สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จบการอภิปรายของท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ในวาระวันเกิดท่านด้วยนะครับ ต่อไปมีเพิ่มเติมอีกท่านหนึ่งนะครับ ก็รวมเป็น ๒ ท่าน ท่านเสรีมาเป็นท่านสุดท้าย ต่อไป ขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ทางคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอ จริง ๆ แล้วผมก็นั่งฟังตั้งแต่เช้านะครับ แล้วก็คิดมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่แล้ว จนวันเสาร์ วันอาทิตย์ ว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดี แต่ก็คิดว่าถึงวินาทีนี้ก็สมควรที่จะพูด พูดในฐานะแรกคือในฐานะสมาชิก สปท. ในฐานะที่ ๒ คือในฐานะที่เป็นข้าราชการตํารวจเก่า จบจากสถาบันหลักคือโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยตํารวจ และอยู่ในสายเลือด ของตํารวจ ตั้งแต่รองสารวัตรถึงรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ยศ พลตํารวจเอก วันนี้ก็จะ พูดจากใจส่วนหนึ่งและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คืออยู่ในใจของตํารวจ ทุกคน และสังคมก็คือเรื่องการแต่งตั้ง คาบเกี่ยวกับอีกส่วนหนึ่งคือล่วงไปถึงภาพใหญ่ คือถึงบ้าน คือการปฏิรูป ทั้ง ๒ โมดูล (Module) หรือทั้ง ๒ หลักนี้ก็คงผสมผสานกันนะครับ ก็คงสําคัญด้วยกันทั้งคู่สําคัญอย่างยิ่งยวดด้วยครับ เพราะว่าตํารวจเป็นข้าราชการส่วนหนึ่ง ที่ลักษณะธรรมชาติของงานอาจจะไม่ค่อยเหมือนกับงานทั่ว ๆ ไปนะครับ มองจากข้างนอก อาจจะเป็นกึ่งทหาร กึ่งพลเรือน มีทั้งความแข็งและความอ่อนนะครับ และงานที่ทํานั้นถามว่า ออกศึกไหม ก็คงออกศึก ๒๔ ชั่วโมง ศึกเล็กศึกน้อยคือขโมยขโจร คนร้าย ไม่เคยหลับใหล นะครับ และตํารวจเองเราในฐานะผู้บังคับบัญชา เราไปรดน้ําศพลูกน้องที่เป็นตํารวจ ทั้งในเมืองหลวง ชานเมือง หรือตามพื้นที่ล่อแหลมที่เสี่ยงภัยนะครับ เราจะได้เห็นน้ําตาจาก สายเลือดแทบจะเป็นสายโลหิตของภรรยาและลูกว่าทําไมท่านถึงให้ตํารวจทําหน้าที่นี้ ไปทําอีกหน้าที่หนึ่งนะครับ เรามีกําลังพล ๒๐๐,๐๐๐ คนก็จริง เราทํางานด้วยมือแล้วทํางาน ด้วยหัวใจ ทํางานด้วยมือก็คือว่าสายตรวจจะต้องขี่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกตรวจ มีเดินเท้า มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จริง ๆ มีการสั่งการที่ทันสมัย คอมพิวเตอร์สํานักงานตํารวจ แห่งชาติเป็นยุคแรก ๆ ที่ตั้งคอมพิวเตอร์ขึ้นนะครับ แต่ปัจจุบันเรายังคงต้องทํางานด้วยการ เดินเท้า ยิ่งมิติแห่งความเจริญรุ่งเรืองหรือความเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของสังคม มากขึ้น มีแนวดิ่งมากขึ้น และอากาศมากขึ้น พื้นดินมากขึ้น ในทะเลมากขึ้น กฎหมายมากขึ้น ประชาชนมีความรู้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้นับจะเป็นทวีคูณนะครับ แต่อย่างไรก็ตามตํารวจ ก็ทํางาน ๒๔ ชั่วโมงภายใน ๑ วัน ๗ วันภายใน ๑ สัปดาห์ ๓๐ วันภายใน ๑ เดือน และยิ่งเขา สนุกกันมาก สนุกสุขสันต์กันมาก ตํารวจเองก็ต้องทํางานมากนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นบริบท ทั่ว ๆ ไปคงพูดไม่จบ

ย้อนมาเรื่องการปฏิรูป เราคงเห็นว่าวันนี้เป็นอาการของโรค หลายคนเฝ้าฟังว่า วันนี้จะมีการพูดรุนแรงไหมเรื่องการแต่งตั้ง การแต่งตั้งที่ทางหน่วยงานได้มาชี้แจงว่า ขออภัย บางส่วนมีความคลาดเคลื่อนเป็นเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ถึงกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม จริง ๆ แล้วพวกผม ตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เป็นร้อยตํารวจตรีมาถึงพลตํารวจเอก การแต่งตั้งผิด แม้แต่พยัญชนะ สระ ก็ไม่ได้นะครับ เป็นแบบแผนธรรมเนียมของตํารวจหรือแบบแผนของ ธรรมเนียมข้าราชการทั่วไปต่าง ๆ เหล่านี้ ถามว่าทําไมมันจึงเกิดขึ้น มันเป็นปรากฏการณ์ เกิดขึ้นแล้วครับ มันเป็นอาการของโรคชนิดหนึ่งซึ่งต้องใช้ยารักษานะครับ กฎหมาย กฎเกณฑ์มีแล้วตั้งแต่ พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็เป็นแม่บท ต่อเติมด้วย พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และขณะนี้ต้องกราบขอบคุณกรรมาธิการที่จะนําเสนอกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วนะครับ แล้วก็มาลงอยู่คําหนึ่งเรื่องอาวุโสนะครับ สิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นไปตามกระบวนการนั้น สิ่งที่เป็นไปแล้วคือปรากฏการณ์ซึ่งตํารวจทั้งประเทศ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนกําลังเฝ้าดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา เกิดขึ้นกับครอบครัว มองใน วงแคบ ๆ ก่อนดีกว่าว่าเกิดขึ้นกับตํารวจ เกิดขึ้นกับครอบครัวตํารวจ ลูกหลาน นี่เป็นวงแคบ กระเพื่อมไปสู่สังคมภายนอกอีกมาก สื่อมวลชนนําเสนออยู่ตลอดนะครับ สิ่งเหล่านี้ เป็นปรากฏการณ์ก็ต้องถามท่าน ผบ.ตร. ถามผู้นําองค์กร ผมเคยอภิปรายครั้งที่แล้วว่า พ่อที่ปกครองบ้านนั้นจะต้องดูแลลูกให้ดี ในสายใย ในจิตใจของพ่อนั้นรักลูกทุกคน ลูก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนอยากจะให้ได้สิ่งดี ๆ ทุกคน แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ใครเก่งอะไร ลูกคนไหนเก่งไฉน ถนัดอะไรก็ต้องจําแนกแจกแจงไปนะครับ ผมคงไม่บอกว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไรนะครับ คงต้องถามองค์การนี้หรือผู้นําองค์การนะครับ เราอยู่กันมา ตั้งแต่ดั้งเดิมนะครับ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นบิดาของตํารวจไทย มีรากเหง้า แห่งความดีงามและเป็นสถาบันเคียงคู่ของสังคมไทย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ว่า