วัลลภ พริ้งพงษ์ หารือประเด็นการปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความไม่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการทับซ้อนในการปฏิบัติงาน ปัญหาการทุจริต และความโปร่งใสในการบริหาร พร้อมเสนอให้ทบทวนคุณสมบัติผู้บริหารให้สอดคล้องมาตรฐานระดับชาติ และเรียกร้องการปฏิรูประบบการคลังท้องถิ่นที่รายได้ไม่สอดคล้องกับภารกิจ โดยเสนอแนวทางการจัดเก็บรายได้ที่ชัดเจนและยกฐานะองค์กรท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการจัดทำร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉบับรวมที่ครอบคลุมโครงสร้าง การคลัง การมีส่วนร่วมของประชาชน และความสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม นายวัลลภ พริ้งพงษ์ สปท. ลำดับที่ ๑๓๘ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ขออนุญาต นำเรียนรายงานเกี่ยวกับเรื่อง การดำเนินการปรับปรุงเรื่องของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป จะขออนุญาตท่านประธานนำเสนอด้วย เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ในส่วนของการดำเนินการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปจะขอกราบเรียนเรื่องข้อมูลทั่วไปก่อน ในเรื่องข้อมูลทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนี้ในความหมายก็คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลแล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบลนะครับ ซึ่งใน ๓ รูปแบบขององค์กรท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปนี้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พุทธศักราช ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แล้วก็พระราชบัญญัติสภา ตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พุทธศักราช ๒๕๓๗ อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ
ต่อไปก็จะเป็นเรื่องข้อมูลทั่วไปซึ่งจะกราบเรียนเพื่อทราบนะครับ ข้อมูล ทั่วไปขององค์กรท้องถิ่นทั้ง ๓ รูปแบบนี้นะครับ ในภาพรวมในขณะนี้เรามีองค์กรท้องถิ่น ทั่วประเทศ ๗,๘๕๓ แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ แห่ง เทศบาล ๒,๔๔๑ แห่ง ก็จะแบ่งเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล ซึ่งปรากฏตาม เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ ในส่วนของสุขาภิบาลในขณะนี้ก็ได้ยกฐานะเป็น เทศบาลไปหมดแล้วนะครับ ในส่วนที่ ๔ ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติก็คือ องค์การบริหารส่วนตำบล ในปัจจุบันเรามีองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหมด ๕,๓๓๔ แห่ง แล้วก็ที่เหลือจะเป็นกรุงเทพมหานครแล้วก็เมืองพัทยานะครับ
ขออนุญาตไปเรื่องของข้อมูลของบุคลากร บุคลากรขององค์กรท้องถิ่น ในปัจจุบันบุคลากรขององค์กรท้องถิ่นปัจจุบันเรามีข้าราชการฝ่ายการเมือง ก็คือประกอบไปด้วย ผู้บริหารและสมาชิกสภา ๑๕๓,๖๐๑ คน อันนี้เป็นในส่วนของผู้บริหาร ในส่วนของจาก อบจ. จากเทศบาลและจาก อบต. รวมถึงสมาชิกสภา ก็จะประกอบไปด้วยสมาชิกสภาของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นะครับ รวมกันแล้ว ๑๕๐,๐๐๐ คน เรามีข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานทั้งหมด ๔๐๔,๐๐๐ คนเศษ รวมแล้วในส่วนของข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ใน อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั้งสิ้น ๕๕๐,๐๐๐ คนเศษ นั่นก็คือข้อมูลนะครับ
อยากจะกราบเรียนต่อไปเรื่องของสภาพปัญหาของท้องถิ่น สภาพปัญหาที่จะ ขอนำเสนอก็จะประกอบไปด้วยเรื่องแรก เรื่องของรูปแบบโครงสร้าง ในส่วนของรูปแบบ โครงสร้างคงทราบดีว่าในส่วนของจังหวัดนี่จะประกอบไปด้วยในส่วนของการปกครองท้องถิ่น ก็จะมี อบจ. อาจจะขออนุญาตว่าเป็นระดับบนก็แล้วกันนะครับ ความจริงก็ไม่ได้เกี่ยวกับ เรื่องของการบังคับบัญชาระหว่างระดับบน ระดับล่าง อบจ. นี่มีงบประมาณนะครับ มีภารกิจ ตามอำนาจหน้าที่ แต่ว่าประชากรความจริงแล้วไม่ได้มีประชากรที่รับผิดชอบโดยกฎหมาย ชัดเจน นี่คือในส่วนของ อบจ. ระดับที่ต่ำลงไปก็คือระดับพื้นที่ ก็จะประกอบไปด้วยเทศบาล แล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งมีจำนวนประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าแห่ง เทศบาลมีพื้นที่ ชัดเจน มีงบประมาณชัดเจน อบต. เองก็ตามมีพื้นที่กับงบประมาณชัดเจน โครงสร้าง ดังกล่าวเนื่องจากว่าในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ขณะนี้ก็ยังมีการบัญญัติในเรื่องของอำนาจ หน้าที่ไม่ค่อยชัดเจน ก็จะมีปัญหาในเรื่องของภารกิจบางเรื่อง ก็จะมีการแย่งกันทำระหว่าง บนและล่าง ก็คือทั้ง อบจ. กับเทศบาล เป็นต้น เรื่องของจำนวนสมาชิกเองก็ตามที่ขณะนี้ ในเรื่องของ อบต. เองก็ตาม เรามีจำนวนสมาชิกตามพื้นที่การปกครอง แต่ในส่วนของ อบจ. กับเทศบาลเรามีจำนวนสมาชิกซึ่งสอดคล้องกับในส่วนของประชากร เป็นต้นนะครับ ทั้งหมดนี้ สภาพปัญหาปัจจุบันในเรื่องของโครงสร้างนะครับ
