รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๓/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๖/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูแล้วเมื่อวันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้งดังกล่าว นะครับ ขอบพระคุณครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จํานวน ๒ เรื่อง คือ
๑. การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก
๒. การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงาน จํานวน ๒ เรื่อง ผมจะขอให้ประธานคณะกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานหรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจาก เรื่อง การบริหาร จัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กก่อนนะครับ
เนื่องจากประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ได้แก่ ๑. พลตรี สุภมนัส ภารพบ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจํารองปลัดกระทรวง กลาโหม ๒. ท่านโรจนะ กฤษเจริญ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓. ท่านอํานาจ วิชยานุวัติ เลขานุการอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระบบการจัดการศึกษา ท่านเป็นผู้ช่วย เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการ ภาค ๑๑ ๔. ท่านชลํา อรรถธรรม ผู้อํานวยการสํานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงด้วยนะครับ
(พลตรี สุภมนัส ภารพบ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจํา รองปลัดกระทรวงกลาโหม นายโรจนะ กฤษเจริญ อนุกรรมาธิการ นายอํานาจ วิชยานุวัติ เลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา และนายชลํา อรรถธรรม ผู้อํานวยการสํานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแถลงรายงาน ด้วยครับ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ได้นําเสนอที่ประชุมนี้ไปแล้ว ๕ เรื่องด้วยกันครับ ผมขออนุญาตเท้าความ นิดหนึ่งว่างานที่ สปท. เราต้องขับเคลื่อนด้านการศึกษานั้นเราทําต่อเนื่องจาก สปช. ทั้ง ๓ วาระ ๓๖ เรื่อง นอกจากนั้นใน สปช. ยังทําการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ไว้อีก ๒ วาระ แต่ว่าเนื่องจากครั้งนี้ไม่มีกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาจึงรับทั้ง ๕ วาระ ทั้งเรื่องปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปวิทยาศาสตร์ด้วย ทั้ง ๕ วาระ มานําเสนอ ซึ่งได้นําเสนอที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ๕ วาระ เป็นด้านการศึกษา ๔ วาระ ๔ เรื่อง แล้วก็ด้านวิทยาศาสตร์ ๑ เรื่อง ทั้ง ๕ เรื่องนี้ได้ผ่านคณะกรรมการรวมที่ทางรัฐบาล ได้กรุณาตั้งขึ้น ๓ ฝ่าย ทั้งรัฐบาล ทั้ง สนช. ทั้ง สปท. ได้ผ่านไปแล้วทั้ง ๕ เรื่อง สําหรับ ในครั้งนี้ ๒ วันต่อเนื่องนี้จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ๔ เรื่องด้วยกันอยู่ใน ๒ วาระ เรื่องสําคัญในวันนี้จะเป็น ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือเรื่องของการปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ จํานวน ๑๕,๐๐๐ กว่าโรง หลายรัฐบาลพยายามจะมีนโยบายควบรวมหรือยุบแต่ยังทําไม่ได้ วันนี้ก็จะขออนุญาตมาฟังความเห็นจากที่ประชุมนี้ เรื่องที่ ๑ ครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของอาชีวศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมาก ซึ่งรัฐบาลนี้ ทั้ง คสช. ทั้งรัฐบาลให้ความสําคัญกับการอาชีวศึกษา ก็จะเป็นเรื่องที่ ๒ ที่จะมาขอความกรุณา รับความเห็นจากที่ประชุมวันนี้ครับ เป็น ๒ เรื่อง สําหรับในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นอีก ๒ เรื่อง เรื่องการศึกษา วันพรุ่งนี้จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายด้านการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งเป็น กฎหมายแม่ นั่นเรื่องที่ ๑ ในวันพรุ่งนี้ แล้วก็จะเป็นเรื่องร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เป็นเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ จะเป็นเรื่องพัฒนาครู ขออภัย ซึ่งก็ถือว่าเรื่องสําคัญมาก
ผมขออนุญาตกราบเรียนภาพรวมอย่างนี้ครับว่า การศึกษาในบ้านเรา ประชากรทั้งประเทศ ทั้งคนไทย ทั้งคนที่เข้ามาทํางานอยู่ในบ้านเรามีลูกหลานที่นี่รวมแล้ว ๗๐ ล้านคนโดยประมาณ แต่ว่าการจัดระบบการศึกษาที่มีอยู่ขณะนี้สามารถทําได้ ๑๒.๙ ล้านคนโดยประมาณ ซึ่งตัวเลขบางส่วนก็จะลดลง ๆ ในแต่ละปี การจัดการศึกษา ๑๒ จุด ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ตั้งแต่การศึกษาภาคบังคับ บังคับไปจนถึงอุดมศึกษา ผมกราบเรียน ในที่ประชุมนี้ไปแล้วรอบหนึ่ง ขออนุญาตเรียนย้ําว่าระบบสังคมไทยในอดีต ครอบครัวแข็งแรง มีระบบครอบครัวขยายก็สามารถที่จะดูแลเด็ก ดูแลแม่ ตั้งแต่โดยเฉพาะแม่ท้องแรก ซึ่งเด็ก ที่อยู่ในครรภ์มารดาก็จะได้รับการดูแลจากครอบครัว มี ปู่ ย่า ตา ยาย แต่วันนี้สังคมไทยเป็น ระบบครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวอ่อนแอลงมาก เด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ รวมทั้งเด็กที่คลอด ออกมาแล้วจนถึง ๕ ขวบ ๕ ปีนี้งานวิจัยจากกระทรวงสาธารณสุขผมได้เรียนที่ประชุม ไปแล้วว่า ยืนยันว่าคลอดออกมา ๗๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ ความไม่พร้อมของแม่ ของครอบครัวทําให้เด็กขาดความสามารถในการที่จะพัฒนาได้ไปถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เรื่อง หลัก ๆ ด้วยกัน เรื่องที่ ๑ คือร่างกายไม่พร้อม เรื่องที่ ๒ สมองไม่พร้อม เรื่องที่ ๓ สําคัญมาก ก็คือจิตใจเด็กไม่พร้อมจึงเกิดผลพวงให้เห็นมากมาย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึง เข้าโรงเรียนก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่าเด็กแว้นเอย ติดยาเสพติดเอย เกิดปัญหาเยาวชนมากมาย เพราะฉะนั้นครั้งนี้จึงมีความจําเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อที่จะจัดระบบความร่วมมือเข้าไป ดูแลตั้งแต่ครอบครัว ตั้งแต่ ๐ ถึง ๕ ขวบ เพราะว่าถ้าปล่อยให้เด็กสูญเสียความสามารถ ในการพัฒนาทั้ง ๓ ด้านอย่างที่กราบเรียน เมื่อมาถึงระบบโรงเรียนนี่แก้ไม่ไหวแล้วครับ มีงานวิจัยยืนยันจากทั่วโลกว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้ จึงจําเป็นต้องมีกลไกสําคัญที่รัฐไปสนับสนุน แล้วก็ไประดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็ได้นําเสนอพระราชบัญญัติไปแล้ว ๒ ฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต เราจะปล่อยให้เด็กสูญเสียโอกาส สูญเสียความสามารถในการพัฒนาต่อไปกว่าจะถึงโรงเรียนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ นําเสนอพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิตซึ่งที่ประชุมนี้ได้กรุณาอนุมัติเห็นชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ไม่มีท่านใดคัดค้าน แล้วเราก็นําเสนอไปที่คณะกรรมการร่วมได้ผ่าน ไปแล้วเรียบร้อยครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของคนทั้ง ๗๐ ล้านคน มาช่วยกันไม่ใช่เอาภาระไปฝากไว้กับกระทรวงศึกษาธิการแต่กระทรวงเดียว แท้จริงแล้ว การจัดการศึกษาไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ใน ๑๒.๙ ล้านคน กระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมีอีก ๑๐ หน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงอื่น ๆ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑๐ กระทรวง ได้ร่วมกันจัดการศึกษา นอกจากนั้นยังมีภาคเอกชน ยังมีวัด ยังมีโบสถ์คริสต์ ยังมีองค์กร ศาสนาและชุมชนได้ร่วมกันจัดการศึกษา แต่ว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ นอกจาก กระทรวงศึกษาธิการนั้นรัฐยังไม่ได้ให้ความสนใจอย่างเต็มที่นัก เพราะฉะนั้นครั้งนี้เราจึง พยายามที่จะปรับทําพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมา อย่างที่กราบเรียนว่าเป็นพระราชบัญญัติ การศึกษาตลอดชีวิต และในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ ทั้งระบบ ซึ่งก็จะได้ขอความเห็นจากทุกท่านได้ช่วย กันคิดนะครับ โดยภาพรวม โดยประมาณ เป็นอย่างนั้น นั่นเรื่องที่ ๑ ครับ โครงสร้างใหญ่ ๆ ก็จะเป็นอย่างนั้น
ส่วนที่ ๒ คือส่วนสําคัญที่สุด ก็คือรูปแบบและวิธีการเรียนการสอน เราเรียกว่า วาระปฏิรูประบบการเรียนรู้ ในอดีตเราเน้นฟังเลกเชอร์ (Lecture) เป็นหลัก ซึ่งงานวิจัยยืนยัน จากทั่วโลกว่าการเรียนแบบให้เด็กนั่งรอรับตั้งรับ หรือที่เรียกว่าแพสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) ได้ผลเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ แต่ถ้าทําให้ได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จากผลประสบการณ์จากทั่วโลก ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ทําการวิจัยขึ้นมาชัดเจนครับว่าถ้าเราจัด ระบบการศึกษาโดยเอาปัญหาเอาสถานการณ์จริง เอาซิทูเอชัน (Situation) จริง ๆ มากําหนด เป็นเบส (Base) แล้วก็จัดกระบวนการเรียนรู้จากของจริงเหมือนที่หลาย ๆ องค์กรทําอยู่ เช่น ทางด้านการแพทย์ทําอยู่แล้วเอาคนไข้จริงมา มาได้เรียนรู้จากคนไข้จริง ทหารก็เรียนรู้จาก สถานการณ์จริง หลายองค์กรซึ่งทําอยู่แล้ว แต่ว่ายังมีจํานวนมากไม่พอครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ๒ ก็คือระบบการเรียนรู้ จึงต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งที่อยู่ในระบบที่ กระทรวงศึกษาธิการทําและนอกกระทรวงศึกษาธิการทํา รวมทั้งกลไกที่เราจะระดมความ ร่วมมือจากชุมชน ท้องถิ่น และทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันจัดการศึกษาโดยเฉพาะ ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนทั้งหมด รวมทั้งหลังวัยเรียน แล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่มีการโยกย้ายเปลี่ยนงาน สูงมาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจมีความแปรปรวน เพราะฉะนั้นคนที่กําลังทํางานอยู่ก็ต้องการ เรียนรู้เพื่อจะปรับตัวใหม่ให้เข้ากับที่ทํางานใหม่หรืออะไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีความสําคัญ แล้วสุดท้ายหลังเกษียณแล้วสังคมไทยกําลังเป็นสังคมผู้สูงวัย เพราะฉะนั้นการจัดให้มีกลไก ความร่วมมือที่จะดูแลผู้สูงวัยให้การศึกษาให้พร้อมที่จะอยู่ในสังคมอย่างไม่เป็นภาระ แล้วก็ ใช้ศักยภาพ ใช้ประสบการณ์นั้นมาช่วยในการพัฒนาคนของเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องทําทั้งระบบ ๗๐ ล้านคนที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าทั้ง ๗๐ ล้านคนต้องเป็นครูและ ๗๐ ล้านคนก็ต้องเป็น นักเรียนด้วย คนเกษียณอายุแล้วอย่างผมก็จําเป็นต้องเรียนรู้เพื่อจะอยู่กับโลกใบใหม่นี้ ให้อย่างไม่เป็นภาระกับคนรุ่นหลัง นี่คือภาพรวมนะครับ การปฏิรูประบบการเรียนรู้ที่ว่านี้ เรียกว่าเอสบีแอล (SBL) ซิทูเอชัน เบส เลิร์นนิง (Situation based Learning) มีศัพท์ภาษา ที่นักการศึกษาใช้กันมากมาย ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าผมไม่ใช่นักการศึกษาโดยตรง แต่ว่า พยายามจะตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อจะเรียนรู้ว่าระบบการจัดการศึกษาทั้งระบบตั้งแต่ครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอนและแท้จริงทําอย่างไร มีข้อปัญหาอุปสรรคอะไรก็ลุกขึ้นตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อจะ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเรียกว่า ยุคใหม่ ภาษาใหม่ ล่าสุดเรียกว่า ซิทูเอชัน เบส เลิร์นนิง (Situation based Learning) หรือเรียกว่า เอสบีแอล (SBL) ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายได้มา ทําวิจัยแล้วก็มาเล่าให้กรรมาธิการเราฟัง นี่ก็เป็นเรื่องสําคัญ นอกจากนั้นยังมีเรื่องย่อย ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนจากภาครัฐที่จะให้เรียนฟรีหรือทําอย่างไร ระบบการคลัง การงบประมาณนี้จะเหมาะสมกับศักยภาพของการคลังของประเทศ โดยไม่ กระทบกระเทือนระบบการคลังของประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กําลังศึกษากันอยู่ ก็คิดว่า จบแล้วก็จะมากราบเรียนที่ประชุมนี้ ขอความเห็นจากที่ประชุมนี้เช่นกันครับ
วันนี้จะขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมนําเสนอ ๒ เรื่อง ซึ่งอยู่ใน อนุกรรมาธิการที่ ๒ เป็นอนุกรรมาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา ซึ่งมีท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการด้านนี้ ท่านยังเป็นรองประธานท่านที่ ๒ ด้วย ก็จะขอ อนุญาตให้ท่านรองประธานท่านที่ ๒ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการได้เรียนชี้แจง ระหว่างนี้ ผมจะกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานว่าจะมีการประชุมใน ๑๐ โมง จะมีการประชุม คณะกรรมการจัดทําหนังสือเฉลิมพระเกียรติ ก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าจะขออนุญาต เดินทางไปประชุมครับ อยู่ในนี้ครับ ห้อง ๒ ครับ แล้วก็จะวิ่งขึ้นวิ่งลง ท่านจะได้เห็นว่าไม่ใช่ ประธานนําเสนอเสร็จแล้วหนีไปไหน ไปประชุมเสร็จแล้วก็จะพยายามกลับเข้ามาให้ทันเวลา ผมขอกราบอนุญาตท่านประธานไว้เบื้องต้นเท่านี้ก่อน แล้วก็ขออนุญาตให้ท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงทีละเรื่องครับ ขออนุญาตครับ
ขอเรียนเชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพและสมาชิกสภาขับเคลื่อนทุกท่านครับ ผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการระบบการจัดการศึกษา ตามเอกสารที่ทาง กรรมาธิการได้กรุณาแจกจ่ายให้ท่านรับทราบแล้วก็คือ เรื่องที่วันนี้เราจะมานําเสนอในเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กนะครับ จริง ๆ แล้วรายละเอียดที่อยู่ในนั้นเป็นเพียง ส่วนหนึ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็รวบรวมข้อมูลมาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ในวันนี้ผมจึงได้ขออนุญาตที่จะนําสรุปในประเด็นสําคัญ ๆ เสร็จแล้วก็คงรับฟังความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ท่านได้ให้ความสําคัญในเรื่องดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าการศึกษา ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการพบเพื่อนครูไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ ที่ผ่านมา แล้วรัฐบาลก็ได้ให้ความสําคัญเรื่องการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ จริง ๆ แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐาน มันเป็นพื้นฐาน จริง ๆ ครับ คือตั้งแต่อนุบาล ๑ อนุบาล ๒ ป.๑ ถึง ป.๖ ม.๑ ถึง ม.๓ และ ม.๔ ถึง ม.๖ การที่จะแยกการศึกษาไปยังสายอาชีพนะครับ จบ ม.๓ แล้วก็ไปเรียนต่อสายอาชีพ อีกส่วนหนึ่ง ก็มาสู่สายสามัญ คือ ม.๔ ม.๕ ม.๖ แล้วก็ไปต่อขั้นอุดมศึกษานั้น เราจึงให้ความสําคัญ การศึกษาขั้นพื้นฐานค่อนข้างมากเพราะว่ามันเป็นทางที่จะต้องไปต่อ อาจจะเป็นทาง สองแพ่ง สามแพ่งก็ตาม เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ผมจะนําเสนอในวันนี้คือเป็นเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้นเองซึ่งจะมีอีกหลาย ๆ วิธี ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรื่องที่ผมจะนําเสนอวันนี้คือ เรื่องการบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ความเป็นมาก็คือเรามีโรงเรียนอยู่ประมาณ ๓๐,๘๑๖ โรงเรียนครับ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๕๗๗ โรงเรียน หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐ คนลงมา จากในอดีตนั้นเราจะสังเกตว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนที่ตั้งในหมู่บ้าน ในตําบลนั้น เราจัดตั้ง ขึ้นมาเพื่อให้เป็นการบริการทุกพื้นที่ แต่ปัจจุบันนี้ด้วยประชากรที่เกิดน้อยลง การคมนาคม ที่สะดวกมากขึ้นโรงเรียนขนาดเล็กจึงทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใน ๓๐,๘๑๖ โรงเรียน ที่ท่านเห็น นี้คือโรงเรียนทั้งหมดที่เป็นทั้งโรงเรียนประถมศึกษา เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่มีอยู่ ๒,๐๐๐ กว่าโรงเรียน เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ขยายโอกาสคืออย่างนี้ครับ ขยายโอกาส คือตั้งแต่อนุบาล จริง ๆ แล้วจบ ป.๖ ก็ต้องไปเข้าเรียนมัธยมศึกษา แต่โรงเรียนขยายโอกาสมี ม.๑ ม.๒ ม.๓ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกว่าโรงเรียนขยายโอกาส เสร็จแล้วใน ๓๐,๘๑๖ โรงเรียนก็เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๕๗๗ โรงเรียน ครึ่งกว่า ๆ ครับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ในโรงเรียนขนาดเล็ก ใน ๑๕,๕๗๗ โรงเรียนนั้นมีครูอยู่ ๘๔,๘๙๑ ท่าน มีนักเรียนอยู่ประมาณ ๑,๐๑๐,๓๓๖ คนนี้เป็นข้อมูลล่าสุดที่ทางท่าน ผอ. ชลํา ผอ. สํานักนโยบายและแผนการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ได้ส่งตัวเลขมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากประเด็นดังกล่าวก็ส่งให้เกิดปัญหา อยู่ ๓ ประการของโรงเรียนขนาดเล็ก ในเอกสารมีอยู่แล้วนะครับ ในหน้า ๔ หน้า ๕ หน้า ๖ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคืองบประมาณ งบประมาณเราได้รับประมาณ ๑,๙๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปี แล้วปัจจุบันนี้ได้รับเพิ่มอีกประมาณ ๕๐๐ บาทต่อคนต่อปี ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท ต่อคนต่อปีที่จะบริหารจัดการ ท่านลองดูสิครับว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีต่ํากว่า ๒๐ คน มีประมาณ ๙๘๔ โรง ใน ๑๕,๕๗๗ โรงเรียนนะครับ ที่เหลือก็มากกว่า ๒๐ คน ไม่เกิน ๑๒๐ คน เพราะฉะนั้นสิ่งแรกคืองบประมาณ งบประมาณรายหัวที่ถูกจัดสรรให้มันมีกฎเกณฑ์อยู่ครับ เพราะฉะนั้นยิ่งขนาดเล็กก็ยิ่งมีเงินจะไปบริหารดูแลได้น้อยลง
ประการที่ ๒ ก็คือขาดผู้บริหารและครู พูดง่าย ๆ คือครูไม่ครบชั้น แล้วก็ โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๕๐ คน เป็นนโยบายหลักว่าเราจะไม่ส่งผู้อํานวยการลงไป ไม่จัด ผู้อํานวยการให้ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาซ้ําซ้อนหนักเข้าไปอีก มีทั้งครูน้อย จํานวนครูก็น้อย อยู่แล้ว แล้วก็ไม่มีครูใหญ่หรือ ผอ. เพราะฉะนั้นตรงนี้เองมันเป็นหลักเกณฑ์ มันก็เลยทําให้ ๑. งบประมาณก็น้อย ๒. ครูก็น้อยอยู่แล้ว ก็ไม่มีผู้บริหารอีก ๓. ครูใหญ่โรงเรียนขนาดเล็ก อยู่ในชุมชนที่ห่างไกล ประชากรมีฐานะยากจน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ชุมชนหรือประชากร มามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานั้นก็ลําบาก เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้ง ๓ ประการนั่นคือ ปัญหาที่เราสรุป ปัญหาปลีกย่อย ๆ อื่นมีมากอีกนะครับ ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาตามที่เรา ได้มีการประเมินคุณภาพภายนอก เราจะพบว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ในทุกช่วงชั้น ในทุกพื้นที่มีค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ต่ํากว่ามาตรฐาน ต่ํากว่าโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ อันนี้แน่นอนครับ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ อยู่ ๓ ประการดังกล่าว
