ธวัชชัย ชี้ปัญหาบริหารกรุงเทพฯ ล่าช้า หนุนกระจายอำนาจ-เพิ่มงบเขต

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

ธวัชชัย ฟักอังกูร หารือปัญหาการบริหารกรุงเทพมหานครภายใต้สถานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ ความไม่สอดคล้องของกฎหมาย และการขาดเอกภาพในการบูรณาการกับหน่วยงานรัฐ ทำให้การแก้ปัญหาด้านการจราจร น้ำท่วม และการจัดระเบียบเมืองล่าช้าและไม่ทันสมัย จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มอำนาจหน้าที่ของเขตให้เป็นหน่วยบริการหลัก มีงบประมาณและแผนงานเป็นของตนเอง พร้อมเสนอจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เมืองหลวงและปริมณฑลเพื่อขับเคลื่อนการบริหารอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายธวัชชัย ฟักอังกูร กรรมาธิการ

ปัจจุบันก็มีการแต่งตั้งสมาชิกสภา กรุงเทพมหานครแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่หมดวาระไป ก็แต่งตั้งแค่ครึ่งเดียว ๓๐ คนด้วยกัน กระผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ คสช. กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพแล้วก็มีความรับผิดชอบ ก็ต้องเรียกว่าสูงกว่าทุกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เรามีความรับผิดชอบในการให้บริการพี่น้องประชาชนในขณะนี้ถึง ๑๐ ล้านคน ก็เป็นตัวเลขที่เกิดจากจำนวนประชากรในเขตตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร แล้วก็รวมทั้ง ประชากรแฝง รวมทั้งแรงงานคนต่างด้าวต่าง ๆ กรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็นเมืองใหญ่ อันดับที่ ๒๒ ของโลก มีงบประมาณที่ต้องรับผิดชอบในปี ๒๕๖๐ นี้ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังพิจารณา เรื่องงบประมาณของกรุงเทพมหานครอยู่ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เกิดจากเงินรายได้ของกรุงเทพมหานคร ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็น เงินรายได้ที่รัฐบาลอุดหนุนให้ปีนี้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีถัดไปปี ๒๕๖๑ ผมคิดว่าเราคงจะได้เห็น งบประมาณของกรุงเทพมหานครถึงหลักแสนล้านบาท เทียบได้ในขณะนี้เป็นอันดับ ๘ ของในจำนวน ๒๐ กระทรวง นี่ก็เป็นความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครนะครับ การบริหารงานของกรุงเทพมหานครในวันนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องปัญหา ผมจะขอหยิบยก ปัญหาจากการที่ได้มีการศึกษาโดยคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารของ กรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วยอดีตท่านผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วย นักวิชาการ สตง. สำนักงบประมาณ แล้วก็อีกหลาย ๆ ฝ่ายเราช่วยกันนะครับ สรุปว่าปัญหา ของกรุงเทพมหานครในฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อันดับแรกก็คือในเรื่องของบทบาทอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ยังมี ไม่เพียงพอแล้วก็ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น กฎหมายขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครจะมีข้อจำกัด ข้อจำกัดหน้าที่ของท้องถิ่น ทุกรูปแบบก็คือไม่ว่าจะเขียนให้ท้องถิ่นแต่ละรูปแบบมีหน้าที่อย่างไรก็ต้องตกอยู่ภายใต้ บังคับแห่งกฎหมายอื่น นั่นก็หมายความว่าถ้ามีหน่วยงานอื่น ถ้ามีกฎหมายอื่นบอกว่า หน่วยงานอื่นมีอำนาจหน้าที่เรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร กรุงเทพมหานครก็ไม่สามารถที่จะเข้าไป ก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานอื่นได้ นี่คือข้อจำกัดอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ตัวกรุงเทพมหานครเองก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้น ๆ ถ้ามีหน่วยงานอื่นที่เขามีหน้าที่เรื่องนั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของปัญหาจราจร ปัญหากฎหมายสาธารณสุข เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องการรักษาความสงบ เรียบร้อย การจัดระเบียบเมือง คูคลองต่าง ๆ เรามีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ อย่างมากนะครับ ซึ่งก็เป็นปัญหาในการที่จะต้องทำงานร่วมกัน

