คํานูณ สิทธิสมาน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสูงตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปที่กำหนดให้พิจารณาเฉพาะลำดับอาวุโส โดยไม่รวมความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสม ซึ่งขัดกับหลักการบริหารงานที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและรัฐสภา.
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รายงานฉบับนี้เป็น ๑ ในไม่กี่ฉบับที่ผม ใช้เวลาศึกษาอย่างละเอียด แล้วก็ชั่งน้ําหนักอยู่พอสมควรว่าจะอภิปรายหรือไม่ประการใด สนับสนุนทั้งหมดหรือมีข้อสังเกตบางส่วนนะครับ ก็อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่าตั้งแต่ วันพฤหัสบดีมานี้กระผมก็ได้แถลงข่าวในเชิงสนับสนุนมาโดยตลอดนะครับ แต่จนกระทั่ง ถึงนาทีสุดท้ายนี้กระผมไม่อาจจะสลัดข้อข้องใจของการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารง ตําแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไปได้ กล่าวคือ โดยภาพรวมการเลื่อน ตําแหน่งข้าราชการตํารวจในรายงานนี้ก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ตั้งแต่สารวัตรขึ้นถึง ผู้บัญชาการ ให้ใช้เรียงลําดับตามบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤติ ส่วนตน ๗๐ ข้ามลําดับได้ ๓๐ กระผมเห็นด้วย เพราะว่าในบัญชีเรียงลําดับอาวุโสนั้นก็ได้มีการถ่วงน้ําหนักระหว่างอาวุโสกับความดี ความชอบ และความไม่ดีความไม่ชอบเรียบร้อยแล้ว ก็คือถ้าทําผิดถูกลงโทษทางวินัย ลดอาวุโสได้ ๑ ปีไม่มีจํากัด แต่ถ้ามีความดีความชอบ มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ มีคณะกรรมการที่มีความโปร่งใสสามารถเลื่อนอาวุโสบวก ๑ ปี ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวน ทั้งหมด กระผมกล่าวถูกนะครับ อันนี้เห็นด้วย ทีนี้เมื่อไปดูข้อ ๑ ข้อ ๒.๑.๓ ข้อ (๑) ในรายงานหน้า ๔ ท่านแยกออกไปแตกต่างกันก็คือว่า ข้าราชการตํารวจที่จะแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไป ให้พิจารณาเรียงตามลําดับอาวุโส ก็แปลว่า ให้เรียงตามลําดับอาวุโสเท่านั้น และเรียงตามลําดับอาวุโสในที่นี้เมื่อพิจารณาโดยลายลักษณ์ อักษร ก็หมายถึงว่าเป็นเรียงตามลําดับอาวุโส ไม่ได้มีคําว่า ประกอบความรู้ความสามารถ และความประพฤติ ทีนี้สิ่งที่กระผมชั่งน้ําหนักแล้วก็จะต้องเรียนถามท่าน แล้วก็ขออภิปราย ในเชิงไม่เห็นด้วย ถ้าเผื่อสิ่งที่กระผมนี้เข้าใจผิด ถ้าเข้าใจผิดกระผมก็จะปรับความเข้าใจต่อไป ก็คือว่าตั้งแต่โตขึ้นมาเป็นสารวัตรจนถึงผู้บัญชาการ จะได้รับการเลื่อนตําแหน่งเวลามี ตําแหน่งว่างอยู่ในบัญชีอาวุโสบวกความรู้ ความสามารถและความประพฤติส่วนตัวหมด คือมีการถ่วงน้ําหนักกัน ๗๐ ต่อ ๓๐ นั้นข้ามได้ แต่พอจะขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติกลายเป็นเรื่องอาวุโสอย่างเดียว และจากผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติที่จะ ขึ้นไปเป็นรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นจเรตํารวจ เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ก็อาวุโสอย่างเดียว กระผมเห็นว่ามีปัญหาครับ เพราะว่าได้สอบถามจากผู้รู้ในวงราชการแล้ว ถ้ากระผมไม่เข้าใจผิด ก็ไม่มีตําแหน่งปลัดกระทรวงอื่น ไม่มีตําแหน่งอธิบดีอื่นของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ที่ถูกระบุไว้ว่าเวลาจะเลือกขึ้นไปดํารงตําแหน่งซึ่งเป็นตําแหน่งโปรดเกล้าฯ จะต้องไปตามลําดับอาวุโสอย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหลักอาวุโส อันนี้แน่นอนอยู่แล้วครับ แล้วก็ชั่งน้ําหนักกับความรู้ความสามารถแล้วที่สําคัญที่สุดก็คือความเหมาะสม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง ตําแหน่งโปรดเกล้าฯ เหล่านี้ก็จะมีรัฐธรรมนูญบังคับไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็อยู่ที่มาตรา ๑๘๐ กระผมจะไม่อภิปรายในเชิงนั้น แต่ว่าเขา ก็ต้องให้คณะกรรมการก็ดี หรือว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นฝ่ายการเมืองก็ดี เขาสามารถ ใช้ดุลยพินิจในการเลือกจากบุคคลที่เขาคิดว่ามีความเหมาะสมที่จะทํางานกับเขาได้ กระผม มีความคิดแล้วก็มีหลักคิดที่มั่นคง ผมเคยอภิปรายท่านมาครั้งหนึ่งว่า คือเราไม่สามารถจะ มองได้ว่าฝ่ายการเมืองเลวทุกอย่าง ไม่สามารถจะมองได้ว่าฝ่ายการเมืองเขามาแทรกแซง ข้าราชการประจําทุกอย่าง แต่จะต้องมองอีกมุมหนึ่งว่าถ้ามันมีการพัฒนาการเมืองไปแล้ว แล้วฝ่ายการเมืองเขาต้องรับผิดชอบต่อประชาชนถ้าเขามาจากการเลือกตั้ง หรือถ้าเขา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนระบอบปัจจุบัน เขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เขาต้อง รับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในการแถลงนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการตํารวจ ใกล้ชิดกับประชาชนทุกระดับ เขาต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ทีนี้ในเมื่อข้าราชการตํารวจมีความสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ทุกระดับ แล้วหัวบนสุดของข้าราชการตํารวจคือผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รวมทั้งตําแหน่ง ตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไป เขาสมควรที่จะได้เลือกด้วยตัวเขาเองหรือไม่ บ้างครับ ว่าเขาต้องการให้บุคคลผู้ใดได้ดํารงตําแหน่งอันสําคัญนั้น เพราะว่าหัวขององค์กรก็มีความสําคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตาม นโยบาย เขาต้องรับผิดชอบสารพัดอาจจะติดคุกได้ทุกเวลา แต่ท่านไม่ให้สิทธิเขาเลือกคน ที่จะเป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเลยหรือครับ ตั้งแต่ขึ้นไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาตินี้อาวุโสอย่างเดียว จากผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็อาวุโสอย่างเดียว กระผม มีข้อจะหารือท่านว่ามันเป็นการจํากัดเกินไปหรือไม่ครับ และไม่ว่าท่านจะออกแบบการเลือก ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติตามโครงสร้างใหม่ของท่านอย่างไร ปัจจุบันเป็น ก.ต.ช. นะครับ ตามแผนปฏิรูปของท่าน ท่านต้องการให้เป็น ก.ตร. จะมีองค์ประกอบเข้ามากี่คนก็สุดแท้แต่ แต่องค์ประกอบเหล่านั้นไม่สามารถพิจารณาให้เป็นไปตามความเหมาะสมหรือความควร จะเป็นได้ เพราะว่าติดด้วยที่ท่านล็อกตายตัวไว้ในกฎ ก.ตร. ให้เป็นอาวุโสอย่างเดียว อันนี้ คือความในใจของกระผมที่อยากจะหารือกับท่านว่าเราก็ต้องมองฝ่ายการเมืองเขาในฐานะ ที่เขาต้องมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อรัฐสภา ถ้าเขา ไม่สามารถที่จะเลือกได้เลยมันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วที่สําคัญก็คือว่าจะเป็นการเขียนกฎ ก.