พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ชี้แจงแนวทางปฏิรูปการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจโดยเน้นความสมดุลระหว่างอาวุโสกับความรู้ความสามารถ พร้อมเสนอให้มีการปรับบัญชีอาวุโสตามเกณฑ์ความประพฤติ ผลงาน และผลการประเมินที่โปร่งใส ร่วมกับการกระจายอำนาจให้หน่วยงานและภาคประชาชนมีส่วนร่วม รวมถึงการจัดระบบการเลื่อนตำแหน่งและการหมุนเวียนที่ต้องผ่านคุณสมบัติเฉพาะเพื่อยกระดับคุณภาพและป้องกันการผูกขาดอำนาจ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ขออนุญาตเรียนชี้แจงถึง ผลการศึกษาในประเด็นปฏิรูปที่ ๓ เรื่องของการวางแนวทางมาตรฐานในการแต่งตั้ง ก่อนอื่นก็ขอเรียนนะครับว่าในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีความคิดหลากหลายนะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะยกร่างระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งนี้มันก็มีหลายแนวคิด เพราะฉะนั้น บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจ อาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ ซึ่งตัวผมเองนั้น ก็เติบโตมาตั้งแต่ร้อยตํารวจตรี ก็ทั้งถูกแต่งตั้งมาโดยตลอดและขณะเดียวกันก็เคยเป็นผู้ที่ ออกคําสั่งแต่งตั้งเพื่อนข้าราชการตํารวจ น้อง ๆ ข้าราชการตํารวจมาแล้ว ไม่ว่าจะตั้งแต่สมัย เป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๗ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง แต่ก็ขอเรียนยืนยันว่าสามารถ ใช้ระบบคุณธรรมและแต่งตั้งได้นะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะเสนอแนวคิดในวันนี้ก็พยายาม ที่จะเอาประสบการณ์ แล้วก็ประสบการณ์จากข้าราชการตํารวจที่ทําหน้าที่ทางด้านกําลังพล มาร่วมกันคิด อย่างไรก็ตามผมคิดว่าหลังจากที่ผมชี้แจงเสร็จแล้ว ข้อเสนอแนะจากเพื่อน สมาชิกก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะว่าหลากมุมมองนะครับเราก็พร้อมที่จะน้อมรับ เอามาพิจารณานะครับ ในการพิจารณาครั้งนี้โชคดีที่ว่าเรามีร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะ ลงประชามติอยู่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๘ ในเรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะข้อ ง (๔) ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดําเนินการ ปฏิรูปตํารวจนะครับ ดําเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุง กฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อํานาจ และภารกิจตํารวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่า ข้าราชการตํารวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบําเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน ซึ่งในการ พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายต้องคํานึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันเพื่อให้ ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ นอกจากนั้นในมาตรา ๒๖๐ ก็ยังกําหนดว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้แล้วภายใน ๑ ปี การปฏิรูปตามแนวในมาตรา ๒๕๘ นี้ต้องเสร็จ โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแนวทางที่เราพิจารณา ที่ สปท. พิจารณาในวันนี้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี และเป็นที่ยอมรับ ผมคิดว่าก็จะช่วยทําให้การปฏิรูปหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญรวดเร็วขึ้น หรือสามารถปฏิรูปก่อนก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นหลักที่คณะทํางาน คณะกรรมาธิการ นํามาใช้ในเรื่องนี้ก็ตรงเนื้อหาที่สําคัญที่ว่าอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ ตรงนี้ คือประเด็นสําคัญ เป็นที่ถกเถียงกันนะครับระหว่างอาวุโสกับความรู้ความสามารถว่าอะไร สําคัญกว่า บางคนก็โต้แย้งว่าถ้าใช้อาวุโสอย่างเดียว ก็หมายความว่าทุกคนก็เช้าชามเย็นชาม รอไปเรื่อย ๆ รอความแก่ไปเรื่อย ๆ ไม่มีการกระตือรือร้น ในที่สุดองค์กรก็จะได้จะมีผู้บริหาร ที่โตมาด้วยความแก่นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็น แล้วอย่างไรละ พอเปิดให้ใช้ ความรู้ความสามารถ ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมันก็ปรากฏว่าบางครั้งก็มีการข้ามหัวกัน อย่างที่เราเรียกกันว่า ฟาสต์แทร็ก (Fast Track) บ่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือ เป็นประเด็นหลักสําคัญที่ว่าเราจะมาเอา ๒ อย่างนี้มาประกอบกันถ่วงน้ําหนักกันอย่างไร ให้มันเหมาะสม ตรงนี้คือประเด็น เพราะฉะนั้นในหลักของที่เราคิด เราก็พยายามว่าถ้าอย่างนั้น เอามาถ่วงน้ําหนักให้ได้ ๕๐ ต่อ ๕๐ แล้วทําอย่างไร ในหลักคิดก็คือว่า บัญชีอาวุโส ซึ่งปัจจุบันนั้นมีอยู่แล้วครับ หลักเกณฑ์การจัดทําบัญชีอาวุโสสําหรับการแต่งตั้ง ก็เป็นไปตาม ประกาศ คสช. ที่แก้ไขล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ นะครับ กําหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้ว ตามเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่เพื่อนสมาชิกจะเห็น
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentantion))
อันนั้นก็คือการจัดทําบัญชี อาวุโสสําหรับการแต่งตั้ง ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ก็คือว่า เราจะเอาบัญชีอาวุโสนี้มาประกอบ ใส่เรื่องของความรู้ความสามารถเข้าไป นั่นหมายความว่า ถ้าใครมีความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด เขาสามารถขยับอาวุโสได้ ๑ ปี ขณะเดียวกันถ้าใครที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อย ถูกลงโทษถึงขั้นมากกว่าภาคทัณฑ์ ก็จะถูกลดอาวุโสไป ๑ ปี ประเด็นตรงนี้มีการตั้งคําถาม ทําไมต้อง ๑ ปี ทําไมไม่ครึ่งปี ทําไม ไม่ ๓ เดือน ก็อธิบายว่าจริง ๆ แล้วการแต่งตั้งเราทํากันปีละครั้ง เพราะฉะนั้นอาวุโสมันก็ อาวุโสเกิดจากการที่ได้รับการแต่งตั้งรับราชการก่อน และเมื่อแต่งตั้งทีละปี มันก็จะห่างกัน เป็นปี ๆ มีน้อยมากที่จะห่างกันเป็นช่วงเดือนที่จะมีวาระพิเศษ อันนั้นน้อยเราจึงยึดที่ ๑ ปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ท่านอ่าน ถ้าเพื่อนสมาชิกจะกรุณาอ่านเอกสารหรือท่านที่ อ่านแล้ว ผมแนะนําว่าท่านอ่านง่ายที่สุดก็คือ ข้อ ๒.๕ หน้า ๖ เป็นต้นไปนะครับ ก็จะชัดเจน อยู่ในหลักเกณฑ์ครบทั้งหมด มีทั้งหมดถึง ๒.