ให้แยกเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการแต่งตั้งนะครับ มีข้อสังเกตว่าเรื่องการแต่งตั้ง ตํารวจเป็น หน่วยงานหนึ่ง สถาบันองค์การหนึ่ง ซึ่งเข้าสู่กระบวนการให้ความเป็นธรรมแล้ว มักจะมีหนึ่ง คือคําว่า เยียวยา เยียวยานี่แม้ระบบสาธารณสุขเขาใช้ระบบการป้องกันนะครับ เขาไม่ให้ โรคมันเกิด เรารอให้โรคมันเกิดจนกระทั่งไฟไหม้จนเป็นจุนแล้วก็เสียหายไป แล้วเราเข้ามา เยียวยา อย่างสมมุติว่าการแต่งตั้งคราวนี้เยียวยาครั้งที่แล้ว มันเป็นลูกโซ่ งูกินหางไปเรื่อย ๆ อย่าให้เยียวยาครับ เราต้องมีจุดเริ่มที่ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นพลวัตที่พันกันอยู่ ซึ่งความเป็นจริง ข้อเท็จจริงมันอาจจะมีสิ่งองค์ประกอบอีกหลาย ๆ เรื่อง ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่า เพราะอะไร เพราะคงมีการดําเนินการอยู่และผมย้ําว่าหน่วยใดก็ตาม บ้านใครก็ตาม ไม่มีใคร หรอกครับที่จะให้ลูกของตัวเอง ลูกหลานภายในบ้านมีความทุกข์ ต้องการให้บ้านตัวเอง มีความสุขนะครับ ส่วนรายละเอียดอย่างไรนั้นผมก็คิดว่าในเรื่องการปฏิรูปนะครับ ก็คงจะต้องว่าอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนการปฏิรูปก็คงจะต้องดูในส่วน ๙ ด้านที่คณะกรรมาธิการ ท่านบอกไว้แล้วผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็ที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้บอกไว้ส่วนหลัก ๆ ก็คือว่าต้องทําให้ตํารวจทั้งหมดมีเกียรติ มีความรัก มีความสามัคคีกัน แล้วก็ต้องรู้จัก การผดุงเกียรติตํารวจ การจะผดุงเกียรติได้นั้น ท่านก็คงบอกว่าจะต้องให้ตํารวจมีความพร้อม พร้อมทั้งใจและกายนะครับ คือใจมีความพร้อม ไม่พร่อง เต็มอิ่มที่จะไปดูแลคนอื่น ที่จะ ไปอุ้มไปจูงคนอื่นได้นะครับ แล้วก็มีความพร้อมทางด้านอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้มี ความพร้อมในการทํางาน กายและใจมีความพร้อมในการทํางาน ตรงนี้ต้องทําให้ได้ก่อน ก่อนที่จะก้าวไปปฏิรูปเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดนะครับ จะเป็นเรื่องสวัสดิการเรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐานนะครับ แต่ผมอยากจะเสนอสั้น ๆ เลยว่า การปฏิรูปเราคงต้องดูรูปแบบ ของหน่วยงานต่าง ๆ นะครับ หรือองค์การต่าง ๆ ตํารวจที่ใกล้ ๆ บ้านเราในภูมิภาคเรา หลาย ๆ ประเทศเขาก็รุกหน้าไป ยกตัวอย่างเช่น ตํารวจของญี่ปุ่น เราคงศึกษาแล้วพูดกัน บ่อย ๆ นะครับ ตํารวจญี่ปุ่นก็ใช้หลักการกระจายอํานาจไปตามต่างจังหวัด ในส่วนกลาง ยังคงมีอยู่ ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ ยังมีคอมมิตตี (Committee) คือคณะกรรมการ ที่แข็งแกร่งของตํารวจชุดเล็ก ๆ แต่มีความแข็งแกร่งและมีจริยธรรมที่สูงและเชื่อถือได้ของชาวญี่ปุ่นทั้งหมด แล้วก็แบ่งไป ตามจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดก็มีคอมมิตตี (Committee) อีก