ตร. ขึ้นมาซึ่งไม่ใช่ระดับพระราชบัญญัติ ไม่ใช่ระดับรัฐธรรมนูญนะครับให้มีลักษณะพิเศษขึ้นเป็น หน่วยงานแรกหรือไม่ ท่านประธานครับ เรื่องการเมืองกับข้าราชการประจํา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการประจําที่เกี่ยวกับความมั่นคงเป็นปัญหามาโดยตลอด สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๑ เขาก็แก้ปัญหาด้วยการตราพระราชบัญญัติระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม อันนั้นคือการโยกย้าย แต่งตั้งนายทหารนะครับ ผมจะเปรียบเทียบให้ดู เขาก็ให้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างระดับเฮด (Head) ของข้าราชการประจํา คือ ผบ. ๓ เหล่าทัพ ผบ. สูงสุด และปลัดกระทรวงกลาโหม บวกกับอีก ๒ ตําแหน่งที่มาจาก การเมือง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ๗ ตําแหน่งนี้ที่จะมีมติในการแต่งตั้ง โยกย้ายนายทหารระดับนายพล ซึ่งเขาก็ไม่ได้กําหนด ครับว่าจะต้องมาจากอาวุโสอย่างเดียว ตั้งแต่ระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการเหล่าทัพขึ้นไป แต่ก็ใช้ การชั่งน้ําหนัก การถ่วงน้ําหนัก แล้วก็เป็นมติร่วมกัน ซึ่งถ้าดูโดยตัวเลขก็ฝ่ายประจํามากกว่า ฝ่ายการเมืองอยู่แล้ว โดยเฉพาะในบางยุคบางสมัยหรือหลายยุคหลายสมัยมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมคนเดียว จนกระทั่งเกิดเป็นประเพณีในยุคหลัง ๆ มาว่าต้องมีการตั้ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าไปด้วยเพื่อดุลมันจะได้เป็น ๒ ต่อ ๕ เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นประเด็นเดียวที่กระผมยังค้างคาใจอยู่ ไม่อาจจะสนับสนุนรายงานนี้ได้ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จนกว่าท่านจะสามารถชี้แจงได้ ผมย้ําอีกทีนะครับ ระดับสารวัตรขึ้นมา จนถึงระดับผู้บัญชาการกระผมเห็นด้วยครับ ๗๐ ต่อ ๓๐ และเป็น ๗๐ ที่เป็นอาวุโส ที่ถ่วงน้ําหนักด้วยความรู้ความสามารถและความประพฤติส่วนตัวแล้ว แต่ตั้งแต่ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขึ้นไปผมดูที่ท่านเขียนอธิบายไว้นะครับ ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจครับ ไม่ได้ตอบคําถามครับ ท่านบอกว่าการแต่งตั้งโดยหลักอาวุโสและประสบการณ์ของระดับ ผู้บัญชาการขึ้นไปนี้กําหนดโดยพื้นฐานของหลักการว่าข้าราชการตํารวจที่สามารถรับราชการ จนเจริญเติบโตมาได้ในระดับดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นระยะเวลา นานพอสมควร สั่งสมประสบการณ์ในการทํางานในแต่ละระดับตําแหน่งมา และมีความรู้ ความสามารถทั้งสิ้น ทําให้พิจารณาได้ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ทํางานใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน ขีดเส้นใต้ ๑๐๐ เส้นสีแดงบอกว่า อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน ท่านเขียนไว้อย่างนี้ แต่ท่านไปล็อกว่าให้พิจารณาตามอาวุโสอย่างเดียว ก็แล้วถ้าอาวุโส มากกว่า แต่มันมีปัญหาเรื่องความประพฤติและการปฏิบัติตนตามที่ท่านเขียนอธิบายไว้เอง จะทําอย่างไรครับ กระผมก็มีอีกหลายเรื่อง แต่ว่าสรุปคือเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ยอมรับว่า ยังค้างคาใจอยู่ ถ้าท่านชี้แจงให้สามารถเข้าใจได้ก็ยินดีสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าชี้แจงแล้ว กระผมยังเห็นต่าง ก็ยินดีสนับสนุนอยู่ดีครับ แต่ว่าขอให้บันทึกไว้ในรายงานที่ท่านจะส่งไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีภายใน ๗ วันนับจากนี้ไป เพราะผมต้องการให้ฝ่ายการเมืองเขาได้ มีโอกาสเลือกคนที่จะสามารถทํางานร่วมกับเขาและปฏิบัติตามนโยบายที่เขาต้องรับผิดชอบ ต่อประชาชนและต่อสภาได้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