากน้อย แค่ไหน กฎหมายบอกว่าเป็นกฎหมายอำนวยความสะดวก แต่ประชาชนก็ไม่ได้สะดวก เพราะว่ายิ่งออกกฎหมายมาเท่าไรนี่นะครับ ระบบงานราชการเองนั้นก็จะสร้างเงื่อนไข ให้ประชาชนต้องปฏิบัติมากขึ้น ก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่การที่จะขออนุญาต นี่คือสภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นในกรุงเทพมหานครเอง ในระบบงานราชการของกรุงเทพมหานคร ควรจะต้องตั้งแนวทางการบริหาร ให้บริการประชาชนในลักษณะที่ราชการเป็นพี่เลี้ยง นั่นหมายความว่าระบบงานราชการที่ว่าเป็นพี่เลี้ยงนี่นะครับ ไม่ใช่มาคอยจับผิดประชาชน ไม่คอยจับผิดชาวบ้าน แต่ต้องให้เป็นระบบงานราชการที่สามารถจะคอยดูแลเยียวยาแก้ไข ปัญหาให้ชาวบ้าน การที่มีประชาชนมายื่นขอใบอนุญาตหรือขออนุญาตทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นมา ระบบงานราชการของกรุงเทพมหานครเองจะต้องดูว่าจะแก้ไขให้ชาวบ้านได้อย่างไร ไม่ใช่จะปฏิเสธแล้วก็บอกว่าเป็นความผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เรื่องใดก็ตามที่ยื่นขออนุญาต เข้ามาแล้วนี่นะครับ ถ้าหากว่าติดโดยเงื่อนไขใดก็ควรที่จะต้องเสนอแนะแนวทางหาทางออก ให้นะครับ ไม่ใช่พอจ่ายเงินใต้โต๊ะแล้วนะครับ แล้วก็สำเร็จได้ทุกเรื่องมันก็จะกลายเป็นว่า ไม่มีใครกล้าที่จะทำถูกกฎหมาย ไม่มีใครกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าหากว่าให้ราชการ เป็นพี่เลี้ยงมากกว่าที่จะคอยจับผิดชาวบ้าน คอยจับผิดประชาชนมันก็จะทำให้งาน ของกรุงเทพมหานครนั้นเป็นที่พึงพอใจของพี่น้องประชาชนได้ นอกจากนี้ครับท่านประธาน เราจะเห็นได้อย่างหนึ่งว่าในการที่จะปรับปรุงพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเองนั้น ยกตัวอย่าง เห็นชัดเจนในเรื่องของผังเมือง ในพื้นที่ที่จะต้องบริหารผังเมืองของกรุงเทพมหานครนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนสภาพความเป็นจริงนะครับ แต่กำหนดผังเมืองตามแนวทางตามอำเภอใจของฝ่ายบริหาร ในบางพื้นที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยแล้ว แต่กลายเป็นที่ธุรกิจไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นอยู่ในเงื่อนไขที่ชาวบ้านนั้นจะต้องดิ้นรน เพื่อจะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ ก็จะทำแต่เรื่องผิดกฎหมาย อย่างเช่นห้ามปลูกสร้างอาคาร มีขนาดกว้างเท่านั้นเท่านี้ในพื้นที่บางเขต แต่ปรากฏว่าไปติดด้วยเงื่อนไขของผังเมืองนี่นะครับ ทำให้ประชาชนนั้นจะต้องไปจ่ายใต้โต๊ะเต็มไปหมดเลย แล้วพอจ่ายใต้โต๊ะแล้วทำอย่างไร เจ้าหน้าที่จะหาทางออกให้ แล้วก็ขยายพื้นที่ให้ ออกใบอนุญาต ๒ ใบ ออกใบอนุญาต ๓ ใบ ไป ๆ มา ๆ ก็คือหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ไม่ถูกต้อง แต่สามารถหาวิธีการตามกฎหมายมาเป็น ช่องทางให้ราชการอนุมัติได้ นั่นหมายความว่า ก็จะต้องมีการวิ่งเต้น แล้วก็จ่ายเงินที่ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจของการบริหารกรุงเทพมหานคร ถ้าหากว่าเราจะ ปรับปรุงกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ เราต้องคำนึงถึงสภาพปัญหาเดิม และเอาสภาพปัญหา เดิมดังกล่าวนั้นมาเป็นทางออกว่าจะแก้อย่างไร ก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการที่พยายามเสนอ อยู่หลายเรื่อง แต่ในหลายเรื่องดังกล่าวนี้จะต้องให้เป็นรูปธรรม แล้วก็สามารถที่จะนำไป แก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง ก็ฝากไว้ว่าถ้าหากว่าในส่วนข้อเสนอดังกล่าวนี้ส่วนใดจะเป็น ประโยชน์แก่รายงานฉบับนี้ก็ช่วยกรุณาเพิ่มเติมเสริมให้สมบูรณ์ด้วย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

อีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงปัญหาของ กรุงเทพมหานครนั้นจะมีใครรู้เรื่องไปกว่าประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ท่านนินนาทและคณะคงจะไม่มีแล้วกระมังครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นว่าหลาย ๆ ปัญหาที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอเพื่อนำไปสู่ การปฏิรูปนั้นก็ยังมีปัญหาที่แฝงอยู่ภายในตัวของมันเอง ยกตัวอย่างอย่างเช่นกรรมาธิการพูด เหมือนกับที่รู้กันมาหลายสิบปี นั่นก็คือว่ากรุงเทพมหานครนั้นต้องรับประชากรแฝง อยู่จำนวนมาก ประชากรตัวเองมีอยู่ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ประชากรแฝงเข้าไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เรียกว่าถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีการตั้งคำถามหรือครับว่าต่อปัญหา ประชากรแฝงนี้ซึ่งนำมาสู่การจัดการปัญหาบริการสาธารณะที่กรุงเทพมหานครต้องรองรับนั้น จะจัดการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงปัญหาประชากรแฝงอย่างไร ท่านประธานครับ พอจะมี แนวคิดไหมครับว่าประชากรที่มาทำงานอยู่ใน กทม. แล้วเป็นประชากรแฝง สมมุติว่า เกิน ๖ เดือน เขาจะต้องถูกบังคับโดยระเบียบของ กทม. ว่าคุณจะต้องย้ายสำมะโนครัว ทะเบียนบ้านมานะ เพราะถ้าคุณทำตัวเป็นประชากรแฝงอยู่ กทม. ก็แบกรับพลเมืองซึ่งไม่มี ทะเบียนบ้านอยู่ และไม่ได้นับจำนวนประชากรไว้ ซึ่งตัวพวกนี้ท่านประธานครับ ก็น่าจะทำได้ โดยง่ายในยุคที่ทะเบียนบ้านก็เป็นระบบคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบทะเบียนพลเมืองหรือ ทะเบียนบัตรประชาชนนั้นก็ล้วนแต่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ การอำนวยความสะดวกว่าถ้าคุณ มาทำงานเกิน ๖ เดือน ก็ขอย้ายมาอยู่ จะย้ายมาเช่าบ้านอยู่หรือซื้อบ้านเองอะไรก็ตาม ก็น่าจะทำได้ เพราะตัวพวกนี้ไม่เพียงแต่มีผลในทางการทำเรื่องบริการสาธารณะเท่านั้น แต่เวลาการตัดสินใจในการบริหาร กทม. ในการเลือก ส.ก. เลือก ส.ข. เลือกผู้ว่า กทม. จนกระทั่งการเลือกผู้แทนในระดับประเทศ ประชากรเหล่านี้ต้องเดินทางกลับไปเพื่อจะไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องตลกครับ หรือว่าทาง กกต. ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งนอกเขตเกิดขึ้น แต่ทำไมไม่ให้เขาย้ายสำมะโนประชากรมาอยู่ ที่กรุงเทพฯ เสีย เปลี่ยนจากประชากรแฝงให้เป็นประชากรของ กทม. ก็น่าจะจัดการปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ได้

