วิทยา ชี้ปัญหาแทรกแซงโยกย้ายตำรวจ เสนอปฏิรูปโครงสร้างใหม่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย หารือประเด็นการปฏิรูปตำรวจจากการพิจารณารายงานของกรรมาธิการ โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงข้อกล่าวอ้างเรื่องการซื้อขายตำแหน่งและช่องว่างของกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ร่วมกับนักการเมือง เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นกลาง โดยแบ่งเกรดตำแหน่งอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของอาวุโสและความสามารถ พร้อมเรียกร้องให้ฟื้นขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศและดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อให้ตำรวจเป็นกองกำลังสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ต้องถือว่าการพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ มากครับ เพราะว่าสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ครับ สปท. เราประชุมเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็อยากจะ หารือท่านประธานสภากับเพื่อนสมาชิกทั้งหมดครับว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะอยู่ใน ความสนใจของประชาชน ถึงขั้นคนระดับนายกรัฐมนตรีประกาศมาทําเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ผมคิดว่าสัปดาห์นี้การประชุมเพียงวาระเดียวใช้เวลากันให้คุ้มนะครับ ไม่ได้เรียกร้องว่า ผมจะอภิปรายยาวหรอกครับ ก็พยายามรวบรัดการอภิปรายอยู่ภายในกรอบเวลา แต่อาจจะ เกินไปบ้างนะครับ เพื่อเปิดให้เพื่อนสมาชิกคนอื่นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ที่อยากเห็นก็คือ บรรยากาศแลกเปลี่ยนกับบรรดาเพื่อนสมาชิกทั้งหมดกับคณะกรรมาธิการ อย่างน้อยถ้าเกิด ท่านนายกรัฐมนตรีฟังอยู่ท่านก็จะเกิดความคิดต่อไปเหมือนอย่างที่ท่านอํานวยพูดว่าจะทํา อะไรต่อไปบ้าง เพราะฉะนั้นบรรยากาศที่อย่างนี้จะหายากครับ เรามีเวลาแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างผมกับกรรมาธิการ หรือว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหมดกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม อ่านตั้งแต่แผ่นแรกนะครับ แผนการปฏิรูป สภาพปัญหา ท่านประธาน มีเวลานะครับ ผมยังไม่อ่านให้ฟังนะครับ แต่เฉพาะท่านอ่านคําว่า สภาพปัญหาของรายงาน คณะกรรมาธิการ ท่านอ่านวรรคหนึ่งกับวรรคสองจบนะครับ ท่านจะรู้ทันทีครับว่า คณะกรรมาธิการกุมหัวใจของปัญหาตํารวจไว้ได้จริง ๆ เป็นคําเขียนที่ผมนึกถึงประธาน กรรมาธิการเลยครับว่า วิธีเขียนคําวินิจฉัยที่จับตรงหัวใจได้ทั้งหมดเป็นอย่างนี้ สภาพปัญหา ทั้งหมดของตํารวจอยู่ใน ๒ วรรคของรายงานคณะกรรมาธิการ แค่อ่าน ๒ วรรคนี้ ผมคิดว่า รู้แล้วว่าโดยสภาพปัญหาอย่างนี้มันต้องปฏิรูป ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ไม่ได้ ทีนี้ผมจะมี ความเข้าใจตํารวจมากขนาดไหนในการที่แสดงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่าน ก็ขออนุญาต ออกตัวก่อนนะครับว่า ผมนี่เกือบจะไม่รู้เรื่องตํารวจเลยครับ รู้แบบผู้แทนราษฎรรู้จักตํารวจ รู้แบบประชาชนรู้ว่าตํารวจเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดบางเรื่องอาจจะไม่ตรงกับที่ ตํารวจเขาเป็นกันจริง ๆ แต่ท่านต้องรู้สึกว่าประชาชนแบบผมนี่คิดอย่างนี้ ซึ่งอาจจะ ไม่สอดคล้องกับอารมณ์ของท่านครับ ผมรู้จักตํารวจจริง ๆ วันที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เขาให้ผมแต่งตั้งนายเวรได้ ๑ คน ระดับสารวัตร ผมก็เอาสารวัตร บ้านนอกมาตามผม นั่นครับ ตํารวจที่ใกล้ชิดผมมากที่สุด และผมรู้จักตํารวจวันนั้น เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดในการยื่นญัตติครั้งนี้ไม่ใช่ผมไปสัมพันธ์ตํารวจ และรู้จัก และไปรู้เรื่องปัญหาเขา แต่เป็นเรื่องที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อมวลชน เป็นระยะ ๆ ถึงกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผิดปกติบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงและทําลาย ขวัญกําลังใจของตํารวจทั้งประเทศ ที่บ้านผมครับ อําเภอขนอม คําสั่งโยกย้ายออก ชาวบ้านต้องนิมนต์พระไปรอรับผู้กํากับการ เพราะมาเมื่อไรต้องให้พระสวดทันทีครับ ตายเสียแล้ว คําสั่งออกมา เพราะฉะนั้น มันเกิดอะไรขึ้น พอมันเกิดอะไรขึ้น ผมอ่านแนวทางที่ท่านเสนอการแก้ปัญหา บอกได้เลยว่า ผมพอใจครับ อย่างน้อยหลักประกันของการเขียนของเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวรพงษ์ก็ดี ท่านอํานวยก็ดี ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ในวงการตํารวจที่รู้สภาพปัญหาจริง ๆ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะอนุกรรมาธิการที่เข้ามาร่วมด้วย ท่านชัยยงท่านอยู่ในวงการตํารวจ แล้วโดนกระทบด้วย ถ้าพูดจริง ๆ อย่างที่ท่านอํานวยว่า เป็นประธานในการพิจารณาย้ายเพื่อน อยู่ดี ๆ ไม่ทันได้พิจารณาย้ายเพื่อน ตัวเองถูกย้ายเสียก่อนจากตําแหน่ง เพราะฉะนั้น ท่านก็เป็นคนที่รู้ปัญหาดี เพราะฉะนั้นกระบวนการในการแก้ปัญหาหลัก ๒ ประการครับ ที่ท่านวางไว้ ผมเห็นด้วยครับ

ประการที่ ๑ คือหลักอาวุโส ขณะเดียวกันไม่ทําลายหลักของความสามารถ แต่การจะเอาความสามารถขึ้นมาโดยช่องทางของผู้มีอํานาจคนเดียวไม่ได้ มันต้องผ่าน กระบวนการอย่างที่ท่านว่า และที่สําคัญที่ท่านวางหลักมา ซึ่งผมคิดว่าท่านคงรอบคอบแล้ว นายตํารวจใหญ่ ๓ คนนั่งอยู่ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ตํารวจด้วยกันด่ากันเองแล้วกัน

ประการที่ ๒ ก็คือหลักแบ่งชั้นโรงพัก หรือกองบัญชาการ หรือกองกํากับการ เราปฏิเสธตลอดครับว่าโรงพักทุกโรงพักเหมือนกัน เวลาย้ายลูกน้องจากโรงพักดีเด่น ไปโรงพักน้ําหนาวที่ท่านอํานวยได้ตามหาอยู่ ผมก็คิดว่ามันก็บอกโรงพักเหมือนกัน แต่โดยข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านวางเกรด (Grade) อย่างนั้นได้ ผมถามผู้หลักผู้ใหญ่ข้างหลังผม อดีตปลัดกระทรวงบ้าง อดีตเจ้ากรมบ้าง ท่านก็บอกว่า มันมีเกรด (Grade) ของมันอยู่ เพราะฉะนั้นกล้าตัดสินใจแบ่งเกรด (Grade) กัน เกรด (Grade) ๑ เกรด (Grade) ๒ อาจจะเป็นเกรด (Grade) ๓ ก็ได้ครับ เพราะเพื่อ การสร้างฐานขวัญกําลังใจ แต่หลัก ๒ ข้อท่านถูกครับ ๑. คือคํานึงหลักอาวุโส ไม่ทําลาย เรื่องความสามารถ และแบ่งเกรด (Grade) ชั้นของตําแหน่งที่จะไป ถูกต้อง แต่ท่านครับ ผมเข้าใจว่าญัตติที่ผมเสนอในสภา สภาส่งท่านไป น่าจะ ๒ เรื่องครับ คือ ๑. แนวทาง การปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ๒. การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจที่เป็นธรรม ท่านก็สร้างมาเรียบร้อยครับ ท่านเสนอแนวทางการโยกย้ายตํารวจที่เป็นธรรม

แต่ปัญหาก็คือแล้วที่ผ่านมาถ้าเป็นสภาปกตินะครับ พวกผมที่เขาบอกว่า เป็นสภาพวกนักการเมืองมากเรื่อง ผมจะไต่สวนหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าจริง ๆ ในคําปรารภของสภาพปัญหาท่าน ท่านเขียนไว้ชัดเจนครับ ทีนี้ท่านประธานสภาคงอ่านแล้ว เผื่อท่านที่ฟังทางบ้านไม่ได้อ่าน ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ ใช้เวลาสักนิดครับ สภาพปัญหา สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และมีข้าราชการตํารวจเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มีอํานาจหน้าที่กว้างขวาง ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญา และรักษา ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การที่ตํารวจมีอํานาจหน้าที่ดังกล่าว จึงทําให้เข้าไป มีบทบาทกับวิถีชีวิตประชาชนทุกระดับ และการที่ตํารวจเข้าไปมีบทบาทกับวิถีชีวิตของ ประชาชนนี่เอง ทําให้เกิดการแทรกแซงจากทางการเมือง ที่อาศัยตํารวจเป็นเครื่องมือในการ แสวงหาประโยชน์ และเข้าสู่อํานาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือถ้ามีอํานาจการเมืองอยู่แล้ว ก็ใช้อํานาจของตํารวจในการรักษาอํานาจนั้นไว้ คราวนี้ถ้าท่านตีกรอบปัญหาไว้อย่างนี้ และท่านไม่ตอบคําถามว่าเกิดอะไรขึ้นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านรู้ไหมว่าใคร เป็นจําเลย ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเขียนอย่างนี้มี ๒ คนครับ ท่านนายกรัฐมนตรี กับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นจําเลย จะต้องตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในรอบที่ผ่านมา มีความผิดพลาดทั่วประเทศ มีการขุดหลุมล่อ มีการลาออกเพื่อขายตําแหน่งกัน มีการโยกย้ายไม่เป็นธรรม โรงพักดีเด่นกระเด็นไปที่อื่นหมด คนที่ไม่รู้ดันโผล่มาจากไหนโผล่ขึ้นมา วิ่งกันสะพัดครับ จนตําแหน่งผู้กํากับการขึ้นราคาจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่ผมไม่ได้อยู่ใน กรมตํารวจนะครับ ผมฟังเขาว่าไว้ และประชาชนก็พูดอย่างนั้นจริง ๆ ผมพูดในฐานะประชาชน ที่รับฟังปัญหามา ท่านจะบอกว่าเจ๊า ๆ กันไปหรือครับท่านอํานวย ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เพราะเด็กที่ท่านไปเยี่ยมที่ยืนตาใสกันอยู่ไม่มีแวว ท่านแก้ปัญหาให้เขาอย่างไร อีก ๓ เดือน เอาอีกแล้วครับ แล้วก็รายงานท่านนี่จะส่งไปถึงใครทําทันครับ ถ้าท่านไม่บอกว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดมันคืออะไร แล้วถึงไปควานหาว่าจริง ๆ มันใคร เพราะวันนี้ไม่มี นักการเมืองในประเทศนี้ขึ้นไปมีอํานาจครับ นักการเมืองอยู่นี่ครับ กระเด็นอยู่ข้างนอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทิ้งปริศนาไว้โดยไม่ตอบ คนที่เป็นจําเลยโดยไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า เขาก็จะเดือดร้อน ผมกลัวว่าท่านนายกรัฐมนตรีแอบอ่านของท่านอํานวยก่อน ท่านถึงได้ ประกาศปฏิรูปเสียก่อน เพราะท่านไปตั้งข้อหาท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนอยู่เบื้องหลัง การโยกย้ายครั้งนี้ คราวนี้ถ้านินทาต่อไปนะครับ ท่านอํานวยก็เป็นนักสืบอยู่แล้ว มือปราบ ท่านวรพงษ์ก็มือปราบ เขาบอกผมมาว่านะครับ นี่ผมพูดแบบชาวบ้าน ไม่รู้ในวงการตํารวจ วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เพราะแก๊ง ๔ คน มันมีมารดํากับมารขาวจากสงขลา ซึ่งผมนึกแล้ว ไม่ใช่ท่านอํานวย มันมีลูกกรอก แล้วมันมีนายแบงก์ นั่งทํารายการกันสนุกสนาน สํานักงาน เลยปั่นป่วนหมด คราวนี้จะบอกว่าท่านวรพงษ์ ท่านอํานวย ท่านชัยยงจะไม่รู้เรื่อง ผมคิดว่า ไม่จริงหรอก ไม่มีในแผ่นดินนี้ ในฟากฟ้านี้ที่ไม่มีตํารวจไทยที่ไม่รู้เรื่อง บ่อนสงขลาจับไป เมื่อวานนี้ ก่อนเข้ามาอภิปรายมีคนฟ้องผม ยังเหลืออีกหลายบ่อนท่าน พูดด้วย แล้วก็ ทั้งหมดครับ เมื่อสภาพปัญหาเดิมไม่ได้รับการสะสาง คนที่เคราะห์ร้ายในสถานการณ์อย่างนี้ ใครจะเยียวยาให้เขาครับ เราเคยย้ายผู้กํากับการในกรุงเทพฯ ไป ๒๖ สถานี ประกาศ จะเยียวยา จนวันนี้มีใครได้รับการเยียวยา หรือท่านอยากจะเป็นอย่างนี้อีก ก็ศึกษาวิธี โครงสร้างโดยการแก้มาเสร็จ แต่ไม่บอกว่าที่ผ่านมาใคร และผมคิดว่าแลกเปลี่ยนกันนะครับ ท่านประธาน กรรมาธิการตอบผมได้ เพราะทั้ง ๓ ท่านนี้เป็นผู้ใหญ่ แล้ว ๓ ท่านบางคน ประกาศว่า นวยทนไม่ได้มาแล้วด้วย เพราะฉะนั้นต้องตอบได้ เพราะฉะนั้นแลกเปลี่ยน กันครับ แล้วเราจะหาไอ้โม่งเจอ แล้วจะทําการปฏิรูปตํารวจ

คราวนี้วรรคที่สองของสภาพปัญหา สาเหตุปัญหาประการหนึ่งที่ทําให้เกิด การแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ คือกฎเกณฑ์และวิธีการใช้ในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจที่ยังเป็นช่องทางให้ผู้มีอํานาจสามารถเบี่ยงเบนไปจากหลักการ เพื่อตอบสนองความต้องการตัวบุคคลของผู้ที่มีอํานาจ ตลอดจนยังเปิดช่องทางให้สามารถ ใช้ดุลยพินิจพิจารณาได้อย่างไม่เป็นธรรม เป็นช่องทางในการวิ่งเต้นได้ ที่ผ่านมาได้มี ความพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่ประสบ ความสําเร็จ ท่านรู้ปัญหาครับ มันมีช่องทาง มันมีการวิ่งเต้น มันเป็นการแสวงหาประโยชน์ และเป็นการจับมือกันแสวงหาประโยชน์ ระหว่างตํารวจหาประโยชน์ แล้วก็แบ่งกับการเมือง วันที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองเต็ม ๆ เลยครับแบ่งประโยชน์กับตํารวจ แต่ไม่มีใครได้ไปส่งส่วยนาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ตกหล่นอยู่กลางทางมากกว่าที่ส่ง ด้วยซ้ําไป นายที่นั่งกินหัวคิวลูกน้อง รู้ครับ แต่ว่ามันมาหลายสายก็ยังได้มากกว่าลูกน้อง เพราะฉะนั้นท่านเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาสรุปให้ชัดครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อน เพราะฉะนั้น ผมแลกเปลี่ยนกับท่าน ฝากหลักท่านไปว่า คือกรรมาธิการเราจะศึกษาแค่ว่าต่อไปนี้ เรียบร้อยแล้วนะครับ เราจะวางระเบียบอย่างนี้ในการแต่งตั้งโยกย้าย น้อง ๆ จะได้รับ ความเป็นธรรมแล้ว คราวนี้ตอบแทนน้อง ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยครับ ช่วยดูให้เขา ด้วยครับ ใครเป็นไอ้โม่งทําให้เกิดปัญหานี้ แก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะฉะนั้นรายงานดีมากครับ ผมชื่นชมจริง ๆ สําหรับแนวทางข้างหน้า แต่ฝากกลับไปด้วยครับว่าปัญหาข้างหลังท่านต้อง ช่วยไปตามมาด้วย ไม่ใช่จบอยู่แค่นี้ครับ สําคัญที่ ๒ ครับ คือสภาพปัญหาของท่านนี่ กรรมาธิการสรุปว่าต้องปฏิรูป ต้องปฏิรูปเรื่องอะไรครับ เพราะท่านบอกแล้วครับว่ามีอํานาจหน้าที่กว้างขวาง ไม่มีอะไรในประเทศนี้ที่ตํารวจเข้าไป ยุ่งด้วยไม่ได้ ตั้งแต่ประชาชนรากหญ้าขึ้นไปจนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตํารวจเข้าไปยุ่งหมด เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยอํานาจอย่างนี้ครับ มันก็ต้องมาดูกันว่ามากไปหรือเปล่า ยกกรณีศึกษา ท่านประธานครับ นาตารีโมเดล (Nataree Model) ที่ผมยกให้เป็นกรณีศึกษา เพราะว่า เป็นครั้งแรกที่เห็นฝ่ายปกครองบุกจับอาบอบนวด แต่ถ้าในภาวะปกติธรรมดานะครับ ชาติหน้าเถอะครับ บุกไปก็โดนตีสลบในอาบอบนวดนะครับ โชคดีครับวันนี้มี คสช. ยืนอยู่ ข้างหลัง จึงเห็นฝ่ายปกครองไปกับทหารครับ ค้นนาตารีแล้วก็ได้โพยมา ไม่ทราบมีรายชื่อใคร อยู่บ้างนะครับ แต่โพยมีทั้งหมด ทั้งลูกค้าชั้นวีไอพี (VIP) ทั้งบัญชีส่งส่วย แล้วส่วยเดี๋ยวนี้ ไม่ได้จ่ายเฉพาะตํารวจครับ มันมีสติกเกอร์ (Sticker) ลามไปถึงหลายกระทรวงด้วยครับ เพราะฉะนั้นเอานาตารีโมเดล (Nataree Model) มานั่งศึกษาดูสิว่า ถ้าวันข้างหน้าฝ่ายปกครอง เขาบุกจับ แต่วันข้างหน้าถ้าเป็นประชาธิปไตยเลือกตั้ง ฝ่ายปกครองบุกจับแล้วก็จบแล้วครับ ไม่กล้าบุกแล้ว บ่อนขนาดไหน ใหญ่ขนาดไหนฝ่ายปกครองไม่กล้าจับ เพราะกองกําลัง ในประเทศนี้มีอยู่ ๒ กองกําลัง อํานาจมีจาก ๒ อย่างครับ อํานาจจากเงิน อํานาจจากอาวุธ ในประเทศนี้กองกําลังอาวุธที่ถูกกฎหมายมี ๒ กองกําลังขนาดใหญ่ คือทหารและตํารวจ ถ้าไม่มี กองกําลังอยู่ข้างหลัง อย่าคิดสะเออะไปปราบอิทธิพลนะครับ อาบอบนวดจับได้เพราะทหาร เข้าร่วม วันข้างหน้านะครับท่านประธาน ถ้า คสช. ไปเสียแล้ว ปัญหาว่าผมจะให้ฝ่ายปกครอง ไปจับอาบอบนวดจะมีใครไปคุ้มกัน ท่านไปคิดต่อให้ผมได้ไหมครับว่า ถ้าเกิดสรรพสามิต ไปจับบุหรี่หนีภาษี ไปจับเหล้าหนีภาษี สรรพากรบุกจับพวกหนีภาษี พวกหลบเลี่ยงภาษี ปัญหา จะบุกเข้าไปบ้านผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนใหญ่คนโต คนมีอิทธิพลจะไปอย่างไรถ้าไม่มีกองกําลัง ท่านแปรสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นกองกําลังสาธารณะสําหรับการบังคับใช้กฎหมาย กับหน่วยราชการอื่นได้ไหม แล้วผมบอกเลยครับว่าผมตั้งความหวังมากกับการปฏิรูปตํารวจ เพราะพวกผมโดนมาแล้ว ทั้งผู้ใช้ตํารวจและถูกตํารวจกระทํา วันที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกผมก็ใช้ตํารวจครับ ใครจะไปหาช่องทางแสวงหาประโยชน์กับตํารวจก็ว่าไป แต่วันที่ ผมไม่ใช่รัฐบาลผมก็ถูกตํารวจใช้ให้เขามาเล่นงานครับ ผมก็ไม่อยากให้ตํารวจซึ่งในฐานะ ผู้พิทักษ์กฎหมาย ผู้รักษากฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายจะกลายเป็นเครื่องมือคนอื่น และเป็น อาชีพที่วันข้างหน้าครับ กลัวที่สุดก็คือตํารวจเดินถนนไม่ได้ ถ้าเราไม่ทํากันเสียก่อน ยอมสละ บางส่วน อย่าคิดแต่รักษาอํานาจ แตะกฎหมายตํารวจทุกทีผมผ่านในสภามาเกือบ ๓๐ ปี ครับท่านประธาน แตะกฎหมายตํารวจทุกทีโตขึ้นมาทุกที แตะทุกทีโตขึ้นทุกที อาทิตย์ที่แล้ว ถามคุณหมอพรทิพย์ดู อย่าคิดว่าสภาใหญ่นะครับท่าน สปช. ยังเอาไม่อยู่ เสนอแก้กฎหมาย ไปแตะสํานักงานตํารวจแห่งชาติเข้านิดหนึ่งกระชากออกจากองค์การนั้น ล้มทั้ง สปช. พลิกกฎหมายได้ทันที กฎหมายสมัยปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน สภาผู้แทนราษฎรที่นี่ ละครับ ออกกฎหมายเอา ตม. มาไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศ ไปวุฒิสภา ป๊อกเดียวครับ กลับมาอยู่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะในภาวะปกติธรรมดานี่ไม่อาจฝากความหวังได้ คนที่จะแก้และปฏิรูปตํารวจได้มีคนเดียวจริง ๆ ครับท่าน คนที่ท่านอํานวยจะไปกราบตัก เพราะฉะนั้นวันนี้วันที่ผมยื่นญัตติในสภา ผมพูดไว้แล้วครับ เพื่อนสมาชิกก็หัวเราะ ผมบอก ปัญหาเรื่องนี้มันไม่จบในห้องเรียนนี้นะครับ ต้องถึงหูครูอังคณา แล้ววันนี้ถึงหูครูอังคณา แล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านไปเตรียมให้ดีครับ เพราะคนที่จะหวดนักเรียนเลวคราวนี้ได้ คือครูอังคณา แล้วประชาชนก็ฝากความหวังนั้นจริง ๆ แล้วท่านอํานวยเตรียมไปกราบที่ตักครับ เพราะคนที่ทําได้จริง ๆ คือคนที่ไม่คิดเอาประโยชน์ ตนเองเป็นที่ตั้ง ผมเห็นนายกรัฐมนตรีมาหลายคนครับ นึกในใจออก มี ๒ คนที่ทําเรื่องนี้ได้ คือท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่คนละขั้ว แต่นายกรัฐมนตรี ที่อยู่คนละขั้วมันหาประโยชน์จากตํารวจครับ มันนั่งพิทักษ์ตํารวจและใช้ประโยชน์แล้วก็ หากินกับตํารวจ แต่นายกรัฐมนตรีคนนี้ยังไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นฝากความหวังไว้กับ นายกรัฐมนตรีคนนี้ ผมก็ขอเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ เผื่อได้ฟังคําตอบว่า ที่ผมคิดว่าท่านไม่ไปศึกษาเลยท่านอาจจะมีคําตอบในใจแล้ว ก็ขอเปิดใจบอกกับเพื่อน สมาชิกด้วย และผมเชื่อครับวันนี้ตํารวจทุกโรงพักละครับ โดยเฉพาะโรงพักน้ําหนาวอะไร ของท่าน นั่งฟังกันทั้งโรงพัก เพราะฉะนั้นอย่าให้หนาวต่อที่นั่นครับ เอาความอบอุ่น ความเป็นธรรมไปคืนให้เขาด้วย ขออนุญาตเบื้องต้นในการแลกเปลี่ยน แล้วถ้าท่านชี้แจงได้ ผมก็จะหยุดแล้วครับ แต่ถ้าชี้แจงไม่ได้ผมก็จะขอท่านต่อไปจนกว่าผมจะได้คําตอบไปบอก ประชาชนที่บ้านผมครับ ขอบพระคุณครับ