ท่านสมาชิกครับ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นว่าการแก้ไขปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลก็ได้ส่งครูผ่านสื่อทางไกล ดาวเทียมหรือเรียกว่า ดีแอลทีวี (DLTV) หรือที่เราเรียกภาษาว่าครูตู้ ครูตู้ไม่ใช่ครูกูนะครับ กูเกิล (Google) ไม่ใช่ ครูตู้คือใน ๑ ห้องเรียนก็มีทีวี (TV) ๑ เครื่อง แล้วก็ใช้ครูประจําห้องอยู่ แล้วก็มีวิชาที่สอนผ่านดาวเทียมไป ณ ตรงนั้นเอง สมมุติตัวอย่างเช่น มีครูอยู่ ๒ คน แต่ว่า ถึงเวลาเรียนต้องจัดนักเรียนแยกออกไปเป็นอนุบาล ๑ ๑ ห้อง อนุบาล ๒ ๑ ห้อง ป.๑ ๑ ห้อง ถึง ป.๖ เบ็ดเสร็จในโรงเรียนจะจัดการศึกษาอยู่ประมาณ ๘ ห้อง พอได้เวลา ก็เปิดวิชา ครูลงไปสอน แต่ครูต้องวิ่งวนดูทั้ง ๘ ห้อง ถ้าสมมุติมี ๒ คน ๓ คน ๑ คน เริ่มดูแล ทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ถามว่าสื่อหรือครูตู้ หรือดีแอลทีวี (DLTV) สื่อทางไกลที่ส่งออกไปนั้น จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดไหม ไม่ได้ครับ ได้ระดับหนึ่งนะครับ ห้องที่มีคุณครูอยู่ประจํา แล้วก็ มีการฟัง แล้วก็มีการโต้ตอบกัน ผมว่าได้ผล เพราะฉะนั้นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ทางรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้อง พยายาม เบื้องต้นนะครับ ทั้ง ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียนได้ใส่สื่อทางไกลลงไปแล้ว นั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
แต่สิ่งที่เรากําลังจะนําเสนอในวันนี้คือการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้น เราคิดว่าควรมีการควบรวม จะควบรวมอย่างไร เดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อไป ในการควบรวมนั้น ท่านอย่าเพิ่งตกใจ ไม่ใช่การยุบนะครับ การควบรวมหมายความว่าจะมีโรงเรียนแม่ ๑ โรง แล้วก็ที่อื่น ๆ มา เอาครูมา เอานักเรียนมา เป็นอีก ๑ วิธีเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวพวกท่านอาจจะ มีหลายวิธี ซึ่งผมจะต้องจดบันทึกต่อไปและนําเสนอต่อไปนะครับ เราจัดอย่างนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้มีครูครบ ชั้น ป.๑ ๑ ห้อง ก็มีครู ๑ คน ป.๒ ก็มีครู ๑ คน คือครูครบชั้นแน่นอน เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างให้เห็นครับ ประการที่ ๒ จํานวนนักเรียนที่เหมาะสมตั้งแต่ ๑ คน ๒ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ก็ประมาณนั้นครับ ประการที่ ๓ คือส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา ที่ประหยัดคุ้มค่า ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ประการที่ ๔ ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการ จัดการ เพราะฉะนั้นเราหวังผลไว้ประมาณ ๔ ประการตามที่ทางจอภาพได้นําเสนอแล้ว ท่านสมาชิก ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้ที่ท่านเห็น ๔,๖๔๒ ไม่ใช่เป็นการใบ้แต่อย่างใดครับ เป็นตัวเลขที่เขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาได้พยายามจัดการศึกษาโดยควบรวม ปัจจุบันนี้มีโรงเรียนที่เข้าโครงการอยู่ ๔,๖๔๒ โรงเรียน มีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าจุด ที่เป็นเซ็นเตอร์ (Center) เดี๋ยวผมนําเสนอต่อไป ยกตัวอย่างนะครับ อันนี้ที่จังหวัดตราด จังหวัดตราดมีเขตพื้นที่การศึกษาที่เดียว ด้านซ้ายบนสุดมีโรงเรียนวัดทองธรรมชาติ ท่านครับ มีครูอยู่ ๔ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๘๓ คน ครูไม่ครบ ๘ ห้อง โรงเรียนบ้านธรรมชาติล่าง มีครูอยู่ ๒ คน มีนักเรียน ๑๖ คน ถ้าดูแล้วมันเหลือ ครู ๒ คน ดูนักเรียน ๑๖ คน น่าจะ ดูได้ ดูได้ครับ จําชื่อได้หมดเลยครับ แต่ใน ๑๖ คน มีตั้งแต่อนุบาลถึง ป.๖ ครับ โรงเรียน บ้านอ่าวตาลคู่ มีครูอยู่ ๒ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๓๑ คน ก็ตั้งแต่อนุบาลถึง ป.๖ ครับ โรงเรียน วัดบางปิดบน มีครูอยู่ ๔ ท่าน นักเรียน ๖๐ คน โรงเรียนวัดบางปิดล่าง มีครูอยู่ ๔ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๗๔ คน ก็ด้วยดําริของ ผอ. โรงเรียนวัดบางปิดล่าง ด้วยความเห็นชอบของ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษา มาคิดว่าจะทําอย่างไรที่จะมีครูครบชั้น นักเรียนพอเหมาะ ก็เลยใช้ โรงเรียนบางปิดล่างเป็นศูนย์ เรียกว่าศูนย์ปัญจวิทยาคาร คือ ๕ โรงเรียนมารวมกันครับ
แผ่นต่อไปครับ ผมจะแจงให้เห็นเลยว่าด้านล่างครับ โรงเรียนวัดทองธรรมชาติ มีปฐมวัย คืออนุบาล อันนี้เยอะหน่อย ๓๘ คน มี ป.๑ ถึง ป.๖ ๔๕ คน รวม ๘๓ คน โรงเรียนบ้านธรรมชาติล่างไม่มีปฐมวัย มี ป.๑ ถึง ป.๖ ๑๖ คน รายละเอียดตามจอภาพ เบ็ดเสร็จแล้วถ้าเอาครูมารวมกันทั้ง ๕ โรงเรียนจะมีครูอยู่ ๑๖ ท่านครับ โชคดีที่อีก ๔ โรงเรียนไม่มีตัว ผอ. จริง ๆ มีครับ แต่ว่า ผอ. เขตให้ความสนใจ ขยับขยายให้ท่านไปเป็น ผอ. ที่อื่น เหลือ ผอ. ที่โรงเรียนวัดบางปิดล่างแห่งเดียว เป็นความชาญฉลาดของ ผอ. เขต ที่ไม่ให้ ผอ. โรงเรียนต่าง ๆ มีความรู้สึกว่าตัวเองต้องย้ายครู ย้ายโรงเรียน ตัวเองเป็น ผอ. อยู่ ไปเป็นลูกน้องอีก ผอ. หนึ่ง นี่เป็นวิธีการ เพราะฉะนั้นเมื่อมีครูผู้สอน ๑๕ คน มี ผอ. ๑ คน รวม ๑๖ คน แล้วมาดูนักเรียน ท่านดูครับ ๒๖๔ คน จริง ๆ แล้วแบ่งเป็นปฐมวัย ๑๐๘ คน ป.๑ ถึง ป.๖ ๑๕๐ กว่าคน ครู ๑๕ คน ดูแลนักเรียน ๒๖๔ คน ดูได้ครับ เขาใช้อย่างนี้ครับว่า เขาทิ้งอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ ไว้แต่ละโรงเรียนครับ เสร็จแล้วก็ทิ้งครูไว้ ๑ คนเพื่อสอนอนุบาล แล้วก็ดูแลโรงเรียนไม่ให้ทรุดโทรม เพราะฉะนั้น ๔ โรงเรียน เอาครูไป ๔ คน เหลือครูอีก ๑๑ คน มาอยู่ที่โรงเรียนวัดบางปิดล่าง ครู ๑๑ คน ดูแล ๘ ห้องครับ ๑. มี ๑ ผอ. ๒. ดูอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ จริง ๆ ใช้ครูแค่ ๘ คน บวก ผอ. อีก ๑ คน เป็น ๙ คน แต่มีครูอยู่ ๑๑ คน ยังเหลือครับ นี่คือวิธีการจัดการง่าย ๆ ที่สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด อดีต ผอ. เขต กับ ผอ. เขต ท่านปัจจุบันทําอยู่ นี่เป็นตัวอย่างเพียง ๑ ตัวอย่างให้เห็น ที่จังหวัดหนองคายรวมกันเรียกว่า จตุภาคี ครับ จตุภาคีนั้น โรงเรียนบ้านโคกก่อง มีครูอยู่ ๔ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๔๐ คน โรงเรียนพระธาตุบังพวนวิทยา มีครู ๕ ท่าน มีนักเรียน ๔๔ คน โรงเรียนโคกคําทุ่งสว่างวิทยา มีครู ๕ คน นักเรียน ๖๘ คน โรงเรียนบ้านบ่อแปบ หนองหญ้าม้าวิทยา มีครู ๖ คน นักเรียน ๗๘ คน ปรากฏว่าก็ไม่ครบทุกชั้นอีก สูงสุดคือมีครู ๖ คน ก็ยังสูง เขาทําอย่างไรครับ เขาเอาอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ ไว้ที่เดิม แล้วก็ ป.๑ ป.๒ ไว้ที่เดิมแต่ละโรงเรียน เสร็จแล้วก็โรงเรียนบ้านโคกก่อง รับผิดชอบ ป.๓ ไป โรงเรียน พระธาตุบังพวนวิทยา รับผิดชอบ ป.๔ โรงเรียนโคกคําทุ่งสว่างวิทยา รับผิดชอบ ป.๕ โรงเรียน บ้านบ่อแปบหนองหญ้าม้าวิทยา รับผิดชอบ ป.๖ นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการควบรวม เพราะ ตรงนี้เป็นความชาญฉลาด เป็นความยินยอมของผู้ปกครอง เป็นความยินยอมของชุมชน เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่าถ้าควบรวม ก็คือผมยกแค่จังหวัดหนองคาย เขต ๑ กับจังหวัดตราด ให้เห็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ผมกําลังนําเสนอนั้นเป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้นที่ปัจจุบัน ทําอยู่แล้วครับ ที่ผมกราบเรียนว่ามี ๔,๖๐๐ กว่าโรงเรียน แต่ว่ายังไม่ครบ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน เราก็เลยจึงนํามาเสนอ เรามีวิธีการครับ วิธีการปฏิรูปอันแรก ข้อที่ ๑ ในเอกสารท่าน ๑. ประกาศ เป็นนโยบาย เป็นวาระ จะเป็นวาระของกระทรวงหรือจะเป็นวาระแห่งชาติก็ได้ครับ ๒. ก่อนทําอะไรต้องมีฐานข้อมูลครับ จะทําฐานข้อมูลโรงเรียน ครู นักเรียน เป็นรายตําบล ถือว่าเป็นสเกล (Scale) ที่ค่อนข้างจะเล็ก ถ้าหมู่บ้านอาจจะเล็กไป เป็นตําบลครับ จัดทํา แผนการศึกษา เอดูเคชันแมปปิง (Education Mapping) นะครับ เสร็จแล้วจึงค่อยมาทํา แผนควบรวมว่าจะควบรวมแบบไหน จะควบรวมทั้งโรงเรียน จะควบรวมยกทั้งโรงเรียนไป เหลืออนุบาลไว้ ไม่เหลือเลย หรือจะควบรวมแบบบางชั้นแบบจังหวัดหนองคายเมื่อสักครู่นี้ บางที่ห่างไกล เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไกล ๆ ตามภูเขาต่าง ๆ ควบรวมไม่ได้ครับ ไม่รู้ จะไปควบรวมกับใครเพราะโดดเดี่ยว ใครไปหาก็ไม่ได้ ตัวเองไปหาใครก็ไม่ได้ ตรงนี้เป็น อีกประเด็นหนึ่งที่จะทําอย่างไร ซึ่งเราก็คิดว่าจะต้องใส่สื่อทางไกลลงไป จะต้องจัดครูลงไป อย่างไร ซึ่งเราก็คิด เพราะฉะนั้นตรงนี้ใน ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งปัจจุบันนี้เราควบรวมแล้ว ๔,๖๐๐ โรงเรียน ผมเชื่อว่าถ้าเป็นนโยบายไปอาจจะเพิ่มเป็นหลักหมื่น แต่ก็ยังมีที่เหลืออีกครับ ซึ่งจะต้องหาวิธีต่อไปอีก วิธีการในประการที่ ๔
ประการที่ ๕ คือปัจจุบันนี้เรามีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค มีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน ตามคําสั่ง คสช. เพราะฉะนั้น เมื่อเขตพื้นที่ทําแล้วก็ต้องมาเสนอผ่านภาค ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน
ประการที่ ๖ จริง ๆ จะต้องทําควบคู่ไปทุกขั้นตอนคือการประชาสัมพันธ์ ท่านประธานครับ เรื่องประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในเขต ถ้าผมจะไปยุบรวมในเขตของ ท่านประธาน ผมคิดว่าเดี๋ยวคงต้องมีคนวิ่งมาหาบอกว่าอย่าควบรวมเลย เพราะมันเดินทางไกล และสื่อมวลชนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทําความเข้าใจ สิ่งที่กระทรวง ศึกษาธิการหรือผู้บริหารในอดีตที่ประสบปัญหามาก็คือเรื่องดังกล่าวครับ พอจะทําอะไรแล้ว ก็สื่อสารผิด ควบรวมก็กลายเป็นยุบรวม ควบชั้นก็กลายเป็นยุบชั้น ผอ. จะไปอยู่ที่ไหน ครูจะ ไปอยู่ที่ไหน ผู้ปกครองจะต้องส่งลูกหลานไกลขึ้น สิ่งเหล่านี้จะต้องประชาสัมพันธ์ว่าสิ่งที่เรา ทํานั้นทุกคนจะต้องเสียสละ จะต้องยอม ตัว ผอ. ก็ต้องเสียสละ ตัวครูก็ต้องเสียสละ ตัวผู้ปกครองก็ต้องไปส่งลูกหลานไกลขึ้นนิดหนึ่ง แต่เรามีวิธีแก้ ใช้รถรวม วิธีจัดการรวม ๆ ที่ค่อนข้างที่จะต้องมีวิธีอีกครับ เพราะฉะนั้นเรื่องประชาสัมพันธ์จะต้องทําอย่างเข้มข้น
การดําเนินการขับเคลื่อนการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กโดยคณะกรรมการ ศึกษาจังหวัดกับเขตพื้นที่จะต้องดําเนินการร่วมมือกันทั้งเขตพื้นที่แล้วก็คณะกรรมการ จังหวัด ซึ่งในปัจจุบันนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นเลขานุการ โดยให้ ผอ. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต ๑ เป็นศึกษาธิการ จังหวัดอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเราไม่ได้ทําตามลําพัง เพราะเราจะต้องมี คณะกรรมการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในข้อที่ ๘ เป็นสิ่งสําคัญครับ การสนับสนุนการดําเนินงานให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนในสิ่งนี้ จําเป็นครับ
ข้อต่อไปคือการนิเทศ การติดตาม การกํากับ การประเมินผล ผลการดําเนินงาน อันนี้เป็นตัวสิ่งที่จะทํามาเพื่อที่จะทําให้เกิดประสิทธิภาพในข้อ ๑ ถึง ข้อ ๘ ข้อเสนอแนะที่ กรรมาธิการได้คิดว่า ท่านครับ เอกสารสรุปรายงานที่อยู่ในมือท่านนั้นเป็นรายละเอียดทั้งหมด แต่ที่ผมนําเสนอวันนี้เป็นเพียงสรุปข้อเสนอแนะ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาได้ศึกษาและวิเคราะห์จากประเด็นปัญหาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง แล้วนะครับ มีความเห็นว่าการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กควรดําเนินการดังต่อไปนี้
๑. กระทรวงศึกษาธิการควรประกาศนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นนโยบายที่มีความชัดเจนต่อเนื่องและยั่งยืน
๒. กระทรวงศึกษาธิการโดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา มีกระบวนการในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีการกําหนดเป้าหมาย มีระยะเวลาดําเนินการอย่างชัดเจน มุ่งเน้นให้ผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วม โดยเน้นตําบลเป็นฐานการควบรวม โรงเรียนในแต่ละ ตําบลจะต้องทําแผนการศึกษาในการควบรวม
๓. การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กจะต้องคํานึงถึงสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเส้นทางในการเคลื่อนย้าย จึงควรให้มีการบริหารผ่านศึกษาธิการภาค และคณะกรรมการ การศึกษาจังหวัด อันนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบ
๔. กระทรวงศึกษาธิการและสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรมีการสนับสนุนปัจจัยทางการบริหารให้กับโรงเรียนหลักในการควบรวมขนาดเล็กให้มี ความพร้อม เพียงพอ และต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่นตัว ผอ. เอง ผอ. เขตต้องช่วยดูแลเพื่อไม่ให้ เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็น ผอ. เขต ผอ. โรงเรียนอยู่ จะต้องไปควบรวมกันอีกที่หนึ่ง ควรอย่างไร เหมือนกับที่จังหวัดตราดเขาทําให้ งบประมาณเป็นอย่างไรจะต้องดู
๕. กระทรวงศึกษาธิการ โดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาค จังหวัด เขตพื้นที่ ควรมีให้ขวัญและกําลังใจสําหรับข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาในโรงเรียนควบรวมที่ประสบความสําเร็จเป็นกรณีพิเศษนะครับ เพราะปัจจุบันนี้ สถานะเขายังอยู่โรงเรียนใครโรงเรียนมัน สถานที่ใครสถานที่มัน ตัวเลข ตัวอย่างเช่น เรื่องบําเหน็จ มีครู ๒ คน มีครู ๓ คน คิดไม่ได้หรือครับ คิดเป็นร้อยละไม่ได้เลย ไม่เคยได้ สักปีหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการควบรวมแล้วเมื่อมีตัวเลข ถ้าคิด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มีครู ๑๕ คน ก็ได้ ๑ คน จะหมุนเวียนกันอย่างไร เพราะฉะนั้น ผอ. เขตในเรื่องนี้จะต้องมีเทคนิคในการ ดําเนินการครับ
๖. ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับต้องให้ความสําคัญ การขับเคลื่อนนโยบาย การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจังและต่อเนื่องครับ
๗. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควรพิจารณากําหนดตําแหน่ง ผู้อํานวยการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการในการควบรวม มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ในข้อ ๗ นี้ผมก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ
๘. ให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กระดับตําบลครับ อันนี้ เราอาศัยการปกครองในท้องถิ่นก็ได้ หรือชุมชนก็ได้ครับ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ผู้มีส่วนร่วม ส่วนได้ส่วนเสียในการดําเนินการ อันนี้สําคัญครับ
กรอบระยะเวลาที่เราวางแผนไว้ตามเอกสารรายงาน เราคิดว่าใน ๓ เดือนแรก ขออนุญาตท่านสมาชิกครับ ตามเอกสารในหน้า ๖ ครับ หน้า ๖ เราทํากรอบเวลาเอาไว้ เราคิดว่าภายใน ๑ ปีเราดําเนินการได้ โดยใน ๓ เดือนแรกจัดทําฐานข้อมูลทุกอย่าง จํานวน โรงเรียน จํานวนครู จํานวนนักเรียนเป็นรายตําบล จัดทําแผนการศึกษา ประชาสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นใน ๓ เดือนแรกดําเนินการได้ทันทีครับ ถ้าการควบรวมทางกระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้ที่รับผิดชอบเห็นสมควรนะครับ ระยะที่ ๒ ก็เสนอความเห็นชอบนะครับ คือระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ทั้ง ๓ ระยะนี้เราสามารถดําเนินการภายใน ๑ ปี แล้วก็ทุกระยะ ๑ ๒ ๓ ทําควบคู่กันไป ไม่ใช่ทําจบ ๑ แล้วค่อยไปทํา ๒ ทํา ๓ ทํา ๑ ๒ ๓ อยู่ในเนื้อเดียวกันเลยครับ เพราะฉะนั้นมันจะอินทิเกรต (Integrate) หรือบูรณาการกันชัดเจน ในหน้า ๖ ในกรอบ ระยะเวลานะครับ
แหล่งที่มาของงบประมาณก็งบประมาณตามปกตินะครับ อาจจะมีเพิ่มมากขึ้น หรือลดลงด้วยซ้ําไปนะครับ โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบอยู่แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบนะครับ ก็คงต้องเป็นตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษาครับ เล็กสุด สํานักงาน ศึกษาธิการจังหวัดซึ่งตั้งขึ้นใหม่ สํานักงานศึกษาธิการภาค ปัจจุบันเรามีทั้งหมด ๑๘ ภาค นะครับ แล้วก็ลงมาที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีท่าน ผอ. ชลํา เป็น ผอ. นโยบายและแผน แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการครับ นี่คือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถามว่าจะทํา ได้ทันทีไหม จริง ๆ แล้วต้องมีระเบียบนะครับ มีแก้ไขระเบียบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องทําระเบียบการบริหารจัดการ โรงเรียนขนาดเล็กขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีอยู่แล้ว เราสามารถไปรวบรวมจาก ๔,๐๐๐ กว่าโรงนี้ นะครับว่าเขาทํากันอย่างไร ทําด้วยดําริ ทําด้วยนโยบาย ทําด้วยอุดมการณ์ ตรงนี้ผมเชื่อว่า สามารถรวบรวมมาได้ แล้วก็มาทําเป็นระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร ทางวิชาการ เรื่องการงบประมาณจะเอาเงินมารวมกันอย่างไร ผมถามทางจังหวัดตราด จังหวัดตราดเขามารายงานผม เขาบอกว่า ผอ. หรือครูทุกโรงเรียนก็มาคุยกัน งบประมาณ ที่แต่ละโรงเรียนดูแลอนุบาลก็ทิ้งไว้ส่วนหนึ่ง งบประมาณที่ได้มาก็จับมารวมกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน อยากจะเห็นบุตรหลานมีคุณภาพก็เอาเงินมารวมกันนะครับ ซึ่งตรงนี้ทางคณะกรรมการ หรือ สพฐ. เองก็ต้องดู เรื่องการบริหารงานบุคคลเมื่อเกิดประสิทธิภาพต้องมีการตอบแทน เงินรางวัลก็ดี รางวัลก็ดี บําเหน็จประจําปีก็ดีจะทําอย่างไร หรือการบริหารงานทั่วไปจะทําอย่างไร ผมอยากจะเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกว่าที่ผมนําเสนอนั้นเป็นเพียงวิธีเล็ก ๆ วิธีหนึ่ง แล้วก็ผมพร้อม ที่จะรับฟังวิธีการอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกที่มีประสบการณ์แม้กระทั่งในเขต กทม. ก็ตาม ซึ่งวันนั้นท่านสมาชิก สปท. ท่านนินนาท ก็ได้ให้ข้อคิดเรื่องนี้เอาไว้หลายประเด็นเหมือนกัน ในการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง คณะกรรมาธิการก็จึงเห็นพ้องต้องกันว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราควรเสนอตรงนี้นะครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาจึงขอเสนอรายงานดังกล่าวนี้ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการศึกษาโรงเรียน ขนาดเล็กเพื่อให้สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศได้โปรดพิจารณา หากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเห็นชอบรายงานดังกล่าว หรือมีข้อเสนอแนะอื่นใดโปรดได้ให้ข้อพิจารณา เพื่อที่จะได้ส่งรายงานต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ผมขอจบ การชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานการปฏิรูปการศึกษา เรื่อง การบริหาร จัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมคอยเรื่องนี้มา ๕๐ ปี แล้วก็ดีใจมาก ที่เห็นท่านกรรมาธิการนําเสนอเรื่องนี้ ถามว่าทําไมผมดีใจ เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนมีนักเรียนน้อย ๆ ค่าใช้จ่ายสูงมาก แล้วคุณภาพก็ไม่ได้มาตรฐาน เท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ แล้วที่ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ท่านรู้ไหมว่าผมเรียนโรงเรียนขนาดเล็กมาแล้ว แต่บัดนี้โรงเรียนขนาดเล็กนั้นมีนักเรียนเกือบ ๒,๐๐๐ คน เมื่อปี ๒๕๐๔ คุณแม่ผมอพยพจากอําเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปทํามาหากินที่นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ที่ จอมพล สฤษดิ์ ท่านเปิด เป็นครั้งแรก แถวนั้นเป็นป่าดงทั้งนั้น มีช้าง มีเสือ ผมไปเรียนที่โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัด ลพบุรี เดี๋ยวนี้ก็เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพ ท่านครับ ผมเรียนชั้น ม.ศ. ๑ มีนักเรียน ๗ คน เปิดครั้งแรก จอมพล สฤษดิ์ บินไปเปิด ผมก็นั่งเรียนกับเพื่อนมา ๗ คนในปีแรก ปีที่ ๒ มีอีก ๑๐ คนนะครับ ผมเป็นนักเรียนเลขประจําตัว ๑ ของโรงเรียนพัฒนานิคม ท่านไปถาม ได้เลย อาจารย์ผมคนแรกคืออาจารย์อนันต์ อ่ําพันธุ์ จบ ธ.บ. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนต่อมาก็คืออาจารย์พยัพ จันทร์โพธิ์ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิต ผมยังไปเยี่ยมเยือนท่านอยู่นะครับ หลังจากนั้นผมได้ทุนไปเรียนวิทยาลัยครูเทพสตรี จังหวัดลพบุรี ๔ ปี นักเรียนประจํา ท่านครับ ผมก็กลับมาเป็นครูประชาบาล ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๑ ที่โรงเรียนเลือกไม่ได้ เพราะเป็นนักเรียนทุน โรงเรียนซอย ๑๒ สาย ๔ ซ้าย มีนักเรียนไม่ถึง ๑๐๐ คน มีครูใหญ่ชื่อ จํารัส แล้วผมก็เป็นครูน้อยอยู่คนเดียว โรงเรียนแห่งนี้รับรองได้ว่าบัดนี้ท่านหาดูไม่ได้แล้ว ตั้งอยู่บนพื้นดินหลังคามุงแฝก ท่านในนี้อาจหลายคนไม่รู้จักมุงแฝกนะครับ ฝานี่ครับ เขาเรียกว่าทําด้วยขี้ฟาก ขี้ฟากก็คือไม้ไผ่ขัดแตะ หลายครั้งที่คุณครูจํารัสไม่อยู่ไปประชุม ที่อําเภอ ถนนหนทางไม่มีนะครับ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ใช่อย่างนี้ สมัยก่อนโน้นเดินครับ ผมเดินวันละ ๖ กิโลเมตร ไปสอนนักเรียน พอครูใหญ่ไม่อยู่ผมก็สอน ๔ ชั้น ต่อมาผมก็ย้ายไปอยู่โรงเรียนวัด เป็นศาลาวัด แต่เรียกว่า โรงเรียนซอย ๒๑ สาย ๓ ขวา อยู่ฝั่งเขาเขียว ตอนเข้าใหม่ ๆ อยู่ฝั่งเขาพญาเดินธง ก็เดิน ผมนี่นุ่งกางขาสั้นแล้วก็สะพายย่ามใบหนึ่งแล้วก็ข้าวกล่องหนึ่งไปสอนเด็ก สอนอยู่หลายปีดีดัก บัดนี้โรงเรียน ๒ แห่งนี้ยุบไปแล้ว ยุบโดยที่ยังไม่มีกรรมาธิการชุดนี้ แต่โรงเรียนเหล่านี้ ที่เล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่นี่ยังมีอีกทั้งแผ่นดิน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะฉะนั้นผมอ่านรายงานของท่านแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่เคยพูดถึงก็คือเรื่อง การจัดทําแผนการศึกษา เราเรียกว่า เอดูเคชันแมปปิง (Education Mapping) เราไม่เคยทํากัน หรือทําก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ทํากันไม่จริงจัง ค่าใช้จ่ายครู ๑ คนที่บรรจุเข้าไป ท่านครับ มากมายต่อคน เมื่อเปรียบเทียบกับไปสอนนักเรียนแล้วไม่ได้ผลมาก เพราะว่านักเรียนมีน้อย สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยทุกประการและผมก็จะโหวตให้ แต่ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือว่า ท่านยุบโรงเรียน โรงเรียนที่ผมสอนทั้ง ๒ แห่งนี้ถูกยุบไปแล้วไม่เหลือซากของโรงเรียนเลย ถูกรื้อไปหมดแล้ว เมื่อผมกลับไปแต่ละครั้งถูกรื้อไปหมดแล้ว ซึ่งผมก็เสียดายว่าทําไมไม่เอา โรงเรียนที่สร้างตอนหลังนะ มันไม่ใช่เป็นโรงเรียนขี้ฟากแล้ว ไม่ใช่เป็นหลังคามุงจากหรือเป็น โรงเรียนไม้ ไปทําประโยชน์อื่นแล้วก็รื้อ ที่ดินโรงเรียนนี้มี ๒๕ ไร่ ก็แจกอุตลุดไปหมด เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินสมัยหนึ่ง บัดนี้ไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว แต่ท่านครับ นั่นเป็นวัสดุที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จะรื้อเมื่อไรก็ได้ จะสร้างเมื่อไร มีเงินนะครับ โรงเรียน ทุกโรงเรียนมันประกอบด้วยอะไรครับ อาคารเรียน ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์การเรียน กระดานดํา สมัยก่อนนี้ใช่ไหมครับ และสําคัญที่สุดต้องมีนักเรียน ถ้าไม่มีนักเรียนมันไม่เรียกว่าโรงเรียน มีนักเรียนแล้วต้องมีครู ไม่เรียกอาจารย์แล้ว เรียกครู ต้องมีคุณครู คําถามว่านักเรียน ที่ผมพูดนักเรียนมาก ๆ นี่คือโรงเรียนนี่ต้องถือว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง ต้องเอานักเรียน เป็นตัวตั้ง ที่อื่นตามมา ถ้าไม่มีนักเรียนครูก็ไม่มี อุปกรณ์ก็ไม่จําเป็นต้องมี สิ่งที่ผมจะกราบเรียน ก็คือว่านักเรียน ครู ภารโรง สมัยก่อนผมมีแค่นี้เองนะครับ อย่างอื่นไม่มี เป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึก ท่านต้องทําเรื่องเหล่านี้ด้วยความนุ่มนวลนะครับ แต่มีแผน และใจไม่แข็งอย่างที่ท่านกล่าวแล้วว่าถึงจะวิ่งเต้นอย่างไรก็ต้องยุบ ต้องรวม แต่ก่อนจะยุบ จะรวมนะครับ ท่านต้องอธิบายให้ได้ชัดเจนว่าทําไมต้องยุบโรงเรียนนี้ไปอยู่โรงเรียนนี้ จากโรงเรียนนั้นไปอยู่โรงเรียนนั้นให้เป็นรูปธรรม นอกจากนั้นท่านจะต้องดูว่านักเรียน เดือดร้อนมากไหม ถ้าเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ เขาจะเดินทาง ด้วยความลําบากมาก นี่หมายถึงที่ผมเห็นอย่างนี้คาตามาแล้ว ถ้าอยู่ชายขอบของประเทศ จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือเอาที่จังหวัดยะลา หรือที่จังหวัดนราธิวาสที่อยู่นิคมสร้างตนเอง อําเภอแว้งอย่างนี้ผมไปดูมา ชายขอบเขาจะเดือดร้อนอย่างไร ขอฝากท่านไปดูนะครับ แล้วก็ เมื่อดูแล้วท่านต้องใช้เวลาในการที่จะบอกกับครูบาอาจารย์ว่า อาจารย์ครับ คุณครูครับ ถึงปีนั้นปีนี้ท่านจะต้องไปอยู่ตรงนั้นนะครับ ด้วยเหตุผลความจําเป็นอย่างนี้ครับ บอกกับ ผู้ปกครองเสียให้ชัดเจนว่าที่จําเป็นจะต้องเอาบุตรหลานท่านไป ทีนี้คําถามว่าโรงเรียนเล็ก ๆ อย่างนี้จํานวนมากที่ท่านบอกว่ามี ๔,๐๐๐ โรงเรียน ๕,๐๐๐ โรงเรียน อ่านแล้วผมก็ ประทับใจนะครับ ท่านทําการบ้านมา คําถามว่าถ้าอยู่ชายขอบ เขาเดินไปอย่างไร ข้ามเขา ไปเรียนไหม อันนี้ก็ฝากท่านไว้เป็นการบ้านว่าจะทําอย่างไร แม้แต่นักเรียนคนเดียว บ้านไกล ถึง ๓ กิโลเมตร ๔ กิโลเมตร ๕ กิโลเมตร ๗ กิโลเมตรข้ามเขานี่ ท่านจะทําอย่างไร ถ้าท่าน ไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้เด็กเหล่านี้ก็จะดรอปเอาต์ (Dropout) แล้วก็ไม่ไปโรงเรียน ท่านก็ ตามหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าอยู่ดงพงไพรที่ไหน แล้วในที่สุดก็จะเป็นปัญหาของสังคมว่า อ่านหนังสือ ไม่ออก ไม่จบประถม ทําอะไรก็ไม่ได้ ก็ฝากท่านด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าขอให้ท่านทําด้วย ความรอบคอบ นุ่มนวล และกระฉับกระเฉง อย่าลูบหน้าปะจมูก และปัญหาของท่าน จะตามมาอีกเยอะ ถ้าท่านลูบหน้าปะจมูกสักรายเดียว โรงเรียนเดียว มือถือจะบอกเลย กูบอกแล้วอย่างไรว่าเอ็งต้องย้ายปีหน้า กูไม่ต้อง ประทานโทษนะครับ กูไม่ต้องย้ายแล้ว เพราะอะไรไม่ได้เลยครับ ผมให้กําลังใจท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพ และผมมั่นใจว่า จะทําได้ เพราะว่ารัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการปัจจุบันนี้นะครับ ท่านเอาจริงเอาจังกับเรื่อง ของระบบการศึกษา ชาติบ้านเมืองไหนก็ตามถ้าไม่สนใจเรื่องการศึกษามาเป็นเรื่องแรกผมว่า ไปไม่รอด ในระยะอันสั้นและระยะอันไกล เพราะคนเป็นตัวจักรสําคัญในการขับเคลื่อน ทุกประการ ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในประเทศที่มีผืนแผ่นดินกว้างขวางไม่เล็กไปกว่าประเทศไทย เช่น ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน ประเทศฟินแลนด์ แล้วเขาก็มีพลเมือง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ คน ผมไม่เคยได้ยินว่าเขามีนโยบายที่จะควบโรงเรียน ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านของเราจะเป็นประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประเทศไต้หวัน ก็มีปัญหาเหมือนประเทศไทย คืออัตราการเกิดต่ํามาก ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือต่ํากว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ภาพที่เราเห็นที่ประเทศไต้หวัน ประเทศ เกาหลีใต้ แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ก็คือเด็กเดินไปโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ อย่างเก่งก็ขี่จักรยาน แล้วก็ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นคําสั่งเลยครับ ห้ามไม่ให้พ่อแม่เอารถของตนเองส่งลูก ไปโรงเรียน ทั้งประเทศในยุโรปแล้วก็ในเอเชียแปซิฟิกที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี่ก็คงมีประเด็น ปัญหาเหมือนประเทศไทยในแง่ของประชากรน้อยลง แล้วมีประเทศกว้างขวาง แต่เขาไม่มี นโยบายในการควบโรงเรียน แล้วเขาไม่มีนโยบายที่จะเอาเด็กมาที่สถานการศึกษา เขาต้อง ตั้งเป้าที่จะให้การศึกษาไปถึงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก เด็กโตหน่อยอาจจะขี่จักรยาน หรือว่า นั่งรถบัส (Bus) โรงเรียนก็ได้ แต่เด็กเล็กควรจะเดินไปโรงเรียน จะให้จับเด็กใส่รถแล้วก็นั่ง ไปหลาย ๆ กิโลเมตร ผมคิดว่าเป็นการทารุณต่อเด็กเล็กโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นต้องทํา ทุกวิถีทางที่จะให้โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมโดยเฉพาะ หรือมัธยมตอนต้นให้อยู่ใกล้กับ บ้านให้มากที่สุด นั่นเป็นความเห็นอันที่ ๑
อันที่ ๒ มันไม่ใช่อยู่ที่จํานวนนักเรียนจะต้องมาก และถ้าเผื่อไม่มากต้องควบ หรือว่าในโรงเรียนหนึ่งจะมี ๑๐ คน ๒๐ คน แล้วก็มีเด็กตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ ๖ ขวบ ไปจนถึง ๑๒-๑๓ ปีก็เลยจะต้องควบ มันเป็นภาระหน้าที่ของรัฐในการที่จะต้องจัดการศึกษาและครู ให้พร้อม พูดง่ายครับในการที่จะบอกควบ มันก็จะมีปัญหาเรื่องการควบตามมาอย่างแน่นอน ในเรื่องของผู้บริหารจัดการ ผู้อํานวยการโรงเรียน ครูที่มีคุณภาพ อุปกรณ์การเรียนการสอน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ไม่จบไม่สิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าการควบโรงเรียน จะแก้ปัญหา ประเด็นปัญหาของการศึกษาของไทยอย่างจริงจัง แต่ว่าที่มันสําคัญที่สุดที่ผม อยากจะขอเน้นก็คือประเด็นนี้ แล้วเราก็มีโรงเรียนตํารวจชายแดนเป็นที่เลื่องลือของ ประเทศไทย แล้วก็ในโลกกว้าง แล้วก็เป็นโรงเรียนที่ตอบสนองหมู่บ้านที่ห่างไกลตามขุนเขา ทั้งหลาย ที่เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกท่านสุรินทร์ได้พูดไปแล้ว แล้วก็ประสบความสําเร็จอย่าง มากมาย ผมเองก็อยากจะเสนอให้ได้รับรางวัลแมกไซไซ (Magsaysay Award) ของประเทศ ฟิลิปปินส์เสียด้วยซ้ํา แล้วทํามาก็ไม่เห็นเขาบ่นเลยว่ามันทุรกันดารหรือว่าพลตํารวจ สิบตํารวจ จ่าตํารวจ นายร้อยตํารวจ ที่ไปสอนนั้นเขาก็บ่นว่า ในห้องเรียนมีเด็กตั้งหลายวัย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วในการชี้แจงของคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนเลย ได้มีการปรึกษาหารือหรือเปล่า แล้วถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปช่วยเหลือให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา ที่ใกล้บ้าน ผมขอให้ทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปนะครับ ไปปรึกษาหารือกับทาง กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดนเสียก่อนดีกว่า เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์สูงสุด แล้วก็ผ่านไปตํารวจตระเวนชายแดนก็อาจจะไปพูดกับหมู่บ้านชาวเล ชาวเขาตามตะเข็บ ชายแดนว่าอยู่กันมาอย่างไร ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าจะเป็นชุมชนก็ดี ตอนนี้ก็มีชาวเขา ที่จบปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วก็กลับไปเป็นครูก็มากมาย เขาได้รับการสนับสนุนมากน้อย แค่ไหน และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าเราเป็นสังคมประชาธิปไตย แล้วในสังคมประชาธิปไตย ที่เป็นสากล เป็นมาตรฐานทั่วโลกนั้นเรื่องของการศึกษาอยู่ที่ท้องถิ่นครับ ไม่ได้อยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ ณ เมืองหลวงหนึ่งใด กระทรวงศึกษาธิการของประเทศต่าง ๆ ที่เจริญแล้ว มีความเป็นประชาธิปไตย เขามีหน้าที่ผลิตครู แล้วก็วางมาตรฐานการศึกษาให้มันทั่วถึง แล้วก็มีหน้าที่สนับสนุนในส่วนที่โรงเรียนท้องถิ่นขาด ขอใช้คําภาษาอังกฤษว่าแบ็กอัป (Backup) หรือว่าจะเติมให้เต็ม ฟิลอิน (Fill in) หรือว่าจะอีกอันคือทําให้มีความเสมอภาค อีควอไลเซชัน (Equalization) ซึ่งเป็นหลักสําคัญในเยอรมนี ในไต้หวัน แล้วก็ทั่วสหภาพ ยุโรปว่าไม่ให้มีความเหลื่อมล้ํา ไม่ว่าโรงเรียนนั้นจะอยู่ที่ใด แล้วทางกรรมาธิการก็ยังจะคิด เรื่องที่จะให้ทางส่วนกลางคือกระทรวงศึกษาธิการเป็นแม่บทอยู่ เราต้องการที่จะกระจาย อํานาจ เราต้องการที่จะปฏิรูปประเทศไทย แล้วก็ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เราก็ได้พูดกันมากว่าเราต้องกระจายอํานาจไปที่ท้องถิ่น แล้วก็หลาย ๆ ประเทศ เรื่องโรงเรียนอยู่ที่ท้องถิ่น แล้วเขาก็มีคณะกรรมการผู้ปกครองที่จะ ทํางานกับทางโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นควรจะมาคิดกันเสียว่าควรจะตัดสินใจ โอนอํานาจไปให้ท้องถิ่นเสีย แล้วก็ภาครัฐโดยกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะเข้าไปสนับสนุน ท้องถิ่นให้เขาทํางานได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร ก็แน่นอนต้องมีการประสานงานกับกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ท้องถิ่นก็ต้องดูแลเพราะมันมีเด็กเล็กอนุบาล ๕ คน ประถมศึกษาปีที่ ๑ ๔ คน ๗ คน แล้วก็มี ๑๒ ปี ๑๓ ปี ให้เป็นเรื่องท้องถิ่นเขาจะดูแล แล้วถ้าเผื่อลดอํานาจ ลดงบประมาณ แล้วพยายามทําให้กระทรวงศึกษาธิการเล็กลง เงินที่จะ เก็บไว้ได้นั้นเซฟ (Save) ไว้ได้ก็ควรจะโอนไปให้ท้องถิ่นให้เขาทําให้ได้ให้มากที่สุด เพราะว่า ลูกหลานในหมู่บ้านของเขามันเป็นภาระหน้าที่ของเขาเป็นสําคัญ กระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง รัฐบาลจากส่วนกลางมีหน้าที่รองเท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่หลัก เพราะฉะนั้น โดยสรุปครับท่านประธาน ผมอยากจะให้กรรมาธิการทบทวนเรื่องทั้งหมดเลย แล้วก็จะต้อง ตอบผมให้ได้ว่าได้หารือกับโรงเรียนของตํารวจชายแดนหรือเปล่า แล้วก็มีความคิดอย่างไร ในการที่จะโอนเรื่องการศึกษาขั้นประถมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมดนี้ ไปให้ท้องถิ่น ผมไม่ต้องการเห็นการให้ควบแล้วก็การเพิ่มอํานาจที่ส่วนกลาง ไม่อย่างนั้นคําว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป จะกําลังทําอะไรที่ผิดไปจากชื่อเสียง แล้วก็วัตถุประสงค์ แล้วก็ เจตนารมณ์ของสภานี้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม วิเชียร ชวลิต สปท. ลําดับที่ ๑๔๐ ผมขอสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลเพราะว่าผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลายว่าในปี ๒๕๕๒ ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด สุรินทร์ ได้มีการดําเนินการในลักษณะที่เป็นข้อเสนอเหมือนที่กรรมาธิการได้ยกตัวอย่าง ก็คือ เนื่องจากผมไปตรวจสอบการศึกษาของเด็กในพื้นที่ แล้วก็พบสิ่งที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่มีความสงสัยว่าทําไมระดับผลการเรียนหรือว่าสิ่งที่เด็ก ๆ ของเราอ่านหนังสือ ไม่ออกถึงเพิ่มจํานวนมากขึ้น ก็ไปดูในโรงเรียนขนาดเล็กว่ามีการเรียนการสอนอย่างไร ขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการใช้วิธีการ เนื่องจากครูไม่พอ ก็ใช้วิธีการคละชั้นเรียน ก็แปลว่า ห้องเรียนห้องหนึ่งอาจจะมีเด็ก ป.๑ ถึง ป.๔ เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน ในชั้นเดียวกันนะครับ เพราะว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีตั้งแต่ ๑๐๐ คนเศษ ลงไปจนถึง ๕ คน ๘ คนก็มีนะครับ ผมไปพบ บางโรงเรียนมีเด็กตั้งแต่ ป.๑ ถึง ป.๔ นั่งอยู่แถวเดียวกัน แล้วคุณครูก็สอนด้วยการเปิด ทีวี (TV) ทางไกลให้เด็กเรียนจากทีวี (TV) คุณครูก็นั่งอยู่ ๑ คน สอบถามรายละเอียด ปรากฏว่าโรงเรียนนั้นมีครูอยู่ ๒ คน คนหนึ่งเป็นผู้อํานวยการโรงเรียน อีกคนหนึ่งมีหน้าที่สอน ผู้อํานวยการโรงเรียนไปประชุม ผมไปตระเวนตรวจตามโรงเรียนต่าง ๆ ปรากฏว่าแต่ละโรงเรียน ก็จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน ผมก็เลยให้ทําการศึกษาข้อมูลว่าโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดนั้น มีโรงเรียนไหนบ้างที่ผมคิดว่าน่าจะมีการควบรวมเหมือนแนวคิดของกรรมาธิการที่จะเสนอ ปรากฏว่าจัดกลุ่มได้เป็นหลาย ๆ กลุ่ม ผมก็เสนอแนะว่าสิ่งที่ควรทําอย่างยิ่ง คือให้แต่ละ โรงเรียนเลือกว่าจะจัดสอนชั้นไหน แบบที่ท่านเสนอนะครับ บางโรงเรียนก็ ป.๔ บางโรงเรียน ก็ ป.