คุรุจิต นาครทรรพ สนับสนุนการปรับเกณฑ์แต่งตั้งข้าราชการตำรวจใหม่โดยเน้นความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเป็นผู้นำ แทนการอิงอาวุโส เพื่อสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส และเสริมกำลังใจให้ผู้มีศักยภาพ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการแต่งตั้งผ่านอิทธิพลหรือการฝากเด็ก และเสนอให้มีการจัดระดับหน่วยงานตามเกรด ใช้ระบบคัดเลือกตามสมรรถนะ มีการประเมินความเหมาะสมด้วยแบบทดสอบเฉพาะก่อนแต่งตั้ง รวมถึงผลักดันการพัฒนาทักษะตำรวจในยุคโลกาภิวัตน์ผ่านการสื่อสาร ภาษาต่างประเทศ และการประเมินผลแบบ 360 องศา พร้อมเน้นความจำเป็นในการคัดเลือก ก.ตร. อย่างรอบคอบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการบริหารงานกับการรักษาคุณธรรม และรองรับการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบพระคุณและชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ของ สปท. ที่ได้กรุณาจัดทําและนําเสนอรายงาน เรื่อง การวาง แนวมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ของประชาชน ของสื่อสารมวลชน และที่สําคัญที่สุดก็คือคนในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือบรรดาข้าราชการตํารวจชั้นผู้น้อยทั่วประเทศ ซึ่งผมเข้าใจว่ามีมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ในหลักการผมก็ได้อ่านดูแล้วนะครับ วีกเอนด์ (Weekend) ที่ผ่านมา แล้วก็ ตอนเข้าวิป (Whip) ก็ได้ซักถามพอสมควร ผมมีความเห็นสนับสนุนแล้วก็พร้อมที่จะยกมือ ให้กับข้อเสนอของท่านกรรมาธิการในเรื่องแนวทางมาตรฐานใหม่ที่ควรนําไปใช้ในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจ โดยเฉพาะในระดับสัญญาบัตร ตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปจนถึงผู้บัญชาการ กองบัญชาการต่าง ๆ ท่านประธานครับ อันที่จริงหลักการในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจที่ดีที่สุด และที่เหมาะสมที่สุด ก็คือหลักที่ใช้ทั่วไปกับข้าราชการเหล่าอื่น ๆ ก็คือระบบคุณธรรม หรือระบบเมริตซิสเต็ม (Merit System) ที่จะพิจารณาจากความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถ ความเป็นผู้นํา ความอดทน และเสียสละต่อวิชาชีพของตน ความรู้ก็คือความรู้ในวงการตํารวจ ได้แก่ ความรู้เรื่องกฎหมาย รู้ระเบียบ รู้นโยบาย ประสบการณ์ ก็คือเคยทําคดี เคยจับผู้ร้าย เคยเสี่ยงชีวิต ยิงปืนมาแล้วนะครับ เคยลุยกับผู้มีอิทธิพล ความสามารถ ก็คือการมีทักษะ ในการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งตํารวจมักจะเจออยู่เป็นประจํา สถานการณ์คับขัน การเจรจา หว่านล้อมให้ผู้ร้ายยอมวางอาวุธ หรือแก้ไขสถานการณ์ที่จะตีกันอยู่แล้ว เผชิญเหตุ ลดความ ขัดแย้ง อันนี้ก็ถือเป็นความสามารถเฉพาะของตํารวจ ความเป็นผู้นํา คือความกล้าหาญ ความที่ลูกน้องรัก หน่วยข้างเคียงเชื่อถือ นายเอ็นดู มีวินัย สมเป็นข้าราชการตํารวจ และความอดทน เสียสละ ก็คือรักในวิชาชีพตํารวจ ภูมิใจในความเป็นพับบลิกเซอร์แวนต์ (Public Servant) แล้วก็ภูมิใจในหน้าที่ของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ท่านประธานครับ ผมมีข้อความเห็นและข้อสังเกตที่อยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการไปนะครับ ก็คือ