ประการต่อมาครับท่านประธาน กทม. เป็นเมืองใหญ่ อันนี้รับทราบกันดี อยู่แล้ว เมื่อเป็นเมืองใหญ่ก็จะเป็นศูนย์กลางและเป็นหัวใจของเศรษฐกิจของประเทศ ไปในตัวด้วย หลาย ๆ อย่างที่ กทม. น่าจะทำได้ แต่ผมไม่เข้าใจว่าติดขัดปัญหาซึ่งทาง กรรมาธิการได้นำเสนอไว้ด้วยหรือเปล่า นั่นก็คือปัญหาที่ กทม. เองจะต้องเป็นหน่วยงาน เหมือนประหนึ่งว่าเป็นหน่วยงานบริษัทมหาชนหรือเป็นหน่วยงานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง หน่วยงานหนึ่งด้วย เพราะว่า กทม. นั้นเวลาเราฟังก็จะฟังแต่เรื่องจ่ายสตางค์ ของบประมาณ เก็บภาษี แล้วก็ใช้จ่ายเงิน เป็นเหมือนกับหน่วยงานหรือเป็นบริษัทหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศในด้านปกครองท้องถิ่น แต่เราจะได้ยินแต่เรื่องว่าเป็นหน่วยงานเหมือนกับหน่วยงาน ราชการอื่น ๆ ที่นับวันจะต้องขอเงินจากรัฐบาลไปทำอุโมงค์น้ำท่วมบ้าง ท่านผู้ว่า กทม. ก็คงสนิทกันดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ปัญหาน้ำท่วมก็ได้งบไปอีก ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท ยิ่งผู้ว่า กทม. กับรัฐบาลเป็นพวกเดียวกัน ก็ดูเหมือนการแบมือขอ ออกจะเป็นเรื่องถนัด พูดว่าแบมือขอก็ดูกระไรอยู่ ก็เพราะว่าใคร ๆ ก็รู้ว่า กทม. นั้นต้องแบกรับ ปัญหาเยอะ ไม่ให้งบประมาณไปก็ดูจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันถ้าเรามีผู้บริหาร กทม. หรือมีกฎระเบียบรองรับว่า กทม. สามารถมีบริษัทหรือเป็นรัฐวิสาหกิจที่หารายได้ของ ตนเองในเชิงเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่สามารถดูแลตัวเองได้ในการหา สตางค์เป็น พูดง่าย ๆ กทม. ต้องคิดหาสตางค์เองเป็นบ้าง เพราะหลาย ๆ โครงการนั้น ก็สามารถที่จะทำในเชิงธุรกิจที่ดูแลตัวเองได้ ผมยกตัวอย่างเช่น กทม. จะสร้างแฟลตดินแดง จะทุบแฟลตดินแดงเพื่อจะสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการหรือคนยากคนจน ก็รั้งรอมาเรื่อย หรือสิ่งหนึ่งที่ฮิต (Hit) ที่สุดก็คือรองบประมาณ รออะไรอย่างนี้นะครับ ทั้ง ๆ ที่การสร้างแฟลต การลงทุน การคิดต้นทุน การหารายได้จากทุนที่ลงไป ล้วนแต่เป็น เรื่องที่ กทม. คิดเองได้ ทำเองได้ นอกจากนั้นถ้า กทม. ได้มีระเบียบ เพราะว่าอะไร ๆ ก็ระเบียบ หรืออะไร ๆ ก็ต้องของบรัฐบาล เวลาแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะอ้างว่างบไม่มี งบไม่พอ รองบอยู่ เราก็เลยกลายเป็นว่าศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่ที่เรียกว่า เมืองหลวง เมืองที่น่าเที่ยว ที่สุด ที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครนั้นก็กลายเป็นผู้บริหารที่รอแต่งบประมาณหรือรอแต่การ จัดเก็บรายได้ สนใจแต่เรื่องเก็บภาษีป้ายได้หรือไม่ได้ สนใจแต่ภาษีโรงเรือนหรืออะไรพวกนี้ แต่ว่าแท้ที่จริงแล้ว กทม. ก็สามารถที่จะคิดลงมือทำ สั่งสมประสบการณ์ในการทำให้ กทม. นะครับ โดย กทม. นี่สามารถเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่ร่วมลงทุนกับเอกชนที่เขาเรียกอะไรครับ พีพีพี (PPP) เอาเงินมาเพื่อการพัฒนา กทม. อีกทางหนึ่ง ผมไม่ได้หมายความว่าให้ กทม. เป็นบริษัท แล้วไม่ต้องของบรัฐ แต่อีกทางหนึ่ง หรือหลาย ๆ ทางที่ กทม. จะคิดค้นเห็นปัญหาแล้วก็สามารถลงมือได้ด้วยตัวเอง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ที่สวนจตุจักร สมัยหนึ่งวิ่งกันน่าดูเลยครับท่านประธานครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ วิ่งทำอะไรครับ น่าขำที่สุด วิ่งขออะไรนะ สัมปทานทำส้วม ทำห้องน้ำครับ เอกชนอยากทำห้องน้ำ ไปวิ่ง กทม. กทม. บอกเป็นที่รถไฟ อะไรทำนองนี้ครับ นั่นก็คือเอกชนเขามองเห็นว่าทำห้องน้ำที่จตุจักรมันเก็บค่าห้องน้ำได้ สามารถมีกำไรได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ กทม. ก็สามารถที่จะทำห้องน้ำซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของเมืองหลวงนะครับ ที่คนเยอะ ๆ นี่เราภูมิใจมากเลย มีคนเข้าออก กทม. นะครับชนิดที่ไม่อยู่มาธุระ มาเที่ยว ปีหนึ่งเป็น ๑๐ ล้านคน ตัวเลขของกรรมาธิการให้มาอยู่ตรงหน้าผมนี่ ปีหนึ่งเป็น ๑๐ ล้านคน ความหมายก็คือคนขาจรมาออกไป เข้ามากลับไป อะไรทำนองนี้เป็น ๑๐ ล้านคน แต่ขณะเดียวกันถ้าท่านอยู่แต่ในโรงแรม ท่านก็คิดว่าโอเค (Okay) เข้าห้องน้ำสะดวก แต่พอท่านไปเที่ยว รวมทั้งนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะจีน แขกอะไรก็ตามครับ เขาต้องการห้องน้ำดี ๆ ห้องน้ำสะอาด ๆ ห้องน้ำติดแอร์ (Air Condition) ห้องน้ำที่มีคนดูแล กทม. ก็มีความรู้สึกว่า รู้ว่านักท่องเที่ยวเขาวัดความน่าท่องเที่ยวด้านหนึ่งจากการใช้ห้องน้ำ แต่ในที่สุดข้ออ้าง ก็เหมือนเดิมเลยครับ ไม่มีงบประมาณ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับนี่ผมยกตัวอย่างที่เล็ก ที่สุดแล้วนะครับ เป็นรูปธรรมที่สุดแล้วนะครับว่า ถ้า กทม. สามารถเนรมิตห้องน้ำที่สะอาด ที่สะดวกและเก็บสตางค์ได้ด้วย ได้เงินด้วยนะครับจากนักท่องเที่ยวที่เข้าออก ที่ท่านบอกว่า เป็น ๑๐ ล้านคนต่อปีนี่นะครับ ก็สามารถทำเงินได้ด้วย บริการสาธารณะที่ดีได้ด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาที่เราได้ยินมา ๒๐ ปีแล้ว ผมได้ยินมา ๒๐ ปีแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคล้ายคลึง กันนี้จะทำที่จอดรถใต้สนามหลวงตั้งแต่สมัยคุณสมัคร สุนทรเวช จนกระทั่งมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันดีคืนดีท่านออกทีวี (TV) ว่าจะทำขุดใต้ดินท้องสนามหลวง กับถนนราชดำเนิน เพราะว่ามันไม่มีที่จอดรถจริง ๆ ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์นี่นะครับ ข้างบนมันเป็นสถานที่ที่เป็นโบราณสถานทั้งสิ้น ก็ไม่มีงบประมาณอีกละ ๒๐ ปีผ่านไปไม่มี งบประมาณอีกละ แต่เชื่อไหมว่าถ้าคิดในเชิงธุรกิจ โอ้โฮ ที่ก็ที่หลวง อยู่ใต้ถนนราชดำเนิน ก็ที่หลวง อยู่ใต้สนามหลวงก็ที่หลวง ก็ทำเป็นที่จอดรถก็เก็บสตางค์ เพราะว่ารถที่ไปก็เป็น รถท่องเที่ยวก็สามารถเอามาใช้ สมมุติไปกู้แบงก์มา ผมก็เชื่อว่าแบงก์ก็ให้ เพราะว่าเป็นที่ ไม่ต้องซื้อ เสียแต่ค่าก่อสร้าง เก็บค่าที่จอดรถแล้วก็ไปผ่อนแบงก์คืน มันน่าจะเป็นเรื่องปกติ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปนะครับ จริงอยู่ว่า ท่านทำได้สมบูรณ์ในเรื่องของข้อบัญญัติ ในเรื่องของระเบียบ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องราชการ ซึ่งมีความจำเป็น เป็นเรื่องของกฎหมายที่คนจะเดินต่อได้ แต่เรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องของ การแก้ปัญหาที่จะเผชิญหน้าหรือที่เป็นอยู่และที่จะปฏิรูปให้ดีขึ้นสำหรับเมืองหลวงแห่งนี้ ในเรื่องอย่างเช่นเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาเล็ก ๆ นี่นะครับ ในเรื่องคิดทางธุรกิจ หาสตางค์นะครับ ไม่ใช่คิดแต่จะใช้สตางค์นี่นะครับ ก็น่าจะได้อยู่ในวาระแห่งการปฏิรูปนี้นะครับ น่าจะอยู่ใน วาระแห่งการปฏิรูปนี้ในส่วนหนึ่งส่วนใดนะครับที่จะให้ กทม. ได้ยืนบนขาตัวเอง ในเชิงบริการสาธารณะแล้วก็เก็บสตางค์มาลงทุนได้ อะไรได้ ผมเลยเวลาไปนิดหน่อย ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกจะอภิปรายในรายงานฉบับนี้เพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิด การอภิปรายนะครับ ขอเชิญประธานอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ

นายธวัชชัย ฟักอังกูร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ มีอยู่ ๓ ท่านด้วยกันนะครับ

ท่านแรกท่านถวิลวดีได้พูดเกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมการประชาคมเขต อยู่หลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งตามร่างฉบับนี้ได้พูดหลักการกว้าง ๆ ไว้นะครับ แต่ว่าได้กำหนด ไว้ในวรรคหนึ่งบอกว่าจะต้องมีการตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องคณะกรรมการ ประชาคมเขต โดยกำหนดจำนวนคุณสมบัติ วิธีการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง ขั้นตอน แล้วก็การทำงานต่าง ๆ ไว้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าข้อคิดเห็นของท่านถวิลวดีสามารถที่จะนำไป จัดทำเป็นข้อบัญญัติเกี่ยวกับการวางแนวทางปฏิบัติให้คณะกรรมการประชาคมเขต ได้ดำเนินการตามข้อเสนอได้นะครับ

ของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลนะครับ ก็จะได้นำข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปปรับปรุงแก้ไขได้ ในรูปของการกำหนดแนวทางในเรื่องของการปฏิบัติเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การ แก้ไขปัญหาเมืองหลวง ซึ่งอาจจะต้องไปดำเนินการให้ครบทุกขั้นตอน ของการที่จะแก้ไขปัญหาซึ่งจะต้องมีการหยิบยกขึ้นมาว่าจะมีประเด็นในการแก้ไขปัญหา แต่ละเรื่องอย่างไรบ้าง

ส่วนเรื่องของการที่จะกำหนดเรื่องการที่ให้กรุงเทพมหานครดำเนินกิจกรรม ร่วมกับบุคคลอื่น อันนี้อยู่ในร่างของกฎหมายของกรุงเทพมหานครตั้งแต่มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ ซึ่งได้ดำเนินการตามข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องของกรุงเทพมหานครอาจทำกิจกรรม ร่วมกับบุคคลอื่นโดยการก่อตั้งเป็นวิสาหกิจกรุงเทพมหานครในรูปของการก่อตั้งเป็นบริษัท หรือถือหุ้นในบริษัทได้นะครับ แล้วก็ยังทำเกี่ยวกับเรื่องของวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ในเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ แล้วก็มีความคล่องตัวในการที่จะทำงานในเรื่องของการที่จะรวมทุน ร่วมหุ้นกับบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือทางราชการได้นะครับ ส่วนข้อเสนอ ที่ให้มานั้นคิดว่าตัวร่างที่ได้ร่างไว้ก็จะมีแนวทางในการดำเนินงานตามข้อเสนอได้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานนินนาทครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตเสริมการตอบปัญหาของท่าน ที่ได้กรุณาอภิปรายนะคะ