มีคณะกรรมการ แต่ว่าจังหวัด เหล่านั้นก็คือตํารวจกับชุมชน คือบุคคลคนเดียวกันหรือเป็นพี่น้องกัน ก็คือตํารวจกับชุมชน ตํารวจมาจากชุมชน และชุมชนเป็นคนสร้างตํารวจ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเขาตาย เขาก็อยู่ ที่นั่น เพราะฉะนั้นเขารักถิ่นฐานเขา เขาต้องทําความดีไม่อย่างนั้นเขาเป็นตํารวจที่นั่นไม่ได้ หรือเขาจะไปบิดเบี้ยวอะไร เขาก็บิดเบี้ยวคนในพื้นที่เขา คือญาติพี่น้องเขา เขาไม่กล้า บิดเบี้ยว เขาต้องทําให้พี่น้องประชาชนเขาชื่นใจ ประดุจว่าเขาทํางานก็ทําเพื่อญาติเขา ทําเพื่อครอบครัวเขา เพราะฉะนั้นตํารวจญี่ปุ่นทุกคน อยู่ทํางานให้กับคนทั่ว ๆ ไป พับบลิก (Public) สาธารณะแล้ว ส่วนหนึ่งทํางานให้ญาติฉันมิตร เพราะฉะนั้นเฉกเช่นเดียวกัน เราคงมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราก็ได้ส่วนหนึ่งนะครับ เราอาจจะไม่มีความเข้มแข็งเรื่อง องค์กรอิสระหรือแบ่งอํานาจไป แต่เราก็มีวิธีการจัดการให้ตํารวจดี ๆ มีที่ยืน เราต้องค้นหา วิธีการนะครับ ในส่วนของการกระจายอํานาจส่วนหนึ่ง กระจายอํานาจแบบเข้มแข็ง แล้วก็ ใช้หลักการสร้างตํารวจของท้องถิ่น ให้อยู่ท้องถิ่นนาน ๆ นะครับ จะพูดโยงไปถึงข้อที่ ๒ เรื่องการแต่งตั้ง ตํารวจญี่ปุ่นเขาไม่เน้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะไม่จําเป็น ผมบอกแล้วว่า เขามาจากที่ไหน ตายที่นั่น รักที่นั่น เพราะฉะนั้นเขาตัดทิ้งไปเลยเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ยกเว้น ตํารวจไทยเรื่องเดียวพูดเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายทั้งวัน ทุกวินาทีครับ กราบขอบคุณ แล้วก็ อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายนี้นะครับ ผมไปดูงานมาทั่วประเทศ คําถามที่ถามต่อ ตํารวจต่างประเทศ ก็คือว่าแต่งตั้งโยกย้ายดีไหม ยากไหม ที่นี่แต่งตั้งยากไหม ย้ายยากไหม เขาไม่ตอบครับ ทั่วประเทศเขาบอกว่าคุณไปถามประเทศคุณดีกว่า เพราะประเทศคุณเก่ง ประเทศไทยเก่งที่สุดในโลกเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะว่าย้ายบ่อย ย้ายมาก ย้ายยาก อะไรทําได้หมดนะครับ ผมบอกแล้วว่าหลักเกณฑ์ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีผลในทางปฏิบัติ หลักเกณฑ์คือกฎเกณฑ์ดีที่สุด ส่วนหนึ่งเคยศึกษาและเคยช่วยกันดูนะครับ กฎเกณฑ์วิธีการ ต่าง ๆ ของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๗ ปัจจุบันผนวกกับมาตรา ๔๔ ของ คสช. นี้ ผมว่าดีที่สุดแล้ว นะครับ แต่ว่าให้เกิดมรรคผลทางปฏิบัติ ไม่ต้องคิดมากครับ แล้วส่วนหนึ่งที่จะเติมลงไปคือ ผู้บังคับบัญชาใกล้ตัว ผู้บังคับบัญชาใกล้ตัวนี้กินอยู่หลับนอนกับเรา ว่าใครมีแวว เหมือนครู ก็ดูแววได้ว่าเด็กคนไหน น้องคนไหนพอมีแวว ส่งเสริมขึ้นไปนะครับ โตไปจะมีความสง่างาม นะครับ ไม่ใช่ไปวิ่งหรือไปทําอะไรข้างนอก วิ่งอยู่นอกแถว