ประการแรก ก็เห็นด้วยนะครับที่ท่านเปลี่ยนจากระบบปัจจุบันที่ยึดอาวุโส ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ความเหมาะสม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเองก็มีเพื่อนวัยเดียวกันที่เป็น พันตํารวจเอกอยู่นานเชียว แล้วก็อีกปีจะเกษียณบอกเที่ยวนี้กูได้แน่ ขอประทานโทษนะครับ เพราะว่าอาวุโสติดเพดานแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านก็เปลี่ยนจากอาวุโส ๓๐ เหมาะสม ๗๐ มาเป็นอาวุโสบวกคะแนนผลการประเมินความรู้ความสามารถและ ความประพฤติ ๗๐ แล้วก็เป็นความเหมาะสมเสีย ๓๐ นะครับ ซึ่งก็คิดว่าท่านอยู่ในวงการ ตํารวจ เคยเผชิญปัญหามาด้วยตัวเอง เคยเจ็บช้ําน้ําใจมาด้วยตัวเอง ก็คงจะคิดว่าระบบนี้ จะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมขึ้น แล้วก็เกิดกําลังใจในการทํางานแก่ข้าราชการตํารวจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสัญญาบัตร ตั้งแต่ชั้นสารวัตรขึ้นไป ผมเองสมัยเรียน วปอ. มีเพื่อนเป็นตํารวจ ก็คุยกันตอนนั่งรถไปนะครับ ก็พบว่าวงการตํารวจมีคนดี ๆ มีความรู้ความสามารถมาก มีมือปราบที่คนเลื่องลือรับรู้ในฝีมือต้องถูกข้ามหัวข้ามชั้นโดยตํารวจซึ่งอาจจะไม่ค่อยมีฝีมือ แต่เก่งในเรื่องติดสอยห้อยตามนาย นั่งอยู่หน้าห้องผู้มีอํานาจทั้งหลายนะครับ ซึ่งบางคน ผู้มีอํานาจก็เป็นพวกผู้ใหญ่โต หรือเป็นญาติพี่น้องของคนใหญ่คนโตซึ่งไม่ได้เป็นตํารวจเลย แต่มีอิทธิพลในการฝากเด็กในคาถาให้ไปกินตําแหน่งใหญ่โตนะครับ เพื่อนผมบอกว่า การแต่งตั้งเขาไม่ได้ดูความรู้ความสามารถ เขาดูว่ามีตั๋วของใคร มีตั๋วกี่ใบ อย่างนั้นมากกว่า ซึ่งหวังว่าการปฏิรูปนี้ก็คงจะลบภาพพจน์เหล่านั้นไปนะครับ เพราะถ้าแต่งตั้งแบบเดิมนี้ก็จะ ทําให้นายตํารวจดี ๆ ที่ตั้งใจทํางานเกิดความท้อแท้ หมดกําลังใจนะครับ เราก็อยากจะเห็น ตํารวจเป็นที่พึ่งของประชาชน คดีมีคนทํางาน มีการสะสาง ไม่ใช่ค้างอยู่นะครับ หรือเอาคน ที่ทํางานไม่เป็นมาเป็นนาย ลูกน้องก็หมดความศรัทธาแล้วก็ไม่เชื่อถือ ไม่มีกําลังใจทํางาน
ประการที่ ๒ หัวข้อที่ท่านนําเสนอ ก็มีเรื่องของการจัดลําดับหน่วยงาน หรือสถานี หรือกองบังคับการ เป็นเกรด (Grade) ๑ เกรด (Grade) ๒ หรือจะเรียกว่า กองบังคับการเกรดเอ (Grade A) เกรดบี (Grade B) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ผมอยากจะ เรียกว่าวิ่งเต้นข้ามหัวจนเสียระบบนะครับ เราก็คงไม่อยากเห็นว่ามีพันตํารวจเอก (พิเศษ) เป็นรองผู้บังคับการบึงกาฬอย่างนี้ พอฤดูโยกย้ายก็ขึ้นเป็นผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด นครราชสีมา อย่างนี้ก็รู้สึกว่าจะมากเกินไปหน่อยนะครับ ก็ควรจะมีการสั่งสมประสบการณ์ ซึ่งในหลักการก็คิดว่าก็คงจะดีกับหน่วยงานของท่านนะครับ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่จําเป็น ถ้าท่านใช้ระบบเมริตซิสเต็ม (Merit System) ระบบคุณธรรม มาตั้งแต่ต้น ทีนี้ก็อยากจะมีข้อสังเกตฝากไปว่า ทีนี้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือที่ท่านบอก ผมก็เดาว่ามาจากความเหมาะสมให้ผู้บังคับบัญชาเสนอโดยความเห็นชอบของ ก.