วิทยา แก้วภราดัย หารือประเด็นการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น โดยย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่เกินจำเป็นและมีหน่วยงานซ้ำซ้อน พร้อมเสนอให้ทบทวนการยุบรวม อบต. เป็นเทศบาลที่ควรคำนึงถึงประสิทธิภาพการบริการมากกว่าผลประโยชน์ของข้าราชการ และเรียกร้องให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดรูปแบบการปกครองตนเองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 246 รวมถึงสนับสนุนการเปิดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อเพิ่มความโปร่งใส พร้อมผลักดันการโอนถ่ายภารกิจบริการสาธารณะจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทของกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดอิทธิพลและเสริมศักยภาพท้องถิ่นให้เข้มแข็งและเป็นอิสระมากขึ้น
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ก่อนอื่นในฐานะที่ผมเป็นอดีต ส.ส. ที่มาจากต่างจังหวัดแล้วก็มีความคุ้นเคย กับท้องถิ่น ต้องขออนุญาตที่แสดงความคิดเห็นเป็นเบื้องต้นก่อนนะครับว่า สังคมไทยเรา ในชนบทมีการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่จริง ๆ หลังจากที่เราได้มีกฎหมายกระจายอำนาจครั้งใหญ่ ก็คือปี ๒๕๓๘ ในการตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ก่อนหน้านี้เรามีเทศบาลครับ เรามี สุขาภิบาล สมัยผมสมัคร ส.ส. สมัยแรกนะครับ เราเห็นความแตกต่างระหว่างหมู่บ้าน ที่ไม่มีการปกครองท้องถิ่นกับเทศบาล ผมขับรถพอพ้นเขตเทศบาลไปเจอหมู่บ้านรถไปไม่ได้ เลยครับ เพราะว่าหมู่บ้านทั้งหมดมันขึ้นกับผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นกับกำนัน ขึ้นกับนายอำเภอ ขึ้นกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด อยากได้ถนนสักสายหนึ่งในหมู่บ้านต้องทำผ่านผู้ใหญ่ ผ่านกำนัน ผ่านนายอำเภอ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านกรมการปกครอง ผ่านกระทรวงมหาดไทย แล้วก็เข้าสภา เขียนโครงการครับกว่าจะถึงสภาผมคิดว่าสาบสูญไปทั้งถนนแล้ว เพราะเมื่อ มีการกระจายอำนาจครั้งแรกผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งเป็นคณะกรรมาธิการในการออกกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบล การปะทะอย่างรุนแรงระหว่างความคิดทางการเมืองกับระบบ ราชการเกิดครับ คนที่คัดค้านหัวชนฝาเลยก็คือกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ยื้อกันมา ถ้าพูดประวัติศาสตร์การออกกฎหมายเรื่องกระจายอำนาจนะครับ เกิดตั้งแต่สมัย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เสนอนโยบายเงินผันประกันสังคมและเรื่องกระจายอำนาจ เสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ผ่านไป ๒๐ ปีเต็มครับ กฎหมายการกระจายอำนาจฉบับแรกล้ม ในสภาไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้ง บางครั้งรัฐบาลไปด้วย ครั้งสุดท้ายออกกฎหมาย อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาอยู่หน้าสภาเป็นหมื่นคนครับ และสุดท้ายออกกฎหมาย อบต. เสร็จต้องปรับ คณะรัฐมนตรีไล่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคซึ่งค้านกฎหมายฉบับนี้ออกจากสภา และหลังจากการกระจายอำนาจ โฉมหน้าชนบทเปลี่ยนครับ ถนนหนทางในชนบท เริ่มเกิดขึ้นมากมายครับ ถนนเงินผันสมัยคึกฤทธิ์เดี๋ยวนี้กลายเป็นถนนลาดยาง กลายเป็น ถนนคอนกรีต บางช่วงกลายเป็นถนน ๔ ช่องจราจรแล้วครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นการพลิกโฉม