วิทยา ชี้ปัญหาปฏิรูปตำรวจต้องวิเคราะห์ลึก-เสนอโอนสอบสวนคดีเฉพาะทาง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย ตั้งข้อสังเกตต่อปัญหาการปฏิรูปตำรวจและการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเรียกร้องให้กรรมาธิการศึกษาที่มาของปัญหาอย่างลึกซึ้ง พร้อมตั้งคำถามถึงความเพียงพอของมาตรการปฏิรูปและข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง ขณะเดียวกันเสนอแนวทางปฏิรูปการบริหารคดีอาญาผ่านการใช้บทบัญญัติใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 เพื่อโอนอำนาจสอบสวนคดีเฉพาะทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย และเรียกร้องความชัดเจนในการปิดคดีนาตารีเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ต้องออกตัวแทนเพื่อน ๆ ตํารวจหรือใครที่รู้สึกนะครับว่าตํารวจโดนหนัก มันช่วยไม่ได้ครับเป็นช่วงสถานการณ์ นี่ท่านนักเลือกตั้งเป็นใหญ่ตํารวจอยู่แถว ๒ ครับ นักเลือกตั้งโดนด่าคนแรกครับ พอนักเลือกตั้งหายไปจากระบบอํานาจหมด คนที่โผล่หัวมา คือตํารวจ ตํารวจต้องโดนถัดมา อันนี้สถานการณ์กําหนดครับ ทีนี้ผมมีเรื่องต่อกับกรรมาธิการ นิดหนึ่งครับ คือผมติดใจอยู่เรื่องหนึ่งฝากท่านก็คือผมต้องการที่ไปที่มาของปัญหา ก็ฝากท่าน ไปศึกษาต่อ แต่ท่านจะบอกว่าเจ๊า ๆ ไป ก็น้อง ๆ ฟังไว้นะครับ ที่ผ่านมาที่บอกว่าวิกฤต ปัญหาโยกย้ายกันผิดพลาดเจ๊ากันไป จะได้รู้ว่าสังคมไทยเรานิรโทษกรรมกันง่าย ยกเว้นเรื่อง การเมือง

ทีนี้ปัญหาเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่ผมตั้งไว้แล้วว่าข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการ มี ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ ก็คือศึกษาแนวทางการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งท่านเสนอเรื่องการปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้ายมาแล้ว ทีนี้อารัมภบท ที่ท่านบอกปัญหามา ท่านทราบครับว่ามันมีปัญหามากกว่าการโยกย้าย ทีนี้ผมก็เลยคิดว่า มันคงจบห้วน ๆ เอาแค่ว่าโยกย้ายมีหลักประกันอะไรแล้วข้างหน้าไม่เกิดแล้วนะ แล้วก็เจ๊ากันไป อย่างนี้ง่ายครับประเภททนได้ครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมอ่านคอลัมน์ของคนทนไม่ได้อยู่ ก็พยายามสวมวิญญาณของอารมณ์คนทนไม่ได้มาทวงแทน แต่ปรากฏว่าคนสวมวิญญาณ ไปเสียก่อนแล้วครับเพราะทนได้แล้วก็เลยต้องถามต่อไปครับว่า เอาปฏิรูปตํารวจแค่นี้ พอแล้วนอกนั้นยกมือใส่บ่าท่านนายกรัฐมนตรีเลยครับ

ผมถามเป็นคําถามแรกครับว่า ที่ท่านขมวดมาตั้งแต่แรกว่าสภาพปัญหา ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเรื่องของการเมืองเข้าไปแทรกในช่องว่างขององค์กรตํารวจทําให้มี การร่วมกันแสวงหาประโยชน์เป็นฐานทางการเมืองไปหมด ผมก็โยนกลับไปนะครับว่า ถ้าเขียนอย่างนี้ไปแก้ใหม่นะครับ เพราะมองอย่างอื่นไปไม่ได้ครับ ท่านไปหาไอ้โม่งเลย ไอ้โม่ง ของท่านกลายเป็นคนที่อํานาจสูงสุด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกับนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น วิกฤตที่เกิดมาช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา มันต้องมีคําตอบมากกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเท่ากับ กรรมาธิการไปสรุปง่าย ๆ ว่าปัญหาเกิดเพราะการเมือง คือนายกรัฐมนตรีกับสํานักงาน ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ นอกนั้นไม่มี จบ ถ้าจบง่าย ๆ อย่างนี้ผมคิดว่ากรรมาธิการเรา ทํางานมันเร็วไปหน่อยนะครับ เงินเดือนก็แพง

คําถามที่ ๒ ถ้าพูดถึงการปฏิรูปตํารวจไม่ต้องโยงไปท่านนายกรัฐมนตรีเยอะครับ ท่านไปดูพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ เราดูมาตราแรกเลยครับ ที่เป็นสาระ ของกฎหมาย บททั่วไป มาตรา ๖ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชา ของนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ เริ่ม ๑. ตั้งแต่รักษาความ ปลอดภัยสําหรับองค์พระมหากษัตริย์ ๒. ควบคุมกํากับการปฏิบัติงานของข้าราชการตํารวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๓. ป้องกันและปราบปรามการกระทํา ความผิดอาญา ๔. รักษาความสงบเรียบร้อยปลอดภัยของประชาชน ๕. ปฏิบัติการอื่นใด ตามที่กฎหมายกําหนดในหน้าที่ของตํารวจ ๖. เป็นเรื่องที่ไม่เคยทําและไม่ได้ใช้ทํา ก็คือ ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายอันนี้ยังไม่ได้ทํา ๗. ปฏิบัติหน้าที่ สนับสนุน ๑ ๒ ๓ ๔ วรรคต่อไปครับ ไม่ต้องไปแก้กฎหมายเลยเรื่องตํารวจ ถ้าท่านจะทําให้ คดีนาตารีจบอย่างที่อาจารย์สังศิต ไม่ต้องพูดตําหนิผมว่ารู้หรือเปล่าคดีนาตารีฝ่ายปกครองจับ ส่งไปให้ตํารวจสอบผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าท่านดูวรรคสองต่อไป ท่านก็จะรู้ครับว่า แค่ออกพระราชกฤษฎีกา ทุกอย่างก็ทะลุปรุโปร่ง ฝ่ายปกครองอาจจะสอบสวนให้ส่งอัยการ ฟ้องเองได้ ผมเลยบอกว่าเอานาตารีเป็นกรณีศึกษา ทิ้งให้ท่านไปทําต่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านต้องไปทําต่อครับ ก็คือดูวรรคสองของพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ดูวรรคสองครับ ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดความผิดทางอาญาขึ้นสําหรับการกระทําใด เป็นการเฉพาะ และตกอยู่ภายใต้อํานาจหน้าที่ของข้าราชการตํารวจหรือสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ ตาม (๓) (๔) หรือ (๕) จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอํานาจหน้าที่ตาม ๓ ๔ หรือ ๕ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดอาญาดังกล่าวทั้งหมด หรือบางส่วนให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ หน่วยงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นก็ได้ ไม่ต้องรอ สนช. ครับ เพราะ สนช. ล้มกฎหมาย คุณหมอพรทิพย์ไปแล้วฉบับหนึ่ง คราวนี้ก็คณะกรรมาธิการศึกษาดูต่อได้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ที่ถ่ายโอนให้นาตารีจบ ในมือคนอื่นเสียบ้าง หรือจะให้กฎหมายสรรพากรจบในมือคนอื่น เขาบ้าง หรือจะให้ อย. จบในมือของเขาบ้าง หรือให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวง วัฒนธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จบในคดีในมือเขาบ้าง โดยสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านกําลัง ไม่ต้องรอกองทัพ ส่งทหารไปบุก นาตารี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องที่คณะกรรมาธิการไปศึกษาต่อเรื่องที่รายงานเฉพาะ โยกย้าย รับได้ครับ แต่ภารกิจที่สภามอบหมายยังไม่จบครับ เพราะฉะนั้นผมต้องการ ความมั่นใจจากเรื่องที่จะปิดคดีสํานวนนี้นะครับว่าจะสอบสวนต่อไหมครับ หรือว่าจะจบกัน แค่นี้ ถ้าจบกันแค่นี้ก็จะได้ออกข่าวทั้งหมดว่าจบแล้วครับ เจ๊ากันที่ผ่านมา ขอบคุณครับ