ตร. ผมเข้าใจนะครับ ถ้าท่านจะใช้ตั้งแต่ตําแหน่งสารวัตรขึ้นไปมันจะมีเป็นหมื่น เป็นพัน ตําแหน่งเลยนะครับ แล้วมันก็ต้องเข้า ก.ตร. ก็จะทําให้ช้าไปอีก ผมก็คิดว่ามันน่าจะใช้ระดับ พันตํารวจเอกขึ้นไป เป็นผู้กํากับจะดีไหม ส่วนต่ํากว่านั้นลงมาก็เป็นหน้าที่ผู้บัญชาการ แต่ว่าจะทําได้ในโควตา ๓๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายต้องขอความเห็นชอบเหนือขึ้นไปอีก เช่น รอง ผบ.ตร. ที่คุมสายงาน หรือไม่ก็ ผบ.ตร. เลย มันก็จะเป็นการคานอํานาจกัน ขณะเดียวกันก็มีความสงสัยว่าอันนี้มันก็เลยจะกลายเป็นระบบไซโล (Silo) ที่ปิดอยู่แต่ ในกองบัญชาการ ไม่มีการหมุนเวียนข้ามกองบัญชาการ สั่งสมประสบการณ์ หรือบางที กองบังคับการ กองบัญชาการที่มีปัญหาท่านจําเป็นต้องมีมือปราบหรือมีมือที่รู้เรื่อง มาแก้ปัญหามันก็จะย้ายข้ามกองบังคับการอย่างไร เขาจะอยู่ในโควตา ไหนละครับ อยู่ในโควตา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาวุโสบวกประเมินผลงานหรือโควตา ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้นะครับ ผมคิดว่ามันก็ยังจําเป็นอยู่ที่คนที่รับราชการอยู่กองบัญชาการภูธร ภาค ๕ อาจจะต้องลงมา เป็น ผบ. ที่นครปฐม หรือกองบัญชาการ ๗ หรือว่าถ้าจําเป็นหรือจะต้องมาเป็นผู้บัญชาการ ตํารวจนครบาลก็ได้ เพราะท่านอํานวยนี่ครับ อยู่ในนครบาลยังไปอยู่ที่ภูธร ๑ ได้เลย ถ้าผมจําได้นะครับ ท่านคิดถึงตรงนี้ไว้หรือเปล่านะครับทีนี้ก็อยากจะฝากด้วยนะครับ ผมมาจากสายข้าราชการพลเรือน ก็อยากจะคิดว่าหลักเกณฑ์ที่ท่านนําเสนอก็ดีนะครับ แต่ว่าในบางระดับชั้นหรือบางตําแหน่งของข้าราชการที่เป็นระดับบริหาร เป็นผู้นําหน่วย อย่างเช่น ผู้กํากับการ หัวหน้าโรงพัก หรือผู้บังคับการ ผู้บัญชาการ นอกจากจะต้องผ่าน หลักสูตรฝึกอบรมบังคับ ก็ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะครับ ถ้าทหารเขาเรียกว่าวิทยาลัยเสธ. หลักสูตรเสธ. อะไรอย่างนี้นะครับ ก็ควรจะต้องมีการสอบผลสัมฤทธิ์ ผมไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ว่า แอปทิจูดเทสต์ (Aptitude Test) หรือคอมพีเทนซีเทสต์ (Competency Test) หรือเปล่า แบบที่สํานักงาน ก.พ. เขาให้คนไปสอบ อย่างผมต้องไปสอบว่าจะเป็นรองอธิบดี ต้องไปสอบมีคะแนนเกิน ๖๐ ก็อย่างที่ท่านอํานวยพูดเพื่อจะได้ดูว่าเพี้ยนหรือเปล่า เพราะคนเพี้ยนก็ไม่ควรจะเป็นผู้นําหน่วย อย่างน้อยต้องมีคะแนน เขาเรียกเชาวน์ วิสัยทัศน์ หรือความเป็นผู้นํา ๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
อีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะฝากว่าท่านเน้นย้ําเรื่องการพัฒนาบุคลากรหรือฮิวแมน รีซอร์ซ ดีเวลลอปเมนต์ (Human Resource Development) ในหมู่ข้าราชการตํารวจ ซึ่งจําเป็นเพราะสังคมก้าวไปไกลมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ ประชาชนก็มีความรู้ มีความตระหนัก ในสิทธิของตัวเองและประเทศก็อยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องติดต่อกับต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ภารกิจตํารวจไม่ใช่ยิงปืนแม่นอย่างเดียว หรือว่าสืบสวนเก่งอย่างเดียว จับผู้ร้ายเก่งอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะในการสื่อสารสาธารณะ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โน้มน้าวจิตใจคนให้ฟัง หรือว่าทักษะในเรื่องภาษาต่างประเทศ หน่วยงานตํารวจเป็นหน้าด่านของความมั่นคง ของประเทศ แล้วคนบินเข้ามาในเมืองไทยต้องผ่าน ตม. ผมเข้าไป ตม. ประเทศอื่น เขาก็ซักถามมาเป็นภาษาอังกฤษ ของเราบางทีพูดไม่คล่องเลยไม่ถามเลย มันก็ไม่ผ่าน การกรองไม่ได้ ไม่ต้องภาษาอังกฤษก็ได้ครับ ภาษาจีน ภาษาพม่า ภาษาญี่ปุ่น เพราะว่า คนเหล่านี้มาอยู่ในเมืองไทย ภาษาลาวคงไม่ต้อง ไม่ต้องไปต่างประเทศ เราไม่ต้องสื่อสาร ไม่ต้องให้คะแนนเรื่องนี้นะครับ อาจจะส่งไปสอบปริญญาโทอีก ไม่ต้องถึงกับโทเฟล (TOEFL) หรอกครับว่าเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าวิชาเรื่องภาษาต่างประเทศหรือเรื่องทักษะ การเจรจาการให้สัมภาษณ์ก็สําคัญนะครับ แล้วการที่ท่านจะประเมินบุคคล แล้วเพื่อมาเพิ่ม คะแนนเขา ผมก็เห็นด้วยว่าไม่ควรจะไปลดอาวุโสเขา จะเป็นเรื่องเป็นราวเปล่า ๆ นะครับ ฟ้องร้องกันเปล่า ๆ แต่ว่าถ้าเขาไม่ได้ความประพฤติดีก็ไม่ได้เพิ่มอาวุโส ก็เท่าเดิม แต่คนอื่น ก็แซงหน้าไปได้ แต่อยากจะฝากว่าท่านควรจะมีประเมินแบบพลเรือนเขาประเมิน คือประเมินแบบ ๓๖๐ องศา คือไม่ใช่ให้ผู้บัญชาการกับรองผู้บัญชาการประเมินอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตํารวจก็จะไปวิ่งอยู่หน้าห้องนาย เอามะม่วง เอาส้มโอไปฝากอยู่นั่น ไม่ดูแล ลูกน้อง ท่านอาจจะว่ามีคนประเมินสัก ๘ คน ๔ คนเป็นผู้บังคับบัญชา ๒ คนเป็นประชาชน ที่รับบริการก็ได้ ๑ คนเป็นเพื่อนร่วมงาน อีก ๑ คนเป็นลูกน้อง จะได้ดูว่าเขามีความเป็นผู้นํา ปกครองลูกน้องได้หรือเปล่า แล้วเอามาพิจารณาด้วยนะครับ
และอันสุดท้ายนะครับ เรื่องของ ก.ตร. ที่จะสร้างดุลยภาพในการแต่งตั้ง โยกย้าย ที่ท่านบอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปขออนุมัติ ก.ตร. เรื่องนี้ก็อยู่นอกรายงานที่ท่าน นําเสนอนะครับ ก็อยากจะฝากว่าแล้วท่านตั้ง ก.ตร. อย่างไรที่จะสร้างความคุ้มครอง ข้าราชการตํารวจให้มีระบบคุณธรรมและได้ดุลระหว่างความจําเป็นของฝ่ายบริหาร และการเมืองในการบริหารด้วยความฉับไว แก้ปัญหาให้ประชาชน แต่ก็มีระบบคุณธรรม ก็ต้องได้ ก.ตร. ที่คัดเลือกได้ดี ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไว้ในเปเปอร์ (Paper) อันก่อนแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เข้าใจในวัตถุประสงค์ที่ท่านนําเสนอแล้วก็ขอแสดงความชื่นชม แล้วก็พร้อม ที่จะให้การสนับสนุน ขอบพระคุณครับ