๓ แล้วก็ส่งเด็กไปโรงเรียน ในข้อเท็จจริงวันนี้ในชุมชนชนบทถนนหนทางไปไหนกันมา โดยสะดวก แล้วปรากฏข้อเท็จจริง ถ้าท่านไปดูในพื้นที่จะปรากฏว่าลูกหลานของผู้มีอันจะกิน หรือครูบาอาจารย์ หรือคนที่มีความสามารถไม่ได้ส่งเด็กเข้าเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ส่งขึ้นรถตู้ แล้วเช้าก็ไปโรงเรียนกัน ทุกวันเป็นอย่างนั้น โรงเรียนประจําจังหวัดมีเด็ก ๓,๐๐๐ กว่าคน ๔,๐๐๐ คน ก็มาจากบ้านนอกทั้งนั้น ขึ้นรถตู้มาเรียนนะครับ ผมก็เห็นว่าสิ่งที่ควรจะทํา เมื่อควบรวมแล้ว จะทําอย่าไร จะแก้ปัญหาการเดินทาง ก็คุยกับท้องถิ่น ท้องถิ่นก็สามารถ ดําเนินการจัดรถตู้ แล้วก็พาเด็กไปโรงเรียนได้ เขาก็พร้อมจะทํา ผมก็ถามว่าแล้วมีเด็กคนไหน อยากปั่นจักรยานไปโรงเรียนไกลหน่อยมีไหม ก็ปรากฏว่าทางโรงเรียนก็บอกว่า ไม่มี เพราะว่าเด็กไม่อยากเดินทางไกลด้วยจักรยาน ผมก็แอบไปสังเกตอีกว่าจริง ๆ มีเด็ก ปั่นจักรยานไปโรงเรียนไหม ก็ปรากฏว่ามี เพราะว่าผู้ว่าราชการจังหวัดก็สามารถมีศักยภาพ ที่จะเชิญชวนเอกชน หรือใครบริจาครถจักรยานเก่าเพื่อให้เด็กปั่นไปโรงเรียนที่ไกล ข้ามหมู่บ้านไปก็สามารถทําได้ สิ่งเหล่านี้สามารถทําได้หมดทุกประการ ผมก็จัดการประชุม แล้วก็จะเริ่มทําการควบรวมดังว่า ปรากฏว่าคุยกันไปคุยกันมาเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายประเมินผล การศึกษาของการประถมศึกษาก็บอกว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทําดีมากนะครับ แต่พอ ไปประชุมผู้ปกครอง ไปประชุมครู ทุกคนก็มีความเห็นเดียวกันว่า ท่าน วิธีนี้ดีหมด ทุกอย่างเลย แต่ว่าเรามีติดอุปสรรคอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือถ้ายุบโรงเรียนแล้วเราจะขาด โรงเรียนประจําหมู่บ้าน โรงเรียนนี้เก่าแก่มาก เด็กจะไปลําบาก อันตราย ใครจะรับผิดชอบ สารพัดของเหตุผลแห่งการอ้าง แต่ไม่เคยมีใครพูดว่าแล้วผลสัมฤทธิ์การศึกษาเด็กออกมาเป็น อย่างไร ไม่มีใครพูด พูดแต่ว่า ผอ. โรงเรียน โรงเรียน ครู การบริหาร แต่ผลสัมฤทธิ์ไม่เคยมี ใครพูดนะครับ นี่คือสภาพปัญหา คําถามสุดท้ายที่ถามกระผมว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ ผมก็บอกว่า ถ้าถามผมแบบนั้น ผมก็กลับบ้านดีกว่า เพราะว่า เรากําลังคุยกันเรื่องการแก้ปัญหา เราไม่ได้คุยเรื่องผมจะมีนโยบายอะไร เพราะถ้าผม มีนโยบาย พอผมย้ายเขาก็เลิกทํา มันก็ไม่รู้จะทําทําไมนะครับ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่อยากจะ เล่าสู่ที่ประชุมว่า จริง ๆ วันนี้ควรอย่างยิ่งที่จะมีนโยบายในการควบรวม ซึ่งถ้าแรงกว่านั้น ผมอยากจะเสนอกรรมาธิการเพิ่มเติมว่าควรจะต้องมีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะ ถ้าไม่มี สิ่งที่ตามมาก็คือมันจะมีปัญหาการจัดการศึกษาซึ่งใช้เงินเท่าไรก็ไม่พอ แล้วจริง ๆ ข้อเท็จจริงคนก็ไม่ได้ใช้วิธีว่าไปเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านนะครับ เพราะฉะนั้น ข้ออ้างทั้งหมดที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง อยู่บนขุนเขา บนดอย บนอะไรนั้นเป็นข้อยกเว้น ทั้งหมด แต่ว่าหลักการที่ทําได้ทั้งหมดนี้สามารถดําเนินการได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไป หยิบประเด็นย่อยของข้อยกเว้นนี้มาเป็นข้ออ้าง เพราะฉะนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ก็ไม่มีทางประสบผลสําเร็จได้นะครับ แล้วซ้ําร้ายไปกว่านั้นนะครับ ผมเรียนท่านเพิ่มเติมว่า วันนี้ปริมาณเด็กเกิดลดลง อย่าว่าแต่โรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ที่จะต้องยุบ อีกหน่อยจะมีเด็ก มาเรียนในโรงเรียนนั้น ๆ หรือเปล่ายังไม่รู้เลย เพราะว่าจํานวนเด็กที่เกิดนี้ลดลง โดยเฉพาะ ในชุมชน ในหมู่บ้าน ก็ขออนุญาตเรียนท่านว่าขอสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่อยากจะเพิ่มเติมว่า ควรจะสํารวจข้อมูลอย่างที่ท่านบอก แล้วให้เป็นฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่าที่ไหนมีความพร้อม มีความชัดเจน แล้วถ้ามอบเป็นนโยบายไป ไม่ต้องไปกําหนดว่าจะต้องทําอะไร อย่างไร ผมเชื่อว่าวันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สามารถที่จะ ดําเนินการ โดยมอบเป็นเชิงนโยบายแล้วไปดําเนินการ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมาก ขอให้เป้าหมายอยู่ที่เด็ก อย่าขอให้เป้าหมาย อยู่ที่โรงเรียน ขออย่าให้เป้าหมายอยู่ที่เรื่องอื่น ๆ แล้วผมเรียนเพิ่มเติมว่า อาคารเรียน ของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ชนบทนี้สามารถที่จะไปดําเนินการพัฒนาเป็น แหล่งประโยชน์อื่น ๆ ได้มากมายนะครับ เช่นวันนี้เราไม่มีศูนย์เด็กที่จะดูแลเด็กหลังเลิกเรียน หรือว่าดูแลเด็กที่จะใช้บริการต่าง ๆ โรงเรียนเหล่านั้นสามารถแปลงสภาพ เพียงแต่อย่าหวงว่า เป็นสมบัติของฉัน ซึ่งความจริงนั้นสมบัติพวกนั้นก็เป็นสมบัติของแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์ ร่วมกันได้ทั้งนั้น ก็อยากขอเรียนเสนอสนับสนุนกรรมาธิการ แล้วก็คิดว่าควรจะมีรายละเอียด เพิ่มเติมไปว่าน่าจะมีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนะครับ ถ้าไม่มีการยุบ ประเทศนี้ก็ไปไม่รอด หรอกครับสําหรับการจัดการศึกษา แล้วประเด็นสําคัญที่ต้องพูดและเน้นก็คือว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาของเด็กทําอย่างไรจะเกิด ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ว่า ผอ. จะอยู่ไหม โรงเรียนของฉัน ประจําหมู่บ้านจะอยู่ไหม ซึ่งความจริงผมเชื่อว่าทําความเข้าใจกับผู้นําชุมชน โดยมอบหมาย นโยบายให้กระทรวงมหาดไทยไปดําเนินการก็ได้ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถสําเร็จลุล่วงครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ที่ปรึกษานายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดชุมพร ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๑๑ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การจัดการการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ท่านประธานที่เคารพ กระผมเคยเป็นอดีตผู้บริหารท้องถิ่น เคยเป็นกรรมาธิการในสันนิบาตแห่งประเทศไทย ปัจจุบันก็ยังคงดํารงตําแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เรื่องการศึกษานั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเราได้เข้าไปดูแล ไม่ว่าการรับโอนโรงเรียนต่าง ๆ เข้ามายังองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจํากัดอยู่ในหลาย ๆ ประเด็น เราต้องทราบถึงว่า ปัญหาของระบบการศึกษาไทยมันเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ๑ ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อ การศึกษา ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กจากข้อมูลที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอ โรงเรียน ทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน โรงเรียนประถม ๒๙,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียน เป็นโรงเรียนที่มีเด็กต่ํากว่า ๑๒๐ คน หรือครึ่งหนึ่งของโรงเรียนประถมทั้งหมด สาเหตุ สําคัญ ๆ จากปัญหาดังกล่าวก็เนื่องด้วยว่าในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ทั้งผู้บริหาร ทั้งครูที่ได้ บรรจุในโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อตัวเองเป็นผู้บริหารบรรจุในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่มีความ ภูมิใจ ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกับโรงเรียนใหญ่ ๆ ดังนั้นความก้าวหน้าในหน้าที่ การงาน เมื่อถึงโอกาสที่สามารถย้ายได้ก็ขอย้ายตัวเองไปสู่โรงเรียนที่ใหญ่กว่า กลายเป็นว่า โรงเรียนขนาดเล็กนั้นเป็นโรงเรียนเตรียมอนุบาลเพื่อให้กับผู้บริหาร ในทํานองเดียวกัน ครูก็เช่นเดียวกัน เมื่อถึงเวลาก็ขอย้ายตัวเองออกไปจากโรงเรียนนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีทิศทางให้ผู้บริหารเหล่านี้หรือครูเหล่านี้ มีโอกาสก้าวหน้า เพราะครูเหล่านี้เมื่อย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่สิ่งอํานวยความสะดวกและ ความก้าวหน้าของเขาไม่มี เมื่อผู้บริหารเปลี่ยนบ่อย ๆ ย้ายออกไปบ่อย ๆ นโยบายเปลี่ยน กลยุทธ์ใหม่ ๆ เข้ามา ครูเปลี่ยนไปบ่อย ๆ ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่มีทิศทาง ครูที่อยู่เกิดการ สับสนในการทํางาน ในที่สุดครูเหล่านั้นก็เมินเฉย ทํางานเช้าชามเย็นชาม ในที่สุดเด็กก็ ไม่ได้รับประโยชน์ วิธีการแก้ไขครับท่านประธาน จะทําอย่างไรให้ผู้บริหารและครูอยู่ อย่างมีความสุข มีความยั่งยืน เห็นเป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งพัฒนาโรงเรียน มุ่งพัฒนาชุมชน ที่ตัวเองอยู่ เห็นเป้าหมายชัดเจน มุ่งมั่นที่จะทําให้โรงเรียนและชุมชนของตนเอง รัฐต้องจัดโอกาสครับ โอกาส แรงจูงใจ ขวัญกําลังใจให้คนเหล่านี้ในโรงเรียนขนาดเล็ก ทําอย่างไรครับท่านประธาน ทําเอ็มโอยู (MOU) สิครับ แสดงเคพีไอ (KPI) สิครับ แผนระยะ ๕ ปีสิครับ ยืดเวลาให้ครูเหล่านี้ต้องอยู่ที่โรงเรียนนั้น ๕ ปี แล้วก็แจ้งวิสัยทัศน์ให้กับครู ให้กับ ชุมชนที่ตัวเองอยู่ให้ชัดเจน เมื่อสําเร็จทําอย่างไรครับท่านประธาน ให้รางวัลสิครับ ฟาสต์ แทร็ก (Fast Track) ไปเลยครับ ครูเหล่านี้ที่อยู่ในโรงเรียนเล็ก ๆ ผู้บริหารที่อยู่ในโรงเรียน เล็ก ๆ สามารถย้ายไปโรงเรียนใหญ่ ๆ ครูก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ไม่ต้องไปทํา ผลงานทางวิชาการ ครูที่มีความชํานาญก็เลื่อนไปเลยครับ เป็นชํานาญการพิเศษ ไม่ต้องทํา เอกสาร ไม่ต้องทําผลงานวิชาการ ที่ไปซื้อมาหรืออะไรก็ตามเปลืองกระดาษมหึมาเลยครับ ท่านประธาน การจัดอย่างไรครับท่านประธาน ก็เอาความร่วมมือจากชุมชน เอกชน รัฐต้อง สนับสนุนปัจจัยในด้านการสอน ด้านวิชาการ ด้านสื่อคอมพิวเตอร์ งบปรับปรุงอาคารเรียน สื่อเทคโนโลยี สื่อการเรียนการสอน นักวิชาการ อัตรากําลังเข้าไป เพราะเชื่อว่าอัตรากําลัง ของครูต่อนักเรียนที่น้อยที่สุด เท่ากับว่าเด็กขนาด ๘ คนถึง ๒๐ คนเท่านั้น สิ่งที่คนเห็นว่า โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจุดถ่วงดุลผลสัมฤทธิ์ของการเรียนของประเทศมันจะกลับกลายเป็น จุดแข็งที่มีคุณภาพดีกว่าที่เราจะไปยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่แนวทางในการควบรวมของ ท่านกรรมาธิการผมเห็นด้วยทุกประการที่สุดครับ โรงเรียนจะมีคุณภาพได้ก็ต้องมาจากครู องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเราได้สนับสนุนส่งเด็กไปศึกษาต่อเพื่อกลับลงมาสู่ท้องถิ่นครับ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมันได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตครับ
ขอบคุณมากครับ ขณะนี้เหลือผู้ที่แสดงความจํานงอภิปรายอีกเพียง ๑ ท่าน นะครับ ผมจะเริ่มส่งสัญญาณการลงมติไปยังห้องประชุมต่าง ๆ ทั้ง ๓ อาคารในบริเวณ รัฐสภาของเรานะครับ ขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และเป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ ผมเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการที่เสนอเรื่องการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการคงได้ตระหนักว่า การศึกษาเป็นพื้นฐานสําคัญของการพัฒนาประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการทางด้านการศึกษาที่ดี ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ อังกฤษ ประเทศเยอรมัน ประเทศฟินแลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศสิงคโปร์ ทั่วโลก เพียงยกตัวอย่างบางประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานทางการศึกษา กับประชาชนทั้งสิ้น การมีพื้นฐานการพัฒนาทางการศึกษากับประชาชนในที่นี้ เข้าใจว่า ทางคณะกรรมาธิการก็คงจะได้คํานึงอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า การศึกษาเพื่อคนทั้งหมด หรือการศึกษาเพื่อคนทุกคน ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษ เอดูเคชัน ฟอร์ ออล (Education for all) การศึกษาสําหรับคนทุกคน ด้วยเหตุนี้ผมจึงเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการคงจะมีเจตนารมณ์ ที่จะให้คนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตามได้รับการศึกษาที่ดี ในเนื้อหาของการเสนอ คงจะมีเจตนารมณ์ที่จะให้คนทุกคนที่ถึงแม้อยู่ห่างไกลเหล่านั้นได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น บางประเทศผมจําไม่ได้ ขออภัย บางโรงเรียนมีนักเรียนคนเดียว เขายังเก็บโรงเรียนนั้นไว้ จนกว่านักเรียนคนนั้นเรียนจบในชั้นสูงสุดที่โรงเรียนนั้นมีถึงจะได้ปิดโรงเรียนนั้นไป ท่านสมาชิกบางท่านอาจจะเคยดูหนังไทยเรื่องหนึ่งชื่อ คิดถึงวิทยา หนังเรื่อง คิดถึงวิทยา เป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเล็ก ๆ โรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนแพ ลอยอยู่บนน้ํา มีนักเรียนไม่กี่คน มีครูคนหนึ่งไปสอน ตอนแรกก็ไม่อยากไป อยู่สักพักหนึ่งก็มีความรู้สึกว่า นักเรียนเหล่านี้เป็นคนไทย ควรจะได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่ากับคนไทยอื่น ๆ เกิดความรัก ความพึงพอใจในการสอนอยู่ที่นั่น และด้วยความรัก ความพอใจในการสอนเช่นนั้นทําให้นักเรียนที่นั่นซึ่งอยู่บนแพตั้งใจเรียน ผลการเรียนดีขึ้น มีโอกาสทางการศึกษาเท่า ๆ กับคนอื่นที่อยู่ในเมืองหรือไม่ได้อยู่ห่างไกล ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าจะคัดค้านสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอ เพียงแต่อยากจะ เรียนว่าการดําเนินการในโครงการนี้ขอให้อยู่บนพื้นฐานของการศึกษาสําหรับคนทุกคน เพราะฉะนั้นการวางแผนการศึกษาหรือเอดูเคชันแมปปิง (Education Mapping) คําที่ท่าน ใช้ภาษาอังกฤษต้องมีความชัดเจนว่าอยู่บนพื้นฐานของการที่ทําให้ทุกคนได้รับการศึกษาที่ดี การใช้คําว่า การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ทําให้ดูเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ที่ท่านต้องการ ถ้าจะให้ดีน่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาหรือการบริหารการจัดการนักเรียน ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กว่าเราจะบริหารจัดการนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น อย่างไรให้เขามีโอกาสทางการศึกษาเท่ากับคนอื่นภายใต้ปรัชญาการศึกษาที่ว่า การศึกษา สําหรับทุกคนหรือเอดูเคชัน ฟอร์ ออล (Education for all) ประกอบกับเรื่องนี้อยากจะ ขอเรียนต่อท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกว่าควรจะนําเรื่องอื่น ๆ เข้ามาประกอบเพื่อที่จะ ให้การศึกษาของนักเรียนที่อยู่ห่างไกลได้มีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกับคนอื่นภายใต้ หลักการที่ว่าทุกคนต้องมีโอกาสเท่าเทียมกัน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อ็อปพอร์ทูนิตี ฟอร์ ออล (Opportunities for all) ขณะนี้มีโครงการอยู่โครงการหนึ่งซึ่งเป็นโครงการที่นํา ตัวอย่างมาจากโครงการของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา นักเรียน นักศึกษาที่จบปริญญาตรีใหม่ ๆ มีความคิดความอ่านในการรับใช้ สังคม มีความคิดความอ่านในการเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลงเมื่อจบการศึกษา ต้องการที่จะ ไปเป็นครูสอนนักเรียนที่ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ในสหรัฐอเมริกานั้นก็มีสังคมด้อยโอกาส อยู่จํานวนมากเช่นเดียวกันจึงเกิดโครงการหนึ่งเรียกว่า ทีช ฟอร์ อเมริกา (Teach for America) สอนเพื่ออเมริกา โครงการลักษณะเดียวกันนี้ได้เข้ามาในเมืองไทยในนามของ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) หรือสอนเพื่อประเทศไทย บัณฑิตที่เพิ่งจบ เหล่านี้มีอุดมการณ์ มีไฟ อยากสอน อยากออกไปให้ความรู้ อยากไปทําประโยชน์โดยเฉพาะ กับผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม ผู้ที่อยู่ห่างไกล เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าโครงการพัฒนาหรือบริหาร จัดการนักเรียนที่อยู่ห่างไกลได้นําหรือประสานงานกับโครงการลักษณะคล้าย ๆ กันนี้ ซึ่งมี อยู่หลายโครงการด้วยกันก็จะทําให้โอกาสทางการศึกษาของนักเรียนที่อยู่ในชนบทห่างไกล มีโอกาสที่ดีขึ้นจากครูเหล่านี้ ซึ่งคล้าย ๆ กับครูในเรื่อง คิดถึงวิทยา ที่ผมได้กล่าวในตอนต้น
ประการสุดท้าย การศึกษาสําหรับทุกคนหรือโอกาสสําหรับทุกคน สามารถ ดําเนินการได้ผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออินฟอร์เมชันเทคโนโลยี (Information Technology) ซึ่งเป็นถ้อยคําที่อยู่ในบทนําของรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา การนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในนามของอีเอดูเคชัน (e-Education) หรือดิจิทัลเอดูเคชัน (Digital Education) ก็จะมีผลทําให้การศึกษาในชนบทที่ห่างไกลนั้น ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันกับการศึกษาของคนที่อยู่ในเมือง เพราะอินฟอร์เมชันเทคโนโลยี (Information Technology) อีเอดูเคชัน (e-Education) หรือดิจิทัลเอดูเคชัน (Digital Education) สามารถที่จะทําให้คนเหล่านั้นได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน จึงขอฝากต่อท่านคณะกรรมาธิการเพื่อกรุณาเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
ประการแรก ชื่อเรื่อง การควบรวมนั้นดูประหนึ่งว่าจะทําให้ไม่ได้ให้โอกาส กับนักเรียนที่อยู่ในชนบทห่างไกล ถ้าปรับหัวข้อมาในเชิงบวกว่าเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ ของนักเรียนที่อยู่ในชนบทที่ห่างไกล เป็นต้น แล้วแต่ท่านจะกรุณาพิจารณา
ประการที่ ๒ ประสานร่วมมือกับโครงการต่าง ๆ ที่มีความตั้งใจที่จะสอน นักเรียนในชนบทที่อยู่ห่างไกล เช่น โครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand)
ประการที่ ๓ นําเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง อีเอดูเคชัน (e-Education) เรื่อง ดีเอดูเคชัน (d-Education) หรือดิจิทัลเอดูเคชัน (Digital Education) เข้ามาประกอบ กับโครงการที่ท่านนําเสนอในวันนี้จะทําให้สิ่งที่ท่านนําเสนอนั้นหวังว่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เมื่อไม่มีท่านสมาชิกได้แสดงความจํานงที่อภิปรายเพิ่มเติม นะครับ มีสมาชิกเพิ่งแสดงความจํานงอีกท่านหนึ่ง เชิญท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ สําหรับเรื่องของการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก นะคะ คือดิฉันมีความห่วงกังวลในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เหมือนท่าน สปท. สถิตได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้นะคะ ดิฉันมีความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ การประกาศนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเป็นวาระแห่งชาติ ดิฉันกําลังคํานึงถึง คนที่อยู่อําเภออมก๋อยหรือคนที่อยู่พื้นที่ห่างไกล รวมทั้งคนที่ด้อยโอกาสที่ไม่สามารถที่จะมา ส่งลูกในโรงเรียนขนาดใหญ่ได้ เขาจะทําอย่างไร จะมีระบบโมบาย (Mobile) หรือระบบ การสอนทางไกล หรือจะทําอย่างไรให้การศึกษาที่มีคุณภาพ สิ่งที่สําคัญที่เราควรจะคํานึงถึง คือเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ๑๗ ประการ ในเรื่องของซัสเทนเนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ซึ่งมีเป้าหมายจนกระทั่งถึงปี ๒๕๗๓ ซึ่งต่อเนื่อง จากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ข้อที่ ๔ ที่สําคัญของเอสดีจี (SDGs) นั้นคือการศึกษา ที่มีคุณภาพ จะทําอย่างไรที่จะให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเมื่อควบรวมแล้วการศึกษาจะมีคุณภาพ ในเมื่อการเข้าถึงการศึกษานั้นไม่เท่าเทียมกันในแต่ละคน ท่านจะมีมาตรการอย่างไร คงไม่ใช่ มาตรการเพียงแค่เอารถตู้ไปรับมา ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ มันจะต้องมีมาตรการอื่น ๆ เพราะฉะนั้น การควบรวมมันต้องมีเงื่อนไข ดิฉันยังไม่เข้าใจว่าเรื่องของมาตรฐานหรือเงื่อนไขที่ทําให้เกิด การควบรวมนั้นมีอะไรบ้าง เพราะว่าการคํานึงที่สําคัญจะต้องคํานึงถึงพีเพิลเบส (People based) ไม่ใช่คํานึงถึงผู้สอนเท่านั้น แต่ว่าต้องคํานึงถึงคนด้อยโอกาส คนเล็กคนน้อย ประชาชนที่จะ เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงต้องเดินทางไกล แต่ว่าการศึกษาไปหาเขาได้ ไม่ว่า เขาจะอยู่ที่ไหน แทนการควบรวม เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้กรรมาธิการช่วยตอบประเด็น ตรงนี้ให้กระจ่างค่ะ ขอบพระคุณ
มีสมาชิกท่านใดจะประสงค์อภิปรายไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกครับ
ขออนุญาตใช้เวลาสักประมาณ ๕ นาที ให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้กรุณาตอบข้อซักถามครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ ประธานอนุกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ ด้วยความเคารพครับ สิ่งที่ท่านได้นําเสนอนั้นล้วนแล้วแต่เป็น ประโยชน์ทั้งสิ้นนะครับ แต่ว่าผมขออนุญาตกราบเรียนว่าจากที่ท่านผู้อภิปรายทั้ง ๒ ท่าน คือท่านปลัดสถิตย์กับท่านถวิลวดี มันเป็นเรื่องที่ความมุ่งหมายจริง ๆ ของการควบรวม จริง ๆ แล้วมันเป็นวิธีหนึ่งที่ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าเป็นวิธีหนึ่งของหลาย ๆ วิธีที่จะทํา เพื่อให้เกิดครูครบชั้นเท่านั้นเองครับ ๑. ครูครบชั้น ๒. นักเรียนที่มาเรียนรวมกันพอเหมาะ กับห้องเรียน ๓. ใช้งบประมาณกับสื่ออุปกรณ์ด้วยกัน มารวมกัน เพราะฉะนั้นเป็นเพียงแต่ว่า เป็นการดําเนินการเพื่อให้ได้ครูครบชั้น นั่นเป็นประการสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นในกรณี ของการพัฒนาการศึกษาในชนบท หรือประเด็นการลดความเหลื่อมล้ํา หรือจะประสาน ความร่วมมือต่าง ๆ การใช้เทคโนโลยี ปัจจุบันนี้เราก็มีการสอนทางไกลครบทุกโรงเรียน แล้วครับ เรียกว่า ดีแอลทีวี (DLTV) ครบทุกโรงเรียน ครบทุกห้อง ปัจจุบันนี้ตั้งแต่มีรัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้เข้ามานะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราเสนอในครั้งนี้เป็นเพียง การบริหารจัดการเล็ก ๆ เท่านั้น ในกรณีครูห่างไกล ที่ท่านยกตัวอย่าง เช่น อมก๋อย จะต้อง มารวมกับใคร ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า หลังจากที่เราทําแผนการศึกษาระดับ ตําบลแล้ว โรงเรียนใดที่ไม่สามารถไปควบรวมกับโรงเรียนอื่น ๆ ได้ เนื่องจากภูมิศาสตร์ ที่ห่างไกล เดินทางไม่ได้นะครับ อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นข้อมูลที่เราตั้งให้แต่ละตําบล เป็นฐานในการทําข้อมูลนั้นอาจจะเป็นสิ่งบ่งบอกว่าใน ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงนั้น จะทําการให้มี ครูครบชั้นด้วยวิธีใดบ้าง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกว่า การควบรวม เป็นการทําให้ครูครบชั้นวิธีหนึ่งเท่านั้นครับ ของแสลงที่ท่านทั้ง ๒ ท่านได้กล่าวมาคือเรื่อง การยุบกับการโอนไปให้กับ อปท. ครับ ผมขออนุญาตตอบรวมอย่างนี้ว่า การยุบรวมตามที่ ท่านปลัดวิเชียรได้ ท่าน สปท. วิเชียรได้กรุณากล่าวมาว่า มาเป็นข้ออ้าง แล้วเป็นของแสลง จริง ๆ ในปัจจุบันท่านครับ โรงเรียนที่ยุบโดยธรรมชาติ ปัจจุบันนี้มีคอยอยู่แล้วประมาณ ๑๗๔ โรงเรียน คือ ๑. ไม่มีนักเรียนเลย มีแต่ครู อยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ในการยุบโดยธรรมชาตินั้นเราก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ถ้าเราประกาศนโยบายว่ายุบ ก็จะมี ผู้ที่เสียความรู้สึก เช่น โรงเรียนเก่าแก่เป็นโรงเรียนวัด ผู้หลักผู้ใหญ่ได้เคยศึกษาผ่านมาแล้ว ได้ดิบได้ดีมา แล้วถึงมาปัจจุบันชั่วลูกชั่วหลานจะมายุบของเขาได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่พอเรา ประกาศว่า ต่อไปเราจะมีการยุบโรงเรียน จริง ๆ แล้วถ้าคิดในเชิงหลักการปกครอง หลักการ บริหารจัดการ หลักการงบประมาณแล้ว สมควรอย่างยิ่ง แต่หลักการเรื่องมนุษยธรรม หลักการเรื่องความรู้สึก และเรื่องของจิตวิทยาแล้วไม่ผ่านครับ ยุบไม่ได้ อย่างนี้แสดงว่า เขายุบด้วยตัวเขาเอง อันนี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นนโยบายเราไม่มีการยุบ โรงเรียนครับ ส่วนการที่จะโอนไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อบจ. ก็ดีนั้น จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ก็มีการดําเนินการอยู่เป็นนโยบาย ถ้าสถานศึกษาใดมีความพร้อม และต้องการไปอยู่กับท้องถิ่น ไปได้ครับ แต่เมื่อกลับมาแล้วจะกลับลําบาก นี่คือเป็นปัญหา ที่ครูที่อยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ อยู่กับการศึกษาขั้นฐานและมีความเจริญก้าวหน้า จากครูโรงเรียนขนาดเล็ก ไปอยู่ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แต่ถ้าย้ายโอนไปอยู่กับการปกครอง ส่วนท้องถิ่นแล้ว วิถีชีวิตเขาจบ ไม่สามารถย้ายโรงเรียนได้ ถ้าย้ายก็ย้ายภายในที่ อบต. ดูแล ย้ายภายใน อบจ. ดูแล เพราะฉะนั้นความเจริญก้าวหน้าเขาจะหายไปเลย เหมือนกับครู โรงเรียนเทศบาลซึ่งกระทรวงมหาดไทยดูแลอยู่ตรงนั้น หรือครูในการปกครองพิเศษ แบบกรุงเทพมหานคร ครูโรงเรียนต่าง ๆ ที่ กทม. ดูแลอยู่ เขาเองเขาก็มีความเจริญก้าวหน้า มีการหมุนเวียน มีการอะไรต่าง ๆ มีปริมาณที่ใหญ่เพียงพอที่เขาจะเจริญเติบโตตั้งแต่ ซี ๗ ซี ๘ ซี ๙ ซี ๑๐ อะไรก็ตาม แต่ถ้าเป็นอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความเจริญก้าวหน้าของครูจะน้อยลงไป เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เคยมีการคุยกันว่าสถานศึกษาใดที่มีความพร้อม องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมสามารถดูแลการศึกษาได้ อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าดูแลได้ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามความเจริญก้าวหน้าของครูอาจารย์ที่ไปอยู่ตรงนั้นจะทํากันอย่างไร เราเคย เสนออย่างนี้ครับว่า ยกตัวอย่างตํารวจ ตํารวจไปอยู่กับการท่องเที่ยว ขอโทษนะครับ ใช้งบประมาณของการท่องเที่ยว ตํารวจทางหลวงไปอยู่กับกรมการทางหลวง ตํารวจรถไฟ ไปอยู่กับรถไฟ แต่เวลาปรับย้ายภาพรวมความเจริญก้าวหน้ายังสามารถมาอยู่ในบัญชีหลัก บัญชีกลางได้ ผบ.ตร. ก็ดี หรือ ก.ตร. ก็ดียังสามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมว่า ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องความเจริญก้าวหน้าของครูได้ สิทธิก็ตาม หรือสวัสดิการ ก็ตามได้ ผมเชื่อว่าครูไม่ปฏิเสธที่จะไปอยู่กับหน่วยองค์กรอื่นที่จะมาดูแล แต่ว่าเมื่อไปแล้ว เผอิญไปผูกกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยใหม่ที่ค่อนข้างที่จะไม่ใช่ องค์กรใหญ่ แล้วก็ความเจริญก้าวหน้าไม่มี ตรงนี้ผมว่าประเด็นปัญหาการโอนไปให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดูแลอันนี้ ผมว่าเช่นกัน ๑. ต้องมีความชัดเจน ๒. ต้องมี ความเข้าใจ ๓. ต้องมีความเจริญก้าวหน้า ทุก ๆ ส่วนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมว่าปัจจุบันนี้ ก็มีตัวอย่างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการยุบรวมก็ดี เรียกการโอนครูไปให้กับการปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็ดี ๒ เรื่องนี้เป็นประเด็น ถ้าเกิดไม่ได้ทําความเข้าใจให้ถ่องแท้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันมีวิธีแก้และมีข้อดี ข้อเสียครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาได้ศึกษาครั้งนี้เราไม่ได้ไปแตะต้องเรื่องการยุบ ไม่ได้ไปแตะต้องเรื่อง การถ่ายโอน แต่จริง ๆ แล้วทั้ง ๒ เรื่องนี้ก็มีการปฏิบัติอยู่แล้วนะครับ
สําหรับ ตชด. ที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้กรุณาให้ข้อพิจารณานั้น เผอิญผมเรียน อย่างนี้ว่า ผมได้อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาพหุวัฒนธรรม ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ท่าน พลตํารวจโท สมศักดิ์ ได้มาให้ข้อมูล เท่าที่ผมจําได้การศึกษาของตํารวจตระเวนชายแดน มีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ แล้วก็เริ่มทําการครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่จังหวัดเชียงราย เราเปิดครั้งแรก เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๙๙ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๗ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ ก็เป็นสถานศึกษาหนึ่ง เป็นการจัดการศึกษาหนึ่ง เป็นการจัดการศึกษา แบบพิเศษที่ขึ้นกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติครับ ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีการจัดการศึกษา กระทรวงกลาโหมก็มี เป็นการศึกษาเฉพาะทางที่จัดการศึกษาเอง กระทรวงมหาดไทยก็มี ทั้งเทศบาล ทั้งอะไรต่าง ๆ ทั้งท้องที่ท้องถิ่น กทม. ก็มีของ กทม. เอง โรงเรียนอื่น ๆ กระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ก็สามารถจัดการศึกษาได้ เพราะฉะนั้น ตชด. ก็เป็นต้นแบบหนึ่งที่เราได้ดูว่า ทําไมพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ทุรกันดารจึงมีการจัดการศึกษาที่ดี เราก็พบว่า พบว่าเขามี ครูครบชั้นครับ เมื่อมีครูครบชั้น มีหลักสูตร มีวิธีการ มีสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะ ทําให้การศึกษานั้นมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรไปดูว่า ตชด. เขาจัดการศึกษากันอย่างไรเพื่อมาใช้ของเรานั้น ดูครับ แล้วเราก็นํามาปรับปรุงแก้ไข เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะตอบท่านก็คือว่าเราได้ไปศึกษาแล้วก็ดูแล้วครับ แต่ว่าสิ่งที่เรากําลัง นําเสนอในวันนี้คือทําอย่างไรให้ครูครบชั้น เมื่อครบชั้นแล้วทําอย่างไรอีก ก็มีอีกหลายวิธีครับ ตามที่ผมนําเสนอข้างต้นไปแล้ว
สําหรับการใช้ประโยชน์ตามที่ท่านสุรินทร์ได้กล่าวไปแล้วว่า การรื้ออาคาร การใช้ประโยชน์ของอาคารนั้นควรจะใช้ให้เกิดประโยชน์ ใช่ครับ ปัจจุบันนี้ท่านประธานวิวัฒน์ และผมได้ผลักดันเรื่องการศึกษาตลอดชีวิตมา หรือ กศน. การศึกษานอกระบบและ ตามอัธยาศัยนั้น ควรจะมาใช้อาคารสถานที่ สิ่งที่การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้ใช้อยู่ การรื้อทิ้ง หรือการยุบแล้วก็รื้อทิ้งนั้นเป็นการดําเนินการหลังจากที่ใช้ไม่คุ้มค่าและชํารุดทรุดโทรมไป ปัจจุบันนี้เราก็ไม่มีการใช้ประโยชน์กัน แต่ว่าในเรื่องของความรู้สึกนั้นจะเสียความรู้สึก มาก ๆ เลย เพราะว่าท่านเคยผ่านการศึกษาแห่งนั้นมา กลับไปที่บ้านเก่าท่าน กลับไปที่ ตําบลท่าน หมู่บ้านท่าน โรงเรียนถูกรื้อไปแล้ว ตรงนี้เป็นเรื่องของจิตใจครับ ก็ต้องกราบ ขออภัยด้วย
ส่วนเรื่องการผลิตครูตามที่ท่านไพฑูรย์ได้เสนอมานั้น ใช่ครับ การผลิตครู จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการจะได้นําเสนอต่อไปว่าเราจะต้องให้คนดี คนเก่งมาเรียน และมีกระบวนการผลิตอย่างไร ตรงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับที่เราจะดําเนินการ
ของท่านสถิตย์ในเรื่องการเปลี่ยนชื่อ จริง ๆ แล้วในการบริหารจัดการ ตรงนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็กไปนิดหนึ่ง แต่ว่าเผอิญโวลุม (Volume) มันใหญ่คือ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน จาก ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วก็ในโรงเรียนประถมศึกษา มีอยู่ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน แต่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ ๑๔,๐๐๐ โรงเรียน ก็โวลุม (Volume) ใหญ่อีก ชื่อมันเล็กแต่ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ของการจัดการที่ทําให้ครูครบชั้น ก่อนครับ
ส่วนเรื่องอื่น ๆ เรื่องใช้เทคโนโลยี เรื่องการที่จะร่วมมือกับคนอื่น ต้องทํา แน่นอนครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้กราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่านครับว่าสิ่งที่เราดําเนินการนั้น เป็นเพียงแก้ปัญหาขั้นต้น เป็นการแก้ปัญหาระหว่างทางเท่านั้นเองนะครับ แค่ให้ครูครบชั้น อีกครั้งหนึ่งครับ เรื่องการยุบกับเรื่องการโอนข้าราชการครูไปให้กับการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่มีนโยบายและเรายังไม่ได้ศึกษาให้รอบคอบครับ ขอบคุณมากครับ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิวัฒน์ ศัลย์กําธร ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าเรื่องการศึกษา เป็นเรื่องยาก เพราะไม่ว่าจะออกนโยบายอะไรหรือกฎหมายอะไรออกมากระเทือนถึงคน จํานวนมาก ทั้งครู ทั้งผู้บริหารโรงเรียน ทั้งผู้ปกครองและนักเรียนจํานวนมาก เพราะฉะนั้น การตัดสินใจทําอะไรแต่ละเรื่องนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องตั้งใจรับฟังความคิดเห็น จากทุกภาคส่วน วันนี้ก็มีผู้บริหารโรงเรียนมาพบผมตั้งแต่ช่วงเช้า ตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งก็จะมีทั้งคณะองค์กรครู ทั้งคณะองค์กรผู้บริหาร หรือแม้แต่ องค์กรผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง แล้วก็ที่กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าผู้ที่สนใจและห่วงใยการศึกษา ได้ตั้งวงคุยกันเพื่อจะหาทางออกจํานวนมากทีเดียว และข้อมูลเหล่านั้นก็ได้ส่งมาที่เรา เพราะว่าคาดหวังว่ากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเราจะพยายาม ประมวลเรื่องทั้งหมดแล้วก็ทําการเสนอให้รัฐบาลทําการปฏิรูป อย่างไรก็ตามผมเรียนตั้งแต่ แรก ๆ แล้วว่าการปฏิรูปจะทําไม่สําเร็จเลยถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะฉะนั้นการพยายาม ประสานงานกับกระทรวง ทุกส่วนของกระทรวง การพยายามที่จะประสานงานกับรัฐบาล หลังจากนี้จะต้องส่งไปที่คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ก็จะได้มีโอกาสไปฟัง ไปชี้แจง ไปรับฟังความคิดเห็นจาก ๓ ฝ่าย ทั้งรัฐบาล ทั้งเรา แล้วก็ สนช. ด้วย อย่างไรก็ตาม คิดว่าเรื่องนี้จะทําเป็นนโยบายเดี่ยวแล้วสั่งไปทั้งประเทศเลยน่าจะเป็นความยากลําบาก เรามี แนวคิด เรามีแผนที่จะลงไปทํางานร่วมกับระดับจังหวัดนะครับ ทําทีละจังหวัดเพื่อจะเห็น ปัญหาจริง ๆ โดยเฉพาะประเด็นสําคัญเรื่องสิทธิและความเสมอภาค โดยเฉพาะ คสช. และ รัฐบาลนี้ประกาศชัดเจนว่าเรื่องความเหลื่อมล้ําเป็นเรื่องใหญ่ต้องแก้ปัญหาให้ได้ การศึกษา เป็นด้านหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ํา เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนเบื้องต้นว่า ให้ท่านสบายใจได้ อย่างไรก็ตามเราเรียนตั้งแต่แรก ๆ เหมือนกันว่าลําพังกรรมาธิการเรา ๒๐ ท่าน รวมทั้งอนุกรรมาธิการและคณะทํางานอีกเบ็ดเสร็จประมาณ ๑๐๐ กว่าท่าน ๒๐๐ ท่านก็ความเห็นเท่านี้ เราเชื่อว่าไม่เพียงพอ ก็จะขอรับความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลรับความคิดเห็นจากเราไปแล้ว เราก็ยังมีการประชุมร่วมกันและรับความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง เพราะว่าจะออกนโยบายอะไรลงไปนั้นกระเทือนกับคนจํานวนมากอย่างที่ กราบเรียนไป ก็อยากฝาก ถ้าท่านได้รับความเห็นจากแหล่งใดมาก็ส่งมาที่เรา เรายังรับฟัง ความคิดเห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ขอกราบขอบพระคุณสําหรับความคิดเห็นทุกท่าน เราจะ ประมวลเรื่องนี้สรุปแล้วค่อยนําเสนอไปที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายของรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ จะไปเรียนชี้แจง ถ้าท่านได้กรุณาอนุมัติให้เราไปทําการขับเคลื่อนเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียนนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียน ขนาดเล็กแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ ขอแสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๗ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การบริหาร จัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ เมื่อสมาชิก ได้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กแล้ว จบการพิจารณา เรื่อง การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กแล้วนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ การอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาต ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. พลตรี สุภมนัส ภารพบ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจํารองปลัด กระทรวงกลาโหม ๒. นายชาญเวช บุญประเดิม อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการจัดการศึกษา ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ขอเชิญ ผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
(พลตรี สุภมนัส ภารพบ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจํา รองปลัดกระทรวงกลาโหม และนายชาญเวช บุญประเดิม อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการจัดการศึกษา เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
เมื่อทางคณะกรรมาธิการพร้อมแล้วขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ การขับเคลื่อนด้านการศึกษา อย่างที่ผมกราบเรียนภาพรวมไปแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า ในวันนี้จะเป็นเรื่องที่ ๒ การขับเคลื่อน การปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี ผมขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ อย่างนี้ว่า ในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ ล้วนให้ความสําคัญกับ เรื่องของอาชีวศึกษาทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี เป็นประเทศที่สําคัญซึ่งทั่วโลก ใช้เป็นแม่แบบในการที่จะพัฒนาการศึกษา เน้นด้านอาชีพ การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ เราอยู่กับโลกที่กําลังหมุนอย่างรวดเร็ว ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายหลายครั้งทีเดียวว่าการศึกษาแม้ขั้นพื้นฐาน เมื่อนักเรียน จบมัธยมศึกษาหากผู้ปกครองไม่สามารถที่จะส่งเรียนต่อได้ก็จําเป็นที่จะต้องให้เด็ก ๆ ได้มี ความสามารถในการที่จะประกอบสัมมาอาชีพได้ ในบ้านเรามีระบบการศึกษาแยกอาชีวศึกษา ออกมาโดยเฉพาะ แต่ว่าเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าในทางเทคโนโลยีมันไปรวดเร็วมาก ในระบบโรงเรียนอาชีวศึกษาของเราไม่สามารถที่จะพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือให้ทันกับ ความก้าวหน้าของโลก ในขณะเดียวกันภาคเอกชนนั้นสามารถที่จะพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักร ที่สําคัญที่สุดก็คือนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะแข่งขันกับโลกในปัจจุบัน ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะด้านอาชีวศึกษามีความจําเป็นเหลือเกินครับที่จะต้องทําความ ร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งเขาสามารถที่จะพัฒนาทั้งนวัตกรรม ทั้งเทคโนโลยี โดยเฉพาะ เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยและราคาแพง รัฐบาลไทยไม่มีเงินมากมายพอที่จะไปซื้อเครื่องไม้ เครื่องมือมาให้เด็กฝึกในโรงเรียน เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็น การทําความร่วมมือกับ ภาคส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลําพังของภาครัฐเท่านั้นจึงเป็นเรื่องสําคัญที่สุดครับ วันนี้กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้นําเสนอเรื่องนี้มาเพื่อให้ท่านได้ช่วยกรุณา พิจารณา และที่สําคัญที่สุดจากประสบการณ์ของทุกท่านขอได้รับความเสนอแนะจาก ทุกท่านครับ ในขั้นรายละเอียดผมขออนุญาตท่านประธานได้ให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่าน พลเอก พอพล ได้นําเสนอรายละเอียดต่อไปครับ และกระผมกราบขออนุญาตไปประชุม เรื่องหนังสือเทิดพระเกียรติต่อ แล้วก็เดี๋ยวจะกลับมาครับ ขออนุญาตครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ท่านเป็นอดีต สปช. และเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ การนําเสนอในเรื่องที่ ๒ นี้เป็นการนําเสนอเพื่อเป็นการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี จริง ๆ แล้วในสถานะปัจจุบันนี้ การจัดการศึกษาระบบทวิภาคีก็มีอยู่แล้วนะครับ วันนี้เราเพียงจะเอาเรื่องนี้ขึ้นมานําเสนอ เพื่อที่จะให้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ หรือเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้ชัดเจนว่า การจัดการศึกษาระบบทวิภาคีซึ่งทราบอยู่แล้วว่า จริง ๆ แล้วมันเป็นการจัดการศึกษาร่วมมือ ๒ ฝ่าย คือร่วมมือระหว่างสถานประกอบการ ซึ่งอาจจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ภาคการเกษตรกับสถานศึกษานะครับ เมื่อมี ๒ ฝ่ายแล้ว ซึ่งปัญหาของอาชีวศึกษาในปัจจุบันนี้ ท่านคงทราบ ซึ่งเดี๋ยวรายละเอียดจะขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ประยูรได้กรุณาอธิบายต่อ