เรื่องของอำนาจหน้าที่ต่อไปนะครับ ที่ผมได้นำเรียนแล้วว่ามันมีปัญหา ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ซึ่งบัญญัติไว้ในส่วนของ อบจ. ซึ่งบางเรื่องไปทับซ้อนกับในส่วนของ อำนาจหน้าที่ของเทศบาลและ อบต. ในส่วนอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและ อบต. เองก็ตาม ขณะนี้อำนาจหน้าที่ส่วนใหญ่ก็มีการถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานระดับส่วนกลาง และภูมิภาค ก็ยังมีประเด็นปัญหาในเรื่องของภารกิจไม่ชัดเจน บางเรื่องดำเนินการไปแล้ว ก็ถูกงานตรวจสอบนะครับ ตรวจสอบแล้วก็พบว่าเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้องก็มีการเรียก เงินคืน เป็นต้นนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของการที่ต้องกำหนดในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ให้ชัดเจนระหว่างหน่วยงานระดับบน หน่วยงานระดับปฏิบัติการในส่วนของเทศบาลและ อบต. นะครับ
ต่อไปเป็นปัญหาในเรื่องของที่เราทราบกันดี ในเรื่องของความโปร่งใส ในการบริหารงาน ก็ขออนุญาตหยิบยกในเรื่องของข้อมูลที่ได้มาจากการร้องทุกข์ไปยัง ป.ป.ช. มีการร้องทุกข์เรื่องการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงปี ๒๕๕๓ นะครับ ถึงปี ๒๕๕๘ ทั้งหมด ๖,๐๐๐ กว่าเรื่องนะครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้งหมดปฏิบัติตัวหรือว่าดำเนินการในเรื่องของการทำงานไม่โปร่งใสนะครับ แต่อาจจะมีบางแห่งนะครับซึ่งอาจจะดำเนินการโดยที่เจตนาก็มีนะครับ บางแห่งก็อาจจะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในแง่ของข้อกฎหมายก็มีนะครับ อันนี้ก็เป็นภาพลักษณ์ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีจำนวนไม่มากในเรื่องของการทุจริต แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่า เรามี ๖,๐๐๐ กว่าแห่งนะครับ อันนี้ยังเป็นปัญหานะครับซึ่งจากตัวสภาพปัญหา ก็อาจจะเป็นได้ทั้งในเรื่องของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ ซึ่งต่อไปอาจจะต้อง ยกระดับในเรื่องของคุณสมบัตินะครับ เรื่องของข้อต้องห้ามต่าง ๆ ให้เทียบเท่ากับตัวสมาชิก สภาระดับชาติของเรานะครับ ในเรื่องของตัวบุคคลต่าง ๆ เป็นต้น อันนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่อง ของภาพลักษณ์ของการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ
ต่อไปเรื่องของการคลังนะครับ การคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ยังมีปัญหาอยู่มากทีเดียวนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้บัญญัติเอาไว้ในเรื่องของการรับรอง รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรายปีนะครับ เช่น ในปีปัจจุบันตัวรายได้ที่รัฐบาล จัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคิดเป็นรายได้ประมาณ ๑ กว่านะครับของรายได้ เทียบกับรายได้สุทธิรัฐบาล ก็ตกอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้เมื่อดูตามจำนวนเม็ดเงินแล้วมากนะครับ แต่เมื่อกระจายลงไป ๗,๘๕๓ แห่งนี่ไม่มากนะครับ และในส่วน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ ถ้าแบ่งเป็น ความรับผิดชอบนี่นะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความรับผิดชอบในการจัดเก็บเอง อยู่ที่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าใน ๑๐๐ บาทนะครับที่ใช้จ่ายในปัจจุบันนี้ เป็นรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง ๑๐ บาท อีก ๙๐ บาทนี้นะครับก็จะเป็น เรื่องที่รัฐบาลจัดสรรเป็นภาษีแบ่งให้ แล้วก็จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนนะครับ ซึ่งในส่วนนี้คิดว่า รายได้ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเองในขณะนี้อยู่ในตัวเลขสัดส่วนที่ค่อนข้าง จะน้อยเมื่อเทียบกับอำนาจหน้าที่และภารกิจในการใช้นะครับ แต่ขณะนี้ทางรัฐบาล ได้มีการปรับปรุงในส่วนของพระราชบัญญัติในเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนะครับ ตัวรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเองในปีหน้าก็อาจจะขยับเป็นจาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ บาท เป็นประมาณ ๑๖ บาทโดยประมาณนะครับ นั่นหมายความ ว่าใน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้รายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความรับผิดชอบ ในการจัดเก็บเองก็จะมีเพิ่มมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็นความรับผิดชอบซึ่งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการจัดเก็บให้เกิดประสิทธิภาพต่อไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีปัญหานะครับ ซึ่งจะมีการพูดคุยในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาในขั้นต่อไปนะครับ
