เสรี สุวรรณภานนท์ หารือประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขพฤติกรรมและระบบการทำงานของตำรวจอย่างรอบด้าน พร้อมเรียกร้องให้สังคมแยกแยะปัญหาอย่างมีเหตุผลและสนับสนุนการปฏิรูปที่แท้จริงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลอดภัยให้กับประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ที่ได้ศึกษาแนวทางที่จะให้มีการปฏิรูปตํารวจในส่วนของมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายตํารวจ ดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมติดตามดูข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่เฉพาะวันนี้นะครับ จากช่วง ระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เราน่าเป็นห่วงในบ้านเมืองไทยเราในขณะนี้นะครับ ก็คือการสร้าง กระแส การสร้างแนวคิดให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความรู้สึกไม่ดีกับตํารวจ สิ่งต่าง ๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเกิดผลลบกับตํารวจนั้น อันนี้คือมันเป็นสัญญาณ ส่อให้เห็นถึงความเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองไทย ผมไม่อยากเห็นนะครับท่านประธานครับ ไม่อยากเห็นคนสร้างกระแสเกลียดชังตํารวจอย่างที่ผ่าน ๆ มา แล้วก็อย่างที่เป็นอยู่ เราต้องเข้าใจ แล้วต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนครับ ว่าตํารวจกับประชาชนนั้น มันแยกจากกันไม่ได้หรอก ตํารวจนั้นเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อจะเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ทําหน้าที่ดูแลคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้ความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่สิ่งที่เป็น ปัญหาของประเทศ แล้วก็มีการเรียกร้องกันให้มีการปฏิรูปตํารวจนั้น ผมว่าในสิ่งที่ กรรมาธิการได้พยายามทํานะครับ เราก็ต้องชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่าการปฏิรูปตํารวจนั้น มันไม่สามารถที่จะเสนอสิ่งใดได้แล้ว เปลี่ยนหรือพลิกผันให้เกิดสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เรียกร้อง สิ่งที่ประชาชนต้องการได้ทันทีทันใด สิ่งที่จะทําให้ตํารวจดีขึ้นนั้น มันขึ้นอยู่กับระบบ ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของคน ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย รวมถึงอํานาจในการบริหาร ประเทศ หรืออํานาจในทางการเมือง ตํารวจนั้นเป็นกลไกของรัฐในการที่จะต้องดูแลทุกข์สุข ของพี่น้องประชาชน ในกลไกของรัฐดังกล่าวนั้น เราก็ต้องยอมรับว่าคนที่บริหารประเทศนั้น คือรัฐบาล รัฐบาลก็นักการเมือง แต่เราก็ให้แนวทางเสนอความคิดเห็นไปหลาย ๆ ครั้งว่า ตํารวจนั้นต้องไม่ถูกแทรกแซงกับทางการเมือง เลยต้องการอิสระ ถามว่าในความเป็นจริงนั้น มันเป็นไปได้ไหม เราน่าจะมีการไปสร้างนักการเมืองที่ดี ไปสร้างคนที่มีความรับผิดชอบ การบริหารประเทศ ไปสร้างคนดี ๆ เข้ามาทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศในการที่จะ ดูแลประเทศและประชาชน ดังนั้นถ้าหากว่าเราได้นักการเมืองที่ดีนะครับ ระบบงานราชการ เราก็จะดี แต่ถ้าหากว่าเราไม่แก้ไขต้นตอของเหตุ แล้วเราก็ไปลงว่าตํารวจนั้นไม่ดี ตํารวจนั้น ถูกแทรกแซงในทางการเมือง ก็เลยต้องแยกแยะออกจากการเมือง ผมว่าอันนั้นหรือวิธีการ ดังกล่าวนั้นผิดครับ เราแยกแยะไม่ออกหรอกครับ แต่เราต้องการได้คนดี ๆ เข้ามาดูแล กิจการตํารวจหรืองานตํารวจ นี่คือข้อสําคัญครับท่านประธาน ความซับซ้อนของปัญหา ตํารวจนั้นในประเทศเรามีมากครับ แต่ความซับซ้อนดังกล่าวนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับแนวทางที่เรา จะนําเสนอ กรรมาธิการท่านก็ให้ความกรุณาที่จะเสนอแนวทางการปฏิรูปตํารวจนั้นออกเป็น หลายภาคส่วน มีการแก้ปัญหานั้นถึง ๙ ส่วน ใน ๙ ส่วนดังกล่าว ถ้าหากว่ามีการดําเนินการ ได้อย่างครบถ้วนกิจการตํารวจหรืองานตํารวจก็จะดีขึ้น ผมอยากให้แยกแยะความรู้สึก ส่วนตัวกับประโยชน์ของบ้านเมืองของประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ถ้าหากว่าเราเอาความรู้สึกส่วนตัวไปวัดว่าตํารวจดีหรือไม่ดีนะครับ พี่น้องประชาชน เขาสัมผัสกับตํารวจ เพราะฉะนั้นในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ตํารวจเราเองยังไม่ได้ สร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชนจนเป็นที่ยอมรับได้ อันนี้คือต้องมาแก้ไขครับ ต้องมาหาทางเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทํางาน การทําหน้าที่ของตํารวจให้ดีขึ้น การบังคับใช้ กฎหมายตํารวจต้องเอาไปทําอย่างเคร่งครัดจะทําอย่างไร ไม่ใช่บอกว่าพอมีฤดูแข่งฟุตบอล แล้วเราก็บอกว่าใครเล่นพนันฟุตบอลแล้วเป็นความผิดตํารวจต้องไปจับ ไปดําเนินคดี ไปป้องกัน ถามว่าในสภาพที่ถ้าหากว่าตํารวจเราเองยังมีการใช้บังคับกฎหมายที่ยัง ไม่รับผิดชอบให้เต็มที่มันก็แก้ไม่ได้ ในขณะที่เราออกนโยบายว่าให้ไปจับการพนันฟุตบอล ตํารวจยังแทงฟุตบอลเองเลยครับท่านประธาน แล้วจะแก้ได้ไหม ก็จะแก้ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะเห็นปฏิรูปตํารวจที่มีความชัดเจนที่สุดก็คือ พฤติกรรม หรือการกระทํา การกระทําหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ การตระหนัก ความรู้ สิ่งที่ตํารวจ จะทําหน้าที่นั้นก็ขึ้นกับตัวตํารวจนั้นเอง ถ้าหากว่าตํารวจสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทําให้เกิดความอบอุ่นให้กับพี่น้องประชาชนได้ ผมว่าอันนั้นประชาชนพึงพอใจแล้ว แต่ตํารวจเราเองก็ยังไปเรียกร้องนะครับ ไปเรียกร้องว่าต้องการให้ตํารวจดีขึ้นเพราะว่า ถูกแทรกแซง แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตํารวจเรียกให้ตัวเองอยู่ครับ ยังไม่ได้ทําหน้าที่ในการที่จะให้ประชาชนเขาเห็นนะครับ ให้เขาเกิดความรู้สึกว่าอยู่กับตํารวจ แล้วอบอุ่นครับ อยู่กับตํารวจแล้วปลอดภัย อยู่กับตํารวจแล้วได้รับความคุ้มครอง ไม่รีดไถ ไม่หาประโยชน์ ทําสํานวนตรงไปตรงมา ถ้าพฤติกรรมของตํารวจเป็นได้เท่านี้พวกเราก็ ไม่ต้องเหนื่อย แต่สิ่งที่เรากําลังทําครับ ผมกราบเรียนว่าเราต้องทําความเข้าใจกับพี่น้อง ประชาชนว่าการปฏิรูปตํารวจให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลังนั้น ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขับเคลื่อนอย่างเดียว เพราะสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศขับเคลื่อนอย่างเดียวเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะกําหนดแนวทางทิศทางในการจะ ทําให้ปัญหาของประเทศดีขึ้น แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ตํารวจมีการปฏิรูปให้เสร็จในทันตาเห็น มิฉะนั้นแล้วพอเรื่องเข้าสภามาทีไรเราก็จะถูกต่อว่าต่อขานไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไรเลยตํารวจ เรียกร้องกันมาตั้งนานแล้วตํารวจไม่เห็นจะดีขึ้น ต้องทําความเข้าใจครับท่านประธานครับ ต้องทําความเข้าใจว่าระบบการแก้ปัญหานั้นมีกระบวนการมีหลายขั้นตอน หลาย ๆ อย่างนั้น จะทําให้ดีขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับรายงานแต่ละฉบับของกรรมาธิการ ท่านได้ทําไว้ถึง ๙ ส่วน อันนี้ก็ต้องทําความเข้าใจ มิฉะนั้นแล้วพอเลยวันนี้ไปมันก็จะกลับกลายเป็นว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้ ปฏิรูปตํารวจอีกแล้ว แต่สิ่งที่กรรมาธิการเสนอมานี้ครับ นี่คือส่วนหนึ่งว่าทําอย่างไรให้ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจนั้นเกิดความเป็นธรรม ท่านก็เสนออาวุโสครับ ในระดับ อาวุโสนี้ท่านต้องยึดหลักให้ดีครับ ท่านกรรมาธิการครับ ถ้าท่านจะยึดหลักอาวุโสท่านต้อง กล้าที่บอกว่าคนที่ได้รับเลื่อนชั้นขึ้นมาต้องเอาหลักอาวุโส ถ้าหากว่าท่านไปเติมว่าดู ความเหมาะสม ความสามารถ ความรู้ต่าง ๆ ถ้าท่านไปใส่ไว้ครับ มันก็คือหลักเดิมนี้ครับ หลักเดิมที่ใช้อยู่ ไป ๆ มา ๆ หลักอาวุโสนี้มันเอาไว้ทีหลัง ที่ผมบอกว่าทําไมท่านไม่เอา หลักอาวุโสเป็นหลักเสียเลยนี้นะครับ มันไม่เสียหายหรอก เพราะอะไรครับ เพราะว่าคนที่จะ มาอาวุโสได้ ยกตัวอย่าง ผบ. ตํารวจอย่างนี้ มี ๕-๖ คน คนที่จะขึ้นมาเป็นรอง ผบ. ได้ หรือผู้ช่วยได้มันมีทั้งความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงาน เขาถึงได้มาระดับนี้ได้ ถ้าหากว่าท่านตั้งไปเลยครับ ว่าอาวุโสมาเป็นอันดับ ๑ เลย เพราะคนตรงนี้เป็นได้ทุกคนครับ นี่มันก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกทันทีขึ้นมาว่า อาวุโสของตําแหน่งที่กําหนดไว้นะครับ เมื่อถึง จุดหนึ่งแล้วสามารถเป็นได้ แต่คําว่า อาวุโส ของท่านมันอาวุโสอะไร อาวุโสด้วยตําแหน่ง หน้าที่ราชการหรือระยะเวลาที่รับราชการมา หรืออาวุโสด้วยอายุอานาม หรืออาวุโส ด้วยผลงาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเห็นว่าอาวุโสโดยตําแหน่งหน้าที่ราชการแล้วขึ้นมา เป็นอาวุโสอันดับ ๑ นะครับ ถ้าหากว่าท่านจะให้ความเป็นธรรมเขาเลย ท่านตั้งคนนั้นไปเลย มิฉะนั้นแล้วข้อเสนอของกรรมาธิการที่กังวล พอตั้งอาวุโสแล้วกลัวว่าคนอาวุโสมันเก่งไม่จริง กลัวคนอาวุโสมาแล้วทํางานไม่ได้ ความรู้ความสามารถไม่ถึง ก็เลยเขียนว่าอาวุโสประกอบ ความรู้ความสามารถ ไป ๆ มา ๆ อาวุโสจริง ๆ ไม่ได้หรอกครับ ความรู้ความสามารถมาอันดับ ๑ อันนี้ก็กราบเรียนท่านกรรมาธิการเผื่อไปพิจารณานะครับ ผมก็ไม่ได้ว่าท่านทําถูกทําผิดหรอก แต่เพียงแต่ว่าพออ่านแล้วเราอยากจะได้อะไรที่มันชัดเจน ตํารวจเขาก็จะได้สบายใจ หรือว่า ในลําดับล่าง ๆ ไป ถ้าใครอาวุโสในตําแหน่งนั้น แสดงว่าเขาไล่เลี่ยกันมาแล้วครับ ผลงาน เขามีมาแล้ว ก็ให้เขาขึ้นตําแหน่งอันสมควรเสีย แต่ข้อสําคัญถ้าหากว่าท่านจะเอาเหตุผลอื่น ประกอบอาวุโส ผมว่าเหตุผลนั้น ๑. ท่านต้องดูผลงานที่ผ่านมา ก็คือต้องมีการทําประวัติ การทํางานอย่างชัดเจน มีผลงานที่ชัดเจนว่าทําอะไรบ้าง อันที่ ๒ ต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย ถ้าใครมีประวัติด่างพร้อยถูกร้องเรียนมาอะไรมานี้นะครับ อันนี้คือจะไม่เอาแล้ว ข้อที่ ๓ สําคัญครับ ท่านต้องให้มีการประเมินจากพี่น้องประชาชน ผมไม่ได้พยายามไปยึดโยงอะไร กับประชาชนนะครับ แต่ผมคิดว่าประชาชนนั้นเขาสัมผัสตํารวจ โดยเฉพาะตํารวจในระดับ ท้องถิ่น ในระดับพื้นที่ ตํารวจเขาก็จะได้รับการพิจารณาจากประชาชนอีกระดับหนึ่ง อันนี้ มันก็จะทําให้มีประวัติการทํางานของตํารวจที่ดีขึ้น แล้วสุดท้ายครับ การแต่งตั้งโยกย้าย สําหรับตํารวจที่มีประวัติด่างพร้อย ท่านต้องเอาเข้ากรุไปเลยครับ ถ้าหากว่าย้ายจาก จังหวัดหนึ่งผลงานไม่ดี ประวัติไม่ดี เอาไปอยู่จังหวัดอื่น ๆ ผลกรรมก็จะไปตกกับพี่น้อง ประชาชนในจังหวัดนั้น อันนี้ก็ฝากไว้ ด้วยระยะเวลาจํากัดนะครับ ก็กราบเรียนว่าสิ่งที่ กรรมาธิการได้ทํารายงานแล้วพยายามให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาร่วมกันนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นแนวทางที่เราต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ว่าการปฏิรูปกิจการ ตํารวจนั้นไม่ใช่แค่รายงานเพียงรายงานนี้ฉบับเดียวแล้วจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ตํารวจให้ดีขึ้นทั้งระบบ ขอบพระคุณครับ