ครั้งใหญ่ครับ แต่ต้องยอมรับความจริงครับว่าการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นครั้งแรกราชการ ที่กระเทือนมากที่สุดก็คือกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงความเห็นใจครับ กระทรวงมหาดไทย เป็นกระทรวงเดียวครับที่ได้กระจายอำนาจออกไปจริง ๆ ได้แบ่งอำนาจให้กับท้องถิ่นอื่น ส่วนกระทรวงอื่นทั้งหมดแทบจะไม่มีกระทรวงไหนโดนแบ่งอำนาจเลยครับ รักษาอำนาจ ตัวเองไว้ได้ตลอด กระทรวงมหาดไทยเหลือติ่งไว้ติ่งเดียวครับ ซึ่งทรงอำนาจต่อท้องถิ่น ก็คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผมบอกได้เลยครับว่ากรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นที่มีงบประมาณไว้เพื่อต่อรองกับท้องถิ่นปีละหมื่นกว่าล้านบาท กลายเป็นแหล่งที่ พวกผม ส.ส. เจอบ่อยครับ มีคนวิ่งไปขายงบประมาณกันให้กับท้องถิ่น ถ้าอยากได้ งบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจ่ายมา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และจะมีเงิน งบโอนมาให้ ปัญหาที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้จะยุบกรมนะครับ แต่สะท้อนให้ท่านได้เห็นว่า มันมีปัญหาอยู่ในกระบวนการกระจายอำนาจ คราวนี้ถามว่าท้องถิ่นมีปัญหาไหมครับ มีครับ ท้องถิ่นส่วนใหญ่ที่เป็นขนาดเล็กอย่าง อบต. จะมีปัญหาเรื่องงบประมาณอย่างที่ท่านพูด ถูกต้องครับ แล้วท่านจะยุบ อบต. เป็นเทศบาล ผมเข้าใจว่าการแก้ปัญหาอาจจะไม่ตรงจุดมากนัก ท้องถิ่นอย่าง อบต. นะครับ ไปตรวจสอบดู อบต. ทั่วประเทศจะมีรายจ่ายประจำไม่ต่ำกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์มีเงิน ๑๐ ล้านบาท เสียรายจ่ายประจำไป ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาทอย่างน้อยครับ เหลืองบประมาณจริง ๆ สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการที่จะลดรายจ่ายของ อบต.
ประการที่ ๑ ที่เห็นได้ก็คือ ตำบลบางตำบลมัน ๒๐ หมู่บ้าน ๑๕ หมู่บ้าน มีสภาที่ใหญ่เกินไป
ประการที่ ๒ อบต. ทุกแห่งเกิดขึ้นมาต้องตั้งหน่วยงานของตัวเองทั้งหมด กองช่างก็ของตัวเอง กองบัญชี กองอะไรต่าง ๆ ของตัวเองทั้งหมด ไม่มีการแชร์ของรายจ่าย ประจำกัน ช่วยคิดต่ออีกนิดได้ไหมครับว่าแทนที่จะยุบเป็นเทศบาล ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยเป็นคนมอบเทศบาลให้ทีละแห่ง ทีละแห่งไป นายก อบต. ทุกคน ดีใจครับได้เป็นเทศบาล เพราะเวลาเลือกตั้งใหม่เงินเดือนขึ้น เป็นนายกเทศบาลเงินเดือนขึ้น ข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับ อบต. ยกเป็นเทศบาลเมื่อไรซีขยับหมดครับ ถามว่าประชาชนได้อะไร อย่างเก่งก็คือลด อบต. ลงมาจำนวนเทศบาล ๑๒ คน ๑๘ คน อย่างที่ท่านว่า คราวนี้หาวิธีการลดรายจ่ายของท้องถิ่นลงสิครับ แทนที่จะปรับรูปแบบเพื่อไป เสริมองค์กรราชการในท้องถิ่นให้โตขึ้นและมีผลประโยชน์มากขึ้น
ประการต่อไปครับ ผมคิดว่าควรจะดูกฎหมายรัฐธรรมนูญสักนิดหนึ่งนะ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่เราเตรียมจะประกาศใช้นะครับ เขาพูดถึงการปกครองท้องถิ่นไว้ อย่างนี้ครับ ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการการปกครองตนเองตาม เจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของประชาชนต้องคำนึงถึงตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๖ เลยครับ เราจะมอบให้เขาไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น การปกครองส่วนท้องถิ่นขณะนี้ครับ รูปแบบที่ประชาชนเขาพูดถึงมากคือการปกครอง ท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ เขามองถึง กทม. ครับ ผมมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ประชาชนที่นั่นเขามองถึง กทม. ครับ อาจจะไม่เรียกชื่อแบบ กทม. ครับ แต่เขาสงสัยว่า ทำไมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดขนาดใหญ่ประชากรล้านกว่าคน หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน อย่างโคราช หรือเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนแบบจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดขอนแก่น พวกนี้สามารถยกรูปแบบการปกครองตนเองได้หรือไม่ ตามเจตนารมณ์ ของประชาชน ผมฝากกรรมาธิการช่วยไปคิดต่อครับว่าเวลากฎหมายเขียนว่าเจตนารมณ์ ของประชาชนนี่ประชาชนเขาจะสะท้อนเจตนารมณ์ได้ตรงไหน สมมุติท่านเขียนบอกว่า ต่อไปหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้ให้สอบถามประชาชนทั้งจังหวัดว่า อบต. ทั้ง อบต. อยากได้รูปแบบไหนก็ให้เขาแสดงเจตนารมณ์ เทศบาลเอารูปแบบไหน เมือง ท้องถิ่น หรืออะไรก็ว่ามา แล้วก็จังหวัด อบจ. อยากสะท้อนเจตนารมณ์ปกครองรูปแบบไหน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการปกครองส่วนท้องถิ่นเราไม่สามารถสนองทิศทางของรัฐธรรมนูญ ได้เลยครับ เพราะเราไม่ได้รองรับเจตนารมณ์ของประชาชน
ประการต่อมาครับ ผมเห็นด้วยในการที่ท่านกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหาร ท้องถิ่นล้อจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือใครที่ผ่านเรื่องทุจริตคอร์รัปชันอะไรพวกนี้ตัดสิทธิ ไปเลยครับตลอดชีวิต เพราะเรากำลังเผชิญหน้ากับการทุจริต และท้องถิ่นมีจุดอ่อนก็คือ ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทุจริต แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าก่อนกระจายอำนาจถนนในหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านมันก็มีการทุจริตครับ เพียงแต่เปลี่ยนมือคนทุจริต แต่เปลี่ยนมือไม่ใช่สิ่งที่เรา พอใจครับ มันต้องจัดการกับการทุจริตอย่างเด็ดขาดจริง ๆ เรื่องมีค้างอยู่ใน อปท. ถ้าท่าน แสดงตัวเลขเมื่อสักครู่นะครับ มหาศาลครับ จนไม่รู้เมื่อไรจะสะสางเสร็จ นายกอยู่จนเกษียณ จนเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่รู้จะถูกเรื่องหรือเปล่า
ประเด็นที่สำคัญต่อมาครับ ที่ผมคิดว่าไม่ค่อยเห็นสอดคล้องกับกรรมาธิการ นะครับ ก็คือไปกำหนดผู้บริหารท้องถิ่น ๒ สมัยครับ แค่กำหนดให้เขาเลือกตั้งทุก ๔ ปี ผมคิดว่าประชาชนต้องตัดสินใจได้ เพราะตัวแทนของประชาชนก็คือสะท้อนความเป็น ประชาชน ถ้าประชาชนเขาเลือกคนโกงได้ ๓ สมัย ๔ สมัยติดต่อกันต้องยอมรับครับว่าประชาชนที่นั่น เขาชอบอย่างนั้น เอาอย่างนั้นนะ ต้องหาทางแก้ช่องทางอื่นครับ ไม่ใช่ตัดแค่ ๒ สมัยแล้วตัด ช่องทาง ถ้าได้คนดี ๆ ที่เขาเลือกต่อล่ะครับ ท่านไปตัดช่องทางคนดีเพื่อกันคนเลวแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคิดใหม่ครับเรื่อง ๒ ปีนะครับ หามาตรการอื่นมาจัดการ
ประเด็นต่อมาครับที่คิดว่าอยากให้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นฝากไปพิจารณาเพื่อเสนอต่อรัฐบาลโดยตรงครับ วันนี้เรายุติ การเลือกตั้งหมดทั่วประเทศ ปลายเดือนนี้จะมีการเลือกตั้งครั้งเดียวคือสภาทนายความ แห่งประเทศไทย นอกนั้นท้องถิ่นทั้งประเทศครับไม่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปฏิวัติ อั้นอยู่นาน แล้วครับ นายกบางคนเป็น ๖ ปีแล้วครับ บางจังหวัดครับปลัด อบจ. ขึ้นนั่งบริหารองค์การ บริหารส่วนจังหวัดอยู่ แล้วก็ผมยืนยันได้ครับว่าเท่าที่ติดตามครับ คนที่เป็นปลัด อบจ. หรือ ขึ้นบริหาร อบจ. ความเลวร้ายไม่ได้น้อยกว่านักการเมืองครับ กรรมาธิการช่วยคิดต่อครับว่า ถึงเวลาหรือยังรัฐธรรมนูญกำลังจะออกแล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญออกแล้ว คสช. ควรจะปล่อย การเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาครับ ผมเคยเสนอในที่ประชุมสภาแห่งนี้ครับเรากลัวความวุ่นวาย เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง แต่เราหนีการเลือกตั้งไม่พ้น เราจะเผชิญหน้าการเลือกตั้งครั้งแรกกับ การเลือกตั้ง ส.ส. ในขอบข่ายทั่วประเทศ เราก็กลัวว่า คสช. จะรับมือไม่อยู่ถ้าวุ่นวายจริง ๆ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมครับว่าเสนอเสียตั้งแต่วันนี้ เอาการเลือกตั้งท้องถิ่นมาทดลองชิม กันดู แล้วก็ไม่ต้องชิมใครครับ ชิมเฉพาะปริมณฑล ผมเป็นนักเลือกตั้งคนหนึ่งครับ บอกได้ เลยครับว่าปริมณฑลนี่สุดยอดของการเลือกตั้งท้องถิ่นเลยครับ ถ้าซื้อก็ซื้อหนักที่สุด อยากให้ สปท. ไปเรียนงานก็มาเรียนงานเลือกตั้งท้องถิ่นรอบ ๆ ปริมณฑล ๔-๕ จังหวัดตรงนี้ครับ ถ้าเปิดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เราก็จะเริ่มให้ท้องถิ่นเขาเริ่มเดินอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นการเสนอ อย่างนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเสนอแล้วรัฐบาลก็น่าจะเอามาปฏิบัติ ผมฟังเสียง สะท้อนดูที่ผมอภิปรายไปในสภาก็ได้รับเสียงขานรับจากผู้บริหารในการที่จะเปิดการเลือกตั้ง ท้องถิ่นก่อนเลือกตั้ง ส.ส. เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเราคิดต่อไปเลยครับว่าถ้าเลือกตั้งท้องถิ่น เอาที่ไหนเสียก่อน นนทบุรีไหม สมุทรปราการไหม อยุธยาไหม ปทุมธานีไหม จังหวัดใกล้ ๆ นี่ นครปฐมไหม ใกล้ ๆ นี่ครับ หูตาอยู่ใกล้ ๆ ช่วยกันดูได้ พวกเราในสภาก็ตามไปดูสนาม การเลือกตั้งที่นั่นกันได้ ช่วยให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมขึ้นมาได้
ประการต่อไปที่อยากเสนออีกนิดเดียวครับ ผมคิดว่าอย่าเอาเปรียบ กระทรวงมหาดไทยมากครับ กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่โดนกระจายอำนาจ มากที่สุดแล้ว วันนี้ช่วยดูกระทรวงอื่นครับ งานขนาดไหนที่สามารถโอนไปให้ท้องถิ่นเขาได้ ควรจะโอนไป เพราะโดยรัฐธรรมนูญกำหนดครับว่าท้องถิ่นดูงานบริการสาธารณะ มีสาธารณะอะไรประเภทไหนบ้างที่สามารถโอนให้กับท้องถิ่นเขาได้ กทม. มีโรงเรียน อยู่ในมือร่วม ๒๐๐ โรงเรียนนะครับท่านประธาน การศึกษาร่วม ๒๐๐ โรงเรียน แล้วมาตรฐานการศึกษาของ กทม. ไม่ได้ด้อยกว่ากระทรวงศึกษาธิการครับ กทม. มีโรงพยาบาลของตัวเองอยู่ ๕-๖ โรงพยาบาล ใกล้ ๆ อยู่ตรงนี้ครับ โรงพยาบาลที่เราวิ่งไป ใกล้ ๆ ที่สุดนะครับ โรงพยาบาลวชิระครับ ก็ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย งานพวกนี้สามารถคิดที่จะโอนต่อไปได้ไหมครับ งานที่เราพูดถึงบริการสาธารณะแล้วก็เขียน อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการด้วย งานการจราจรครับ กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้า รฟม. ดูแลอยู่ ต่างจังหวัดมีไหมครับ ยังไม่มีอะไรเลยครับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการธุรกิจบริการสาธารณะร่วมกับภาคเอกชนได้ หรือโอนให้กับหน่วยงานองค์การมหาชนของรัฐได้ เปิดช่องอันนั้นให้เขาเลยได้ไหมครับ เขียนกฎหมายรองรับให้เลยได้ไหมครับว่าต่อไป ขสมก. ที่เจ๊งในกรุงเทพฯ ไปสร้าง ขสมก. ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ไหม รถไฟฟ้าที่เดินในกรุงเทพฯ ไปสร้างรถไฟฟ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ตได้ไหม ถ้าเราเริ่มเปิดช่องอันนี้นะครับ เพื่อทางออกของรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่ามันจะได้มากกว่าการที่เราไปแก้หยุมหยิมในเรื่องของ ท้องถิ่น และที่สำคัญงานบางประเภทท่านประธานกรรมาธิการซึ่งเป็นอดีตปลัด กทม. ท่านรู้ดีครับ งานที่ กทม. โดนด่ามากงานปัญหาจราจรครับ รถติดไม่รู้จะด่าใคร ด่า กทม. ด่าผู้ว่า กทม. ถามว่าเรื่องการจราจร กทม. ยุ่งอะไรได้ไหมครับ ท่านรู้ครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านจำเป็นต้องเอาจากบางหน่วยงาน วันนี้ท่านอำนวยเอาไว้ก่อนนะครับ เอางาน ของท่านอำนวยไว้ท้องถิ่นเสียบ้างนะครับ งานจราจรครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดเลยกรอบ ของการที่จะไปแตะเพื่อรองรับกระทรวงมหาดไทยอย่างเดิม คิดที่จะกระจายอำนาจ อย่างเป็นจริงเป็นจังให้ท้องถิ่นเขาเติบโตด้วยความเข้มแข็งจริง ๆ แล้วก็ลดรายจ่าย ของท้องถิ่นที่เป็นรายจ่ายหลัก ผมคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางของการนำเสนอไปให้รัฐบาลยุคนี้ เขาปฏิบัติได้ สมมุติเขาอยากปฏิรูปตำรวจอยู่ ท่านกล้าคิดไหมครับว่าจราจรเอาไปไว้ให้กับ ท้องถิ่นเสีย แล้วผมเชื่อครับว่าถ้าโอนจราจรไปไว้ กทม. รถมอเตอร์ไซค์ที่ตำรวจจราจร ต้องซื้อเองไม่ต้องซื้อครับต่อไป กทม. ซื้อรถฮาร์เลย์ขับได้เลยคนละคัน ตำรวจจราจร สารวัตรมีบีเอ็มดับเบิลยูไว้คุมงานได้นะครับ งบประมาณของท้องถิ่นเขาสามารถรองรับได้ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการคิดนอกกรอบดูครับ อย่าคิดว่าท้องถิ่นโตไม่ได้ครับ เทศบาลที่บ้านผม นายกเทศมนตรีก็จบปริญญาโทจากอเมริกา วันนี้ท้องถิ่นเขาไปแล้ว แล้วก็ผู้บริหารระดับ อบต. ท่านสุรินทร์เรียกร้องว่าระดับปริญญาตรี ไม่ต้องถึงปริญญาตรีครับ ตอนผมเสนอออก กฎหมาย อบต. ครั้งแรกทะเลาะกันใหญ่ครับ เพราะว่าตั้ง อบต. ครั้งแรกให้กำนันเป็น อบต. และกำนันใช้ใต้ถุนบ้านเป็นที่ทำการ อบต. ข้าราชการไปรายงานนายก อบต. ซึ่งเป็นกำนัน กำนันนุ่งผ้าขาวม้าบริหารงานอยู่ครับ แต่เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ อบต. ทุกแห่งพัฒนาจากพวก จบอาชีวศึกษา ปวช. ปวส. นายก อบต. จบปริญญาโทเยอะแยะครับ เพราะฉะนั้นเตรียม ปรับรูปแบบวิธีคิดว่าชนบทไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดครับ เขายอมรับการพัฒนาแล้ว เขารอ การพัฒนาจริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องไว้แล้วครับ ช่วยคิดต่อสิครับว่าเจตนารมณ์ ของประชาชนจะสะท้อนออกตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไรในการเลือกรูปแบบการปกครอง ท้องถิ่นตัวเอง ผมเคยพูดถึงการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำนั้นนะครับ เพราะเราไปล้อคำ กทม. มา แต่คิดแทนสิครับว่าถ้าจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต เขาอยากมี การปกครองแบบ กทม. นี่ช่วยคิดให้เขาหน่อยจะทำอย่างไร กฎหมายรัฐธรรมนูญเปิดช่อง ให้ประชาชนแสดงเจตนารมณ์ได้ ผมขอเสนอความเห็นไปยังกรรมาธิการเผื่อท่านไป ประกอบการพิจารณานะครับ บางประการก็เห็นด้วย บางประการก็ไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าผมมีหน้าที่รับทราบรายงานของท่านครับ ขอบพระคุณครับ