สภาพปัญหาต่อไปของท้องถิ่นนะครับ เรื่องการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า อย่างที่ กราบเรียนเมื่อสักครู่นะครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำนวนมากและบางแห่ง มีขนาดเล็ก การดำเนินการตามโครงการขนาดใหญ่บางครั้งไม่สามารถดำเนินการได้ หรือดำเนินการได้ก็มีลักษณะของความไม่คุ้มทุนนะครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง ที่เราพบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ
เรื่องที่ ๗ นะครับ ซึ่งปรากฏตามเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ก็คือ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในปัจจุบัน ยังถือว่าน้อยมากอยู่นะครับ ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีส่วนร่วมในครั้งแรกก็คือการใช้สิทธิในการที่ จะไปเลือกตัวผู้บริหารแล้วก็สมาชิก ซึ่งหลังจากนั้นก็อาจจะบอกว่าน้อยมากเลยที่จะไปใช้ สิทธิในเรื่องของการบริหารนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะต้องมีการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรที่จะ สร้างกลไกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการบริหารงานนะครับ
แล้วก็ประการสุดท้าย เรื่องของการกำกับดูแลนะครับ จากสภาพปัญหา ข้างต้นก็เป็นปัญหาในเรื่องของผู้กำกับดูแลนะครับ ขณะนี้ผู้กำกับดูแลโดยกฎหมายในส่วน ขององค์การบริหารส่วนตำบลแล้วก็ในส่วนของเทศบาลตำบลนะครับ ก็ยังเป็นของท่าน นายอำเภอ ในส่วนของ อบจ. เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เป็นในส่วนของผู้ว่าราชการ จังหวัด เสนอไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ อันนี้ก็เป็นสภาพปัญหา ในปัจจุบันนะครับ
หลังจากที่เราได้รับทราบปัญหาแล้วนะครับก็มาถึงขั้นตอนถึงวิธีการปฏิรูป ก็อยากจะไปเร็วในส่วนของวิธีการปฏิรูปนะครับ ก็มีเรื่องของการวิเคราะห์รายงานการศึกษา แล้วก็รายงานสำคัญที่เราใช้ก็คือในเรื่องของรายงานจาก สปช. นะครับ ซึ่งเราดูในเรื่องของ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ เรื่องของรายงานผลการศึกษาจากสำนักงานปลัดกระทรวง กลาโหมนะครับ แล้วก็รายงานอื่น ๆ นะครับ
ในส่วนที่ ๒ มีการศึกษารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ตลอดจนถึงตัวกฎหมายจัดตั้งในปัจจุบัน ตลอดจนถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนะครับ แล้วก็ยังรวมถึงร่างประมวลกฎหมายซึ่งได้ทำเสร็จแล้ว แล้วก็ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ อันนี้ก็เป็นอีกรายงานหนึ่ง อีกการศึกษาหนึ่งนะครับ การรับฟังความคิดเห็นในส่วนนี้ก็มีการ รับฟังความคิดเห็นจากกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง รับฟังความคิดเห็นจากตัวแทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมที่เกี่ยวข้องของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสมาคม อบจ. สมาคมของสันนิบาตเทศบาล แล้วก็สมาคมขององค์การบริหารส่วนตำบล จากนักวิชาการ ก็มีการเชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้องหลายท่านด้วยกันมาให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ท้ายสุดได้มีการนำ ผลการศึกษาทั้งหลายมาเป็นการทดลองปฏิบัติใน ๑๔ จังหวัด ซึ่งก็ปรากฏในรายงานของ ท่านก็จะมีแต่ละภาคนะครับ ท้ายที่สุดในขั้นตอนสุดท้ายเราคิดว่า ๑. สิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะ นำเสนอไปยังท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็คือทำอย่างไรที่จะให้กฎหมาย ๓ ฉบับนี้รวมเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นของ สปท. ที่นำเสนอท่านก็คือว่าเรารวมกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับเป็นกฎหมายฉบับเดียวกันนะครับ แล้วก็ในส่วนสาระสำคัญของกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับที่เอามารวมกันแล้วก็จะปรากฏในตัวร่างประมวลกฎหมายที่ได้แนบกับรายงาน ที่อยู่บนโต๊ะทุกท่านนะครับ ซึ่งในส่วนของร่างประมวลกฎหมายจะแบ่งเป็น ๖ ลักษณะ ด้วยกันนะครับ ก็คือ ลักษณะที่ ๑ เป็นการพูดในเรื่องของบททั่วไปนะครับ ลักษณะที่ ๒ เป็นการพูดในเรื่องของการจัดระเบียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ เรื่องของ โครงสร้าง คุณสมบัติ เรื่องของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการจัดใหม่ ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นนะครับ เรื่องของการจัดทำบริการสาธารณะทำอย่างไรที่จะสามารถ ร่วมกันดำเนินการได้นะครับ เรื่องของการดำเนินการตามข้อบัญญัติท้องถิ่นต่าง ๆ นะครับ เรื่องของการเงิน การคลัง การงบประมาณท้องถิ่น จะมีการแบ่งเรื่องของรายได้ให้มี ความชัดเจนระหว่าง อบจ. เทศบาล แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องของ การกำกับดูแล และที่สำคัญที่สุดเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น อันนี้เป็นร่างประมวลที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่นได้นำเสนออยู่ในตัวร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหมด ๖ ลักษณะด้วยกันนะครับ ผมจะขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ที่ได้มีการพิจารณา ในตัวร่างประมวลนะครับ ในประเด็นที่มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนะครับ
เรื่องแรก ที่ปรากฏอยู่ในตัวร่างประมวล เรื่องของโครงสร้างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนที่ ๒ คือเทศบาล เทศบาลจะแบ่งเป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร สิ่งที่เรา นำเสนอในร่างประมวลฉบับนี้ก็คือ ๑. ให้ยกฐานะ อบต. ทั่วประเทศเป็นเทศบาล ๒. ที่เรานำเสนอซึ่งปรากฏอยู่ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๕ ถ้าท่านจะเปิดดู ก็คือการที่จะควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ส่วนการดำเนินการ ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดจะไปควบรวมกับใคร ทั้งนี้ก็ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ประชาชน อันนี้อยู่ในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ในส่วนของตัวร่างประมวล กฎหมาย ๒. ในส่วนของตัวสมาชิกต่าง ๆ ก็มีการปรับในแง่ของจำนวนสมาชิกขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกสภาเทศบาล จากเดิมสมาชิกสภาเทศบาล ประกอบไปด้วยในส่วนของตำบล มีสมาชิกทั้งสิ้น ๑๒ ท่าน แบ่งเป็น ๒ เขตเลือกตั้ง ในส่วนของเทศบาลเมืองมีสมาชิก ๑๘ คน แบ่งเป็น ๓ เขตเลือกตั้ง แล้วก็ในส่วน ของเทศบาลนครมีสมาชิก ๒๔ คน แบ่งเป็น ๔ เขตเลือกตั้ง เราก็ปรับใหม่เพิ่มจำนวนสมาชิก ในส่วนของเทศบาลตำบลนะครับ จาก ๑๒ คน เป็น ๑๘ คน การเพิ่มนี้เขาให้เพิ่มตามสัดส่วน ของประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ก็บัญญัติเพิ่มเติมไปว่าให้แบ่งเขตใหม่ให้แต่ละเขตมีสมาชิกได้ไม่เกิน ๓ คน ซึ่งจากเดิมอย่างเทศบาลตำบลตามกฎหมายเดิมมีทั้งหมด ๒ เขต แล้วก็มีสมาชิกเขตละ ๖ คน อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้จำนวนของสมาชิกได้กระจายตัว อยู่ในพื้นที่มากยิ่งขึ้นนะครับ นี่ก็คือส่วนที่เราได้มีการปรับในเรื่องของสมาชิกทั้งในส่วนของ เทศบาลตำบลจากเดิม ๒ เขต เพิ่มเป็นทั้งหมด ๖ เขต ในส่วนของเทศบาลเมืองเพิ่มเป็น ทั้งหมด ๘ เขต จำนวนสมาชิกสูงสุดของเทศบาลเมืองก็คือ ๒๔ คน และในส่วนของ เทศบาลนครมีสมาชิกทั้งสิ้น ๓๐ คน เป็น ๑๐ เขต ในส่วนนี้ท่านก็สามารถตรวจสอบได้ ในตัวร่างประมวลซึ่งอยู่ในมาตรา ๓๓ นะครับ ในส่วนของ อบจ. ก็เช่นเดียวกันนะครับ มีการปรับปรุงจำนวนของสมาชิกให้ลดน้อยลงเนื่องจากว่าจะมีการปรับบทบาทและอำนาจ หน้าที่ของ อบจ. ซึ่งจะนำเรียนในมาตราต่อไปนะครับ จำนวนสมาชิกก็ปรับลงจาก ๒๔ คน สำหรับ อบจ. ที่มีประชากรต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน จาก ๒๔ คน ก็ปรับเป็น ๑๘ คนนะครับ จนถึงสูงสุดก็ยังให้ไม่เกิน ๔๒ คน จากปัจจุบันสูงสุดของจำนวนสมาชิก อบจ. คือ ๔๘ คน เป็นต้น ในส่วนของการควบรวมที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นะครับ ในตัวร่างประมวลของเราบัญญัติ ไว้ว่าในส่วนของสำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกควบรวมไปนั้นให้ปรับเป็นสาขา การให้บริการ นั่นหมายความว่าประชาชนที่อยู่ในองค์กรท้องถิ่นที่ถูกควบรวมจะไม่ได้รับ ผลกระทบในเรื่องของการให้บริการจากการควบรวมนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราบัญญัติ เอาไว้ในตัวกฎหมายนะครับ
ในเรื่องต่อไปนะครับ ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ก็มีการจัด อำนาจหน้าที่ในส่วนของเทศบาลให้มีความชัดเจนขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของ อบจ. จะขออนุญาตว่าถ้าท่านใดสามารถเปิดตัวประมวลทันนะครับ ในส่วนของ อบจ. จะอยู่ใน มาตรา ๘๙ ถึงมาตรา ๙๓ ในร่างประมวล บทบาทของ อบจ. ต่อไปนี้นะครับที่บัญญัติไว้ใน ตัวร่างประมวลก็จะมีบทบาทในเรื่องของการประสานงานเป็นหน่วยงานสนับสนุนนะครับ หน่วยงานช่วยเหลือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการพัฒนา นั่นคือบทบาทกว้าง ๆ ในข้อแรกนะครับ
ข้อที่ ๒ ในเรื่องของการจัดบริการ ก็บัญญัติให้เกิดความชัดเจนขึ้นในเรื่องของ โครงการที่ อบจ. จะเข้าไปดำเนินการนะครับ โดยหลักการแล้วก็จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ หรือเข้าไปบูรณาการโครงการขนาดใหญ่ อันนี้ก็จะบัญญัติให้ชัดเจนขึ้นในส่วนของลักษณะ โครงการนะครับ