ทิ้งงานหน้าตักไปหมดเลยนะครับ ต้องเรียงตัวเข้ามานะครับ รองสารวัตรต้องเคารพสารวัตร สารวัตรต้องเคารพรองผู้กํากับ ไม่ใช่ไม่เคารพ ไม่ได้ เพราะเขาชี้เป็นชี้ตายได้นะครับ ให้คุณให้โทษ ผู้กํากับต้องเคารพ รองผู้บังคับการหรือผู้บังคับการ ผู้บังคับการจะต้องเคารพเป็นชั้น ๆ ไป ผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ต้อง ให้เกียรติรอง ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. ทุกท่านก็ต้องให้เกียรติ ผบ.ตร. นะครับ และท่าน ผบ.ตร. ก็ต้องมีเกียรติ แล้วก็เชื่อมั่นได้ ท่านต้องได้รับเกียรติที่สูงนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็คงฝากไว้ว่า ผมคงพูดได้แค่นี้ อาจจะไม่ได้พูดทั้งหมดนะครับ เพราะเรื่องตํารวจนั้นก็คงมีอีกมาก แต่ผม ฝากสั้น ๆ อย่างเดียวว่าเมื่อมันเกิดปรากฏการณ์หรืออาการของโรคขึ้นสูงแล้ว ในเรื่องโรค การแต่งตั้ง ขอให้รักษาเฉพาะโรคก่อน ส่วนเรื่องปฏิรูปก็ดีนั้น ผมอยากให้ทําทุกวัน เดินทุกวัน ไม่ใช่ว่าวันนี้เกิดอาการไข้สูงเรื่องแต่งตั้งแล้วก็ตื่นตัวมาทําเรื่องปฏิรูป ไม่ใช่ครับ สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติมีมาตั้งแต่บิดาตํารวจไทย รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านได้สร้างมานะครับ แล้วเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบบ้านหนึ่ง ความสามารถของตํารวจไทยนั้นเกรียงไกรระดับโลก ความสามารถตัวบุคคลนั้นไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และเป็นครูของตํารวจหลาย ๆ แบบนะครับ ผมเป็นผู้บัญชาการศึกษา เรารู้เลยนะครับว่าเรามีสถาบันระดับโลกอยู่ในเมืองไทย ๑ ใน ๓ ของโลกที่ตํารวจทั่วโลก มาเรียนที่เราเหมือนกัน โดยเฉพาะวิชาการสืบสวนและสอบสวนด้วยนะครับ ก็ฝากไว้ว่า ขอให้ยึดมั่นในส่วนที่ทําควบกันไป ไม่ใช่วันนี้เรามาทําปฏิบัติการของโรคจริง แต่เรามาร่วม ปฏิรูปนําหน้า คือสับสน บางทีก็รื้อบ้าน สมัยก่อนได้ยินว่าผ่าตัด ๆ พอโรคเกิด มีวิธีผ่าตัด ๆ ไม่ใช่ครับ ถึงผมเกษียณแล้ว ผมยอมรับว่าตอนไม่เกษียณทําไมถึงไม่พูด ผมก็ยอมรับว่า ถึงพูดหรือไม่พูดก็ตาม ผมก็เลยไปแล้ว แต่ว่าขอให้ทําไปด้วยกันเรื่อย ๆ ทําไปเรื่อย ๆ ถามว่า ผ่าตัดวันนี้เลยไหม ปฏิรูปวันนี้เลยไหม ทําได้ก็ดีครับ แต่ว่าผมยืนหยัดกับ ๒ หลักว่า ต้องให้ ตํารวจได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีอยู่กันได้ ผมบอกน้อง ๆ ว่าต้องอยู่ให้ได้ อยู่กับ ๒๐๐,๐๐๐ คนให้ได้ ให้มีความสุขให้ได้ คนอื่นอยู่ได้เราต้องอยู่ได้ เพราะคิดว่าในส่วนเหล่านี้เราต้องค่อย ๆ ทําไป ควบคู่กันไปทั้งปฏิรูปและการแต่งตั้งที่เป็นธรรมครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ

ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีต สปช. อดีต ส.ว. และอดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