ประการที่ ๒ กรุงเทพมหานครขาดเอกภาพและการบูรณาการกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จริง ๆ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นี้ก็เขียนค่อนข้างจะแรงไปจริง ๆ เรื่องของการบูรณาการเรื่องเอกภาพก็ได้ทำอยู่นะครับ แต่อาจจะไม่มากเพียงพอที่จะแก้ไข ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไป ยกตัวอย่างเรื่องของปัญหาการจราจรเราก็ยังมีปัญหาในการทำงาน เพราะเหตุที่อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครก็มีแต่เพียงงานวิศวกรรมจราจร แต่งานบังคับใช้กฎหมายเรื่องจราจรว่าที่ใดควรจะเป็นที่ห้ามจอดรถอะไรต่าง ๆ ก็อยู่ใน อำนาจหน้าที่ของตำรวจ แต่การปักป้าย การทาสี สัญญาณไฟจราจรอยู่ในความรับผิดชอบ ของกรุงเทพมหานคร ปัญหาน้ำท่วมขัง ปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราไม่ได้หน่วยงานที่เข้ามาช่วย บูรณาการแก้ไขปัญหาก็คงจะทำได้ยากนะครับ ปัจจุบันนี้เรื่องของการบูรณาการก็นับว่า โชคดีที่เราได้หน่วยงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นท่านรองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้เข้ามาช่วยเรื่องของปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเรื่อง จัดระเบียบคูคลอง เรื่องการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เรื่องที่อยู่อาศัย นี่ก็เป็นเรื่องของ การขาดเอกภาพและการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ ของกรุงเทพมหานครที่ว่ามีอยู่จำนวนมากเราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องความไม่โปร่งใส เดี๋ยวก็มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอนะครับ

ประการต่อไปก็จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงาน เรื่องของ การบริการประชาชนที่ยังมีลักษณะไม่รวดเร็ว การทำงานของกรุงเทพมหานครยังอยู่ใน ลักษณะของการรวมศูนย์เอามาไว้ที่ส่วนกลาง ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะมีสำนักงานเขตอยู่ถึง ๕๐ เขตก็ตาม แต่จากการวิเคราะห์ การศึกษา ก็พบว่าบุคลากรที่อยู่ส่วนกลางเมื่อเทียบกับ อยู่ที่สำนักงานเขตซึ่งเป็นหน่วยที่บริการประชาชนโดยตรงสัดส่วนเกือบจะเท่ากัน ส่วนกลาง กับเขต ๑ ต่อ ๑.๓ ซึ่งโดยหลักวิชาการที่ได้มีการทำงานวิจัยของสถาบันการศึกษาได้เคยให้ข้อแนะนำว่า สัดส่วน บุคลากรระหว่างส่วนกลางกับเขตควรจะอยู่ในสัดส่วน ๑ ต่อ ๓ จึงจะเป็นการพอเหมาะกับ การให้บริการประชาชน

งบประมาณ งบประมาณอยู่ที่เขต ๕๐ เขตเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้นะครับ ปี ๒๕๕๙ เขตมีงบประมาณทั้งสิ้น ๒๗.๔๖ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นที่เหลือไปอยู่ส่วนกลาง ปี ๒๕๖๐ ซึ่งกำลังพิจารณากันอยู่นี่กลับลดลงไปอีก งบประมาณที่อยู่ที่เขตรวมกันแล้ว ได้เพียง ๒๔.๔๗ เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ๑ ใน ๔ นะครับ อันนี้จากการที่ในฐานะที่ผมเอง เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ตรวจสอบมา

ประการสุดท้าย ที่คิดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญก็คือขณะนี้ประชาชน พูดถึง ภาคประชาชน ยังขาดโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารงานกับกรุงเทพมหานคร อันนี้ถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ เรามีแต่กระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในระดับการเมือง ท้องถิ่น ก็คือถึงเวลาก็มีการเลือกตั้ง ก็มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีการ เลือกตั้ง ส.ก. มีการเลือกตั้ง ส.ข. ทุก ๔ ปี หลังจากนั้นโอกาสของพี่น้องประชาชนในการ ที่จะมาเพื่อขอรับบริการ ให้มีนโยบายต่าง ๆ ตามที่ตัวเองต้องการแทบมองไม่เห็นหนทาง อันนี้ก็จะถือว่าเป็นจุดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่กำลังจะประกาศใช้นี่นะครับ ได้พูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายของรัฐ รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยหลายประการ ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ จะต้องมีการที่จะปรับปรุงแก้ไขเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแล้วก็เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้นจากการมีส่วนร่วม ซึ่งจะต้องนำมา ปรับปรุงแก้ไข

จากปัญหาที่กระผมได้เรียนให้ทราบย่อ ๆ นะครับ ทางอนุกรรมาธิการก็ได้ นำมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งคิดว่าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้คิดว่า จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้หมด เพียงแต่ว่าการแก้ไขกฎหมายนั้นน่าจะเป็นช่องทางหรือโอกาส หรือเป็นการบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดีขึ้นเท่านั้น กฎหมายที่จะมีการแก้ไขมีทั้งหมด ๔๕ มาตราด้วยกัน กระผมขอแยกสรุปเป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้ ซึ่งคงไม่ได้ไล่ตาม ลำดับมาตรานะครับ