ในส่วนที่ ๓ ที่เป็นบทบาทของ อบจ. ต่อไปในอนาคตก็คือในเรื่องของ การประสาน ส่งเสริม แล้วก็การพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรขององค์กรท้องถิ่น แล้วก็ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวบทบาทที่สำคัญของ อบจ. ต่อไปในอนาคต สำหรับตัวลักษณะโครงการก็พยายามจะบัญญัติลักษณะโครงการให้เกิดความชัดเจนขึ้นนะครับ ซึ่งอาจจะอยู่ในมาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ นะครับ ถ้าท่านใดจะตรวจสอบ ตัวโครงการก็สามารถตรวจสอบได้นะครับ
ในส่วนของเทศบาลนะครับ ที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ว่าเราประกอบไปด้วย เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ได้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้เกิดความชัดเจนขึ้น ในเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ในเทศบาลเมืองจะแบ่งลักษณะของอำนาจ หน้าที่เป็น ๓ ลักษณะด้วยกัน
ลักษณะแรก ก็คืออำนาจหน้าที่ที่เทศบาลเมืองต้องดำเนินการ อันนี้กฎหมาย บังคับว่าต้องดำเนินการนะครับ
ลักษณะที่ ๒ เป็นลักษณะของอำนาจหน้าที่ที่เทศบาลเมืองอาจดำเนินการได้ ก็จะกำหนดเป็นตัวมาตราย่อย ๆ ว่ามีลักษณะโครงการอะไรบ้าง
ลักษณะที่ ๓ เป็นลักษณะโครงการซึ่งเทศบาลตำบลอาจดำเนินการได้ ถ้ามีเงื่อนไขว่าถ้ามีงบประมาณเพียงพอแล้วก็ได้รับความเห็นชอบจากสภา ซึ่งในส่วนนี้ ก็จะเป็นลักษณะภารกิจของเทศบาลตำบล ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนเทศบาลตำบลในการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการก็พยายามที่จะไปดูภารกิจของกรรมาธิการของ สปท. ทั้ง ๑๑ กรรมาธิการว่าอย่างน้อยที่สุดก็ให้มีอำนาจหน้าที่บัญญัติไว้ให้เป็นฐานอำนาจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เข้าใจว่าดูแล้วก็จะมีครบทั้ง ๑๑ คณะด้วยกันนะครับ ก็ขอความกรุณาท่านตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตั้งแต่มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ มาตรา ๘๓ ในส่วนของเทศบาลเมืองก็เช่นเดียวกัน เทศบาลเมืองในเรื่องของอำนาจหน้าที่ก็จะนำ ลักษณะของอำนาจหน้าที่ของเทศบาลตำบลที่ต้องทำบวกกับบางส่วนของอำนาจหน้าที่ ที่อาจทำมาเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลเมือง ก็คือเทศบาลเมืองจะมีประเภทของภารกิจ เพิ่มมากขึ้นจากเทศบาลเมืองนะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการปกติขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็มีภารกิจเพิ่มมากขึ้นตามนะครับ เช่นเดียวกันกับ ในส่วนของเทศบาลนครก็จะมีภารกิจที่สำคัญ ๆ เพิ่มเติมจากเทศบาลเมือง โดยย่อก็คือ อันนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ในส่วนของเทศบาลเมือง เทศบาลตำบล แล้วก็เทศบาลนคร ซึ่งปรากฏตั้งแต่มาตรา ๘๐ เป็นต้นไปนะครับ ในส่วนต่อไปซึ่งเป็นลักษณะที่ ๒ ซึ่งอยู่ในตัว ร่างประมวล อันนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการด้านการปกครองท้องถิ่นได้พิจารณาในเรื่อง ของคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของสมาชิกแล้วก็ผู้บริหารที่จะเข้ามาสู่กระบวนการในการ บริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ที่ผมได้นำเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าในเรื่องของ ภาพลักษณ์ ในเรื่องของการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสก็ยังมีได้ยินได้เห็นค่อนข้างจะบ่อย ในส่วนของท้องถิ่นถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีจำนวนมากนะครับ ในหลักการสำคัญที่ทางคณะกรรมาธิการด้านการปกครอง ท้องถิ่นนำเสนอ เรื่องของคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหาร แล้วก็ สมาชิกของท้องถิ่น
ประการแรก ก็คือเราเทียบมาตรฐานของคุณสมบัติ แล้วก็ข้อต้องห้าม เดียวกันกับในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็รัฐมนตรี ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ของเรานะครับ และส่วนสำคัญที่เราใส่เข้าไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีลักษณะของข้อ ต้องห้ามหรือว่าคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ที่เราใส่ลงไป ทั้งในส่วนของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ทั้งในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ เรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันนี้เราก็นำในส่วนของข้อความที่ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญมาใส่อยู่ในตัวคุณสมบัติและข้อต้องห้ามนะครับ บุคคลใดที่เคยต้องคำพิพากษา ในเรื่องของการทุจริต การถูกไล่ออกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันนี้ก็เอามาใส่ทั้งหมด เลยนะครับ นอกจากนั้นในข้อความใดที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการสกรีน (Screen) ในเรื่องของการได้มาซึ่งผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตก็เอามาใส่ อย่างเช่นเรื่องไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมในทางทุจริตเป็นต้นนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัว คุณสมบัติแล้วก็ข้อต้องห้ามที่เราได้ใส่เพิ่มเติมเข้าไปเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันนะครับ จากนั้นก็จะมีเรื่องบทลงโทษทางจริยธรรมของผู้บริหารแล้วก็สมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งปรากฏ ในร่าง ถ้าท่านจะตรวจสอบดูนะครับ ตรวจดูก็คือในมาตรา ๒๐๔ ได้มีการบัญญัติไว้ให้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดในเรื่องของจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไปกำหนดเป็นข้อบังคับในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งอย่างต่ำจะต้อง ไม่ต่ำไปกว่ามาตรฐานที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดนะครับ เพราะฉะนั้นหากผู้ใดฝ่าฝืน หรือว่าไม่ปฏิบัติตามก็จะส่งผลในเรื่องของการเข้าไปตรวจสอบ ถ้าเป็นกรณีของการไม่ปฏิบัติ ตามนั้นรุนแรงก็ส่งผลไปถึงขั้นของการถอดถอนเป็นต้นนะครับ การดำรงตำแหน่งวาระของ ผู้บริหารนะครับ ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ได้บัญญัติเอาไว้ว่าดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันไม่ได้นะครับ ถ้าจะเป็นสอง สอง เว้นอย่างนี้ได้นะครับ อันนี้ก็เพื่อป้องกันในเรื่อง ของการที่บางท่านติดต่อกันยาวและเป็นผู้มีอิทธิพลนะครับ อันนี้ก็เป็นมาตรการในเรื่องของ การป้องกันนะครับ
ต่อไปจะเป็นเรื่องของรายได้นะครับที่ผมได้นำเรียนเมื่อสักครู่นะครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ถึงแม้ว่าคิดเป็นสัดส่วนวงเงินจะอยู่ที่จำนวนถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็ตามนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มากกว่า ๖,๐๐๐ แห่งนะครับ ๗,๐๐๐ แห่ง เพราะฉะนั้นรายได้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเมื่อดูกับ ภารกิจแล้วก็ไม่สอดคล้องกับภารกิจนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตัวร่างประมวลฉบับนี้ ได้พิจารณาก็คือว่าเราพยายามที่จะเขียนตัวฐานรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจนนะครับ ซึ่งจะปรากฏตั้งแต่มาตรา ๑๒๗ เป็นต้นไปนะครับ เราจะเขียนรายได้ ซึ่งเป็นรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดเก็บเองนะครับ เช่น ในเรื่องของภาษี โรงเรือน ที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งในปีหน้าจะเปลี่ยนเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนะครับ ในเรื่องของภาษีป้ายอะไรต่าง ๆ จะเขียนตัวฐานรายได้ไปให้ชัดเจนในส่วนของเทศบาล แล้วก็ฐานรายได้อื่นซึ่งหากต่อไปจะมีในอนาคตนะครับ ในบทต่อไปก็จะมีเรื่องของรายได้ ในส่วนของ อบจ. นะครับ จะเขียนบทบัญญัติในเรื่องของรายได้ให้เกิดความชัดเจนว่ารายได้ ต่อไปของ อบจ. จะมีอะไรบ้าง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเฉพาะ เรื่องของภาษีล้อเลื่อน เป็นต้นนะครับ แล้วก็รายได้ซึ่งต่อไป อบจ. จะมีเรื่องของอะไรบ้างนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นการเขียนเรื่องฐานรายได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนว่ารายได้ประเภทใดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะได้รับเพิ่มหรือไม่เพิ่มนี่นะครับ ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ คณะกรรมการชุดนั้นซึ่งมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาว่า ในแต่ละปีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีสัดส่วนรายได้เท่าไรนะครับ แล้วจะมีกฎหมาย ฉบับใดบ้างที่จะเพิ่มอำนาจในเรื่องของการจัดเก็บภาษี หรือว่าจะเพิ่มรายได้จากการแบ่งภาษี ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ อันนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ อันนี้ก็จะเป็นในเรื่องของรายได้ ของท้องถิ่นนะครับ
ถัดจากเรื่องรายได้ของท้องถิ่นจะมีการพูดในเรื่องของการเงินการคลังนะครับ เรื่องของการจัดทำงบประมาณ การโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณนะครับ ซึ่งบัญญัติในเรื่อง ของหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ๆ เอาไว้นะครับ เรื่องที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของวินัยการเงินการคลัง อันนี้บัญญัติไว้ชัดเจนในเรื่องของการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีการดำเนินการ ในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลังโดยเคร่งครัดนะครับ ซึ่งในวรรคต่อไปจะอยู่ใน มาตรา ๑๗๗ นะครับท่านที่จะเปิดดู ก็จะมีการพูดในเรื่องของบทลงโทษของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ปฏิบัติตามหรือละเว้นการปฏิบัติตามในส่วนของวินัยทางด้านการเงินการคลังนะครับ ตลอดจนผู้บังคับบัญชาซึ่งมีส่วนสั่งการหรือว่าดำเนินการโดยมิชอบ เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็อยู่ในมาตรา ๑๗๗ นะครับ
ในเรื่องต่อไปนะครับซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมเข้ามาในร่างประมวลฉบับนี้ เรื่องของการจัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะนะครับ ที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ ถึงแม้ว่าจะมีการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นก็ตาม แต่แน่นอน ก็อาจจะมีภารกิจบางภารกิจซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถ้าดำเนินการแล้วอาจจะไม่คุ้มทุน นะครับ ลักษณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาอาจจะขอความร่วมมือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นใกล้เคียงในการมอบหมายภารกิจแล้วก็คิดค่าใช้จ่าย หรือในบางกรณีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถที่จะร่วมกันดำเนินการ การร่วมกันดำเนินการตรงนี้เป็นไปได้ แม้กระทั่งเรื่องของการจัดทำสหการร่วมกัน หรือว่าการดำเนินการที่จะให้เอกชน บุคคล หรือแม้แต่ชุมชนนะครับ เข้าไปดำเนินการตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ ก็จะบัญญัติอยู่ในตัวร่างประมวลของเรานะครับตั้งแต่มาตรา ๙๕ ถึงมาตรา ๑๐๒
ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ได้บัญญัติเข้ามาในประมวลกฎหมายฉบับนี้นะครับ แล้วก็ผมเข้าใจว่าเป็นการบัญญัติเข้ามาในครั้งแรกก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วการมีส่วนร่วมทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นำเสนอสภาแห่งนี้ไปแล้วนะครับ และเห็นชอบในหลักการแล้ว แล้วในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปก็นำผลจากการที่สภาแห่งนี้ได้เห็นชอบ แล้วนำไปจัดทำเป็นรายมาตรานะครับ ทั้งหมดจะมีตั้งแต่มาตรา ๒๐๕ ถึงมาตรา ๒๒๓ ก็เป็นการสร้างกลไกในตัวกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจัดให้มี หรือว่า มีกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานนะครับ ซึ่งในมาตราต่อ ๆ ไปจะบัญญัติแม้กระทั่งภารกิจใดบ้างที่บังคับนะครับ เพราะอย่างน้อยต้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น ในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีนะครับ และยังมีบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน คือให้เป็นหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการที่จะรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเข้ามามี ส่วนร่วมในเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชัน จนถึงการชี้เบาะแส ผมเข้าใจว่าอันนี้อยู่ใน บทบัญญัติแห่งร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราเอาบทบัญญัติตัวนั้นมาใส่ไว้ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ ของเราด้วย เรื่องของวิธีการในการที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เรื่องของการรับฟังการประชุมสภา การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในส่วนของการแสดงความ คิดเห็นได้มีบทบัญญัติเฉพาะเลยว่าองค์กรท้องถิ่นมีหน้าที่สนับสนุนให้ประชาชนได้มี การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่สำคัญ ๆ แล้วยังมีบทบัญญัติต่อไปอีกด้วยว่าเมื่อได้รับทราบ ผลความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำความคิดเห็นของ ประชาชนนั้นไปประกอบในการพิจารณาตัดสินใจนะครับ อันนี้ก็เป็นบทบัญญัติในเรื่องของ ความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการทำประชามติ ในตัวร่างประมวลฉบับนี้ก็มีเรื่องของ ขั้นตอนในการทำประชามติ สรุปแล้วในส่วนนี้ในร่างประมวลฉบับนี้ได้พูดถึงในการมีส่วนร่วม ไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจน แล้วก็มีหลายมาตรา แล้วท้ายที่สุดก็เป็นเรื่องของการกำกับดูแล ซึ่งอยากจะกราบเรียนว่าการกำกับดูแลก็คงเป็นหน้าที่ของทางผู้กำกับดูแลในส่วนของ ท่านนายอำเภอกับผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ นอกเหนือจากการที่เราได้มีบทบัญญัติ ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องของการกำกับดูแลด้วย ทั้งหมดก็เป็นตัวสาระสำคัญของ ร่างประมวลที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรปกครองท้องถิ่นได้นำเสนอ ซึ่งปรากฏในรายงานนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของร่างประมวลที่เราได้นำเสนอ มาแล้ว ในภาพรวม สิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการจัดทำร่างประมวลฉบับนี้ อยากจะกราบ เรียนว่าจริง ๆ แล้วผลกระทบคงจะมีนะครับ หมายความว่าอย่างน้อยที่สุดจำนวนสมาชิก ของท้องถิ่นอาจจะลดน้อยลง แต่ว่าผลที่ประชาชนจะได้รับนั้นผมคิดว่าค่อนข้างจะสูง ก็คือ ๑. ในเรื่องของคุณภาพในการให้บริการจากการที่เรายกฐานะ อบต. ทั้งหมดเป็นเทศบาล ภารกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบก็จะเป็นไปตามมาตรฐานของทางเทศบาลเป็นหลัก แต่แน่นอนที่สุดมีปัจจัยอื่นที่จะต้องพัฒนาตามไป นั่นคือเรื่องของรายได้ที่ต้องพัฒนารายได้ ให้สอดคล้องกับภารกิจนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่คิดว่าเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องผลของการควบรวม ในปัจจุบันนี้องค์กรท้องถิ่นที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่ว่าเรามีทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าแห่งนะครับ ใน ๗,๐๐๐ กว่าแห่งนี่มีมากกว่า ๖,๐๐๐ แห่งที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนไม่ถึง ๒๐ ล้านบาท แล้วในกลุ่มพวกนี้นะครับ ในบางแห่งอีกเช่นเดียวกันในแต่ละปีไม่มีงบพัฒนาเลย บางแห่งไม่มีเลย บางแห่งมี ๕,๐๐๐ บางแห่งมี ๗,๐๐๐ บางแห่งมีเป็นแสน นับเป็นร้อย ๆ แห่งนะครับที่ไม่มีงบพัฒนานะครับ อันนี้คือประเด็นปัญหาตัวหนึ่ง ประเด็นปัญหา ตัวที่ ๒ ก็คือว่า โครงสร้างขององค์กรท้องถิ่นขนาดเล็กไม่เอื้ออำนวยในการที่จะไปแก้ปัญหา สำหรับปัญหาในอนาคตที่มี ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ผมนำเรียนว่าเรามีองค์กรท้องถิ่น ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นขนาดเล็ก โครงสร้างนะครับ เช่นยกตัวอย่างในขณะนี้ ในกรรมาธิการเราพูดถึงผู้สูงอายุ ปัจจุบันนี้องค์กรท้องถิ่นขนาดเล็กมีโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกองสวัสดิการ และสังคม ขนาดเล็กยังไม่มี ก็ไปซ่อนอยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวง เป็นต้น ซึ่งต่อไปเราบอกว่า อีก ๑๐ ปี ๑๕ ปี เราจะมีประชากรผู้สูงวัย อันนี้ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการที่จะเข้าไปดูแลผู้สูงวัยในอนาคต ลักษณะนี้เป็นต้นนะครับ ก็คิดว่าถ้าเรา ไม่รีบดำเนินการปรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้อยู่ในหลักการที่จะสามารถ รับตัวภารกิจดังกล่าวนั้นได้ก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตนะครับ นอกนั้นก็จะมีปัญหาในเรื่อง ของสำนัก กอง ที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมนะครับ สำนัก กอง ที่ดูแลเรื่องของการศึกษา เป็นต้น เพราะฉะนั้นการปรับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขนาดใหญ่ขึ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็จะมีประสิทธิภาพในการบริหารงานตามขึ้นไป อันนี้คืออีกส่วนหนึ่งนะครับ เรื่องของ โครงการขนาดใหญ่ขึ้นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถที่จะ ดำเนินการลักษณะโครงการซึ่งมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการทำให้ความคุ้มทุน นั้นเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นในเรื่องของผลดีอันเนื่องมาจากการที่เราจะมีการปรับในเรื่อง ของโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ
สำหรับในเรื่องของหน่วยงานรับผิดชอบซึ่งปรากฏในรายงานนี้ก็จะประกอบ ไปด้วยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องของภาระ เรื่องงบประมาณ ในหลักการแล้วขณะนี้ ที่เรานำเสนอทั้งหมดถึงแม้ว่าจะมีมาตรการเป็นแรงจูงใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ มีการควบรวม เราก็พยายามที่จะจัดตัวแรงจูงใจตัวนี้ให้อยู่ในสัดส่วนของรายได้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็คงจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจในการที่จะดู ในเรื่องของมาตรการแรงจูงใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในตัวมาตรการแรงจูงใจ ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๒๕ อันนี้ก็เป็นมาตรการแรงจูงใจที่เราให้เป็นตัวเงินอุดหนุน เป็นรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควบรวมนะครับ แต่เราก็บังคับว่าเงินรายได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เอาไปดำเนินการในเรื่องของการบริการกับประชาชน หรือว่าจัดทำโครงการ ในเรื่องของการดูแลทุกข์สุขของประชาชนห้ามมิให้ไปดำเนินการในเรื่องของงบบริหาร เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของตัวรายได้นะครับ และท้ายที่สุดนี้ก็คงจะนำเสนอในภาพรวม ในเรื่องของรายงานฉบับนี้เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการ สปท. ถ้าท่านใดมีข้อคิดเห็นทางฝ่าย คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการก็คงจะรับไปปรับเพื่อให้เป็นรายงานที่สมบูรณ์ ต่อไป ขอบคุณมากครับ