วรพงษ์ แจงเกณฑ์แต่งตั้งตำรวจ ยึดอาวุโส-ข้ามได้หากจำเป็น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ชี้แจงแนวทางการบริหารงานตำรวจในหลายมิติ ทั้งการแต่งตั้งโดยยึดอาวุโสเป็นหลักแต่สามารถข้ามได้ตามความจำเป็น การประเมินผลแบบ 360 องศา และการหมุนเวียนตำแหน่งข้าราชการ โดยเน้นให้มีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและ ก.ตร. ที่ควรประกอบด้วยผู้ทรงคุณธรรมจากการเลือกตั้งของผู้เกษียณ เพื่อเสริมธรรมาภิบาล พร้อมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงเงินเดือนและสวัสดิการของตำรวจชั้นประทวนเพื่อลดช่องว่างและยกระดับขวัญกำลังใจอย่างยั่งยืน

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ท่านสมาชิกครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๕ ท่านนะครับที่ได้กรุณาให้ความคิดเห็น ซึ่งเป็นประโยชน์ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าในการพิจารณาเรื่องนี้มันใช้ดุลยพินิจล้วน ๆ ประกอบประสบการณ์ ประกอบข้อเท็จจริงที่ผ่านมาว่าแต่ละหลักเกณฑ์ แต่ละอย่างนั้น มันปรับแก้ มันเปลี่ยนมาตลอด อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ แม้แต่หลักเกณฑ์การพิจารณา อาวุโสนี้ก็เพิ่งแก้ไขล่าสุดเมื่อกรกฎาคม ๒๕๕๗ ตามประกาศ คสช. ที่ ๘๙ ถ้าเจ้าหน้าที่ จะกรุณาขึ้นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อีกสักครั้งหนึ่ง

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ซึ่งก็ไม่เหมือนกับ ส่วนราชการอื่นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทีนี้ตรงประเด็น ตอบคําถามของท่านคํานูณเลยนะครับ เรื่องนี้ก็ถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้เราก็เลยตกลงว่า ถ้าอย่างนั้นหลักนี้มันวางไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ยังใช้อยู่จนถึง ปัจจุบัน แล้วผู้วางหลักก็คือประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ ท่านวางไว้ ก็คือคนที่เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติแล้ว หมายถึงผู้บัญชาการระดับบัญชาการนะครับ จะขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้พิจารณาเรียงอาวุโส แล้วก็ยึดถือกันมาโดยต่อเนื่องนะครับ ผมเองเมื่อผมเป็นผู้บัญชาการ ตอนจะขึ้นผู้ช่วยก็ตามอาวุโส พอขึ้นผู้ช่วยเสร็จก็จะเป็น พลเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. นี่ พลตํารวจโท พอจะขึ้นพลเอก มี สบ. ๑๐ ก่อน ตําแหน่งที่ปรึกษา ก็ต้องไปกินตําแหน่ง สบ. ๑๐ ก่อน แล้วก็ขยับขึ้นเป็นรอง ผบ. นะครับ อันนี้เกณฑ์นี้มันใช้มา นานมาก เราคณะทํางาน คณะกรรมาธิการก็เห็นว่ามันใช้แล้วมันก็ไม่มีปัญหานะครับ แต่ในหลัก ที่เขียนนี้นะครับ ถามว่าข้ามได้ไหม ข้ามได้นะครับ เพราะว่าใช้คําว่า ให้พิจารณาเรียงลําดับ หมายความว่ามีว่าง สมมุติว่าระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. มีว่าง ๕ ตําแหน่ง มีผู้บัญชาการอยู่ สมมุติว่าอยู่จริง ๆ ผู้บัญชาการน่าจะประมาณ ๓๐ กว่าตําแหน่งนะครับ ประมาณ ๓๐ กว่าตําแหน่งทั่วประเทศ มีผู้บัญชาการประมาณ ๓๐ กว่าตําแหน่ง เพราะฉะนั้น แคนดิเดต (Candidate) สําหรับผู้บัญชาการที่จะขึ้นผู้ช่วยมีอยู่แค่นี้ ผู้บังคับบัญชาทั้งหมด ผบ.ตร. หรือว่านักการเมืองก็จะรู้จักตัวเกือบหมดเลยว่า ๓๐ กว่าคนนี้ ระดับพลโท ทั่วประเทศที่ทํางานจะรู้จัก ก็จะพิจารณา กับหลักที่เขียนคือพิจารณาเรียงตามลําดับ อาวุโส คนที่ ๑ เป็นอย่างไร เขามีข้อบกพร่องอะไร อย่างไรนะครับ ทีนี้ที่ผ่านมาการปฏิบัตินี้มักจะ ผ่านหมด เพราะถือว่าคนที่เติบโตมาแล้วผ่านการประเมินแบบใช้ความรู้ความสามารถ ประกอบมาแล้ว ยิ่งถ้าใช้หลักเกณฑ์ตัวนี้ คนที่ผ่านมาตั้งแต่รองสารวัตร มาเป็นสารวัตร อายุของคนที่เป็นผู้บัญชาการก็ประมาณ ๕๐ อัป (Up) ทั้งนั้นล่ะครับ ๕๐ อัป (Up) ๕๒ ๕๓ เพราะฉะนั้นก็ผ่านการทํางานมา เพราะฉะนั้นถ้าใครมีความรู้ความสามารถก็จะแซงขึ้น มาแล้ว แซงเพื่อนรุ่นเดียวกัน แซงขึ้นมาอยู่ระดับท็อป (Top) แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ หลักใช้อยู่อย่างนี้ แต่ถามว่าข้ามได้ไหมถ้าเกิดจําเป็นจริง ๆ ถ้ามีความประพฤติเกิดชัดเจน ในหลักนี่ใช้พิจารณาเรียงอาวุโส ผมไม่แน่ใจว่าตลอดเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาก็มีข้ามได้ ใช่ไหมครับ อันนี้เราเขียนตามหลักกฎ ก.ตร. เดิม อันนี้ก็ตอบคําถามท่านคํานูณนะครับ

ประเด็นต่อไปนะครับ ที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาซักถามหรือว่าให้คําแนะนํา ผมจะขออนุญาตตอบรวม ๆ นะครับ เพราะถ้าไล่ ๑๕ ท่านเดี๋ยวพอดีท่านไม่ได้ทานข้าวกัน รวม ๆ เลยสิ่งที่ผมต้องขอบคุณมาก ๆ ก็คือเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเรื่องของเกณฑ์การประเมิน แน่นอนเลยตรงนี้สําคัญที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นเราในฐานะกรรมาธิการไม่สามารถจะมา เขียนเกณฑ์การประเมินให้กับ ๓๐ กว่ากองบัญชาการได้ เราไม่สามารถจะเขียนได้ ในที่สุด เราจึงต้องเสนอว่า หรือแม้แต่ ตร. เองก็คงไม่สามารถจะสร้างเกณฑ์อย่างละเอียดให้กับ ทุกกองบัญชาการได้ เพราะฉะนั้นเราจึงกําหนดให้เป็นหน้าที่ของแต่ละกองบัญชาการเป็นผู้ที่ ศึกษาและสร้างเกณฑ์ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามเราก็เปิดโอกาสให้ตัว ก.ตร. สามารถที่จะ กําหนดได้เหมือนกัน หมายถึงกําหนดเป็นนโยบายว่าเกณฑ์การประเมินอย่างน้อยต้องมี อะไรบ้าง แต่ขณะเดียวกันในรายละเอียดนั้นเป็นหน้าที่ของกองบัญชาการ ซึ่งเราก็ระบุ ไว้แล้วว่าในขั้นตอนของการกําหนดเกณฑ์นั้นเขาจะต้องเชิญภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ก.ตร. หรือผู้ว่าราชการจังหวัด มาร่วมกันคิดเกณฑ์การประเมิน ว่าในพื้นที่เราตํารวจภูธรภาค ๔ พื้นที่อีสานเราควรจะมีเกณฑ์การประเมินอะไรเพื่อมาใช้ แล้วก็เมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. ก็ต้องประกาศนะครับ ทีนี้สิ่งที่เราหารือกันอย่างนี้เราก็เห็นด้วย ในเรื่องของการประเมินแบบ ๓๖๐ องศา นั่นหมายความว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้ให้ข้อมูลการประเมินกับผู้บังคับบัญชาว่ามีลีดเดอร์ชิป (Leadership) ไหม มีความ เป็นผู้นําไหม เวลาทํางานกับผู้บังคับบัญชาคนนี้แล้วเขาเกิดขวัญกําลังใจหรือเขาเกิดความ ท้อแท้ หมดหวัง ไม่อยากทํางานด้วย มันมีอยู่จริงนะครับ พอเจอนายคนนี้ทําอย่างไร จะหลบได้ แต่เจอนายคนนี้ขอไปด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะมีอยู่ในหลักเกณฑ์การประเมิน ซึ่งผมก็จะขออนุญาตว่าเดี๋ยวจะไปขอเพิ่มเติมตรงนี้ให้ชัดขึ้นนะครับ

