อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดยเน้นการเปรียบเทียบมาตรฐาน จริยธรรม และการเลื่อนตำแหน่งกับวิชาชีพอื่น พร้อมเสนอให้นำหลักการจากวงการแพทย์และครูมาปรับใช้ รวมถึงเรียกร้องให้แยกงานนิติวิทยาศาสตร์ออกจากองค์กรตำรวจเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และชี้ถึงความท้าทายในการปฏิรูปประเทศที่ถูกรั้งจากโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะการต่อต้านการผลักดันกฎหมายสำคัญจนล้มเหลว ซึ่งสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องมีความตั้งใจจริงและโครงสร้างสนับสนุนที่เหมาะสมจึงจะเกิดผลได้
เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ครับ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกทุกท่านค่ะ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หมายเลข ๑๐๔ จริง ๆ แล้ว ก็เป็นอนุกรรมาธิการในชุดนี้ด้วย แต่ว่าด้วยความที่ข้อมูลทั้งหลายมันถูกตีกรอบมาแล้ว ตั้งแต่ สปช. นะคะ ก็ขออนุญาตเป็นความเห็นที่มีส่วนที่อยากจะให้มันมีความครบถ้วน
ข้อแรกเลยก็คือถ้าดูตามหลักการ ตํารวจเหมือนหมอ เหมือนพระ เหมือนครู เหมือนนักกฎหมาย ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าโพรเฟสชัน (Profession) หรือวิชาชีพนะคะ ก็คือที่ทํางานจะต้องมี ๓ องค์ประกอบ ต้องทํางานด้วยมาตรฐาน ทํางานด้วยการทําสิ่งที่ถูกต้อง ทํางานด้วยจริยธรรม แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความสงสัยอยู่เหมือนกันว่าแล้วทําไมระบบในการ เลื่อนตําแหน่งหรืออะไรของตํารวจ จึงจําเป็นต้องมีความต่างนะคะ ซึ่งก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก จากที่ทุกท่านได้อภิปราย ดังนั้นตอนที่อยู่ในอนุกรรมาธิการจึงไม่ได้มีการให้ความเห็นเท่าไร เพราะว่าในวงการแพทย์ วงการครู มันก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว แต่มันน่าจะเอามา เปรียบเทียบกันบางส่วนได้
ข้อที่ ๒ สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เห็นการทําการบ้านเรื่องนี้มา แล้วก็ไม่มีคนพูดถึง นั่นก็คืออาชีพตํารวจหรือวิชาชีพตํารวจ มันมีเรื่องยศ มีเรื่องตําแหน่ง มีเรื่องงานเกาะติดกัน เสร็จแล้วมันก็ต้องมีข้อจํากัดในเรื่องยศ เรื่องตําแหน่ง ดูตัวอย่างจากงาน งานมันก็มีงานหลัก งานเสริม งานเสริมบางอันก็สําคัญ บางอันก็ไม่สําคัญมาก แต่ก็ขาดไม่ได้ ทําอย่างไรจะมี ความสมดุลในการให้ความสําคัญของงานเหล่านี้ เราพูดกันมากเรื่องงานสืบสวนสอบสวน แต่สิ่งที่เราไม่ได้พูดถึงก็คืองานทีมกู้ระเบิด งานคอมมานโด (Commando) งานของตํารวจ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่อาจแบ่งออกมาเป็นงานต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งจําเป็นต้องได้บุคคลคุณภาพ นี่ยังไม่รวมถึงงานที่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ในระบบสากลไม่ได้อยู่กับตํารวจ คือนิติวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเราเอาทั้งหมด ๓ อย่าง มาผูกร่วมกันมันก็ยากที่จะบอก เพราะว่านิติวิทยาศาสตร์ใช้ ๗๐ ต่อ ๓๐ ไม่ได้ค่ะ นิติวิทยาศาสตร์นั้นมันต้องเป็นไปโดยระบบเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เพราะฉะนั้นนั่นก็เป็นส่วนที่ ๑ ในส่วนที่ ๒ ที่อยากจะขอให้ข้อมูลกับท่านสมาชิกที่ส่ง ไปถึงผลสําเร็จของการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่องของตํารวจ ท่านวิทยาได้พูดพาดพิงมาถึงสิ่งที่ เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หากท่านทั้งหลาย สื่อมวลชน ประชาชนกลับไปตามดูว่าเกิดอะไรขึ้น กับการนําเสนอร่าง พ.ร.บ. การให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ. .... ท่านจะเข้าใจเลยค่ะ ว่ายากที่จะปฏิรูปตํารวจทั้งระบบ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น
