ทางกรรมาธิการมีรายงานเพิ่มเติมไหมครับ รอตอนชี้แจงใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกครับ วิป (Whip) สปท. เองได้จัดระเบียบวาระรายงานเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว ในวันนี้ก็ด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก แล้วเป็นเรื่องที่สมาชิกจะได้ร่วมแสดง ความคิดเห็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจภายใต้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมเรียนว่าตามที่กรรมาธิการ ได้รายงานนั้นก็สอดคล้องต้องกัน ซึ่งในส่วนของ สปท. เองนั้นจะขอเพิ่มเติมเพื่อให้ ท่านสมาชิกที่จะแสดงความคิดเห็นต่อไปได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าในเรื่องการดําเนินการ การปฏิรูปกิจการตํารวจนั้น ทาง สปท. ได้ดําเนินการประสานกับทุกฝ่ายทุกส่วนอย่างไร
ประการแรก ก็คือว่าในการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ที่เราเรียกว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี สปช. และ สปท. นั้น ท่านประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย คือท่านรัฐมนตรีสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ ซึ่งเป็นรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานวิป (Whip) รัฐบาล ได้แจ้งให้ที่ประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วให้ทราบว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันก่อนหน้านั้น คือวิป (Whip) ๓ ฝ่ายประชุมเช้าวันพุธ ครม. ประชุมวันอังคารนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบว่า
เรื่องที่ ๑ คือยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการตํารวจ ๒๐ ปี ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ภายใต้ ๑๐ แผนปฏิรูปที่ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรี และทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานต้องทําแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แบ่งเป็น ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในส่วนนี้จะทําให้เราสามารถที่จะมียุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงาน มีแผนปฏิรูประยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ครบทุกหน่วยงาน อันนี้ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในการจัดระเบียบ การขับเคลื่อนประเทศโดยสตาร์ตอัป (Startup) พร้อม ๆ กันในต้นปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ก็คือวันที่ ๑ ตุลาคม เพราะฉะนั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็แม้แต่หน่วยงานอย่าง สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็จะต้องดําเนินการในการให้มีแผน มีทิศทาง มีเป้าหมายที่ชัดเจน ตรวจวัดได้
เรื่องที่ ๒ ในการรายงานดังกล่าวนั้นยังได้ระบุถึง ๔ แผนปฏิรูปเร่งด่วน ก็คือ ๑ ในจํานวน ๔ แผนปฏิรูปเร่งด่วนก็คือการปฏิรูปองค์กรตํารวจครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทาง สปท. เองโดยท่านประธานก็ได้รายงาน แล้วก็แจ้งในที่ประชุมของกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือว่าวิป (Whip) สปท. ของเราในวันพฤหัสบดีถัดมา จะเห็นได้ว่าในแผนปฏิรูปกิจการตํารวจของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ปรากฏในยุทธศาสตร์ ที่นําเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นไปอย่างที่ท่านอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจของ สปท. ได้รายงาน ๑๐ แผนปฏิรูป ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับ ๙ แผนปฏิรูปที่ทาง สปท. ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการระหว่าง การประชุม เมื่อวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒๓ ธันวาคมปีที่แล้ว ที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้นได้นําเสนอ จากนั้น ก็ทยอยนําเสนอแผนปฏิรูปทั้งในส่วนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึง แผนปฏิรูปกิจการตํารวจซึ่งมีท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ นะครับ ก็เสนอ สปท. ผ่านไปแล้ว ๒ แผน วิป (Whip) ๓ ฝ่าย เห็นชอบไปแล้ว ๒ แผน วันนี้เป็นแผนที่ ๓ แล้วจะ เป็นบันได ๙ ขั้นไปสู่ขั้นสุดท้ายด้วยนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือในส่วนของวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ตามที่ท่านประธานรัฐสภา ได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช. และ สปท. ที่เราเรียกว่า วิป (Whip) ๒ ฝ่าย มีการประชุมในทุกบ่ายวันพุธนั้น ผมเองก็เป็นรองประธานในคณะนี้ มีท่านรองประธานคนที่หนึ่งของ สนช. เป็นประธาน ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปกิจการตํารวจครับ เป็นอนุกรรมการร่วมระหว่าง สนช. และ สปท. ก็ได้ดําเนินการ ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ประการที่ ๓ ก็คือในส่วนของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่ท่านประธานแต่งตั้งให้ผมเป็นประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ของ ข้อบังคับของ สปท. ซึ่งมีหน้าที่ในการประสานทั้งทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพและไปในทิศทางเดียวกัน ก็ได้รับแนวทาง ของแผนปฏิรูปในการประสานงานกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ได้จัดการประชุม โดยเชิญ ท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติและท่านประธานอนุกรรมการ ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา และท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ก็คือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา และทีมงาน มาประชุมที่ห้องทํางานผมนี้ครับ โดยยึดเอาแผนปฏิรูปของ สปท. แล้วก็ ในส่วนแนวนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีและท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งดูแลในคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินในการกํากับในส่วนของกิจการตํารวจนะครับ
ก็ได้ข้อสรุปในเรื่องของการเดินหน้าแผนปฏิรูปในเรื่องของการปรับปรุง ประสิทธิภาพของโรงพัก ทั้งในส่วนของการบริการประชาชน ความโปร่งใสในการแจ้งความ ประสิทธิภาพของระบบสอบสวน แม้แต่เรื่องการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน เพราะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม และนํามาสู่การเดินทางไปร่วมดู นครสวรรค์โมเดล (Model) นะครับ ซึ่งก็มีท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ซึ่งเป็นกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติด้วย แล้วก็เป็น สปท. แล้วก็เป็นกรรมการประสานการขับเคลื่อน แล้วก็มี สปท. อีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งในส่วนของทีมงานจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยการนําของ ผู้ช่วยผู้บังคับการตํารวจแห่งชาติและสํานักโยธาธิการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพื่อไปดู เกี่ยวกับการปรับปรุงตัวสภาพทางกายภาพของโรงพัก ก็เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะมีปัญหา ในเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่านของการโยกย้ายแต่งตั้งก็ตาม แต่ก็ยังต้องมีการปรับปรุงนะครับ ประการที่ ๒ ก็คือความเห็นพ้องในเรื่องของการปฏิรูป ซึ่งมีโรงพักอยู่ ๑,๔๖๗ โรงพัก ทั่วประเทศ มี ๕๐๐ โรงพัก ที่ได้มีการวิเคราะห์ว่าจะต้องมีการปรับปรุง จึงเป็นการปฏิรูป ในเฟส (Phase) ที่ ๑ และความตกลง
