สมพงษ์ สระกวี หารือปัญหาประชากรแฝงในกรุงเทพมหานครที่ส่งผลต่อการจัดบริการสาธารณะและการเมืองท้องถิ่น พร้อมเสนอปรับระบบการย้ายทะเบียนบ้านสำหรับผู้ที่อาศัยเกินหกเดือน เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเน้นย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ควรได้รับอิสระในการบริหารรายได้และลงทุนโครงการต่างๆ โดยไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณจากรัฐเพียงทางเดียว
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงปัญหาของ กรุงเทพมหานครนั้นจะมีใครรู้เรื่องไปกว่าประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ท่านนินนาทและคณะคงจะไม่มีแล้วกระมังครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นว่าหลาย ๆ ปัญหาที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอเพื่อนำไปสู่ การปฏิรูปนั้นก็ยังมีปัญหาที่แฝงอยู่ภายในตัวของมันเอง ยกตัวอย่างอย่างเช่นกรรมาธิการพูด เหมือนกับที่รู้กันมาหลายสิบปี นั่นก็คือว่ากรุงเทพมหานครนั้นต้องรับประชากรแฝง อยู่จำนวนมาก ประชากรตัวเองมีอยู่ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ประชากรแฝงเข้าไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เรียกว่าถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีการตั้งคำถามหรือครับว่าต่อปัญหา ประชากรแฝงนี้ซึ่งนำมาสู่การจัดการปัญหาบริการสาธารณะที่กรุงเทพมหานครต้องรองรับนั้น จะจัดการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงปัญหาประชากรแฝงอย่างไร ท่านประธานครับ พอจะมี แนวคิดไหมครับว่าประชากรที่มาทำงานอยู่ใน กทม. แล้วเป็นประชากรแฝง สมมุติว่า เกิน ๖ เดือน เขาจะต้องถูกบังคับโดยระเบียบของ กทม. ว่าคุณจะต้องย้ายสำมะโนครัว ทะเบียนบ้านมานะ เพราะถ้าคุณทำตัวเป็นประชากรแฝงอยู่ กทม. ก็แบกรับพลเมืองซึ่งไม่มี ทะเบียนบ้านอยู่ และไม่ได้นับจำนวนประชากรไว้ ซึ่งตัวพวกนี้ท่านประธานครับ ก็น่าจะทำได้ โดยง่ายในยุคที่ทะเบียนบ้านก็เป็นระบบคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบทะเบียนพลเมืองหรือ ทะเบียนบัตรประชาชนนั้นก็ล้วนแต่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ การอำนวยความสะดวกว่าถ้าคุณ มาทำงานเกิน ๖ เดือน ก็ขอย้ายมาอยู่ จะย้ายมาเช่าบ้านอยู่หรือซื้อบ้านเองอะไรก็ตาม ก็น่าจะทำได้ เพราะตัวพวกนี้ไม่เพียงแต่มีผลในทางการทำเรื่องบริการสาธารณะเท่านั้น แต่เวลาการตัดสินใจในการบริหาร กทม. ในการเลือก ส.ก. เลือก ส.ข. เลือกผู้ว่า กทม. จนกระทั่งการเลือกผู้แทนในระดับประเทศ ประชากรเหล่านี้ต้องเดินทางกลับไปเพื่อจะไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องตลกครับ หรือว่าทาง กกต. ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งนอกเขตเกิดขึ้น แต่ทำไมไม่ให้เขาย้ายสำมะโนประชากรมาอยู่ ที่กรุงเทพฯ เสีย เปลี่ยนจากประชากรแฝงให้เป็นประชากรของ กทม. ก็น่าจะจัดการปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ได้