หลักการอันที่ ๑ นิติวิทยาศาสตร์ในสากลเป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ประเทศ ที่เจริญ ห้องปฏิบัติการไม่อยู่กับตํารวจค่ะแต่ทีมที่เกิดเหตุที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ อาจอยู่กับตํารวจ
หลักการอันที่ ๒ ก็คือนิติวิทยาศาสตร์ในสากลมีมากกว่า ๑ หน่วยงาน กระทรวงยุติธรรมเสนอในการเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาเพื่อเป็นหน่วยสนับสนุน ผู้ที่ตั้ง หน่วยงานนี้ก็คือในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐
แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือกระบวนการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่องมันไม่มีทางไปได้ สําเร็จ ต่อให้หลักการมันดีอย่างไรก็ตามเพราะมันยังมีระบบในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ร่าง พ.ร.บ. การให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ. .... เขียนชัดเจน เสนอโดย ทางกระทรวงยุติธรรม ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นรัฐมนตรี ไพบูลย์ คุ้มฉายา ปลัดกระทรวงก็คือ พลตํารวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ กฎหมายก็ผ่านไป ครม. ครม. ก็ผ่านไปคณะกรรมการ กฤษฎีกา ชุดที่ดีที่สุดคือท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ กลับมาที่ ครม. ก็กลับมาที่สภา กระบวนการ ในการตั้งกรรมาธิการน่าสนใจค่ะ มีแต่ตํารวจและเสียงของตํารวจ กระบวนการในการเสนอ ข้อคิดเห็นอะไรก็ยากมาก สุดท้ายหลักการของกฎหมายเปลี่ยน คือต้องการให้ดูระบบค่ะ เพื่อที่จะรู้ว่าการปฏิรูปต่าง ๆ มันคงไปได้ยากมากเลย ที่สุดแล้วท่านรัฐมนตรีมีหนังสือยืนยัน ถึงประธานสภา สนช. ว่า ขอยืนหลักการเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีมีหนังสือกลับมาถึงสภา แต่สุดท้ายการโหวตในการแก้กฎหมายเป็นอย่างไรท่านก็คงเห็นว่าร่างรัฐบาลตกค่ะ
เพราะฉะนั้นการปฏิรูปจริง ๆ จะสําเร็จได้ บางครั้งมันก็อยู่ที่ท่อนต้นว่า คือรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนไหม แต่ก็เชื่อได้ว่าไม่มีทางสําเร็จถ้าไม่มีการตั้งใจที่จะปฏิรูป โดยแท้จริง ก็คงออกจะเห็นด้วยกับท่านวิทยานะคะ เราไม่ได้นัดมาก่อนค่ะภายใต้ระบอบ เช่นนี้ก็คงมีอยู่ ๒ คนเท่านั้นล่ะที่จะปฏิรูปตํารวจได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเห็นสิ่งที่ มันเกิดขึ้นมีความสมบูรณ์ กี่โครงการแล้ว กี่เรื่องแล้วที่เราเสนอผ่านไป พอออกไปแล้วมันก็ ไปไหนก็ไม่รู้แล้วมันก็มีอะไรที่มันมีชุด ๑ ชุด ๒ ชุด ๓ ตามเข้ามา โดยความเคารพค่ะ นั่นก็ คือตํารวจที่ถูกกระทบอาจจะทนไม่ไหวจนถึงวันนั้น ที่เราพูดถึงเรายังพูดแต่พนักงาน สอบสวน เราไม่ได้พูดถึงตํารวจกู้ระเบิด ตํารวจคอมมานโด (Commando) ตํารวจ นิติวิทยาศาสตร์อีกหลาย ๆ ส่วน
สุดท้ายก็คงเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้นเองนะคะไม่ได้เห็นต่างนะคะ เพียงแต่ว่าไม่ได้มีโอกาสแล้วก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นจริงได้ ก็ขออนุญาตเสนอผ่านในการ อภิปรายในสภาเพื่อให้ถูกบันทึก เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่าไม่ง่ายค่ะที่จะปฏิรูปตํารวจ ขอบพระคุณค่ะ