ในเรื่องของบางท่านที่สงสัยในเรื่องของทําไมใช้หลักอาวุโสอย่างเดียว หรือบางท่านว่าทําไมไม่เอาคะแนนมา อันนี้ก็ชัดเจนแล้ว เผอิญที่ท่านคํานูณได้อธิบายผมว่า ก็ชัดยิ่งขึ้นแล้วครับว่า หลักครั้งนี้ไม่ใช่หลักอาวุโสนะครับ นี่คือหลักความรู้ความสามารถเลย ถ้าเอาหลักอาวุโสอย่างเดียวอย่างที่ผมนําเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่ามันไปไม่ได้หรอก ชาติไม่มี ทางพัฒนาเลยถ้าเราไม่ให้คนเก่ง คนดีขึ้นมาทํางาน แน่นอนคนเรารุ่นเดียวกันมันก็มีเก่งกับ ไม่เก่ง แน่นอน แล้วความประพฤติด้วยนะครับ เราต้องส่งเสริมคนเก่ง คนดี คนดีก็คือคนมี ความประพฤติดีให้ได้มีโอกาสขึ้นมาปกครองบ้านปกครองเมืองใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น หลักนี้ชัดเจน แต่การบาลานซ์ (Balance) น้ําหนักตรงนั้นเอง ซึ่งถ้าจะดูตามที่ผมนําเรียนนะครับ ก็จริง ๆ มันอาจจะไม่ถึงกับ ๕๐ ต่อ ๕๐ แต่จริง ๆ มันก็คือ ๕๐ ต่อ ๕๐ ก็คือมันอยู่ใน ๗๐ แล้ว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันจะอยู่ใน ๓๐ เปอร์เซ็นต์หลังอีก ๓๐ รวมกัน นี่คือความรู้ ความสามารถล้วน ๆ ก็คือ ๕๐ นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็คิดได้เท่านี้นะครับ ก็เลยเสนอ อย่างนี้นะครับ แล้ว ก.ตร. ที่มีคุณธรรม ก.ตร. ผมก็ได้ยึดว่าเราได้เสนอในวาระการปฏิรูปที่ ๒ ไปแล้ว ก็คือโครงสร้างที่มาของ ก.ตร. เรายึดตามนั้น ก็คือการเลือกตั้งจากรอง ผบ. ที่เกษียณ ไปแล้วมาเป็นประธาน ก.ตร.