เรื่องคุณภาพของตัวนักศึกษา และคุณภาพของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ครูผู้สอน หลักสูตร เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ เราคิดว่าเราต้องได้รับการพัฒนา ความมั่นใจ ของผู้ประกอบการในการที่จะรับผู้สําเร็จการศึกษาไปเพื่อต้องการคนที่มีคุณภาพก็ยังเป็น ปัญหาอยู่ ภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาในสายตาประชาชนทั่วไปท่านก็ทราบอยู่ผู้ปกครอง ไม่ค่อยให้การสนับสนุน แม้กระทั่งผู้ที่จะไปเรียนทั้ง ๆ ที่ในภาคอุตสาหกรรม ต้องการผู้ที่ สําเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษามีอยู่เป็นจํานวนมาก แต่คนก็ไปนิยมเรียนสายสามัญ เมื่อเรียนไปแล้วก็ไม่ใช่สาขาที่สังคมต้องการ ประเทศชาติ ทั้งในประเทศกับต่างประเทศ ต้องการ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองเราคิดว่าเราจะแก้ปัญหาตรงนั้นได้อย่างไรครับท่านประธาน เราจึงคิดว่าเราเอาผู้ประกอบการกับสถานศึกษามาจับมือร่วมมือกันเพื่อที่จะรู้ว่า ๑. ผลิต อย่างไร ผลิตแล้วมีตลาดรองรับ มันก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้ารับการศึกษาว่า เมื่อมาเรียนแล้วมีงานทําแน่นอน สถานประกอบการเองก็จะได้รับนักเรียนไปฝึกงาน ที่โรงงานของตัวเอง สถานประกอบการของตัวเอง เมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายมีความเห็นพ้องต้องกัน แล้วก็เป็นการดึงให้ผู้ที่ให้ความสนใจเข้ามาศึกษา เพราะฉะนั้นทัศนคติที่กล่าวไปแล้วว่า ผู้ปกครองให้ความสนใจน้อย นักศึกษาเองให้ความสนใจน้อยก็จะหายไป รายละเอียดจะเป็น อย่างไร ผมขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ประยูรได้กรุณาชี้แจงถึงความเป็นมาเป็นไปต่อไปครับ ขอเรียนเชิญครับ
ขอเชิญท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา สปท. แล้วก็เป็นผู้อํานวยการสถาบัน มาตรวิทยาแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรียนท่านสมาชิก ผม นายประยูร เชี่ยววัฒนา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๑ ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนของคณะทํางานด้านอาชีวศึกษา นําเสนอรายงาน ชุดนี้ การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี เรื่องที่ผมจะนํา เรียนท่านทั้งหลายจะมีสไลด์ (Slide) ทั้งหมด ๑๒ ชุด จะลําดับพูดให้ทุกท่านเห็นภาพกว้าง ๆ ว่าสถานภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร ทวิภาคีเป็นอย่างไร ตําแหน่งแหล่งของทวิภาคีของประเทศ เยอรมนี ในโลกเป็นอย่างไร และจากนั้นก็จะพูดถึงประเทศไทย ว่าประเทศไทยนี้ปัจจุบัน การอาชีวศึกษามีปัญหาอะไร และถ้าเราขับเคลื่อน ขับเคลื่อนในที่นี้ก็คือต้องทําให้มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างที่กําลังเป็นอยู่ปัจจุบัน เราต้องการ ให้มีเป้าหมายอะไร สิ้นสุดปีที่ ๕ เราหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น และจากนั้นประเด็นในการปฏิรูป มีอะไรบ้าง ประมาณ ๓-๔ ประเด็นหลัก ๆ จะกราบเรียนท่านทั้งหลายและขอความกรุณา ท่านสมาชิกกรุณาให้ความเห็น ให้ข้อติชม เพื่อผมจะได้นําไปปรับปรุง แล้วก็ขอความกรุณา ให้ความเห็นชอบด้วยนะครับ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นแรกครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สถานภาพปัจจุบัน ผมขออนุญาต ให้ตัวเลขคร่าว ๆ เกี่ยวกับการเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญ อันนี้เป็นตัวเลขของประเทศไทย ประเทศไทยปัจจุบันเรียนสายอาชีพประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สายสามัญประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ เมื่อก่อน ๓๕ ต่อ ๖๕ ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการพยายาม ปรับปรุงตรงนี้ แล้วมีการเปลี่ยนดีขึ้น แต่ดีขึ้นก็ยังดีสู้ไม่ได้กับประเทศอื่น ๆ ที่เขาไปไกล อย่างประเทศจีนตอนนี้ ๔๖ ต่อ ๕๔ ประเทศเยอรมนีเกือบจะครึ่งต่อครึ่ง ก็คือเรียนสายอาชีพ ครึ่งหนึ่ง สายสามัญครึ่งหนึ่ง สายสามัญก็ต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่อไป ส่วนสายอาชีพ ก็คือเรียนเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งเดี๋ยวผมจะนําเรียนต่อไป ทีนี้สายอาชีพนี้หมายถึงอะไรบ้าง เดี๋ยวผมจะมีภาพรายละเอียดนิดหนึ่ง ประกอบด้วยพวกอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว คหกรรม ศิลปกรรม ส่วนการศึกษาระบบทวิภาคี อันนี้มีเขียนไว้ใน พ.ร.บ. ของการอาชีวศึกษารองรับอยู่แล้ว เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลง ระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษากับสถานประกอบการ หรือรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ อบต. อบจ. ก็ตาม ในเรื่องหลักสูตรการเรียน การสอน การวัดผล และประเมินผล โดยเวลา ครึ่งหนึ่งจะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานในห้องเรียน เวลาอีกครึ่งหนึ่งก็จะไปปฏิบัติจริง ในสถานประกอบการ สถานภาพปัจจุบันของระบบทวิภาคี ปัจจุบันเรามีผู้เรียนอาชีวศึกษา ทั้งหมดประมาณทั้งหมด ๖๐๐,๐๐๐ คน ปวช. ๓ ปี ปวส. ๒ ปี ๕ ชั้นปีมีเด็กเรียน อาชีวศึกษาอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ คน ในจํานวนนี้ที่เรียนทวิภาคีประมาณ ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ คน ก็คือประมาณ ๑ ต่อ ๖ โดยประมาณ ก็คือ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ สัดส่วนนี้ยังถือว่าค่อนข้างน้อย แล้วอาจจะยังไม่ใช่กําลังสําคัญเพียงพอที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า คําว่า ขับเคลื่อน ผมขออนุญาตนําเรียนท่านทั้งหลายมองเห็นภาพที่ทางรัฐบาลประกาศ เราต้องการเห็นไทยแลนด์ โฟลว์ พอยต์ ซีโร (Thailand flow point zero) อุตสาหกรรม อินดัสทรี โฟลว์ พอยต์ ซีโร (Industry flow point zero) อุตสาหกรรมใหม่ เราต้องการ ต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม ๕ อย่าง แล้วมีเอสเคิร์ฟ (S-Curve) มาอีก ๕ อย่าง ไม่มีกําลังคน ทางด้านอาชีวศึกษาดี ๆ ฝันนั้นเป็นจริงไม่ได้ ถึงแม้เรามีวิศวกรรมเก่ง ๆ ก็ตาม วิศวกรรม เก่ง ๆ เหล่านั้นทําอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีช่างดี ๆ โดยทั่วไปในประเทศอุตสาหกรรม วิศวกรรม ๑ คน จะต้องมีช่างดี ๆ ที่ช่วยเขา ๑๐-๒๐ คน สิ่งที่เรากําลังทําคือเราต้องการทําให้เกิด สิ่งเหล่านั้นให้ได้โดยเร็วนะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดมาที่นําเสนอท่าน ก็คือเป็นภาพจํานวนนักเรียน นักศึกษา อันนี้เป็นปีการศึกษา ๒๕๕๗ ครับ จะเห็นว่าทางด้านอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงสุด ๕๕ เปอร์เซ็นต์ พาณิชยกรรม ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ๒ สาขานี้รวมกันก็เกือบหมดแล้ว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ที่เหลือนี้ผมคิดว่ายังเป็นสาขาที่มีความสําคัญและเราสามารถขยายตัวได้ อย่างอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ปีหนึ่ง ๆ เรามีนักท่องเที่ยวมาเป็นสิบ ๆ ล้านคน เราควรจะทําอะไรได้มากกว่านั้น หรือแม้แต่เกษตรกรรม เรามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรามีแดดที่ดีที่สุดในโลก เรามีแดดที่มีจํานวน ชั่วโมงมากที่สุดในโลก ทําไมเราจะไม่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่หล่นลงมาบนพื้นดิน ประเทศไทย อันนี้เป็นสิ่งซึ่งเราหวังว่าจะมีการขับเคลื่อนเพื่อทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขอข้ามไปอีกแผ่นก่อนนะครับ
อันนี้ผมขอนําเรียนสถานภาพของประเทศเยอรมนีให้ท่านทั้งหลายทราบ นะครับ ในสมัยรัฐบาลโอบามามีความพยายามอย่างมากที่จะส่งเสริมให้เด็กชาวอเมริกา เด็กอเมริกานี้จบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วมักจะเลิกเรียน ไม่เรียนต่อ รัฐบาลพยายาม จะส่งเสริมทั้งการเงิน ทุกวิถีทาง มีทุนการศึกษาเพื่อให้เด็กเรียนสูงขึ้นไป และสิ่งที่พบก็คือ เด็กเรียนไปพักหนึ่งแล้วก็เลิก ไม่ได้เรียนจนจบ แล้วอันนี้คือสิ่งพิมพ์ของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ซึ่งหลายท่านคงรู้จักบลูมเบิร์ก (Bloomberg) นี่เป็นสิ่งพิมพ์ทางการเงินที่มี ชื่อเสียงที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง เขียนบทความตั้งคําถามอเมริกาว่าอเมริกามีอะไรที่จะเรียนรู้ จากประเทศเยอรมนีบ้างหรือเปล่า สิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก็คือว่า จบมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่จําเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย แต่อาจจะเรียนอาชีวศึกษาทวิภาคีได้แบบเดียวกับที่ประเทศ เยอรมนีเรียน ก็คือเด็กไม่ทุกคนที่จะสนใจที่จะเข้าไปนั่งเรียนในห้องเรียน บางคนอาจจะ ต้องการเรียนด้วย ทํางานไปด้วย ฝึกฝนไปด้วย อันนี้คือบทความ แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็เห็นว่า ขีดความสามารถและศักยภาพของระบบการศึกษาเช่นนี้ของประเทศเยอรมนีดีเด่นแค่ไหน
กลับไปสไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่นะครับ คราวนี้ผมจะขอนําเรียน ๓ เรื่องก่อน เรื่องแรก ก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นที่มาของข้อเสนอที่ผมจะนําเรียนวันนี้นะครับ ถัดไปก็จะ พูดถึงว่าเป้าหมายเราต้องการอะไร แล้วถัดไปก็คือประเด็นปฏิรูป ประเด็นปัญหาหลัก ๆ จะมี ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เราพบกัน แล้ว ๓ เรื่องนี้มันก็ร้อยเรียงกัน แล้วก็เป็นวัฏจักร ทําให้ปัญหา มันรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาแรก ก็คือคุณภาพของระบบการศึกษา ซึ่งมีตั้งแต่ครูผู้สอน หลักสูตร และเครื่องมืออุปกรณ์ อย่างที่ท่านพอพลได้เรียนท่านทั้งหลายไปบ้างแล้วนะครับ ครูผู้สอน ทั้งจํานวนและคุณภาพ คุณภาพในที่นี้ก็คือโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติมมีจํากัดมาก ครูผู้สอน ต่อจํานวนนักเรียนปัจจุบันนี้ประมาณ ๑ ต่อ ๔๐ ทั่ว ๆ ไปควรจะประมาณ ๑ ต่อ ๒๐ หรือว่าสูงกว่านั้นนิดหน่อย แต่ปัจจุบันคือ ๑ ต่อ ๔๐ เพราะฉะนั้นความขาดแคลนนี้ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร จะใช้วิธีคิดนอกกรอบอย่างไรที่จะดึงคนเกษียณหรืออะไรมาช่วย สอนได้บ้างหรือเปล่า อันนี้คือวิธีการ ปัญหาที่ ๑ ก็คือว่าแม่ไก่
ปัญหาที่ ๒ คือหลักสูตร หลักสูตรที่ผ่านมาเราเป็นหลักสูตรซัปพลายพุช (Supply Push) แล้วหวังว่าจะมีคนจ้างเด็กที่จบไปเรียนแต่ตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลง พอเป็นทวิภาคีจะเป็นผู้จ้างบอกว่าต้องการเด็กอย่างไร ที่ผ่านมาก็คือหลักสูตรค่อนข้าง ออกแบบโดยทางกระทรวง แล้วก็หลายครั้งไม่ตอบสนองความต้องการและปรับตัว ไม่ค่อยทัน ไม่หลากหลายพอ หลายอย่างหลายคนคงทราบ เราจะมีระบบราง แต่ตอนนี้ หลักสูตรระบบรางยังต้วมเตี้ยมอยู่ เรากําลังจะมีคลาวด์มาร์เกตติง (Cloud Marketing) การใช้คลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) มาช่วยในการมาร์เกตติง (Marketing) สินค้าใหม่ ๆ ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของทางพาณิชย์ แต่ตอนนี้หลักสูตรทํานองนั้นยังไม่เกิด อะไรเหล่านี้เป็นต้นนะครับ
ปัญหาที่ ๓ ก็คือเครื่องมืออุปกรณ์ อย่างที่ท่านพอพลพูดถึง คือเครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านี้เราไม่สามารถเอาเครื่องมือเล็ก ๆ มาให้เด็กทํา เพราะทําก็เข้าใจแค่นั้น แต่จริง ๆ ในภาคสนาม ในแหล่งงานจริงมันเป็นซีเอ็นซี (CNC) ขนาดใหญ่ ขนาดยักษ์ ตัวหนึ่งเป็นสิบล้าน หรือเครื่องทําแม่พิมพ์ราคาเป็นหลักหลาย ๆ ล้าน เครื่องมือเหล่านั้น ซื้อมาแล้วให้เด็กฝึกในสถาบันการศึกษานี้มันคงลําบาก เพราะมันไม่ค่อยคุ้ม ดีที่สุดก็คือ ให้เด็กเข้าไปทํางานจริง แล้วไปฝึกจริงนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือข้อจํากัดของระบบการศึกษาปัจจุบัน พอมันเกิดข้อจํากัดเหล่านี้ก็ดึงมา สู่ปัญหาที่ ๒ ก็คือความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการนะครับ ก็คือไม่ค่อยมั่นใจทางด้านคุณภาพ เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนก็จะกด โดยเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับแม้แต่เด็กปริญญาตรี เด็กอาชีวศึกษา ปวส. นี้จะมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างต่ํา และอันที่ ๒ ก็คือเส้นทางอาชีพไม่ชัดเจน หลายประเทศในประเทศอุตสาหกรรม เด็กที่จบสายช่างสามารถปีนขึ้นไปจนเป็นผู้จัดการ โรงงานได้ แต่เมืองไทยไม่มี ไม่มีเพราะว่าความเชื่อมั่นเหล่านั้นยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น ทําอย่างไรที่จะให้มันเกิดได้นะครับ อันที่ ๓ ก็เรียงมา ค่าตอบแทนไม่ดี อาชีพเติบโตยาก พ่อแม่ก็มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดี ผู้ปกครองไม่สนับสนุน เพราะฉะนั้นจํานวนเด็กเรียน ก็มีข้อจํากัด อันนี้คือประเด็นปัญหา
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้สิ่งซึ่งเราอยากจะเห็น เราคิดว่าเราต้องการ ขับเคลื่อน ซึ่งเรียนท่านสมาชิกทั้งหลายว่าไม่ใช่งานง่าย ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ในวิสัยที่เรา ทําให้สําเร็จได้ภายในเวลา ๕ ปี มี ๓ เรื่องใหญ่ ๆ
อันที่ ๑ จัดอาชีวศึกษาทวิภาคีครบทุกสถาบัน ครอบคลุมทุกสาขาวิชา แล้วที่สําคัญก็คือ ให้เด็กที่เรียนทวิภาคี ซึ่งปัจจุบันประมาณ ๑๕-๑๖ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น อันที่ ๑ เดี๋ยวผมจะพูดต่อว่าอิมแพกต์ (Impact) มันคืออะไร
อันที่ ๒ ก็คือประกันคุณภาพผู้จบการศึกษา ซึ่งอาจจะรบกวนท่านประธาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขอความร่วมมือจากท่าน เพื่อช่วยทําให้คุณภาพมาตรฐานนี้เกิดขึ้น และทําให้ภาคเอกชนจ่ายค่าตอบแทนตามสมรรถนะ ไม่ใช่จ่ายเพราะจบ ปวส. หรือไม่ใช่จ่ายเพราะจบ ปวช. แต่จ่ายเพราะคุณสามารถทํางานได้ ระดับนี้
อันที่ ๓ ก็คือ จัดการอาชีวศึกษาโดยคํานึงถึงบริบทพื้นที่ พื้นที่ท่องเที่ยว ควรจะมีสาขาวิชาที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พื้นที่เกษตรควรจะมีสาขาวิชาที่ส่งเสริม การเกษตรเหล่านี้นะครับ
คราวนี้ผมลองให้ภาพว่าแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น อันแรก การที่เราต้องการ ทวิภาคี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือเราต้องการเด็กช่างที่เก่ง ทํางานได้จริง แล้วตรงกับความต้องการ สิ่งที่เรามองไปข้างหน้าก็คือว่า ถ้ารัฐบาลต้องการผลักสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมต่อยอด ๕ ตัว ๕ เอสเคิร์ฟ (S-Curve) ใหม่ ถ้าไม่มีเด็กเก่ง ๆ พวกนี้ออกมามากขนาดนี้ โอกาสอย่างนั้น ผมไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ง่าย แล้วโอกาสนี้ผมว่าประเทศไทยตอนนี้มีมากที่สุด ประเทศฟิลิปปินส์ ตอนนี้น่าจะมีปัญหา ประเทศอินโดนีเซียน่าจะมีปัญหา ประเทศสิงคโปร์อาจจะไม่ใช่คู่แข่ง เราแล้ว ประเทศมาเลเซียอันนี้ก็มีปัญหา ตอนนี้ก็มีประเทศไทยที่เรามีศักยภาพที่จะวิ่งเดินไป ข้างหน้า แล้วก็มีเด็กอาชีวศึกษาเก่ง ๆ เป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของ ประเทศ
อันที่ ๒ ประกันคุณภาพผู้จบการศึกษา ผลกระทบที่ชัดเจนก็คือว่าเด็กจะมี แรงจูงใจ ภาพลักษณ์เป็นอย่างไรไม่สําคัญ แต่ถ้าผลตอบแทนดีพอ ผู้ประกอบการให้ความสําคัญ ให้คุณค่ากับความสามารถของเขา เด็กที่จะเรียนก็ควรจะเพิ่มขึ้น พ่อแม่ก็น่าจะสนใจให้เด็ก ไปเรียนเพิ่มขึ้น อันนี้คืออิมแพกต์ (Impact) ที่น่าจะเกิด
อันที่ ๓ จัดการอาชีวศึกษาโดยคํานึงถึงบริบทของพื้นที่ สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเกิด ก็คือว่า เด็กที่เกิดที่นั่น โตที่นั่น เรียนที่นั่น ก็จะช่วยพัฒนาพื้นที่ที่ตัวเองเกิดไม่ต้องเข้ามาออ ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างปัจจุบัน ก็จะเป็นการพัฒนาพื้นที่ที่มั่นคง แล้วก็มีความยั่งยืน ก็จะมีกลุ่ม จังหวัด หลาย ๆ กลุ่มจังหวัดที่แข่งกันโต แล้วกรุงเทพมหานครในอนาคตอาจจะไม่ใช่หัวเมือง ที่ดีที่สุดในประเทศไทยก็ได้นะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไป ประเด็นการปฏิรูปก็จะมี ๕ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เรานําเสนอ ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากนี้นิดหน่อยนะครับ อันแรกก็คือ การพัฒนาต้นแบบ อาชีวศึกษาทวิภาคี ปัจจุบันเราจะมีวิทยาลัยภาครัฐประมาณ ๑๐๐ แห่งที่จัดการศึกษานี้อยู่ บางแห่งจัดทุกสาขาวิชา บางแห่งจัดบางสาขาวิชา เราอยากเห็นว่าภายใน ๑ ปีเราจะทําให้ มีเป็นต้นแบบ มีวิธีรักษาดูแลคุณภาพ มีวิธีการอบรมครู อบรมครูฝึกต่าง ๆ ที่เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นภายใน ๕ ปี เราจะขยายไปสู่อีก ๒๐๐ แห่งและ ๔๐๐ แห่ง ก็คือพี่สอนน้อง ๒๐๐ แห่ง ก็อาจจะภายในปีที่ ๓ และ ๔๐๐ แห่งก็ปีที่ ๕ นะครับ เพราะฉะนั้นวิทยาลัย อาชีวศึกษาทั้งประเทศก็จะเป็นทวิภาคีครบ แล้วมีเด็กที่เรียนทวิภาคีมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของเด็กที่เรียนอยู่ ก็คือถ้า ๕๐๐,๐๐๐ คนก็มีเด็กประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไปที่เรียน ทวิภาคี คราวนี้อีกอันหนึ่งก็คือพัฒนา เสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีให้มี ความแข็งแกร่ง อันนี้เป็นความร่วมมือของทั้งฝ่ายอุปสงค์และอุปทานนะครับ และตรงนี้เป็น ฐานรองรับที่สําคัญที่สุดของอาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งเดี๋ยวผมจะนําเรียนท่านทั้งหลายอีกทีหนึ่ง นะครับ
ถัดไปก็คือร่วมพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ ที่ผมนําเรียนว่าเราควรจะร่วมมือ กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เป็นประธานอยู่นะครับ เพื่อนําไปสู่การตอบแทนตามความสามารถ ไม่ใช่ตอบแทนตามคุณวุฒินะครับ แล้วสุดท้าย ก็ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่นะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไป การพัฒนาต้นแบบอาชีวศึกษา ตัวหลัก ๆ ที่เราเห็นว่า สําคัญ แน่นอนมีมากกว่านี้ อันที่ ๑ ก็คือพัฒนาครู อาจารย์ ให้มีจํานวนเพียงพอ มีหลักสูตร แล้วก็อย่างที่หลายท่านพูดถึง วิทยาการเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากนะครับ เพราะฉะนั้นอาจารย์ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันครับ อันที่ ๒ ก็คือประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้เด็กเข้าใจอาชีวศึกษา ทวิภาคีมากกว่านี้ แน่นอนมันคงไม่ได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าควรจะได้ผลดีขึ้น แล้วจากนั้นถ้าเราสามารถทําให้การตอบแทนมันดีขึ้น อินพุต (Input) มันน่าจะเพิ่มขึ้นได้ การพัฒนาครูฝึกในภาคเอกชน ครูฝึกนี้ก็จําเป็นต้องพัฒนาเขา เพื่อให้เขาเข้าใจว่าเขาควร จะฝึกให้เด็กมีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง แล้วที่สําคัญก็คือเร่งรัดขยายสาขาอาชีพ อย่างที่ผมเรียนว่าอุตสาหกรรม ๑๐ อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่รัฐบาลกําหนดไว้นี้ ถ้าไม่มีคนมันโตไม่ได้ มันเกิดไม่ได้นะครับ พัฒนาระบบจูงใจนะครับ รัฐกับเอกชนร่วมมือกัน อาจจะมีระบบจูงใจทางภาษีก็ดี การให้ประกาศเกียรติคุณกับสถานประกอบการที่ให้ ความร่วมมือก็ดี อันนี้น่าจะทําได้ สุดท้ายก็คือพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในอาชีวะ นะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ก็จะเป็นความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี อย่างที่ ผมนําเรียนมาแล้วนะครับ ความร่วมมืออาชีวศึกษาทวิภาคีนี้เป็นความร่วมมือทั้งทาง ด้านอุปทาน ด้านอุปสงค์ และทางด้านสนับสนุน ก็คือสถาบันการศึกษา ภาคการผลิต ถ้าทางด้านพาณิชย์ก็อาจจะมีโรงแรม ร้านอาหาร ด้านสนับสนุนก็อาจจะมีสมาคมวิชาชีพ สมาคมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า อันนั้นก็จะเป็นหน่วยงานที่ร่วมกัน แล้วก็ขับเคลื่อน แล้วคนที่เป็นคนบอกว่าต้องการอะไรก็คือคนใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น การผลิตก็จะเป็นไปตามอุปสงค์ ไม่ใช่เป็นไปตามอุปทานนะครับ เพราะฉะนั้นปัจจัย ความสําเร็จสูงสุดก็คืออยู่ที่นี่ ถ้าเราทําให้ตรงนี้แข็งแกร่ง ให้มีบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมได้เต็มที่ มันก็มีโอกาสโตได้แน่นอนครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปก็จะเป็นเรื่องมาตรฐานวิชาชีพ อย่างที่ผมเรียนย้ําหลายครั้ง ว่าปัจจุบันเราตอบแทนตามวุฒิการศึกษา ทั้ง ๆ ที่หลายครั้งเด็กจบปริญญาตรีไม่จําเป็นต้อง เก่งกว่าเด็กจบ ปวส. ในบางเรื่อง การทํางานบางอย่างเด็กจบ ปวส. ควรจะได้ค่าตอบแทน ดีกว่าเพราะเขาทําเรื่องนั้นเป็น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะต้องสะท้อนออกมา โดยจะต้อง มีมาตรฐาน มีระบบประกันคุณภาพที่ดีนะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ก็คือการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่นะครับ ซึ่งอย่างที่ ผมนําเรียนมาแล้ว เราอยากจะเห็นว่าใครเกิดที่นั่น โตที่นั่น ช่วยพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ของเขาโดยความรู้ทางด้านวิชาชีพของตัวเอง เพราะฉะนั้นการกระจุกตัว การเคลื่อนย้าย เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันก็จะน้อยลง เราก็จะมีศูนย์กลางที่เจริญเติบโต กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีการเติบโตที่สมดุลและมั่นคงนะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปในเรื่องการปฏิรูป เรามีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากําลังคนอาชีวศึกษา กรอ.อศ. ซึ่งอันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นประธานอยู่แล้ว มีเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นเลขานุการนะครับ แล้วก็จะมี กรอ.อศ. ตามภูมิภาคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นหน่วยงานนี้ควรจะเป็นหน่วยงานสําคัญ ที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเพื่อกํากับทิศทางก็ดี ติดตามประเมินผล แล้วก็จัดให้มี แผนปฏิบัติการเพื่อให้เป้าหมาย ๓-๔ ข้อที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่สามารถเป็นไปได้จริงนะครับ
สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ สุดท้ายผมก็ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณา มาร่วมในคณะทํางานในที่นี้ ขอขอบคุณท่านรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท่านชาญเวช บุญประเดิม ที่เป็นรองหัวหน้าคณะทํางาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ทางกรรมาธิการได้เสนอรายงานเรียบร้อยแล้วนะครับ ตอนนี้มีสมาชิกได้แสดง ความจํานง ๓ ท่านด้วยกันนะครับ ก็ขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาไม่เกินท่านละ ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรก พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการร่วมอภิปรายในเรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาเสนอนะครับ คือการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษา สู่อาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งท่านกรรมาธิการที่ได้ชี้แจง คือท่านประยูร เชี่ยววัฒนา ก็ได้พาดพิง ผมหลายครั้งนะครับ ด้วยความขอบพระคุณ ก็ได้เคยหารือกับท่านในหลาย ๆ ครั้ง ก็ต้อง ขอกราบเรียนท่านประธานว่าอาจจะขอใช้เวลามากกว่า ๑๐ นาทีสักเล็กน้อยนะครับ เพราะดูแล้วก็มีผู้อภิปรายไม่มากนัก เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่กรรมาธิการจะได้นําไป ใช้ประโยชน์
สําหรับแนวทางปฏิรูปที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้เสนอ ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการที่ผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ในเรื่องของ การอาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลในปัจจุบัน ให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมจําได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คือเมื่อปีครึ่งที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณาไปเป็นประธานเองในการสัมมนา เรื่องนี้ ท่านใช้เวลาอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมงที่เมืองทองธานี พูดคุยกับผู้บริหารภาครัฐในด้าน การศึกษาทุกคน แล้วก็ผู้บริหารของภาคเอกชนจากบริษัท จากผู้ประกอบการ ร่วม ๑๐๐ คน ทั้งบริษัทใหญ่ บริษัทเล็ก บริษัทของประเทศไทยเอง และบริษัทจากต่างชาติ ที่ต่างฝ่าย ต่างให้ข้อมูลค่อนข้างจะสมบูรณ์ค่อนข้างมาก ถึงแนวทางในการพัฒนาอาชีวศึกษาของ ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของทวิภาคี ซึ่งจะทําให้นักศึกษา นักเรียนที่จบ การศึกษาระดับอาชีวศึกษาจะสามารถไปทํางานได้จริง นั่นคือเป้าหมายสูงสุด ซึ่งท่านกรรมาธิการ ก็ได้กรุณาชี้แจงแล้วว่ามีต้นแบบในหลายประเทศที่เขาได้ทําประสบความสําเร็จ ผมเคยไปดูงาน ทั้งประเทศเยอรมนี ทั้งประเทศออสเตรเลีย ถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความสําคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคีได้ประสบความสําเร็จ ด้วยการสนับสนุนของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในบ้านเรา เรามีสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่สังกัดคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาอยู่ จํานวนทั้งหมด ๔๒๕ แห่ง มีนักศึกษา ๖๗๔,๐๐๐ กว่าคน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ใช้อํานาจตามมาตรา ๔๔ ได้ให้สถานศึกษา อาชีวศึกษาภาคเอกชนทั้งหมด ๔๖๑ แห่ง มีนักศึกษาอยู่ ๓๐๒,๐๐๐ กว่าคน มาสังกัดอยู่ ภายใต้ สอศ. และปัจจุบันนี้ สอศ. คือสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ต้องดูแล โรงเรียนระดับอาชีวศึกษาถึง ๘๘๐ กว่าแห่ง ก็ฝากไว้เป็นข้อมูลข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นเหตุผล ที่ได้โอนให้อาชีวศึกษาภาคเอกชนมาขึ้นกับ สอศ. เพื่อให้ได้มีมาตรฐานที่ทัดเทียมกันทั้งใน การพัฒนาและในการให้การศึกษา ในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาที่เรียกว่า ทวิภาคี ได้มี การดําเนินการโดยภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ผมได้กราบเรียนนะครับ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางรัฐบาลโดยท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิดได้กรุณาเป็นประธาน เปิดโครงการนี้ขึ้นเป็นโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของอาชีวศึกษา โดยสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งผมเป็นประธานกรรมการนะครับ ก็เป็น ๑ ใน ๓ เสาหลักที่จะ ช่วยกันพัฒนาอาชีวศึกษาร่วมกับภาครัฐโดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก ภาคเอกชน ก็ผู้ประกอบการจากหลาย ๆ บริษัทและภาคประชาสังคม ซึ่งมีสถาบันคุณวิชาชีพ (องค์การ มหาชน) เป็นหัวหน้ากลุ่มนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาของอาชีวศึกษาที่จะพัฒนาไปสู่ ระบบการศึกษาทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพได้นั้นก็มีหลายเรื่อง ซึ่งท่านกรรมาธิการก็ได้กรุณา ชี้ให้เห็นหมดแล้วนะครับถึงปัญหาต่าง ๆ ถึงอุปสรรคที่มีอยู่แล้วก็ถึงแนวทางในการปฏิรูป ผมก็คงจะใช้เวลาให้เป็นตัวอย่างว่าได้ปฏิบัติในเรื่องที่ท่านได้ชี้แจงไปแล้วนั้นมีอะไรบ้าง นะครับ อย่างเช่น การนํามาตรฐานอาชีพสู่ภาคการศึกษาและฝึกอาชีพเพื่อนําไปพัฒนา หลักสูตรฐานสมรรถนะ เพราะฉะนั้นหัวใจของทวิภาคีคือฐานสมรรถนะ ฐานสมรรถนะ ถ้าภาษาอังกฤษก็คือสกิล (Skill) หรือคอมพีเทนซี (Competency) ที่เรานํามาใช้ ไม่เพียง เฉพาะการได้รับวุฒิการศึกษาเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะมีหลาย ๆ คนที่อาจจะไปทํางานได้ดี โดยไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาแต่ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่อง ที่สําคัญที่เราจะต้องส่งเสริมให้มีหลักสูตรที่เป็นระบบฐานสมรรถนะ ประเด็นที่สําคัญ ๆ ที่ท่านได้พูดถึง อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ทางสถาบันเองได้ร่วมกับทาง สอศ. คัดเลือกสถานศึกษา ในสังกัด ๑๑ แห่ง เพื่อทําเป็นโครงการนําร่องในการจัดการเรียนการสอนตามฐานสมรรถนะ ก็คือหมายความว่าเมื่อสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาระบบมาตรฐาน อาชีพขึ้นมาแล้วก็จะไปจับมือกับทางกระทรวงศึกษาธิการในสถาบันต่าง ๆ เพื่อพัฒนา หลักสูตรให้เป็นหลักสูตรที่สามารถสอน ฝึก แล้วก็ทํางานได้ตรงกับความต้องการของ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคพาณิชย์ก็แล้วแต่
ในประเด็นเรื่องของผู้สอนและผู้ฝึกอบรมในสถานประกอบการเป็นหัวใจ ที่จะทําให้โครงการนี้ประสบความสําเร็จหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าเรามีจุดอ่อนมากทั้ง ๒ ส่วน ทั้งครูผู้สอนในห้องเรียนเอง ทั้งผู้ที่จะเป็นเทรนเนอร์ (Trainer) ในสถานประกอบการ อันนี้ ก็ต้องทํางานกัน ผมคิดว่า ๕ ปีก็อาจจะไม่พอ ไม่ใช่เฉพาะขาดแคลนจํานวนครูอย่างที่ ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงเท่านั้น แต่เราขาดแคลนผู้ที่ควอลิฟาย (Qualify) ผู้ที่จะสามารถ เป็นครูที่มีความเข้าใจในวิชานั้นจริง ๆ อย่างพวกแพทย์พวกอะไรพวกนี้เขาจะเอาอาจารย์ ที่เคยผ่านการทํางานในโรงพยาบาลมาเป็นสิบ ๆ ปีมาเป็นครูสอน แต่ครูสอนอาชีวศึกษาของเรา อาจจะไม่เคยทํางาน ไม่เคยผ่าน หรือไม่เคยรู้จักบริษัทหรือโรงงานมาก่อนเลยนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นจุดอ่อนอันหนึ่งที่เราจะต้องช่วยกันพัฒนา ในปัจจุบันนี้การพัฒนาครู ทั้งในส่วนของสถานศึกษาและในส่วนของผู้ประกอบการก็ได้มีการดําเนินการกันอย่างจริงจัง นะครับ รวมถึงครูผู้สอนภาษาอังกฤษด้วย เราก็ทําร่วมกับคุรุสภา ทําร่วมกับมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ การอบรมสมรรถนะครูในการจัดทําหลักสูตรสมรรถนะ ตอนนี้เราก็เน้นไปหลายสาขา เช่น เมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ร่วมกับ สอศ. และร่วมกับเฟเดอรัล อินสทิทิวต์ ฟอร์ โวเคชันนัล เอดูเคชัน แอนด์ เทรนนิง (Federal Institute for Vocational Education and Training) ของประเทศเยอรมนีนะครับ นี่ผมพูดให้เป็นตัวอย่างว่าการดําเนินการ ในเรื่องเหล่านี้มันก็ต้องจับมือกับหลายฝ่ายรวมทั้งต่างประเทศด้วยที่เขามีมาตรฐานที่ทํามา นานแล้ว ทางด้านไอซีที (ICT) เราก็ทําร่วมกับ มทร. ล้านนา แล้วก็อาร์เอ็มไอที (RMIT) คือ รอยัล เมลเบิร์น อินสทิทิวต์ ออฟ เทคโนโลยี (Royal Melbourne Institute of Technology) ของประเทศออสเตรเลียนะครับ อยู่ที่เมลเบิร์น รอยัล เมลเบิร์น อินสทิทิวต์ ออฟ เทคโนโลยี (Royal Melbourne Institute of Technology) ก็มีการจับมือร่วมกัน การจัดทํามาตรฐาน ที่เราเรียกว่าฐานสมรรถนะ เราจะทําขึ้นเองโดยไม่มีความเป็นสากลก็จะทําให้ผู้ที่ผ่านการฝึก การอบรมนั้นไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นทุกหลักสูตร ทุกฐานสมรรถนะที่เราพัฒนาขึ้นมาจึงต้องสามารถเรเฟอเรนซ์ (Reference) คือสามารถที่จะเทียบเคียงกับต่างประเทศ เทียบเคียงกับสากลได้ อันนี้เป็น เรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง การขับเคลื่อนคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ในรัฐบาลใช้ คําว่า ประชารัฐ ซึ่งที่จริงแล้วก็สอดคล้องกับที่ทางกรรมาธิการเสนอนะครับ คือก็ต้องมี กรอ.อศ. มาร่วมดําเนินการทุกภาคส่วน มีการจัดทําเป็นตัวอย่าง เช่น มีเอกซ์เซลเลนซ์ โมเดล สคูล (Excellence Model School) ได้ร่วมกันดําเนินการเป็นโครงการตัวอย่างในด้านทวิภาคี ส่งเสริมให้ สอศ. นํามาตรฐานอาชีพไปใช้ปรับหลักสูตรและแผนการเรียนการสอน เน้นไปยัง หลักสูตรทวิภาคีและในสาขาซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) ซึ่งท่านประยูร ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงในซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) ก็เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ถือว่า เป็นวิชาชีพสําหรับอนาคตของประเทศเพื่อผลิตกําลังคนรองรับการส่งเสริมและการลงทุน ตามมติรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๘ เช่น ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ดิจิทัล (Digital) และปิโตรเคมี เป็นต้น แล้วก็ผลักดันการพัฒนากําลังคน ในสาขาที่เราเรียกว่า เอสเคิร์ฟอินดัสทรี (S-Curve Industry) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เราสนับสนุนให้นักศึกษาอาชีวศึกษาที่ผ่านการจัดการเรียนการสอนและฝึกอาชีพระบบ ฐานสมรรถนะได้รับการรับรองคุณวุฒิการศึกษาทั้ง ๒ ด้าน คือทั้งคุณวุฒิการศึกษาเอง แล้วก็ คุณวุฒิวิชาชีพ ที่เราเรียกว่าเป็นระบบคุณวุฒิวิชาชีพด้วย ก็คือเรียนหลักสูตรเดียวหรือเรียน โรงเรียนเดียวได้ ๒ ใบรับรอง เหมือนกับได้ใบประกอบโรคศิลปะหรือได้ใบประกอบวิชาชีพ วิศวกรรมสามารถไปทํางานได้เลยนะครับ ความร่วมมือกับต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว เราได้จับมือกับทางประเทศเยอรมนีที่เรียกว่า เฟเดอรัล อินสทิทิวต์ ฟอร์ โวเคชันนัล เอดูเคชัน แอนด์ เทรนนิง (Federal Institute for Vocational Education and Training) หรือเขาย่อว่าบีไอบีบี (BIBB) ได้จับมือกับหอการค้า เยอรมัน-ไทย อันนี้เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่มีความสําคัญในการพัฒนาด้านอาชีวะให้กับ ประเทศไทยมาช้านาน ทั้งหมดที่ผมได้กราบเรียนก็เป็นตัวอย่างของการดําเนินการที่ทาง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับทางด้านกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน ได้พยายามดําเนินการตามแนวทางปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ อันนี้เป็นตัวอย่างของ การปฏิบัติซึ่งก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป การพัฒนาวิชาชีพ การพัฒนาในด้านครู การสร้างโมเดล (Model) ใหม่ ๆ ของโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโดยพื้นที่หรือโดยวิชาชีพก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา นะครับ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคณะกรรมาธิการที่ตั้งไว้ว่าในอีก ๒ ปี ๓ ปีข้างหน้าให้ได้ อีก ๑๐๐ โรงเรียน แล้วก็ในอีก ๒ ปีถัดไป คือแผน ๕ ปีก็จะครบ ๔๐๐ โรงเรียนตามที่รัฐบาล มีอยู่นะครับ อันนั้นก็เป็นเป้าหมายที่คงจะทําได้ในระดับหนึ่ง
สุดท้ายการสร้างแรงจูงใจ เป็นหัวใจ เป็นเรื่องที่สําคัญซึ่งท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิวัฒน์ก็ได้กล่าวถึงนะครับ การสร้างแรงจูงใจให้กับคนมาเรียนอาชีวศึกษา มาสู่อาชีวศึกษา เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง นอกจากประเด็นในเรื่องของการให้ค่าตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ตามฐานสมรรถนะจริง ๆ แล้ว ก็มีอีก ๒-๓ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อมูล คือการสร้างระบบจูงใจให้สถานประกอบการภาคเอกชนที่ร่วมกับอาชีวศึกษา อาจจะใช้ ในเรื่องมาตรการทางภาษี วันนี้เราให้ไปหักได้ ๒ เท่า อาจจะเพิ่มเป็น ๓ เท่า เพราะว่า คนเหล่านั้นก็ต้องเสียสละ บางโรงงานต้องจ่ายให้กับนักเรียนเดือนละหลาย ๆ พันบาท หรือเดือนละเป็นหมื่นบาทนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องเป็นส่วนที่เขาควรจะได้รับการ ตอบแทนจากภาครัฐ การสร้างค่านิยมอาชีวศึกษาและความเข้าใจที่ถูกต้องกับครูแนะแนว พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชนต่อการอาชีวศึกษา ผู้เรียนอาชีวศึกษาจบแล้วเป็นที่ต้องการ มีงานทําแน่นอน มีรายได้ที่ดี และสุดท้ายก็คือการสร้างระบบที่จะทําให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง และทางผู้ประกอบการมีความสุขร่วมกันเราจะสร้างสิ่งนี้ได้อย่างไร ก็ขอกราบเรียนว่า เห็นด้วยกับแนวทางแล้วก็ขั้นตอนในการพัฒนาอาชีวศึกษาไปสู่ระบบทวิภาคี ซึ่งหวังว่า ก็จะทําให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล แล้วก็เป็นวาระแห่งชาติที่จะช่วยทําให้ขับเคลื่อน อุตสาหกรรมของประเทศ แล้วก็ขีดความสามารถในการแข่งขันของบ้านเราให้สูงขึ้น เพื่อรองรับกับสังคมในภาคอุตสาหกรรมแล้วเข้าไปสู่ระบบ ๔.๐ ในอนาคต ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศและอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ท่านประธานกับผมคงจะคุ้นกับเรื่องนี้มา ๒๐ กว่าปีแล้วนะครับ ในฐานะที่เราอยู่ในแวดวง ทางการเมืองแล้วก็ได้มีการปรึกษาหารือขับเคลื่อนเรื่องนี้มาก็ ๒๐ กว่าปีแล้ว ที่สําคัญก็คือว่า ต้นแบบเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วก็คือเทคนิคไทย-เยอรมัน โรงเรียนเทคนิคพระนครเหนือ ตอนหลังก็แปรสภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แล้วก็อื่น ๆ เพราะฉะนั้นการคิด ๆ ในการที่ภายใน ๑ ปีการศึกษา ให้นักเรียนอาชีวะอยู่ที่โรงงาน ๖ เดือน แล้วก็อยู่ที่ในห้องเรียนอีก ๖ เดือน ไม่ใช่เป็นของใหม่ครับ ทํากันมา ๓๐-๔๐ ปี ช่วงที่ผมเป็น เอกอัครราชทูตอยู่ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ที่ประเทศเยอรมนี จําความได้ว่าได้มีโอกาสต้อนรับ คณะผู้แทนไทยเป็นสิบ ๆ คณะ ทั้งฝ่ายการศึกษา กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ อีกทั้งเราก็มี สํานักงานส่งเสริมการลงทุนทั้งที่โตเกียว ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี มาเป็นเวลานาน เราก็มีผู้แทนของสํานักงาน ก.