๕.๑๔ แต่อย่างไรก็ตาม ผมพยายามจะจําลอง รายละเอียดที่เขียนเป็นหลักการนั้นมาเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อธิบายให้กับเพื่อน สมาชิกได้เข้าใจง่าย ๆ ผมจึงขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ ยกตัวอย่างเป็นบัญชีนะครับ บัญชีแรกที่ผมนําเสนอนี้ผมยกตัวอย่างว่านี่คือบัญชีอาวุโส เป็นอาวุโสระดับสารวัตรนะครับ จะเห็นว่าที่ผมทําได้แค่ ๓๐ คนก็เพราะว่าถ้ามากกว่า ๓๐ คนแล้วมันจะเกินหน้าแล้วจะดู ไม่เข้าใจ แต่จริง ๆ แล้วใน ๑ หน่วย ๑ กองบัญชาการ ระดับสารวัตรที่จะขึ้นเป็นรองผู้กํากับการ มีไม่ต่ํากว่าประมาณ ๑๕๐ คนถึง ๒๐๐ คน ก็จะเรียงกันไปตามนี้ ในนี้ผมยกตัวอย่าง ๓๐ คน แล้วเพื่อให้เห็นภาพก็กําหนดชื่อ เรียงตามอักษร จะได้รู้ว่าใครแก่กว่าใคร ในที่นี้ พันตํารวจโท ก ก็อาวุโสสูงสุด ข เป็นอันดับ ๒ ค เป็นอันดับ ๓ ง อันดับ ๔ จ อันดับ ๕ เราจะเห็นว่า ก ข ค นั้นมีอายุรับราชการเท่ากัน ๑๐ ปี แต่สามารถจัดเรียงลําดับได้ด้วย หลักเกณฑ์ที่ผมได้นําเสนอท่านเมื่อสักครู่นี้ หลักเกณฑ์การจัดอาวุโสมันจะมีอยู่ถึงแม้จะ เข้ามาปีเดียวกัน เพราะฉะนั้นในที่นี้หมายความว่า ก ข ค เข้าก่อน ง จ ฉ และ ง จ ฉ เข้าตามหลัง ๑ ปีนะครับ ลําดับ ๗ ลําดับ ๘ ลําดับ ๙ ก็คือ ช ซ ฌ นี้ก็เข้าตามมาเป็นอาวุโส ๘ ปี ผมจะเรียงอย่างนี้ ยกตัวอย่างมาช่วงละ ๓ คนจนถึงหมายเลขลําดับ ๓๐ คืออาวุโส ๑ ปี จากบัญชีนี้ นี่คือบัญชีเรียงอาวุโสแล้ว เรามีอาวุโสแล้ว
แต่เราจะไปถ่วงน้ําหนักสําหรับความรู้ความสามารถก็ด้วยการจัดให้มี การประเมิน จากบัญชีนี้เราจะนําไปประกอบความรู้ความสามารถ ทีนี้การจะได้ความรู้ ความสามารถก็คงต้องใช้วิธีประเมิน การประเมินก็จะวางหลักของการประเมิน มอบกระจาย อํานาจให้แต่ละกองบัญชาการเป็นผู้ประเมิน สาเหตุที่จะต้องให้แต่ละกองบัญชาการ เป็นผู้ประเมิน เพราะว่าลักษณะงานของแต่ละกองบัญชาการนั้นแตกต่างกัน ผมยกตัวอย่าง กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการ ศึกษา กับกองบัญชาการตํารวจนครบาล กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๗ หรือแม้กระทั่ง ศชต. ลักษณะงานจะไม่เหมือนกัน
มีบางอย่างที่เหมือนกันที่เป็นคอร์ (Core) เป็นหลักเกณฑ์ร่วมกันได้ แต่ต้อง มีอะไรที่แตกต่างกันไป เราจึงกระจายอํานาจให้แต่ละกองบัญชาการเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์ การประเมิน และวิธีการประเมินนั้นจะต้องทําในรูปของคณะกรรมการ ที่เราเสนอก็คือว่า กําหนดให้ผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการทั้งหมดเป็นคณะกรรมการ และรวมถึงผู้บังคับการ ในสังกัดด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น ตํารวจภูธรภาค ๗ ก็จะมีผู้บัญชาการ มีรองผู้บัญชาการ อีกประมาณ ๗ ท่าน มีผู้การอีก ๘ ท่าน ก็จะรวมเป็น ๑๖ คน ก็จะเป็นรูปของคณะกรรมการ มาร่วมกันพิจารณากําหนดหลักเกณฑ์ และในขั้นตอนกําหนดหลักเกณฑ์นี้จะต้องให้ ภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น กต.ตร. สถานีตํารวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออะไรก็ได้ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตํารวจมาร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์ เมื่อกําหนดหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว ก็ให้ส่งหลักเกณฑ์นั้นมาขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ตร. นะครับ เมื่อคณะกรรมการ ก.ตร. เห็นชอบแล้วจะต้องประกาศหลักเกณฑ์นี้ให้เป็นที่รับทราบทั่วกัน เป็นสาธารณะ อันนี้จะต้องทําตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ หลังจากนั้นเมื่อประกาศหลักเกณฑ์ ข้าราชการตํารวจทุกคนรับทราบหมดแล้วก็จะได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินของ แต่ละหน่วย แต่ละกองบัญชาการ เมื่อผ่านไปใกล้สิ้นปีงบประมาณก็จะต้องมีการสรุปผล การประเมิน ก็โดยคณะกรรมการชุดที่กล่าว แต่ว่าในคณะกรรมการชุดนี้ก็อาจจะมี ภาคประชาชนหรือไม่มี อันนี้เราให้อิสระกับแต่ละกองบัญชาการ ผลการประเมินนี่สําคัญ นะครับ จะต้องประกาศและจะต้องโดยเปิดเผยสามารถตรวจสอบได้ หากมีผู้สงสัย หรือเคลือบแคลงสงสัยในผลการประเมิน คณะกรรมการจะต้องตอบชี้แจงได้ กรณีที่ ผู้ถูกประเมินไม่พึงพอใจในผลการประเมินก็สามารถที่จะร้องทุกข์ได้ที่คณะกรรมการร้องทุกข์ ของ ก.ตร. นะครับ แต่การแต่งตั้งก็จะดําเนินไป
เมื่อประเมินแล้วหลักเกณฑ์การประเมินก็คงจะต้องให้เป็นการให้คะแนน เรียงลําดับ ซึ่งสามารถที่จะเรียงลําดับตั้งแต่ ๑ จนถึง ๒๐๐ คนได้ กรณีที่มี ๒๐๐ คน ก็จะเรียงไป เสร็จแล้วเราจะให้รางวัลเพิ่ม ๑ ปีกับผู้ที่ได้รับคะแนนการประเมินสูงสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก เราให้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เป็นตัวเลขที่ถามว่าเท่าไรดีนะครับ แต่เรา ตกลงกันที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวผมจะให้เหตุผลว่าทําไมเราถึงเอาตัวเลข ๒๐ นะครับ จาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็จะ นํามาบวก ๑ ปีให้เขา ก็จะเอาบัญชีเมื่อสักครู่นี้กลับมาทําเป็นบัญชีที่ท่านเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ ขณะเดียวกันในเรื่องของผู้กระทําความผิดวินัย ความประพฤติที่ไม่ดี อันนี้จะมีหน่วยงาน มีกองวินัยแยกไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเลยนะครับว่าถ้าในรอบปีนั้นใครถูกลงโทษ สูงกว่าภาคทัณฑ์ก็จะมีคําสั่งลงทัณฑ์ ใครที่ถูกลงทัณฑ์ก็จะถูกลดปีลงไป จํานวนคนลดปี ไม่จํากัดจํานวน ขึ้นอยู่กับว่าใครทําผิดมากทําผิดน้อย มีจํานวนผู้กระทําความผิดมากน้อย เท่าไรก็โดนหมด ในที่นี้ผมยกตัวอย่างว่ามีผู้ถูกลงทัณฑ์ ๓ คน ๓ คนนะครับ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับรางวัล ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากจํานวน ๓๐ ลําดับที่ผมนํามาครั้งนี้ ก็จะได้ผู้ที่ได้รับเลือก ๖ คน เพราะฉะนั้นถ้าท่านดูนะครับ ใน ๖ คนนี้ คนที่ได้รับเพิ่ม ได้รับรางวัลก็คือคนที่ ๕ คนที่ ๙ คนที่ ๑๓ คนที่ ๑๗ คนที่ ๒๖ คนที่ ๒๘ ส่วนคนที่กระทําความผิดก็มีคนที่ ๒ คนที่ ๑๑ และคนที่ ๑๙ จากบัญชีนี้เราจะนําไปสู่บัญชีผู้อาวุโสแล้วมาประกอบความรู้ ความสามารถนะครับ
เฟรม (Frame) ถัดไปเลยครับ อันนี้เราจะเห็นว่าลําดับ ข ลําดับ ๒ นะครับ เดิมอาวุโส ๑๐ ปี ถูกลดมาเหลือ ๙ ปี ก็มากลายเป็นลําดับ ๔ ในบัญชีอาวุโส ประกอบ ความรู้ความสามารถ ส่วนลําดับ ๕ พันตํารวจโท จ เดิมอาวุโส ๙ ปีก็ได้รับบวก ๑ ปีเป็น ๑๐ ปี ขยับลําดับจากลําดับ ๕ มาเป็นลําดับ ๓ ลําดับ ๙ บวก ๑ ปี ลําดับ ๙ ขยับมาเป็น ลําดับ ๗ ถูกไหมครับ ส่วนลําดับ ๑๑ ลดลงมาเหลือเป็นลําดับ ๑๓ ท่านจะเห็นภาพนี้ แต่ในบัญชีจริงที่ผมเรียนว่ามีประมาณ ๒๐๐ กว่านี้ลําดับจะกระโดดห่างมากกว่านี้มาก ถ้าบวก ๑ ปีนี้จะกระโดดไปอาจจะถึง ๕๐ ลําดับ ก็จะทําให้ลําดับเขาแซงขึ้นไปนะครับ จากตรงนี้เราก็จะได้บัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ
เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ไปเลยนะครับ บัญชีนี้คือบัญชีอาวุโส เรียงลําดับใหม่แล้ว ตามความรู้ความสามารถ แต่เราจะไม่ได้ใช้บัญชีนี้ไปพิจารณาทั้งหมด เพราะว่าในเรื่องของการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งสูงขึ้นนั้นยังต้องมีอายุงาน ยกตัวอย่างเช่น รองสารวัตร จบจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจหรือจบมหาวิทยาลัยมาเป็นตํารวจใหม่ ๆ เรามี หลักเกณฑ์ว่าคุณต้องเป็นตํารวจอย่างน้อย ๗ ปีถึงจะได้รับการพิจารณาให้เป็นสารวัตร เมื่อขึ้นสารวัตรแล้วคุณจะต้องเป็นสารวัตรอย่างน้อย ๖ ปีถึงจะได้รับการพิจารณาขึ้นเป็น รองผู้กํากับ แค่ได้รับการพิจารณานะครับ จะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณา เพราะฉะนั้นจากบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถและความประพฤติ เมื่อสักครู่นี้จึงมาตัดที่อายุ นี่ผมยกตัวอย่าง ๖ ปีนะครับ จริง ๆ ปัจจุบันนี้ ๕ ปี ที่อายุ ๖ ปีขึ้นไป สําหรับผู้ที่อายุ ๕ ปีแล้วบวก ๑ ปีเราถือว่าเกณฑ์ขั้นต้นยังไม่ถึง คุณต้อง ๖ ปี แล้วบวก ๑ ปีเป็น ๗ ปีถึงจะได้ แต่ถ้าพื้นฐานที่ต่ํากว่า ๖ ปีไม่ได้ แต่ผลการประเมินที่คุณ ยังไม่ได้รับการพิจารณาในครั้งนี้เก็บไว้ใช้ตลอดไปทุก ๆ ปี บวกได้เรื่อย เอาไปบวกได้ตลอด ณ ขณะนี้จากบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ ความประพฤติ ตัดที่ ๖ ปี ก็คือ เหลือ ๑๕ คน ๑๕ คนนี้ผมเลยเรียกชื่อใหม่ว่า บัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตําแหน่ง ซึ่งก็คือ บัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ และครบหลักเกณฑ์อายุปี อายุงาน ในที่นี้เราก็ กําหนดหลักเกณฑ์ว่า จากบัญชีนี้คุณต้องแต่งตั้งเรียงลําดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แรก เพราะฉะนั้น ๑ ถึง ๗ ต้องได้ เรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมต้องเรียนว่า มัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่มี ผมก็ยกตัวอย่างว่าถ้าเกิด ๑ ใน ๗ ถ้าเกิดเพี้ยนไปเป็นโรคประสาทขึ้นมามันก็มีเหตุผล เราจึงต้องเปิดช่องให้ แต่เปิดช่องให้ตรงนี้เราพยายามจะหาคําอธิบายคําพูดที่ว่า มันต้อง หนักหนาสาหัสจริง ๆ นะคุณถึงจะข้ามเขา ที่ประชุมจึงได้ใช้คําว่า เหตุสุดวิสัย เพราะว่า เหตุสุดวิสัยนั้นเป็นเหตุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แล้วถ้ามีใครสงสัยว่าอะไรสุดวิสัย ไม่สุดวิสัย ให้ศาลเป็นคนชี้ถ้ามีเรื่องมีราวนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เขียนไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ๑ ถึง ๗ เราปรารถนาให้ได้ครบทุกคน เพราะใน ๑ ถึง ๗ นี้ก็ประกอบไปทั้ง อาวุโสและความรู้ความสามารถด้วยแล้วนะครับ ในส่วนที่เหลือตั้งแต่ลําดับ ๘ จนถึง ๑๕ ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการพิจารณาตรงนี้ หรือว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์หลัง หรือ ๓ คน ตามตัวอย่างนี้ ในหลักการก็ยังต้องให้เรียงอยู่ แต่เราก็ให้ดุลยพินิจของผู้มีอํานาจที่จะ สามารถเลือกคนมีความรู้ความสามารถที่เรียกว่าโดดเด่นจริง ๆ สามารถจะข้ามอาวุโสได้ แต่ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจง เพียงแต่ว่าน้ําหนักที่เราจะเขียนข้อจํากัดไว้เราก็ลดน้ําหนักลงไป คือให้มีดุลยพินิจได้ แต่ทั้ง ๒ กรณีนะครับ การข้ามลําดับอาวุโสทั้ง ๒ กรณีต้องได้รับ ความเห็นชอบจาก ก.ตร. ก่อนนะครับ นี่ก็คือหลักเกณฑ์นะครับ
ตรงนี้นะครับผมก็จะอธิบายว่าทําไมคณะทํางานถึงได้พิจารณาว่าให้รางวัล ผู้ที่มีคะแนนสูงสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็จะเป็นเรื่องของผู้ที่มีความรู้ ความสามารถที่ได้รับรางวัล ขณะเดียวกัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราให้ผู้มีอํานาจพิจารณาจากผู้มี ความรู้ความสามารถได้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็รวมง่าย ๆ ว่า ๓๐ บวก ๒๐ ก็เป็น ๕๐ ก็เท่ากับน้ําหนักระหว่างอาวุโสกับความรู้ความสามารถเท่า ๆ กัน ๕๐ ต่อ ๕๐ นี่คือหลักคิด ที่มาที่ไปตรงนี้ ในหลักเรื่องของบัญชีอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถก็คงมีเท่านี้นะครับ
แต่อย่างไรก็ตามเพื่อกําหนดกรอบและรายละเอียดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิด การวิ่งเต้นนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ เพราะว่าอย่างสถานีตํารวจของเรามี ๑,๔๖๗ สถานี มันมีความแตกต่างกันอย่างมากเลยนะครับ ผมยกตัวอย่างว่าสถานีตํารวจภูธรบันนังสตา นี้นะครับ ที่ผมไปกินไปนอนอยู่หลายเดือนกับสถานีตํารวจนครบาลบางรัก มันคนละเรื่อง เลยครับ บันนังสตาจะกินข้าวมื้อหนึ่งมันต้องประกอบไปด้วยส่วนระวังหน้าระวังหลังนะครับ แต่บางรักนั่งกินข้าวมื้อหนึ่งมีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังอะไรอย่างนี้ ความแตกต่างเหล่านี้ มันมีอยู่ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็นระดับผู้กํากับเท่ากันมันก็มีความแตกต่าง เพราะฉะนั้น ก็แน่นอนตํารวจทุกคนก็อยากสบาย อยากอยู่ในที่ดีครับ มันก็ทําให้มีการวิ่งเต้น เราจึงจะต้อง กําหนดกรอบตรงนี้ด้วย จึงได้กําหนดเป็นชั้นของสถานีตํารวจ เดิมจะกําหนดเป็น ๓ ชั้น แต่ว่าคิดไปคิดมาแล้วมันจะยุ่งยากในเชิงบริหารพอสมควร จึงกําหนดเป็น ๒ ชั้น แล้วก็ กําหนดเป็นเท่ากัน ๕๐ ต่อ ๕๐ ถามว่ากําหนดอย่างไร ก็ให้ผู้บัญชาการนั่นละครับ เป็นคนกําหนด ใน ศชต. ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ผู้บัญชาการ ศชต. ก็กําหนดเลย มีอยู่ ๕๐ กว่าโรงพักก็กําหนดเลย ๒๕ ต่อ ๒๕ ในนครบาลก็กําหนด ให้ผู้บัญชาการกําหนดนะครับ เมื่อคนจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้กํากับสถานีต้องมาจากชั้น ๒ ก่อนนะครับ และเมื่อมีอาวุโสมาก หรือมีตําแหน่งในชั้น ๑ กว้างก็ต้องเอาจากผู้กํากับที่เป็นอยู่แล้ว ชั้น ๒ เลื่อนขึ้นไปแทน ผู้กํากับสถานี ชั้น ๑ ไม่ใช่เอาจากคนที่เพิ่งขึ้นจากรองผู้กํากับมาแล้วโดดข้ามชั้น ๒ ไปชั้น ๑ เลย อันนี้ไม่ได้นะครับ อันนี้เราก็กําหนด เช่นเดียวกันนะครับ ระดับกองบังคับการ ก็เช่นเดียวกัน มีความแตกต่างกันนะครับ ระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับจังหวัดปทุมธานี อย่างนี้นะครับ เราก็จะให้กําหนดเป็นชั้น ระดับกองบัญชาการก็เช่นเดียวกันครับ โดยเฉพาะ ระดับผู้บัญชาการมีชัดเจนเลยว่าบางตําแหน่งของผู้บัญชาการเป็นตําแหน่งลอย ๆ ไม่มี หน่วยบริหาร บางตําแหน่งมี เราก็ให้แบ่ง อันนี้ผู้แบ่งก็ต้องเป็นระดับ ตร. โดย ก.ตร. ก็แบ่งเป็น ๒ ชั้นเท่ากันเหมือนกันนะครับ การเจริญเติบโตก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการครั้งแรกก็ต้องมาเป็นดํารงตําแหน่งชั้น ๒ ก่อน แล้วถึงจะเลื่อนขึ้นไปชั้น ๑ เพื่อไม่ให้มีประสบการณ์นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของการกําหนดเกณฑ์
สําหรับการแต่งตั้งหมุนเวียนก็ใช้เรื่องของชั้นนี้เช่นเดียวกัน ผู้กํากับที่ดํารง ตําแหน่งอยู่ในสถานีชั้น ๑ ถ้าจะหมุนเวียนเขาก็ต้องหมุนเวียนอยู่ในชั้น ๑ ด้วยกัน จะหมุนเวียนลดลงมาชั้น ๒ ไม่ได้ แต่ชั้น ๒ นั้นแน่นอนเมื่อหมุนเวียนจะต้องขึ้นไปชั้น ๑ หมายความว่าถ้าชั้น ๑ มีว่างนะครับ กรณีของชั้น ๑ จะลดมาชั้น ๒ นั้น ก็มีข้อยกเว้นก็กรณี ที่ลงโทษทางวินัยหรือมีความประพฤติ มีความผิดนะครับ นอกจากนั้นเรายังพิจารณาเพิ่มเติม เฉพาะเรื่องของตําแหน่งผู้กํากับการสถานีตํารวจ ที่มีอํานาจสอบสวนหรือหัวหน้าหน่วยงาน ระดับทุกระดับที่มีอํานาจสอบสวน จะต้องมีคุณสมบัติเคยดํารงตําแหน่งในงานสายสอบสวน มาแล้วไม่น้อยกว่า ๔ ปี แล้วก็มีผลงานการทําสํานวนการสอบสวนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๘๐ สํานวน อันนี้ไม่รวมสํานวนคดีศาลแขวงที่รับสารภาพนะครับ ก็คือต้องเป็นสํานวน ที่เป็นเนื้อ ๆ จริง ๆ ๒๘๐ สํานวน เพื่อให้เขาได้มีประสบการณ์ในงานสอบสวน ทุกวันนี้ หลักเกณฑ์ตัวนี้เดิมเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วก็กําหนดไว้อย่างนี้ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลง คือคนมาเป็นหัวหน้าสถานีตํารวจไม่ต้องผ่านงานสอบสวนมาก็ได้มันจึงได้เกิดปัญหา บางสถานีที่หัวหน้างานไม่สามารถที่จะอํานวยความสะดวกในเรื่องของงานสอบสวนได้ อํานวยความยุติธรรมในเรื่องงานสอบสวนได้ ก็กําหนดเพิ่มเติมตรงนี้นะครับ
ก็คงจะครบประเด็นแล้วในเนื้อหา จริง ๆ ไม่เยอะเลยนะครับ แล้วผมก็ยัง ไม่ได้นําเรียนท่านประธานว่าในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ขอนี้ผมขอเพิ่ม ขออนุญาต เพิ่มให้ ๒ เฟรม (Frame) เจ้าหน้าที่เขากังวลมากเลย ผมก็เลยขออนุญาตท่านประธานด้วยว่า ผมเพิ่มเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาอีก ๒ เฟรม (Frame) แต่ไม่ได้แจกให้ท่านสมาชิก ก่อนฉายเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น ผมคงมีเรื่องนําเรียนชี้แจงเพื่อนสมาชิกและท่านประธาน เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