ของท่านถวิลวดี ขออภัยที่เอ่ยนามนะคะ ก็ยังพูดถึงเรื่องการจัดการศึกษา ซึ่งฝากเอาไว้สำหรับท้องถิ่นทั่วไปกับท้องถิ่นพิเศษ อันนี้ก็กราบเรียนว่าการจัดการศึกษา ตามหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ถ้าหากเป็นหน้าที่หลักเขาก็จะให้ทำ ในเรื่องของการจัดการศึกษาภาคบังคับ แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังมีการกำหนดเอาไว้ในหน้าที่ และอำนาจที่จะทำเพิ่มเติมได้ อย่างของกรุงเทพมหานครนั้นก็จะมีข้อ ก อำนาจตามข้อ ก และข้อ ข ข้อ ก นั้นเป็นเรื่องหลัก หลักก็คือจัดการศึกษาภาคบังคับ แต่ข้อ ข ก็ยังเพิ่มได้ ซึ่งก็มีการทำ อย่างของกรุงเทพมหานครเขาก็มีการจัดการศึกษาไปถึงขั้นระดับอุดมศึกษานะคะ ซึ่งของท้องถิ่นทั่วไปก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันนะคะ

ของท่านเสรีซึ่งได้กรุณานำเสนอให้ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้นได้มี โอกาสเข้าไปนั่งอยู่ใน ครม. อันนี้ดิฉันก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะคะ เพราะว่าในการแก้ปัญหา เมืองหลวงของเราในหลาย ๆ เรื่อง ถ้าหากท่านผู้ว่าได้มีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งอยู่ใน ครม. ซึ่งไม่ต้องไปลงมติอะไรกับใครเขา แค่นั่งรับฟังสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อ กรุงเทพมหานครก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้นได้ทันท่วงที แล้วก็รับทราบปัญหาต่าง ๆ นั้น ได้ทันท่วงทีเช่นเดียวกันนะคะ

ส่วนในเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและ ปริมณฑลนั้นต้องกราบเรียนอย่างนี้ค่ะว่า โดยปกติแล้วอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครนั้น ก็ยังคงเป็นไปตามที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมาย คือหลักนี่ หน้าที่และอำนาจของ กรุงเทพมหานครมีอย่างไรต้องทำไปตามนั้น แต่ขณะเดียวกันในพื้นที่กรุงเทพมหานครนี้ ยังมีประเด็นปัญหาที่กรุงเทพมหานครไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพังอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ

ประเด็นที่ ๑ คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีอำนาจในการดำเนินการนั้นแต่เพียงผู้เดียว ยังมีกระทรวงอื่น ๆ หรือหน่วยราชการอื่น ๆ หรือส่วนราชการอื่น ๆ นั้นได้มีส่วนในอำนาจนั้นด้วย ในการทำงานนั้นด้วย เช่นในเรื่องของ ปัญหาจราจรตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านธวัชชัยท่านได้กราบเรียน เพราะฉะนั้น ในการแก้ไขปัญหาจราจรกรุงเทพมหานครทำโดยลำพังไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้มีอำนาจนี้ แต่เพียงผู้เดียวนะคะ ส่วนราชการหลายแห่งก็มีหน้าที่และอำนาจที่จะต้องทำด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จำเป็นที่จะต้องมีการบูรณาการกันนะคะ เพราะฉะนั้นในข้อนี้ กรุงเทพมหานคร ทางท่านประธานก็เลยเสนอว่าน่าที่จะต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาเมืองหลวง อันนี้ก็ต่อเนื่องไปที่ปริมณฑลด้วย คือประเด็นแรกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในกรุงเทพมหานคร แต่กรุงเทพมหานครมิอาจแก้ไขได้โดยลำพังเนื่องจากเกี่ยวพันไปยัง อำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมอื่นของหน่วยราชการอื่น

ประเด็นที่ ๒ ที่มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและ ปริมณฑล ประเด็นที่ ๒ คือมีปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและส่งผลกระทบไปยัง ปริมณฑล หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในปริมณฑลและส่งผลกระทบมายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งอันนี้ กรุงเทพมหานครก็มิอาจแก้ได้โดยลำพัง จำเป็นจะต้องมีผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าเพื่อจะเป็น ผู้สั่งการหรือประสานสั่งให้มีการบูรณาการกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ในการแก้ไขปัญหานั้น เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมี คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลขึ้นนะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะเสริม การทำงานของกรุงเทพมหานครในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่นอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ตามลำพังของกรุงเทพมหานคร อันนี้ก็คิดว่าจะเป็น ส่วนที่จะสามารถทำให้การให้บริการสาธารณะของกรุงเทพมหานครและบางเรื่องที่มี ผลกระทบต่อปริมณฑลนั้นสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่นผังเมือง อย่างนี้ค่ะ เมื่อกรุงเทพมหานครกำหนดผังเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ สีเขียวนะ แต่ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่อีกในจังหวัดหนึ่งก็กำหนดว่าเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นถนนเส้นเดียวกันมองฝั่งซ้ายเป็นพื้นที่สีเขียว แต่มองฝั่งขวามีตึกรามบ้านช่อง เกิดขึ้นมากมาย อย่างนี้มันก็ไม่เหมาะสมสอดคล้องกันนะคะ ก็จำเป็นที่จะต้องมี คณะกรรมการชุดนี้เพื่อที่จะได้มีการบูรณาการ แล้วก็หาทางแก้ไขปัญหาที่ได้มาตรฐาน เดียวกันนะคะ อันนี้ก็เป็นต้น

สำหรับอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านเสรีก็ห่วงใยในเรื่องว่าจะทำอย่างไรให้การ บริการของกรุงเทพมหานครนั้นพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ในขณะปัจจุบัน ซึ่งกราบเรียนว่า เท่าที่ดิฉันเคยอยู่กรุงเทพมหานครก็เห็นเขามีการดำเนินการในเรื่องของการพยายามที่ จะให้มีวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) คือพี่น้องประชาชนไปถึงสำนักงานเขต ก็สามารถไปขอรับบริการได้ที่นั่น ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาจากวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) เป็นปัจจุบันคือแบงค็อก เซอร์วิส เซ็นเตอร์ (Bangkok Service Center) ซึ่งท่านทั้งหลายก็จะเห็นว่าถ้าท่านไปที่สำนักงานเขตก็จะมีแบงค็อก เซอร์วิส เซ็นเตอร์ (Bangkok Service Center) คือศูนย์ที่ท่านจะเข้าไปแล้วก็สามารถไปขอรับบริการ ในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียวกันมิได้หมายความว่าเรื่องที่ขอรับบริการนั้นจะสำเร็จในวันนั้น วันเดียว อย่างเช่นการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ตรงนั้นเป็นฟรอนต์ออฟฟิศ (Front Office) ที่จะรับเรื่องต่าง ๆ ของท่าน แล้วก็นำไปตรวจสอบ แล้วก็นำกลับมามอบให้พี่น้องประชาชน ณ จุดนั้นนะคะ อันนี้ก็เป็น ความพยายามที่จะบริการพี่น้องประชาชนให้รวดเร็วขึ้น แม้กระทั่งเรื่องการทำบัตรประจำตัว ประชาชนหรืออะไรก็ดีก็จะพบว่าขณะนี้ก็เร็วขึ้นกว่าเดิมมากนะคะ

ของท่านสมพงษ์ สระกวี ที่ได้กรุณาแนะนำเรื่องประชากรแฝง อันนี้ก็เป็น ปัญหาโลกแตกค่ะ เพราะว่ามันเป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานครเลยจริง ๆ เนื่องจาก ในทะเบียนราษฎรมีอยู่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนตามทะเบียน แต่ว่ามีประชากรแฝง อยู่ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นก็ยังมีพี่น้องประชาชนที่เข้ามาท่องเที่ยว อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งทุก ๆ ท่านกรุงเทพมหานครก็คงจะต้องดูแลในการจัดบริการ สาธารณะ มีความพยายามหลายครั้งที่จะพยายามทำให้ประชากรแฝงเป็นประชากรจริง เนื่องจากว่าถ้าทำแล้วย่อมได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย แล้วก็ในกฎหมายทะเบียนราษฎร ก็บอกอยู่แล้วว่าถ้าใครย้ายเข้ามาทำงานหรือว่าย้ายบ้านหรือย้ายอะไรภายใน ๑๕ วัน ท่านก็ต้องย้ายทะเบียนราษฎร แต่ว่าพอเป็นประชากรแฝงมันก็ค่อนข้างเป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะบางทีเขาก็ไม่รู้จะย้ายมาอยู่ที่ไหนหรือเจ้าบ้านเขาก็ไม่รับหรืออะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งบทลงโทษตามกฎหมายก็มีแต่ก็ต้องไปแจ้งความ แต่มันก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาก็ไม่ค่อยเอาเรื่องกับเรื่องตรงนี้ เพราะว่าท่านก็มีภารกิจมากมาย เกี่ยวกับเรื่องทะเบียนราษฎร มันก็เป็นปัญหาของทุกท้องถิ่น อีกสักครู่เมื่อนำเสนอเรื่องของ พัทยาท่านก็จะพบเช่นเดียวกันว่าในพัทยาเขามีคน ๕๐๐,๐๐๐ คน เป็นประชากรจริงแค่ แสนกว่าคนเอง นอกนั้นอีก ๔๐๐,๐๐๐ คนเป็นประชากรแฝงนะคะ อันนี้ก็กราบเรียน ท่านที่เคารพด้วยค่ะ

