สังศิต พิริยะรังสรรค์ หารือการปฏิรูประบบตำรวจโดยสนับสนุนการแต่งตั้งโยกย้ายตามอาวุโสและความรู้ความสามารถ แต่ชี้ว่าแนวทางดังกล่าวยังไม่ใช่การปฏิรูปที่แท้จริงเนื่องจากยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ จึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ และให้อัยการรวมถึงภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความยุติธรรมที่ยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกหมายเลข ๑๖๕ ก่อนอื่นผมใคร่ขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ได้จัดทําเอกสารฉบับนี้ขึ้น เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ เอกสารฉบับนี้ได้แสดง ให้เห็นปัญหาประการหนึ่งที่สําคัญของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ ก็คือมีการแทรกแซง แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจด้วยความไม่เป็นธรรม แล้วก็มีการเปิดช่องทางให้ตํารวจ ชั้นผู้ใหญ่หรือชั้นระดับกลาง ๆ สามารถจะใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยปัญหาได้ เพราะฉะนั้น การที่คณะกรรมาธิการจัดทําเอกสารฉบับนี้ขึ้นจึงเป็นประโยชน์โดยตรงกับการแต่งตั้ง โยกย้ายตํารวจในประเทศนี้นะครับ คําถามของผมก็คือ เรื่องที่จัดทําขึ้นนี้เป็นประโยชน์ แก่ตํารวจจริงหรือไม่ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้ผมยอมรับได้ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ตํารวจ ส่วนใหญ่จริงครับ การที่คณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องให้ใช้หลักอาวุโสเป็นเกณฑ์ร้อยละ ๗๐ แล้วก็ความรู้ความสามารถร้อยละ ๓๐ นะครับ ผมคิดว่าหลักเกณฑ์อันนี้ดีกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ผมให้การสนับสนุนเอกสารฉบับนี้นะครับ แต่ว่าคําถามก็คือ ทําไมไม่ใช้หลักเกณฑ์อาวุโส ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย ให้เหมือนกับศาลแล้วก็อัยการ เพราะการใช้อาวุโสร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คํานึงถึงเรื่องของความรู้ความสามารถนะครับ ผมคิดว่ารูปแบบ ของศาล อัยการ กับตํารวจน่าจะล้อกันได้ แล้วก็ผมคิดว่าการที่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้จะเป็น ประโยชน์กับตํารวจ ก็คือการใช้เส้นสายพวกพ้องน่าลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไปนะครับ ผมคิดว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนี้ก็ยังเป็นประโยชน์ แก่ตํารวจชั้นผู้ใหญ่ที่จะสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ดี ผมอยากจะให้เรามาทําความเข้าใจความหมายของคําว่า ปฏิรูป ขอประทานโทษครับ ขอใช้ภาษาอังกฤษว่ารีฟอร์ม (Reform) นะครับ ปฏิรูปหมายความว่า การเปลี่ยนแปลง รูปแบบให้แตกต่างไป เหมือนกับคําว่า รี (Re) แล้วก็ฟอร์ม (Form) ขึ้นใหม่นะครับ ก็คือรูปแบบ แบบใหม่นะครับ ความหมายของคําว่า ปฏิรูป นี่ก็คือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ขอประทานโทษครับ ภาษาอังกฤษให้ใช้คําว่าสตรักเจอร์ (Structure) แล้วก็เปลี่ยนแปลงระบบ ขอประทานโทษครับ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า ซิสเต็ม (System) ให้เป็นระบบใหม่ เพราะฉะนั้น เอกสารที่เขียนขึ้นมานี่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบของตํารวจแต่อย่างไร ถึงแม้ว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารที่ผมยินดีให้การสนับสนุน แต่เอกสารชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องของ การปฏิรูปตํารวจครับ เพราะว่าหลักเกณฑ์ที่กรรมาธิการนําเสนอขึ้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของระบบตํารวจที่มีการรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ส่วนกลางนะครับ ถ้าไม่เปลี่ยนตรงนี้ ผมคิดว่าประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์หรอกครับเรื่องของความเป็นธรรมนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือระเบียบนี้มันจะมีความยั่งยืนหรือเปล่าไม่มีหลักประกัน เพราะมันเป็นแค่ระเบียบหลักเกณฑ์ คนที่เขามาเป็นรัฐบาลใหม่เขาก็สามารถที่จะผลักดัน ให้มีระเบียบหลักเกณฑ์ใหม่นะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือผมคิดว่าหลักเกณฑ์อันนี้คํานึงถึงผลประโยชน์ของตํารวจ เป็นที่ตั้งเพื่อความเป็นธรรม โดยมีสมมุติฐานว่าเมื่อตํารวจได้รับความเป็นธรรมแล้ว ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมด้วย ซึ่งผมยังมีข้อสงสัยว่าสมมุติฐานแบบนี้จะถูกต้อง หรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดเรื่องของการปฏิรูปตํารวจแล้ว สิ่งที่เราต้องพยายาม คิดให้ตรงกันก็คือว่าถ้าอยากจะปฏิรูปตํารวจจริง ๆ นี้นะครับ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้ ได้พูดถึงปัญหาที่ดีของตํารวจก็คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมนะครับ แต่ยังไม่ได้ พูดอีกหลายปัญหาของตํารวจ ซึ่งผมคิดว่าถ้าต้องการจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขจริง ๆ ควรจะดู งานที่ พลเรือเอก พะจุณณ์ ได้ทําไว้ในอนุกรรมาธิการ เรื่องการปฏิรูปตํารวจ ในสมัย สปช. แล้วก็ในรัฐธรรมนูญฉบับที่อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ผมคิดว่าอันนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล้วก็ระบบของตํารวจนะครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่าเราต้องการ ที่จะทําให้เกิดการปฏิรูปเรื่องของระบบตํารวจจริง ๆ ผมคิดว่ามี ๒ เรื่องก่อนเลยนะครับ
เรื่องแรก ก็คือกระจายอํานาจขององค์กรตํารวจที่เป็นแบบรวมศูนย์ ให้ไปสู่ท้องถิ่น ให้เป็นตํารวจจังหวัด แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียดหรอกครับว่าตํารวจจังหวัด แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ว่าการกระจายออกไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเขามีส่วนร่วมด้วย ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม แล้วก็องค์กรภาคประชาสังคมอาจจะเป็น หลักเกณฑ์ในการมากํากับดูแลตํารวจได้นะครับ
เรื่องที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าประชาชนอยากจะเห็นที่สุด ก็คือการแยกงาน สอบสวนออกไปจากระบบตํารวจนะครับ แล้วก็ให้สํานักงานอัยการสูงสุดเข้ามามีส่วนร่วม ในการทํางานกับตํารวจ แล้วก็ทําหน้าที่ตรวจสอบสํานวนของตํารวจตั้งแต่เริ่มต้น ผมคิดว่า อย่างนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องของความยุติธรรมที่ประชาชนควรจะได้รับ เมื่อสักครู่ ท่านวิทยาท่านพูดถึงนาตารีอาบอบนวดนี่นะครับ ที่ฝ่ายปกครองกับทหารไปร่วมกันจับ แต่ท่านวิทยาท่านจะทราบหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ พอจับแล้วเขาก็ส่งไปให้ตํารวจ เป็นคนสอบสวน ในเมื่อระบบการสอบสวนของเรามีความไม่น่าเชื่อถือ คําตอบออกมา ผมก็ไม่มีความแน่ใจเลยนะครับ ตราบใดที่กระบวนการสอบสวนยังไม่น่าให้ความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าประชาชนก็จะไม่มี โอกาสได้รับความยุติธรรมง่าย ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปฏิรูประบบตํารวจต้องนึกถึง เรื่องของงานสอบสวนนี่นะครับ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้มีข้อดีก็คือช่วยลดการวิ่งเต้น แต่ปัญหาก็คือคําถามที่ผมอยากจะตั้งขึ้นก็คือว่าการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายของตํารวจจํานวนหนึ่งจะถูกควบคุมโดยระบบหลักเกณฑ์แบบนี้ได้หรือเปล่า โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันอาจจะตอบไม่ได้ เพราะหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นธรรม ไม่ได้มีความหมายเท่ากับว่าประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมจากตํารวจที่ได้รับการพิจารณา นะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ว่าอยากเห็นท่านเดินหน้า ต่อไปในเรื่องของการปฏิรูประบบตํารวจจริง ๆ ทําให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ระบบของตํารวจที่ทําให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการปฏิรูปที่เกิดขึ้นนะครับ ตํารวจได้รับ ความเป็นธรรมมากขึ้น ผมยินดีมากเลยและขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ผมในฐานะที่เป็น ประชาชนคนหนึ่งอยากจะเห็นมากกว่านั้น ก็คือว่าประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศเขาควร ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิรูปตํารวจด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