ประเด็นแรก เป็นการแก้ไขกฎหมายทางด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของ กรุงเทพมหานครเพื่อให้การบริหารงาน การบริการดีขึ้น ข้อแรก ก็คือได้มีการปรับปรุง ทางด้านอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร อันเนื่องมาจากในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ มีการลงประชามติไปแล้วในมาตรา ๒๕๐ ได้กำหนดว่า การจัดบริการสาธารณะหรือกิจกรรม สาธารณะใดที่สมควรให้เป็นหน้าที่และอำนาจโดยเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการใดให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ นั่นก็หมายความว่าแต่ก่อนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะร่ายยาว เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ว่าทำอะไรบ้าง ซึ่งมีอยู่หลายเรื่อง แต่ตอนนี้เราจะมาแยกให้ชัดว่า หน้าที่ใดเป็นหน้าที่เฉพาะ หน้าที่ใดเป็นหน้าที่หลัก หน้าที่ใดเป็นหน้าที่ที่เลือกหรืออาจทำ เหมือนอย่างรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐ แล้วก็ยังแยกไปกำหนดเป็น แนวนโยบายแห่งรัฐ เมื่อเราถือหลักอันนี้ก็ไปปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร สรุปว่าเมื่อแยกแล้วเราจะได้ หน้าที่หลักของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น ๓๒ ข้อ แล้วก็อำนาจหน้าที่ที่เป็นหน้าที่ เหมือนกับเป็นแนวนโยบายเพิ่มขึ้นมาอีก ๙ ข้อ รวมเป็น ๔๑ ข้อ จากของเดิมที่มีอยู่ ๒๗ ข้อ

ประการที่ ๒ เป็นการปรับปรุงวิธีการจัดบริการสาธารณะให้มีความยืดหยุ่น ให้มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับส่วนราชการ ส่วนราชการนี่ก็ทั้งส่วนกลาง ทั้งส่วนภูมิภาคที่อยู่บริเวณรอบ ๆ กรุงเทพมหานคร ทั้งบุคคล ทั้งคณะบุคคล ทั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ทั้งภาคประชาชน เพื่อให้เปิดกว้างในการที่กรุงเทพมหานคร สามารถที่จะจัดบริการสาธารณะได้อย่างหลากหลาย หากติดขัดปัญหางบประมาณก็สามารถ ที่จะร่วมดำเนินการกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ อันนี้ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเลือก แนวทางการจัดบริการสาธารณะให้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน จริง ๆ ก็เป็น แนวหลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

ประการที่ ๓ กำหนดบทบาทอันนี้สำคัญนะครับ ให้สำนักงานเขต เป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะ เพราะเราเห็นว่าเขตหรือสำนักงานเขตนั้น เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้กับประชาชน เราก็ได้กำหนดให้เขตเป็นหน่วยบริการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเขต ให้เขตสามารถมีงบประมาณเป็นของตัวเอง ให้เขตสามารถจัดทำ แผนของตัวเอง แล้วก็สามารถที่จะบริหารงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้ได้มากขึ้น กว่าเดิม

ประการต่อไป ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติให้เขต ให้กรุงเทพมหานครสามารถ ที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล อันนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ได้กำหนด เพราะเหตุที่กรุงเทพมหานครในขณะนี้ปัญหาประการหนึ่งก็คือ ขาดเอกภาพ ในการที่จะบริหารงาน เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ว่าจะให้กรุงเทพมหานคร มีอำนาจอย่างโน้นอย่างนี้ในการแก้ไขปัญหา เพราะเหตุที่อำนาจหน้าที่ก็จะไปซ้ำซ้อนกับ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เสนอก็คือ ให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นในเมืองหลวง แล้วก็ ปริมณฑลรอบ ๆ ที่มีหลายหน่วยงานจะต้องมาช่วยเหลือกัน โดยให้นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็ให้มีการแก้ไขปัญหา จัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหา จัดทำยุทธศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาเมืองหลวง แล้วก็จัดทำยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับปริมณฑลต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นการบัญญัติกฎหมายเพิ่มขึ้น

ประการต่อไป ปรับปรุงเรื่องรายได้ของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้กรุงเทพมหานคร มีรายได้สูงขึ้นในการที่จะจัดบริการสาธารณะต่าง ๆ ก็มีอีกหลายประการทีเดียวนะครับ ที่กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีรายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องภาษีบุหรี่ ภาษีน้ำมัน ภาษีผู้พักแรม ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะอะไรต่าง ๆ นะครับ อันนี้ก็เพื่อที่จะปรับปรุง ประสิทธิภาพในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางในการที่จะ แก้ไขปัญหาทางด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของกรุงเทพมหานครทางด้านเรื่องของ อำนาจหน้าที่