ประการต่อมาครับท่านประธาน กทม. เป็นเมืองใหญ่ อันนี้รับทราบกันดี อยู่แล้ว เมื่อเป็นเมืองใหญ่ก็จะเป็นศูนย์กลางและเป็นหัวใจของเศรษฐกิจของประเทศ ไปในตัวด้วย หลาย ๆ อย่างที่ กทม. น่าจะทำได้ แต่ผมไม่เข้าใจว่าติดขัดปัญหาซึ่งทาง กรรมาธิการได้นำเสนอไว้ด้วยหรือเปล่า นั่นก็คือปัญหาที่ กทม. เองจะต้องเป็นหน่วยงาน เหมือนประหนึ่งว่าเป็นหน่วยงานบริษัทมหาชนหรือเป็นหน่วยงานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง หน่วยงานหนึ่งด้วย เพราะว่า กทม. นั้นเวลาเราฟังก็จะฟังแต่เรื่องจ่ายสตางค์ ของบประมาณ เก็บภาษี แล้วก็ใช้จ่ายเงิน เป็นเหมือนกับหน่วยงานหรือเป็นบริษัทหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศในด้านปกครองท้องถิ่น แต่เราจะได้ยินแต่เรื่องว่าเป็นหน่วยงานเหมือนกับหน่วยงาน ราชการอื่น ๆ ที่นับวันจะต้องขอเงินจากรัฐบาลไปทำอุโมงค์น้ำท่วมบ้าง ท่านผู้ว่า กทม. ก็คงสนิทกันดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ปัญหาน้ำท่วมก็ได้งบไปอีก ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท ยิ่งผู้ว่า กทม. กับรัฐบาลเป็นพวกเดียวกัน ก็ดูเหมือนการแบมือขอ ออกจะเป็นเรื่องถนัด พูดว่าแบมือขอก็ดูกระไรอยู่ ก็เพราะว่าใคร ๆ ก็รู้ว่า กทม. นั้นต้องแบกรับ ปัญหาเยอะ ไม่ให้งบประมาณไปก็ดูจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันถ้าเรามีผู้บริหาร กทม. หรือมีกฎระเบียบรองรับว่า กทม. สามารถมีบริษัทหรือเป็นรัฐวิสาหกิจที่หารายได้ของ ตนเองในเชิงเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่สามารถดูแลตัวเองได้ในการหา สตางค์เป็น พูดง่าย ๆ กทม. ต้องคิดหาสตางค์เองเป็นบ้าง เพราะหลาย ๆ โครงการนั้น ก็สามารถที่จะทำในเชิงธุรกิจที่ดูแลตัวเองได้ ผมยกตัวอย่างเช่น กทม. จะสร้างแฟลตดินแดง จะทุบแฟลตดินแดงเพื่อจะสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการหรือคนยากคนจน ก็รั้งรอมาเรื่อย หรือสิ่งหนึ่งที่ฮิต (Hit) ที่สุดก็คือรองบประมาณ รออะไรอย่างนี้นะครับ ทั้ง ๆ ที่การสร้างแฟลต การลงทุน การคิดต้นทุน การหารายได้จากทุนที่ลงไป ล้วนแต่เป็น เรื่องที่ กทม. คิดเองได้ ทำเองได้ นอกจากนั้นถ้า กทม. ได้มีระเบียบ เพราะว่าอะไร ๆ ก็ระเบียบ หรืออะไร ๆ ก็ต้องของบรัฐบาล เวลาแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะอ้างว่างบไม่มี งบไม่พอ รองบอยู่ เราก็เลยกลายเป็นว่าศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่ที่เรียกว่า เมืองหลวง เมืองที่น่าเที่ยว ที่สุด ที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครนั้นก็กลายเป็นผู้บริหารที่รอแต่งบประมาณหรือรอแต่การ จัดเก็บรายได้ สนใจแต่เรื่องเก็บภาษีป้ายได้หรือไม่ได้ สนใจแต่ภาษีโรงเรือนหรืออะไรพวกนี้ แต่ว่าแท้ที่จริงแล้ว กทม. ก็สามารถที่จะคิดลงมือทำ สั่งสมประสบการณ์ในการทำให้ กทม. นะครับ โดย กทม. นี่สามารถเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่ร่วมลงทุนกับเอกชนที่เขาเรียกอะไรครับ พีพีพี (PPP) เอาเงินมาเพื่อการพัฒนา กทม. อีกทางหนึ่ง ผมไม่ได้หมายความว่าให้ กทม. เป็นบริษัท แล้วไม่ต้องของบรัฐ แต่อีกทางหนึ่ง หรือหลาย ๆ ทางที่ กทม. จะคิดค้นเห็นปัญหาแล้วก็สามารถลงมือได้ด้วยตัวเอง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ที่สวนจตุจักร สมัยหนึ่งวิ่งกันน่าดูเลยครับท่านประธานครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ วิ่งทำอะไรครับ น่าขำที่สุด วิ่งขออะไรนะ สัมปทานทำส้วม ทำห้องน้ำครับ เอกชนอยากทำห้องน้ำ ไปวิ่ง กทม. กทม. บอกเป็นที่รถไฟ อะไรทำนองนี้ครับ นั่นก็คือเอกชนเขามองเห็นว่าทำห้องน้ำที่จตุจักรมันเก็บค่าห้องน้ำได้ สามารถมีกำไรได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ กทม. ก็สามารถที่จะทำห้องน้ำซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของเมืองหลวงนะครับ ที่คนเยอะ ๆ นี่เราภูมิใจมากเลย มีคนเข้าออก กทม. นะครับชนิดที่ไม่อยู่มาธุระ มาเที่ยว ปีหนึ่งเป็น ๑๐ ล้านคน ตัวเลขของกรรมาธิการให้มาอยู่ตรงหน้าผมนี่ ปีหนึ่งเป็น ๑๐ ล้านคน ความหมายก็คือคนขาจรมาออกไป เข้ามากลับไป อะไรทำนองนี้เป็น ๑๐ ล้านคน แต่ขณะเดียวกันถ้าท่านอยู่แต่ในโรงแรม ท่านก็คิดว่าโอเค (Okay) เข้าห้องน้ำสะดวก แต่พอท่านไปเที่ยว รวมทั้งนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะจีน แขกอะไรก็ตามครับ เขาต้องการห้องน้ำดี ๆ ห้องน้ำสะอาด ๆ ห้องน้ำติดแอร์ (Air Condition) ห้องน้ำที่มีคนดูแล กทม. ก็มีความรู้สึกว่า รู้ว่านักท่องเที่ยวเขาวัดความน่าท่องเที่ยวด้านหนึ่งจากการใช้ห้องน้ำ แต่ในที่สุดข้ออ้าง ก็เหมือนเดิมเลยครับ ไม่มีงบประมาณ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับนี่ผมยกตัวอย่างที่เล็ก ที่สุดแล้วนะครับ เป็นรูปธรรมที่สุดแล้วนะครับว่า ถ้า กทม. สามารถเนรมิตห้องน้ำที่สะอาด ที่สะดวกและเก็บสตางค์ได้ด้วย ได้เงินด้วยนะครับจากนักท่องเที่ยวที่เข้าออก ที่ท่านบอกว่า เป็น ๑๐ ล้านคนต่อปีนี่นะครับ ก็สามารถทำเงินได้ด้วย บริการสาธารณะที่ดีได้ด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาที่เราได้ยินมา ๒๐ ปีแล้ว ผมได้ยินมา ๒๐ ปีแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคล้ายคลึง กันนี้จะทำที่จอดรถใต้สนามหลวงตั้งแต่สมัยคุณสมัคร สุนทรเวช จนกระทั่งมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันดีคืนดีท่านออกทีวี (TV) ว่าจะทำขุดใต้ดินท้องสนามหลวง กับถนนราชดำเนิน เพราะว่ามันไม่มีที่จอดรถจริง ๆ ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์นี่นะครับ ข้างบนมันเป็นสถานที่ที่เป็นโบราณสถานทั้งสิ้น ก็ไม่มีงบประมาณอีกละ ๒๐ ปีผ่านไปไม่มี งบประมาณอีกละ แต่เชื่อไหมว่าถ้าคิดในเชิงธุรกิจ โอ้โฮ ที่ก็ที่หลวง อยู่ใต้ถนนราชดำเนิน ก็ที่หลวง อยู่ใต้สนามหลวงก็ที่หลวง ก็ทำเป็นที่จอดรถก็เก็บสตางค์ เพราะว่ารถที่ไปก็เป็น รถท่องเที่ยวก็สามารถเอามาใช้ สมมุติไปกู้แบงก์มา ผมก็เชื่อว่าแบงก์ก็ให้ เพราะว่าเป็นที่ ไม่ต้องซื้อ เสียแต่ค่าก่อสร้าง เก็บค่าที่จอดรถแล้วก็ไปผ่อนแบงก์คืน มันน่าจะเป็นเรื่องปกติ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปนะครับ จริงอยู่ว่า ท่านทำได้สมบูรณ์ในเรื่องของข้อบัญญัติ ในเรื่องของระเบียบ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องราชการ ซึ่งมีความจำเป็น เป็นเรื่องของกฎหมายที่คนจะเดินต่อได้ แต่เรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องของ การแก้ปัญหาที่จะเผชิญหน้าหรือที่เป็นอยู่และที่จะปฏิรูปให้ดีขึ้นสำหรับเมืองหลวงแห่งนี้ ในเรื่องอย่างเช่นเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาเล็ก ๆ นี่นะครับ ในเรื่องคิดทางธุรกิจ หาสตางค์นะครับ ไม่ใช่คิดแต่จะใช้สตางค์นี่นะครับ ก็น่าจะได้อยู่ในวาระแห่งการปฏิรูปนี้นะครับ น่าจะอยู่ใน วาระแห่งการปฏิรูปนี้ในส่วนหนึ่งส่วนใดนะครับที่จะให้ กทม. ได้ยืนบนขาตัวเอง ในเชิงบริการสาธารณะแล้วก็เก็บสตางค์มาลงทุนได้ อะไรได้ ผมเลยเวลาไปนิดหน่อย ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน