สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙

ขอเชิญกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล และตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาต ๒ ท่านคือ ๑. พลตํารวจเอก ชัยยง กีรติขจร ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ๒. พันตํารวจโท พัฒนา พัฒนชัย ผู้กํากับการ ฝ่ายอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าว เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ

(พลตํารวจเอก ชัยยง กีรติขจร ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ และ พันตํารวจโท พัฒนา พัฒนชัย ผู้กํากับการฝ่ายอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการ นโยบายตํารวจแห่งชาติ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

เรียนท่านสมาชิก ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ในคราวประชุม ครั้งที่ ๒๓/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และมีมติเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมศึกษาเรื่องดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้เสนอรายงานเพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาในวันนี้ ขอเชิญประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานครับ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รองประธานศาลฎีกา

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม นายวิรัช ชินวินิจกุล สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔๕ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอเสนอรายงาน เรื่อง การวาง แนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งใน ๙ หัวข้อ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอที่ประชุมเห็นชอบไปแล้วนะครับ

ในโอกาสนี้ผมขออนุญาตท่านประธานให้ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจเป็นผู้เสนอรายละเอียด ต้องกราบเรียนสมาชิกทุกท่านว่า เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตํารวจนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับ ความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก คณะกรรมาธิการคณะของผมได้พยายามศึกษา แนวทาง อย่างไรก็ตามพวกกระผมมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความคิดเห็น จากสมาชิกทุกท่านที่จะได้ร่วมกันเสนอความเห็น ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิรูปตํารวจ โดยเฉพาะ ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปโดยถูกต้องชอบธรรมนะครับ จริง ๆ แล้วเราเองก็อาจจะ ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดว่าการปฏิรูปตํารวจจะสําเร็จได้ภายในเร็ววันนี้ แต่เนื่องจากว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังรอประชามติได้กําหนดแนวทางเรื่องการปฏิรูปตํารวจเอาไว้ เพราะฉะนั้นถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราได้มีแบบหรือแนวทางการปฏิรูป คงไว้เช่นนี้ ผมเชื่อว่าฝ่ายใดจะมาเป็นรัฐบาลในโอกาสต่อไปก็ตาม ก็คงจะต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญที่กําหนดเอาไว้ แล้วอาจจะใช้แนวทางที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้วางเอาไว้นี้เป็นแนวทางในการที่จะดําเนินการต่อไปก็ได้นะครับ ในโอกาสนี้ผมขออนุญาต ท่านประธานให้ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ได้โปรดนําเสนอในรายละเอียดครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ต่อไปขอเรียนเชิญ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ครับ

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ขออนุญาตเรียนชี้แจงถึง ผลการศึกษาในประเด็นปฏิรูปที่ ๓ เรื่องของการวางแนวทางมาตรฐานในการแต่งตั้ง ก่อนอื่นก็ขอเรียนนะครับว่าในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีความคิดหลากหลายนะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะยกร่างระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งนี้มันก็มีหลายแนวคิด เพราะฉะนั้น บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจ อาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ ซึ่งตัวผมเองนั้น ก็เติบโตมาตั้งแต่ร้อยตํารวจตรี ก็ทั้งถูกแต่งตั้งมาโดยตลอดและขณะเดียวกันก็เคยเป็นผู้ที่ ออกคําสั่งแต่งตั้งเพื่อนข้าราชการตํารวจ น้อง ๆ ข้าราชการตํารวจมาแล้ว ไม่ว่าจะตั้งแต่สมัย เป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๗ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง แต่ก็ขอเรียนยืนยันว่าสามารถ ใช้ระบบคุณธรรมและแต่งตั้งได้นะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะเสนอแนวคิดในวันนี้ก็พยายาม ที่จะเอาประสบการณ์ แล้วก็ประสบการณ์จากข้าราชการตํารวจที่ทําหน้าที่ทางด้านกําลังพล มาร่วมกันคิด อย่างไรก็ตามผมคิดว่าหลังจากที่ผมชี้แจงเสร็จแล้ว ข้อเสนอแนะจากเพื่อน สมาชิกก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะว่าหลากมุมมองนะครับเราก็พร้อมที่จะน้อมรับ เอามาพิจารณานะครับ ในการพิจารณาครั้งนี้โชคดีที่ว่าเรามีร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะ ลงประชามติอยู่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๘ ในเรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะข้อ ง (๔) ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดําเนินการ ปฏิรูปตํารวจนะครับ ดําเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุง กฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อํานาจ และภารกิจตํารวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่า ข้าราชการตํารวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบําเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน ซึ่งในการ พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายต้องคํานึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันเพื่อให้ ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ นอกจากนั้นในมาตรา ๒๖๐ ก็ยังกําหนดว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้แล้วภายใน ๑ ปี การปฏิรูปตามแนวในมาตรา ๒๕๘ นี้ต้องเสร็จ โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแนวทางที่เราพิจารณา ที่ สปท. พิจารณาในวันนี้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี และเป็นที่ยอมรับ ผมคิดว่าก็จะช่วยทําให้การปฏิรูปหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญรวดเร็วขึ้น หรือสามารถปฏิรูปก่อนก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นหลักที่คณะทํางาน คณะกรรมาธิการ นํามาใช้ในเรื่องนี้ก็ตรงเนื้อหาที่สําคัญที่ว่าอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ ตรงนี้ คือประเด็นสําคัญ เป็นที่ถกเถียงกันนะครับระหว่างอาวุโสกับความรู้ความสามารถว่าอะไร สําคัญกว่า บางคนก็โต้แย้งว่าถ้าใช้อาวุโสอย่างเดียว ก็หมายความว่าทุกคนก็เช้าชามเย็นชาม รอไปเรื่อย ๆ รอความแก่ไปเรื่อย ๆ ไม่มีการกระตือรือร้น ในที่สุดองค์กรก็จะได้จะมีผู้บริหาร ที่โตมาด้วยความแก่นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็น แล้วอย่างไรละ พอเปิดให้ใช้ ความรู้ความสามารถ ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมันก็ปรากฏว่าบางครั้งก็มีการข้ามหัวกัน อย่างที่เราเรียกกันว่า ฟาสต์แทร็ก (Fast Track) บ่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือ เป็นประเด็นหลักสําคัญที่ว่าเราจะมาเอา ๒ อย่างนี้มาประกอบกันถ่วงน้ําหนักกันอย่างไร ให้มันเหมาะสม ตรงนี้คือประเด็น เพราะฉะนั้นในหลักของที่เราคิด เราก็พยายามว่าถ้าอย่างนั้น เอามาถ่วงน้ําหนักให้ได้ ๕๐ ต่อ ๕๐ แล้วทําอย่างไร ในหลักคิดก็คือว่า บัญชีอาวุโส ซึ่งปัจจุบันนั้นมีอยู่แล้วครับ หลักเกณฑ์การจัดทําบัญชีอาวุโสสําหรับการแต่งตั้ง ก็เป็นไปตาม ประกาศ คสช. ที่แก้ไขล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ นะครับ กําหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้ว ตามเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่เพื่อนสมาชิกจะเห็น

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentantion))

อันนั้นก็คือการจัดทําบัญชี อาวุโสสําหรับการแต่งตั้ง ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ก็คือว่า เราจะเอาบัญชีอาวุโสนี้มาประกอบ ใส่เรื่องของความรู้ความสามารถเข้าไป นั่นหมายความว่า ถ้าใครมีความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด เขาสามารถขยับอาวุโสได้ ๑ ปี ขณะเดียวกันถ้าใครที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อย ถูกลงโทษถึงขั้นมากกว่าภาคทัณฑ์ ก็จะถูกลดอาวุโสไป ๑ ปี ประเด็นตรงนี้มีการตั้งคําถาม ทําไมต้อง ๑ ปี ทําไมไม่ครึ่งปี ทําไม ไม่ ๓ เดือน ก็อธิบายว่าจริง ๆ แล้วการแต่งตั้งเราทํากันปีละครั้ง เพราะฉะนั้นอาวุโสมันก็ อาวุโสเกิดจากการที่ได้รับการแต่งตั้งรับราชการก่อน และเมื่อแต่งตั้งทีละปี มันก็จะห่างกัน เป็นปี ๆ มีน้อยมากที่จะห่างกันเป็นช่วงเดือนที่จะมีวาระพิเศษ อันนั้นน้อยเราจึงยึดที่ ๑ ปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ท่านอ่าน ถ้าเพื่อนสมาชิกจะกรุณาอ่านเอกสารหรือท่านที่ อ่านแล้ว ผมแนะนําว่าท่านอ่านง่ายที่สุดก็คือ ข้อ ๒.๕ หน้า ๖ เป็นต้นไปนะครับ ก็จะชัดเจน อยู่ในหลักเกณฑ์ครบทั้งหมด มีทั้งหมดถึง ๒.๕.๑๔ แต่อย่างไรก็ตาม ผมพยายามจะจําลอง รายละเอียดที่เขียนเป็นหลักการนั้นมาเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อธิบายให้กับเพื่อน สมาชิกได้เข้าใจง่าย ๆ ผมจึงขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ ยกตัวอย่างเป็นบัญชีนะครับ บัญชีแรกที่ผมนําเสนอนี้ผมยกตัวอย่างว่านี่คือบัญชีอาวุโส เป็นอาวุโสระดับสารวัตรนะครับ จะเห็นว่าที่ผมทําได้แค่ ๓๐ คนก็เพราะว่าถ้ามากกว่า ๓๐ คนแล้วมันจะเกินหน้าแล้วจะดู ไม่เข้าใจ แต่จริง ๆ แล้วใน ๑ หน่วย ๑ กองบัญชาการ ระดับสารวัตรที่จะขึ้นเป็นรองผู้กํากับการ มีไม่ต่ํากว่าประมาณ ๑๕๐ คนถึง ๒๐๐ คน ก็จะเรียงกันไปตามนี้ ในนี้ผมยกตัวอย่าง ๓๐ คน แล้วเพื่อให้เห็นภาพก็กําหนดชื่อ เรียงตามอักษร จะได้รู้ว่าใครแก่กว่าใคร ในที่นี้ พันตํารวจโท ก ก็อาวุโสสูงสุด ข เป็นอันดับ ๒ ค เป็นอันดับ ๓ ง อันดับ ๔ จ อันดับ ๕ เราจะเห็นว่า ก ข ค นั้นมีอายุรับราชการเท่ากัน ๑๐ ปี แต่สามารถจัดเรียงลําดับได้ด้วย หลักเกณฑ์ที่ผมได้นําเสนอท่านเมื่อสักครู่นี้ หลักเกณฑ์การจัดอาวุโสมันจะมีอยู่ถึงแม้จะ เข้ามาปีเดียวกัน เพราะฉะนั้นในที่นี้หมายความว่า ก ข ค เข้าก่อน ง จ ฉ และ ง จ ฉ เข้าตามหลัง ๑ ปีนะครับ ลําดับ ๗ ลําดับ ๘ ลําดับ ๙ ก็คือ ช ซ ฌ นี้ก็เข้าตามมาเป็นอาวุโส ๘ ปี ผมจะเรียงอย่างนี้ ยกตัวอย่างมาช่วงละ ๓ คนจนถึงหมายเลขลําดับ ๓๐ คืออาวุโส ๑ ปี จากบัญชีนี้ นี่คือบัญชีเรียงอาวุโสแล้ว เรามีอาวุโสแล้ว

แต่เราจะไปถ่วงน้ําหนักสําหรับความรู้ความสามารถก็ด้วยการจัดให้มี การประเมิน จากบัญชีนี้เราจะนําไปประกอบความรู้ความสามารถ ทีนี้การจะได้ความรู้ ความสามารถก็คงต้องใช้วิธีประเมิน การประเมินก็จะวางหลักของการประเมิน มอบกระจาย อํานาจให้แต่ละกองบัญชาการเป็นผู้ประเมิน สาเหตุที่จะต้องให้แต่ละกองบัญชาการ เป็นผู้ประเมิน เพราะว่าลักษณะงานของแต่ละกองบัญชาการนั้นแตกต่างกัน ผมยกตัวอย่าง กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการ ศึกษา กับกองบัญชาการตํารวจนครบาล กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๗ หรือแม้กระทั่ง ศชต. ลักษณะงานจะไม่เหมือนกัน

มีบางอย่างที่เหมือนกันที่เป็นคอร์ (Core) เป็นหลักเกณฑ์ร่วมกันได้ แต่ต้อง มีอะไรที่แตกต่างกันไป เราจึงกระจายอํานาจให้แต่ละกองบัญชาการเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์ การประเมิน และวิธีการประเมินนั้นจะต้องทําในรูปของคณะกรรมการ ที่เราเสนอก็คือว่า กําหนดให้ผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการทั้งหมดเป็นคณะกรรมการ และรวมถึงผู้บังคับการ ในสังกัดด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น ตํารวจภูธรภาค ๗ ก็จะมีผู้บัญชาการ มีรองผู้บัญชาการ อีกประมาณ ๗ ท่าน มีผู้การอีก ๘ ท่าน ก็จะรวมเป็น ๑๖ คน ก็จะเป็นรูปของคณะกรรมการ มาร่วมกันพิจารณากําหนดหลักเกณฑ์ และในขั้นตอนกําหนดหลักเกณฑ์นี้จะต้องให้ ภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น กต.ตร. สถานีตํารวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออะไรก็ได้ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตํารวจมาร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์ เมื่อกําหนดหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว ก็ให้ส่งหลักเกณฑ์นั้นมาขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ตร. นะครับ เมื่อคณะกรรมการ ก.ตร. เห็นชอบแล้วจะต้องประกาศหลักเกณฑ์นี้ให้เป็นที่รับทราบทั่วกัน เป็นสาธารณะ อันนี้จะต้องทําตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ หลังจากนั้นเมื่อประกาศหลักเกณฑ์ ข้าราชการตํารวจทุกคนรับทราบหมดแล้วก็จะได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินของ แต่ละหน่วย แต่ละกองบัญชาการ เมื่อผ่านไปใกล้สิ้นปีงบประมาณก็จะต้องมีการสรุปผล การประเมิน ก็โดยคณะกรรมการชุดที่กล่าว แต่ว่าในคณะกรรมการชุดนี้ก็อาจจะมี ภาคประชาชนหรือไม่มี อันนี้เราให้อิสระกับแต่ละกองบัญชาการ ผลการประเมินนี่สําคัญ นะครับ จะต้องประกาศและจะต้องโดยเปิดเผยสามารถตรวจสอบได้ หากมีผู้สงสัย หรือเคลือบแคลงสงสัยในผลการประเมิน คณะกรรมการจะต้องตอบชี้แจงได้ กรณีที่ ผู้ถูกประเมินไม่พึงพอใจในผลการประเมินก็สามารถที่จะร้องทุกข์ได้ที่คณะกรรมการร้องทุกข์ ของ ก.ตร. นะครับ แต่การแต่งตั้งก็จะดําเนินไป

เมื่อประเมินแล้วหลักเกณฑ์การประเมินก็คงจะต้องให้เป็นการให้คะแนน เรียงลําดับ ซึ่งสามารถที่จะเรียงลําดับตั้งแต่ ๑ จนถึง ๒๐๐ คนได้ กรณีที่มี ๒๐๐ คน ก็จะเรียงไป เสร็จแล้วเราจะให้รางวัลเพิ่ม ๑ ปีกับผู้ที่ได้รับคะแนนการประเมินสูงสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก เราให้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เป็นตัวเลขที่ถามว่าเท่าไรดีนะครับ แต่เรา ตกลงกันที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวผมจะให้เหตุผลว่าทําไมเราถึงเอาตัวเลข ๒๐ นะครับ จาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็จะ นํามาบวก ๑ ปีให้เขา ก็จะเอาบัญชีเมื่อสักครู่นี้กลับมาทําเป็นบัญชีที่ท่านเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ ขณะเดียวกันในเรื่องของผู้กระทําความผิดวินัย ความประพฤติที่ไม่ดี อันนี้จะมีหน่วยงาน มีกองวินัยแยกไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเลยนะครับว่าถ้าในรอบปีนั้นใครถูกลงโทษ สูงกว่าภาคทัณฑ์ก็จะมีคําสั่งลงทัณฑ์ ใครที่ถูกลงทัณฑ์ก็จะถูกลดปีลงไป จํานวนคนลดปี ไม่จํากัดจํานวน ขึ้นอยู่กับว่าใครทําผิดมากทําผิดน้อย มีจํานวนผู้กระทําความผิดมากน้อย เท่าไรก็โดนหมด ในที่นี้ผมยกตัวอย่างว่ามีผู้ถูกลงทัณฑ์ ๓ คน ๓ คนนะครับ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับรางวัล ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากจํานวน ๓๐ ลําดับที่ผมนํามาครั้งนี้ ก็จะได้ผู้ที่ได้รับเลือก ๖ คน เพราะฉะนั้นถ้าท่านดูนะครับ ใน ๖ คนนี้ คนที่ได้รับเพิ่ม ได้รับรางวัลก็คือคนที่ ๕ คนที่ ๙ คนที่ ๑๓ คนที่ ๑๗ คนที่ ๒๖ คนที่ ๒๘ ส่วนคนที่กระทําความผิดก็มีคนที่ ๒ คนที่ ๑๑ และคนที่ ๑๙ จากบัญชีนี้เราจะนําไปสู่บัญชีผู้อาวุโสแล้วมาประกอบความรู้ ความสามารถนะครับ

เฟรม (Frame) ถัดไปเลยครับ อันนี้เราจะเห็นว่าลําดับ ข ลําดับ ๒ นะครับ เดิมอาวุโส ๑๐ ปี ถูกลดมาเหลือ ๙ ปี ก็มากลายเป็นลําดับ ๔ ในบัญชีอาวุโส ประกอบ ความรู้ความสามารถ ส่วนลําดับ ๕ พันตํารวจโท จ เดิมอาวุโส ๙ ปีก็ได้รับบวก ๑ ปีเป็น ๑๐ ปี ขยับลําดับจากลําดับ ๕ มาเป็นลําดับ ๓ ลําดับ ๙ บวก ๑ ปี ลําดับ ๙ ขยับมาเป็น ลําดับ ๗ ถูกไหมครับ ส่วนลําดับ ๑๑ ลดลงมาเหลือเป็นลําดับ ๑๓ ท่านจะเห็นภาพนี้ แต่ในบัญชีจริงที่ผมเรียนว่ามีประมาณ ๒๐๐ กว่านี้ลําดับจะกระโดดห่างมากกว่านี้มาก ถ้าบวก ๑ ปีนี้จะกระโดดไปอาจจะถึง ๕๐ ลําดับ ก็จะทําให้ลําดับเขาแซงขึ้นไปนะครับ จากตรงนี้เราก็จะได้บัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ

เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ไปเลยนะครับ บัญชีนี้คือบัญชีอาวุโส เรียงลําดับใหม่แล้ว ตามความรู้ความสามารถ แต่เราจะไม่ได้ใช้บัญชีนี้ไปพิจารณาทั้งหมด เพราะว่าในเรื่องของการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งสูงขึ้นนั้นยังต้องมีอายุงาน ยกตัวอย่างเช่น รองสารวัตร จบจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจหรือจบมหาวิทยาลัยมาเป็นตํารวจใหม่ ๆ เรามี หลักเกณฑ์ว่าคุณต้องเป็นตํารวจอย่างน้อย ๗ ปีถึงจะได้รับการพิจารณาให้เป็นสารวัตร เมื่อขึ้นสารวัตรแล้วคุณจะต้องเป็นสารวัตรอย่างน้อย ๖ ปีถึงจะได้รับการพิจารณาขึ้นเป็น รองผู้กํากับ แค่ได้รับการพิจารณานะครับ จะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณา เพราะฉะนั้นจากบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤติ เมื่อสักครู่นี้จึงมาตัดที่อายุ นี่ผมยกตัวอย่าง ๖ ปีนะครับ จริง ๆ ปัจจุบันนี้ ๕ ปี ที่อายุ ๖ ปีขึ้นไป สําหรับผู้ที่อายุ ๕ ปีแล้วบวก ๑ ปีเราถือว่าเกณฑ์ขั้นต้นยังไม่ถึง คุณต้อง ๖ ปี แล้วบวก ๑ ปีเป็น ๗ ปีถึงจะได้ แต่ถ้าพื้นฐานที่ต่ํากว่า ๖ ปีไม่ได้ แต่ผลการประเมินที่คุณ ยังไม่ได้รับการพิจารณาในครั้งนี้เก็บไว้ใช้ตลอดไปทุก ๆ ปี บวกได้เรื่อย เอาไปบวกได้ตลอด ณ ขณะนี้จากบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ ความประพฤติ ตัดที่ ๖ ปี ก็คือ เหลือ ๑๕ คน ๑๕ คนนี้ผมเลยเรียกชื่อใหม่ว่า บัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตําแหน่ง ซึ่งก็คือ บัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ และครบหลักเกณฑ์อายุปี อายุงาน ในที่นี้เราก็ กําหนดหลักเกณฑ์ว่า จากบัญชีนี้คุณต้องแต่งตั้งเรียงลําดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แรก เพราะฉะนั้น ๑ ถึง ๗ ต้องได้ เรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมต้องเรียนว่า มัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่มี ผมก็ยกตัวอย่างว่าถ้าเกิด ๑ ใน ๗ ถ้าเกิดเพี้ยนไปเป็นโรคประสาทขึ้นมามันก็มีเหตุผล เราจึงต้องเปิดช่องให้ แต่เปิดช่องให้ตรงนี้เราพยายามจะหาคําอธิบายคําพูดที่ว่า มันต้อง หนักหนาสาหัสจริง ๆ นะคุณถึงจะข้ามเขา ที่ประชุมจึงได้ใช้คําว่า เหตุสุดวิสัย เพราะว่า เหตุสุดวิสัยนั้นเป็นเหตุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แล้วถ้ามีใครสงสัยว่าอะไรสุดวิสัย ไม่สุดวิสัย ให้ศาลเป็นคนชี้ถ้ามีเรื่องมีราวนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เขียนไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ๑ ถึง ๗ เราปรารถนาให้ได้ครบทุกคน เพราะใน ๑ ถึง ๗ นี้ก็ประกอบไปทั้ง อาวุโสและความรู้ความสามารถด้วยแล้วนะครับ ในส่วนที่เหลือตั้งแต่ลําดับ ๘ จนถึง ๑๕ ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการพิจารณาตรงนี้ หรือว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์หลัง หรือ ๓ คน ตามตัวอย่างนี้ ในหลักการก็ยังต้องให้เรียงอยู่ แต่เราก็ให้ดุลยพินิจของผู้มีอํานาจที่จะ สามารถเลือกคนมีความรู้ความสามารถที่เรียกว่าโดดเด่นจริง ๆ สามารถจะข้ามอาวุโสได้ แต่ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจง เพียงแต่ว่าน้ําหนักที่เราจะเขียนข้อจํากัดไว้เราก็ลดน้ําหนักลงไป คือให้มีดุลยพินิจได้ แต่ทั้ง ๒ กรณีนะครับ การข้ามลําดับอาวุโสทั้ง ๒ กรณีต้องได้รับ ความเห็นชอบจาก ก.ตร. ก่อนนะครับ นี่ก็คือหลักเกณฑ์นะครับ

ตรงนี้นะครับผมก็จะอธิบายว่าทําไมคณะทํางานถึงได้พิจารณาว่าให้รางวัล ผู้ที่มีคะแนนสูงสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็จะเป็นเรื่องของผู้ที่มีความรู้ ความสามารถที่ได้รับรางวัล ขณะเดียวกัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราให้ผู้มีอํานาจพิจารณาจากผู้มี ความรู้ความสามารถได้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็รวมง่าย ๆ ว่า ๓๐ บวก ๒๐ ก็เป็น ๕๐ ก็เท่ากับน้ําหนักระหว่างอาวุโสกับความรู้ความสามารถเท่า ๆ กัน ๕๐ ต่อ ๕๐ นี่คือหลักคิด ที่มาที่ไปตรงนี้ ในหลักเรื่องของบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถก็คงมีเท่านี้นะครับ

แต่อย่างไรก็ตามเพื่อกําหนดกรอบและรายละเอียดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิด การวิ่งเต้นนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ เพราะว่าอย่างสถานีตํารวจของเรามี ๑,๔๖๗ สถานี มันมีความแตกต่างกันอย่างมากเลยนะครับ ผมยกตัวอย่างว่าสถานีตํารวจภูธรบันนังสตา นี้นะครับ ที่ผมไปกินไปนอนอยู่หลายเดือนกับสถานีตํารวจนครบาลบางรัก มันคนละเรื่อง เลยครับ บันนังสตาจะกินข้าวมื้อหนึ่งมันต้องประกอบไปด้วยส่วนระวังหน้าระวังหลังนะครับ แต่บางรักนั่งกินข้าวมื้อหนึ่งมีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังอะไรอย่างนี้ ความแตกต่างเหล่านี้ มันมีอยู่ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็นระดับผู้กํากับเท่ากันมันก็มีความแตกต่าง เพราะฉะนั้น ก็แน่นอนตํารวจทุกคนก็อยากสบาย อยากอยู่ในที่ดีครับ มันก็ทําให้มีการวิ่งเต้น เราจึงจะต้อง กําหนดกรอบตรงนี้ด้วย จึงได้กําหนดเป็นชั้นของสถานีตํารวจ เดิมจะกําหนดเป็น ๓ ชั้น แต่ว่าคิดไปคิดมาแล้วมันจะยุ่งยากในเชิงบริหารพอสมควร จึงกําหนดเป็น ๒ ชั้น แล้วก็ กําหนดเป็นเท่ากัน ๕๐ ต่อ ๕๐ ถามว่ากําหนดอย่างไร ก็ให้ผู้บัญชาการนั่นละครับ เป็นคนกําหนด ใน ศชต. ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ผู้บัญชาการ ศชต. ก็กําหนดเลย มีอยู่ ๕๐ กว่าโรงพักก็กําหนดเลย ๒๕ ต่อ ๒๕ ในนครบาลก็กําหนด ให้ผู้บัญชาการกําหนดนะครับ เมื่อคนจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้กํากับสถานีต้องมาจากชั้น ๒ ก่อนนะครับ และเมื่อมีอาวุโสมาก หรือมีตําแหน่งในชั้น ๑ กว้างก็ต้องเอาจากผู้กํากับที่เป็นอยู่แล้ว ชั้น ๒ เลื่อนขึ้นไปแทน ผู้กํากับสถานี ชั้น ๑ ไม่ใช่เอาจากคนที่เพิ่งขึ้นจากรองผู้กํากับมาแล้วโดดข้ามชั้น ๒ ไปชั้น ๑ เลย อันนี้ไม่ได้นะครับ อันนี้เราก็กําหนด เช่นเดียวกันนะครับ ระดับกองบังคับการ ก็เช่นเดียวกัน มีความแตกต่างกันนะครับ ระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับจังหวัดปทุมธานี อย่างนี้นะครับ เราก็จะให้กําหนดเป็นชั้น ระดับกองบัญชาการก็เช่นเดียวกันครับ โดยเฉพาะ ระดับผู้บัญชาการมีชัดเจนเลยว่าบางตําแหน่งของผู้บัญชาการเป็นตําแหน่งลอย ๆ ไม่มี หน่วยบริหาร บางตําแหน่งมี เราก็ให้แบ่ง อันนี้ผู้แบ่งก็ต้องเป็นระดับ ตร. โดย ก.ตร. ก็แบ่งเป็น ๒ ชั้นเท่ากันเหมือนกันนะครับ การเจริญเติบโตก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการครั้งแรกก็ต้องมาเป็นดํารงตําแหน่งชั้น ๒ ก่อน แล้วถึงจะเลื่อนขึ้นไปชั้น ๑ เพื่อไม่ให้มีประสบการณ์นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของการกําหนดเกณฑ์

สําหรับการแต่งตั้งหมุนเวียนก็ใช้เรื่องของชั้นนี้เช่นเดียวกัน ผู้กํากับที่ดํารง ตําแหน่งอยู่ในสถานีชั้น ๑ ถ้าจะหมุนเวียนเขาก็ต้องหมุนเวียนอยู่ในชั้น ๑ ด้วยกัน จะหมุนเวียนลดลงมาชั้น ๒ ไม่ได้ แต่ชั้น ๒ นั้นแน่นอนเมื่อหมุนเวียนจะต้องขึ้นไปชั้น ๑ หมายความว่าถ้าชั้น ๑ มีว่างนะครับ กรณีของชั้น ๑ จะลดมาชั้น ๒ นั้น ก็มีข้อยกเว้นก็กรณี ที่ลงโทษทางวินัยหรือมีความประพฤติ มีความผิดนะครับ นอกจากนั้นเรายังพิจารณาเพิ่มเติม เฉพาะเรื่องของตําแหน่งผู้กํากับการสถานีตํารวจ ที่มีอํานาจสอบสวนหรือหัวหน้าหน่วยงาน ระดับทุกระดับที่มีอํานาจสอบสวน จะต้องมีคุณสมบัติเคยดํารงตําแหน่งในงานสายสอบสวน มาแล้วไม่น้อยกว่า ๔ ปี แล้วก็มีผลงานการทําสํานวนการสอบสวนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๘๐ สํานวน อันนี้ไม่รวมสํานวนคดีศาลแขวงที่รับสารภาพนะครับ ก็คือต้องเป็นสํานวน ที่เป็นเนื้อ ๆ จริง ๆ ๒๘๐ สํานวน เพื่อให้เขาได้มีประสบการณ์ในงานสอบสวน ทุกวันนี้ หลักเกณฑ์ตัวนี้เดิมเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วก็กําหนดไว้อย่างนี้ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลง คือคนมาเป็นหัวหน้าสถานีตํารวจไม่ต้องผ่านงานสอบสวนมาก็ได้มันจึงได้เกิดปัญหา บางสถานีที่หัวหน้างานไม่สามารถที่จะอํานวยความสะดวกในเรื่องของงานสอบสวนได้ อํานวยความยุติธรรมในเรื่องงานสอบสวนได้ ก็กําหนดเพิ่มเติมตรงนี้นะครับ

ก็คงจะครบประเด็นแล้วในเนื้อหา จริง ๆ ไม่เยอะเลยนะครับ แล้วผมก็ยัง ไม่ได้นําเรียนท่านประธานว่าในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ขอนี้ผมขอเพิ่ม ขออนุญาต เพิ่มให้ ๒ เฟรม (Frame) เจ้าหน้าที่เขากังวลมากเลย ผมก็เลยขออนุญาตท่านประธานด้วยว่า ผมเพิ่มเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาอีก ๒ เฟรม (Frame) แต่ไม่ได้แจกให้ท่านสมาชิก ก่อนฉายเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น ผมคงมีเรื่องนําเรียนชี้แจงเพื่อนสมาชิกและท่านประธาน เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ นําเสนอรายงานเพิ่มเติมครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ และในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เช้านี้ผมเชื่อว่า ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ รวมทั้งบรรดาเพื่อนสมาชิกด้วย คงมีความคาดหวัง ตั้งใจ สนใจ เพราะสภานี้กําลังพิจารณาในเรื่องที่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่น่าจะสําคัญลําดับต้น ๆ เรื่องของ การปฏิรูปกิจการตํารวจ เรามากันแล้ว ๒ หัวข้อ ผ่านสภานี้ไปแล้ว ผมขออนุญาตฉายซ้ํา นิดหนึ่งครับ เพราะตอนท้ายมันจะไปกระทบกันกับที่นายกรัฐมนตรี ถ้าตามข่าวเมื่อเช้านี้ นะครับ ท่านออกมายืนยันว่าท่านจะเป็นผู้นําในการปฏิรูปตํารวจ ๙ หัวข้อ ผ่านสภาไปแล้ว ๒ หัวข้อ ก็คือ

เรื่องที่ ๑ การปฏิรูปการบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน

เรื่องที่ ๒ ความเป็นอิสระในการบริหารงานของตํารวจจากการแทรกแซง ของทางการเมือง

เรื่องที่ ๓ เรียงเลยนะครับ วันนี้ ขณะนี้ครับ การวางแนวทางมาตรการ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ

เรื่องที่ ๔ การถ่ายโอนกิจการของตํารวจไปให้หน่วยงานอื่นที่มีภาระหน้าที่ โดยตรง

เรื่องที่ ๕ งบประมาณของตํารวจ

เรื่องที่ ๖ การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

เรื่องที่ ๗ ระบบนิติวิทยาศาสตร์

เรื่องที่ ๘ การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน

เรื่องที่ ๙ ระบบสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจ และการฝึกอบรม

กําลังจะมาจ่ออยู่แล้วก็คือในเรื่องของการให้ประชาชนมีส่วนร่วม วันนี้เรื่องนี้ หลายท่านคงคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับประชาชนสักเท่าไร มันน่าจะเป็นเรื่องภายในของตํารวจเอง เพราะเป็นเรื่องของการแต่งตั้ง ผมนําเรียนอย่างนี้ครับ ภารกิจตํารวจมีหน้าที่ในการอํานวย ความยุติธรรมในทางอาญา ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม พูดโดยรวมก็คือสร้างความเป็นธรรม ขึ้นในสังคม ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน ให้กับ สังคม ตัวเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่าไปถามหาความเป็นธรรมจากผู้ที่ไม่ได้รับ ความเป็นธรรมเลยครับ นี้เป็นการสร้างความเป็นธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ ในระบบคุณธรรมตามหลักธรรมาธิบาล ชัดเจนครับ แล้วมันจะแก้ปัญหาที่วิพากษ์กันมา ๒-๓ เดือนก่อนหน้านี้ ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดซ้ํากับที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป กิจการตํารวจ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ได้นําเสนอไปแล้ว แต่ผมจะฉายให้เห็นว่า ถ้าทําตามนี้มันจะแก้อะไรได้บ้าง เมื่อปลายเดือนที่แล้วผมร่วมคณะไปกับท่านประธานสภา ในขณะนี้ครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ ไปดูโรงพักที่ดีที่สุดในประเทศไทยครับ ไปดู การบริการประชาชน การอํานวยความยุติธรรมในทางอาญาที่ได้รับรางวัลของสํานักงาน แห่งชาติ นครสวรรค์โมเดล (Model) ครับ ผมร่วมคณะกับท่านไป ผมเขียนในไลน์ (Line) เพื่อที่จะเรียกขวัญกําลังใจให้กับตํารวจครับ เพราะโรงพักนั้นถูกย้ายหมดเลยครับ ได้รางวัล ดีเด่นครับ แล้วย้ายดีขึ้นไหมครับ จากโรงพักชั้น ๑ ไปอยู่ชั้น ๓ ถ้ามีชั้น ๔ คงไปอยู่ชั้น ๔ หมดโรงพักครับ แล้วปีนี้เขาได้รางวัลดีเด่นป้องกันและปราบปรามด้วย จราจรด้วยครับ ย้ายทุกหน้าที่ครับ แววตาของผู้กํากับที่รายงานนี้ตาแดงก่ําครับ แล้วเขาบอกว่าผมเสียใจมาก ที่ปกป้องลูกน้องไม่ได้ ร่วมทํางานกันมา ผมก็เลยให้กําลังใจว่า ไม่เป็นไรคําสั่งยังออกไม่หมด เดี๋ยวคุณคงได้ย้ายตามไปด้วย เขาอยู่เมืองครับ ย้ายไปอยู่อําเภอน้ําหนาว ตาไม่มีแวว เลยครับแต่ละคน ท่านประธานหันมาถามผมว่า ถ้าอย่างนั้นเราไปดูในนครบาลกันดีกว่า ไปบางขุนนนท์กัน ผมเช็ก (Check) แล้วบางขุนนนท์ก็ถูกย้ายครับ เป็นโรงพักดีเด่นในนครบาล ไปอยู่อําเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรีขณะนี้ โทรหาผมเมื่อสักครู่นี้ว่าผมอยากกินผัดเผ็ดงูเห่า เมื่อไรให้ไปนี่ครับ แล้วเราจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมจากบุคคลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เหล่านี้หรือครับ ดังนั้นขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นที่ ๓ ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นี่คือปัญหาครับ ผมวาง พวงหรีดดําเลยครับ นี่คือเป็นปัญหาที่ตามมาในการแต่งตั้งครับ เล่นพรรคเล่นพวก ย้ายข้ามหัวกัน ขอเปลี่ยนครับ ขอแก้ครับ ย้ายข้ามศีรษะ เลือกโรงพักที่ดีมีผลประโยชน์ เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้โจษจันกันมาก แต่ผมยืนยันครับ จับมือใครดมไม่ได้หรอกครับ เพราะมันเป็นเรื่องเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ถ้ามี สร้างฐานอํานาจครับ ย้ายล้างบางกัน สิ่งเหล่านี้จะมลายหายสิ้นถ้าทําตามนี้ก็คือเอาระบบอาวุโสเข้ามาจับครับ ๗๐ ต่อ ๓๐ ในระดับ สารวัตรถึงผู้บัญชาการ ๗๐ ห้ามข้าม ข้ามได้ในบางกรณี ๓๐ เพื่อไม่ให้คนที่เป็นดาวรุ่งหมดไฟ ให้ข้ามได้ แต่จะต้องอธิบายได้ ข้ามไปแล้วไปอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ข้ามไปแล้วกระโดดไปอยู่ โรงพักชั้น ๑ การแบ่งโรงพักชั้น ๑ ชั้น ๒ แบ่งในพื้นที่ของ บช. ตัวเอง กองบัญชาการ ตัวเองครับ ไม่ใช่เราไปเทียบจากภาค ๔ อีสานมาเทียบกับนครบาล นครบาลแบ่งกันเอง กองบัญชาการ ภาค ๔ แบ่งกันเอง กองบัญชาการ ภาค ๓ แบ่งกันเอง กองบัญชาการ ภาค ๒ แบ่งกันเอง ขึ้นครั้งแรกให้ขึ้นชั้น ๒ ดังนั้นก็จะไม่มีการวิ่งเต้นไปอยู่โรงพักดี ๆ ซื้อขาย ตําแหน่งเพื่อไปอยู่โรงพักดี ๆ คุณต้องไปโรงพักชั้น ๒ ก่อน ไปทําชั้น ๒ ให้ดี แล้วคุณ ค่อยปรับมาชั้น ๑ นครสวรรค์โมเดล (Model) เป็นโรงพักชั้น ๑ ถ้าหลักเกณฑ์นี้ก็จะ ไม่ถูกย้ายไปโรงพักชั้น ๔ ครับ ถ้าจะย้ายเขาอีกทีต้องไปชั้น ๑ อย่างดี ๆ ครับ หรือไม่ก็ให้ ตําแหน่งเขาไปเขาจะได้ไม่เสียกําลังใจ ตาเขาจะได้มีประกาย ต่อครับ พูดเรื่องนี้เมื่อไร แล้วมีอารมณ์ทุกที หลักเกณฑ์อาวุโส ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. เรียงตามอาวุโส แล้วมันจะไปกระทบกับ ก.ตร. เดี๋ยวนิดหนึ่งครับ การประเมินเรื่องการอาวุโสที่จะเอามาแต่งตั้งหลังจากเขียนเกณฑ์ เรียบร้อย หลักเกณฑ์เรียบร้อย ในการประเมินมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยครับ แปลว่าไม่ใช่ตํารวจดูกันเอง มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยครับ ซ้ายมือผมครับ เจ้าพ่อแต่งตั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้แต่งตั้ง รู้เรื่องนี้ดีมากครับ อยู่ในกรรมาธิการการยุติธรรม และการตํารวจ ตอนสภา สปช. กับผม พลตํารวจเอก ชัยยง กีรติขจร ครับเมื่อทําสิ่งนี้ ทั้งหมดแล้วจะได้อะไรขึ้นครับ

ขอแผ่นหลัง ๆ เลย ผลที่จะเกิดครับ แต่งตั้งตามอาวุโสจะไม่มีการข้ามหัวกัน มันจะตอบโจทย์ที่ผมพูดไว้ตอนต้นครับ แต่งตั้งครั้งแรกขึ้นโรงพักชั้น ๒ มันก็ป้องกันการ ซื้อขายตําแหน่ง คุณต้องขึ้นไปโรงพักชั้น ๒ ก่อน คุณกระโดดไปบางรักไม่ได้ คุณต้องอยู่ บางพลัดก่อน ไม่ครบ ๒ ปีห้ามย้าย ก็จะไม่มีปัญหาว่า ๔ เดือนจะเกษียณ แล้วย้ายเพื่อน เพื่อเอาตําแหน่ง จังหวัดสมุทรปราการ รองผู้การถูกย้ายหมด ทั้ง ๆ ที่ ๔ เดือนจะเกษียณ เพราะจะเอาตําแหน่งตรงนั้น ไม่อย่างนั้นย้ายเขาไม่ได้ เพราะแต่งตั้งครั้งสุดท้ายยังไม่ครบ ๒ ปี นี่เขามาอยู่ปีเดียว ๆ แล้วเหลือ ๔ เดือนเกษียณ อยู่ได้ ๖ เดือนไปหมดแล้ว ๔ เดือน จะเกษียณ ๓ เดือนแล้วขณะนี้ ขนของไปขนของกลับหมดเวลาแล้ว ทําลายจิตใจ อย่างร้ายแรงเลยครับ ฉะนั้นก็จะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นครับ ถ้าผมพูดอะไรไปอีกมันก็จะวนอยู่ที่เดิม ฉะนั้นผมจะไม่พูดแล้วครับ

ผมจะไปที่นายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นจริงนะครับ เอาเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หลัง ๆ เลยครับ ข่าววันนี้ เช้านี้ครับ ถ้าข่าวนี้เป็นจริงก็เป็นกุศลกับประเทศไทย เป็นกุศล กับตํารวจ เป็นกุศลกับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หัวหน้า คสช. ลุยเอง แผนปฏิรูปตํารวจระยะ ๑ ปี ฟื้นฟูศรัทธา รักษาความยุติธรรม ตัดปัญหาระบบเกรงใจ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบ แต่ผู้เดียว อันนี้ตามข่าวนะ ไม่ใช่ผมอ่านคําสั่งคณะปฏิวัติ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญมี ๑๐ ด้านด้วยกัน คือ

๑. ปรับปรุงการบริหารงานบุคคลและเส้นทางเจริญเติบโต เช่น จัดลําดับ อาวุโส ตรงเป๊ะเลยครับ ตรงกับที่ท่านวรพงษ์นําเสนอวันนี้เป๊ะเลยครับ

๒. กระจายอํานาจและพัฒนาการบริหารงานตํารวจ ทั้งการแบ่งอํานาจ การกระจายงบประมาณ เสมือนนิติบุคคล พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมโยงในหน่วยงาน ท่านวรพงษ์เคยนําเสนอไปแล้ว ระบบไครม์ (Crime) ครับ

๓. ปฏิรูปงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมายให้มีคณะกรรมการคุมคดี สําคัญและพัฒนาการสร้างเครือข่ายและการรับแจ้งความ ท่านประธานสภาไปดูงานเพื่อ เอามาปฏิรูป ตรงนี้ครับ ที่ไปเมื่อคราวที่แล้ว แล้วกลับมาด้วยความขมขื่นใจ แต่เราทําต่อ เราไม่ท้อครับ

๔. ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อการดํารงชีพ ลดรายจ่ายของตํารวจ ชั้นผู้น้อย สร้างอาคารที่พักตํารวจ เพิ่มอัตราเงินเพิ่มสําหรับตําแหน่งพิเศษ

๕. อุปกรณ์ประจํากายและประจําหน่วย นี่เป็นเรื่องสวัสดิการ อยู่ในหัวข้อ งบประมาณของท่านวรพงษ์

๖. ป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชัน จัดและพัฒนาระบบตรวจสอบภายใน และระบบคุมควบการใช้อํานาจในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย

๗. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่น เสนอกฎหมายว่าด้วย การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทําอยู่ครับ เป็นเรื่องที่จะเข้ามาในคราวหน้าให้ประชาชน มีส่วนร่วม ผมเคยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ไพรเวตซีเคียวริตี (Private Security) การป้องกันภัย ภาคเอกชน

๘. จัดระบบนิติวิทยาศาสตร์และกระจายหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานและพัฒนา ระบบคุณภาพของการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ตรงกับหัวข้อปฏิรูปด้านนิติวิทยาศาสตร์

๙. การสรรหาและระบบการฝึกอบรม ตรงกับหัวข้อที่ ๙ ที่เราทําอยู่ครับ

๑๐. ข้อสุดท้าย คือการถ่ายโอนกิจการ ตรงกับหัวข้อที่ ๔ หรือหัวข้อที่ ๕ ของผมครับ ถ่ายโอนกิจการที่ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของตํารวจไปให้หน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ โดยตรงทําแทน ถ้าเป็นตามนี้นะครับตรงกับคณะนี้ครับ หรือคณะนี้คิดตรงกับท่านก็ไม่ทราบ เราคิดตรงกันครับ นี่คือการปฏิรูปตํารวจถ้าเดินไปแนวนี้ครับ ตํารวจก็จะเป็นตํารวจของ ประชาชนครับ

ขอแผ่นสุดท้ายเลยครับ ผมไม่มีอะไรครับ ทุกครั้งผมต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งครับ ในภาพนี้คือนานาพุทธคุณของยันต์ต่าง ๆ รวมอยู่ที่ท่านเจ้าคุณธงชัยครับ ผมขอให้สิ่งนั้นได้บังเกิด มรรคผลก็จะเกิดกับประเทศไทย ประชาชนคนไทย การปฏิรูป ตํารวจก็จะบรรลุผล กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ลงมาให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ กราบขอบพระคุณครับ ถ้าท่านให้โอกาสได้ผมจะไปกราบท่าน ที่ตักเลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ทางกรรมาธิการมีรายงานเพิ่มเติมไหมครับ รอตอนชี้แจงใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกครับ วิป (Whip) สปท. เองได้จัดระเบียบวาระรายงานเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว ในวันนี้ก็ด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก แล้วเป็นเรื่องที่สมาชิกจะได้ร่วมแสดง ความคิดเห็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจภายใต้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมเรียนว่าตามที่กรรมาธิการ ได้รายงานนั้นก็สอดคล้องต้องกัน ซึ่งในส่วนของ สปท. เองนั้นจะขอเพิ่มเติมเพื่อให้ ท่านสมาชิกที่จะแสดงความคิดเห็นต่อไปได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าในเรื่องการดําเนินการ การปฏิรูปกิจการตํารวจนั้น ทาง สปท. ได้ดําเนินการประสานกับทุกฝ่ายทุกส่วนอย่างไร

ประการแรก ก็คือว่าในการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ที่เราเรียกว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี สปช. และ สปท. นั้น ท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย คือท่านรัฐมนตรีสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ ซึ่งเป็นรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานวิป (Whip) รัฐบาล ได้แจ้งให้ที่ประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วให้ทราบว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันก่อนหน้านั้น คือวิป (Whip) ๓ ฝ่ายประชุมเช้าวันพุธ ครม. ประชุมวันอังคารนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบว่า

เรื่องที่ ๑ คือยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการตํารวจ ๒๐ ปี ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ภายใต้ ๑๐ แผนปฏิรูปที่ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรี และทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานต้องทําแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แบ่งเป็น ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในส่วนนี้จะทําให้เราสามารถที่จะมียุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงาน มีแผนปฏิรูประยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ครบทุกหน่วยงาน อันนี้ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในการจัดระเบียบ การขับเคลื่อนประเทศโดยสตาร์ตอัป (Startup) พร้อม ๆ กันในต้นปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ก็คือวันที่ ๑ ตุลาคม เพราะฉะนั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็แม้แต่หน่วยงานอย่าง สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็จะต้องดําเนินการในการให้มีแผน มีทิศทาง มีเป้าหมายที่ชัดเจน ตรวจวัดได้

เรื่องที่ ๒ ในการรายงานดังกล่าวนั้นยังได้ระบุถึง ๔ แผนปฏิรูปเร่งด่วน ก็คือ ๑ ในจํานวน ๔ แผนปฏิรูปเร่งด่วนก็คือการปฏิรูปองค์กรตํารวจครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทาง สปท. เองโดยท่านประธานก็ได้รายงาน แล้วก็แจ้งในที่ประชุมของกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือว่าวิป (Whip) สปท. ของเราในวันพฤหัสบดีถัดมา จะเห็นได้ว่าในแผนปฏิรูปกิจการตํารวจของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ปรากฏในยุทธศาสตร์ ที่นําเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นไปอย่างที่ท่านอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจของ สปท. ได้รายงาน ๑๐ แผนปฏิรูป ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับ ๙ แผนปฏิรูปที่ทาง สปท. ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการระหว่าง การประชุม เมื่อวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒๓ ธันวาคมปีที่แล้ว ที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้นได้นําเสนอ จากนั้น ก็ทยอยนําเสนอแผนปฏิรูปทั้งในส่วนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึง แผนปฏิรูปกิจการตํารวจซึ่งมีท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ นะครับ ก็เสนอ สปท. ผ่านไปแล้ว ๒ แผน วิป (Whip) ๓ ฝ่าย เห็นชอบไปแล้ว ๒ แผน วันนี้เป็นแผนที่ ๓ แล้วจะ เป็นบันได ๙ ขั้นไปสู่ขั้นสุดท้ายด้วยนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือในส่วนของวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ตามที่ท่านประธานรัฐสภา ได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช. และ สปท. ที่เราเรียกว่า วิป (Whip) ๒ ฝ่าย มีการประชุมในทุกบ่ายวันพุธนั้น ผมเองก็เป็นรองประธานในคณะนี้ มีท่านรองประธานคนที่หนึ่งของ สนช. เป็นประธาน ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปกิจการตํารวจครับ เป็นอนุกรรมการร่วมระหว่าง สนช. และ สปท. ก็ได้ดําเนินการ ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

ประการที่ ๓ ก็คือในส่วนของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่ท่านประธานแต่งตั้งให้ผมเป็นประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ของ ข้อบังคับของ สปท. ซึ่งมีหน้าที่ในการประสานทั้งทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพและไปในทิศทางเดียวกัน ก็ได้รับแนวทาง ของแผนปฏิรูปในการประสานงานกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ได้จัดการประชุม โดยเชิญ ท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติและท่านประธานอนุกรรมการ ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา และท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ก็คือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา และทีมงาน มาประชุมที่ห้องทํางานผมนี้ครับ โดยยึดเอาแผนปฏิรูปของ สปท. แล้วก็ ในส่วนแนวนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีและท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งดูแลในคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินในการกํากับในส่วนของกิจการตํารวจนะครับ

ก็ได้ข้อสรุปในเรื่องของการเดินหน้าแผนปฏิรูปในเรื่องของการปรับปรุง ประสิทธิภาพของโรงพัก ทั้งในส่วนของการบริการประชาชน ความโปร่งใสในการแจ้งความ ประสิทธิภาพของระบบสอบสวน แม้แต่เรื่องการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน เพราะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม และนํามาสู่การเดินทางไปร่วมดู นครสวรรค์โมเดล (Model) นะครับ ซึ่งก็มีท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ซึ่งเป็นกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติด้วย แล้วก็เป็น สปท. แล้วก็เป็นกรรมการประสานการขับเคลื่อน แล้วก็มี สปท. อีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งในส่วนของทีมงานจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยการนําของ ผู้ช่วยผู้บังคับการตํารวจแห่งชาติและสํานักโยธาธิการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพื่อไปดู เกี่ยวกับการปรับปรุงตัวสภาพทางกายภาพของโรงพัก ก็เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะมีปัญหา ในเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่านของการโยกย้ายแต่งตั้งก็ตาม แต่ก็ยังต้องมีการปรับปรุงนะครับ ประการที่ ๒ ก็คือความเห็นพ้องในเรื่องของการปฏิรูป ซึ่งมีโรงพักอยู่ ๑,๔๖๗ โรงพัก ทั่วประเทศ มี ๕๐๐ โรงพัก ที่ได้มีการวิเคราะห์ว่าจะต้องมีการปรับปรุง จึงเป็นการปฏิรูป ในเฟส (Phase) ที่ ๑ และความตกลง

สุดท้ายที่เห็นพ้องต้องกันก็คือจะเริ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องตามบัญชาและแนวทางที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กําหนดไว้ แล้วเมื่อมาตรวจสอบดูใน ๑๐ แผนปฏิรูปของยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการตํารวจที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้รับจากทางสํานักงานผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาตินั้น ก็สอดคล้องเกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ต่อแผนของปฏิรูปกิจการตํารวจ ของ สปท. ซึ่งมีอยู่ ๙ แผนนะครับ จึงจําเป็นที่จะเรียนให้ทราบว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วก็ได้พบผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อีกครั้งหนึ่ง เพราะท่านเป็น สนช. ท่านก็แจ้งให้ทราบว่า วันที่ ๒๑ มิถุนายนนี้จะมีการดีเดย์ (D-day) การปฏิรูปกิจการตํารวจครั้งใหญ่ตามบัญชาท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะมีการเชิญ โดยเฉพาะใน ๕๐๐ โรงพักที่ได้มีความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งก็เป็นไปส่วนหนึ่งก็สอดคล้องกับแผนปฏิรูปกิจการตํารวจที่ทาง สปท. ได้วิเคราะห์ออกมา ดังนั้นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่การขับเคลื่อนครั้งนี้เราดําเนินการ แม้จะไม่ค่อยเป็นข่าว เพราะผลสํารวจสวนดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) ก็ออกมาแล้วว่า ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลปฏิรูปอะไรบ้าง สปท. ปฏิรูปอะไรบ้าง แต่ ๕๖ เปอร์เซ็นต์ไม่ค่อย ได้รับรู้ และสาเหตุไม่ได้รับรู้นั้นก็ระบุด้วยว่า ๑. เพราะว่าสนใจปัญหาปากท้องก็เลยไม่ค่อย ได้สนใจเรื่องอื่นเท่าไร ๒. ก็คือสื่อสารมวลชนเสนอข่าวการปฏิรูปน้อยเกินไป ก็เป็นเรื่องที่ เราจะต้องปรับปรุงในเรื่องงานเหล่านี้เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้นนะครับ ขอความร่วมมือ สื่อมวลชนมากขึ้นในเรื่องเหล่านี้

ในส่วนของสุดท้ายก็คือในส่วนวิป (Whip) สปท. เองก็ได้ให้ความสําคัญ โดยเฉพาะท่านเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. และเป็นโฆษก สปท. ๑ ใน ๔ ด้วย คือท่านคํานูณ สิทธิสมาน ก็ได้นําเสนอรายงานข่าวไปยังสื่อสารมวลชนเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจ ล่าสุดก็คือข่าวสารวันนี้ที่ท่านโฆษกก็ได้กรุณาแถลงข่าว แล้วก็สื่อสารไปยังสื่อมวลชน ก็ขอบคุณสื่อมวลชนที่ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณารายงาน วันนี้ของ สปท. รวมทั้งเว็บไซต์ (Web site) คือรีฟอร์มวอยซ์ดอตคอม (reformvoice.com) ก็ได้รายงานเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเว็บไซต์ (Web site) ของรัฐสภาเอง จึงเป็นเรื่องที่ อยากจะเรียนให้ทราบว่าการทํางานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) ของแม่น้ํา ๕ สายนั้นทําตลอด จะรู้จะเห็นหรือไม่ แต่ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า ไม่ใช่พิธีกรรม เราทํางานกันอย่างหนักทั้งวันทํางาน และวันหยุด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นก็ขอให้เกิดความเข้าใจ เพื่อผู้ที่จะอภิปรายต่อไปจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนการทํางานของแม่น้ํา ๕ สาย ทั้งตัว คณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี กรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย วิป (Whip) ๑ ฝ่ายคือของเราเอง และกรรมการประสานการขับเคลื่อน ตลอดจนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งก็ได้เดินหน้าในเรื่องนี้ แล้วก็การทํางานครั้งนี้ก็จะต้องทํางานหนักกันต่อไป เพราะว่า การปฏิรูปกิจการตํารวจเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการปฏิรูปประเทศ เป็นความคาดหวัง และเป็นระบบที่เหมือนระบบอื่น ๆ นะครับ เหมือนอาชีพอื่น ๆ มีทั้งคนดี คนไม่ดี มีทั้ง ตํารวจดี ตํารวจไม่ดี ระบบการบริหารถูกแทรกแซง ไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ตาม มีการทุจริต ในองค์กร ก็เหมือนทุกองค์กรครับ อย่าไปตําหนิติเตียนแต่เพียงตํารวจอย่างเดียว ถ้ามอง ในภาพกว้างต้องปฏิรูปหมดละครับ นั่นก็คือภารกิจของ สปท. เราร่วมกับแม่น้ํา ๕ สาย โดยการนําของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ

ต่อไปก็ขอเชิญสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ทั้งนี้ จะอนุโลมยืดหยุ่นตามเนื้อหาสาระเพราะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณ ท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่นําเรื่องการวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ เข้าที่ประชุมในวันนี้ ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตเริ่มมีความหวังขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่มาก ผมอยากกราบเรียนว่า ขอสไลด์ (Slide) แรกครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

สไลด์ (Slide) นี้ผมคิดว่าหลายคนใส่หมวกตั้งแต่ จบโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน แต่อาจจะไม่เคยรู้ว่าตราแผ่นดินที่อยู่บนหมวกนั้นมันมี ความหมายอะไร การมีหมวกอันนี้มันมีความหมายต่อชีวิตตนเองและประชาชนอย่างยิ่ง ผมจะทิ้งไว้แค่นี้ก่อน แล้วก็ผมกราบเรียนว่าผมนําหมวกมาจริง ๆ ให้ท่านดูนะครับ ขออีกทีนะครับ หมวกใบนี้เมื่อท่านจบจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจท่านจะได้หมวกใบนี้ก่อน หน้ากระจังหมวกจะไม่มีช่อชัยพฤกษ์ ทุกคนก็ตะเกียกตะกายว่าเมื่อไร ๆ ฉันถึงจะได้มี ช่อชัยพฤกษ์ เห็นไหมท่าน มีช่อชัยพฤกษ์ก็ได้เป็น พันตํารวจเอก พันตํารวจเอก (พิเศษ) เป็นผู้กํากับการโรงพัก ผมหาไม่ได้แล้วก็ไม่มีเงินไปซื้อ หมวกนายพล ถ้าหมวกนายพล จะมีช่อชัยพฤกษ์ ๒ ชั้น หล่อมาก ๆ เลยผมเห็นพี่ ๆ น้อง ๆ ใส่หมวกใบนี้ หล่อมาก โดยเฉพาะพี่วรพงษ์กับพี่อํานวยของผมนะครับ อันนี้เอามาเพื่อเตือนสติอีกครั้งหนึ่ง ของประชาชนและคนไทย รวมทั้งตํารวจทั่วประเทศว่าท่านต้องเคารพ ถามว่าเคารพทําไม ตราแผ่นดินที่อยู่บนหมวกท่านนี่จะเขียนไว้ว่า สัพเพสัง สังฆภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา แปลว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมยังความเจริญให้สําเร็จ แล้วตัวอักษรข้างใต้อีก จะมีเขียนว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จึงหมายความรวมถึงว่า พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะและภาระหน้าที่ของตํารวจในการบําบัดทุกข์บํารุงสุข แก่ประชาชน เป็นเรื่องสําคัญที่สุดในชีวิตของข้าราชการตํารวจ

สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นภาพ ผมกราบอัญเชิญ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ มากับตราโล่ของตํารวจ พระองค์ได้พยายามปรับปรุงตํารวจมาตลอดในช่วงชีวิตของพระองค์ ที่ทรงครองราชย์นะครับ ก็อยากจะน้อมนํามาว่าตํารวจทุกนายให้นึกถึงพระองค์ท่านเข้าไว้ นึกถึงประชาชนตาดํา ๆ เข้าไว้ ท่านจะมีกําลังใจในการทํางาน

ต่อไปครับ ผมนําสถานีตํารวจภูธรอําเภอสรรพยา สร้างเมื่อปี ๒๔๔๔ ๑๑๕ ปีมาแล้ว บัดนี้ไม่ได้ใช้แล้ว ทําเป็นพิพิธภัณฑ์ท่านไปดูได้ ก็ยังมีสภาพดีอยู่นะครับ

ภาพต่อไปครับ ผมจะไปเร็ว ๆ เดี๋ยวท่านจะเตือนผมว่า ๑๐ นาทีนะครับ อันนี้เป็นสถานีตํารวจภูธรตําบลแม่วิน อําเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ๗๐ ปีมาแล้ว ปัจจุบันยังใช้งานได้อยู่ นี่โรงพักของแท้นะครับ ถ่ายภาพ จากของแท้ มาแบบเลิศหรู สถานีตํารวจภูธรอําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นี่เลิศหรูทันสมัย เหมือนตะวันตกเลย เมื่อสักครู่ ๒ ภาพนั้นไทยแท้แน่นอน เมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการ พูดถึงนครสวรรค์โมเดล (Model) ผมเคยไปเยี่ยมมาแล้ว คนที่ทํานครสวรรค์โมเดล (Model) พี่บิ๊ก พี่บิ๊ก พี่บิ๊ก ใช่ไหมครับ พลตํารวจตรี สืบศักดิ์ ชวาลวิวัฒน์ ปลดเกษียณไปเสียแล้ว ก็เป็นตัวอย่างของโรงพักที่ดีหรือบางขุนนนท์ที่ว่านี้ก็เป็นโรงพักที่ดีนะครับ แต่บางขุนนนท์ ผมไม่เคยไปนะครับ ก็ยืนยันเห็นด้วยกับท่านว่าเป็นต้นแบบที่ดี ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คืออยากจะ กราบเรียนว่าตํารวจที่มีหลายแสนคนนี่ตํารวจดี ๆ มีเยอะมากในแผ่นดินนี้ มันมีตํารวจดีน้อย เท่านั้นนะครับที่ทําให้มันมีปัญหา

ภาพต่อไป ภาพนี้เหตุด่วน เหตุร้าย โทร ๑๙๑ ไม่มีใครจําไม่ได้ เด็กเล็กจําได้หมด ผมจึงกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่าขอให้รักษา ๑๙๑ ไว้หน่อยครับ ชีวิตผมถ้ายังมีลมหายใจ ผมก็จะต้องช่วยท่านรักษาให้ ๑๙๑ มันติดอยู่กับแผ่นดินไทย เพราะว่ามั่นใจว่าหลังจากที่จบ การอภิปรายวันนี้แล้วตํารวจจะเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงนะครับ

ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นภาพแต่ก่อนนี้ตั้งอยู่หน้ากรมตํารวจเดี๋ยวนี้ทราบว่า ไปตั้งอยู่ที่หน้าโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพรานนะครับ ก็เป็นภาพที่ผมผ่านไปทีไร เมื่อสมัยผมเด็กผมก็ประทับใจว่านี่คือตํารวจ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนนะครับ

ภาพต่อไปครับ ผมกราบนมัสการนําพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสไว้ เมื่อ ๒,๖๐๐ ปีว่า นิคคันเห นิคคะหาระหัง ปัคคันเห ปัคคะหาระหัง แปลความได้ว่า ข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ถ้าตํารวจตั้งแต่สมัยโบราณมีพุทธสุภาษิตนี้อยู่ในหัวใจ ผมว่าท่านไม่ต้องมาอภิปรายเรื่องนี้วันนี้เลยนะครับ ไม่ต้องเลยนะครับ เราก็จะได้คนดี

ภาพต่อไปครับ อันนี้ทันสมัยที่สุด ผมกราบน้อมนําพระราชดํารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลปัจจุบัน อันเชิญมาน้อมนําให้ท่านทั้งหลาย รวมทั้ง ประชาชนที่รับฟังอยู่ที่บ้านนะครับ ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทําให้ ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี เห็นไหมครับ ผมนี่เป็นข้าราชการชั่วชีวิต ๔๑ ปี ไม่ใช่เป็นตํารวจ แต่ไปอบรม โรงเรียนตํารวจนครบาล ๒ ครั้ง ขนลุก ถ้าเราน้อมนําพระราชดํารัสนี้มาใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วนําพุทธสุภาษิตที่เราอ้างว่าเราเป็นชาวพุทธเมื่อสักครู่นี้นะครับ ยกคนที่ควรยก ข่มคน ที่ควรข่ม ปัญหาของชาติบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นตํารวจหรือเป็นอะไรก็จะไม่มี

ต่อไปเข้าเรื่องที่สําคัญครับ ข้อเสนอผมนะครับ ที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี้ ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ นะครับ แต่ต้องขอโต้แย้งไว้นิดหนึ่งก่อน นะครับของท่าน ก่อนที่จะพูดกันถึงเรื่องข้อเสนอเพื่อพิจารณาของผม คืออะไรที่ท่านให้ ไปแล้ว ยกย่องเขาไปแล้ว ดีแล้วนี่นะครับ ท่านไปลดเขาไม่ได้โดยปกตินะครับ เช่น เขาถูก วินัยแล้วท่านจะไปบอกว่าลดลําดับอาวุโสมานี่นะครับ สากลโลกเขาไม่ทํากัน เมื่อให้ไปแล้ว ก็ให้ไปแล้ว เพียงแต่ว่าถ้าเขาไม่ดีอะไรต่ออะไร จะลดขั้นเงินเดือนอะไรก็ว่าไปนะครับ อะไร ที่ให้ไปแล้วโดยสากลนะครับ เขาไม่ทํากัน เหมือนท่านให้มรดกลูกไปแล้ว พอลูกไม่เชื่อฟัง ท่านจะไปเอา เอาคืนมา ก็ไม่ค่อยมีใครเขาทํากันนะครับ ก็ขอความกรุณาให้ท่านไปคิด อีกทีหนึ่งนะครับ ผมอาจจะผิดก็ได้ไม่เป็นปัญหา ข้อเสนอของผมก็คือว่า เรื่องของที่ท่าน พูดกันวันนี้ เรื่องทั้งหมดคือการแต่งตั้งตํารวจมันอยู่ในข้อที่ ๑ ของผมกับข้อที่ ๒ นะครับ ข้อที่ ๑ ผมอยากเห็นภาพใหญ่คือการปฏิรูประบบสวัสดิการตํารวจก่อน เงินเดือนนี่ ยศถาบรรดาศักดิ์ก็เป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งนะครับ บ้านพัก โรงพักหรือเรียกว่า สน. สมัย ผมเด็กเราไม่ได้เรียกว่า สน. นะครับ เราเรียกโรงพัก ใครก็ไม่อยากไปโรงพัก พอพูดถึง ตํารวจแล้วผมนี่กลัวตํารวจตั้งแต่ผมยังเด็ก พอร้องไห้มาหน่อยแม่บอก เอ็งอย่างร้องไห้ เดี๋ยวตํารวจจับ มันกลัวตํารวจมาตั้งแต่เกิดใหม่ ๆ อุแว้เลยนะครับ เราต้องเปลี่ยนใหม่ เอ็งนี่ ร้องไห้ไม่เป็นอะไรถ้ามีเหตุผล เอ็งต้องไปเรียนหนังสือ ถ้าเอ็งไม่เรียนหนังสือตํารวจจะจับ อย่างนี้น่าจะดีนะครับ หรือถ้าเอ็งทุกข์อะไรนี่นะครับ เอ็งไปหาตํารวจ ตํารวจแก้ได้หมด อย่างนี้น่าจะดี รถราม้าใช้เดี๋ยวนี้ดีขึ้นแล้ว อาวุธประจํากาย ตํารวจต้องซื้อเอง จะเอาเงิน ที่ไหน เดี๋ยวนี้กระบอกหนึ่งใกล้แสนบาท อาวุธประจําหน่วย ท่านมีให้เขาพร้อมสรรพหรือยัง โรงพักนี่เป็นโรงพักของประชาชนหรือยัง ผมจะพูดต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะ เห็นเรื่องนี้มาก่อนที่จะพูดกันถึงเอาจริง ๆ จัง ๆ เรื่องการแต่งตั้งที่ท่านวรพงษ์ที่ผมรักเคารพ มาชั่วชีวิตนะครับ ข้อที่ ๒ การโยกย้ายตํารวจต้องเป็นธรรมนะครับ ถ้าถามผม ผมอยากจะ บอกว่าลองดูสิว่าถ้าดีระดับมาตรฐานผ่านเกณฑ์กลางและดีมาก ขออีกนิดเดียวครับท่าน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ คําอภิปรายท่านเป็นประโยชน์มากนะครับ ได้ปูพื้นฐาน มาเป็นเวลา ๑๐ นาที ตอนนี้ท่านกําลังจะเริ่มอภิปรายเข้าสู่หลักเกณฑ์รายงานวันนี้ ผมให้โอกาสท่านอีก ๕ นาทีครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ขอบคุณท่านมากครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า น่าจะมีเรื่องของอาวุโส คือจะไม่ใช่อาวุโสเพราะว่าแก่ เพราะอยู่นานนะครับ กินข้าว เพราะแก่อะไรอย่างนี้นะครับ ต้องได้มาตรฐานผ่านเกณฑ์กลางสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ ตั้งเขานะครับ แล้วก็อยู่ปกติของคนทั่ว ๆ ไปนี่นะครับ สัก ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ และที่จะต้อง ปรับปรุงเชื่อว่าจะต้องมี ไม่ว่าองค์กรไหน อีกสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านตั้งอย่างนี้ได้สังคม ก็จะอยู่ได้ แต่ว่าที่ฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ท่านก็ต้องให้เขาสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือเก่งจริง เป็นที่ยอมรับของเพื่อน เป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชา อย่างนี้ท่าน ก็ต้องให้เขา ข้อที่ ๓ อันนี้สําคัญมากเลยครับ เราต้องทําให้สถานีตํารวจหรือโรงพักเป็นของประชาชน ถ้าผมเป็นผู้มีอํานาจบันดาลได้ผมจะให้ตํารวจทุกจังหวัด ทุกกองบังคับการเลือกโรงพัก มา ๓ แบบ ใหญ่ กลาง เล็ก แล้วก็แต่งตั้งคนดีเข้าไป อย่างที่ท่านกําลังจะทํานี่นะครับ ให้เป็นผู้กํากับ แล้วให้ผู้กํากับเลือกทีมเลยจะเอารองสารวัตร จะเอาสารวัตรอะไรต่ออะไร ให้ทีมไปเลย แล้วทําอย่างไรภายใน ๓ ปี ๕ ปี ไม่ย้ายท่าน ดูสิว่าประชาชนจะมาโรงพัก ด้วยการมีความสุขไหม ผมเคยไปดูโรงพักที่ได้รับเงินจาก สสส. นะครับแถวจังหวัดเชียงใหม่ ที่อําเภอจอมทอง เดี๋ยวนี้ยังดีอยู่หรือเปล่าไม่รู้นะ เมื่อ ๑๐ ปีก่อนดีมากเลยสวยงาม ทุกอย่าง ดีหมด ประชาชนชื่นชม แต่ตํารวจที่นั่นอยู่ไม่ได้นานครับ เหมือนกับจังหวัดนครสวรรค์ ที่ท่านว่านะครับ ๗๗ จังหวัดก็ ๒๐๐ กว่าโรงพักในกรุงเทพฯ ประมาณ ๓๐๐ โรงพักแล้วให้ แข่งขัน ดูสิว่าโมเดล (Model) อย่างนี้ให้อยู่ ๔ ปี แล้วท่านเลือกทีมเลยแล้วดูสิว่าประชาชน จะรับไหม เริ่มต้นจากทําความสะอาดห้องน้ําร้อยแปดจิปาถะ ที่จอดรถ ไม่ใช่เขะขะแม้แต่ ในกรุงเทพฯ ก็เห็นใจนะครับเพราะพื้นที่ไม่ดี ผมจึงกราบเรียนว่าน่าจะลองทําดู

ขออีกภาพหนึ่งครับ ภาพนี้ผมว่าเป็นภาพไฮไลต์ (Highlight) ท่านเห็นไหมครับ ผมใช้ดวงดาว ทุกคนตะเกียกตะกายไปหาดวงดาวนะครับ แล้วก็ตกสวรรค์ก็มี ผมใช้สีเลือดหมู คนที่จบโรงเรียนนายร้อยทุกคนจะเป็นร้อยตรี ก็ตะเกียกตะกายอย่างที่ท่านว่านี้ ทําความดี เข้าไว้ร้อยแปดจิปาถะก็ขึ้นไปเป็นนายพัน เป็นนายพล อันนี้เป็นเรื่องของการบังคับบัญชา ต้องขึ้นไปอย่างนั้น ไปจนถึงรองอธิบดีกรมตํารวจ สบ. ๑๐ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แต่ผมอยากจะเห็นว่าอีก ๓ แท่งนี้ท่านต้องพึ่งเขา แพทย์ตํารวจ นิติวิทยาศาสตร์ พนักงาน สอบสวน หลายครั้งท่านเอาตํารวจที่ไม่ได้อยู่ในสายแพทย์ตํารวจ นิติวิทยาศาสตร์ พนักงาน สอบสวน ข้ามไปกินตําแหน่งเขา เพราะหาตําแหน่งลงไม่ได้ อย่างนี้ต้องไม่ทํานะครับ ถ้าเขาขึ้นไปได้จนถึงพลตํารวจโททุกคน เขาเห็นแสงสว่างว่าถ้าเขาเป็นแพทย์ทํางานดี เขาจะ ได้รับการดูแล ถ้าเขาเป็นนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจที่เกิดเหตุร้อยแปดจิปาถะ พิสูจน์หลักฐาน แม่น ตรง เชื่อถือได้ ท่านก็ต้องให้เขาขึ้น อย่าเอาใครไปแทรกแซงเขานะครับ พนักงาน สอบสวนก็เช่นเดียวกัน ภาพนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปกรรมาธิการว่า ต้องยึดไว้แล้วต้องบอกกับน้อง ๆ ว่า จบร้อยตํารวจตรีแล้วเอ็งทําความดีเถอะ เอ็งจะไปถึง ตรงไหน ถึงดวงดาวเอ็งต้องมี เขาเรียกอะไร บุญ บุญ บุญนะครับ นอกจากมีความสามารถ แล้วต้องมีบุญ มีวาสนา ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้ด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วยทุกประการ ไม่มีข้อโต้แย้ง ในการที่จะมีการปฏิรูปตํารวจให้เป็นตํารวจของประชาชน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามความหมายของหน้าหมวกนี้ เพราะฉะนั้นฝากความหมายตราแผ่นดินหน้าหมวกนี้ไว้กับ ท่านกรรมาธิการและ สปท. และประชาชน และตํารวจทั่วประเทศด้วย

ภาพสุดท้ายครับ เป็นภาพแถมก่อนที่ผมจะลาที่ประชุมแห่งนี้ แล้วไม่ลงมติ นะครับ เนื่องจากผมจะต้องลงพื้นที่ภาคใต้เรื่องคําถามพ่วง เดี๋ยวผมไปขึ้นเครื่องบินแล้ว นะครับ ก็จะบอกได้เลยว่านายสุรินทร์ ถ้าอยู่นะครับก็จะเสียบว่า เห็นด้วย เห็นด้วย เห็นด้วย ภาพนี้ก็เพิ่งถ่ายเมื่อกี้นี้เองนะครับ เป็นภาพที่ลงตัวนะครับ ท่านลองดูสิครับถือหมวก แล้วผมคิดว่าเป็นภาพที่ประทับใจที่ลงตัว กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้เวลาเลยมา เล็กน้อย ๕ นาทีพอดีครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ครับ อดีตผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเป็นที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ขอเชิญครับ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิก หมายเลข ๑๐๙ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ ที่ได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วนภายใน ๓๐ วัน สิ่งที่ผมจะอภิปรายนะครับ ก็คือเห็นด้วย กับหลักการของกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานในการแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการตํารวจ เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อสังเกตหลาย ๆ ประการที่จะเสนอให้คณะกรรมาธิการ เพื่อเป็นข้อพิจารณานะครับ ในชีวิตราชการตํารวจของผมนะครับ ๔๒ ปี ผมเป็นคนที่ถูก แต่งตั้งมาตลอด ไม่เคยเป็นผู้แต่งตั้ง ฉะนั้นมุมมองของผมก็คือมุมมองจากผู้รับการแต่งตั้ง ท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านที่อยู่ข้างบนนะครับ ท่านผ่านทั้งการแต่งตั้งและเป็นผู้แต่งตั้ง ฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ ท่านเข้าใจดีนะครับ สิ่งที่ผมกังวลและเป็นห่วงก็คือ รายงานการศึกษาฉบับนี้ ท่านได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอํานาจหรือสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือยัง ถ้าสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติไม่เห็นด้วย หรือผู้มีอํานาจไม่เห็นด้วยก็ยากที่จะสําเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นข้อมูลในการที่จะปฏิรูปตํารวจในวันข้างหน้านะครับ

ประเด็นที่ ๒ ตามญัตติด่วนที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่าวัตถุประสงค์ของการเสนอญัตติเรื่องนี้ เพื่อให้การแต่งตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมแก่ข้าราชการตํารวจ อีก ๓ เดือน ไม่ ๓ เดือนครับ เดือนกรกฎาคม เดือนหน้าก็จะเริ่มวาระการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ เริ่มตั้งแต่ระดับรองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติลงไป จนถึงเดือนพฤศจิกายน รายงานฉบับนี้เขียนว่า ท่านต้องทําให้เสร็จภายใน ๖ เดือน ผมเกรงว่ามันจะไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอีก ๒-๓ เดือนข้างหน้าได้ มันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนขวัญกําลังใจข้าราชการตํารวจที่มีความตั้งใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างที่ท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านได้ยกตัวอย่างมานะครับ ก็อยากจะให้มีการเสนอ ทําอย่างไรในการแต่งตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็วนี้ ใน ๒-๓ เดือนข้างหน้านี้ จะบังเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ผมไม่แน่ใจนะครับว่าการแต่งตั้งที่ผ่านมาจะเป็นการปฏิบัติ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติหรือไม่ ถึงแม้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ จะมีอํานาจตามคําสั่ง คสช. ที่ ๒๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ ที่มอบอํานาจ การแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นผู้มีอํานาจแต่งตั้งข้าราชการตํารวจทุกระดับ แต่อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ก็ต้องคํานึงถึงมาตรา ๒๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ นะครับ นี่คือสิ่งที่ผมจะทิ้งไว้ตรงนี้นะครับ การแก้ไขปัญหาในการแต่งตั้งอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่า ในวาระเร่งด่วน ในการแต่งตั้งที่จะถึงนี้ทําอย่างไรจะให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม และในระยะยาวเราก็คง หวังไว้กับคณะกรรมการปฏิรูปกิจการตํารวจที่จะตั้งขึ้นถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน ตามมาตรา ๒๕๘ นะครับว่าคงจะมีความหวังรําไรในอนาคตข้างหน้านะครับ

เรื่องต่อไปเรื่องอาวุโส คณะกรรมาธิการได้กําหนดว่าอาวุโส ๗๐ ในการแต่งตั้ง เกณฑ์แต่งตั้ง ๗๐ ความรู้ความสามารถ ๓๐ อันนี้ผมก็ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยนะครับ คือในปัจจุบันนี้อาวุโส ๓๐ ความรู้ความสามารถ ๗๐ ถ้าตัวเลขที่พอรับได้ก็คือ ๕๐ ต่อ ๕๐ ได้ไหมครับ คือเป็นการส่งเสริมคนดี มีความรู้ความสามารถ ถ้าอาวุโส ๗๐ ผมเกรงอย่างที่ ท่านวรพงษ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ มันก็จะกลายเป็นคนที่เมื่ออยู่ในกลุ่มอาวุโสแล้วก็ เหมือนพรหมลูกฟัก รออยู่เฉย ๆ ไม่กล้าที่จะทําอะไรที่เป็นการเสี่ยงให้ถูกลดอาวุโส คือนอน นั่ง ๆ นอน ๆ ในปีนั้นท่านได้รับการแต่งตั้งสูงขึ้นแน่ ประเด็นนะครับ และคําว่า อาวุโส ผมไปดูใน พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ ปี ๒๕๔๗ มันกําหนดไว้ ๒ ประเด็น คือประเด็นที่ ๑ ตามมาตรา ๗๒ กรณีที่ผู้อยู่ในตําแหน่งไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ก็คือ รอง ผู้ช่วย หรือถ้าไม่มีรอง ไม่มีผู้ช่วย ก็ให้ข้าราชการตํารวจในหน่วยงานนั้นที่มีอาวุโสสูงสุด เป็นผู้รักษาการ อันนี้กําหนดไว้ชัดเจน แต่เรื่องการแต่งตั้ง ตามมาตรา ๕๗ พ.ร.บ. ตํารวจ แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กําหนดว่า การแต่งตั้งเลื่อนตําแหน่งสูงขึ้นจะต้องนําสิ่งต่าง ๆ มาประกอบพิจารณากัน เช่น อาวุโส ผลงาน ปฏิบัติงาน ประวัติรับราชการ ความประพฤติ ความรู้ความสามารถมาประกอบกัน การเพิ่มการลดอาวุโส ในอดีตที่ผ่านมามีการใช้อาวุโสเพื่อเอาเปรียบข้าราชการตํารวจอื่น ๆ ผมไม่ยกตัวอย่างนะครับ ทําอย่างไรจะได้อาวุโส แต่กรณีลดอาวุโส อันนี้ผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง เพราะว่าการจัดลําดับอาวุโสนี้ ของข้าราชการตํารวจเริ่มตั้งแต่ยศ ตําแหน่ง การเข้าสู่ตําแหน่ง สุดท้ายคืออายุ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเท่ากันหมดก็จะเอาอายุเป็นตัวตั้ง อายุนี้เป็นสิ่งที่มันเกิด มันติดตัวท่านมา ไปลบล้างไม่ได้ ถ้าท่านไปตัดอาวุโสเขา ผมก็เป็นห่วง นะครับว่ามันจะไปขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ในเรื่องสิทธิพลเมือง ว่าเขาเกิดมาเขามีสิทธิที่เกิดมา ติดพร้อมตัวแล้วไปตัดของเขาออก ไปลดของเขานะครับ อันนี้เป็นข้อสังเกต ซึ่งอาจจะ ไม่ตรงก็ได้

ต่อไปเรื่องหลักเกณฑ์ในการเลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น เอาโรงพักก่อน ท่านกําหนด ให้มีโรงพักชั้น ๑ ชั้น ๒ ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยได้รับการแต่งตั้งมาแบบนั้น เห็นด้วยครับ เป็นการฝึกผู้จะเป็นผู้บริหารในสายตํารวจให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะไปรับ งานใหญ่ในอนาคต แต่ก็มีปัญหาในข้อปฏิบัติหลาย ๆ ประการ ผมยกตัวอย่างเช่น ในบางปี ตําแหน่งว่างมากกว่าจํานวนโรงพักชั้น ๒ ที่จะแต่งตั้งได้ ก็จะทําให้มีคนซึ่งถูกแต่งตั้งไปอยู่ ในโรงพักชั้น ๑ ได้เลยในอดีต แล้วก็จะเป็นช่องว่างให้ผู้มีอํานาจในการแต่งตั้งใช้ช่องว่าง อันนี้นะครับ

ประการต่อไป ท่านแบ่งกองบัญชาการเป็นกองบัญชาการระดับ ๑ ระดับ ๒ กองบังคับการระดับ ๑ ระดับ ๒ ท่านมองถึงหน่วยปฏิบัติให้ผู้กํากับการ คนที่จะเป็นผู้กํากับการ ต้องมีผ่านงานสอบสวน อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ หลาย ๆ ที่หัวหน้าสถานีตํารวจไม่ได้ผ่านงานสอบสวนซึ่งเป็นงานหลักของสถานีตํารวจ แต่ที่กําหนดไว้ ๔ ปี มีคดีไม่น้อยกว่า ๒๘๐ สํานวน อันนี้อาจจะมีข้อจํากัด บางโรงพักสํานวน ถึงปียังไม่ถึงร้อยเลยครับ ถ้าคนที่อยู่โรงพักแบบนั้นมา โรงพักหนึ่งมี ๑๐๐ คดี พนักงาน สอบสวน ๔ คน คนละ ๒๕ คดี ๔ ปี อย่างมากก็ ๑๐๐ คดี เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ เป็นข้อเสนอกรรมาธิการครับว่า ขออนุญาตท่านประธานครับ มีประเด็นอีกนิดหน่อยครับ สัก ๒ ปี เคยผ่านงานสอบสวน ๒ ปี ผมว่าน่าจะเพียงพอนะครับ เพื่อให้การแต่งตั้งได้มี ความคล่องตัวยิ่งขึ้น

แล้วที่จะฝากต่อไปก็คือ ท่านคงต้องไปมองในเรื่องอย่างที่ท่านสมาชิก ท่านสุรินทร์ได้อภิปรายไว้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติจะเดินได้มันไม่ได้เดินได้ด้วยหน่วยงาน ที่มีอํานาจหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเพียงอย่างเดียว สํานักงานตํารวจ แห่งชาติประกอบด้วยหลาย ๆ หน่วย ซึ่งประกอบกัน ส่งเสริมงาน ให้งานปราบปรามรักษา ความสงบเรียบร้อยของตํารวจเดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นทําอย่างไรท่านจะ ส่งเสริมคนในหน่วยงานเหล่านั้นให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างที่ ๓ แท่ง ตัวอย่างที่ ท่านสุรินทร์ได้นําเสนอไป ถ้าเราไม่มองตรงนี้ก็คือสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่เห็น ความสําคัญ แล้วก็จะผลักบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเหล่านี้ไปอยู่ภาคเอกชน ซึ่งได้รับ ผลตอบแทนสูงกว่า ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ การแต่งตั้งที่ผ่านมา ในกองบังคับการปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี คนที่จะทํางานในหน่วยนี้ต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่อง การสืบสวนสอบสวนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป และมีความรู้พิเศษในเรื่อง การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทางเทคโนโลยี ปรากฏว่าการแต่งตั้งคนที่เข้ามา ผมดูประวัติที่เข้ามานะครับ เอาคนที่มีความรู้ความสามารถแทนที่จะได้ขึ้นมาทํางาน ในกองบังคับการแห่งนี้ สะสมประสบการณ์ สะสมความรู้ความสามารถเฉพาะทาง ท่านไล่ ไปอยู่ฝ่ายอํานวยการ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ และเอาคนที่ไหนมาก็ไม่ทราบ เอามานั่ง กว่าคนเหล่านี้ที่จะมาทํางานตรงนี้ได้ กว่าจะมีความรู้ความเข้าใจ ปกครอง บังคับบัญชานําหน่วยได้ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ถึง ๑ ปีนะครับ

สุดท้ายครับ ขอฝากความหวังของสํานักงานตํารวจแห่งชาติกับท่านประธาน กับท่านกรรมาธิการนะครับ สิ่งที่ท่านทําก็จะเป็นบุญกุศลแก่ข้าราชการตํารวจให้มีแสงสว่าง ปลายอุโมงค์ ทุกวันนี้เท่าที่คุยกับข้าราชการตํารวจ หนทางข้างหน้ามืดมน แล้วประชาชน จะไปหวังพึ่งตํารวจเหล่านั้นได้อย่างไร ขอบพระคุณครับท่านประธาน

การปฏิรูปของเราจะสร้างแสงสว่าง และทําให้การปฏิรูปภายใต้ความร่วมมือ ของแม่น้ํา ๕ สายนะครับ ซึ่งตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ประกาศชัดเจนและแจ้งใน ครม. แล้วก็ส่งสัญญาณมาที่ทาง สปท. แล้ว ๑ ใน ๔ เรื่องเร่งด่วนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็จะมี เรื่องนี้ครับ ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบพระคุณและชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ของ สปท. ที่ได้กรุณาจัดทําและนําเสนอรายงาน เรื่อง การวาง แนวมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ของประชาชน ของสื่อสารมวลชน และที่สําคัญที่สุดก็คือคนในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือบรรดาข้าราชการตํารวจชั้นผู้น้อยทั่วประเทศ ซึ่งผมเข้าใจว่ามีมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ในหลักการผมก็ได้อ่านดูแล้วนะครับ วีกเอนด์ (Weekend) ที่ผ่านมา แล้วก็ ตอนเข้าวิป (Whip) ก็ได้ซักถามพอสมควร ผมมีความเห็นสนับสนุนแล้วก็พร้อมที่จะยกมือ ให้กับข้อเสนอของท่านกรรมาธิการในเรื่องแนวทางมาตรฐานใหม่ที่ควรนําไปใช้ในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจ โดยเฉพาะในระดับสัญญาบัตร ตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปจนถึงผู้บัญชาการ กองบัญชาการต่าง ๆ ท่านประธานครับ อันที่จริงหลักการในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจที่ดีที่สุด และที่เหมาะสมที่สุด ก็คือหลักที่ใช้ทั่วไปกับข้าราชการเหล่าอื่น ๆ ก็คือระบบคุณธรรม หรือระบบเมริตซิสเต็ม (Merit System) ที่จะพิจารณาจากความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถ ความเป็นผู้นํา ความอดทน และเสียสละต่อวิชาชีพของตน ความรู้ก็คือความรู้ในวงการตํารวจ ได้แก่ ความรู้เรื่องกฎหมาย รู้ระเบียบ รู้นโยบาย ประสบการณ์ ก็คือเคยทําคดี เคยจับผู้ร้าย เคยเสี่ยงชีวิต ยิงปืนมาแล้วนะครับ เคยลุยกับผู้มีอิทธิพล ความสามารถ ก็คือการมีทักษะ ในการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งตํารวจมักจะเจออยู่เป็นประจํา สถานการณ์คับขัน การเจรจา หว่านล้อมให้ผู้ร้ายยอมวางอาวุธ หรือแก้ไขสถานการณ์ที่จะตีกันอยู่แล้ว เผชิญเหตุ ลดความ ขัดแย้ง อันนี้ก็ถือเป็นความสามารถเฉพาะของตํารวจ ความเป็นผู้นํา คือความกล้าหาญ ความที่ลูกน้องรัก หน่วยข้างเคียงเชื่อถือ นายเอ็นดู มีวินัย สมเป็นข้าราชการตํารวจ และความอดทน เสียสละ ก็คือรักในวิชาชีพตํารวจ ภูมิใจในความเป็นพับบลิกเซอร์แวนต์ (Public Servant) แล้วก็ภูมิใจในหน้าที่ของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ท่านประธานครับ ผมมีข้อความเห็นและข้อสังเกตที่อยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการไปนะครับ ก็คือ

ประการแรก ก็เห็นด้วยนะครับที่ท่านเปลี่ยนจากระบบปัจจุบันที่ยึดอาวุโส ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ความเหมาะสม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเองก็มีเพื่อนวัยเดียวกันที่เป็น พันตํารวจเอกอยู่นานเชียว แล้วก็อีกปีจะเกษียณบอกเที่ยวนี้กูได้แน่ ขอประทานโทษนะครับ เพราะว่าอาวุโสติดเพดานแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านก็เปลี่ยนจากอาวุโส ๓๐ เหมาะสม ๗๐ มาเป็นอาวุโสบวกคะแนนผลการประเมินความรู้ความสามารถและ ความประพฤติ ๗๐ แล้วก็เป็นความเหมาะสมเสีย ๓๐ นะครับ ซึ่งก็คิดว่าท่านอยู่ในวงการ ตํารวจ เคยเผชิญปัญหามาด้วยตัวเอง เคยเจ็บช้ําน้ําใจมาด้วยตัวเอง ก็คงจะคิดว่าระบบนี้ จะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมขึ้น แล้วก็เกิดกําลังใจในการทํางานแก่ข้าราชการตํารวจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสัญญาบัตร ตั้งแต่ชั้นสารวัตรขึ้นไป ผมเองสมัยเรียน วปอ. มีเพื่อนเป็นตํารวจ ก็คุยกันตอนนั่งรถไปนะครับ ก็พบว่าวงการตํารวจมีคนดี ๆ มีความรู้ความสามารถมาก มีมือปราบที่คนเลื่องลือรับรู้ในฝีมือต้องถูกข้ามหัวข้ามชั้นโดยตํารวจซึ่งอาจจะไม่ค่อยมีฝีมือ แต่เก่งในเรื่องติดสอยห้อยตามนาย นั่งอยู่หน้าห้องผู้มีอํานาจทั้งหลายนะครับ ซึ่งบางคน ผู้มีอํานาจก็เป็นพวกผู้ใหญ่โต หรือเป็นญาติพี่น้องของคนใหญ่คนโตซึ่งไม่ได้เป็นตํารวจเลย แต่มีอิทธิพลในการฝากเด็กในคาถาให้ไปกินตําแหน่งใหญ่โตนะครับ เพื่อนผมบอกว่า การแต่งตั้งเขาไม่ได้ดูความรู้ความสามารถ เขาดูว่ามีตั๋วของใคร มีตั๋วกี่ใบ อย่างนั้นมากกว่า ซึ่งหวังว่าการปฏิรูปนี้ก็คงจะลบภาพพจน์เหล่านั้นไปนะครับ เพราะถ้าแต่งตั้งแบบเดิมนี้ก็จะ ทําให้นายตํารวจดี ๆ ที่ตั้งใจทํางานเกิดความท้อแท้ หมดกําลังใจนะครับ เราก็อยากจะเห็น ตํารวจเป็นที่พึ่งของประชาชน คดีมีคนทํางาน มีการสะสาง ไม่ใช่ค้างอยู่นะครับ หรือเอาคน ที่ทํางานไม่เป็นมาเป็นนาย ลูกน้องก็หมดความศรัทธาแล้วก็ไม่เชื่อถือ ไม่มีกําลังใจทํางาน

ประการที่ ๒ หัวข้อที่ท่านนําเสนอ ก็มีเรื่องของการจัดลําดับหน่วยงาน หรือสถานี หรือกองบังคับการ เป็นเกรด (Grade) ๑ เกรด (Grade) ๒ หรือจะเรียกว่า กองบังคับการเกรดเอ (Grade A) เกรดบี (Grade B) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ผมอยากจะ เรียกว่าวิ่งเต้นข้ามหัวจนเสียระบบนะครับ เราก็คงไม่อยากเห็นว่ามีพันตํารวจเอก (พิเศษ) เป็นรองผู้บังคับการบึงกาฬอย่างนี้ พอฤดูโยกย้ายก็ขึ้นเป็นผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด นครราชสีมา อย่างนี้ก็รู้สึกว่าจะมากเกินไปหน่อยนะครับ ก็ควรจะมีการสั่งสมประสบการณ์ ซึ่งในหลักการก็คิดว่าก็คงจะดีกับหน่วยงานของท่านนะครับ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่จําเป็น ถ้าท่านใช้ระบบเมริตซิสเต็ม (Merit System) ระบบคุณธรรม มาตั้งแต่ต้น ทีนี้ก็อยากจะมีข้อสังเกตฝากไปว่า ทีนี้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือที่ท่านบอก ผมก็เดาว่ามาจากความเหมาะสมให้ผู้บังคับบัญชาเสนอโดยความเห็นชอบของ ก.ตร. ผมเข้าใจนะครับ ถ้าท่านจะใช้ตั้งแต่ตําแหน่งสารวัตรขึ้นไปมันจะมีเป็นหมื่น เป็นพัน ตําแหน่งเลยนะครับ แล้วมันก็ต้องเข้า ก.ตร. ก็จะทําให้ช้าไปอีก ผมก็คิดว่ามันน่าจะใช้ระดับ พันตํารวจเอกขึ้นไป เป็นผู้กํากับจะดีไหม ส่วนต่ํากว่านั้นลงมาก็เป็นหน้าที่ผู้บัญชาการ แต่ว่าจะทําได้ในโควตา ๓๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายต้องขอความเห็นชอบเหนือขึ้นไปอีก เช่น รอง ผบ.ตร. ที่คุมสายงาน หรือไม่ก็ ผบ.ตร. เลย มันก็จะเป็นการคานอํานาจกัน ขณะเดียวกันก็มีความสงสัยว่าอันนี้มันก็เลยจะกลายเป็นระบบไซโล (Silo) ที่ปิดอยู่แต่ ในกองบัญชาการ ไม่มีการหมุนเวียนข้ามกองบัญชาการ สั่งสมประสบการณ์ หรือบางที กองบังคับการ กองบัญชาการที่มีปัญหาท่านจําเป็นต้องมีมือปราบหรือมีมือที่รู้เรื่อง มาแก้ปัญหามันก็จะย้ายข้ามกองบังคับการอย่างไร เขาจะอยู่ในโควตา ไหนละครับ อยู่ในโควตา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาวุโสบวกประเมินผลงานหรือโควตา ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้นะครับ ผมคิดว่ามันก็ยังจําเป็นอยู่ที่คนที่รับราชการอยู่กองบัญชาการภูธร ภาค ๕ อาจจะต้องลงมา เป็น ผบ. ที่นครปฐม หรือกองบัญชาการ ๗ หรือว่าถ้าจําเป็นหรือจะต้องมาเป็นผู้บัญชาการ ตํารวจนครบาลก็ได้ เพราะท่านอํานวยนี่ครับ อยู่ในนครบาลยังไปอยู่ที่ภูธร ๑ ได้เลย ถ้าผมจําได้นะครับ ท่านคิดถึงตรงนี้ไว้หรือเปล่านะครับทีนี้ก็อยากจะฝากด้วยนะครับ ผมมาจากสายข้าราชการพลเรือน ก็อยากจะคิดว่าหลักเกณฑ์ที่ท่านนําเสนอก็ดีนะครับ แต่ว่าในบางระดับชั้นหรือบางตําแหน่งของข้าราชการที่เป็นระดับบริหาร เป็นผู้นําหน่วย อย่างเช่น ผู้กํากับการ หัวหน้าโรงพัก หรือผู้บังคับการ ผู้บัญชาการ นอกจากจะต้องผ่าน หลักสูตรฝึกอบรมบังคับ ก็ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะครับ ถ้าทหารเขาเรียกว่าวิทยาลัยเสธ. หลักสูตรเสธ. อะไรอย่างนี้นะครับ ก็ควรจะต้องมีการสอบผลสัมฤทธิ์ ผมไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ว่า แอปทิจูดเทสต์ (Aptitude Test) หรือคอมพีเทนซีเทสต์ (Competency Test) หรือเปล่า แบบที่สํานักงาน ก.พ. เขาให้คนไปสอบ อย่างผมต้องไปสอบว่าจะเป็นรองอธิบดี ต้องไปสอบมีคะแนนเกิน ๖๐ ก็อย่างที่ท่านอํานวยพูดเพื่อจะได้ดูว่าเพี้ยนหรือเปล่า เพราะคนเพี้ยนก็ไม่ควรจะเป็นผู้นําหน่วย อย่างน้อยต้องมีคะแนน เขาเรียกเชาวน์ วิสัยทัศน์ หรือความเป็นผู้นํา ๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

อีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะฝากว่าท่านเน้นย้ําเรื่องการพัฒนาบุคลากรหรือฮิวแมน รีซอร์ซ ดีเวลลอปเมนต์ (Human Resource Development) ในหมู่ข้าราชการตํารวจ ซึ่งจําเป็นเพราะสังคมก้าวไปไกลมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ ประชาชนก็มีความรู้ มีความตระหนัก ในสิทธิของตัวเองและประเทศก็อยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องติดต่อกับต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ภารกิจตํารวจไม่ใช่ยิงปืนแม่นอย่างเดียว หรือว่าสืบสวนเก่งอย่างเดียว จับผู้ร้ายเก่งอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะในการสื่อสารสาธารณะ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โน้มน้าวจิตใจคนให้ฟัง หรือว่าทักษะในเรื่องภาษาต่างประเทศ หน่วยงานตํารวจเป็นหน้าด่านของความมั่นคง ของประเทศ แล้วคนบินเข้ามาในเมืองไทยต้องผ่าน ตม. ผมเข้าไป ตม. ประเทศอื่น เขาก็ซักถามมาเป็นภาษาอังกฤษ ของเราบางทีพูดไม่คล่องเลยไม่ถามเลย มันก็ไม่ผ่าน การกรองไม่ได้ ไม่ต้องภาษาอังกฤษก็ได้ครับ ภาษาจีน ภาษาพม่า ภาษาญี่ปุ่น เพราะว่า คนเหล่านี้มาอยู่ในเมืองไทย ภาษาลาวคงไม่ต้อง ไม่ต้องไปต่างประเทศ เราไม่ต้องสื่อสาร ไม่ต้องให้คะแนนเรื่องนี้นะครับ อาจจะส่งไปสอบปริญญาโทอีก ไม่ต้องถึงกับโทเฟล (TOEFL) หรอกครับว่าเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าวิชาเรื่องภาษาต่างประเทศหรือเรื่องทักษะ การเจรจาการให้สัมภาษณ์ก็สําคัญนะครับ แล้วการที่ท่านจะประเมินบุคคล แล้วเพื่อมาเพิ่ม คะแนนเขา ผมก็เห็นด้วยว่าไม่ควรจะไปลดอาวุโสเขา จะเป็นเรื่องเป็นราวเปล่า ๆ นะครับ ฟ้องร้องกันเปล่า ๆ แต่ว่าถ้าเขาไม่ได้ความประพฤติดีก็ไม่ได้เพิ่มอาวุโส ก็เท่าเดิม แต่คนอื่น ก็แซงหน้าไปได้ แต่อยากจะฝากว่าท่านควรจะมีประเมินแบบพลเรือนเขาประเมิน คือประเมินแบบ ๓๖๐ องศา คือไม่ใช่ให้ผู้บัญชาการกับรองผู้บัญชาการประเมินอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตํารวจก็จะไปวิ่งอยู่หน้าห้องนาย เอามะม่วง เอาส้มโอไปฝากอยู่นั่น ไม่ดูแล ลูกน้อง ท่านอาจจะว่ามีคนประเมินสัก ๘ คน ๔ คนเป็นผู้บังคับบัญชา ๒ คนเป็นประชาชน ที่รับบริการก็ได้ ๑ คนเป็นเพื่อนร่วมงาน อีก ๑ คนเป็นลูกน้อง จะได้ดูว่าเขามีความเป็นผู้นํา ปกครองลูกน้องได้หรือเปล่า แล้วเอามาพิจารณาด้วยนะครับ

และอันสุดท้ายนะครับ เรื่องของ ก.ตร. ที่จะสร้างดุลยภาพในการแต่งตั้ง โยกย้าย ที่ท่านบอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปขออนุมัติ ก.ตร. เรื่องนี้ก็อยู่นอกรายงานที่ท่าน นําเสนอนะครับ ก็อยากจะฝากว่าแล้วท่านตั้ง ก.ตร. อย่างไรที่จะสร้างความคุ้มครอง ข้าราชการตํารวจให้มีระบบคุณธรรมและได้ดุลระหว่างความจําเป็นของฝ่ายบริหาร และการเมืองในการบริหารด้วยความฉับไว แก้ปัญหาให้ประชาชน แต่ก็มีระบบคุณธรรม ก็ต้องได้ ก.ตร. ที่คัดเลือกได้ดี ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไว้ในเปเปอร์ (Paper) อันก่อนแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เข้าใจในวัตถุประสงค์ที่ท่านนําเสนอแล้วก็ขอแสดงความชื่นชม แล้วก็พร้อม ที่จะให้การสนับสนุน ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีต สปช. นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ ท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ต้องถือว่าการพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ มากครับ เพราะว่าสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ครับ สปท. เราประชุมเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็อยากจะ หารือท่านประธานสภากับเพื่อนสมาชิกทั้งหมดครับว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะอยู่ใน ความสนใจของประชาชน ถึงขั้นคนระดับนายกรัฐมนตรีประกาศมาทําเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ผมคิดว่าสัปดาห์นี้การประชุมเพียงวาระเดียวใช้เวลากันให้คุ้มนะครับ ไม่ได้เรียกร้องว่า ผมจะอภิปรายยาวหรอกครับ ก็พยายามรวบรัดการอภิปรายอยู่ภายในกรอบเวลา แต่อาจจะ เกินไปบ้างนะครับ เพื่อเปิดให้เพื่อนสมาชิกคนอื่นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ที่อยากเห็นก็คือ บรรยากาศแลกเปลี่ยนกับบรรดาเพื่อนสมาชิกทั้งหมดกับคณะกรรมาธิการ อย่างน้อยถ้าเกิด ท่านนายกรัฐมนตรีฟังอยู่ท่านก็จะเกิดความคิดต่อไปเหมือนอย่างที่ท่านอํานวยพูดว่าจะทํา อะไรต่อไปบ้าง เพราะฉะนั้นบรรยากาศที่อย่างนี้จะหายากครับ เรามีเวลาแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างผมกับกรรมาธิการ หรือว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหมดกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม อ่านตั้งแต่แผ่นแรกนะครับ แผนการปฏิรูป สภาพปัญหา ท่านประธาน มีเวลานะครับ ผมยังไม่อ่านให้ฟังนะครับ แต่เฉพาะท่านอ่านคําว่า สภาพปัญหาของรายงาน คณะกรรมาธิการ ท่านอ่านวรรคหนึ่งกับวรรคสองจบนะครับ ท่านจะรู้ทันทีครับว่า คณะกรรมาธิการกุมหัวใจของปัญหาตํารวจไว้ได้จริง ๆ เป็นคําเขียนที่ผมนึกถึงประธาน กรรมาธิการเลยครับว่า วิธีเขียนคําวินิจฉัยที่จับตรงหัวใจได้ทั้งหมดเป็นอย่างนี้ สภาพปัญหา ทั้งหมดของตํารวจอยู่ใน ๒ วรรคของรายงานคณะกรรมาธิการ แค่อ่าน ๒ วรรคนี้ ผมคิดว่า รู้แล้วว่าโดยสภาพปัญหาอย่างนี้มันต้องปฏิรูป ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ไม่ได้ ทีนี้ผมจะมี ความเข้าใจตํารวจมากขนาดไหนในการที่แสดงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่าน ก็ขออนุญาต ออกตัวก่อนนะครับว่า ผมนี่เกือบจะไม่รู้เรื่องตํารวจเลยครับ รู้แบบผู้แทนราษฎรรู้จักตํารวจ รู้แบบประชาชนรู้ว่าตํารวจเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดบางเรื่องอาจจะไม่ตรงกับที่ ตํารวจเขาเป็นกันจริง ๆ แต่ท่านต้องรู้สึกว่าประชาชนแบบผมนี่คิดอย่างนี้ ซึ่งอาจจะ ไม่สอดคล้องกับอารมณ์ของท่านครับ ผมรู้จักตํารวจจริง ๆ วันที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เขาให้ผมแต่งตั้งนายเวรได้ ๑ คน ระดับสารวัตร ผมก็เอาสารวัตร บ้านนอกมาตามผม นั่นครับ ตํารวจที่ใกล้ชิดผมมากที่สุด และผมรู้จักตํารวจวันนั้น เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดในการยื่นญัตติครั้งนี้ไม่ใช่ผมไปสัมพันธ์ตํารวจ และรู้จัก และไปรู้เรื่องปัญหาเขา แต่เป็นเรื่องที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อมวลชน เป็นระยะ ๆ ถึงกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผิดปกติบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงและทําลาย ขวัญกําลังใจของตํารวจทั้งประเทศ ที่บ้านผมครับ อําเภอขนอม คําสั่งโยกย้ายออก ชาวบ้านต้องนิมนต์พระไปรอรับผู้กํากับการ เพราะมาเมื่อไรต้องให้พระสวดทันทีครับ ตายเสียแล้ว คําสั่งออกมา เพราะฉะนั้น มันเกิดอะไรขึ้น พอมันเกิดอะไรขึ้น ผมอ่านแนวทางที่ท่านเสนอการแก้ปัญหา บอกได้เลยว่า ผมพอใจครับ อย่างน้อยหลักประกันของการเขียนของเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวรพงษ์ก็ดี ท่านอํานวยก็ดี ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ในวงการตํารวจที่รู้สภาพปัญหาจริง ๆ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะอนุกรรมาธิการที่เข้ามาร่วมด้วย ท่านชัยยงท่านอยู่ในวงการตํารวจ แล้วโดนกระทบด้วย ถ้าพูดจริง ๆ อย่างที่ท่านอํานวยว่า เป็นประธานในการพิจารณาย้ายเพื่อน อยู่ดี ๆ ไม่ทันได้พิจารณาย้ายเพื่อน ตัวเองถูกย้ายเสียก่อนจากตําแหน่ง เพราะฉะนั้น ท่านก็เป็นคนที่รู้ปัญหาดี เพราะฉะนั้นกระบวนการในการแก้ปัญหาหลัก ๒ ประการครับ ที่ท่านวางไว้ ผมเห็นด้วยครับ

ประการที่ ๑ คือหลักอาวุโส ขณะเดียวกันไม่ทําลายหลักของความสามารถ แต่การจะเอาความสามารถขึ้นมาโดยช่องทางของผู้มีอํานาจคนเดียวไม่ได้ มันต้องผ่าน กระบวนการอย่างที่ท่านว่า และที่สําคัญที่ท่านวางหลักมา ซึ่งผมคิดว่าท่านคงรอบคอบแล้ว นายตํารวจใหญ่ ๓ คนนั่งอยู่ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ตํารวจด้วยกันด่ากันเองแล้วกัน

ประการที่ ๒ ก็คือหลักแบ่งชั้นโรงพัก หรือกองบัญชาการ หรือกองกํากับการ เราปฏิเสธตลอดครับว่าโรงพักทุกโรงพักเหมือนกัน เวลาย้ายลูกน้องจากโรงพักดีเด่น ไปโรงพักน้ําหนาวที่ท่านอํานวยได้ตามหาอยู่ ผมก็คิดว่ามันก็บอกโรงพักเหมือนกัน แต่โดยข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านวางเกรด (Grade) อย่างนั้นได้ ผมถามผู้หลักผู้ใหญ่ข้างหลังผม อดีตปลัดกระทรวงบ้าง อดีตเจ้ากรมบ้าง ท่านก็บอกว่า มันมีเกรด (Grade) ของมันอยู่ เพราะฉะนั้นกล้าตัดสินใจแบ่งเกรด (Grade) กัน เกรด (Grade) ๑ เกรด (Grade) ๒ อาจจะเป็นเกรด (Grade) ๓ ก็ได้ครับ เพราะเพื่อ การสร้างฐานขวัญกําลังใจ แต่หลัก ๒ ข้อท่านถูกครับ ๑. คือคํานึงหลักอาวุโส ไม่ทําลาย เรื่องความสามารถ และแบ่งเกรด (Grade) ชั้นของตําแหน่งที่จะไป ถูกต้อง แต่ท่านครับ ผมเข้าใจว่าญัตติที่ผมเสนอในสภา สภาส่งท่านไป น่าจะ ๒ เรื่องครับ คือ ๑. แนวทาง การปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ๒. การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจที่เป็นธรรม ท่านก็สร้างมาเรียบร้อยครับ ท่านเสนอแนวทางการโยกย้ายตํารวจที่เป็นธรรม

แต่ปัญหาก็คือแล้วที่ผ่านมาถ้าเป็นสภาปกตินะครับ พวกผมที่เขาบอกว่า เป็นสภาพวกนักการเมืองมากเรื่อง ผมจะไต่สวนหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าจริง ๆ ในคําปรารภของสภาพปัญหาท่าน ท่านเขียนไว้ชัดเจนครับ ทีนี้ท่านประธานสภาคงอ่านแล้ว เผื่อท่านที่ฟังทางบ้านไม่ได้อ่าน ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ ใช้เวลาสักนิดครับ สภาพปัญหา สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และมีข้าราชการตํารวจเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มีอํานาจหน้าที่กว้างขวาง ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญา และรักษา ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การที่ตํารวจมีอํานาจหน้าที่ดังกล่าว จึงทําให้เข้าไป มีบทบาทกับวิถีชีวิตประชาชนทุกระดับ และการที่ตํารวจเข้าไปมีบทบาทกับวิถีชีวิตของ ประชาชนนี่เอง ทําให้เกิดการแทรกแซงจากทางการเมือง ที่อาศัยตํารวจเป็นเครื่องมือในการ แสวงหาประโยชน์ และเข้าสู่อํานาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือถ้ามีอํานาจการเมืองอยู่แล้ว ก็ใช้อํานาจของตํารวจในการรักษาอํานาจนั้นไว้ คราวนี้ถ้าท่านตีกรอบปัญหาไว้อย่างนี้ และท่านไม่ตอบคําถามว่าเกิดอะไรขึ้นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านรู้ไหมว่าใคร เป็นจําเลย ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเขียนอย่างนี้มี ๒ คนครับ ท่านนายกรัฐมนตรี กับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นจําเลย จะต้องตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในรอบที่ผ่านมา มีความผิดพลาดทั่วประเทศ มีการขุดหลุมล่อ มีการลาออกเพื่อขายตําแหน่งกัน มีการโยกย้ายไม่เป็นธรรม โรงพักดีเด่นกระเด็นไปที่อื่นหมด คนที่ไม่รู้ดันโผล่มาจากไหนโผล่ขึ้นมา วิ่งกันสะพัดครับ จนตําแหน่งผู้กํากับการขึ้นราคาจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่ผมไม่ได้อยู่ใน กรมตํารวจนะครับ ผมฟังเขาว่าไว้ และประชาชนก็พูดอย่างนั้นจริง ๆ ผมพูดในฐานะประชาชน ที่รับฟังปัญหามา ท่านจะบอกว่าเจ๊า ๆ กันไปหรือครับท่านอํานวย ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เพราะเด็กที่ท่านไปเยี่ยมที่ยืนตาใสกันอยู่ไม่มีแวว ท่านแก้ปัญหาให้เขาอย่างไร อีก ๓ เดือน เอาอีกแล้วครับ แล้วก็รายงานท่านนี่จะส่งไปถึงใครทําทันครับ ถ้าท่านไม่บอกว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดมันคืออะไร แล้วถึงไปควานหาว่าจริง ๆ มันใคร เพราะวันนี้ไม่มี นักการเมืองในประเทศนี้ขึ้นไปมีอํานาจครับ นักการเมืองอยู่นี่ครับ กระเด็นอยู่ข้างนอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทิ้งปริศนาไว้โดยไม่ตอบ คนที่เป็นจําเลยโดยไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า เขาก็จะเดือดร้อน ผมกลัวว่าท่านนายกรัฐมนตรีแอบอ่านของท่านอํานวยก่อน ท่านถึงได้ ประกาศปฏิรูปเสียก่อน เพราะท่านไปตั้งข้อหาท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนอยู่เบื้องหลัง การโยกย้ายครั้งนี้ คราวนี้ถ้านินทาต่อไปนะครับ ท่านอํานวยก็เป็นนักสืบอยู่แล้ว มือปราบ ท่านวรพงษ์ก็มือปราบ เขาบอกผมมาว่านะครับ นี่ผมพูดแบบชาวบ้าน ไม่รู้ในวงการตํารวจ วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เพราะแก๊ง ๔ คน มันมีมารดํากับมารขาวจากสงขลา ซึ่งผมนึกแล้ว ไม่ใช่ท่านอํานวย มันมีลูกกรอก แล้วมันมีนายแบงก์ นั่งทํารายการกันสนุกสนาน สํานักงาน เลยปั่นป่วนหมด คราวนี้จะบอกว่าท่านวรพงษ์ ท่านอํานวย ท่านชัยยงจะไม่รู้เรื่อง ผมคิดว่า ไม่จริงหรอก ไม่มีในแผ่นดินนี้ ในฟากฟ้านี้ที่ไม่มีตํารวจไทยที่ไม่รู้เรื่อง บ่อนสงขลาจับไป เมื่อวานนี้ ก่อนเข้ามาอภิปรายมีคนฟ้องผม ยังเหลืออีกหลายบ่อนท่าน พูดด้วย แล้วก็ ทั้งหมดครับ เมื่อสภาพปัญหาเดิมไม่ได้รับการสะสาง คนที่เคราะห์ร้ายในสถานการณ์อย่างนี้ ใครจะเยียวยาให้เขาครับ เราเคยย้ายผู้กํากับการในกรุงเทพฯ ไป ๒๖ สถานี ประกาศ จะเยียวยา จนวันนี้มีใครได้รับการเยียวยา หรือท่านอยากจะเป็นอย่างนี้อีก ก็ศึกษาวิธี โครงสร้างโดยการแก้มาเสร็จ แต่ไม่บอกว่าที่ผ่านมาใคร และผมคิดว่าแลกเปลี่ยนกันนะครับ ท่านประธาน กรรมาธิการตอบผมได้ เพราะทั้ง ๓ ท่านนี้เป็นผู้ใหญ่ แล้ว ๓ ท่านบางคน ประกาศว่า นวยทนไม่ได้มาแล้วด้วย เพราะฉะนั้นต้องตอบได้ เพราะฉะนั้นแลกเปลี่ยน กันครับ แล้วเราจะหาไอ้โม่งเจอ แล้วจะทําการปฏิรูปตํารวจ

คราวนี้วรรคที่สองของสภาพปัญหา สาเหตุปัญหาประการหนึ่งที่ทําให้เกิด การแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ คือกฎเกณฑ์และวิธีการใช้ในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจที่ยังเป็นช่องทางให้ผู้มีอํานาจสามารถเบี่ยงเบนไปจากหลักการ เพื่อตอบสนองความต้องการตัวบุคคลของผู้ที่มีอํานาจ ตลอดจนยังเปิดช่องทางให้สามารถ ใช้ดุลยพินิจพิจารณาได้อย่างไม่เป็นธรรม เป็นช่องทางในการวิ่งเต้นได้ ที่ผ่านมาได้มี ความพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่ประสบ ความสําเร็จ ท่านรู้ปัญหาครับ มันมีช่องทาง มันมีการวิ่งเต้น มันเป็นการแสวงหาประโยชน์ และเป็นการจับมือกันแสวงหาประโยชน์ ระหว่างตํารวจหาประโยชน์ แล้วก็แบ่งกับการเมือง วันที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองเต็ม ๆ เลยครับแบ่งประโยชน์กับตํารวจ แต่ไม่มีใครได้ไปส่งส่วยนาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ตกหล่นอยู่กลางทางมากกว่าที่ส่ง ด้วยซ้ําไป นายที่นั่งกินหัวคิวลูกน้อง รู้ครับ แต่ว่ามันมาหลายสายก็ยังได้มากกว่าลูกน้อง เพราะฉะนั้นท่านเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาสรุปให้ชัดครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อน เพราะฉะนั้น ผมแลกเปลี่ยนกับท่าน ฝากหลักท่านไปว่า คือกรรมาธิการเราจะศึกษาแค่ว่าต่อไปนี้ เรียบร้อยแล้วนะครับ เราจะวางระเบียบอย่างนี้ในการแต่งตั้งโยกย้าย น้อง ๆ จะได้รับ ความเป็นธรรมแล้ว คราวนี้ตอบแทนน้อง ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยครับ ช่วยดูให้เขา ด้วยครับ ใครเป็นไอ้โม่งทําให้เกิดปัญหานี้ แก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะฉะนั้นรายงานดีมากครับ ผมชื่นชมจริง ๆ สําหรับแนวทางข้างหน้า แต่ฝากกลับไปด้วยครับว่าปัญหาข้างหลังท่านต้อง ช่วยไปตามมาด้วย ไม่ใช่จบอยู่แค่นี้ครับ สําคัญที่ ๒ ครับ คือสภาพปัญหาของท่านนี่ กรรมาธิการสรุปว่าต้องปฏิรูป ต้องปฏิรูปเรื่องอะไรครับ เพราะท่านบอกแล้วครับว่ามีอํานาจหน้าที่กว้างขวาง ไม่มีอะไรในประเทศนี้ที่ตํารวจเข้าไป ยุ่งด้วยไม่ได้ ตั้งแต่ประชาชนรากหญ้าขึ้นไปจนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตํารวจเข้าไปยุ่งหมด เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยอํานาจอย่างนี้ครับ มันก็ต้องมาดูกันว่ามากไปหรือเปล่า ยกกรณีศึกษา ท่านประธานครับ นาตารีโมเดล (Nataree Model) ที่ผมยกให้เป็นกรณีศึกษา เพราะว่า เป็นครั้งแรกที่เห็นฝ่ายปกครองบุกจับอาบอบนวด แต่ถ้าในภาวะปกติธรรมดานะครับ ชาติหน้าเถอะครับ บุกไปก็โดนตีสลบในอาบอบนวดนะครับ โชคดีครับวันนี้มี คสช. ยืนอยู่ ข้างหลัง จึงเห็นฝ่ายปกครองไปกับทหารครับ ค้นนาตารีแล้วก็ได้โพยมา ไม่ทราบมีรายชื่อใคร อยู่บ้างนะครับ แต่โพยมีทั้งหมด ทั้งลูกค้าชั้นวีไอพี (VIP) ทั้งบัญชีส่งส่วย แล้วส่วยเดี๋ยวนี้ ไม่ได้จ่ายเฉพาะตํารวจครับ มันมีสติกเกอร์ (Sticker) ลามไปถึงหลายกระทรวงด้วยครับ เพราะฉะนั้นเอานาตารีโมเดล (Nataree Model) มานั่งศึกษาดูสิว่า ถ้าวันข้างหน้าฝ่ายปกครอง เขาบุกจับ แต่วันข้างหน้าถ้าเป็นประชาธิปไตยเลือกตั้ง ฝ่ายปกครองบุกจับแล้วก็จบแล้วครับ ไม่กล้าบุกแล้ว บ่อนขนาดไหน ใหญ่ขนาดไหนฝ่ายปกครองไม่กล้าจับ เพราะกองกําลัง ในประเทศนี้มีอยู่ ๒ กองกําลัง อํานาจมีจาก ๒ อย่างครับ อํานาจจากเงิน อํานาจจากอาวุธ ในประเทศนี้กองกําลังอาวุธที่ถูกกฎหมายมี ๒ กองกําลังขนาดใหญ่ คือทหารและตํารวจ ถ้าไม่มี กองกําลังอยู่ข้างหลัง อย่าคิดสะเออะไปปราบอิทธิพลนะครับ อาบอบนวดจับได้เพราะทหาร เข้าร่วม วันข้างหน้านะครับท่านประธาน ถ้า คสช. ไปเสียแล้ว ปัญหาว่าผมจะให้ฝ่ายปกครอง ไปจับอาบอบนวดจะมีใครไปคุ้มกัน ท่านไปคิดต่อให้ผมได้ไหมครับว่า ถ้าเกิดสรรพสามิต ไปจับบุหรี่หนีภาษี ไปจับเหล้าหนีภาษี สรรพากรบุกจับพวกหนีภาษี พวกหลบเลี่ยงภาษี ปัญหา จะบุกเข้าไปบ้านผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนใหญ่คนโต คนมีอิทธิพลจะไปอย่างไรถ้าไม่มีกองกําลัง ท่านแปรสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นกองกําลังสาธารณะสําหรับการบังคับใช้กฎหมาย กับหน่วยราชการอื่นได้ไหม แล้วผมบอกเลยครับว่าผมตั้งความหวังมากกับการปฏิรูปตํารวจ เพราะพวกผมโดนมาแล้ว ทั้งผู้ใช้ตํารวจและถูกตํารวจกระทํา วันที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกผมก็ใช้ตํารวจครับ ใครจะไปหาช่องทางแสวงหาประโยชน์กับตํารวจก็ว่าไป แต่วันที่ ผมไม่ใช่รัฐบาลผมก็ถูกตํารวจใช้ให้เขามาเล่นงานครับ ผมก็ไม่อยากให้ตํารวจซึ่งในฐานะ ผู้พิทักษ์กฎหมาย ผู้รักษากฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายจะกลายเป็นเครื่องมือคนอื่น และเป็น อาชีพที่วันข้างหน้าครับ กลัวที่สุดก็คือตํารวจเดินถนนไม่ได้ ถ้าเราไม่ทํากันเสียก่อน ยอมสละ บางส่วน อย่าคิดแต่รักษาอํานาจ แตะกฎหมายตํารวจทุกทีผมผ่านในสภามาเกือบ ๓๐ ปี ครับท่านประธาน แตะกฎหมายตํารวจทุกทีโตขึ้นมาทุกที แตะทุกทีโตขึ้นทุกที อาทิตย์ที่แล้ว ถามคุณหมอพรทิพย์ดู อย่าคิดว่าสภาใหญ่นะครับท่าน สปช. ยังเอาไม่อยู่ เสนอแก้กฎหมาย ไปแตะสํานักงานตํารวจแห่งชาติเข้านิดหนึ่งกระชากออกจากองค์การนั้น ล้มทั้ง สปช. พลิกกฎหมายได้ทันที กฎหมายสมัยปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน สภาผู้แทนราษฎรที่นี่ ละครับ ออกกฎหมายเอา ตม. มาไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศ ไปวุฒิสภา ป๊อกเดียวครับ กลับมาอยู่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะในภาวะปกติธรรมดานี่ไม่อาจฝากความหวังได้ คนที่จะแก้และปฏิรูปตํารวจได้มีคนเดียวจริง ๆ ครับท่าน คนที่ท่านอํานวยจะไปกราบตัก เพราะฉะนั้นวันนี้วันที่ผมยื่นญัตติในสภา ผมพูดไว้แล้วครับ เพื่อนสมาชิกก็หัวเราะ ผมบอก ปัญหาเรื่องนี้มันไม่จบในห้องเรียนนี้นะครับ ต้องถึงหูครูอังคณา แล้ววันนี้ถึงหูครูอังคณา แล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านไปเตรียมให้ดีครับ เพราะคนที่จะหวดนักเรียนเลวคราวนี้ได้ คือครูอังคณา แล้วประชาชนก็ฝากความหวังนั้นจริง ๆ แล้วท่านอํานวยเตรียมไปกราบที่ตักครับ เพราะคนที่ทําได้จริง ๆ คือคนที่ไม่คิดเอาประโยชน์ ตนเองเป็นที่ตั้ง ผมเห็นนายกรัฐมนตรีมาหลายคนครับ นึกในใจออก มี ๒ คนที่ทําเรื่องนี้ได้ คือท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่คนละขั้ว แต่นายกรัฐมนตรี ที่อยู่คนละขั้วมันหาประโยชน์จากตํารวจครับ มันนั่งพิทักษ์ตํารวจและใช้ประโยชน์แล้วก็ หากินกับตํารวจ แต่นายกรัฐมนตรีคนนี้ยังไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นฝากความหวังไว้กับ นายกรัฐมนตรีคนนี้ ผมก็ขอเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ เผื่อได้ฟังคําตอบว่า ที่ผมคิดว่าท่านไม่ไปศึกษาเลยท่านอาจจะมีคําตอบในใจแล้ว ก็ขอเปิดใจบอกกับเพื่อน สมาชิกด้วย และผมเชื่อครับวันนี้ตํารวจทุกโรงพักละครับ โดยเฉพาะโรงพักน้ําหนาวอะไร ของท่าน นั่งฟังกันทั้งโรงพัก เพราะฉะนั้นอย่าให้หนาวต่อที่นั่นครับ เอาความอบอุ่น ความเป็นธรรมไปคืนให้เขาด้วย ขออนุญาตเบื้องต้นในการแลกเปลี่ยน แล้วถ้าท่านชี้แจงได้ ผมก็จะหยุดแล้วครับ แต่ถ้าชี้แจงไม่ได้ผมก็จะขอท่านต่อไปจนกว่าผมจะได้คําตอบไปบอก ประชาชนที่บ้านผมครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านวิทยานะครับ ความจริงมีความชัดเจนในคําอภิปรายทั้งครั้งนี้ และครั้งเสนอญัตตินะครับ โดยเฉพาะเรื่องอํานาจหน้าที่ของ สปท. ว่าเราไม่ได้มีอํานาจ หน้าที่ในการไปตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตรงนั้นเป็นหน้าที่ของ สนช. ทําหน้าที่แทนรัฐสภา แต่ว่ากรรมาธิการสามารถนําประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ท่านเสนอความเห็นและข้อมูลนั้น ไปศึกษาประกอบการจัดทําแผนปฏิรูป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกําหนดแนวทางจากสภาพ ปัญหาที่แท้จริงนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกหมายเลข ๑๖๕ ก่อนอื่นผมใคร่ขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ได้จัดทําเอกสารฉบับนี้ขึ้น เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ เอกสารฉบับนี้ได้แสดง ให้เห็นปัญหาประการหนึ่งที่สําคัญของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ ก็คือมีการแทรกแซง แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจด้วยความไม่เป็นธรรม แล้วก็มีการเปิดช่องทางให้ตํารวจ ชั้นผู้ใหญ่หรือชั้นระดับกลาง ๆ สามารถจะใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยปัญหาได้ เพราะฉะนั้น การที่คณะกรรมาธิการจัดทําเอกสารฉบับนี้ขึ้นจึงเป็นประโยชน์โดยตรงกับการแต่งตั้ง โยกย้ายตํารวจในประเทศนี้นะครับ คําถามของผมก็คือ เรื่องที่จัดทําขึ้นนี้เป็นประโยชน์ แก่ตํารวจจริงหรือไม่ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้ผมยอมรับได้ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ตํารวจ ส่วนใหญ่จริงครับ การที่คณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องให้ใช้หลักอาวุโสเป็นเกณฑ์ร้อยละ ๗๐ แล้วก็ความรู้ความสามารถร้อยละ ๓๐ นะครับ ผมคิดว่าหลักเกณฑ์อันนี้ดีกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ผมให้การสนับสนุนเอกสารฉบับนี้นะครับ แต่ว่าคําถามก็คือ ทําไมไม่ใช้หลักเกณฑ์อาวุโส ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย ให้เหมือนกับศาลแล้วก็อัยการ เพราะการใช้อาวุโสร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คํานึงถึงเรื่องของความรู้ความสามารถนะครับ ผมคิดว่ารูปแบบ ของศาล อัยการ กับตํารวจน่าจะล้อกันได้ แล้วก็ผมคิดว่าการที่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้จะเป็น ประโยชน์กับตํารวจ ก็คือการใช้เส้นสายพวกพ้องน่าลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไปนะครับ ผมคิดว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนี้ก็ยังเป็นประโยชน์ แก่ตํารวจชั้นผู้ใหญ่ที่จะสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ดี ผมอยากจะให้เรามาทําความเข้าใจความหมายของคําว่า ปฏิรูป ขอประทานโทษครับ ขอใช้ภาษาอังกฤษว่ารีฟอร์ม (Reform) นะครับ ปฏิรูปหมายความว่า การเปลี่ยนแปลง รูปแบบให้แตกต่างไป เหมือนกับคําว่า รี (Re) แล้วก็ฟอร์ม (Form) ขึ้นใหม่นะครับ ก็คือรูปแบบ แบบใหม่นะครับ ความหมายของคําว่า ปฏิรูป นี่ก็คือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ขอประทานโทษครับ ภาษาอังกฤษให้ใช้คําว่าสตรักเจอร์ (Structure) แล้วก็เปลี่ยนแปลงระบบ ขอประทานโทษครับ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า ซิสเต็ม (System) ให้เป็นระบบใหม่ เพราะฉะนั้น เอกสารที่เขียนขึ้นมานี่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบของตํารวจแต่อย่างไร ถึงแม้ว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารที่ผมยินดีให้การสนับสนุน แต่เอกสารชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องของ การปฏิรูปตํารวจครับ เพราะว่าหลักเกณฑ์ที่กรรมาธิการนําเสนอขึ้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของระบบตํารวจที่มีการรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ส่วนกลางนะครับ ถ้าไม่เปลี่ยนตรงนี้ ผมคิดว่าประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์หรอกครับเรื่องของความเป็นธรรมนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือระเบียบนี้มันจะมีความยั่งยืนหรือเปล่าไม่มีหลักประกัน เพราะมันเป็นแค่ระเบียบหลักเกณฑ์ คนที่เขามาเป็นรัฐบาลใหม่เขาก็สามารถที่จะผลักดัน ให้มีระเบียบหลักเกณฑ์ใหม่นะครับ

ประการที่ ๓ ก็คือผมคิดว่าหลักเกณฑ์อันนี้คํานึงถึงผลประโยชน์ของตํารวจ เป็นที่ตั้งเพื่อความเป็นธรรม โดยมีสมมุติฐานว่าเมื่อตํารวจได้รับความเป็นธรรมแล้ว ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมด้วย ซึ่งผมยังมีข้อสงสัยว่าสมมุติฐานแบบนี้จะถูกต้อง หรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดเรื่องของการปฏิรูปตํารวจแล้ว สิ่งที่เราต้องพยายาม คิดให้ตรงกันก็คือว่าถ้าอยากจะปฏิรูปตํารวจจริง ๆ นี้นะครับ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้ ได้พูดถึงปัญหาที่ดีของตํารวจก็คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมนะครับ แต่ยังไม่ได้ พูดอีกหลายปัญหาของตํารวจ ซึ่งผมคิดว่าถ้าต้องการจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขจริง ๆ ควรจะดู งานที่ พลเรือเอก พะจุณณ์ ได้ทําไว้ในอนุกรรมาธิการ เรื่องการปฏิรูปตํารวจ ในสมัย สปช. แล้วก็ในรัฐธรรมนูญฉบับที่อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ผมคิดว่าอันนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล้วก็ระบบของตํารวจนะครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่าเราต้องการ ที่จะทําให้เกิดการปฏิรูปเรื่องของระบบตํารวจจริง ๆ ผมคิดว่ามี ๒ เรื่องก่อนเลยนะครับ

เรื่องแรก ก็คือกระจายอํานาจขององค์กรตํารวจที่เป็นแบบรวมศูนย์ ให้ไปสู่ท้องถิ่น ให้เป็นตํารวจจังหวัด แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียดหรอกครับว่าตํารวจจังหวัด แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ว่าการกระจายออกไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเขามีส่วนร่วมด้วย ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม แล้วก็องค์กรภาคประชาสังคมอาจจะเป็น หลักเกณฑ์ในการมากํากับดูแลตํารวจได้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าประชาชนอยากจะเห็นที่สุด ก็คือการแยกงาน สอบสวนออกไปจากระบบตํารวจนะครับ แล้วก็ให้สํานักงานอัยการสูงสุดเข้ามามีส่วนร่วม ในการทํางานกับตํารวจ แล้วก็ทําหน้าที่ตรวจสอบสํานวนของตํารวจตั้งแต่เริ่มต้น ผมคิดว่า อย่างนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องของความยุติธรรมที่ประชาชนควรจะได้รับ เมื่อสักครู่ ท่านวิทยาท่านพูดถึงนาตารีอาบอบนวดนี่นะครับ ที่ฝ่ายปกครองกับทหารไปร่วมกันจับ แต่ท่านวิทยาท่านจะทราบหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ พอจับแล้วเขาก็ส่งไปให้ตํารวจ เป็นคนสอบสวน ในเมื่อระบบการสอบสวนของเรามีความไม่น่าเชื่อถือ คําตอบออกมา ผมก็ไม่มีความแน่ใจเลยนะครับ ตราบใดที่กระบวนการสอบสวนยังไม่น่าให้ความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าประชาชนก็จะไม่มี โอกาสได้รับความยุติธรรมง่าย ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปฏิรูประบบตํารวจต้องนึกถึง เรื่องของงานสอบสวนนี่นะครับ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้มีข้อดีก็คือช่วยลดการวิ่งเต้น แต่ปัญหาก็คือคําถามที่ผมอยากจะตั้งขึ้นก็คือว่าการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายของตํารวจจํานวนหนึ่งจะถูกควบคุมโดยระบบหลักเกณฑ์แบบนี้ได้หรือเปล่า โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันอาจจะตอบไม่ได้ เพราะหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นธรรม ไม่ได้มีความหมายเท่ากับว่าประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมจากตํารวจที่ได้รับการพิจารณา นะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ว่าอยากเห็นท่านเดินหน้า ต่อไปในเรื่องของการปฏิรูประบบตํารวจจริง ๆ ทําให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ระบบของตํารวจที่ทําให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการปฏิรูปที่เกิดขึ้นนะครับ ตํารวจได้รับ ความเป็นธรรมมากขึ้น ผมยินดีมากเลยและขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ผมในฐานะที่เป็น ประชาชนคนหนึ่งอยากจะเห็นมากกว่านั้น ก็คือว่าประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศเขาควร ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิรูปตํารวจด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ครับ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกทุกท่านค่ะ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หมายเลข ๑๐๔ จริง ๆ แล้ว ก็เป็นอนุกรรมาธิการในชุดนี้ด้วย แต่ว่าด้วยความที่ข้อมูลทั้งหลายมันถูกตีกรอบมาแล้ว ตั้งแต่ สปช. นะคะ ก็ขออนุญาตเป็นความเห็นที่มีส่วนที่อยากจะให้มันมีความครบถ้วน

ข้อแรกเลยก็คือถ้าดูตามหลักการ ตํารวจเหมือนหมอ เหมือนพระ เหมือนครู เหมือนนักกฎหมาย ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าโพรเฟสชัน (Profession) หรือวิชาชีพนะคะ ก็คือที่ทํางานจะต้องมี ๓ องค์ประกอบ ต้องทํางานด้วยมาตรฐาน ทํางานด้วยการทําสิ่งที่ถูกต้อง ทํางานด้วยจริยธรรม แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความสงสัยอยู่เหมือนกันว่าแล้วทําไมระบบในการ เลื่อนตําแหน่งหรืออะไรของตํารวจ จึงจําเป็นต้องมีความต่างนะคะ ซึ่งก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก จากที่ทุกท่านได้อภิปราย ดังนั้นตอนที่อยู่ในอนุกรรมาธิการจึงไม่ได้มีการให้ความเห็นเท่าไร เพราะว่าในวงการแพทย์ วงการครู มันก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว แต่มันน่าจะเอามา เปรียบเทียบกันบางส่วนได้

ข้อที่ ๒ สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เห็นการทําการบ้านเรื่องนี้มา แล้วก็ไม่มีคนพูดถึง นั่นก็คืออาชีพตํารวจหรือวิชาชีพตํารวจ มันมีเรื่องยศ มีเรื่องตําแหน่ง มีเรื่องงานเกาะติดกัน เสร็จแล้วมันก็ต้องมีข้อจํากัดในเรื่องยศ เรื่องตําแหน่ง ดูตัวอย่างจากงาน งานมันก็มีงานหลัก งานเสริม งานเสริมบางอันก็สําคัญ บางอันก็ไม่สําคัญมาก แต่ก็ขาดไม่ได้ ทําอย่างไรจะมี ความสมดุลในการให้ความสําคัญของงานเหล่านี้ เราพูดกันมากเรื่องงานสืบสวนสอบสวน แต่สิ่งที่เราไม่ได้พูดถึงก็คืองานทีมกู้ระเบิด งานคอมมานโด (Commando) งานของตํารวจ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่อาจแบ่งออกมาเป็นงานต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งจําเป็นต้องได้บุคคลคุณภาพ นี่ยังไม่รวมถึงงานที่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ในระบบสากลไม่ได้อยู่กับตํารวจ คือนิติวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเราเอาทั้งหมด ๓ อย่าง มาผูกร่วมกันมันก็ยากที่จะบอก เพราะว่านิติวิทยาศาสตร์ใช้ ๗๐ ต่อ ๓๐ ไม่ได้ค่ะ นิติวิทยาศาสตร์นั้นมันต้องเป็นไปโดยระบบเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เพราะฉะนั้นนั่นก็เป็นส่วนที่ ๑ ในส่วนที่ ๒ ที่อยากจะขอให้ข้อมูลกับท่านสมาชิกที่ส่ง ไปถึงผลสําเร็จของการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่องของตํารวจ ท่านวิทยาได้พูดพาดพิงมาถึงสิ่งที่ เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หากท่านทั้งหลาย สื่อมวลชน ประชาชนกลับไปตามดูว่าเกิดอะไรขึ้น กับการนําเสนอร่าง พ.ร.บ. การให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ. .... ท่านจะเข้าใจเลยค่ะ ว่ายากที่จะปฏิรูปตํารวจทั้งระบบ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

หลักการอันที่ ๑ นิติวิทยาศาสตร์ในสากลเป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ประเทศ ที่เจริญ ห้องปฏิบัติการไม่อยู่กับตํารวจค่ะแต่ทีมที่เกิดเหตุที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ อาจอยู่กับตํารวจ

หลักการอันที่ ๒ ก็คือนิติวิทยาศาสตร์ในสากลมีมากกว่า ๑ หน่วยงาน กระทรวงยุติธรรมเสนอในการเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาเพื่อเป็นหน่วยสนับสนุน ผู้ที่ตั้ง หน่วยงานนี้ก็คือในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐

แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือกระบวนการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่องมันไม่มีทางไปได้ สําเร็จ ต่อให้หลักการมันดีอย่างไรก็ตามเพราะมันยังมีระบบในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ร่าง พ.ร.บ. การให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ. .... เขียนชัดเจน เสนอโดย ทางกระทรวงยุติธรรม ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นรัฐมนตรี ไพบูลย์ คุ้มฉายา ปลัดกระทรวงก็คือ พลตํารวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ กฎหมายก็ผ่านไป ครม. ครม. ก็ผ่านไปคณะกรรมการ กฤษฎีกา ชุดที่ดีที่สุดคือท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ กลับมาที่ ครม. ก็กลับมาที่สภา กระบวนการ ในการตั้งกรรมาธิการน่าสนใจค่ะ มีแต่ตํารวจและเสียงของตํารวจ กระบวนการในการเสนอ ข้อคิดเห็นอะไรก็ยากมาก สุดท้ายหลักการของกฎหมายเปลี่ยน คือต้องการให้ดูระบบค่ะ เพื่อที่จะรู้ว่าการปฏิรูปต่าง ๆ มันคงไปได้ยากมากเลย ที่สุดแล้วท่านรัฐมนตรีมีหนังสือยืนยัน ถึงประธานสภา สนช. ว่า ขอยืนหลักการเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีมีหนังสือกลับมาถึงสภา แต่สุดท้ายการโหวตในการแก้กฎหมายเป็นอย่างไรท่านก็คงเห็นว่าร่างรัฐบาลตกค่ะ

เพราะฉะนั้นการปฏิรูปจริง ๆ จะสําเร็จได้ บางครั้งมันก็อยู่ที่ท่อนต้นว่า คือรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนไหม แต่ก็เชื่อได้ว่าไม่มีทางสําเร็จถ้าไม่มีการตั้งใจที่จะปฏิรูป โดยแท้จริง ก็คงออกจะเห็นด้วยกับท่านวิทยานะคะ เราไม่ได้นัดมาก่อนค่ะภายใต้ระบอบ เช่นนี้ก็คงมีอยู่ ๒ คนเท่านั้นล่ะที่จะปฏิรูปตํารวจได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเห็นสิ่งที่ มันเกิดขึ้นมีความสมบูรณ์ กี่โครงการแล้ว กี่เรื่องแล้วที่เราเสนอผ่านไป พอออกไปแล้วมันก็ ไปไหนก็ไม่รู้แล้วมันก็มีอะไรที่มันมีชุด ๑ ชุด ๒ ชุด ๓ ตามเข้ามา โดยความเคารพค่ะ นั่นก็ คือตํารวจที่ถูกกระทบอาจจะทนไม่ไหวจนถึงวันนั้น ที่เราพูดถึงเรายังพูดแต่พนักงาน สอบสวน เราไม่ได้พูดถึงตํารวจกู้ระเบิด ตํารวจคอมมานโด (Commando) ตํารวจ นิติวิทยาศาสตร์อีกหลาย ๆ ส่วน

สุดท้ายก็คงเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้นเองนะคะไม่ได้เห็นต่างนะคะ เพียงแต่ว่าไม่ได้มีโอกาสแล้วก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นจริงได้ ก็ขออนุญาตเสนอผ่านในการ อภิปรายในสภาเพื่อให้ถูกบันทึก เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่าไม่ง่ายค่ะที่จะปฏิรูปตํารวจ ขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก กระผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๓๙ ก่อนอื่นก็ขอชื่นชมกรรมาธิการนะครับที่มีความกล้าหาญนําเสนอในเรื่องนี้ ซึ่งสิ่งที่ท่าน เสนอมานี้ในฐานะตํารวจเก่า ท่านได้นําวัฒนธรรมที่ดี ๆ เก่า ๆ เฉพาะในเรื่องแต่งตั้ง วันนี้ ผมจะพูดถึงในเรื่องแต่งตั้ง นํากลับมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นชั้นของโรงพักซึ่งผมค่อนข้างจะ ไม่อยากเห็นว่าใช้คําว่าชั้น ชั้น ๑ ชั้น ๒ ผมอยากให้เป็นขนาด เพราะว่าเป็นชั้นแล้วรู้สึกมันมี ความด้อย จะขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ขนาดอะไรนะครับ สําหรับเรื่องการแต่งตั้งนี้สําคัญ หลาย ๆ ท่านอภิปรายไปแล้วว่าตํารวจมีหน้าที่รักษากฎกติกาของบ้านเมือง ทําตํารวจให้ดี เถอะครับ ทําตํารวจให้เป็นกลาง อย่าให้ตํารวจเปลี่ยนไปตามวิถีทางการเมืองเลย ทําให้มันดีเถอะครับ หัวใจของการแต่งตั้ง ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะให้ตํารวจเป็นกลาง ไม่อย่างนั้นพอมีใครเปลี่ยนมาตํารวจก็เฮโลไป ถ้าเพื่อกฎกติกาในการแต่งตั้งไม่มีความชัดเจน ผมเชื่อว่าเพื่อนตํารวจหรือลูกศิษย์ลูกหา ที่เป็นน้อง ๆ ตํารวจ อยากจะเป็นตํารวจที่ดีให้กับสังคม ไม่อยากเห็นใครมาประณาม หรือมาว่าตํารวจนะครับ ทําตํารวจให้ดีเถอะครับ แล้วผมอยากเห็น อยากให้กําลังใจ กับกรรมาธิการชุดนี้ กับรัฐบาลชุดนี้ทําตํารวจให้ดีเถอะครับ อย่าให้ตกเป็นผู้รับใช้ผู้มีอํานาจ ในยุคใดหรือสมัยใดเลย นี่สิ่งที่ผมอยากจะเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ ก็อย่างที่หลาย ๆ ท่านอภิปราย ตํารวจต้องได้รับความเป็นธรรม และประชาชนก็ต้องได้จาก การปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ สําคัญคือตัวนี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านได้เขียนไว้นั้น มันเป็น วัฒนธรรมที่เราทํากันมาแล้วในเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถหรือความประพฤติ ประกอบการอันนี้ เป็นเรื่องที่เราทํามานะครับ ผมเคยอภิปรายไปแล้วว่าผมเป็นทั้งผู้แต่งตั้ง คนอื่น เป็นทั้งผู้ได้รับการแต่งตั้งนะครับ ลําดับอาวุโสเราให้ความสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้น ในเวลาการพิจารณาเราจะไล่เลยว่าเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ เบอร์ ๓ จนถึงเบอร์สุดท้าย ถ้าเบอร์ ๑ มีจุดด่าง จุดด้อย มีข้อบกพร่อง เราก็ไม่ตั้งนะครับ เราไล่ตามอาวุโสหมดเลย เพราะฉะนั้น เวลาไล่ตามอาวุโสสําคัญอยู่ที่ตัวเคพีไอ (KPI) ของท่านเหมือนกันครับ เวลาท่านบอก เบอร์ ๑ ทําไมไม่ได้ เบอร์ ๒ ทําไมไม่ได้ เบอร์ ๓ ทําไมไม่ได้ เบอร์ ๔ ทําไมไม่ได้ ทําไมท่านไม่ทํา เคพีไอ (KPI) ให้มันชัดเจน ถ้าเผื่อทําเคพีไอ (KPI) ชัดเจน การแทรกแซงจากภายนอก ก็จะมีน้อยลงนะครับ เคพีไอ (KPI) ในอดีตที่คนโบราณ ผู้หลักผู้ใหญ่ในอดีตเขาทําไว้มีอยู่ ก็ได้แก่ อันที่ ๑ เรื่องการรักษาวินัย การแต่งตั้ง การถูกกรรมการจัดการโทษทางวินัยนะครับ อันที่ ๒ ภาระหรืองานปกติที่ทํานะครับ อันที่ ๓ คืองานที่รับผิดชอบเป็นพิเศษ งานพิเศษ ในสมัยที่ผมยังอยู่ราชการ จะถามเลยว่าคุณบอกผมหน่อยว่าใน ๑ ปีที่คุณทํามา คุณทําให้กับ ราชการ ทําให้กับบ้านเมืองเป็นพิเศษที่เป็นตัวเด่นว่าคุณจะได้ ๒ ขั้น หรือจะได้เลื่อนตําแหน่ง มีอะไรบ้าง กรุณาบอกผมมาหน่อย ไม่ใช่ว่าเป็นคนของผมแล้วได้ ไม่ใช่นะครับ ตัวนี้ต้องเอา ไปอยู่ครับ แล้วออกกฎกติกาให้มันชัดเจน หรือจะออกเป็นข้ออะไรก็ตามที่ให้มันมีความถาวร ไม่ใช่ว่ามันเปลี่ยนไปตามผู้มีอํานาจในบ้านเมือง ไม่อย่างนั้นตํารวจก็ได้เฮโลไปอย่างนั้น ต้องเข้าใจตํารวจครับ ตํารวจก็เป็นคนไทยเหมือนกับเรานี่ล่ะครับ มีจิตวิญญาณ แล้วก็เชื่อว่า ญาติพี่น้องของหลาย ๆ ท่านก็เป็นตํารวจนะครับ เพราะฉะนั้นช่วยกันทําตํารวจให้มันดี เพราะฉะนั้นในอดีตการจะเลื่อนตําแหน่ง เราทําครับ ว่าคุณจะเลื่อนไปกองบัญชาการไหน คุณต้องมีเหมือนกับต่างกรม ต้องมีการสมัครใจข้ามกรม อยู่ดี ๆ คุณจะข้ามไปขึ้นตําแหน่งเลย ไม่ได้ อย่างน้อยคุณต้องไปอยู่หน่วยนั้น ๑ ปี คุณถึงจะขึ้นได้ เรามีกติกาไว้ ทํากติกาให้มัน ชัดเจน นี่คือเป็นวัฒนธรรมเก่า ๆ ผมทันครับ เมื่อครั้งผมเป็นนายตํารวจเด็ก ๆ อธิบดี กรมตํารวจ จะย้ายคนในกองบัญชาการต้องเชิญผู้บัญชาการมาหารือนะครับ มีวัฒนธรรม อย่างนั้น ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนของเขาได้ แล้วต้องให้เขาเป็นคนเลือกมาด้วย อันนี้คือ เป็นสิ่งที่ว่าแม้จะไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เราก็ทํากันนะครับ หรือแม้กระทั่งว่าอธิบดี มีอํานาจในการแต่งตั้งผู้การในกองบัญชาการไหน อธิบดีก็จะถามว่าผู้บัญชาการคุณอยากได้ ใครบ้างที่เป็นผู้การในเขตของคุณ กรุณาเสนอขึ้นมาหน่อย เพราะฉะนั้นเราก็จะทําการ ประเมิน มีบางยุคคนไม่ต้องวิ่งเต้นก็ได้รับการแต่งตั้ง มันต้องอย่างนั้นสิครับ ตํารวจถึงจะเป็น ตํารวจของประชาชน เพราะฉะนั้นในเรื่องของหน้าที่ตํารวจผมอยากตอบอีกอันหนึ่งว่า ตํารวจแน่นอนครับ เป็นหน่วยกลางอยู่แล้ว หน่วยบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ สามารถที่จะมาขอกําลังตํารวจ ไปผสมผสานในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยสรรพสามิต หน่วยป่าไม้ หน่วยอะไร เขาสามารถที่จะร้องขอได้อยู่แล้ว ตัวนี้ก็ต้องทําให้มันชัดเจน สมัยนี้ก็คือ เขาเรียกว่ามัลติทัช (Multitouch) คือหมายความว่าจะต้องมีหน่วยบังคับใช้กฎหมาย ผสมผสานถึงจะทําได้ หน่วยเดียวทําไม่ได้หรอกครับ แม้กระทั่งภายในสํานักงานตํารวจ แห่งชาติหน่วยเดียวก็ทําไม่ได้ ก็ต้องผสมผสานกันในการทํานะครับ เรื่องตํารวจในการแต่งตั้ง โยกย้าย ผมเชื่อ ทําไปเถอะครับมันเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวหนึ่งที่จะทําให้ตํารวจดีขึ้น ทําให้ประชาชนจะได้รับบริการที่ดีขึ้น ถ้าเขามีความมั่นใจในตําแหน่งหน้าที่ของเขาแล้ว เชื่อเถอะครับว่าเขาจะทําได้ดีถ้าแข่งกันด้วยผลงาน ด้วยฝีมือที่แฟร์ ๆ (Fair) มันก็จะไปได้ นะครับ ตัวนี้ภาพตํารวจจะดี

ส่วนในเรื่องของการปฏิรูปตํารวจ มีหลาย ๆ ท่านอภิปรายไปถึง ผมเห็นด้วย เพราะว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูป เพราะปัจจุบันนี้อย่างข้าราชการชั้นประทวน จากสิบตํารวจจนถึงนายดาบตํารวจมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผมว่าเราก็คิดกันมาทุกสมัยก็ยังไม่เพียงพอที่จะให้เขามีเส้นทางของงานอาชีพในลักษณะ วิชาชีพให้เขาเจริญเติบโต ทั้งที่คนเหล่านั้นพอมารับราชการด้วยความสดใสพอยิ่งโตไป มันเหี่ยวแห้ง ผมอยากให้เขาขึ้นไปเหมือนกับตํารวจในประเทศที่พัฒนาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาในการพัฒนาข้าราชการตํารวจชั้นประทวนนี้ แม้กระทั่งถ้าเผื่อในความคิด ส่วนตัวผมเองพยายามที่จะให้ตํารวจมาจากจังหวัดไหนก็อยู่ในพื้นที่จังหวัดนั้น เขาจะได้ไม่มี ปัญหาในเรื่องที่อยู่ ปัจจุบันนี้ก็พยายามที่จะโยกย้ายกลับถิ่น สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็มีนโยบายเรื่องนี้นะครับ แต่ก็ไม่สามารถที่จะสนองได้ เพราะฉะนั้นมันต้องเริ่มต้นจากการรับ จากโรงเรียนตํารวจเป็นเบื้องต้นจะต้องมา หรือแม้กระทั่งนายตํารวจสัญญาบัตรเหมือนกัน เราก็ควรจะรับจากจังหวัดแล้วพอจบแล้วก็ไปอยู่ที่นั่น ตัวนี้เราเองเราก็ยังไม่ได้ทํา ไม่อย่างนั้น ก็จะมีปัญหาเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายทีหลังว่าขอกลับจังหวัด ขอไปดูแลจังหวัด ขอไปดูแลพ่อแม่ พวกเหล่านี้มันเป็นปัญหาภายในทั้งหมด ซึ่งคราวนี้ผมมองดูว่าอยากให้ท่านคณะกรรมาธิการนี้ ทําทุกประเด็นที่ท่านได้นําเสนอ มันจะเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) ที่ต่อกัน แล้วผมเชื่อว่าตํารวจ รอท่านอยู่ รอท่านครับ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าท่านมาถูกทาง แต่ขอให้เอาข้อสังเกตของ สปท. ทุกท่านที่ได้อภิปรายไปพิจารณาครับ ขอขอบคุณครับ

ขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการครับ เดิมผมตั้งใจว่าจะไม่อภิปราย ได้เขียนจดหมายขึ้นไปยังท่านประธานแล้ว ต่อประเด็นที่ผม เห็นว่าอาจจะปรับปรุงสักเล็กน้อย นั่นเป็นประเด็นเล็กนะครับ ประเด็นที่ว่าก็คือว่า เกี่ยวกับเรื่องการลําดับของรายงาน ผมเรียนว่าฟังที่ท่านวิทยาพูดแล้ว แล้วก็พวกเราพูดแล้ว เหมือนกับว่าเราเรียกร้องเกี่ยวกับตํารวจมากเหลือเกิน แต่พอถึงเวลาที่จะต้องพูดเรื่องเขา ที่เป็นประโยชน์ เราละเลยคือเรานิ่งเฉย ๆ แล้วก็ไม่พูดคงไม่ได้ คือเวลาเราจะด่าจะว่าอะไรเราก็ซัดกันเต็มที่ แต่เวลาจะพูดในมุมกลับก็ต้องเต็มร้อยเหมือนกันนะครับ ก็เลยคิดว่าถ้าไม่พูดคงจะเหมือนจะ รู้สึกกิลตี (Guilty) รู้สึกไม่ดี ก็เลยอาจจะต้องมานําเสนอในความเห็นในด้านอื่นบ้าง ประเด็น ที่ผมทําจดหมายน้อยไปถึงท่านประธาน ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี แล้วหัวข้อของท่าน ก็คือทํารายงานนี่คือการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจเลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น นี่คือข้อ ๒.๑ แล้วพอ ไปถึงข้อ ๒.๑.๑ กลายเป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อลดลําดับอาวุโสในการแต่งตั้ง ผมเป็น คนชอบทํารายงาน แต่ถ้าทํารายงานเรื่องหัวข้อนี้ แล้วเราเริ่มด้วยการลดขั้นผมเห็นว่า มันแปลกอยู่ ก็คิดว่าเอาไว้ข้างล่างเถอะ คือถ้าเริ่มก็มาเริ่มข้อ ๒.๑.๒ หลักเกณฑ์การพิจารณา เพื่อเพิ่มลําดับอาวุโส คือเพิ่มก็เพิ่มไปก่อนแล้วก็เป็นข้อเอกซ์เซปชัน (Exception) คือเป็น ข้อยกเว้นว่า ถ้าลดว่าอย่างไร ไว้อยู่ข้างหลัง มันจะฟังแล้วผมว่าเหมือนจะดูดีกว่าในความเห็น ในเชิงรายงานนะครับ เนื้อหาคงเหมือนเดิม นั่นเป็นประเด็นที่ผมเสนอไป แต่ประเด็นที่จะ มีการนําเสนอเป็นความเห็นนะครับ ผมพูดเรื่องนี้โดยไม่มีการเตรียม พูดออกจากความรู้สึก ในใจก็แล้วกันนะครับว่า ยังมีอีกหลายประเด็นทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นข้อเท็จจริงก็คือว่า ตํารวจตรงอื่น อานิสงส์จากเรื่องนี้เขาได้เสมอกันไหม อาจจะเป็นเรื่องที่ท่านอํานวย มีความเห็นว่าเรากําลังจะผลักตํารวจที่ไม่ใช่ตํารวจแท้ ๆ ออกไป ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าผมเห็นด้วย หรือเปล่า เพราะว่าในข้อเท็จจริงผมเคยทําเรื่องอุบัติภัยมาตลอด เคยฟังตํารวจท่านหนึ่ง บอกว่า ในการดับเพลิง ถ้าไม่ใช่ตํารวจเขาไม่ให้เข้าบ้าน เพราะเขากลัวว่าจะไปมีอันตราย ต่อทรัพย์สิน คือเขาไม่ไว้ใจ เพราะฉะนั้นในด้านหนึ่งเราก็ไม่ชอบตํารวจ แต่อีกด้านหนึ่ง ความรู้สึกของเราเวลาตํารวจมาตอนหนังไทยจบเราจะรู้สึกดี เพราะว่าตํารวจมาแล้วถือว่า ทุกอย่างแฮปปี้เอนดิง (Happy Ending) คือใจเราไม่ชอบตํารวจด้านหนึ่ง แต่จริง ๆ ลึก ๆ เราพึ่งพาอาศัยมาก ทีนี้ประเด็นก็เลยกลายเป็นว่า อย่างตํารวจดับเพลิงก็ดี ตํารวจท่องเที่ยว ซึ่งถ้าเราเทียบความสําคัญ ตํารวจท่องเที่ยวสําคัญแค่ไหน ตอนนี้รายได้เข้าประเทศ อยู่กับอะไร อยู่การท่องเที่ยวทั้งนั้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าเราลําบากเรื่องราคาพืชผลก็ดี เรื่องอุตสาหกรรมที่เราทําผลิตในไทย แต่ไม่ใช่ไทยผลิต คนอื่นได้หมด ด้านท่องเที่ยวเราได้ เต็ม ๆ เราลงทุนเรื่องตํารวจท่องเที่ยวในการดูแลนักท่องเที่ยวแค่ไหน เราได้รายได้เยอะ แต่เราไม่ลงทุน เพราะนั้นตํารวจท่องเที่ยวที่จํานวนก็ดีนะครับ การเติบโต การแต่งตั้งโยกย้าย ตรงนี้เขาจะได้รับอานิสงส์เท่ากันไหม อย่างไร เป็นนัยสําคัญ

แล้วอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวผมจะไปแถลงข่าวเรื่องความปลอดภัยทางถนน จะไปเสนอหัวข้อนี้ครับ หัวข้อที่คุยกันแล้วในที่ประชุมก็คือว่า เราบ่นกันว่าภัยทางถนน อาจารย์ดุสิต เครืองาม พูดเมื่อเช้าว่าที่สหรัฐอเมริกามีการยิงเขาตาย ๕๐ ศพ เป็นประเด็น ทั้งโลก แต่ของเราคนตายบนถนนวันละ ๕๐ คน ๕๐ คนทุกวัน ไม่เป็นประเด็น ทีนี้เราก็ บ่นกันว่าการดูแลเรื่องลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law Enforcement) การบังคับใช้กฎหมาย ไม่มี ไม่ดี แต่เราไม่ได้มองเจาะลึกไปว่าบนถนน ที่เราคุยกันแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร มีตํารวจภูธร ๖๐,๐๐๐ กิโลเมตร ตํารวจทางหลวง อีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ กิโลเมตร ที่เรา กําลังยกไปคือทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นทางขนาดใหญ่เหมือนกันระหว่างจังหวัดต่อจังหวัด ไม่มีตํารวจ ผมกําลังจะเสนอในกรรมาธิการของชุดเรากําลังจะเสนอว่าให้เพิ่มตํารวจทางหลวง เข้าไปดูแล โดยเพิ่มทั้งอํานาจ เพิ่มทั้งรถ เพิ่มทั้งคนเข้าไปดูแลตรงนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะหยุด อย่างน้อยถ้าเราหยุดได้สักวันละ ๒๐ ศพบนถนนสายรอง ผมว่าคุ้มนะครับ มีการฆ่ากันตาย คนหนึ่งเราใช้ตํารวจทั้งโรงพักตาม แต่ว่าคนตายประมาณ ๒๐-๓๐ คนจากอุบัติภัยทางถนน เราละเลยไม่ได้ ดังนั้นการขอเพิ่มตํารวจทางหลวงเข้าไปจะเป็นหลักการที่ผมได้เสนอ ในที่ประชุมนี้แล้ว แต่วันนี้จะมีการสรุปเพื่อเสนอไปยังหน่วยงาน ซึ่งท่านวิรัชเองก็ได้ดูแล ทางด้านกฎหมายตรงนี้อยู่นะครับ ประเด็นก็คือว่าตํารวจเหล่านี้ที่ไม่ใช่ตํารวจโดยตรง ตามความเห็นของเราไปพิงอยู่กับส่วนอื่น ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายหรือว่าการเสนอแบบ ขึ้นตําแหน่ง สมควรไหม ดีไหม ตามกรอบนี้ มันเป็นคําถามนะครับ ผมเห็นว่าควรจะเสมอกัน ควรจะเหมือนกัน เพราะเขาเป็นตํารวจเหมือนกัน หน้าหมวกก็เหมือนกัน การดูแลก็เหมือนกัน ประเด็นอื่นนะครับที่อยากจะมีความเห็นก็คือว่าเหรียญมี ๒ ด้านเสมอ ผมอาจจะพูดกลับมุม อยู่นิดหนึ่งว่าที่ท่านเสนอว่าการแต่งตั้งโยกย้ายคราวนี้มันจะเป็นขวัญกําลังใจ แต่ประเด็น ของเรานี่มันมีข้อพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ผมจะยกตัวอย่างว่าโครงสร้างตํารวจในประเทศนี้ เป็นลักษณะที่มีการแต่งตั้งผิดมาตั้งแต่ต้น ผมพูด ๒ ครั้งแล้ว หลักการในการวิเคราะห์ แล้วของเราตั้งตอนสมัยยึดอํานาจ และเราตั้งโดยทหาร มันก็เลยกลายเป็นโครงสร้างแบบ มิลิทารี อะ ไลต์ (Military a light) ก็คือว่าเป็นพีระมิดจากข้างบน หมายความว่าตําแหน่งสูง ที่มีความสําคัญที่สุดจะคืออธิบดีกรมตํารวจซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการ แล้วก็รองลงมา ตอนนี้เรากําลังดีไซน์ (Design) ว่าการไต่ขึ้นไปบนพีระมิดเราควรจะไต่ให้มันคล่องหน่อย ให้เป็นธรรมหน่อย แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าในระบบของตํารวจนี่นะครับในข้อเท็จจริง จากการถามกันว่าประชาชนเขารู้สึกอุ่นใจจากตํารวจอยู่ตรงไหน ผมยกตัวอย่างว่าของเรา วางแบบนี้ท่านประธาน เป็นพีระมิดแบบนี้ ตําแหน่งสําคัญอยู่ตรงนี้ นี่เรากําลังเคลียร์ (Clear) ทางให้ขึ้นไปตรงนี้ อย่าไปขัดกัน ขึ้นไปอย่าข้ามหัวกัน ขึ้นไปจุดยอดตรงนี้ เราต้อง ให้ความสําคัญกับตรงนี้ แต่ในข้อเท็จจริงสําหรับประชาชนไม่ใช่แบบนี้ ประชาชนเป็นแบบนี้ ครับ ประชาชนส่วนใหญ่ทัชชิง (Touching) ของเขาหมายถึงว่าการประสานของเขาอยู่กับ ตํารวจระดับล่างทั้งสิ้น ทั้งสิ้นเลย ตั้งแต่ตํารวจที่ท่านชิดชัยได้นําเสนอเมื่อสักครู่ ตํารวจ ชั้นประทวน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ตํารวจนายสิบ นายดาบ อะไรต่าง ๆ ตํารวจที่เดินออก พาโทรล (Patrol) หรือออกไปสายตรวจ ประชาชนจะอุ่นใจขึ้น ผมไม่ได้อุ่นใจกับนายพล ที่อยู่แถวบ้านของผมเลย ในซอยมีอยู่ท่านหนึ่ง แต่ผมอุ่นใจกับสายตรวจที่เป็นนายสิบ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านมากกว่าเยอะ อุ่นใจกับตรงนี้ ดังนั้นในการนําเสนอตรงนี้ยิ่งเรา เน้นการขึ้นสูง ด้านหนึ่งของเหรียญมันจะสร้างความรู้สึกแบบท้อแท้ใจให้คนที่เขาอยู่ข้างล่าง ที่ฐาน คําถามของผมก็คือว่าเราจะสร้างให้ตํารวจที่ฐานที่มีความสําคัญกับประชาชน มากกว่าคนที่อยู่ที่สูงได้อย่างไร เพราะว่าตรงนี้เองเวลาเขากระทบประชาชนเขาจะไป เรียกร้องประชาชนเป็นค่าปรับค่าอะไรพวกนี้ คือเขาทําไม่ดีต่อประชาชนก็กว้างมากและเขา อยู่กันไม่ได้ เขาอยู่กันสวัสดิการก็ไม่ดี เงินเดือนก็ไม่ดี มีคํากล่าวแม้แต่ตํารวจที่เราพูดถึงว่า จากเมืองโอกแลนด์ที่ผมชอบที่จะพูดมานําเสนอ เพราะผมได้ศึกษาเรื่องนี้ว่า เขาบอกว่า เอาละ เรายอมรับกันว่าตํารวจที่สําคัญคือตํารวจที่เดินเท้า ก็คือตํารวจสายตรวจ และเขา บอกว่าตํารวจท่านหนึ่งรําพึง เดินไป เขาบอกว่า แล้วเวลาเราออกเดินตรวจคนเดียวนะครับ ไม่มีใครวอช โอเวอร์ ยัวร์ แบ็ก (Watch over your back) ก็คือไม่มีใครตามดูแล้ว คุณจะทําอะไรก็ได้เพราะตํารวจมีอํานาจเต็ม ทั้งกฎหมายและอํานาจทั้งอาวุธ กฎหมาย ทุกอย่างครบอยู่ในตัว ทําอะไรก็ได้ ทําได้เยอะ เพราะฉะนั้นพูดถึงว่าการเอาองุ่นมาหมัก คุณจะเป็นไวน์ดี ๆ ผมพูดไปครั้งหนึ่งแล้วผมชอบหลักการตัวนี้สําหรับตํารวจ หรือจะ เปลี่ยนเป็นวินีการ์ (Vinegar) หรือน้ําส้มสายชู ไม่สําคัญ คือเราจะเป็นสิ่งที่ดีคือเป็นไวน์ ราคาแพง เราเป็นตํารวจที่ดีละ หรือเราจะเป็นตํารวจแบบไม่ดี แบบเปรี้ยวแบบน้ําส้มก็ได้ แต่ทุกอย่าง ยู กอต เดอะ เซม เพย์ (You got the same pay) หมายความว่าคุณได้เงินเดือน เท่าเดิม เพราะฉะนั้นเราจะให้เขาเป็นคนดี เป็นตํารวจที่ดี ดูแลประชาชน ๒๔ ชั่วโมงเขาก็ได้ เงินเดือนเท่านี้ละ ไหนละขวัญกําลังใจที่เขารู้สึกว่าครอบครัวของเขาอยู่ได้ เขาบ่นกันเสมอว่า ทหารนี่อาจจะเงินเดือนเท่ากับเขานะครับ แต่ว่าเขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อน แล้วมายืนเฝ้าจราจร ในขณะที่ของทหารบ้านพักก็มี ตํารวจนี่บ้านพักก็ไม่มี มีรถมารับลูก ไปโรงเรียนอีกต่างหาก เขาบ่นกันมาก รายละเอียดเล็ก ๆ ขวัญกําลังใจแทบจะไม่มีแล้ว และเวลาโดนกระแทกเข้าครั้งหนึ่งถูกด่าแบบขึ้นหน้าหนึ่งตลอด ขวัญกําลังใจอยู่ที่ไหน ผมกําลังพูดว่าการดําเนินการให้เขามีขวัญกําลังใจโดยการปีนขึ้นไปยอดพีระมิดตรงนี้นะครับ มีความสําคัญ ผมเห็นด้วย แต่ขวัญกําลังใจของตํารวจหมู่มากอีก ๙ ส่วนที่ไม่ได้ถูกแต่งตั้ง ขึ้นไปสู่ระดับสูงตรงนี้ เรามีอะไรไปทดแทนให้เขาภูมิใจ คืออุดมการณ์นั่นเอง เขาพูดกันว่า อย่างนี้ครับ เขาบอกกันว่า นักการเมืองกับตํารวจนี่เหมือนกัน ถ้าเราจะหาเหตุผลในการ ทําตัวเป็นคนดี ทํางานแบบเอาจริงเอาจัง ไม่มีเหตุผลที่จะทําเลย ยกเว้นอุดมการณ์เท่านั้น ที่จะเลี้ยงตัวผู้คน ๒ อย่างนี้ได้ หมายถึงทั้งตํารวจและนักการเมือง เพราะว่าสังคมก็จะบ่นด่าจะว่าอยู่ตลอดเวลา กําลังใจ และอุดมการณ์เท่านั้น ดังนั้นตรงนี้ผมเห็นด้วยว่าเป็นการสร้างขวัญกําลังใจ แต่ผมเป็นห่วง อีกด้านหนึ่งมันจะมีมุมกลับของมันเราจะต้องใส่ ผมยังไม่รู้ว่าท่านจะใส่อะไรเข้าไป อาจจะ อยู่ในส่วนอื่นที่ท่านยังไม่ปฏิรูปแต่ตรงนั้นต้องสําคัญมาก ๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะทําให้เขา รู้สึกว้าเหว่รู้สึกแบบว่าเพราะองค์รอบเขาไม่มีอะไรที่จะทําให้เขามีกําลังใจที่ดีเลย แล้วจะทําดี ไปทําไม จะไปเป็นเหล้าองุ่นทําไม ไปเป็นน้ําส้มเลว ๆ เสียไม่ดีกว่าหรือ ในเมื่อทุกอย่าง ก็เหมือนเดิมนะครับ

ประเด็นต่อมาก็คือว่าอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า เรื่องที่จะนําเสนอของ ท่านทั้งหลาย ผมเองดูรายละเอียดแล้วในทุกส่วน อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าอยากจะฝาก ประเด็นหนึ่ง อันนี้ก็คาใจผมมาก ผมไปเป็นอาจารย์สอนพวกตํารวจอยู่ แล้วเขาก็บ่น เขาเป็น ชั้นประทวนบ้างอะไรบ้าง มาเรียนปริญญาโทกัน เงินก็ต้องออกเอง เสาร์ อาทิตย์เขาต้องมา ค่าเดินทางออกเอง สุดท้ายพอกลับไปจากชั้นประทวน แล้วก็ชั้นประทวนหนึ่งที่เผชิญตอนนี้ คลายไปบ้างแล้ว ที่ว่าสามารถจะข้ามได้ คือได้ประมาณ ๕-๖ ปีเท่านั้น แต่ก็ยังดี แต่ว่า ในส่วนหนึ่งก็คือว่าการขึ้นจากการมีความรู้เขาพยายามมาเรียนให้มีความรู้เก่งเรื่องกฎหมาย เก่งเรื่องอิเล็กทรอนิกส์เพราะจําเป็นมากขณะนี้เรื่องไอที (IT) สุดท้ายที่เขาเรียนมาโดยการ ออกเงินตัวเอง ออกเวลาตัวเองเพราะว่ารัฐเองไม่ได้ส่งเสริมเลยนะครับ ได้รับการพิจารณา ความดีความชอบจากการกระทําในการต่อสู้ในการพัฒนาตัวเองของเขาขนาดไหน ตรงนี้ ก็สําคัญ ผมก็เลยมีประเด็นที่จะสรุปว่าตํารวจส่วนอื่น ๆ ดับเพลิง ท่องเที่ยว หรือทางหลวง จะได้รับผลจากเรื่องของท่านรายงานของท่านที่จะมีการปรับปรุงแค่ไหน เพียงไร แล้วก็ ฝากประเด็นเรื่องว่าตํารวจข้างล่างคือฐานสําคัญของประชาชน สําคัญกว่าคนที่อยู่ที่สูง ผมยืนยัน ขณะนี้มันกลับหัวกลับหางกัน เพราะฉะนั้นจะทําขวัญกําลังใจอย่างไรให้กับเขา แล้วก็สุดท้ายก็คือผู้ที่พยายามดิ้นรนด้วยตัวเองนะครับให้ขวัญกําลังใจเขาบ้าง หมายถึงว่า มีเส้นชัยให้เขาเห็นบ้าง ไม่อย่างนั้นไม่รู้เขาจะทําทําไม ไม่รู้จะเรียนไปทําไม พัฒนาตัวเอง ทําไมในเมื่อไลฟ์บอย (Lifebuoy) หมดครับ นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมลุกขึ้นร่วมอภิปรายด้วยความลังเลใจ แล้วก็ด้วยความเคารพ ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เพราะว่าผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่จะแบ่งงานออกมาเป็น ๙ เรื่องในการที่จะปรับปรุงสํานักงานตํารวจแห่งชาติตั้งแต่แรก เพราะว่าผมมองไม่เห็น ภาพรวมว่าจะมีการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติอย่างลึกซึ้งจริงจังขนาดไหน ๘-๙ เรื่อง ที่ระบุไว้เป็นแผนงานเป็นเรื่องปลีกย่อยเสียมากกว่า แต่คราวนี้ก็เป็นที่น่ายินดีที่ว่าหลังจาก ๒ ปีมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เกิดให้ความสนใจที่จะใช้เวลาในการที่จะร่วมการปฏิรูป สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผมก็ขอกราบเรียนเสนอท่านประธานด้วยว่าในการประสานงานกัน ระหว่างแม่น้ํา ๒ สาย ๓ สาย ๕ สายนั้น จะได้มีการดําเนินการที่คู่ขนานกันไป และอะไร ที่ทาง สปท. ทําอยู่แล้วก็อาจจะขาดตกไปบ้างในเรื่องของการปฏิรูปสํานักงานตํารวจ แห่งชาตินั้น ก็ขอให้ทางฝ่ายบริหารรวมทั้ง สนช. ช่วยรีบดําเนินการไปด้วย เราจะได้เห็น การปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติอย่างจริงจัง เพราะว่าระยะเวลาของ สปท. ก็เหลืออีก ไม่กี่เดือนนะครับ คงจะทําได้เป็นแค่บางเรื่อง นั่นก็เป็นอันที่ ๑ แต่ว่าไหน ๆ จะพูดเรื่อง การปฏิรูปแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่เราน่าจะเน้นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างโรงพัก ตํารวจ ทั้งในเขตเมือง แล้วก็โรงพักทุกโรงพักทั่วประเทศไทย คือตํารวจนครบาลกับตํารวจภูธร อันนี้น่าจะเป็นหัวใจของเรื่องที่เราน่าจะใช้เวลาใน สปท. ดําเนินการเพื่อให้มีการปฏิรูปทั้งในเรื่องของสวัสดิการของพลตํารวจ จ่าตํารวจ นายร้อยตํารวจ เครื่องมือเครื่องใช้ให้มันพร้อม ที่อยู่อาศัยให้มันพร้อม แล้วก็ความยุติธรรมในการที่จะเลื่อน ตําแหน่ง คู่ขนานกันไปนั้นแทนที่จะให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นแบบพีระมิดสามเหลี่ยม ให้เป็นแท่ง ๆ ได้ไหมครับ ผมก็ขอถือโอกาสเสนอเลยว่าตํารวจตระเวนชายแดนเข้าไปอยู่ใน เครือข่ายของกระทรวงกลาโหมได้ไหม เพราะมันเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย อันนี้ ก็อาจจะรวมทั้งตํารวจน้ําบนลําแม่น้ํา จะเป็นแม่น้ําสาละวินหรือแม่น้ําโขง แล้วก็ทาง ชายฝั่งทะเล ก็อาจจะประสานกับทางกองทัพเรือได้ สันติบาลนั้นอาจจะไปอยู่ในเครือข่าย ของงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและสํานักงานข่าวกรองแห่งชาติ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การสืบราชการลับ แล้วก็หน่วยงานเฉพาะกิจ ตํารวจป่าไม้ ตํารวจท่องเที่ยว อะไรต่าง ๆ ให้เป็นแท่งของตัวเองไม่ต้องมาขึ้นอยู่ที่ผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาติแต่ผู้เดียว หรือว่าคณะกรรมการข้าราชการตํารวจ มันเป็นการกระจุกตัวของอํานาจและมันก็อดไม่ได้ ที่จะมีเรื่องของวิ่งเต้นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ นั่นก็เป็นประเด็นแรกที่อยากจะขอกล่าวไว้

ส่วนอันที่ ๒ ผมคิดว่าที่เรายังไม่ได้คุยกันเลยก็คือเรื่องของความหนักแน่น ทางด้านจิตใจของข้าราชการนายตํารวจในระดับสูง ตั้งแต่ผู้บัญชาการ ระดับพลตํารวจเอก พลตํารวจโท ไล่ลงมาจนถึงพันตํารวจเอก (พิเศษ) ต่าง ๆ เหล่านี้ ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา ระดับต่าง ๆ นั้นจะมีความกล้าหาญและสามารถที่จะยืนหยัดกับแรงบีบคั้นเข้ามาจากอิทธิพล ของการเมืองสามานย์ กับอันที่ ๒ อิทธิพลของเงินทุนสามานย์ได้มากน้อยแค่ไหน และใน การปฏิรูปกันนี้ทางคณะกรรมาธิการคิดว่าจะทําอย่างไร จะได้มีการประกันอย่างไรว่า ท่านผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นท่านสามารถจะประกาศได้ไหมว่าจะไม่โอนอ่อน ต่อแรงผลักดันจากทางข้างนอก จะด้วยอํานาจทางการเมือง เส้นสายเป็นพี่เป็นน้อง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้กัน แสดงให้เห็น ณ วันนี้ได้ไหมครับ ตั้งแต่บัดนี้ไปว่าการโยกย้ายทั้งหลาย ณ วันนี้โดยตัวของท่านเองกับคณะกรรมการข้าราชการตํารวจนั้นจะมีความยุติธรรม ไม่ต้อง รอการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงที่เรากําลังเสนออยู่และจะลงมติกันในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ผมเป็นข้าราชการประจํามาเกือบ ๔๐ ปีที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วสิ่งหนึ่งที่พวกเรา มีความภูมิอกภูมิใจก็คือการยืนหยัดต่อความไม่ชอบมาพากลที่จะพึงเข้ามาที่กระทรวง การต่างประเทศ จะด้วยอํานาจใด ๆ ก็ตาม เพราะว่าปลัดกระทรวงของเราโดยตลอดมา หรือว่าส่วนใหญ่ยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อาจจะมาจากอํานาจทางการเมือง มาจากระบบ เส้นสายอุปถัมภ์ทั้งหลาย และผมก็คิดว่าพวกเราทุกคนในห้องนี้ ประชาชนพลเมืองไทย ๖๕ ล้านคน ก็อยากจะให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นบุคคล ที่มีศักดิ์ศรี ยืนหยัดต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสําคัญคือต้องทําตนเป็นแบบอย่างตั้งแต่วันนี้เลย เอามากันให้เห็น ๆ ให้มันชัด เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ข่าวลือต่าง ๆ ที่ไม่ดีไม่งามกับสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่โอนอ่อนกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นจะได้ไม่เกิดขึ้นเสียที เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติอย่างสูงมาก ๆ เลย ร่วมกับเพื่อนสมาชิก ของ สปท. ๔-๕ คนไปเยือนโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพรานครับ ก็มีระดับนายพล หลายท่าน รวมทั้งหมดนายตํารวจที่อยู่ในแวดวงวิชาการ ๒๐ กว่าท่านให้การต้อนรับอย่าง สมศักดิ์ศรี ให้ข้อมูลมากมาย และพวกเราออกมาจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน มีความประทับใจเป็นอย่างยิ่งต่อความตั้งใจของครูบาอาจารย์ ต่อหลักสูตรต่าง ๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องจริยธรรม ความมีระเบียบวินัย มันก็ทําให้เกิดขึ้นว่าไปอยู่ในสถาบันนั้น อันสูงส่ง มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วทําไมเมื่อจบออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนายร้อยตํารวจ สามพราน แล้วทําไมถึงต้องเข้ามาตกอยู่ในสภาพอันน่าอดสูเป็นที่ลือที่เล่าอ้างของประชาชน กันทั้งหมด มันอะไรครับ ที่เด็กหนุ่ม ๆ อายุ ๒๐ กว่า ๆ ออกมาจากรั้วสถานการศึกษาด้วยอุดมการณ์ ด้วยอุดมคติอันสูง แล้วมันมีอะไรในสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่มันดูดซึมให้เขาต้อง ไปในทิศทางที่เขาไม่อยากจะไป หรือเขาต้องอยู่ในอาณัติของสิ่งที่ไม่ดีงาม ผมคิดว่ามันก็ต้อง กลับมาที่ผู้บังคับบัญชาทุก ๆ ระดับ โดยเฉพาะในระดับสูง ตั้งแต่พันตํารวจเอก (พิเศษ) เป็นต้นไป ต้องทําตัวเป็นแบบอย่างที่ดีครับ แล้วต้องไม่เล่นพรรคเล่นพวก อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญ แต่ในเอกสารที่แจกมานี้ไม่มีคําว่า จริยธรรม จรรยาบรรณของผู้ที่มีอาชีพ เป็นนายตํารวจ ผมก็อยากจะขอฝากประเด็นนี้ไว้ ไว้เป็นสําคัญ เพราะว่าจะให้เขียนกฎเกณฑ์ จะปฏิรูปอะไร มันก็ยังเป็นเรื่องของกายภาพ ตราบใดที่การขัดเกลาแล้วก็ความแข็งแกร่ง ของทางด้านจิตใจนั้นมันยังไม่เกิดขึ้น ผมก็ขอให้มีการเน้นประเด็นเรื่องนี้เป็นสําคัญ แล้วก็ อยากจะให้กําลังใจด้วยนะครับ ถ้าเผื่อเรามาร่วมแรงร่วมใจกันในการส่งเสริมให้ตํารวจ เป็นผู้ที่มีศักดิ์ศรี เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมคิดว่าพวกเราทั้งหมดก็พร้อม ที่จะให้ความร่วมมือในการที่จะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้มันเป็นจริงเป็นจังสักครั้งหนึ่ง นะครับ แล้วมันจะต้องเป็นครั้งแรก ครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนี้ไปเราจะมีนายตํารวจ หรือว่าตํารวจทุกคนที่ประพฤติตนไม่ด้อยไปกว่าตํารวจที่ฮ่องกง หรือว่าที่ประเทศอังกฤษ ต้นฉบับครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เหลือสมาชิกอีก ๓ ท่านนะครับที่แสดงความจํานง มี พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร แล้วก็ท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีไม่ได้คิดจะอภิปราย แต่ถูกยั่วยุจากกลุ่มไลน์ (Line) ที่ผมคอนแทกต์ (Contact) อยู่กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง เขาส่งข้อความมาดังนี้ครับว่า ฝืด ไม่สมราคาคุย ผมก็ตกใจครับ ถามว่าทําไม เขาบอกเมื่อเช้าหนังสือพิมพ์เกือบจะทุกฉบับ ลงพาดหน้าหนึ่งวันนี้ สปท. เราจะปฏิรูป ขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปตํารวจกัน ข้อความ ต่าง ๆ นานาในหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ ผมก็ออกไปไล่ดู ก็เป็นจริงดังนั้น ก็เลยตื่นเต้นว่า ถ้าอย่างนั้นเราคงจะเลิกก่อนเที่ยงไม่น่าจะเหมาะ มันจะไม่สมราคาคุยจริงอย่างที่เขาว่า ก็เลยคิดว่าเอาสักหน่อย ยิ่งมาถูกยั่วยุจากนาตารีโมเดล (Nataree Model) ของท่านวิทยา ขออภัยที่เอ่ยนาม จึงคิดว่าคงจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว เพราะประชาชนเขากระตือรือร้นมาก เรื่องการปฏิรูปตํารวจ เขายั่วยุกันสนั่นเมืองว่าตํารวจเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ได้แล้ว ผมเห็นว่ามีทั้งสิ่งที่เห็นด้วยและมีสิ่งที่น่าจะทําความเข้าใจกัน กรณีของนาตารีนั้น ผมศึกษา สดับตรับฟังมาด้วยความสลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลและ คสช. นั้น กระตือรือร้นมากในการหามาตรการต่าง ๆ เรื่องของการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เรื่อง ค้าประเวณีนี้เราแทบจะเฉย เราแทบจะเฉื่อยไปแล้วนะครับว่ามันเหมือนกับเป็นอะไรที่คู่กับ บ้านเมืองเรามานานแล้ว แต่เรื่องค้ามนุษย์มันถูกสากลเขาบีบ ที่เราจะต้องแก้ไข แต่เป็น ที่ตกใจเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ ใครจะทราบว่าบ้านเมืองเรานี้จะมีหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ที่เรียกว่าหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกรมการปกครอง เขาลุยเข้าไปกับทหาร กองกําลังทหาร เขาไปที่สถานอาบอบนวดแห่งหนึ่งในย่านถนนรัชดาภิเษก ก็นาตารีนั่นละครับ จับกุมทั้ง ผู้ให้บริการ เจ้าของสถานที่ แล้วก็พาลไปถึงน้อง ๆ ผู้หญิง ผมจะเรียกอย่างนั้น เพื่อให้เกียรติเขา บางส่วนก็อายุเกิน ๑๘ ปี ส่วนหนึ่งก็อายุน้อยกว่า ๑๘ ปี มันเข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน กฎหมายไทยนั้นไม่คํานึงถึงว่าอายุจะต่ํากว่า ๑๘ ปี หรืออายุจะมากกว่า ๑๘ ปี ถ้ามีธุระ จัดหาให้ ซึ่งการค้าประเวณีมีการบีบบังคับ ขู่เข็ญ ข่มขู่ อันนี้ค้ามนุษย์แน่นอน อายุต่ํากว่า ๑๘ ปีนี้ผิดหลายกระทง ใครจะเชื่อครับว่าเมืองไทยนี้เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผมอยากจะบอกว่าตํารวจก็เป็นส่วนหนึ่งเข้าไป เกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์และกระบวนการค้าประเวณี ผมไม่เชื่อว่าในย่านนั้น หรือในย่านอื่น ๆ จะมีสถานที่แห่งนี้เพียงแห่งเดียวที่ทําเรื่องชั่ว ๆ แบบนี้ ทั้งค้ามนุษย์แล้วก็ ค้าประเวณี แล้วยังมีอายุต่ํากว่า ๑๘ ปี ผิดหลายกระทง หลายข้อหา ผมรันทดใจเป็นอย่างยิ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันบอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐและคนในเครื่องแบบส่วนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้มีบัญชีชื่อที่โชว์มาพร้อมที่จะเปิดเผยได้ แต่เข้าใจว่าผู้ที่ดําเนินการ คงกําลังดําเนินการอยู่ในชั้นของการสอบสวนและการตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันเกี่ยวพันไปเกือบทุกระบบขององคาพยพของการปฏิรูปตํารวจ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตําแหน่งต่าง ๆ ของตํารวจนั้นเป็นเพียงจิกซอว์ (Jigsaw) ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปตํารวจเท่านั้นเอง ๗๐ ต่อ ๓๐ ที่ท่านเสนอมา หนังสือพิมพ์ลงตื่นเต้น กันใหญ่ ปฏิรูปตํารวจเสนอตัวเลข ๗๐ ต่อ ๓๐ ผมดูแล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไร เพราะยังมี ข้อมูลอย่างที่ท่านสังศิต ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้พูดมาแล้ว การตั้งกฎเกณฑ์ กติกา ต่าง ๆ ขึ้นมาที่จะเป็นกฎ ก.ตร. นั้นผมเชื่อว่าในอนาคตเขาก็มีการแก้ไขอีกแน่นอน แล้วเท่าที่ ผมได้ศึกษามา กฎ ก.ตร. มีการปรับปรุง มีการแก้ไข มีการดําเนินการต่าง ๆ มาโดยตลอด แล้วท่านจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเสนอเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปในวันนี้ผ่านไปแล้ว มีมติ ผ่านไปแล้ว ในอนาคตจะได้ใช้อย่างจีรังยั่งยืน ผมไม่เชื่อเช่นนั้น สิ่งที่จะจีรังยั่งยืนคืออะไร คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประชาชนที่ดูแลอยู่ สังคมดูแลบ้านเมือง เขาจะเข้ามา มีส่วนในการดีดกฎ กติกาให้เป็นไปยังสิ่งที่สังคมเรียกว่าคุณธรรม แต่คุณธรรมนั้นก็เป็นเพียง นามธรรม ท่านประธานครับ กฎ ก.ตร. เป็นรูปธรรม ใช่ แต่มันเปลี่ยนแปลงได้ แต่คุณธรรม ที่เกิดจากการมีส่วนร่วม ทุกคนมาช่วยกันพิทักษ์คุณธรรม จริยธรรมของบ้านเมือง ของการ แต่งตั้งโยกย้ายตํารวจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่คุ้มครองคนดีให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ตํารวจ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายนั้นสิ่งที่เขาสูญเสียไปอย่างมากเราได้พูดแล้วคือ เรื่องของขวัญและกําลังใจ จะหวังให้ตํารวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างไร ถ้าหากว่า การแต่งตั้งโยกย้ายไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม มีการกระโดดข้ามหัวไปมา สิ่งต่าง ๆ ควรจะต้อง ได้รับการปรับปรุง กฎเกณฑ์ กติกาที่ชัดเจนควรจะมี แต่ท่านต้องหาวิธีการที่จะให้เกิด ความยั่งยืนด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงฝากไว้ว่าถ้าหากว่าจะมีการทํากฎ ก.ตร. ดังนี้ให้สอดคล้อง กับสิ่งที่รัฐธรรมนูญที่รอการลงประชามติจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมเสนอว่าถ้าหากว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติ ท่านควรจะต้องนําเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่ อาจจะ เป็นการปรับรูปแบบของการเปลี่ยนจากกฎ ก.ตร. ให้เป็นอย่างใดที่การแก้ไขเป็นไปได้โดยยาก การเสนอเป็นเพียงกฎ ก.ตร. ที่ท่านร่างขึ้นมา ผมไม่เชื่อว่ามันจะเกิน ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี หลังจากมีการเลือกตั้ง มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ไม่ว่าพรรคไหนจะเข้ามาครับ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติท่านไปดูใหม่ ช่วยกรุณาพิจารณาปรับวิธีการ สภาพบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้เกิดความยั่งยืนขึ้น มันจะออกมาเป็นพระราชบัญญัติ หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยที่สุดการแก้ไขยากขึ้นกว่ากฎ กฎนี้ผมไม่ค่อยเชื่อใจครับ ในที่สุดแล้วมันจะมีการแก้ไขแน่นอน พรรคใดเข้ามาเพื่อประโยชน์ของพรรค เพื่อประโยชน์ ของฝ่ายการเมืองเขาก็จะต้องมีการแก้ไข

ประการที่ผมมีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งคือประเด็นเรื่องของการแบ่งชั้น โรงพัก มีผู้อภิปรายไปแล้ว แบ่งเป็นชั้น ๑ ชั้น ๒ ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย ผมเคยต่อต้านมา สมัยหนึ่ง การแบ่งโรงเรียนเป็นระดับ เป็นระดับ ๑ ระดับ ๒ ระดับดี ระดับเก่ง กับอีกระดับหนึ่ง ถามว่าระดับที่ไม่ใช่ระดับ ๑ จะเป็นที่รองรับใคร กลายเป็นที่รองรับคนที่ไม่เก่ง กลายเป็น ที่รองรับคนที่ทําผิดวินัย กลายเป็นที่รองรับคนที่เพิ่งจบมาอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ากฎเกณฑ์ กติกาการแบ่งชั้นโรงพักเพื่อเป็นดังที่ว่าแล้วท่านช่วยกรุณาไปหาวิธีการ แก้ไขเพื่อให้เกิดความอุ่นใจกับประชาชนว่าเขาอยู่ในพื้นที่โรงพักที่มีระดับชั้น ไม่ใช่เป็น ที่รองรับของคนจบใหม่ คนฝึกงาน หรือคนที่ทําผิดวินัยหรือคนถูกย้ายมาจากชั้น ๑ อันนี้ จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับประชาชนในชั้นต่อไป

ประเด็นถัดมา เสนอว่าการแต่งตั้งโยกย้ายที่ท่านเสนอมา ๗๐ ต่อ ๓๐ นั้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นผมพูดง่าย ๆ ว่าคือกรณีของการข้ามอาวุโสได้ คือพูดกันแล้ว อาจจะ ฟังแล้วงง ๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือให้เป็นไปตามอาวุโส มีเรื่องของความรู้ความสามารถแล้วก็ ความประพฤติด้วย แต่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้น อนุญาตให้ข้ามอาวุโสได้ อย่างนั้นใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ผมขออนุญาตเสนอเพิ่มมาให้กรรมาธิการท่านช่วยกรุณาพิจารณา คือนอกจากจะข้ามอาวุโส ได้โดยกฎเกณฑ์ กติการองรับแล้ว เสนอว่าให้มีการสามารถแสดงวิสัยทัศน์ เปิดให้มีการแสดง วิสัยทัศน์ เปิดให้มีการแสดงเหตุผล ไม่ว่าจะผ่านขั้นตอนของผู้บังคับบัญชาที่พิจารณา หรือ ขั้นตอนของ ก.ตร. ก็แล้วแต่ ต้องเปิดเผยเหตุผลของการข้ามอาวุโส เอาคนที่อ่อนอาวุโสกว่า ขึ้นมาเป็นระดับอาวุโสที่สูงกว่า อันนี้จะเกิดความระมัดระวังในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย มากขึ้น ไม่ใช่คิดอยู่ในใจ คิดอยู่ในแฟ้มลับ ลับที่สุดแล้ว ไม่สามารถจะเปิดเผยให้ประชาชน เขารู้ได้ และถ้าท่านสามารถทําให้มีความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนเข้ามา เวลานี้ เรากําลังพิจารณาสุดโต่งกันอยู่ ๒ ขั้ว ขั้วหนึ่งคือระบบเดิม อีกขั้วหนึ่งคือการกระจายอํานาจ กระจายอํานาจให้ประชาชน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใครก็แล้วแต่เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ผมว่าทั้ง ๒ ขั้วนี้มันไปด้วยกัน ไม่ได้ ในที่สุดมันจะสะดุด สะดุดและถูกขัดขวางไม่ขั้นตอนใดก็ขั้นตอนหนึ่ง ผมเชื่ออย่างนั้น กว่าที่เราจะไปถึงขั้นตอนกระจายอํานาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง อย่างที่มี หลายฝ่ายต้องการ ผมว่าเป็นได้ยาก ใช้เวลาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่ทําอย่างไร ๒ ระบบนี้จะสามารถ พบกันตรงกลางหรือค่อนทางได้ คือการให้มีองค์กรภาคประชาชน ให้มีภาคประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ผู้บังคับบัญชาพิจารณาด้วย ขณะเดียวกันให้มี ภาคประชาชนเข้ามากลั่นกรองพิจารณาด้วย มีการแสดงวิสัยทัศน์ด้วย มีการให้แสดงเหตุผล ในการแต่งตั้งข้ามอาวุโสได้ ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ประการถัดมาท่านประธาน ผมเสนอว่าสิ่งที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ถ้าทําเป็น ๒ ก๊อก ก๊อกนี้คือการพิจารณาในวันนี้ก่อน และก๊อกที่ ๒ คือถ้าหากว่ามีการลงมติ ผ่านรัฐธรรมนูญแล้ว เรื่องเดียวกัน หัวข้อเดียวกันเลย ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณานําเข้ามา มีข้อมูลใหม่ ๆ หรือมีวิธีการใหม่ ๆ ที่จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่ามีหลายบัญญัติ ผมไม่มีเวลาที่จะอภิปรายทีละมาตราของรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปตํารวจ ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ครับ อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญครับ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๖๘ ค่ะ สําหรับเรื่องการวางแนวทาง มาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ เพราะว่าตอนนี้ ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการตํารวจเท่านั้นนะคะ ข้าราชการทุกประเภท โดยเฉพาะตําแหน่งระดับสูง สังคมก็มองหาความเป็นธรรม ความเสมอภาคทั้งนั้นนะคะ โดยหลักการแล้วการเลื่อน ตําแหน่งและแต่งตั้งข้าราชการนั้น ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาจากองค์ประกอบสําคัญ ๔ ประการ ประการแรก ก็คือตัวผลงาน ประการที่ ๒ ก็คือความรู้ความสามารถ ประการที่ ๓ ก็คือความประพฤติและประวัติการทํางาน ประการที่ ๔ ก็คือประโยชน์ที่ราชการจะพึงได้รับ จากการแต่งตั้งนะคะ

ส่วนเรื่องที่กําลังพิจารณาอยู่ ณ วันนี้นะคะ ก็คงจะเป็นเรื่องของแต่ละประเภท แต่ละหน่วยงาน หรือองค์กรกลางแต่ละประเภทจะนํามาเป็นส่วนประกอบ ก็คือเรื่องอาวุโส ในเรื่องอาวุโสนั้นมันก็มีหลักในการจัดโดยหลักการทั่วไปอยู่นะคะว่า ถ้าข้าราชการที่ ดํารงตําแหน่งในระดับสูงกว่าก็ถือว่าอาวุโสกว่า ถ้าอยู่ในระดับเดียวกัน ผู้ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งนั้นเร็วกว่าก็ถือว่าอาวุโสกว่า แต่ถ้าระดับเดียวกัน พร้อมกัน วันเดียวกัน อะไรทั้งหลาย ก็คือคนที่รับเงินเดือนสูงกว่าอาวุโสกว่า แต่ถ้าเงินเดือนเท่ากันอีก ใครมีอายุราชการมากกว่าก็ถือว่าคนนั้นอาวุโสสูงกว่า ถ้าอายุ ราชการเท่ากันอีก คนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มากกว่าก็ถือว่าอาวุโสสูงกว่า แต่ถ้าใคร ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เดียวกันอีก แต่ถ้าเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับนั้น ได้รับก่อน ก็ถือว่าอาวุโสกว่า จริง ๆ หลักก็มีการกําหนดไว้หลาย ๆ รูปแบบอยู่นะคะ หลักในการคิด เรื่องอาวุโส ดิฉันเข้าใจในเรื่องการแต่งตั้งตํารวจ ด้วยความที่ประสบการณ์เคยผ่านมา ไม่เคยคิดเหมือนกันนะคะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญในวงการตํารวจ จะต้องเอาเรื่องอาวุโส มาใช้ประกอบด้วยนะคะ มันก็คงต้องยอมรับวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละประเภทนะคะ ตํารวจมีความจําเป็นที่จะต้องเอาอาวุโสส่วนหนึ่งมาใช้เป็นหลักประกอบในการพิจารณา แต่ละครั้ง แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากไว้นะคะ ในเมื่อจํานวนบุคลากรที่จะพิจารณา มีจํานวนมาก ไม่ว่าองค์กรใดก็ตาม ความชัดเจน กฎ กติกาที่วางไว้จะต้องให้ยอมรับ แล้วก็จะต้องมีความเชื่อถือได้ ดิฉันขอยกตัวอย่าง เรื่องการดํารงตําแหน่งในระดับเดียวกัน ของผู้ดํารงตําแหน่งที่จะเป็นระดับสูงขึ้น มีบางส่วนราชการกําหนดองค์ประกอบนั้นไว้ ๒๐ คะแนน และปรากฏว่าไปตั้งช่วงคะแนน อย่างเช่น ถ้าดํารงตําแหน่งนั้น ๑ ถึง ๑๐ ปี ให้ ๑๕ คะแนน ๑๑ ถึง ๑๒ ปี ให้ ๑๖ คะแนน ๑๓ ถึง ๑๔ ปี ให้ ๑๗ คะแนน ๑๕ ถึง ๑๖ ปี ให้ ๑๘ คะแนน ๑๗ ถึง ๑๘ ปี ให้ ๑๙ คะแนน แล้วถ้าอยู่ตําแหน่งนั้น ๑๙ ปีขึ้นไป ให้ ๒๐ คะแนน เรื่องนี้เคยมีประเด็นนําไปเข้า ก.พ.ค. แล้วปรากฏว่าส่วนราชการนั้นต้องยกเลิก คําสั่งทั้งหมด เนื่องจากผลการให้คะแนนมันไม่มีความแตกต่างในตัวนัยระหว่างคนที่เพิ่งดํารง ตําแหน่งนั้น ๑ ปี กับดํารงตําแหน่งนั้น ๑๙ ปี ห่างกันเพียง ๕ คะแนน ตรงนี้มันจะมีผล ดิฉันคิดว่าสิ่งที่อยากจะฝากหลัก ๆ นั้นก็คือ มันอยู่ที่รายละเอียดของการทําหลักเกณฑ์ รายละเอียดในแต่ละเรื่อง อย่างเช่น เรื่องผลงาน ผลงานนั้น หลายแห่งนะคะดิฉันเคยไปร่วม ทําหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อจะเลื่อนตําแหน่ง ข้อเสนอของหน่วยงานก็น่าสนใจมาก เขาบอกว่า เอาผลการพิจารณาความดีความชอบมาประกอบการพิจารณาด้วย ก็บอกว่า น่าสนใจ เสนอมาสิ ปรากฏว่าสิ่งที่เสนอมานะคะ คะแนนไม่มากค่ะ แค่ ๑๐ คะแนนเอง ๙๐ ถึง ๙๑ ให้ ๒ ๙๒ ถึง ๙๓ ให้ ๔ ไปเรื่อย ๆ ดิฉันบอกว่า ทําไมองค์ประกอบของการให้ คะแนนแบบนี้เริ่มจาก ๙๐ เขาบอกว่าที่นี่ไม่เคยประเมินต่ํากว่า ๙๐ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็น เรื่องที่สําคัญ ดิฉันคิดว่าในหลักการโดยทั่วไปเป็นเรื่องจําเป็นที่เราจะต้องกําหนดหลักเกณฑ์ กฎ กติกา ปัญหามันอยู่ที่ รายละเอียดในการจัดทํานะคะ เพื่อท้ายที่สุดก็ให้ได้ผลสรุปว่า ผลจะเป็นแบบไหน อย่างไร อีกจุดหนึ่งที่ดิฉันค่อนข้างมีข้อสังเกตก็คือ ท่านบอกว่าจะทําเพื่อ การเพิ่มแล้วก็ลดลําดับอาวุโส จริง ๆ จะต้องระบุว่าเป็นการเพิ่มหรือลดลําดับอาวุโส การจัด ตรงนี้สามารถที่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี เพราะว่าแต่ละปีนั้นก็ต้องเอาตัว รายละเอียดมาพิจารณาอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตประการต่อไป เมื่อสักครู่เรื่องการเพิ่ม ลดอาวุโสนะคะ อาจจะไม่จําเป็นต้องระบุตรงนั้น แต่ว่าเป็นการจัดทําเพื่อจัดลําดับอาวุโส ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ประการที่ ๒ ก็เรื่องตัวประเมินผลงาน ว่าให้ตรงตามข้อเท็จจริง เอาผลงานที่เป็นผลสําเร็จที่เป็นที่ประจักษ์มานําเสนอจริง ๆ ประการที่ ๓ ที่ไม่อยาก ให้ขาดเลย แล้วก็เป็นหลักในการพิจารณาข้าราชการโดยทั่วไป ณ ขณะนี้ ก็คือหลักเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญสําหรับข้าราชการโดยทั่วไป โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่ม สรรหามาหรือแม้กระทั่งที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นระดับสูงขึ้น

เรื่องถัดไปที่คิดว่าทุกองค์กรจะต้องให้ความสําคัญนะคะ ก็คือเรื่องสมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะหลักของหน่วยงานหรือว่าสมรรถนะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ ถ้าองค์ประกอบที่จะนําไปสู่การจัดลําดับแล้ว จัดลําดับที่ว่าครอบคลุมหมดทุกด้านนะคะ ดิฉันก็คิดว่าเป็นประโยชน์นะคะ เพราะว่าเรื่องอาวุโสอย่างที่เรียนแล้วนะคะจากประสบการณ์ ที่ผ่านมาดิฉันก็ไม่เคยไปเจอที่ไหนเหมือนของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินะคะ ก็ถือว่า เป็นวัฒนธรรมองค์กรแล้วก็เป็นที่ยอมรับสําหรับข้าราชการตํารวจทั่วไปว่าจะต้องมีกฎ กติกานี้ แต่ก็จะฝากในเรื่องการจัดทําหลักเกณฑ์ในรายละเอียด เพราะจะได้จะเสียบางครั้งมันอยู่ ตรงรายละเอียดค่ะ ก็ขอขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

จบการอภิปรายของท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ในวาระวันเกิดท่านด้วยนะครับ ต่อไปมีเพิ่มเติมอีกท่านหนึ่งนะครับ ก็รวมเป็น ๒ ท่าน ท่านเสรีมาเป็นท่านสุดท้าย ต่อไป ขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ทางคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอ จริง ๆ แล้วผมก็นั่งฟังตั้งแต่เช้านะครับ แล้วก็คิดมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่แล้ว จนวันเสาร์ วันอาทิตย์ ว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดี แต่ก็คิดว่าถึงวินาทีนี้ก็สมควรที่จะพูด พูดในฐานะแรกคือในฐานะสมาชิก สปท. ในฐานะที่ ๒ คือในฐานะที่เป็นข้าราชการตํารวจเก่า จบจากสถาบันหลักคือโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยตํารวจ และอยู่ในสายเลือด ของตํารวจ ตั้งแต่รองสารวัตรถึงรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ยศ พลตํารวจเอก วันนี้ก็จะ พูดจากใจส่วนหนึ่งและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คืออยู่ในใจของตํารวจ ทุกคน และสังคมก็คือเรื่องการแต่งตั้ง คาบเกี่ยวกับอีกส่วนหนึ่งคือล่วงไปถึงภาพใหญ่ คือถึงบ้าน คือการปฏิรูป ทั้ง ๒ โมดูล (Module) หรือทั้ง ๒ หลักนี้ก็คงผสมผสานกันนะครับ ก็คงสําคัญด้วยกันทั้งคู่สําคัญอย่างยิ่งยวดด้วยครับ เพราะว่าตํารวจเป็นข้าราชการส่วนหนึ่ง ที่ลักษณะธรรมชาติของงานอาจจะไม่ค่อยเหมือนกับงานทั่ว ๆ ไปนะครับ มองจากข้างนอก อาจจะเป็นกึ่งทหาร กึ่งพลเรือน มีทั้งความแข็งและความอ่อนนะครับ และงานที่ทํานั้นถามว่า ออกศึกไหม ก็คงออกศึก ๒๔ ชั่วโมง ศึกเล็กศึกน้อยคือขโมยขโจร คนร้าย ไม่เคยหลับใหล นะครับ และตํารวจเองเราในฐานะผู้บังคับบัญชา เราไปรดน้ําศพลูกน้องที่เป็นตํารวจ ทั้งในเมืองหลวง ชานเมือง หรือตามพื้นที่ล่อแหลมที่เสี่ยงภัยนะครับ เราจะได้เห็นน้ําตาจาก สายเลือดแทบจะเป็นสายโลหิตของภรรยาและลูกว่าทําไมท่านถึงให้ตํารวจทําหน้าที่นี้ ไปทําอีกหน้าที่หนึ่งนะครับ เรามีกําลังพล ๒๐๐,๐๐๐ คนก็จริง เราทํางานด้วยมือแล้วทํางาน ด้วยหัวใจ ทํางานด้วยมือก็คือว่าสายตรวจจะต้องขี่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกตรวจ มีเดินเท้า มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จริง ๆ มีการสั่งการที่ทันสมัย คอมพิวเตอร์สํานักงานตํารวจ แห่งชาติเป็นยุคแรก ๆ ที่ตั้งคอมพิวเตอร์ขึ้นนะครับ แต่ปัจจุบันเรายังคงต้องทํางานด้วยการ เดินเท้า ยิ่งมิติแห่งความเจริญรุ่งเรืองหรือความเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของสังคม มากขึ้น มีแนวดิ่งมากขึ้น และอากาศมากขึ้น พื้นดินมากขึ้น ในทะเลมากขึ้น กฎหมายมากขึ้น ประชาชนมีความรู้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้นับจะเป็นทวีคูณนะครับ แต่อย่างไรก็ตามตํารวจ ก็ทํางาน ๒๔ ชั่วโมงภายใน ๑ วัน ๗ วันภายใน ๑ สัปดาห์ ๓๐ วันภายใน ๑ เดือน และยิ่งเขา สนุกกันมาก สนุกสุขสันต์กันมาก ตํารวจเองก็ต้องทํางานมากนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นบริบท ทั่ว ๆ ไปคงพูดไม่จบ

ย้อนมาเรื่องการปฏิรูป เราคงเห็นว่าวันนี้เป็นอาการของโรค หลายคนเฝ้าฟังว่า วันนี้จะมีการพูดรุนแรงไหมเรื่องการแต่งตั้ง การแต่งตั้งที่ทางหน่วยงานได้มาชี้แจงว่า ขออภัย บางส่วนมีความคลาดเคลื่อนเป็นเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ถึงกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม จริง ๆ แล้วพวกผม ตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เป็นร้อยตํารวจตรีมาถึงพลตํารวจเอก การแต่งตั้งผิด แม้แต่พยัญชนะ สระ ก็ไม่ได้นะครับ เป็นแบบแผนธรรมเนียมของตํารวจหรือแบบแผนของ ธรรมเนียมข้าราชการทั่วไปต่าง ๆ เหล่านี้ ถามว่าทําไมมันจึงเกิดขึ้น มันเป็นปรากฏการณ์ เกิดขึ้นแล้วครับ มันเป็นอาการของโรคชนิดหนึ่งซึ่งต้องใช้ยารักษานะครับ กฎหมาย กฎเกณฑ์มีแล้วตั้งแต่ พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็เป็นแม่บท ต่อเติมด้วย พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และขณะนี้ต้องกราบขอบคุณกรรมาธิการที่จะนําเสนอกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วนะครับ แล้วก็มาลงอยู่คําหนึ่งเรื่องอาวุโสนะครับ สิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นไปตามกระบวนการนั้น สิ่งที่เป็นไปแล้วคือปรากฏการณ์ซึ่งตํารวจทั้งประเทศ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนกําลังเฝ้าดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา เกิดขึ้นกับครอบครัว มองใน วงแคบ ๆ ก่อนดีกว่าว่าเกิดขึ้นกับตํารวจ เกิดขึ้นกับครอบครัวตํารวจ ลูกหลาน นี่เป็นวงแคบ กระเพื่อมไปสู่สังคมภายนอกอีกมาก สื่อมวลชนนําเสนออยู่ตลอดนะครับ สิ่งเหล่านี้ เป็นปรากฏการณ์ก็ต้องถามท่าน ผบ.ตร. ถามผู้นําองค์กร ผมเคยอภิปรายครั้งที่แล้วว่า พ่อที่ปกครองบ้านนั้นจะต้องดูแลลูกให้ดี ในสายใย ในจิตใจของพ่อนั้นรักลูกทุกคน ลูก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนอยากจะให้ได้สิ่งดี ๆ ทุกคน แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ใครเก่งอะไร ลูกคนไหนเก่งไฉน ถนัดอะไรก็ต้องจําแนกแจกแจงไปนะครับ ผมคงไม่บอกว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไรนะครับ คงต้องถามองค์การนี้หรือผู้นําองค์การนะครับ เราอยู่กันมา ตั้งแต่ดั้งเดิมนะครับ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นบิดาของตํารวจไทย มีรากเหง้า แห่งความดีงามและเป็นสถาบันเคียงคู่ของสังคมไทย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ว่า ให้แยกเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการแต่งตั้งนะครับ มีข้อสังเกตว่าเรื่องการแต่งตั้ง ตํารวจเป็น หน่วยงานหนึ่ง สถาบันองค์การหนึ่ง ซึ่งเข้าสู่กระบวนการให้ความเป็นธรรมแล้ว มักจะมีหนึ่ง คือคําว่า เยียวยา เยียวยานี่แม้ระบบสาธารณสุขเขาใช้ระบบการป้องกันนะครับ เขาไม่ให้ โรคมันเกิด เรารอให้โรคมันเกิดจนกระทั่งไฟไหม้จนเป็นจุนแล้วก็เสียหายไป แล้วเราเข้ามา เยียวยา อย่างสมมุติว่าการแต่งตั้งคราวนี้เยียวยาครั้งที่แล้ว มันเป็นลูกโซ่ งูกินหางไปเรื่อย ๆ อย่าให้เยียวยาครับ เราต้องมีจุดเริ่มที่ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นพลวัตที่พันกันอยู่ ซึ่งความเป็นจริง ข้อเท็จจริงมันอาจจะมีสิ่งองค์ประกอบอีกหลาย ๆ เรื่อง ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่า เพราะอะไร เพราะคงมีการดําเนินการอยู่และผมย้ําว่าหน่วยใดก็ตาม บ้านใครก็ตาม ไม่มีใคร หรอกครับที่จะให้ลูกของตัวเอง ลูกหลานภายในบ้านมีความทุกข์ ต้องการให้บ้านตัวเอง มีความสุขนะครับ ส่วนรายละเอียดอย่างไรนั้นผมก็คิดว่าในเรื่องการปฏิรูปนะครับ ก็คงจะต้องว่าอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนการปฏิรูปก็คงจะต้องดูในส่วน ๙ ด้านที่คณะกรรมาธิการ ท่านบอกไว้แล้วผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็ที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้บอกไว้ส่วนหลัก ๆ ก็คือว่าต้องทําให้ตํารวจทั้งหมดมีเกียรติ มีความรัก มีความสามัคคีกัน แล้วก็ต้องรู้จัก การผดุงเกียรติตํารวจ การจะผดุงเกียรติได้นั้น ท่านก็คงบอกว่าจะต้องให้ตํารวจมีความพร้อม พร้อมทั้งใจและกายนะครับ คือใจมีความพร้อม ไม่พร่อง เต็มอิ่มที่จะไปดูแลคนอื่น ที่จะ ไปอุ้มไปจูงคนอื่นได้นะครับ แล้วก็มีความพร้อมทางด้านอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้มี ความพร้อมในการทํางาน กายและใจมีความพร้อมในการทํางาน ตรงนี้ต้องทําให้ได้ก่อน ก่อนที่จะก้าวไปปฏิรูปเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดนะครับ จะเป็นเรื่องสวัสดิการเรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐานนะครับ แต่ผมอยากจะเสนอสั้น ๆ เลยว่า การปฏิรูปเราคงต้องดูรูปแบบ ของหน่วยงานต่าง ๆ นะครับ หรือองค์การต่าง ๆ ตํารวจที่ใกล้ ๆ บ้านเราในภูมิภาคเรา หลาย ๆ ประเทศเขาก็รุกหน้าไป ยกตัวอย่างเช่น ตํารวจของญี่ปุ่น เราคงศึกษาแล้วพูดกัน บ่อย ๆ นะครับ ตํารวจญี่ปุ่นก็ใช้หลักการกระจายอํานาจไปตามต่างจังหวัด ในส่วนกลาง ยังคงมีอยู่ ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ ยังมีคอมมิตตี (Committee) คือคณะกรรมการ ที่แข็งแกร่งของตํารวจชุดเล็ก ๆ แต่มีความแข็งแกร่งและมีจริยธรรมที่สูงและเชื่อถือได้ของชาวญี่ปุ่นทั้งหมด แล้วก็แบ่งไป ตามจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดก็มีคอมมิตตี (Committee) อีก มีคณะกรรมการ แต่ว่าจังหวัด เหล่านั้นก็คือตํารวจกับชุมชน คือบุคคลคนเดียวกันหรือเป็นพี่น้องกัน ก็คือตํารวจกับชุมชน ตํารวจมาจากชุมชน และชุมชนเป็นคนสร้างตํารวจ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเขาตาย เขาก็อยู่ ที่นั่น เพราะฉะนั้นเขารักถิ่นฐานเขา เขาต้องทําความดีไม่อย่างนั้นเขาเป็นตํารวจที่นั่นไม่ได้ หรือเขาจะไปบิดเบี้ยวอะไร เขาก็บิดเบี้ยวคนในพื้นที่เขา คือญาติพี่น้องเขา เขาไม่กล้า บิดเบี้ยว เขาต้องทําให้พี่น้องประชาชนเขาชื่นใจ ประดุจว่าเขาทํางานก็ทําเพื่อญาติเขา ทําเพื่อครอบครัวเขา เพราะฉะนั้นตํารวจญี่ปุ่นทุกคน อยู่ทํางานให้กับคนทั่ว ๆ ไป พับบลิก (Public) สาธารณะแล้ว ส่วนหนึ่งทํางานให้ญาติฉันมิตร เพราะฉะนั้นเฉกเช่นเดียวกัน เราคงมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราก็ได้ส่วนหนึ่งนะครับ เราอาจจะไม่มีความเข้มแข็งเรื่อง องค์กรอิสระหรือแบ่งอํานาจไป แต่เราก็มีวิธีการจัดการให้ตํารวจดี ๆ มีที่ยืน เราต้องค้นหา วิธีการนะครับ ในส่วนของการกระจายอํานาจส่วนหนึ่ง กระจายอํานาจแบบเข้มแข็ง แล้วก็ ใช้หลักการสร้างตํารวจของท้องถิ่น ให้อยู่ท้องถิ่นนาน ๆ นะครับ จะพูดโยงไปถึงข้อที่ ๒ เรื่องการแต่งตั้ง ตํารวจญี่ปุ่นเขาไม่เน้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะไม่จําเป็น ผมบอกแล้วว่า เขามาจากที่ไหน ตายที่นั่น รักที่นั่น เพราะฉะนั้นเขาตัดทิ้งไปเลยเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ยกเว้น ตํารวจไทยเรื่องเดียวพูดเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายทั้งวัน ทุกวินาทีครับ กราบขอบคุณ แล้วก็ อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายนี้นะครับ ผมไปดูงานมาทั่วประเทศ คําถามที่ถามต่อ ตํารวจต่างประเทศ ก็คือว่าแต่งตั้งโยกย้ายดีไหม ยากไหม ที่นี่แต่งตั้งยากไหม ย้ายยากไหม เขาไม่ตอบครับ ทั่วประเทศเขาบอกว่าคุณไปถามประเทศคุณดีกว่า เพราะประเทศคุณเก่ง ประเทศไทยเก่งที่สุดในโลกเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะว่าย้ายบ่อย ย้ายมาก ย้ายยาก อะไรทําได้หมดนะครับ ผมบอกแล้วว่าหลักเกณฑ์ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีผลในทางปฏิบัติ หลักเกณฑ์คือกฎเกณฑ์ดีที่สุด ส่วนหนึ่งเคยศึกษาและเคยช่วยกันดูนะครับ กฎเกณฑ์วิธีการ ต่าง ๆ ของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๗ ปัจจุบันผนวกกับมาตรา ๔๔ ของ คสช. นี้ ผมว่าดีที่สุดแล้ว นะครับ แต่ว่าให้เกิดมรรคผลทางปฏิบัติ ไม่ต้องคิดมากครับ แล้วส่วนหนึ่งที่จะเติมลงไปคือ ผู้บังคับบัญชาใกล้ตัว ผู้บังคับบัญชาใกล้ตัวนี้กินอยู่หลับนอนกับเรา ว่าใครมีแวว เหมือนครู ก็ดูแววได้ว่าเด็กคนไหน น้องคนไหนพอมีแวว ส่งเสริมขึ้นไปนะครับ โตไปจะมีความสง่างาม นะครับ ไม่ใช่ไปวิ่งหรือไปทําอะไรข้างนอก วิ่งอยู่นอกแถว ทิ้งงานหน้าตักไปหมดเลยนะครับ ต้องเรียงตัวเข้ามานะครับ รองสารวัตรต้องเคารพสารวัตร สารวัตรต้องเคารพรองผู้กํากับ ไม่ใช่ไม่เคารพ ไม่ได้ เพราะเขาชี้เป็นชี้ตายได้นะครับ ให้คุณให้โทษ ผู้กํากับต้องเคารพ รองผู้บังคับการหรือผู้บังคับการ ผู้บังคับการจะต้องเคารพเป็นชั้น ๆ ไป ผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ต้อง ให้เกียรติรอง ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. ทุกท่านก็ต้องให้เกียรติ ผบ.ตร. นะครับ และท่าน ผบ.ตร. ก็ต้องมีเกียรติ แล้วก็เชื่อมั่นได้ ท่านต้องได้รับเกียรติที่สูงนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็คงฝากไว้ว่า ผมคงพูดได้แค่นี้ อาจจะไม่ได้พูดทั้งหมดนะครับ เพราะเรื่องตํารวจนั้นก็คงมีอีกมาก แต่ผม ฝากสั้น ๆ อย่างเดียวว่าเมื่อมันเกิดปรากฏการณ์หรืออาการของโรคขึ้นสูงแล้ว ในเรื่องโรค การแต่งตั้ง ขอให้รักษาเฉพาะโรคก่อน ส่วนเรื่องปฏิรูปก็ดีนั้น ผมอยากให้ทําทุกวัน เดินทุกวัน ไม่ใช่ว่าวันนี้เกิดอาการไข้สูงเรื่องแต่งตั้งแล้วก็ตื่นตัวมาทําเรื่องปฏิรูป ไม่ใช่ครับ สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติมีมาตั้งแต่บิดาตํารวจไทย รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านได้สร้างมานะครับ แล้วเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบบ้านหนึ่ง ความสามารถของตํารวจไทยนั้นเกรียงไกรระดับโลก ความสามารถตัวบุคคลนั้นไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และเป็นครูของตํารวจหลาย ๆ แบบนะครับ ผมเป็นผู้บัญชาการศึกษา เรารู้เลยนะครับว่าเรามีสถาบันระดับโลกอยู่ในเมืองไทย ๑ ใน ๓ ของโลกที่ตํารวจทั่วโลก มาเรียนที่เราเหมือนกัน โดยเฉพาะวิชาการสืบสวนและสอบสวนด้วยนะครับ ก็ฝากไว้ว่า ขอให้ยึดมั่นในส่วนที่ทําควบกันไป ไม่ใช่วันนี้เรามาทําปฏิบัติการของโรคจริง แต่เรามาร่วม ปฏิรูปนําหน้า คือสับสน บางทีก็รื้อบ้าน สมัยก่อนได้ยินว่าผ่าตัด ๆ พอโรคเกิด มีวิธีผ่าตัด ๆ ไม่ใช่ครับ ถึงผมเกษียณแล้ว ผมยอมรับว่าตอนไม่เกษียณทําไมถึงไม่พูด ผมก็ยอมรับว่า ถึงพูดหรือไม่พูดก็ตาม ผมก็เลยไปแล้ว แต่ว่าขอให้ทําไปด้วยกันเรื่อย ๆ ทําไปเรื่อย ๆ ถามว่า ผ่าตัดวันนี้เลยไหม ปฏิรูปวันนี้เลยไหม ทําได้ก็ดีครับ แต่ว่าผมยืนหยัดกับ ๒ หลักว่า ต้องให้ ตํารวจได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีอยู่กันได้ ผมบอกน้อง ๆ ว่าต้องอยู่ให้ได้ อยู่กับ ๒๐๐,๐๐๐ คนให้ได้ ให้มีความสุขให้ได้ คนอื่นอยู่ได้เราต้องอยู่ได้ เพราะคิดว่าในส่วนเหล่านี้เราต้องค่อย ๆ ทําไป ควบคู่กันไปทั้งปฏิรูปและการแต่งตั้งที่เป็นธรรมครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ

ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีต สปช. อดีต ส.ว. และอดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ที่ได้ศึกษาแนวทางที่จะให้มีการปฏิรูปตํารวจในส่วนของมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายตํารวจ ดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมติดตามดูข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่เฉพาะวันนี้นะครับ จากช่วง ระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เราน่าเป็นห่วงในบ้านเมืองไทยเราในขณะนี้นะครับ ก็คือการสร้าง กระแส การสร้างแนวคิดให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความรู้สึกไม่ดีกับตํารวจ สิ่งต่าง ๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเกิดผลลบกับตํารวจนั้น อันนี้คือมันเป็นสัญญาณ ส่อให้เห็นถึงความเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองไทย ผมไม่อยากเห็นนะครับท่านประธานครับ ไม่อยากเห็นคนสร้างกระแสเกลียดชังตํารวจอย่างที่ผ่าน ๆ มา แล้วก็อย่างที่เป็นอยู่ เราต้องเข้าใจ แล้วต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนครับ ว่าตํารวจกับประชาชนนั้น มันแยกจากกันไม่ได้หรอก ตํารวจนั้นเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อจะเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ทําหน้าที่ดูแลคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้ความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่สิ่งที่เป็น ปัญหาของประเทศ แล้วก็มีการเรียกร้องกันให้มีการปฏิรูปตํารวจนั้น ผมว่าในสิ่งที่ กรรมาธิการได้พยายามทํานะครับ เราก็ต้องชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่าการปฏิรูปตํารวจนั้น มันไม่สามารถที่จะเสนอสิ่งใดได้แล้ว เปลี่ยนหรือพลิกผันให้เกิดสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เรียกร้อง สิ่งที่ประชาชนต้องการได้ทันทีทันใด สิ่งที่จะทําให้ตํารวจดีขึ้นนั้น มันขึ้นอยู่กับระบบ ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของคน ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย รวมถึงอํานาจในการบริหาร ประเทศ หรืออํานาจในทางการเมือง ตํารวจนั้นเป็นกลไกของรัฐในการที่จะต้องดูแลทุกข์สุข ของพี่น้องประชาชน ในกลไกของรัฐดังกล่าวนั้น เราก็ต้องยอมรับว่าคนที่บริหารประเทศนั้น คือรัฐบาล รัฐบาลก็นักการเมือง แต่เราก็ให้แนวทางเสนอความคิดเห็นไปหลาย ๆ ครั้งว่า ตํารวจนั้นต้องไม่ถูกแทรกแซงกับทางการเมือง เลยต้องการอิสระ ถามว่าในความเป็นจริงนั้น มันเป็นไปได้ไหม เราน่าจะมีการไปสร้างนักการเมืองที่ดี ไปสร้างคนที่มีความรับผิดชอบ การบริหารประเทศ ไปสร้างคนดี ๆ เข้ามาทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศในการที่จะ ดูแลประเทศและประชาชน ดังนั้นถ้าหากว่าเราได้นักการเมืองที่ดีนะครับ ระบบงานราชการ เราก็จะดี แต่ถ้าหากว่าเราไม่แก้ไขต้นตอของเหตุ แล้วเราก็ไปลงว่าตํารวจนั้นไม่ดี ตํารวจนั้น ถูกแทรกแซงในทางการเมือง ก็เลยต้องแยกแยะออกจากการเมือง ผมว่าอันนั้นหรือวิธีการ ดังกล่าวนั้นผิดครับ เราแยกแยะไม่ออกหรอกครับ แต่เราต้องการได้คนดี ๆ เข้ามาดูแล กิจการตํารวจหรืองานตํารวจ นี่คือข้อสําคัญครับท่านประธาน ความซับซ้อนของปัญหา ตํารวจนั้นในประเทศเรามีมากครับ แต่ความซับซ้อนดังกล่าวนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับแนวทางที่เรา จะนําเสนอ กรรมาธิการท่านก็ให้ความกรุณาที่จะเสนอแนวทางการปฏิรูปตํารวจนั้นออกเป็น หลายภาคส่วน มีการแก้ปัญหานั้นถึง ๙ ส่วน ใน ๙ ส่วนดังกล่าว ถ้าหากว่ามีการดําเนินการ ได้อย่างครบถ้วนกิจการตํารวจหรืองานตํารวจก็จะดีขึ้น ผมอยากให้แยกแยะความรู้สึก ส่วนตัวกับประโยชน์ของบ้านเมืองของประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ถ้าหากว่าเราเอาความรู้สึกส่วนตัวไปวัดว่าตํารวจดีหรือไม่ดีนะครับ พี่น้องประชาชน เขาสัมผัสกับตํารวจ เพราะฉะนั้นในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ตํารวจเราเองยังไม่ได้ สร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชนจนเป็นที่ยอมรับได้ อันนี้คือต้องมาแก้ไขครับ ต้องมาหาทางเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทํางาน การทําหน้าที่ของตํารวจให้ดีขึ้น การบังคับใช้ กฎหมายตํารวจต้องเอาไปทําอย่างเคร่งครัดจะทําอย่างไร ไม่ใช่บอกว่าพอมีฤดูแข่งฟุตบอล แล้วเราก็บอกว่าใครเล่นพนันฟุตบอลแล้วเป็นความผิดตํารวจต้องไปจับ ไปดําเนินคดี ไปป้องกัน ถามว่าในสภาพที่ถ้าหากว่าตํารวจเราเองยังมีการใช้บังคับกฎหมายที่ยัง ไม่รับผิดชอบให้เต็มที่มันก็แก้ไม่ได้ ในขณะที่เราออกนโยบายว่าให้ไปจับการพนันฟุตบอล ตํารวจยังแทงฟุตบอลเองเลยครับท่านประธาน แล้วจะแก้ได้ไหม ก็จะแก้ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะเห็นปฏิรูปตํารวจที่มีความชัดเจนที่สุดก็คือ พฤติกรรม หรือการกระทํา การกระทําหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ การตระหนัก ความรู้ สิ่งที่ตํารวจ จะทําหน้าที่นั้นก็ขึ้นกับตัวตํารวจนั้นเอง ถ้าหากว่าตํารวจสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทําให้เกิดความอบอุ่นให้กับพี่น้องประชาชนได้ ผมว่าอันนั้นประชาชนพึงพอใจแล้ว แต่ตํารวจเราเองก็ยังไปเรียกร้องนะครับ ไปเรียกร้องว่าต้องการให้ตํารวจดีขึ้นเพราะว่า ถูกแทรกแซง แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตํารวจเรียกให้ตัวเองอยู่ครับ ยังไม่ได้ทําหน้าที่ในการที่จะให้ประชาชนเขาเห็นนะครับ ให้เขาเกิดความรู้สึกว่าอยู่กับตํารวจ แล้วอบอุ่นครับ อยู่กับตํารวจแล้วปลอดภัย อยู่กับตํารวจแล้วได้รับความคุ้มครอง ไม่รีดไถ ไม่หาประโยชน์ ทําสํานวนตรงไปตรงมา ถ้าพฤติกรรมของตํารวจเป็นได้เท่านี้พวกเราก็ ไม่ต้องเหนื่อย แต่สิ่งที่เรากําลังทําครับ ผมกราบเรียนว่าเราต้องทําความเข้าใจกับพี่น้อง ประชาชนว่าการปฏิรูปตํารวจให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลังนั้น ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขับเคลื่อนอย่างเดียว เพราะสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศขับเคลื่อนอย่างเดียวเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะกําหนดแนวทางทิศทางในการจะ ทําให้ปัญหาของประเทศดีขึ้น แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ตํารวจมีการปฏิรูปให้เสร็จในทันตาเห็น มิฉะนั้นแล้วพอเรื่องเข้าสภามาทีไรเราก็จะถูกต่อว่าต่อขานไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไรเลยตํารวจ เรียกร้องกันมาตั้งนานแล้วตํารวจไม่เห็นจะดีขึ้น ต้องทําความเข้าใจครับท่านประธานครับ ต้องทําความเข้าใจว่าระบบการแก้ปัญหานั้นมีกระบวนการมีหลายขั้นตอน หลาย ๆ อย่างนั้น จะทําให้ดีขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับรายงานแต่ละฉบับของกรรมาธิการ ท่านได้ทําไว้ถึง ๙ ส่วน อันนี้ก็ต้องทําความเข้าใจ มิฉะนั้นแล้วพอเลยวันนี้ไปมันก็จะกลับกลายเป็นว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้ ปฏิรูปตํารวจอีกแล้ว แต่สิ่งที่กรรมาธิการเสนอมานี้ครับ นี่คือส่วนหนึ่งว่าทําอย่างไรให้ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจนั้นเกิดความเป็นธรรม ท่านก็เสนออาวุโสครับ ในระดับ อาวุโสนี้ท่านต้องยึดหลักให้ดีครับ ท่านกรรมาธิการครับ ถ้าท่านจะยึดหลักอาวุโสท่านต้อง กล้าที่บอกว่าคนที่ได้รับเลื่อนชั้นขึ้นมาต้องเอาหลักอาวุโส ถ้าหากว่าท่านไปเติมว่าดู ความเหมาะสม ความสามารถ ความรู้ต่าง ๆ ถ้าท่านไปใส่ไว้ครับ มันก็คือหลักเดิมนี้ครับ หลักเดิมที่ใช้อยู่ ไป ๆ มา ๆ หลักอาวุโสนี้มันเอาไว้ทีหลัง ที่ผมบอกว่าทําไมท่านไม่เอา หลักอาวุโสเป็นหลักเสียเลยนี้นะครับ มันไม่เสียหายหรอก เพราะอะไรครับ เพราะว่าคนที่จะ มาอาวุโสได้ ยกตัวอย่าง ผบ. ตํารวจอย่างนี้ มี ๕-๖ คน คนที่จะขึ้นมาเป็นรอง ผบ. ได้ หรือผู้ช่วยได้มันมีทั้งความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงาน เขาถึงได้มาระดับนี้ได้ ถ้าหากว่าท่านตั้งไปเลยครับ ว่าอาวุโสมาเป็นอันดับ ๑ เลย เพราะคนตรงนี้เป็นได้ทุกคนครับ นี่มันก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกทันทีขึ้นมาว่า อาวุโสของตําแหน่งที่กําหนดไว้นะครับ เมื่อถึง จุดหนึ่งแล้วสามารถเป็นได้ แต่คําว่า อาวุโส ของท่านมันอาวุโสอะไร อาวุโสด้วยตําแหน่ง หน้าที่ราชการหรือระยะเวลาที่รับราชการมา หรืออาวุโสด้วยอายุอานาม หรืออาวุโส ด้วยผลงาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเห็นว่าอาวุโสโดยตําแหน่งหน้าที่ราชการแล้วขึ้นมา เป็นอาวุโสอันดับ ๑ นะครับ ถ้าหากว่าท่านจะให้ความเป็นธรรมเขาเลย ท่านตั้งคนนั้นไปเลย มิฉะนั้นแล้วข้อเสนอของกรรมาธิการที่กังวล พอตั้งอาวุโสแล้วกลัวว่าคนอาวุโสมันเก่งไม่จริง กลัวคนอาวุโสมาแล้วทํางานไม่ได้ ความรู้ความสามารถไม่ถึง ก็เลยเขียนว่าอาวุโสประกอบ ความรู้ความสามารถ ไป ๆ มา ๆ อาวุโสจริง ๆ ไม่ได้หรอกครับ ความรู้ความสามารถมาอันดับ ๑ อันนี้ก็กราบเรียนท่านกรรมาธิการเผื่อไปพิจารณานะครับ ผมก็ไม่ได้ว่าท่านทําถูกทําผิดหรอก แต่เพียงแต่ว่าพออ่านแล้วเราอยากจะได้อะไรที่มันชัดเจน ตํารวจเขาก็จะได้สบายใจ หรือว่า ในลําดับล่าง ๆ ไป ถ้าใครอาวุโสในตําแหน่งนั้น แสดงว่าเขาไล่เลี่ยกันมาแล้วครับ ผลงาน เขามีมาแล้ว ก็ให้เขาขึ้นตําแหน่งอันสมควรเสีย แต่ข้อสําคัญถ้าหากว่าท่านจะเอาเหตุผลอื่น ประกอบอาวุโส ผมว่าเหตุผลนั้น ๑. ท่านต้องดูผลงานที่ผ่านมา ก็คือต้องมีการทําประวัติ การทํางานอย่างชัดเจน มีผลงานที่ชัดเจนว่าทําอะไรบ้าง อันที่ ๒ ต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย ถ้าใครมีประวัติด่างพร้อยถูกร้องเรียนมาอะไรมานี้นะครับ อันนี้คือจะไม่เอาแล้ว ข้อที่ ๓ สําคัญครับ ท่านต้องให้มีการประเมินจากพี่น้องประชาชน ผมไม่ได้พยายามไปยึดโยงอะไร กับประชาชนนะครับ แต่ผมคิดว่าประชาชนนั้นเขาสัมผัสตํารวจ โดยเฉพาะตํารวจในระดับ ท้องถิ่น ในระดับพื้นที่ ตํารวจเขาก็จะได้รับการพิจารณาจากประชาชนอีกระดับหนึ่ง อันนี้ มันก็จะทําให้มีประวัติการทํางานของตํารวจที่ดีขึ้น แล้วสุดท้ายครับ การแต่งตั้งโยกย้าย สําหรับตํารวจที่มีประวัติด่างพร้อย ท่านต้องเอาเข้ากรุไปเลยครับ ถ้าหากว่าย้ายจาก จังหวัดหนึ่งผลงานไม่ดี ประวัติไม่ดี เอาไปอยู่จังหวัดอื่น ๆ ผลกรรมก็จะไปตกกับพี่น้อง ประชาชนในจังหวัดนั้น อันนี้ก็ฝากไว้ ด้วยระยะเวลาจํากัดนะครับ ก็กราบเรียนว่าสิ่งที่ กรรมาธิการได้ทํารายงานแล้วพยายามให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาร่วมกันนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นแนวทางที่เราต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ว่าการปฏิรูปกิจการ ตํารวจนั้นไม่ใช่แค่รายงานเพียงรายงานนี้ฉบับเดียวแล้วจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ตํารวจให้ดีขึ้นทั้งระบบ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกยกมือ ๒ ท่านนะครับ คือท่านวันชัย สอนศิริ และท่านคํานูณ สิทธิสมาน ผมยังไม่ทราบว่าท่านจะอภิปรายหรือว่าจะชี้แจงเรื่องประการใด ขอเชิญ ท่านวันชัยก่อนครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสกระผมชี้แจง ความจริงแล้วประเด็น ของการเสนอในวันนี้ ผมเองไม่ตั้งใจจะอภิปรายเลยครับท่านประธาน แต่เผอิญถ้าผม ไม่อภิปรายจะเสียหายต่อผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอย่างมากเลย เพราะว่าผมเองเดินไป ที่ไหนหลาย ๆ คนสมาชิกก็จะถามว่าคุณวันชัยไม่อภิปรายหรือ มีบางคน มีทั้งสมาชิก มีทั้ง กรรมาธิการที่นั่งข้างบนพูดกันมากว่าทําไมคุณไม่อภิปราย ถูกใครปิดปากหรือ มีผู้ใหญ่ที่ไหน ห้ามคุณพูดหรือ นี่ท่านประธานจะเห็นเลยนะครับ ถ้าผมไม่พูดนี่เสียหายต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ของบ้านของเมืองอย่างมากเลยนะครับ ท่านประธานคงอนุญาตให้ผมพูดพอสังเขปนะครับ กราบขอบพระคุณมาก

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัยครับ ขออนุญาตให้ท่านคํานูณ ก่อนจะอนุญาตให้อภิปรายนะครับ ขอสอบถามท่านคํานูณนิดหนึ่งว่าจะชี้แจงประเด็นพาดพิงหรือว่าอย่างไรนะครับ หรือว่า จะรอท่านวันชัยอภิปรายก่อน

นายวันชัย สอนศิริ

คือผมชี้แจงประเด็นนี้ แล้วก็จําเป็นต้องอภิปราย เพราะไม่อภิปรายผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเสียหาย นึกว่ามาปิดปากผม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เข้าใจครับ เดี๋ยวขออนุญาตถามท่านคํานูณ ให้ท่านชี้แจงนิดเดียวครับ

นายวันชัย สอนศิริ

อ๋อ คนละคนครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวจะอนุญาตให้ท่านอภิปรายครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธาน กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเองทีแรกไม่คิดว่าจะอภิปรายเพราะว่าได้ปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะโฆษก สปท. แถลงไปมาก เมื่อเช้านี้ก็ ๓ รายการนะครับ และที่โยนให้ ท่านกรรมาธิการไปเนื่องจากท่านทํางานโดยตรงก็อีกหลายรายการ แต่ว่าหลังจากใคร่ครวญ ดูทั้งหมดแล้ว กระผมมีข้อสงสัยในประการสําคัญ แล้วก็อาจจะมีข้อไม่เห็นด้วยในประการ สําคัญที่จะต้องขอความกรุณาแลกเปลี่ยนกับท่านกรรมาธิการ ท่านประธาน ขออนุญาต ให้ท่านวันชัยก่อนก็ได้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็ตามอาวุโสแล้วกันนะครับ ขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานเองก็ดี รวมทั้ง ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วก็ดี บอกว่าเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีรับว่าจะทําการปฏิรูป ตํารวจ แม้แต่ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า จะทําการปฏิรูปตํารวจให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาปีครึ่ง ก็แปลว่าในระยะเวลาที่เหลือ ท่านประธานครับ ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กํากับดูแลตํารวจ รับต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศแล้ว จะปฏิรูปตํารวจครับท่านประธาน และท่านประธาน ไม่ให้ผมเชียร์ (Cheer) ได้อย่างไรครับท่านประธาน ตรงตามที่ท่านประธานพูดเป๊ะเลยครับ ท่านประธานพูดเมื่อเช้านี้ว่าจะประสานอย่างนั้น มีการประชุม ๓ ฝ่าย ๒ ฝ่าย เรื่องนี้ เข้าไปแล้วอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นความสุข เป็นความชื่นใจ พูดง่าย ๆ ว่าผมเห็นแสงเรือง ๆ ที่พอจะเห็นว่ามีการปฏิรูปตํารวจจะสําเร็จภายในระยะเวลาที่รัฐบาลนี้เหลือ ต้องเชียร์ (Cheer) ครับ และที่สําคัญที่สุดผมอยากจะขอร้องท่านประธานเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ท่านประธานทินพันธุ์ หรือท่านประธานอลงกรณ์ ท่านประธานวลัยรัตน์ก็ตาม ขออภัยที่ เอ่ยนาม ช่วยผลักดันเรื่องนี้ให้สําเร็จตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีแถลงทีเถอะ เพราะ ไม่อย่างนั้น ท่านประธานครับ ถ้าเรื่องนี้ทําการปฏิรูปไม่สําเร็จหรือทําไม่ได้ การปฏิวัติครั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียหายหมดเลยครับท่านประธาน ล้มเหลว คนผิดหวัง ดังนั้นถ้าทําเรื่องนี้สําเร็จได้ ผมยืนยัน เลยครับว่าเราเองก็พลอยมีหน้ามีตาและได้รับอานิสงส์จากการชื่นชมของพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งประเทศด้วย เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องแรงที่สุดครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ความจริงแล้วการแต่งตั้ง โยกย้าย ซื้อขายตําแหน่ง การวิ่งโน่นนี่สารพัด ผมว่าทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกองค์กร ผมเชื่อว่ามีครับท่านประธาน ท่านประธานเคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ มาแล้ว ท่านประธานก็คงจะยืนยันได้ว่า มี ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตํารวจสักเท่าไรหรอก แต่ว่า องค์กรอื่น กระทรวง ทบวง กรมอื่นไม่แรงเหมือนตํารวจ ตํารวจเวลาวิ่งเต้นซื้อขายมันโด่งดัง และมันอึกทึกครึกโครม ภูมิใจนะครับท่านประธาน มีวันนี้เพราะพี่ให้ ติดประกาศจ๋าเลยครับ ภูมิใจครับ ทั้ง ๆ ที่ทํานี่แบบโอ้โฮ ไม่อายตัวเองเลยครับ แต่ภูมิใจครับว่ามีเส้นมีสาย มีพวกมีพ้อง แล้วมีวันนี้เพราะพี่ให้ ผมดูคลิป (Clip) แกนนําบางคนอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้ มีราคาค่างวดอะไรเลยท่านประธาน โยกย้ายผู้การจังหวัดได้ พูดในคลิป (Clip) เสียด้วยครับ ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้ครับ ชื่อคล้าย ๆ ผมนี่ละ พูดในคลิป (Clip) ชัดเลย จะย้ายผู้การคนไหน จะย้ายผู้กํากับการคนไหน เป็นอะไรอ้ายหมอนี่ครับ แต่ตํารวจต้องไปสวามิภักดิ์กับแกนนํา เป็นเรื่องอัปยศมากครับท่านประธาน เอาละครับ เรื่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เรารู้ ๆ กันอยู่ แปลว่ามีการซื้อขาย มีการวิ่งเต้น มีการโยกย้าย มีการใช้เส้นกันสารพัด ท่านประธาน คงทราบแล้วนะครับ การเมืองถ้ามันมาด้วยเงิน มันก็มาหาเงิน ท่านประธานก็ทราบ นักการเมืองมีตําแหน่งแห่งหนโดยใช้เงินซื้อ เขามามีตําแหน่งแห่งหน เขาก็มานั่ง หาเงินครับ มานั่งอยู่ในตําแหน่งตรงนี้แล้วก็มานั่งมองสตางค์ งบประมาณที่เสนอตรงนี้ ตัวรัฐมนตรีก็นั่งมองว่าจะกินงบประมาณตรงไหน เพราะเขามาจากเงิน นักการเมือง ถ้ามาจากเส้นมาจากสาย มาจากพวก เจ้าพ่อเจ้าแม่ในระดับจังหวัด เวลาเขามีตําแหน่งแห่งหน เขาจะทําเพื่อใครครับท่านประธาน เขาก็ทําเพื่อเจ้าพ่อเจ้าแม่ สนองเจ้ามือหวยใต้ดิน หวยเถื่อน บ่อน ซ่อง สารพัด นี่คือนักการเมือง ตํารวจละครับท่านประธาน ถ้ามาจากเงิน จะมีตําแหน่งแห่งหนก็มานั่งหาเงินครับท่านประธาน ถ้าเขาได้เงินมาจากบ่อน จากซ่อง มาจากการกระทําผิดกฎหมายต่าง ๆ เขามีตําแหน่งแห่งหนก็ไปปกป้องคนเหล่านั้น มันจึง ไม่ต่างอะไรกันกับการเมืองที่เลวร้ายที่เรากําลังพูดถึงอยู่ ผมจึงดีใจครับที่ท่านกรรมาธิการ นําโดยท่านวิรัชได้นําเรื่องนี้มาสอดรับกับท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี กําลัง บอกว่าจะต้องทํา ท่านช่วยผลักดันให้มันเกิดสักทีครับ จะได้ไม่เหมือนกับเอาเรื่องของ การปฏิรูปไปโยนไว้ที่เสาไฟฟ้า เหมือนที่ท่านประธานทินพันธุ์พูดบ่อย ๆ ท่านประธานครับ ผมดูในวงประชุมสัมมนาของนักวิชาการกระบวนการยุติธรรมนี่เยอะ ผู้พิพากษานี่พูดเลย ครับท่านประธาน บางทีท่านฟังการตัดสินพิจารณาคดีนี้ท่านบอกว่าท่านตัดสินเป็นอย่างอื่น ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงหรือความจริง ขอใช้คําว่า ความจริง ท่านวิรัชคงเป็นพยานได้ที่ผมพูด คํานี้ ท่านบอกว่า ความจริงนี่กว่ามันจะมาถึงศาล ความจริงแล้วมันถูกเปลี่ยนแปลงไป เสียแล้วตั้งแต่ต้นทาง หรือกลางทางก็ตาม ศาลก็ไปเห็นตามที่ความจริงนั้นมันปรากฏ อันนี้ จึงเป็นเรื่องเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าตราบใดต้นทางของกระบวนการยุติธรรมซึ่งไม่ได้ ตรงไปตรงมา เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายทําให้เขาเกิดการเบี่ยงเบนไป ท่านประธานก็คงทราบ อยู่แล้วครับท่านประธานครับ ว่าข้าราชการเรานั้นทํางานด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี เมื่อสักครู่นี้ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเรืองศักดิ์ได้พูดไว้แล้ว ทําแล้วด้วยเกียรติยศ ด้วยศักดิ์ ด้วยศรี เกียรติยศนี่แปลว่าคนอื่นเขายกให้ แล้วมียศมีเกียรติ แต่การเอาเงินมาซื้อเกียรติยศ การเอาเส้นเอาสายมามีเกียรติ มันไม่ได้มีเกียรติอะไรเลยครับ มันน่าอายมาก และข้าราชการนั้น เขาทํางานเพื่อประชาชนและทํางานโดยอาศัยกฎ กติกา และสุดท้ายนั้นอาศัยหลักของ คุณธรรม จริยธรรม แต่ถ้าวันหนึ่งข้าราชการโดยเฉพาะตํารวจ เบี่ยงเบนไปใช้พฤติกรรมของ พ่อค้าคือทํางานเพื่อหวังเงินและกําไร ทําเพื่อตัวเอง เพื่อยศ เพื่อตําแหน่ง เพื่อครอบครัว และหาช่องว่างทางกฎหมาย สุดท้ายใช้ใต้ดินบนดิน ใต้โต๊ะบนโต๊ะเมื่อไรบ้านเมืองก็หาย ผมจึงขอสนับสนุนต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่ทําเรื่องนี้อย่างยิ่งยวดเต็มกําลังครับ และขอให้ท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานอลงกรณ์ ซึ่งเป็นกรรมการ ประสานในหลายฝ่ายนี่ผลักดันเรื่องนี้ให้สําเร็จในยุคนี้ให้จงได้ จะเป็นประโยชน์โภชน์ผล ท่านจะได้ไม่เศร้าใจเหมือนไปนครสวรรค์ และท่านจะภูมิใจว่ามีตํารวจเพชรบุรี ไม่จําเป็นต้อง วิ่งเต้นท่านอลงกรณ์ ไม่จําเป็นต้องวิ่งเต้นนักการเมือง แล้วจังหวัดเพชรบุรีก็จะมีตํารวจดี ๆ ไว้ดูแลประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีต สปช. อดีต กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รายงานฉบับนี้เป็น ๑ ในไม่กี่ฉบับที่ผม ใช้เวลาศึกษาอย่างละเอียด แล้วก็ชั่งน้ําหนักอยู่พอสมควรว่าจะอภิปรายหรือไม่ประการใด สนับสนุนทั้งหมดหรือมีข้อสังเกตบางส่วนนะครับ ก็อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่าตั้งแต่ วันพฤหัสบดีมานี้กระผมก็ได้แถลงข่าวในเชิงสนับสนุนมาโดยตลอดนะครับ แต่จนกระทั่ง ถึงนาทีสุดท้ายนี้กระผมไม่อาจจะสลัดข้อข้องใจของการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารง ตําแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไปได้ กล่าวคือ โดยภาพรวมการเลื่อน ตําแหน่งข้าราชการตํารวจในรายงานนี้ก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ตั้งแต่สารวัตรขึ้นถึง ผู้บัญชาการ ให้ใช้เรียงลําดับตามบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤติ ส่วนตน ๗๐ ข้ามลําดับได้ ๓๐ กระผมเห็นด้วย เพราะว่าในบัญชีเรียงลําดับอาวุโสนั้นก็ได้มีการถ่วงน้ําหนักระหว่างอาวุโสกับความดี ความชอบ และความไม่ดีความไม่ชอบเรียบร้อยแล้ว ก็คือถ้าทําผิดถูกลงโทษทางวินัย ลดอาวุโสได้ ๑ ปีไม่มีจํากัด แต่ถ้ามีความดีความชอบ มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ มีคณะกรรมการที่มีความโปร่งใสสามารถเลื่อนอาวุโสบวก ๑ ปี ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวน ทั้งหมด กระผมกล่าวถูกนะครับ อันนี้เห็นด้วย ทีนี้เมื่อไปดูข้อ ๑ ข้อ ๒.๑.๓ ข้อ (๑) ในรายงานหน้า ๔ ท่านแยกออกไปแตกต่างกันก็คือว่า ข้าราชการตํารวจที่จะแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไป ให้พิจารณาเรียงตามลําดับอาวุโส ก็แปลว่า ให้เรียงตามลําดับอาวุโสเท่านั้น และเรียงตามลําดับอาวุโสในที่นี้เมื่อพิจารณาโดยลายลักษณ์ อักษร ก็หมายถึงว่าเป็นเรียงตามลําดับอาวุโส ไม่ได้มีคําว่า ประกอบความรู้ความสามารถ และความประพฤติ ทีนี้สิ่งที่กระผมชั่งน้ําหนักแล้วก็จะต้องเรียนถามท่าน แล้วก็ขออภิปราย ในเชิงไม่เห็นด้วย ถ้าเผื่อสิ่งที่กระผมนี้เข้าใจผิด ถ้าเข้าใจผิดกระผมก็จะปรับความเข้าใจต่อไป ก็คือว่าตั้งแต่โตขึ้นมาเป็นสารวัตรจนถึงผู้บัญชาการ จะได้รับการเลื่อนตําแหน่งเวลามี ตําแหน่งว่างอยู่ในบัญชีอาวุโสบวกความรู้ ความสามารถและความประพฤติส่วนตัวหมด คือมีการถ่วงน้ําหนักกัน ๗๐ ต่อ ๓๐ นั้นข้ามได้ แต่พอจะขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติกลายเป็นเรื่องอาวุโสอย่างเดียว และจากผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติที่จะ ขึ้นไปเป็นรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นจเรตํารวจ เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ก็อาวุโสอย่างเดียว กระผมเห็นว่ามีปัญหาครับ เพราะว่าได้สอบถามจากผู้รู้ในวงราชการแล้ว ถ้ากระผมไม่เข้าใจผิด ก็ไม่มีตําแหน่งปลัดกระทรวงอื่น ไม่มีตําแหน่งอธิบดีอื่นของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ที่ถูกระบุไว้ว่าเวลาจะเลือกขึ้นไปดํารงตําแหน่งซึ่งเป็นตําแหน่งโปรดเกล้าฯ จะต้องไปตามลําดับอาวุโสอย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหลักอาวุโส อันนี้แน่นอนอยู่แล้วครับ แล้วก็ชั่งน้ําหนักกับความรู้ความสามารถแล้วที่สําคัญที่สุดก็คือความเหมาะสม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง ตําแหน่งโปรดเกล้าฯ เหล่านี้ก็จะมีรัฐธรรมนูญบังคับไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็อยู่ที่มาตรา ๑๘๐ กระผมจะไม่อภิปรายในเชิงนั้น แต่ว่าเขา ก็ต้องให้คณะกรรมการก็ดี หรือว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นฝ่ายการเมืองก็ดี เขาสามารถ ใช้ดุลยพินิจในการเลือกจากบุคคลที่เขาคิดว่ามีความเหมาะสมที่จะทํางานกับเขาได้ กระผม มีความคิดแล้วก็มีหลักคิดที่มั่นคง ผมเคยอภิปรายท่านมาครั้งหนึ่งว่า คือเราไม่สามารถจะ มองได้ว่าฝ่ายการเมืองเลวทุกอย่าง ไม่สามารถจะมองได้ว่าฝ่ายการเมืองเขามาแทรกแซง ข้าราชการประจําทุกอย่าง แต่จะต้องมองอีกมุมหนึ่งว่าถ้ามันมีการพัฒนาการเมืองไปแล้ว แล้วฝ่ายการเมืองเขาต้องรับผิดชอบต่อประชาชนถ้าเขามาจากการเลือกตั้ง หรือถ้าเขา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนระบอบปัจจุบัน เขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เขาต้อง รับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในการแถลงนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการตํารวจ ใกล้ชิดกับประชาชนทุกระดับ เขาต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ทีนี้ในเมื่อข้าราชการตํารวจมีความสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ทุกระดับ แล้วหัวบนสุดของข้าราชการตํารวจคือผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รวมทั้งตําแหน่ง ตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไป เขาสมควรที่จะได้เลือกด้วยตัวเขาเองหรือไม่ บ้างครับ ว่าเขาต้องการให้บุคคลผู้ใดได้ดํารงตําแหน่งอันสําคัญนั้น เพราะว่าหัวขององค์กรก็มีความสําคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตาม นโยบาย เขาต้องรับผิดชอบสารพัดอาจจะติดคุกได้ทุกเวลา แต่ท่านไม่ให้สิทธิเขาเลือกคน ที่จะเป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเลยหรือครับ ตั้งแต่ขึ้นไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาตินี้อาวุโสอย่างเดียว จากผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็อาวุโสอย่างเดียว กระผม มีข้อจะหารือท่านว่ามันเป็นการจํากัดเกินไปหรือไม่ครับ และไม่ว่าท่านจะออกแบบการเลือก ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติตามโครงสร้างใหม่ของท่านอย่างไร ปัจจุบันเป็น ก.ต.ช. นะครับ ตามแผนปฏิรูปของท่าน ท่านต้องการให้เป็น ก.ตร. จะมีองค์ประกอบเข้ามากี่คนก็สุดแท้แต่ แต่องค์ประกอบเหล่านั้นไม่สามารถพิจารณาให้เป็นไปตามความเหมาะสมหรือความควร จะเป็นได้ เพราะว่าติดด้วยที่ท่านล็อกตายตัวไว้ในกฎ ก.ตร. ให้เป็นอาวุโสอย่างเดียว อันนี้ คือความในใจของกระผมที่อยากจะหารือกับท่านว่าเราก็ต้องมองฝ่ายการเมืองเขาในฐานะ ที่เขาต้องมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อรัฐสภา ถ้าเขา ไม่สามารถที่จะเลือกได้เลยมันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วที่สําคัญก็คือว่าจะเป็นการเขียนกฎ ก.ตร. ขึ้นมาซึ่งไม่ใช่ระดับพระราชบัญญัติ ไม่ใช่ระดับรัฐธรรมนูญนะครับให้มีลักษณะพิเศษขึ้นเป็น หน่วยงานแรกหรือไม่ ท่านประธานครับ เรื่องการเมืองกับข้าราชการประจํา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการประจําที่เกี่ยวกับความมั่นคงเป็นปัญหามาโดยตลอด สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๑ เขาก็แก้ปัญหาด้วยการตราพระราชบัญญัติระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม อันนั้นคือการโยกย้าย แต่งตั้งนายทหารนะครับ ผมจะเปรียบเทียบให้ดู เขาก็ให้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างระดับเฮด (Head) ของข้าราชการประจํา คือ ผบ. ๓ เหล่าทัพ ผบ. สูงสุด และปลัดกระทรวงกลาโหม บวกกับอีก ๒ ตําแหน่งที่มาจาก การเมือง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ๗ ตําแหน่งนี้ที่จะมีมติในการแต่งตั้ง โยกย้ายนายทหารระดับนายพล ซึ่งเขาก็ไม่ได้กําหนด ครับว่าจะต้องมาจากอาวุโสอย่างเดียว ตั้งแต่ระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการเหล่าทัพขึ้นไป แต่ก็ใช้ การชั่งน้ําหนัก การถ่วงน้ําหนัก แล้วก็เป็นมติร่วมกัน ซึ่งถ้าดูโดยตัวเลขก็ฝ่ายประจํามากกว่า ฝ่ายการเมืองอยู่แล้ว โดยเฉพาะในบางยุคบางสมัยหรือหลายยุคหลายสมัยมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมคนเดียว จนกระทั่งเกิดเป็นประเพณีในยุคหลัง ๆ มาว่าต้องมีการตั้ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าไปด้วยเพื่อดุลมันจะได้เป็น ๒ ต่อ ๕ เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นประเด็นเดียวที่กระผมยังค้างคาใจอยู่ ไม่อาจจะสนับสนุนรายงานนี้ได้ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จนกว่าท่านจะสามารถชี้แจงได้ ผมย้ําอีกทีนะครับ ระดับสารวัตรขึ้นมา จนถึงระดับผู้บัญชาการกระผมเห็นด้วยครับ ๗๐ ต่อ ๓๐ และเป็น ๗๐ ที่เป็นอาวุโส ที่ถ่วงน้ําหนักด้วยความรู้ความสามารถและความประพฤติส่วนตัวแล้ว แต่ตั้งแต่ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไปผมดูที่ท่านเขียนอธิบายไว้นะครับ ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจครับ ไม่ได้ตอบคําถามครับ ท่านบอกว่าการแต่งตั้งโดยหลักอาวุโสและประสบการณ์ของระดับ ผู้บัญชาการขึ้นไปนี้กําหนดโดยพื้นฐานของหลักการว่าข้าราชการตํารวจที่สามารถรับราชการ จนเจริญเติบโตมาได้ในระดับดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นระยะเวลา นานพอสมควร สั่งสมประสบการณ์ในการทํางานในแต่ละระดับตําแหน่งมา และมีความรู้ ความสามารถทั้งสิ้น ทําให้พิจารณาได้ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ทํางานใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน ขีดเส้นใต้ ๑๐๐ เส้นสีแดงบอกว่า อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน ท่านเขียนไว้อย่างนี้ แต่ท่านไปล็อกว่าให้พิจารณาตามอาวุโสอย่างเดียว ก็แล้วถ้าอาวุโส มากกว่า แต่มันมีปัญหาเรื่องความประพฤติและการปฏิบัติตนตามที่ท่านเขียนอธิบายไว้เอง จะทําอย่างไรครับ กระผมก็มีอีกหลายเรื่อง แต่ว่าสรุปคือเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ยอมรับว่า ยังค้างคาใจอยู่ ถ้าท่านชี้แจงให้สามารถเข้าใจได้ก็ยินดีสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าชี้แจงแล้ว กระผมยังเห็นต่าง ก็ยินดีสนับสนุนอยู่ดีครับ แต่ว่าขอให้บันทึกไว้ในรายงานที่ท่านจะส่งไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีภายใน ๗ วันนับจากนี้ไป เพราะผมต้องการให้ฝ่ายการเมืองเขาได้ มีโอกาสเลือกคนที่จะสามารถทํางานร่วมกับเขาและปฏิบัติตามนโยบายที่เขาต้องรับผิดชอบ ต่อประชาชนและต่อสภาได้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกที่จะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

เราได้ใช้เวลาในการอภิปรายพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และท่านเป็นรองประธาน ศาลฎีกานะครับ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธาน ผมขออนุญาต ให้ท่านวรพงษ์กับท่านอํานวยเป็นผู้ตอบครับ ขออนุญาตครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ได้ครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติครับ

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ท่านสมาชิกครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๕ ท่านนะครับที่ได้กรุณาให้ความคิดเห็น ซึ่งเป็นประโยชน์ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าในการพิจารณาเรื่องนี้มันใช้ดุลยพินิจล้วน ๆ ประกอบประสบการณ์ ประกอบข้อเท็จจริงที่ผ่านมาว่าแต่ละหลักเกณฑ์ แต่ละอย่างนั้น มันปรับแก้ มันเปลี่ยนมาตลอด อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ แม้แต่หลักเกณฑ์การพิจารณา อาวุโสนี้ก็เพิ่งแก้ไขล่าสุดเมื่อกรกฎาคม ๒๕๕๗ ตามประกาศ คสช. ที่ ๘๙ ถ้าเจ้าหน้าที่ จะกรุณาขึ้นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อีกสักครั้งหนึ่ง

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ซึ่งก็ไม่เหมือนกับ ส่วนราชการอื่นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทีนี้ตรงประเด็น ตอบคําถามของท่านคํานูณเลยนะครับ เรื่องนี้ก็ถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้เราก็เลยตกลงว่า ถ้าอย่างนั้นหลักนี้มันวางไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ยังใช้อยู่จนถึง ปัจจุบัน แล้วผู้วางหลักก็คือประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ ท่านวางไว้ ก็คือคนที่เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติแล้ว หมายถึงผู้บัญชาการระดับบัญชาการนะครับ จะขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้พิจารณาเรียงอาวุโส แล้วก็ยึดถือกันมาโดยต่อเนื่องนะครับ ผมเองเมื่อผมเป็นผู้บัญชาการ ตอนจะขึ้นผู้ช่วยก็ตามอาวุโส พอขึ้นผู้ช่วยเสร็จก็จะเป็น พลเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. นี่ พลตํารวจโท พอจะขึ้นพลเอก มี สบ. ๑๐ ก่อน ตําแหน่งที่ปรึกษา ก็ต้องไปกินตําแหน่ง สบ. ๑๐ ก่อน แล้วก็ขยับขึ้นเป็นรอง ผบ. นะครับ อันนี้เกณฑ์นี้มันใช้มา นานมาก เราคณะทํางาน คณะกรรมาธิการก็เห็นว่ามันใช้แล้วมันก็ไม่มีปัญหานะครับ แต่ในหลัก ที่เขียนนี้นะครับ ถามว่าข้ามได้ไหม ข้ามได้นะครับ เพราะว่าใช้คําว่า ให้พิจารณาเรียงลําดับ หมายความว่ามีว่าง สมมุติว่าระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. มีว่าง ๕ ตําแหน่ง มีผู้บัญชาการอยู่ สมมุติว่าอยู่จริง ๆ ผู้บัญชาการน่าจะประมาณ ๓๐ กว่าตําแหน่งนะครับ ประมาณ ๓๐ กว่าตําแหน่งทั่วประเทศ มีผู้บัญชาการประมาณ ๓๐ กว่าตําแหน่ง เพราะฉะนั้น แคนดิเดต (Candidate) สําหรับผู้บัญชาการที่จะขึ้นผู้ช่วยมีอยู่แค่นี้ ผู้บังคับบัญชาทั้งหมด ผบ.ตร. หรือว่านักการเมืองก็จะรู้จักตัวเกือบหมดเลยว่า ๓๐ กว่าคนนี้ ระดับพลโท ทั่วประเทศที่ทํางานจะรู้จัก ก็จะพิจารณา กับหลักที่เขียนคือพิจารณาเรียงตามลําดับ อาวุโส คนที่ ๑ เป็นอย่างไร เขามีข้อบกพร่องอะไร อย่างไรนะครับ ทีนี้ที่ผ่านมาการปฏิบัตินี้มักจะ ผ่านหมด เพราะถือว่าคนที่เติบโตมาแล้วผ่านการประเมินแบบใช้ความรู้ความสามารถ ประกอบมาแล้ว ยิ่งถ้าใช้หลักเกณฑ์ตัวนี้ คนที่ผ่านมาตั้งแต่รองสารวัตร มาเป็นสารวัตร อายุของคนที่เป็นผู้บัญชาการก็ประมาณ ๕๐ อัป (Up) ทั้งนั้นล่ะครับ ๕๐ อัป (Up) ๕๒ ๕๓ เพราะฉะนั้นก็ผ่านการทํางานมา เพราะฉะนั้นถ้าใครมีความรู้ความสามารถก็จะแซงขึ้น มาแล้ว แซงเพื่อนรุ่นเดียวกัน แซงขึ้นมาอยู่ระดับท็อป (Top) แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ หลักใช้อยู่อย่างนี้ แต่ถามว่าข้ามได้ไหมถ้าเกิดจําเป็นจริง ๆ ถ้ามีความประพฤติเกิดชัดเจน ในหลักนี่ใช้พิจารณาเรียงอาวุโส ผมไม่แน่ใจว่าตลอดเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาก็มีข้ามได้ ใช่ไหมครับ อันนี้เราเขียนตามหลักกฎ ก.ตร. เดิม อันนี้ก็ตอบคําถามท่านคํานูณนะครับ

ประเด็นต่อไปนะครับ ที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาซักถามหรือว่าให้คําแนะนํา ผมจะขออนุญาตตอบรวม ๆ นะครับ เพราะถ้าไล่ ๑๕ ท่านเดี๋ยวพอดีท่านไม่ได้ทานข้าวกัน รวม ๆ เลยสิ่งที่ผมต้องขอบคุณมาก ๆ ก็คือเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเรื่องของเกณฑ์การประเมิน แน่นอนเลยตรงนี้สําคัญที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นเราในฐานะกรรมาธิการไม่สามารถจะมา เขียนเกณฑ์การประเมินให้กับ ๓๐ กว่ากองบัญชาการได้ เราไม่สามารถจะเขียนได้ ในที่สุด เราจึงต้องเสนอว่า หรือแม้แต่ ตร. เองก็คงไม่สามารถจะสร้างเกณฑ์อย่างละเอียดให้กับ ทุกกองบัญชาการได้ เพราะฉะนั้นเราจึงกําหนดให้เป็นหน้าที่ของแต่ละกองบัญชาการเป็นผู้ที่ ศึกษาและสร้างเกณฑ์ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามเราก็เปิดโอกาสให้ตัว ก.ตร. สามารถที่จะ กําหนดได้เหมือนกัน หมายถึงกําหนดเป็นนโยบายว่าเกณฑ์การประเมินอย่างน้อยต้องมี อะไรบ้าง แต่ขณะเดียวกันในรายละเอียดนั้นเป็นหน้าที่ของกองบัญชาการ ซึ่งเราก็ระบุ ไว้แล้วว่าในขั้นตอนของการกําหนดเกณฑ์นั้นเขาจะต้องเชิญภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ก.ตร. หรือผู้ว่าราชการจังหวัด มาร่วมกันคิดเกณฑ์การประเมิน ว่าในพื้นที่เราตํารวจภูธรภาค ๔ พื้นที่อีสานเราควรจะมีเกณฑ์การประเมินอะไรเพื่อมาใช้ แล้วก็เมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. ก็ต้องประกาศนะครับ ทีนี้สิ่งที่เราหารือกันอย่างนี้เราก็เห็นด้วย ในเรื่องของการประเมินแบบ ๓๖๐ องศา นั่นหมายความว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้ให้ข้อมูลการประเมินกับผู้บังคับบัญชาว่ามีลีดเดอร์ชิป (Leadership) ไหม มีความ เป็นผู้นําไหม เวลาทํางานกับผู้บังคับบัญชาคนนี้แล้วเขาเกิดขวัญกําลังใจหรือเขาเกิดความ ท้อแท้ หมดหวัง ไม่อยากทํางานด้วย มันมีอยู่จริงนะครับ พอเจอนายคนนี้ทําอย่างไร จะหลบได้ แต่เจอนายคนนี้ขอไปด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะมีอยู่ในหลักเกณฑ์การประเมิน ซึ่งผมก็จะขออนุญาตว่าเดี๋ยวจะไปขอเพิ่มเติมตรงนี้ให้ชัดขึ้นนะครับ

ในเรื่องของบางท่านที่สงสัยในเรื่องของทําไมใช้หลักอาวุโสอย่างเดียว หรือบางท่านว่าทําไมไม่เอาคะแนนมา อันนี้ก็ชัดเจนแล้ว เผอิญที่ท่านคํานูณได้อธิบายผมว่า ก็ชัดยิ่งขึ้นแล้วครับว่า หลักครั้งนี้ไม่ใช่หลักอาวุโสนะครับ นี่คือหลักความรู้ความสามารถเลย ถ้าเอาหลักอาวุโสอย่างเดียวอย่างที่ผมนําเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่ามันไปไม่ได้หรอก ชาติไม่มี ทางพัฒนาเลยถ้าเราไม่ให้คนเก่ง คนดีขึ้นมาทํางาน แน่นอนคนเรารุ่นเดียวกันมันก็มีเก่งกับ ไม่เก่ง แน่นอน แล้วความประพฤติด้วยนะครับ เราต้องส่งเสริมคนเก่ง คนดี คนดีก็คือคนมี ความประพฤติดีให้ได้มีโอกาสขึ้นมาปกครองบ้านปกครองเมืองใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น หลักนี้ชัดเจน แต่การบาลานซ์ (Balance) น้ําหนักตรงนั้นเอง ซึ่งถ้าจะดูตามที่ผมนําเรียนนะครับ ก็จริง ๆ มันอาจจะไม่ถึงกับ ๕๐ ต่อ ๕๐ แต่จริง ๆ มันก็คือ ๕๐ ต่อ ๕๐ ก็คือมันอยู่ใน ๗๐ แล้ว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันจะอยู่ใน ๓๐ เปอร์เซ็นต์หลังอีก ๓๐ รวมกัน นี่คือความรู้ ความสามารถล้วน ๆ ก็คือ ๕๐ นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็คิดได้เท่านี้นะครับ ก็เลยเสนอ อย่างนี้นะครับ แล้ว ก.ตร. ที่มีคุณธรรม ก.ตร. ผมก็ได้ยึดว่าเราได้เสนอในวาระการปฏิรูปที่ ๒ ไปแล้ว ก็คือโครงสร้างที่มาของ ก.ตร. เรายึดตามนั้น ก็คือการเลือกตั้งจากรอง ผบ. ที่เกษียณ ไปแล้วมาเป็นประธาน ก.ตร.

บางท่านถามเรื่องการหมุนเวียนข้ามกองบัญชาการ สามารถข้ามได้ครับ แต่จะไปแต่งตั้งแล้วไปขึ้นเลยไม่ได้นะครับ หลักอันนี้สําคัญ เพราะว่าที่ผ่านมามันมีการวิ่งเต้น ไปปิดหัว เช่น มองว่าตัวเองอยู่ในนครบาล สมมุติ ผมยกตัวอย่างนะครับ รองสารวัตรที่จะขึ้น สารวัตร เป็นรองสารวัตรมา ๑๖ ปี ยังไม่ได้เป็นสารวัตรเลย แต่ภาคอีสาน ภาค ๔ สมมุติ ตํารวจภูธรภาค ๔ บางครั้งเป็น ๑๐ ปี อาวุโสสูงสุดรองสารวัตรของภาคอีสาน ภาค ๔ สูงสุด แค่ ๑๐ ปี นั่นหมายความว่า ๑๑ ปี ๑๒ ปี ๑๓ ปี เป็นสารวัตรหมดแล้ว แต่นครบาล ๑๖ ปี ยังไม่ได้เป็น บางคนก็วิ่งย้ายเพื่อที่จะไปปิดหัวแล้วขึ้นเลย เราก็ห้ามลักษณะอย่างนี้ ถ้าคุณ จะไปอย่างนั้นคุณโดดข้ามไปเลยไม่ได้ คุณจะต้องไปอยู่อย่างน้อย ๒ ปีก่อน ถามว่านี่คือ ไปเรียนรู้งานของพื้นที่เขาก่อนแล้วถึงจะขึ้นได้ การหมุนเวียนทําได้นะครับ การหมุนเวียน คือถ้าไประดับเดิมทําได้นะครับ แต่อย่างน้อยคุณจะต้องดํารงตําแหน่งเดิมนั้นอย่างน้อย ๒ ปีก่อนถึงจะย้ายได้ เช่น คุณเป็นสารวัตรที่ภาคอีสานอย่างน้อย ๒ ปีถึงจะย้ายหมุนเวียน เขาได้นะครับ ที่ผมจะตอบเพิ่มนะครับ

เรื่องของการประเมิน ที่ท่านเสนอเรื่องของการประเมินแอตทิจูด (Attitude) ของวุฒิภาวะทางอารมณ์อะไรตรงนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องลงรายละเอียด ที่เป็นหน้าที่ ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติและ ก.ตร. ที่จะต้องไปกําหนด ผมพยายามดูประเด็นที่เป็น ภาพรวม ๆ นะครับ

เรื่องของจริยธรรมที่มีท่านพูดถึง แน่นอนก็จะต้องอยู่ในหลักการประเมิน เช่นเดียวกัน เพราะว่าอยู่ในหัวข้อของความประพฤติ เรื่องของจริยธรรม

ที่ท่านพูดถึงเรื่องของชั้นประทวนนะครับที่ท่านนิกร จํานง กรุณาพูดถึง ขวัญกําลังใจของชั้นประทวน อันนี้ก็แน่นอนที่สุดนะครับอยู่ในประเด็นเรื่องของระบบ งบประมาณเรื่องของระบบสวัสดิการซึ่งอยู่ในประเด็นที่เรากําลังทําอยู่นะครับ ขณะนี้กําลัง ศึกษาแม้กระทั่งฐานเงินเดือน ความห่างชั้นกันระหว่างฐานเงินเดือนของตํารวจชั้นประทวน กับตํารวจชั้นพลเอกนะครับ จากเป็นตํารวจครั้งแรกเงินเดือนไม่ถึงหมื่น แต่พอเป็นพลเอก รับเงินประจําตําแหน่งด้วยอะไรด้วย แสนกว่า เรากําลังศึกษาว่าค่าความเป็นมนุษย์ มันต่างกันขนาดนั้นเลยหรือ แสนกว่า กินก็กินเท่ากัน ใช้ก็ใช้เท่ากัน กําลังศึกษาเรื่องนี้ คณะทํางานกําลังศึกษาอยู่ว่าควรจะปรับอย่างไรเพื่อให้เขาจบมาครั้งแรกเขาสามารถมีชีวิต อยู่ได้ กินอยู่ค่าความจําเป็นพื้นฐานก็ไปศึกษาเอาผลงานของที่มีการศึกษาไว้แล้วนะครับ อันนี้เป็นการตอบคําถามที่ท่านถามห่วงใยในเรื่องของขวัญกําลังใจของชั้นประทวน ซึ่งอาจจะยังไม่ใช่ในประเด็นนี้นะครับ ก็ขออนุญาตถือโอกาสตอบนะครับ

ผมคิดว่าผมคงได้เรียนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจ แล้วก็ทุกประเด็นที่ท่าน ให้ข้อคิดมาผมต้องขอขอบพระคุณนะครับและจะนําไปสู่การปรับแก้เอกสารต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน นะครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณครับ วันนี้มีเรื่องเดียวคือเรื่องตํารวจ เดิมผมคิดว่าประมาณเที่ยงก็คงจบ เพราะเห็นว่าประเด็น มันไม่มาก แล้วก็คงถูกใจทุกคนก็คือแต่งตั้งโดยใช้หลักอาวุโสบวกความรู้ความสามารถ บวกความประพฤติ ต้องทําความเข้าใจเบื้องต้นนะครับว่าโดยใช้หลักอาวุโส อาวุโสนี้ไม่ได้ หมายความว่ารับราชการมานาน เป็นอาวุโสสําหรับการแต่งตั้ง คนละเรื่องครับ อาวุโส สําหรับการแต่งตั้ง ต้องไปคิดคํานวณกับความรู้ความสามารถและความประพฤติด้วยได้ โรงพักดีเด่นบวกอาวุโสให้อีกปีหนึ่ง รับโล่บวกให้อีกปีหนึ่ง ถูกจับนาตารี ลดไป ๒ ปี เพราะฉะนั้นที่ท่านเสรีบอกว่าทําไมไม่ใช้อาวุโสอย่างเดียวไปเลยจะได้ไม่มีปัญหา อาวุโสของ ท่านเสรีใช้ได้ครับ ได้สิทธิ ไม่ต้องตอบคําถามเรื่องสุขภาพ เราคงเอามาแต่งตั้งไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีคนทํางานเลยครับอยู่ให้แก่แล้วจะได้รับการแต่งตั้ง ขอบคุณครับมวลมหา สมาชิก ผมต้องใช้คํานี้ครับ ไม่ได้ล้อเลียนใครครับ มวลมันแปลว่าเยอะ ๆ มาก ๆ จนนับ ไม่ถ้วน มหา แปลว่า ใหญ่ ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ อภิปรายกัน ๑๕ ท่านแล้วไม่อภิปราย แต่ฝากมา ๑ ท่าน ต้องขอเอ่ยนามครับ เพราะท่านฝากมาด้วยแล้วเราก็ลงในรายงาน แล้วด้วย ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ ท่านฝากเรื่องการประเมินผลงานของผู้บังคับบัญชา ต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนด้วย นี่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เราจะท็อปดาวน์ (Top down) อย่างเดียวไม่ได้ครับเราต้องบอตทอมอัป (Bottom up) ด้วย ผมมีหน้าที่ตอบอยู่ ๓ ท่านครับคือ ท่านเรืองศักดิ์ ผมฟังท่านจนจบแล้วผมจับประเด็นไม่ได้ ก็จะไม่ตอบ ท่านเสรี ผมตอบไปแล้วครับ เรื่องอาวุโสอย่างเดียวทําไม่ได้ เหลือท่านสุดท้าย ที่ผมต้องตอบครับ ท่านเป็นนักการเมืองที่มีอาวุโส อีกแล้วครับอาวุโส เพราะท่านเป็น ส.ส. มาหลายสมัย ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านดูแลพื้นที่อยู่กับประชาชน และท่านก็ดูแลประชาชนที่หน้าเวทีปราศรัยด้วย จะต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพมหานคร ก็แล้วแต่ บังเอิญผมก็ดูประชาชนที่หน้าเวทีปราศรัยอยู่ด้วย แต่ดูคนละมิติ ตั้งแต่วิกฤต การเมืองมาครับ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ จนทะลุมาจนผมเกษียณอายุราชการ ผมก็อยู่หน้าเวทีครับ แล้วก็โดนมาแล้วครับ เข้าใจดีครับ ซาบซึ้งดีครับเจ็บแสบดีครับ ท่านพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม การวิ่งเต้น การซื้อขายตําแหน่ง การเล่นพรรค เล่นพวก ถ้าไม่ทําอย่างวันนี้ท่านก็ต้องพูดแบบแผ่นเสียงตกร่องตลอดไปครับ ท่านต้องพูด อีกครับ ผมก็ต้องไปฟังท่านพูดอีกละครับ ไม่ต้องฟังแล้วผมเกษียณแล้ว ตํารวจรุ่นหลังก็ต้อง ไปฟังท่านพูดอีกครับ เพราะว่า ๑ ในการปฏิรูปการเมืองกับปฏิรูปตํารวจมาคู่กันเลยครับ ผมจะไม่ตอบท่านหรอกครับว่ามี ไม่มี ท่านสามารถจับความรู้สึกได้ แต่ถ้าทําอย่างนี้แล้ว จะไม่มีครับ เพราะอะไรครับ การแต่งตั้งโดยใช้อาวุโส ก็แปลว่าไม่ข้ามหัวกันแล้วผมตอบ ไปแล้วเมื่อเช้าต้องข้ามไม่ได้ อาวุโสแต่งตั้งนะครับ การวิ่งเต้นเล่นพรรคเล่นพวก เลือกโรงพัก ที่ดี เราแบ่งโรงพักเป็นลําดับเป็นชั้น พอบอกว่าเป็นชั้นเดี๋ยวก็มีคนบอกว่าแบ่งวรรณะ หรือเปล่า เปลี่ยนเป็น โรงพักที่มีปริมาณงานน้อยกับมาก ประสบการณ์ยังน้อยอยู่เพิ่งขึ้นเป็น ผู้กํากับใหม่ ๆ ต้องไปขึ้นโรงพักที่มีปริมาณงานน้อยก่อน ก็คือโรงพักชั้น ๒ พูดกันง่าย ๆ ถ้าบอกเป็นชั้นเดี๋ยวหาว่าแบ่งเกรด (Grade) ก็โรงพักที่มีปริมาณงานน้อย สั่งสมประสบการณ์ จนเก่งแล้วค่อยขึ้นไปโรงพักที่มีปริมาณงานมาก นั่นละครับคือมรรคผลก็แปลว่าจะวิ่งขึ้นเป็น ผู้กํากับจะไปลงบางรักทันทีไม่ได้ เมื่อเช้าผมพูดไปแล้ว คุณไปอยู่บางพลัดมาก่อนและ เดี๋ยวค่อยมาบางรัก ถ้าคุณเก่งจริง ข้ามหัวกันไม่ได้ ซื้อขายไม่ได้ กลั่นแกล้งกันไม่ได้ ย้ายล้างบางไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์ได้ทั้งหมด ที่พูดกันมาตั้งแต่ เช้าถึงบ่ายสองโมง ผมมีกรรมาธิการอีกนะครับ จริง ๆ เรื่องนี้ผมเชื่อว่ามวลมหาสมาชิกรับได้ และยกมือกันทั้งหมดละ ผมเชื่ออย่างนั้น และที่ผมพูดไปเมื่อเช้าว่าเป็นเช้าที่ผมตื่นขึ้นมาแล้ว มีความสุขมาก เปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูได้เจอไลน์ (Line) ไปเจอข่าว นายกรัฐมนตรีจะลงมาทํา การปฏิรูปเอง ใช้คําว่า ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ผมไม่ได้เชียร์ (Cheer) นายกรัฐมนตรีครับ ผมไม่จําเป็นต้องเชียร์ (Cheer) ท่านครับ แต่เมื่อท่านทําไปในทิศทางที่คนไทยทั้งประเทศ ต้องการ รวมทั้งสมาชิก มวลมหาสมาชิกเห็นพ้องต้องกัน เพราะทุกคนให้ความสนใจมาก เรื่องนี้ ผมก็ต้องพูดถึงท่าน ท่านจะได้ยิน ไม่ได้ยินก็แล้วแต่ครับ ใครสามารถสื่อให้ท่านได้ยินได้ ขอความกรุณาครับ แล้วถ้าท่านทําจริงนะครับ ผมจะไปกราบท่านที่ตัก ผมพูดอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่กล้าไปกราบที่เท้า เพราะไม่แน่เท้าท่านจะกระดิกโดนผมหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้เป็น เรื่องที่ตายนอนตาไม่หลับครับ ถ้าทําการปฏิรูปตํารวจไม่สําเร็จ ความสําเร็จอยู่ข้างหน้าผม แล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ ผมมองในตาก็รู้ว่าทุกคนเห็นชอบ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้วยกมือขึ้น ผมจะอนุญาตให้ถามเฉพาะประเด็น ที่ท่านตั้งข้อสังเกตหรือถามแล้วกรรมาธิการไม่ได้ชี้แจงนะครับ เชิญท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ แล้วต่อด้วยท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปัญหาที่ผม ตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อตอนเช้านะครับ คือรายงานฉบับนี้ขอเรียนว่าเนื้อหาดี มีความเป็นไปได้ มีข้อบกพร่องบางส่วน แต่หัวใจสําคัญคือที่ผมถามว่าท่านได้พูดคุยกับผู้บริหารสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติหรือยัง เพราะรายงานฉบับนี้ถึงแม้ผ่านสภาของเราไปแล้วจะต้องไปที่ คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ผมเกรงว่าถึงตรงนั้นถ้าสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยก็อาจจะถูกส่งกลับมาก็จะเกิดความเสียหาย ประเด็นสําคัญผมมีแค่นี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

ขอบคุณครับ เผอิญเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประสานงานก็เลยเรียนท่าน ให้ทราบนะครับว่า กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา เมื่อรายงานส่งจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมจะต้องเข้าคณะกรรมการวิสามัญกิจการ สปท. ซึ่งมีท่านประธาน ดอกเตอร์ ทินพันธุ์ เป็นประธานนะครับ และประธานกรรมาธิการทุกคณะเป็นกรรมาธิการ ผ่านตรงนั้นก็จะถาม ตรงนี้ให้เหมือนกันที่ท่านถามว่า ได้มีการประสานไปมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ถ้าประสานแล้วเขาไม่เห็นด้วยจะไม่ต้องทําเพื่อยืนหลักการเรื่องการปฏิรูป แต่ว่าที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยในหลักการ เห็นพ้องต้องกัน ส่วนรายละเอียดก็แน่นอนอาจจะมีบางประเด็น บางข้อก็เลยทําความเข้าใจส่วนนี้ หลังจากนั้นบรรจุเข้าสภาแล้ว สภาอภิปรายอะไรเสร็จ เรียบร้อย ไปปรับปรุงส่งรายงาน กรรมาธิการส่งรายงานให้ท่านประธาน ท่านประธาน ส่งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีส่งให้ ๓ ฝ่ายครับ ๓ ฝ่ายจะเชิญหน่วยงาน ทุกหน่วยเพื่อมาให้ความเห็น เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ก็คํานึงถึงในสิ่งที่ท่านได้ ตั้งข้อสังเกตนะครับ รายงานฉบับนี้ก็เหมือนทุกรายงานที่ผ่านมาเหมือนกันก็จะต้อง ดําเนินการกระบวนการอย่างนี้ เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปในทิศทางเดียวกันและราบรื่น มากที่สุดนะครับ แต่ถามบอกว่าท้ายที่สุดจะเห็นพ้องกันหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ไม่ใช่ อาจจะมีข้อแตกต่างเพราะว่านี่คือการปฏิรูป แต่ในส่วนราชการทั้งหมดมาเห็นเหมือนกันหมด กับข้อเสนอแผนปฏิรูปไม่ได้ แต่เราก็มีหน้าที่ชี้แจงว่าทําอย่างไรจะให้แนวคิดปฏิรูปเป็นไปได้ มากที่สุดนะครับ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ต้องออกตัวแทนเพื่อน ๆ ตํารวจหรือใครที่รู้สึกนะครับว่าตํารวจโดนหนัก มันช่วยไม่ได้ครับเป็นช่วงสถานการณ์ นี่ท่านนักเลือกตั้งเป็นใหญ่ตํารวจอยู่แถว ๒ ครับ นักเลือกตั้งโดนด่าคนแรกครับ พอนักเลือกตั้งหายไปจากระบบอํานาจหมด คนที่โผล่หัวมา คือตํารวจ ตํารวจต้องโดนถัดมา อันนี้สถานการณ์กําหนดครับ ทีนี้ผมมีเรื่องต่อกับกรรมาธิการ นิดหนึ่งครับ คือผมติดใจอยู่เรื่องหนึ่งฝากท่านก็คือผมต้องการที่ไปที่มาของปัญหา ก็ฝากท่าน ไปศึกษาต่อ แต่ท่านจะบอกว่าเจ๊า ๆ ไป ก็น้อง ๆ ฟังไว้นะครับ ที่ผ่านมาที่บอกว่าวิกฤต ปัญหาโยกย้ายกันผิดพลาดเจ๊ากันไป จะได้รู้ว่าสังคมไทยเรานิรโทษกรรมกันง่าย ยกเว้นเรื่อง การเมือง

ทีนี้ปัญหาเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่ผมตั้งไว้แล้วว่าข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการ มี ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ ก็คือศึกษาแนวทางการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งท่านเสนอเรื่องการปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้ายมาแล้ว ทีนี้อารัมภบท ที่ท่านบอกปัญหามา ท่านทราบครับว่ามันมีปัญหามากกว่าการโยกย้าย ทีนี้ผมก็เลยคิดว่า มันคงจบห้วน ๆ เอาแค่ว่าโยกย้ายมีหลักประกันอะไรแล้วข้างหน้าไม่เกิดแล้วนะ แล้วก็เจ๊ากันไป อย่างนี้ง่ายครับประเภททนได้ครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมอ่านคอลัมน์ของคนทนไม่ได้อยู่ ก็พยายามสวมวิญญาณของอารมณ์คนทนไม่ได้มาทวงแทน แต่ปรากฏว่าคนสวมวิญญาณ ไปเสียก่อนแล้วครับเพราะทนได้แล้วก็เลยต้องถามต่อไปครับว่า เอาปฏิรูปตํารวจแค่นี้ พอแล้วนอกนั้นยกมือใส่บ่าท่านนายกรัฐมนตรีเลยครับ

ผมถามเป็นคําถามแรกครับว่า ที่ท่านขมวดมาตั้งแต่แรกว่าสภาพปัญหา ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเรื่องของการเมืองเข้าไปแทรกในช่องว่างขององค์กรตํารวจทําให้มี การร่วมกันแสวงหาประโยชน์เป็นฐานทางการเมืองไปหมด ผมก็โยนกลับไปนะครับว่า ถ้าเขียนอย่างนี้ไปแก้ใหม่นะครับ เพราะมองอย่างอื่นไปไม่ได้ครับ ท่านไปหาไอ้โม่งเลย ไอ้โม่ง ของท่านกลายเป็นคนที่อํานาจสูงสุด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกับนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น วิกฤตที่เกิดมาช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา มันต้องมีคําตอบมากกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเท่ากับ กรรมาธิการไปสรุปง่าย ๆ ว่าปัญหาเกิดเพราะการเมือง คือนายกรัฐมนตรีกับสํานักงาน ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ นอกนั้นไม่มี จบ ถ้าจบง่าย ๆ อย่างนี้ผมคิดว่ากรรมาธิการเรา ทํางานมันเร็วไปหน่อยนะครับ เงินเดือนก็แพง

คําถามที่ ๒ ถ้าพูดถึงการปฏิรูปตํารวจไม่ต้องโยงไปท่านนายกรัฐมนตรีเยอะครับ ท่านไปดูพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ เราดูมาตราแรกเลยครับ ที่เป็นสาระ ของกฎหมาย บททั่วไป มาตรา ๖ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชา ของนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ เริ่ม ๑. ตั้งแต่รักษาความ ปลอดภัยสําหรับองค์พระมหากษัตริย์ ๒. ควบคุมกํากับการปฏิบัติงานของข้าราชการตํารวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๓. ป้องกันและปราบปรามการกระทํา ความผิดอาญา ๔. รักษาความสงบเรียบร้อยปลอดภัยของประชาชน ๕. ปฏิบัติการอื่นใด ตามที่กฎหมายกําหนดในหน้าที่ของตํารวจ ๖. เป็นเรื่องที่ไม่เคยทําและไม่ได้ใช้ทํา ก็คือ ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายอันนี้ยังไม่ได้ทํา ๗. ปฏิบัติหน้าที่ สนับสนุน ๑ ๒ ๓ ๔ วรรคต่อไปครับ ไม่ต้องไปแก้กฎหมายเลยเรื่องตํารวจ ถ้าท่านจะทําให้ คดีนาตารีจบอย่างที่อาจารย์สังศิต ไม่ต้องพูดตําหนิผมว่ารู้หรือเปล่าคดีนาตารีฝ่ายปกครองจับ ส่งไปให้ตํารวจสอบผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าท่านดูวรรคสองต่อไป ท่านก็จะรู้ครับว่า แค่ออกพระราชกฤษฎีกา ทุกอย่างก็ทะลุปรุโปร่ง ฝ่ายปกครองอาจจะสอบสวนให้ส่งอัยการ ฟ้องเองได้ ผมเลยบอกว่าเอานาตารีเป็นกรณีศึกษา ทิ้งให้ท่านไปทําต่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านต้องไปทําต่อครับ ก็คือดูวรรคสองของพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ดูวรรคสองครับ ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดความผิดทางอาญาขึ้นสําหรับการกระทําใด เป็นการเฉพาะ และตกอยู่ภายใต้อํานาจหน้าที่ของข้าราชการตํารวจหรือสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ ตาม (๓) (๔) หรือ (๕) จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอํานาจหน้าที่ตาม ๓ ๔ หรือ ๕ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดอาญาดังกล่าวทั้งหมด หรือบางส่วนให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ หน่วยงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นก็ได้ ไม่ต้องรอ สนช. ครับ เพราะ สนช. ล้มกฎหมาย คุณหมอพรทิพย์ไปแล้วฉบับหนึ่ง คราวนี้ก็คณะกรรมาธิการศึกษาดูต่อได้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ที่ถ่ายโอนให้นาตารีจบ ในมือคนอื่นเสียบ้าง หรือจะให้กฎหมายสรรพากรจบในมือคนอื่น เขาบ้าง หรือจะให้ อย. จบในมือของเขาบ้าง หรือให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวง วัฒนธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จบในคดีในมือเขาบ้าง โดยสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านกําลัง ไม่ต้องรอกองทัพ ส่งทหารไปบุก นาตารี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องที่คณะกรรมาธิการไปศึกษาต่อเรื่องที่รายงานเฉพาะ โยกย้าย รับได้ครับ แต่ภารกิจที่สภามอบหมายยังไม่จบครับ เพราะฉะนั้นผมต้องการ ความมั่นใจจากเรื่องที่จะปิดคดีสํานวนนี้นะครับว่าจะสอบสวนต่อไหมครับ หรือว่าจะจบกัน แค่นี้ ถ้าจบกันแค่นี้ก็จะได้ออกข่าวทั้งหมดว่าจบแล้วครับ เจ๊ากันที่ผ่านมา ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีอีก ๒ ท่านนะครับ ท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก แล้วก็ต่อด้วย ท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ และกรรมาธิการผู้ทรงเกียรตินะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการได้พูดบอกว่า ผมพูดแล้ว จับประเด็นไม่ได้ คือสภานี้นะครับเป็นสภาที่ผมเชื่อว่าเป็นสภาที่มีเกียรติ แล้วก็เชื่อถือได้ เพราะวันแรกที่ผมมานั่งที่นี่ผมเข้ามาไม่ถูก เด็ก ๆ ได้พาผมมานั่ง บอกท่านเรืองศักดิ์นั่งเถอะครับ เก้าอี้ที่ท่านนั่งตัวนี้ ราคาเขาพูดเล่น ๆ กันประมาณบางครั้งถึง ๑๐ ล้านบาท ผมบอกว่า ผมไหว้รูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าผมไม่เคยคิดว่าจะมานั่งที่นี่ แล้วผมก็คิดเคยบอกลูก บอกภรรยาว่าผมจะไม่พูดอะไรเลยมาที่นี่ แต่เมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการบอกว่าผมพูดแล้ว จับประเด็นไม่ได้ ผมว่าเราคงได้ยินสุภาษิตว่า เอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วให้คนอื่นนะครับ

ท่านสมาชิกครับ ผมจะวินิจฉัยเรื่องนี้ ท่านนั่งลงก่อนครับ ช่วยกรุณานั่งลงก่อน ผมได้ฟังการอภิปรายแล้วก็รอจังหวะอย่างนี้เหมือนกันนะครับ ก็คือว่าอยากจะให้ ท่านอํานวย นิ่มมะโน ได้ถอนคําพูดนะครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ

ถอนคําพูด จับประเด็นไม่ได้ ผมอาจจะความรู้น้อยเลยฟังไม่ค่อยเข้าใจ ขออภัยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านอํานวยทีหลังไม่ต้องมีสร้อยอีกนะครับ คือจะถอนก็ถอน ท่านเรืองศักดิ์ จริตเอก จบนะครับ ได้ถอนคําพูดแล้ว เพราะว่าความรู้น้อย เชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ตั้งใจจะให้เสียเวลานะครับ แต่ไหน ๆ มีวาระเดียวนะครับ ผมฟังคําชี้แจงของท่านผมเข้าใจ ผมก็ขออภัยที่ขาดตกบกพร่องไป แต่ว่ากระผมก็มีความเห็นว่าท่านเสนอรายงานการปฏิรูปการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตําแหน่ง ตํารวจทั้งระบบนี้นะครับ ระดับสารวัตรจนถึงผู้บัญชาการนี้ ท่านเสนอเปลี่ยนแปลงใหม่หมด ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทีนี้พอระดับผู้ช่วย ผู้บัญชาการขึ้นไปท่านบอกว่า เอาตามของเดิม ที่มีมาอยู่แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แปลว่ามันดีอยู่แล้วใช่ไหมครับ ถ้ามันดีอยู่แล้วท่านกรุณา เขียนรายงานใหม่แล้วก็ช่วยบอกว่าระบบเดิมมันดีอยู่แล้วอย่างไร แล้วก็ช่วยนําความเห็น ของผมไปประกอบด้วยว่า คือผมเห็นว่าคือถ้าจะปฏิรูปกันจริง ๆ เอาเป็นว่าระดับผู้ช่วยขึ้นไป ไม่ต้องมี ๓๐ ถ่วงกับ ๗๐ ก็ได้ แต่ท่านให้พิจารณาเรียงตามลําดับอาวุโสประกอบความรู้ ความสามารถและความประพฤติได้ไหมครับ ก็เป็นการปฏิรูปอย่างหนึ่ง เพราะว่าถ้าตาม ลายลักษณ์อักษรแบบนี้ครับ ผมไม่ทราบผู้บัญชาการมีกี่ตําแหน่ง ๑๐ ๒๐ ๓๐ นะครับ จนถึง ระดับผู้บัญชาการมันอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤติส่วนตัว ใช่ไหมครับ เลื่อนขึ้นมาอย่างนี้ ซึ่งระหว่างที่ดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการเขาก็สามารถที่จะ ถูกลดอันดับและถูกเพิ่มอันดับได้ใช่ไหมครับ แต่ทีนี้พอระดับผู้ช่วยขึ้นไปท่านไปล็อกว่า ตามอาวุโสอย่างเดียว ไม่ใช่อาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤตินะครับ มันจะเป็นการล็อกตัวไปครับ แล้วก็ทําให้สมมุติว่าเป็นผู้บัญชาการที่เขาได้บวกเพิ่ม ก็เสียโอกาสไป ในขณะเดียวกันก็เป็นการที่ทําให้ผู้บัญชาการที่อาจจะถูกลดอาวุโสลงไป ๑ ปี แต่เขาอยู่ในราชการ แต่ถ้ายึดหลักอาวุโสอย่างเดียวเขาอาวุโสสูงก็ขึ้นมาในตําแหน่งผู้ช่วย แล้วผมว่าไม่ชอบด้วยตรรกะนะครับ เพราะฉะนั้นกระผมมีความเห็นว่าถ้าจะปฏิรูปทั้งที ควรจะต้องพิจารณาระดับตั้งแต่ผู้ช่วยขึ้นไปด้วย ถ้าท่านยืนตามรายงานนี้ก็ต้องบอกว่า ของเก่ามันดีอย่างไรถึงไม่แตะต้องเลย แต่ถ้าเผื่อว่าแตะต้องอย่างน้อยที่สุด ก็คือปฏิรูป แทนที่จะเป็นลําดับอาวุโสอย่างเดียว ก็ใช้ลําดับอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ และความประพฤตินั่นละครับ เพราะว่าระหว่างดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการอาจจะถูกลดได้ อาจจะถูกเพิ่มได้ ขึ้นไปเป็นผู้ช่วย ขึ้นไปเป็นรอง ขึ้นไปเป็นจเร อาจจะถูกลดได้ อาจจะ ถูกเพิ่มได้ ถ้าอย่างนี้ก็ค่อยมีตรรกะหน่อยครับ กระผมก็ขออนุญาตฝากไว้แต่เพียงเท่านี้ ส่วนที่จะมีการถ่วงน้ําหนักให้ฝ่ายการเมืองเขามีสิทธิมีเสียงแค่ไหน กระผมขอยืนยันให้ช่วย บันทึกไว้เป็นข้อสังเกตด้วย เพราะว่าไม่ค่อยสบายใจครับที่เห็นบรรยากาศ ไม่ใช่วันนี้นะครับ เป็นบรรยากาศที่เรามองว่าฝ่ายการเมืองเป็นผู้ร้ายครับ อันที่จริงคนที่เข้ามาทําหน้าที่ ตรงนี้ มันก็มีเหตุผลมีความจําเป็นทั้งสิ้น และผมยืนยันว่าฝ่ายการเมืองเขาก็ต้องรับผิดชอบ ต่อประชาชน รับผิดชอบต่อนโยบายที่ต้องแถลงต่อรัฐสภา ถ้าไม่ปรับรายงานในส่วนที่กระผม ตั้งข้อสังเกตก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่ว่าช่วยบันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ด้วย แต่ส่วนเรื่องตามหลัก อาวุโสตั้งแต่ผู้ช่วยขึ้นไปนะครับ ผมขอเสนอว่าถ้าท่านจะกรุณาปรับเป็นตามอาวุโสประกอบ ความรู้ความสามารถและความประพฤติด้วย มันก็จะทําให้เป็นการปฏิรูปในทุกระดับจริง ๆ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านเสรีนั่งก่อนครับ ยังไม่ให้พูดครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

สั้น ๆ นิดเดียวครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่ได้ครับ ผมไม่อนุญาตจนกว่าผมจะให้ท่านพูด

นายเสรี สุวรรณภานนท์

คืออย่างนี้ครับ ท่านอํานวยเอ่ยชื่อผม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านเฉลิมชัยยกมือก่อนท่าน ท่านนั่งก่อนครับ เดี๋ยวผมอนุญาตให้ตามลําดับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ปกติแล้วผมทําความเข้าใจหน่อยในแนวปฏิบัตินะครับ คือหลังจากอภิปรายจนพอสมควร เมื่อประธานเห็นสมควรแล้วให้ปิดอภิปราย และกรรมาธิการ ได้ชี้แจง จากนั้นผู้อภิปรายเท่านั้นนะครับ ที่จะใช้สิทธิทวงถามคําถามที่ยังไม่ได้ตอบเท่านั้น ไม่มีสิทธิมาอภิปรายซ้ําหรืออภิปรายเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นกรณีที่ ๑ ก็เลยขออนุญาต ก็คือว่าในกรณีของการพาดพิงก็จะอนุญาต จะมี ๒ กรณี เพราะฉะนั้นก็เหลืออยู่ ๒ ท่าน มีท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอเชิญครับ และต่อด้วยท่านเสรี สุวรรณภานนท์

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมจะพูด ในสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว เป็นการทวงคําถาม แล้วก็ต้องการให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทางกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ ผมได้อภิปรายในประเด็นเรื่องของการปฏิรูป การแต่งตั้ง โยกย้ายตํารวจ ผมได้ยกประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเข้ามา ต้องเรียนว่า คําว่า ประชาชน ไม่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ทางกรรมาธิการได้จัดทําขึ้นมา ผมอ่านดู เอกสารทั้งหมด ๙๐ กว่าหน้า ไหน ๆ เราจะปฏิรูปทั้งทีนะครับ ประชาชนจะไม่มีส่วนร่วม เข้ามาในการแต่งตั้งโยกย้ายตํารวจบ้างเชียวหรือ ตลอดเวลาที่เรามีปัญหากันในบ้านเมือง เราพูดเรื่องปฏิรูปตํารวจ แล้วเราก็จะบอกว่าประชาชนต้องมีส่วนในการปฏิรูปตํารวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ถ้าท่านจะกรุณาพิจารณาประเด็นนี้ใส่ไว้ ในเอกสารในกฎของ ก.ตร. หรือส่วนใดส่วนหนึ่งก็แล้วแต่ ให้ภาคประชาชนมีส่วนเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยในชั้นใดชั้นหนึ่งก็แล้วแต่ เพราะทุกวันนี้เราพูดถึงเรื่องยอดพีระมิด ยอดพีระมิด เป็นคนกําหนดลงมาเป็นบอตทอมดาวน์ (Bottom down) ลงมา ขออภัยท็อปดาวน์ (Top down) ลงมา แต่พอประชาชนจะแทรกเข้าไปอยู่ในส่วนไหนของพีระมิดนี้ครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้อภิปรายไป แล้วมีพรรคพวกตํารวจได้ไลน์ (Line) ถามเข้ามาให้ผมฝากคําถามมาด้วย การแบ่งชั้นสถานีตํารวจเป็นชั้น ๑ และชั้น ๒ ผมได้ถาม ไปว่าท่านจะพิจารณากฎเกณฑ์กติกาอย่างไร ท่านจะให้สถานีตํารวจชั้น ๒ เป็นที่รวมของ เสือสิงห์กระทิงแรด เป็นที่รวมของคนที่อ่อนประสบการณ์ เป็นที่รวมของคนที่จบใหม่ เป็นที่รวมของคนที่ถูกลงโทษทางวินัยอย่างนั้นหรือ กติกาของการกําหนดชั้นโรงพักตรงนี้ ต้องมีความชัดเจน เพราะเป็นขวัญกําลังใจของข้าราชการตํารวจ และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ อย่าให้เป็นที่รองรับของคนที่มีปัญหามารวมอยู่ในสถานีตํารวจชั้น ๒ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เสรี ท่านประธานครับ เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการท่านอํานวยได้อธิบาย ซึ่งผมอภิปรายไว้ว่าแนวทาง ที่จะปฏิรูปน่าจะให้หลักการ ถ้าจะตั้งเป็นอาวุโสก็ควรให้เป็นอาวุโสอย่างแท้จริง โดยไม่ใช่ มีอาวุโสแล้วไปมีเงื่อนไขอื่น แต่ท่านอํานวยเองก็ได้อธิบายว่า มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า คนป่วยก็ถูกแต่งตั้งได้ ผมต้องกราบเรียนทําความเข้าใจ เพราะว่าบันทึกอันนี้ว่า สิ่งที่ผม นําเสนอไปนั้นเป็นเรื่องของหลักการว่าคนที่มาเป็นรอง ผบ. หรืออยู่ในตําแหน่งที่จะขึ้น ผบ. ได้ นี่เป็นตัวอย่างนะครับ หรือได้ตําแหน่งอื่นระดับล่างลงไป ถ้าเกิดจะตั้งเป็นหลักอาวุโส นะครับ ท่านก็ต้องให้อาวุโสจริง ๆ แต่ถ้าหากว่าเขาป่วย มันก็อยู่ในเงื่อนไขอื่น ถ้าป่วย จนไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ท่านจะไปตั้งได้อย่างไร มันขัดกับเหตุผล ผมว่าวันนี้ ท่านอํานวยไม่มีเหตุผลจริง ๆ นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางกรรมาธิการจะมีข้อชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ ท่านประธานหรือว่าท่านวรพงษ์ ท่านอํานวย ใช่ไหมครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ

ไม่ได้โต้แย้งครับ ดูในเทปได้ แต่ไม่ต้องดูก็ได้ครับ อย่างนี้ครับ เรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. มันจบไปในเรื่องประเด็นที่ ๒ เราลงมติไปแล้ว คนละอันกันนะครับ ตอนนี้เราพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งระดับล่างกว่า ผบ. เรื่อง ผบ. นั้นให้ไปดูในแผนการปฏิรูป การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ปราศจากการแทรกแซง ของฝ่ายการเมือง และเราพูดถึงเรื่อง ผบ.ตร. ตําแหน่งเดียว ตั้งหัวแล้ว วันนี้ตั้งรองเจ้าอาวาส พระลูกวัดถึงสามเณรครับ เราตั้งเจ้าอาวาสไปแล้วครับ ฉะนั้น ผบ.ตร. จบครับด้วยการสรรหา ได้รายชื่อมาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีวีโต (Veto) ได้ ท่านไปดูใหม่ครับ ผ่านสภาไปแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านวรพงษ์จะชี้แจงเพิ่มเติม เชิญครับ

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ครับ ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับประเด็นที่มีท่านเฉลิมชัย ได้ทวงว่าเรื่องที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาแต่งตั้งนี้นะครับ จะอยู่ใน เอกสารหน้า ๗ ในย่อหน้าที่ ๒ รองจากท้ายมานะครับ ในขั้นตอนของการกําหนดหลักเกณฑ์ การประเมิน ซึ่งคณะกรรมาธิการให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มากนะครับ ว่าเกณฑ์การประเมิน หรือเครื่องวัดมันต้องเที่ยงธรรมและต้องละเอียดพอนะครับ จึงกําหนดให้ว่าในการจัดทํา เกณฑ์ประเมินจะต้องให้ภาคราชการหรือภาคประชาชน ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด กต.ตร. สถานี กต.ตร. นี่คือคณะกรรมการที่เป็นภาคประชาชน เป็นตัวอย่างเฉย ๆ เป็นต้น มีส่วนร่วมในการพิจารณาโดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาหลักเกณฑ์แล้วก็นําเสนอ ก.ตร. นะครับ เพราะฉะนั้นมีอยู่แล้วนะครับ ต้องขอบคุณที่ท่านห่วงใยนะครับ

ในส่วนประเด็นเรื่องผู้ช่วย ให้ผมตอบเลยนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ก็เห็นชอบแล้วว่าก็จะเขียนตามข้อเสนอแก้ของท่านคํานูณ สิทธิสมาน ก็เป็นประเด็นที่เรา ก็ถกเถียงกันพอสมควรนะครับ อย่างที่เรียนแล้วว่ามันเป็นดุลยพินิจนะครับ ก็มีเท่านี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านประธานวิรัชมีอะไรแถลง เชิญครับ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมเองอยากจะชี้แจงท่านคํานูณเพิ่มเติมว่าที่เราใช้คําว่า พิจารณาเรียงลําดับอาวุโส ถ้าท่านอ่านให้ดี เขาบอกข้าราชการตํารวจที่จะแต่งตั้ง การพิจารณากับการแต่งตั้ง ไม่เหมือนกัน เราไม่ต้องการให้มีการพิจารณาโดยไปหยิบเอา คนที่ ๗ มาพิจารณาก่อนคนที่ ๑ หรือคนที่ ๒ เราหมายความว่าให้พิจารณาเรียงไปเลย ลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ไม่ใช่ท่านไปหยิบเอาคนที่ ๗ มาพิจารณาก่อน แล้วตั้งไปก่อน เอาคนที่ ๑ ๒ ๓ พิจารณาไปก่อน คนที่ ๑ ตกเพราะอะไร ต้องชัดเจน เมื่อคนที่ ๑ ไม่ได้ แล้วไปคนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ ไล่ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเหมือนกับที่ว่าถ้าไปเจอคนที่ ๓ ซึ่งป่วยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อันนี้แน่นอนผมเชื่อว่า ก.ตร. ก็ไม่ตั้ง ใช่ไหมครับ คือพิจารณา อย่างหนึ่ง แต่งตั้งอีกอย่างหนึ่ง เราต้องการให้พิจารณาเป็นลําดับอาวุโส ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปหยิบ อะไรที่ไหนมาไม่รู้ คนที่ ๒๐ ขึ้นมาแซงพรวดทั้ง ๑๙ คน โดยที่คนที่ ๑ ถึงคนที่ ๑๙ ไม่ได้รับ การพิจารณาเลย อย่างนี้ไม่ชอบ ไม่ถูก เจตนาเราคือเป็นอย่างนั้น ซึ่งอันนี้อาจจะเขียนให้มัน ไม่ละเอียด ก็รับจะไปปรับปรุงนะครับ

อันที่ ๒ เรื่อง ๗๐ ต่อ ๓๐ ที่มีหลายท่านไม่ค่อยเห็นด้วย อยากจะให้มันอาวุโส ก็อาวุโส ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ผมเองอาจจะอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในสังคมเรา ซึ่งแน่นอนที่สุดผมบอกได้เลยผมเป็นผู้พิพากษา ผมเป็นศาล ผมไม่อยากยุ่งกับการเมืองเลย แต่ท่านยอมรับไหมว่าการเมืองชอบมายุ่งกับเรา ในเวลาเดียวกันเราก็หนีการเมืองไม่ได้ เพราะประเทศเรามีการเมืองเป็นตัวนํา เพราะฉะนั้นทําอย่างไรก็ตามให้มันกลมกลืน ให้เหมาะสมเท่านั้นเอง ตรงนี้เราจึงเปิดช่องว่าคนทําดี ๗๐ เปอร์เซ็นต์เอาไปอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องชัดเจน มีหลักมีเกณฑ์ รวมไปถึงในส่วนของที่ไปดูแลเรื่องของการเมืองด้วย อันนั้นก็คือ เป็นทางยืดหยุ่น ในความเห็นของกรรมาธิการเห็นอย่างนั้น ต้องยืดหยุ่นบ้างให้มีทางออกบ้าง เพื่อให้ผสมผสานประโยชน์ระหว่างข้าราชการประจํากับข้าราชการการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ถูก ก็ได้ แต่ว่าในขณะนี้กรรมาธิการเราก็คิดได้แค่นี้นะครับที่จะให้มันไปได้นะครับ

ท่านเฉลิมชัยที่พูดเรื่องกฎ ก.ตร. อันนี้ตรงใจกับกรรมาธิการเลยว่ากฎ ก.ตร. นี้ มันน้ําหนักเบามาก เราก็คิดกันว่าเราจะออกเป็นพระราชบัญญัติเลยดีไหมเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ก็ขอบคุณนะครับ แล้วก็รับมาดูกันว่าเราจะทําอย่างไร ในคณะกรรมาธิการเราก็พูดเรื่องนี้ว่า กฎ ก.ตร. ท่านจําได้ไหม ผมพูดตั้งแต่วันแรกเลยว่า พอเราทําอะไรอย่างดี ถ้ามันไปเข้าระบบ การเมืองปกติก็เปลี่ยนไปอย่างนี้ ซึ่งผมเองก็ไม่อยากมองว่าการเมืองเป็นเรื่องที่เลวร้ายอะไร นักการเมืองดี ๆ ก็มีมากมาย แต่ว่าเราก็ทําในสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน มากที่สุด ตรงนั้นสําคัญ

อันอื่นผมก็คิดว่าเป็นข้อปลีกย่อยที่ผมจะรับไปปรับปรุงในคณะกรรมาธิการ นะครับ ต้องขอขอบคุณท่านประธานและสมาชิกทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ต่อคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล นะครับ เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตํารวจ แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ หรือว่ามีข้อขัดข้อง ท่านดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เรียบร้อยไหมครับ ท่านสมาชิกใช้สิทธิเรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้ประชุม ๑๖๔ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การวางแผน แนวมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิในการออกเสียงนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญออกเสียง ลงคะแนนครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ขอทราบผลคะแนนครับ ผลของ การลงคะแนนดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๒๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐาน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ แล้วครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอบคุณทาง คณะกรรมาธิการนะครับ ท่านสมาชิกครับยังมีเรื่องอื่นอยู่นะครับอย่าเพิ่งลุกไปไหนนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะครับ

ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากเรามีกิจกรรมของ สปท. แล้วก็อยากเรียนเชิญ ท่านสมาชิกที่สนใจจะไปร่วมกิจกรรมนะครับ คือในวันพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๓๐ ถึง ๑๐.๓๐ นาฬิกา จะมีการประชุมแล้วก็บรรยายกับทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในเรื่องของการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศภายใต้ความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายระหว่าง สปท. กับสภาเกษตรกร แห่งชาติ ซึ่งมีกลไกอยู่ในทุกจังหวัดจัดตั้งตามพระราชบัญญัติ ในส่วนนี้ก็รบกวนท่านชูชาติ อินสว่าง ไปด้วย แล้วก็ท่านอื่นที่สนใจนะครับ เรื่องนี้ก็เป็นความร่วมมือกันในระดับองค์กร ต่อองค์กร ขณะเดียวกันวันพุธจะมีการร่วมกิจกรรมในการสร้างผู้นําการปฏิรูป หรือว่า เทรนนิง ฟอร์ เทรนเนอร์ (Training for Trainer) เป็นความร่วมมือระหว่างสภาพัฒนา การเมืองกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นหลักสูตรแรกที่เราร่วมกันพัฒนาผู้นํา การปฏิรูป ที่เราเรียกว่า รีฟอร์มลีดเดอร์ (Reform Leader) โดยที่ช่วงเช้าผมจะไปบรรยาย แล้วก็ร่วมเปิดหลักสูตรกับดอกเตอร์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ นะครับ ท่านสมาชิกสนใจก็เชิญ แล้วก็ในวันพฤหัสบดีท่านรองประธาน สปท. คนที่สอง ท่านวลัยรัตน์ ศรีอรุณ ก็จะไป ทําหน้าที่ในการมอบใบประกาศการฝึกอบรมผู้นําการปฏิรูปรุ่นแรกที่ทาง สปท. ร่วมกับ ทางองค์กรเครือข่ายนะครับ เป็นรุ่นแรก โดยได้รับมอบหมายจากท่านประธาน เพราะว่า วันพฤหัสบดีเช้าเรามีการประชุมกิจการสภาครับ ซึ่งท่านประธานต้องเป็นประธาน ก็มอบหมายให้รองประธาน คนที่สอง ไปเป็นผู้ที่จะมอบประกาศนียบัตรของผู้นําการปฏิรูป รุ่นแรกนะครับ ก็เลยเรียนเพื่อให้ได้ทราบกัน

ส่วนเรื่องที่ ๓ แจ้งทางท่านสมาชิก เนื่องจากว่าทางสถาบันพระปกเกล้าได้จัด หลักสูตรอบรมพัฒนาในส่วนของผู้ช่วยดําเนินการ ผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญประจําตัวของ สมาชิกทั้ง สนช. สปท. ในการนี้ก็จะเริ่มดําเนินการ แล้วช่วยกรุณาส่งรายชื่อหรือสมัครไปนะครับ ก็เป็นสัปดาห์สุดท้ายแล้ว เพราะว่าวันพฤหัสบดีนี้ผมก็จะต้องไปบรรยายในนามของ สปท. ที่สถาบันพระปกเกล้าเกี่ยวกับเรื่องบทบาทหน้าที่ ภารกิจ และความคืบหน้าของการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ ก็เรียนย้ําท่านสมาชิกที่จะส่งและให้ผู้ช่วยดําเนินการหรือผู้เชี่ยวชาญ ไปสมัครที่สถาบันพระปกเกล้านะครับ ก็มีใบประกาศนียบัตรซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบัน พระปกเกล้ากับรัฐสภามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ก็เรียนให้ทราบครับ

สําหรับวันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณสมาชิก และกรรมาธิการทุกท่าน รวมทั้งผู้ชี้แจงนะครับ ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๒๙ นาฬิกา