บางท่านถามเรื่องการหมุนเวียนข้ามกองบัญชาการ สามารถข้ามได้ครับ แต่จะไปแต่งตั้งแล้วไปขึ้นเลยไม่ได้นะครับ หลักอันนี้สําคัญ เพราะว่าที่ผ่านมามันมีการวิ่งเต้น ไปปิดหัว เช่น มองว่าตัวเองอยู่ในนครบาล สมมุติ ผมยกตัวอย่างนะครับ รองสารวัตรที่จะขึ้น สารวัตร เป็นรองสารวัตรมา ๑๖ ปี ยังไม่ได้เป็นสารวัตรเลย แต่ภาคอีสาน ภาค ๔ สมมุติ ตํารวจภูธรภาค ๔ บางครั้งเป็น ๑๐ ปี อาวุโสสูงสุดรองสารวัตรของภาคอีสาน ภาค ๔ สูงสุด แค่ ๑๐ ปี นั่นหมายความว่า ๑๑ ปี ๑๒ ปี ๑๓ ปี เป็นสารวัตรหมดแล้ว แต่นครบาล ๑๖ ปี ยังไม่ได้เป็น บางคนก็วิ่งย้ายเพื่อที่จะไปปิดหัวแล้วขึ้นเลย เราก็ห้ามลักษณะอย่างนี้ ถ้าคุณ จะไปอย่างนั้นคุณโดดข้ามไปเลยไม่ได้ คุณจะต้องไปอยู่อย่างน้อย ๒ ปีก่อน ถามว่านี่คือ ไปเรียนรู้งานของพื้นที่เขาก่อนแล้วถึงจะขึ้นได้ การหมุนเวียนทําได้นะครับ การหมุนเวียน คือถ้าไประดับเดิมทําได้นะครับ แต่อย่างน้อยคุณจะต้องดํารงตําแหน่งเดิมนั้นอย่างน้อย ๒ ปีก่อนถึงจะย้ายได้ เช่น คุณเป็นสารวัตรที่ภาคอีสานอย่างน้อย ๒ ปีถึงจะย้ายหมุนเวียน เขาได้นะครับ ที่ผมจะตอบเพิ่มนะครับ

เรื่องของการประเมิน ที่ท่านเสนอเรื่องของการประเมินแอตทิจูด (Attitude) ของวุฒิภาวะทางอารมณ์อะไรตรงนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องลงรายละเอียด ที่เป็นหน้าที่ ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติและ ก.ตร. ที่จะต้องไปกําหนด ผมพยายามดูประเด็นที่เป็น ภาพรวม ๆ นะครับ

เรื่องของจริยธรรมที่มีท่านพูดถึง แน่นอนก็จะต้องอยู่ในหลักการประเมิน เช่นเดียวกัน เพราะว่าอยู่ในหัวข้อของความประพฤติ เรื่องของจริยธรรม

ที่ท่านพูดถึงเรื่องของชั้นประทวนนะครับที่ท่านนิกร จํานง กรุณาพูดถึง ขวัญกําลังใจของชั้นประทวน อันนี้ก็แน่นอนที่สุดนะครับอยู่ในประเด็นเรื่องของระบบ งบประมาณเรื่องของระบบสวัสดิการซึ่งอยู่ในประเด็นที่เรากําลังทําอยู่นะครับ ขณะนี้กําลัง ศึกษาแม้กระทั่งฐานเงินเดือน ความห่างชั้นกันระหว่างฐานเงินเดือนของตํารวจชั้นประทวน กับตํารวจชั้นพลเอกนะครับ จากเป็นตํารวจครั้งแรกเงินเดือนไม่ถึงหมื่น แต่พอเป็นพลเอก รับเงินประจําตําแหน่งด้วยอะไรด้วย แสนกว่า เรากําลังศึกษาว่าค่าความเป็นมนุษย์ มันต่างกันขนาดนั้นเลยหรือ แสนกว่า กินก็กินเท่ากัน ใช้ก็ใช้เท่ากัน กําลังศึกษาเรื่องนี้ คณะทํางานกําลังศึกษาอยู่ว่าควรจะปรับอย่างไรเพื่อให้เขาจบมาครั้งแรกเขาสามารถมีชีวิต อยู่ได้ กินอยู่ค่าความจําเป็นพื้นฐานก็ไปศึกษาเอาผลงานของที่มีการศึกษาไว้แล้วนะครับ อันนี้เป็นการตอบคําถามที่ท่านถามห่วงใยในเรื่องของขวัญกําลังใจของชั้นประทวน ซึ่งอาจจะยังไม่ใช่ในประเด็นนี้นะครับ ก็ขออนุญาตถือโอกาสตอบนะครับ

ผมคิดว่าผมคงได้เรียนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจ แล้วก็ทุกประเด็นที่ท่าน ให้ข้อคิดมาผมต้องขอขอบพระคุณนะครับและจะนําไปสู่การปรับแก้เอกสารต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