สุดท้ายที่เห็นพ้องต้องกันก็คือจะเริ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องตามบัญชาและแนวทางที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กําหนดไว้ แล้วเมื่อมาตรวจสอบดูใน ๑๐ แผนปฏิรูปของยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการตํารวจที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้รับจากทางสํานักงานผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาตินั้น ก็สอดคล้องเกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ต่อแผนของปฏิรูปกิจการตํารวจ ของ สปท. ซึ่งมีอยู่ ๙ แผนนะครับ จึงจําเป็นที่จะเรียนให้ทราบว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วก็ได้พบผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อีกครั้งหนึ่ง เพราะท่านเป็น สนช. ท่านก็แจ้งให้ทราบว่า วันที่ ๒๑ มิถุนายนนี้จะมีการดีเดย์ (D-day) การปฏิรูปกิจการตํารวจครั้งใหญ่ตามบัญชาท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะมีการเชิญ โดยเฉพาะใน ๕๐๐ โรงพักที่ได้มีความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งก็เป็นไปส่วนหนึ่งก็สอดคล้องกับแผนปฏิรูปกิจการตํารวจที่ทาง สปท. ได้วิเคราะห์ออกมา ดังนั้นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่การขับเคลื่อนครั้งนี้เราดําเนินการ แม้จะไม่ค่อยเป็นข่าว เพราะผลสํารวจสวนดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) ก็ออกมาแล้วว่า ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลปฏิรูปอะไรบ้าง สปท. ปฏิรูปอะไรบ้าง แต่ ๕๖ เปอร์เซ็นต์ไม่ค่อย ได้รับรู้ และสาเหตุไม่ได้รับรู้นั้นก็ระบุด้วยว่า ๑. เพราะว่าสนใจปัญหาปากท้องก็เลยไม่ค่อย ได้สนใจเรื่องอื่นเท่าไร ๒. ก็คือสื่อสารมวลชนเสนอข่าวการปฏิรูปน้อยเกินไป ก็เป็นเรื่องที่ เราจะต้องปรับปรุงในเรื่องงานเหล่านี้เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้นนะครับ ขอความร่วมมือ สื่อมวลชนมากขึ้นในเรื่องเหล่านี้
ในส่วนของสุดท้ายก็คือในส่วนวิป (Whip) สปท. เองก็ได้ให้ความสําคัญ โดยเฉพาะท่านเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. และเป็นโฆษก สปท. ๑ ใน ๔ ด้วย คือท่านคํานูณ สิทธิสมาน ก็ได้นําเสนอรายงานข่าวไปยังสื่อสารมวลชนเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจ ล่าสุดก็คือข่าวสารวันนี้ที่ท่านโฆษกก็ได้กรุณาแถลงข่าว แล้วก็สื่อสารไปยังสื่อมวลชน ก็ขอบคุณสื่อมวลชนที่ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณารายงาน วันนี้ของ สปท. รวมทั้งเว็บไซต์ (Web site) คือรีฟอร์มวอยซ์ดอตคอม (reformvoice.com) ก็ได้รายงานเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเว็บไซต์ (Web site) ของรัฐสภาเอง จึงเป็นเรื่องที่ อยากจะเรียนให้ทราบว่าการทํางานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) ของแม่น้ํา ๕ สายนั้นทําตลอด จะรู้จะเห็นหรือไม่ แต่ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า ไม่ใช่พิธีกรรม เราทํางานกันอย่างหนักทั้งวันทํางาน และวันหยุด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นก็ขอให้เกิดความเข้าใจ เพื่อผู้ที่จะอภิปรายต่อไปจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนการทํางานของแม่น้ํา ๕ สาย ทั้งตัว คณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี กรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย วิป (Whip) ๑ ฝ่ายคือของเราเอง และกรรมการประสานการขับเคลื่อน ตลอดจนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งก็ได้เดินหน้าในเรื่องนี้ แล้วก็การทํางานครั้งนี้ก็จะต้องทํางานหนักกันต่อไป เพราะว่า การปฏิรูปกิจการตํารวจเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการปฏิรูปประเทศ เป็นความคาดหวัง และเป็นระบบที่เหมือนระบบอื่น ๆ นะครับ เหมือนอาชีพอื่น ๆ มีทั้งคนดี คนไม่ดี มีทั้ง ตํารวจดี ตํารวจไม่ดี ระบบการบริหารถูกแทรกแซง ไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ตาม มีการทุจริต ในองค์กร ก็เหมือนทุกองค์กรครับ อย่าไปตําหนิติเตียนแต่เพียงตํารวจอย่างเดียว ถ้ามอง ในภาพกว้างต้องปฏิรูปหมดละครับ นั่นก็คือภารกิจของ สปท. เราร่วมกับแม่น้ํา ๕ สาย โดยการนําของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ
ต่อไปก็ขอเชิญสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ทั้งนี้ จะอนุโลมยืดหยุ่นตามเนื้อหาสาระเพราะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานครับ