เลิศรัตน์ ตั้งข้อสังเกต กกต.ท้องถิ่น ชี้ควรสอดคล้องรัฐธรรมนูญใหม่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช ชื่นชมความพยายามในการศึกษาปัญหาการปกครองท้องถิ่น พร้อมเสนอข้อสังเกตต่อร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกสภาท้องถิ่น ทั้งด้านจริยธรรม การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเงื่อนไขการพ้นโทษจำคุก พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่และสถานการณ์จริงของท้องถิ่น

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตเรียนให้ข้อสังเกตในวาระปฏิรูปที่ คณะกรรมาธิการด้านการปกครองท้องถิ่นได้กรุณานำเสนอ

ในเรื่องแรก ซึ่งก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมกับความพยายามและการทำงาน ที่ใช้เวลาค่อนข้างมากในการที่จะดำเนินการเพื่อศึกษาปัญหาการพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งในการปกครองของประเทศของเรา แล้วก็ได้มีพัฒนาการใหม่ ๆ ที่กล้าหาญในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่ในการบริหารท้องถิ่นที่ผ่านมาของประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีปัญหา มีช่องว่าง ค่อนข้างจะมากในเกือบทุกมิติ เพราะฉะนั้นการพัฒนาองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจึงเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญจำเป็น

ในประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนด้วยเวลาอันสั้นนี้ แล้วก็เราได้รับเอกสาร ในเวลาที่ไม่นานนัก ผมจะขอเจาะลงไปที่ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในหมวด ๒ สภาท้องถิ่น คือในส่วนที่ ๑ ครับ ส่วนที่ ๑ ของหมวด ๒ ที่เกี่ยวกับ สภาท้องถิ่นในมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๑ พูดถึงสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาท้องถิ่น ผมไม่ติดใจนะครับ ในมาตรา ๓๒ นี่ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๗ มาตรา ที่จะฝาก กรรมาธิการไปดูอีกครั้งหนึ่งนะครับก่อนที่จะนำเสนอไปให้รัฐบาลตั้งแต่ท่านเขียนหัวข้อเลย ท่านเขียนหัวข้อในมาตรา ๓๒ ว่า ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องไม่มี ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ คือการเขียนเรื่องคุณสมบัตินี่ก็เขียนได้หลายอย่าง หลัก ๆ แล้ว ไม่ว่าจะคุณสมบัติของนักการเมืองประเภทใดก็แล้วแต่ก็จะมีอยู่ ๒ ประเด็น คือ ๑. คุณสมบัติ ๒. ลักษณะต้องห้าม อีกประเด็นหนึ่งก็คือสิ่งซึ่งห้ามทำเมื่อเป็นนักการเมืองแล้ว เมื่อเข้าสู่ ออฟฟิศ หรือตำแหน่งแล้วสิ่งที่ห้ามทำ ในเรื่องที่ ๒ คือเรื่องลักษณะต้องห้ามนี่ ท่านเอาสิ่งที่ ห้ามทำเมื่อเป็นนักการเมืองแล้วมาเขียนไว้หลายข้อ ท่านต้องแยกออกไปนะครับ เหมือนกับ การเขียนรัฐธรรมนูญ ผมจะขออนุญาตเรียนใน ๗ ข้อที่ผมได้อ่านอย่างเร็วแล้วก็คิดว่าน่าจะมี การปรับปรุง ใน (๑) ผมใช้คำว่า (๑) ก็คือข้อ ๑ นะครับ เรียกให้ถูกตามภาษากฎหมาย มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ท่านเขียนอย่างนี้นี่ปวดหัวนะครับ ถ้าในรัฐธรรมนูญเขาจะบอกเลยคนที่ประพฤติผิด จริยธรรมอย่างร้ายแรงจะเข้าสู่กระบวนการอะไรบ้าง จนกระทั่งถูกศาลฎีกาตัดสิน ตอนนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะรอประกาศใช้นี่ การถอดถอนนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ในระดับสูง ไม่ว่าจะมีความผิดในเรื่องจริยธรรม หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับ การไม่ยื่นทรัพย์สินต่าง ๆ จะไม่ใช่หน้าที่ของสภาอีกต่อไป เป็นหน้าที่ของศาล ถ้าจริยธรรม ก็ไปศาลฎีกา ถ้าความผิดอื่น ๆ เช่น พวกทุจริตไม่ยื่นทรัพย์สินทั้งหลายไปศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง ต่างกันนิดหนึ่งนะครับ แต่ถ้าท่านเขียนในข้อ ๑ (๑) แบบนี้ใครจะเป็นคนบอกว่าเขามีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนนะครับ ก็ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ (๒) กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีสมาชิก สภาท้องถิ่นผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์ในกรณีดังกล่าวให้แจ้งประธานกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง การเขียนแบบนี้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างเช่น กรณีของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี เมื่อเป็นแล้วคุณยังมีหุ้นอยู่ เนื่องจากการเป็นรัฐมนตรีหรือการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เขาไม่ให้ถือหุ้น คุณก็ไปแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กกต. อะไรก็แล้วแต่ว่าคุณจะโอนหุ้นนี้ ไปให้ใครบริหารในระหว่างที่คุณดำรงตำแหน่ง แต่อันนี้ไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามนะครับ ไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม ถ้ามาเขียนในนี้ตอนไปสมัครก็สมัครไม่ได้แล้ว เพราะคุณกระทำการ ขัดกันแห่งผลประโยชน์นะครับ เขาให้คุณสมัครได้แต่ต้องไปแจ้งภายในสามสิบวัน นั่นวิธีหนึ่ง ในการเขียนนะครับ ไปข้อ ๗ (๗) จะขัดกับรัฐธรรมนูญใหม่เลยนะครับ ต้องถือว่าขัดเลย ถ้าเขียนอย่างนี้ กฎหมายนี้ต้องก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญเพราะว่ามันอยู่หลังรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ประกาศราชกิจจานุเบกษาไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกายน กฎหมายฉบับนี้คงไม่เร็วกว่านั้นนะครับ ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ตั้งแต่สองปีขึ้นไป ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่ากี่วัน กี่ปี คือโทษจำคุกก็แล้วแต่นะครับถือว่า เป็นโทษจำคุก เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้บอกว่าถ้าต่ำกว่าสองปีแล้วก็จะเว้นให้ นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ และได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปี ตรงนี้นี่รัฐธรรมนูญเขาใช้เป็นสิบปีแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้นี้ และได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาให้เหมือนรัฐธรรมนูญก็คือต้องตัดคำว่า สองปี ออกไป แล้วแก้ ห้าปี เป็น สิบปี ฉะนั้นคนที่เคยติดคุกยังสามารถสมัครได้แต่ต้องรอสิบปีก่อนถึงจะกลับมาสมัครอีก ยกเว้นเป็นโทษที่กระทำโดยประมาท ขออนุญาตไปดูใน (๑๑) ยังอยู่ในมาตรานี้ อนุนี้ต้องไป อ่านรัฐธรรมนูญให้ดีนะครับ รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ในมาตรา ๒๓๕ วรรคสามและวรรคสี่ ผมขออนุญาตอ่านให้ฟังเพื่อที่ท่านจะได้ไปจับประเด็นได้ถูก สั้น ๆ ๕-๖ บรรทัด มาตรา ๒๓๕ วรรคสาม เขียนว่า เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ผมได้อธิบายไว้แล้วถ้าศาลฎีกาคือกรณีฝ่าฝืน จริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือคดีอื่น ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้น พ้นจากตำแหน่ง อันนี้คือถอดถอนออกนะครับ นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปนี้สำคัญนะครับ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น สิทธิมี ๒ สิทธินะครับ สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กับสิทธิเลือกตั้ง สิทธิเลือกตั้งคือไปลงคะแนนประชามติอะไรอย่างที่เราทำกันไปเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม นั่นคือสิทธิเลือกตั้ง แต่สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นให้เพิกถอนอัตโนมัติเลย ถ้าศาลมีคำพิพากษาให้ถอดถอน คุณถูกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเลย ส่วนสิทธิเลือกตั้งนั้น แล้วแต่ศาลจะพิจารณาว่าจะถอดถอนหรือไม่ ในระยะเวลาไม่เกินสิบปีก็จะอยู่ในวรรคถัดไป ซึ่งเขียนไว้ ๓ บรรทัดเอง ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่ากรณีใด สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งนะครับ ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป ตลอดไป ครับ เขาไม่อยากเขียน ตลอดชีวิต นะครับ เพราะดูแล้วไม่ค่อยสวยก็เลยเขียนว่า ตลอดไป ท่านต้องไปแก้ในผู้บริหารท้องถิ่นด้วย และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใด ๆ เพราะการเป็นรัฐมนตรีไม่ต้องไปสมัคร เพราะฉะนั้นถ้าท่านเข้าข่ายอันนี้ท่านก็เป็น รัฐมนตรีไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าย้อนกลับไปดูใน (๑๑) ของท่าน ท่านเขียนว่า เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นแล้วแต่กรณีมายังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง ห้าปี ต้องตัดทิ้งเลยนะครับ ตลอดชีวิต นะครับ เพราะว่าต่อไปนี้ผู้ที่ถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญนี้จะถูกตัดสิทธิในการสมัคร รับเลือกตั้งทันที แล้วสิทธินี้พอไปในวรรคสี่เขาบอกว่า ตลอดไปห้ามสมัครในทุกตำแหน่ง ฉะนั้นท่านกลับไปอ่านวรรคสามและวรรคสี่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นด้วยตามผมก็ต้องแก้ ให้ถูกต้องนะครับ ใน (๑๒) อยู่ในระหว่างเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ผมอ่านวรรคสี่ให้ฟังแล้ว ผู้ที่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนี่ ตลอดไปนะครับ มาสมัครอะไรไม่ได้อีกเลย ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้อีกเลย ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้นเลยมาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ ถ้าเคยเสียสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้งนะครับ ต้องแยก ๒ สิทธินี้ออกจากกันนะครับ จะมาเป็นนักการเมืองอีกไม่ได้เลยตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น (๑๒) นี้จึงไม่ถูกต้อง (๑๓) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือถูกไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้โอเค (Okay) ครับ ระหว่างถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่น เมื่อกี้ผมบอกว่าศาลมีสิทธิถอนสิทธิเลือกตั้ง ได้จนถึงสิบปี ถ้าศาลบอกถอนสิทธิเลือกตั้งได้คนนี้เจ็ดปี ในเจ็ดปีนี้มาสมัครไม่ได้ แต่เมื่อ พ้นแล้วมาสมัครได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่เขาไม่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งอยู่ใน (๑๑) และในข้อสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตเรียนให้ท่านประธานกรรมาธิการซึ่งผมก็เคารพท่าน แล้วก็เชื่อมั่นในความสามารถของท่านและความตั้งใจในการทำงานของท่าน สามารถทำให้ เรามีเอกสารหนา ๕-๖ นิ้วได้นะครับ อนุสุดท้ายคือ (๒๓) ท่านเขียนว่า กระทำการ อันมีลักษณะเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องดังต่อไปนี้ ก ข ค ผมจะไม่อ่านให้เสียเวลา ยกตัวอย่าง ข้อ ก การปฏิบัติราชการหรือการทำงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ การแต่งตั้ง โยกย้ายต่าง ๆ อันนี้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นอะไรรู้ไหมครับ เป็นการกระทำ ที่ต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี คุณห้ามทำ ๓ อย่างนี้ แต่ไม่ใช่ข้อห้ามในการเข้าสมัครรับเลือกตั้ง มันเป็นสิ่งซึ่งต้องไปเขียนไว้ในกฎหมายได้ แต่เขียนเป็นว่าระหว่างคุณดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเป็นสมาชิกสภา ส่วนท้องถิ่น คุณห้ามทำดังต่อไปนี้ ถ้าคุณทำคุณจะโดนสอบสวนหรือตั้งกรรมการหรืออะไร ก็แล้วแต่ ผมก็คงจะมีเรื่องแค่นี้ครับ ต้องขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งกรรมาธิการที่ได้ทำงาน และผมเชื่อว่าจะเป็นการปฏิรูปการบริหารหรือการปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับที่น่าพอใจ ขอบพระคุณครับ