นอกจากนั้นในเรื่องของการมีบริษัท กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ยังไม่ได้แก้ไข ก็เปิดโอกาสให้กรุงเทพมหานครนั้นสามารถให้สัมปทานได้ สามารถตั้งบริษัทได้ แต่การจัดตั้ง บริษัทนั้นเป็นการจัดตั้งบริษัทเพื่อสาธารณูปโภค เพื่องานที่เป็นสาธารณูปโภคเท่านั้นนะคะ ซึ่งปัจจุบันเขาก็มีบริษัทกรุงเทพธนาคม ทีนี้ในกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะเปิดโอกาสให้บริษัทนี้ สามารถทำงานอื่น ๆ ได้ด้วย แต่ต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นไปตามที่ท่านได้กรุณาให้คำแนะนำค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของการร่วมมือกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นกับภาคเอกชนซึ่งอาจจะเป็นในรูปของสหการ ถ้าเป็นบริษัท ก็เรียกว่า วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร แล้วก็มีเรื่องในการให้สัมปทานเอกชนได้นะคะ อันนี้ ก็เป็นเรื่องขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุม ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การบริหาร ราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ขอเชิญใช้สิทธินะครับ เมื่อใช้สิทธิ ครบถ้วนแล้ว ขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลการลงคะแนนครับ มีผู้เข้า ประชุม ๑๖๐ ท่านนะครับ ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้ มีผู้เห็นชอบ ๑๕๖ ท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่มี นะครับ งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ จบการพิจารณาเรื่อง การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลแล้วนะครับ

ต่อไปเป็นการลงมติในเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหา เมืองหลวงและปริมณฑลนะครับ ซึ่งเคยแจ้งไว้แล้วว่าในการพิจารณารายงานจะมีการลงมติ แยกเป็น ๒ ส่วนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

เนื่องจากเป็นการลงมติต่อเนื่องนะครับ ก็ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครบถ้วนหรือยังครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๖ ท่านนะครับ เห็นชอบ ๑๕๓ ท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่มี นะครับ งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นนะครับ เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไข ปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลแล้วนะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงาน และร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ เป็นอันว่าจบการพิจารณา รายงาน เรื่อง การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไข ปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลแล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการและท่านผู้ชี้แจงครับ

นายมนู เลียวไพโรจน์

ท่านประธานครับ กระผมกดแล้ว แต่ว่าจะไม่มีเลขครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านปลัดมนูครับ

นายมนู เลียวไพโรจน์

มนู เลียวไพโรจน์ ครับ เลขที่ ๑๑๕ เห็นด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราได้พิจารณามาเป็นเวลา พอสมควรแล้วนะครับ ผมขอเลื่อนไปพิจารณาต่อในการประชุมวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นการ พิจารณารายงาน จำนวน ๒ เรื่องนะครับ คือเรื่องลำดับที่ ๓ การปฏิรูประบบการบริหารงาน เมืองพัทยา ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ เรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ และเรื่องลำดับที่ ๔ การปฏิรูปการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และเมืองที่มีลักษณะพิเศษ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุมในวันนี้ ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๔๗ นาฬิกา