พ. ที่ดูแลนักเรียนทุนต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทําไม ณ วันนี้จะต้องมาเป็นวาระแห่งชาติ มันเป็นเรื่องที่จะต้องทําอยู่แล้ว อีกทั้งบรรดา หอการค้าต่างประเทศในประเทศไทยทั้งหมด โดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือ จากสหภาพยุโรป แล้วก็จะเป็นหอการค้าของประเทศสิงคโปร์ เกาะฮ่องกง ประเทศไต้หวัน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งหมดประมาณเกือบ ๓๐ หอการค้า ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจุดอ่อนอันสําคัญของประเทศไทยในการพัฒนา เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมก็คือเรามีบุคลากรทางด้านอาชีวศึกษาที่ไม่เพียงพอ นอกเหนือจาก ในระดับบริหารของสถาปนิก ของเอนจิเนียร์ (Engineer) นักคอมพิวเตอร์ นักบัญชี อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอุปสรรคอันสําคัญในการพัฒนาประเทศแล้วก็เปลี่ยนรูปโฉม ประเทศไทยที่เราได้พูดกันไว้ที่จะหลุดออกไปจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ไปสู่สังคมที่เราก็ได้พูดกันแล้วที่จะเอาเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ได้มาใช้ ซึ่งก็อยู่ใน เอกสารที่จะแจก ๕ สาขาหลักด้วยกันนะครับ คราวนี้ประเด็นที่ผมอยากจะรู้ แล้วมันมี ประเด็นปัญหาอะไร ๓๐ ปีมาเรื่องของการเรียนควบคู่ในห้องเรียน มันติดอะไรมันถึงไม่เป็น อย่างที่ควรจะเป็น แล้วถึงจะต้องมาเสนอว่าให้เป็นวาระแห่งชาติ เรื่องมันติดอยู่ที่ไหนครับ ติดอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ติดอยู่ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือติดอยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ หรือที่เพราะว่าเราทํางานด้วยกันไม่ได้ สามเส้าดังที่ประเทศเยอรมนี ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ยุโรป ประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศไต้หวัน มันมีสามเส้า ในเรื่องนี้ เรื่องอาชีวศึกษา คือตัวรัฐบาลกลางต้องมีงบประมาณอย่างมากมายเป็นพัน ๆ ล้านบาท ตัวที่ ๒ คือสถาบันการศึกษาคือโรงเรียนอาชีวศึกษาของทั้งภาครัฐแล้วก็เอกชน ผมเน้นคําว่า เอกชนด้วยนะครับ แล้วก็ตัวที่ ๓ ก็คือโดยเฉพาะตัวสภาอุตสาหกรรม ที่จะต้อง เอาเด็กไปฝึกอบรมที่โรงงานของตน มันสามเส้าครับ แต่นี่มาเสนอว่าจะต้องส่งเรื่องไปที่ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน มันก็มีแต่ท่านนายห้าง ท่านรัฐมนตรี ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ มันคงจะไม่ใช่องค์กรกลางที่จะทําการประสาน มันง่ายนิดเดียวครับ ผมเสนอง่าย ๆ สามเส้า ก็คือตัวกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นปลัดกระทรวงหรือจะเป็นรัฐมนตรี ประธาน อุตสาหกรรม แล้วก็สํานักงบประมาณ ก็สามเส้า แล้วให้เป็นวาระแห่งชาติ คือต้องให้สามเส้า คืออาชีวศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โรงงาน ทุกโรงงานในประเทศไทยต้องรับเด็กไปฝึกอบรม แล้วก็ต้องมีงบประมาณโดยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ผ่านมาทางสํานักงบประมาณ ว่าจะตั้ง ณ วันนี้ ๕,๐๐๐ ล้านบาทก็ว่ากันไปเลย ไม่ต้องบอกว่าต้อง ๔๐๐ โรงเรียน ทั้งหมดมันจะต้องเป็นทวีภาคีเสีย ณ วันนี้ ผมก็ไม่ค่อยชอบคําว่า ทวิ เท่าไร ที่จริงมันเป็น การศึกษาแบบควบคู่ คือมันไปคู่ขนานกันไป มันไม่ใช่เป็นคู่ ๑ ต่อ ๑ มันไม่ใช่ มันควบคู่ อาจจะต้องหาภาษาไทยที่มันเหมาะกว่านี้ ผมก็ไม่ได้มีความสามารถในเรื่องภาษาไทย แต่คง ไม่ใช่ทวินะครับ มันเป็นดูอัลเอดูเคชัน (Dual Education) มันเป็นควบคู่กันไป มันไม่ใช่ เป็นไบแลตเทอรัลเอดูเคชัน (Bilateral Education) ซึ่งนั่นเป็นคําแปลอันตรงของคําว่า ทวิภาคี เพราะฉะนั้นผมขอเน้นเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ให้เป็น ๓ องค์กรที่ผมว่า แล้วไม่ไปที่ คณะกรรมการ กรอ. อันนี้เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ และผมก็อยากจะรู้ว่าทางคณะกรรมาธิการ ผ่านทางท่านประธานได้พูดกับประธานสภาอุตสาหกรรมหรือยัง แล้วก็สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยพร้อมที่จะเข้ามาร่วมด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ แล้วก็ภายใน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนี้มันจะสอดคล้องกับ ๕ สาขาหลัก แล้วก็อันที่ ๕ ย่อยลงไป ในเรื่องของไบโอเทค (Biotec) อะไรต่าง ๆ หรือไม่ ผมว่ามันต้องไลน์อัป (Line up) จัดคิวของ โรงงานมาเสียก่อน แล้วก็ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะลืมไปอีกหน่วยงานหนึ่งคือกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีศูนย์วิจัยตั้ง ๕-๖ อัน แมทีเรียลไซน์ (Materials Science) นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) ไบโอเทค (Biotec) ต่าง ๆ เหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน หรือว่าจะโอนงานอันนี้ ไปให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทํางานร่วมกับโรงเรียนอาชีวะทั้ง ๔๐๐ โรงเรียน แล้วก็โยงกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มันก็จะได้ถ้าเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มันก็จะมีเรื่องของการวิจัยค้นคว้า มันก็ข้ามไปว่านอกจากสํานักงบประมาณแล้ว สภาวิจัยแห่งชาติว่าอย่างไร สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยว่าอย่างไร ระหว่างสภาวิจัย แห่งชาติกับสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ผมก็ได้อภิปรายไปแล้ว มันไม่ได้ทํางาน ประสานงานกัน มันก็ไม่ได้ไปตอบสนอง ๕ แขนงที่เราได้ทํากันขึ้นมาผ่านทางท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ท่านดอกเตอร์สถิตย์ อดีตปลัด กระทรวงการคลัง ขออนุญาตเอ่ยนามด้วย ผมคิดว่าน่าจะทบทวนและดูเสียให้หมดมันจะได้ ขับเคลื่อนได้ และเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์นะครับ จากซีโร (Zero) เรื่องนี้มันอยู่ที่ประเทศไทย มา ๓๐-๔๐ ปีแล้ว ประเด็นปัญหาใหญ่ เพราะเราไม่ได้หันหน้าเข้ามาทํางานด้วยกันอย่าง จริง ๆ จัง ๆ รัฐบาลทําไป ขับเคลื่อนลงไป ข้าราชการนิ่งเฉย พูดข้ามฟากไปที่สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยทั้ง ๆ ที่เขานั่งอยู่ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน มีนายกรัฐมนตรี มาไม่รู้กี่สิบนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไม่ได้รองรับ ไม่รับผิดชอบ แล้วก็คิดที่จะซื้อเทคโนโลยี มันง่ายดี แต่ไม่ยอมที่จะช่วยลงทุนในการที่ผลิตบุคลากร เพราะว่าภาคเอกชนต้องถือว่าอันนี้ เป็นภาระหน้าที่ต่อสังคม เป็นคอร์ปอเรต โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Corporate Social Responsibility) ไม่ใช่ประชุมกันใน กรอ. แล้วก็มาล็อบบี (Lobby) รัฐบาลให้ทําโน้นทํานี้ อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยที่จะเสียสละในการที่จะตั้งกองทุนขึ้นมาหรือว่าหักกําไรสัก ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ได้ไหม ในขณะเดียวกันสมาคมธนาคารเอกชนไทยเขาว่าอย่างไร จะลงขัน ด้วยไหมในเรื่องนี้ ผมว่าอยากจะฝากทางกรรมาธิการผ่านท่านประธาน ท่านลงไปทบทวน แล้วผมคิดว่าจัดรูปแบบการประสานงานในเรื่องนี้ให้มันชัดเสียก่อนแล้วจะได้เสนอไปให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านตัดสินใจเลย ทั้งในเรื่องการสั่งการให้ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงบประมาณ พวกกองทุนวิจัยทั้งหลายร่วมกันทํางาน เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วท่านก็ข้ามฟากไปพูดกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นสําคัญว่าจะเอาอย่างไรกัน แล้วก็ขับเคลื่อน แล้วอุตสาหกรรมใดที่ทางสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยจะไม่มีมันก็ต้องกลับมาที่ตรงสตาร์ตอัปคัมพานี (Startup Company) ว่า จะเริ่มอย่างไร เพราะตอนนี้เราพูดกันมากเรื่องโรโบติกส์ (Robotics) เรื่องอะไรไบโอเทค (Biotec) แต่ว่ามันเป็นบริษัทฝรั่งเสียส่วนใหญ่ เราจะส่งเสริมให้มีบริษัทเอกชนไทยขึ้นมา ได้อย่างไร รัฐบาลจะให้ทุนสักกี่เปอร์เซ็นต์ ธนาคารของรัฐจะให้ดอกเบี้ยเกือบ ๐ เปอร์เซ็นต์ไหม แล้วถ้าเผื่อเป็นธนาคารเอกชนจะทําโปรไฟแนนซิง (Pro-financing) กับรัฐบาลไหม ออกมา คนละ ๕๐ ต่อ ๕๐ ในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ๆ แล้วก็รวมทั้งในการที่จะพัฒนา บุคลากรทางด้านอาชีวศึกษาด้วย ผมเห็นโลกมาเยอะนะครับ แล้วก็ทําเรื่องนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ที่ประเทศเยอรมนีได้เคยรายงานมาก็เยอะแยะที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น อย่ารีบเลยครับ เพียงแต่ว่าเอาคําว่า วาระแห่งชาติ มาเป็นตัวตั้ง แต่ว่าการเตรียมการมันอาจจะ ไม่สมบูรณ์ อยากจะให้ทบทวนทั้งหมด แล้วผมก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวก็ลงคะแนนก็ผ่านแน่นอนแล้ว นะครับ แล้วก็อีกอาทิตย์ต้องส่งไปที่รัฐบาล ผมคิดว่าอย่างไรภายใน ๑ สัปดาห์นี้ ข้อมูลตามที่ ผมได้กล่าวมาไม่มีทางครบครับ แล้วผมเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ของประเทศในการที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่พัฒนาให้ได้ โดยเฉพาะทางด้าน อุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นการเตรียมการในเรื่องอาชีวศึกษา ทําให้มันเป็นกอบเป็นกําและให้ มันแน่ชัดอันนี้จะดีกว่า ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการ ที่ท่านได้ ทําการศึกษาแล้วก็นําเรื่องนี้มาสู่ที่ประชุม เรื่องนี้ถ้าจะว่าไปแล้ว สอดคล้องกับคํากล่าวซึ่งมี มานานแล้ว จะจริง เท็จ อย่างไรผมไม่ทราบ มีคํากล่าวว่า แรงงานสร้างโลก ผมขออนุญาตเสริม ไปว่า อาชีวะก็มีส่วนในการสร้างประเทศ เพราะถ้าจะกล่าวไปแล้วข้อต่อระหว่างผู้คิดค้นกับ ผู้ปฏิบัติ หรือผู้สั่งการกับผู้ปฏิบัตินั้นมีอาชีวะอยู่ตรงกลาง ประเทศเรามีคําว่าอาชีวศึกษา มานานมากแล้ว ความเจริญก้าวหน้าของประเทศหลายภาคส่วนเกิดขึ้นจาก ภาคนี้ครับ ในการศึกษาของประเทศ แต่ทําไมมาจน ๒๕๕๙ แล้ว นับวันพอพูดถึงอาชีวศึกษาแล้ว คนไทย จะมีความรู้สึกเหี่ยวลง ๆ แล้วก็หดหู่ไปเรื่อย ๆ ปัญหาเกิดขึ้นจากหลายภาคส่วน ผมค่อนข้าง จะเห็นด้วยกับท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ผมไม่เข้าใจที่ชัดเจนในถ้อยคําว่า ทวิภาคี ท่านจะบอกว่า คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน แต่ผมอ่านในเอกสาร ที่ท่านได้ทําให้กับสมาชิกแล้ว ผมอ่านดูรายละเอียดแล้วมันเป็นความร่วมมือร่วมใจกันของ หลายภาคส่วนดูอัลแทร็ก (Dual Track) มันอาจจะเป็นลักษณะของการทํา เหมือนลักษณะ ที่เป็นดีมานด์ (Demand) คู่กับซัปพลาย (Supply) หรืออุปสงค์คู่กับอุปทาน แต่ถ้าบอกว่า ภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะร่วมมือกันมันคงไม่ใช่ ๒ ภาคส่วน รัฐกับเอกชน ผมดูแล้วมันมีหลาย ภาคส่วนที่จะต้องมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ จริง ๆ แล้วมีเรื่องของรัฐ นโยบายของรัฐ การสนับสนุนโครงการ ต่าง ๆ การสนับสนุนในเรื่องของอินเซนทิฟ (Incentive) เรื่องของภาษี เรื่องของอะไรต่าง ๆ หลายอย่าง ท่านช่วยกรุณาไปทบทวนนะครับว่า ท่านจะบอกว่า ถ้าจะให้สังคมบอกว่าอันนี้ เรื่องของทวิภาคี ผมว่ามันเป็นพหุภาคีเสียมากกว่า อาจจะสอดคล้องกับโปรเจกต์ (Project) ที่ท่านกําลังทําตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมพยายามที่จะทบทวนปัญหาของการศึกษาในภาค อาชีวศึกษาแล้ว ที่มันมีความหดหู่ มีความรู้สึกว่ามันไม่เจริญก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่เป็นภาคส่วนที่มี ความสําคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ เราคงไม่อาศัยปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ไปทํางานในบางส่วน เราอาศัยอาชีวศึกษาในการขับเคลื่อนหลาย ๆ อย่างของการพัฒนา ประเทศมาโดยตลอดนับ ๒๐-๓๐ ปีก็ว่าได้ ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผมพยายามจะทบทวนดูว่าปัญหาของอาชีวศึกษา นอกจากที่ทางกรรมาธิการท่านได้ทํามาแล้ว มันมีอยู่หลายอย่าง ที่ขออนุญาตเพิ่มเติม นอกจากปัญหาเรื่องของค่าตอบแทนแล้ว ท่านพยายามใส่ไว้ในการศึกษาของท่านแล้วว่า ค่าตอบแทนต่อไปนี้ต้องเป็นไปตาม ความสามารถ เป็นไปตามสมรรถนะ จะเอาเรื่องของคุณวุฒิอย่างเดียวมาพิจารณาคงไม่ได้ อันนี้ผมเห็นด้วย
ประการถัดมาที่ทางกรรมาธิการยังไม่ได้พูดถึง แต่ผมขอเน้นว่าอันนี้เป็นที่มา ที่ไปของดูอัลแทร็ก (Dual Track) ที่ท่านพยายามจะคิดตรงนี้มา คือเรื่องของการประกัน การมีงานทํา ผมพยายามดูในบริบทของสังคมที่เป็นอยู่จริงในเวลานี้ ผมเห็นการศึกษาของ ภาคอาชีวศึกษาที่ภาคเอกชนพยายามให้ความร่วมมือและเขาประกันว่ามีงานทํา ที่เห็นอยู่ ตอนนี้แน่ ๆ ของซีพี (CP) ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อันนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ที่เขาจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาที่เรียกว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ผมว่าอันนี้สอดคล้อง กับเวิร์กชอป (Workshop) ที่ท่านกําลังทําอยู่ เขารับรองกัน มีงานทํา ในระดับของ ปวช. และ ปวส. ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กหรือนักเรียนที่เข้าไปเรียนในโรงเรียนของเขา มีสาขาอยู่มากมายหลายแห่งกระจายอยู่ที่ประเทศ เป็นที่นิยม เด็กนักเรียน ผมเคยให้ทุน การศึกษาเด็กนักเรียนที่ยากจน แล้วก็จบในระดับของ ม.๓ แล้วไม่สามารถที่จะไปเรียนต่อ ในสายสามัญได้ ผมแนะนําเลยว่า ประกันการมีงานทํา มีงานทําแน่ ๆ ถ้ารักถ้าชอบเรื่องของการค้าปลีก คือไปเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ อันนี้ขออนุญาตโฆษณาให้เขานะครับ แต่อันนี้ ที่ผมจะฝากทางกรรมาธิการ ท่านช่วยไปศึกษาด้วย มีลักษณะของการให้ทุนการศึกษาแบบนี้ หลายอย่าง ที่บางครั้งอาจจะมีการเอาเปรียบนักเรียนหรือผู้ที่เข้าไปเรียนในหลักสูตรต่าง ๆ คือการใช้ทุนหลังจากที่เรียนจบแล้ว บางแห่งก็บอกว่า ๑ เท่า บางแห่งก็บอกว่า ๒ เท่า ถ้าทําแล้วมีปัญหาขัดแย้งในที่ทํางานไม่สามารถที่จะทํางานต่อได้ ต้องออกจากการทํางาน กลางคัน มีการปรับ ๒ เท่าก็มี ๓ เท่าก็มี ค่าเทอมบางครั้งแค่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าออกปรับ ๔๐,๐๐๐ บาทก็มี ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาทก็มี จากที่จะก้าวหน้ากลายเป็นต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขา มาใช้ทุน อันนี้อยากจะให้มีการออกระเบียบ ผมเชื่อว่าดูอัลแทร็ก (Dual Track) ในอนาคต ถ้าจะเกิดขึ้นมันจะมีลักษณะแบบนี้มากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ คือการให้ทุนการศึกษาและบังคับ การใช้ทุน และถ้าหากว่าไม่สามารถทํางานได้ก็ต้องลาออกกลางคันด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ บางครั้งต้องมีการปรับ ซึ่งหนักหนาสาหัสสําหรับผู้ที่มีฐานะยากจน อันนี้ผมฝากท่าน ช่วยไปวางกติกาตรงนี้ด้วยเพื่อประโยชน์ความเป็นธรรมของสังคมนะครับ
ประการถัดมาที่เห็นว่ามีความสําคัญในเรื่องของการศึกษาอาชีวศึกษาที่จะ เพิ่มจํานวน อันนี้ผมยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเพิ่มคุณภาพ ฝากท่านช่วยไปคิดด้วย คือการ มีโอกาสการศึกษาต่อ อันนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง คนที่เข้ามาเรียนในสายอาชีวศึกษา มากกว่าครึ่งที่มีความจําเป็นในเรื่องของฐานะทางครอบครัว ที่ไม่สามารถที่จะเรียนต่อทาง สายสามัญได้ อันนี้ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ท่านได้ประกาศมาว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ที่กําลังจะลงประชามตินั้นมีการเขียนบทบัญญัติไว้ให้การศึกษาภาคบังคับและวัยก่อนประถม อยู่ในการศึกษาที่รัฐจะต้องให้การสนับสนุน คือเรียนฟรี ถ้านับจํานวนแล้วก็คือ ๑๒ ปี เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ประกาศในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ท่านได้ประกาศไว้ว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการไปออกเป็นกฎหมายลูก เขียนไว้เลย ประชาชนจะได้ไม่ข้องใจ ไม่ต้องกังวลใจแล้วว่า นอกจาก ๑๒ ปี คือจบที่การศึกษาภาคบังคับ คือจบที่ ม.๓ แล้ว ม.๔ ม.๕ ม.๖ เขียนเหมือนกฎหมายลูกให้เรียนฟรีได้ รวมเป็นทั้งหมด ๑๕ ปี ใน ๑๕ ปีนี้ ก็เป็นการศึกษาบังคับจบที่ ม.๓ รวมเป็น ๑๒ ปี และท่านพูดคําว่า อาชีวศึกษาด้วย อันนี้ ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งนะครับที่มีผู้ใหญ่ในระดับรัฐบาลพูดให้คนที่จะเข้าในช่องทางของ อาชีวศึกษานั้นมีความคลายกังวลไปได้มากว่าการศึกษาที่รัฐจะสนับสนุนให้รวมเป็น ๑๕ ปีนั้น นอกจากจะสายสามัญคือ ม.๔ ม.๕ ม.๖ แล้ว รวมถึงอาชีวศึกษา ด้วย เพราะอันนี้ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง นี่คือความก้าวหน้าของการศึกษาที่ในที่สุดแล้ว คนที่จบ ม.๓ แล้วเขาเลือกเส้นทางชีวิตได้ว่าจะไปในสายสามัญ ม.๔ ม.๕ ม.๖ แล้วต่อ อุดมศึกษาหรือจะเรียนในลักษณะของอาชีวศึกษา ที่ผมฝากไว้คือโอกาสก้าวหน้าในการ ศึกษาต่อคือ เมื่อจบการศึกษาอาชีวศึกษาที่ ปวช. ปี ๓ แล้ว เขามีเส้นทางอย่างไรของชีวิตที่จะ เจริญก้าวหน้า ผมก็เหมือนกันเคยให้ทุนการศึกษา คนที่จบอาชีวศึกษาแล้วเขามีความรู้สึก ท้อแท้ในชีวิตในการทํางานของเขาว่าชีวิตเขาในอนาคตข้างหน้าเขาจะต้องเป็นลูกจ้าง ไปตลอดชีวิตหรือ เพราะการจบอาชีวศึกษาที่ ปวช. ผมว่าถ้าคิดในแง่ของผู้ปกครอง คนเป็น พ่อเป็นแม่ และคิดถึงหัวอกของเขาที่ต้องทํางานกึ่ง ๆ เป็นเลเบอร์แมน (Labor Man) คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจบชีวิตของการศึกษาและมีครอบครัวต่อในอนาคต แล้วจบแค่ ปวช. เขาย่อมปรารถนาที่จะเรียนต่อในลักษณะปริญญาตรี หรือ ปวส. หรืออะไรที่สูงขึ้น ทุนการศึกษาครับคือสิ่งที่เขาต้องการ ดูอัลแทร็ก (Dual Track) จะเข้ามาช่วยเขาตรงนี้ ได้อย่างไรว่า เขาทํางานไปด้วยได้วุฒิ ปวช. ด้วยละครับ แต่ให้เขามีโอกาสที่จะก้าวหน้า ในการศึกษาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้ ผมฝากทางกรรมาธิการไว้ด้วย
ประการถัดมา ที่มีความสําคัญในการเพิ่มจํานวนผู้เรียนอาชีวศึกษา ภาพพจน์ และเกียรติ อันนี้สําคัญมาก หน้าตาของคนไทยนั้นบางครั้งมีความสําคัญมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ผู้ปกครองปรารถนาที่จะให้ลูกเรียนจบปริญญา เขาบอกว่าแค่ว่าจะเรียนอาชีวศึกษา พ่อแม่ ก็ขนลุกขนพองแล้ว เพราะฉะนั้นภาพพจน์เป็นสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปหาทาง แก้ไขด้วย นักเรียนอาชีวศึกษาที่ยกพวกตีกัน มีการโยนระเบิดใส่กัน มีการทําร้ายกัน ยังเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ทุกคนกังวลอยู่ แต่ว่าเกิดขึ้นเพียงจุดทศนิยมเล็กน้อยของจํานวน อาชีวศึกษาทั้งหมดเท่านั้นเอง แต่ก็ทําลายภาพพจน์ของอาชีวศึกษาของประเทศไทย ไปเรียบร้อยแล้วจนถึงวันนี้และยากที่จะแก้กลับคืนได้ ท่านจะคิดดูอัลแทร็ก (Dual Track) ขึ้นมาอย่างไรถ้าหากว่าท่านยังไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างครบวงจร ๓๖๐ องศา ผมว่าจํานวนที่จะเข้ามาเรียนอาชีวศึกษาก็ยังคงจะเล็กน้อยอยู่
ประการถัดมาคือโอกาสความก้าวหน้าในการทํางานครับ ผมได้เรียนแล้วในเรื่อง ของโอกาสการศึกษาต่อ โอกาสความก้าวหน้าในการทํางานเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เขาจบ อาชีวศึกษาแล้วจะมีโอกาสก้าวหน้าในการทํางานอย่างไร จะมีโอกาสได้เป็นหัวหน้าคนไหม ขออนุญาตเพิ่มอีกนิดเดียวครับท่านประธาน อันนี้คือสิ่งที่ผมฝากไว้ ท่านช่วยกรุณาเสริมเติมแต่ง ในการศึกษาในการรายงานของท่านเพราะว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะเพิ่มจํานวน ยังไม่ได้เพิ่มคุณภาพ ของคนที่จะเข้ามาเรียนอาชีวศึกษา ท่านคิดดูอัลแทร็ก (Dual Track) อย่างเดียว ยังเพิ่มจํานวน ไม่ได้เท่าไรหรอกครับ ก็ต้องคิดทั้งหมด เรื่องของการศึกษา เรื่องของการศึกษาต่อ การทํางานต่อ การก้าวหน้าในการทํางาน ภาพพจน์ เกียรติยศ การประกันการทํางานและเรื่องของค่าตอบแทน ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดร่วมกันทั้งหมด ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๙๗ ต้องขอขอบพระคุณกรรมาธิการ ที่ทําการศึกษาปัญหาเรื่องนี้ ถ้ากล่าวว่าขอบคุณก็แสดงว่าเริ่มแสดงความเห็นด้วย ที่เห็นด้วยนี้ ไม่ใช่เห็นด้วยเพราะว่าท่านวิวัฒน์เป็นประธานกรรมาธิการ แต่เห็นด้วยในเนื้อหา ขออนุญาต ที่เอ่ยนามครับ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านบอกว่าเรื่องนี้มีมานานแล้ว และท่านก็ยกตัวอย่างว่า เทคนิคไทย-เยอรมัน ผมก็เลยคิดกลับไปว่าผมเคยไปสอบเข้าเทคนิคไทย-เยอรมันได้ แล้วผมก็ไปสอบโรงเรียนนายร้อยตํารวจได้ ผมก็เลือกโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เลยไม่ได้เรียน ตรงนั้น ถ้ามีมาประมาณนั้น ๔๐ ปีแล้ว ถ้าเรามีเรื่องนี้มา ๔๐ ปีแล้วและทําไมมันถึงยังล่าช้าอยู่ ยังไม่ก้าวหน้า ไม่คืบหน้า จนกระทั่งเป็นภาระให้ท่านวิวัฒน์และคณะมาทําการปฏิรูป การปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ครับ แต่ขอให้ เกิดมรรคเกิดผลในการปฏิรูปให้ได้ประโยชน์จริงสมตามแนวทางที่นําเสนอ ผมก็ดีใจแล้ว ละครับ ถามว่าทําไม ตั้งนานร่วม ๔๐ ปีแล้ว ทําไมสภานี้ยังต้องมาทําการขับเคลื่อนอีก มันน่าจะทะลุไปตั้งนานแล้ว กระทรวงศึกษาธิการก็ดี กระทรวงอุตสาหกรรมก็ดี กระทรวง แรงงานก็ดี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ดี น่าจะเกี่ยวกับกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาด้วย และอีกเยอะ ก็แปลว่างานนี้เราต้องทําเป็นทีม ถ้าทําเดี่ยว ดูกีฬาแล้วกันครับ ประเภทเดียว ๆ เดี่ยว ๆ น้องเมย์ทั้ง ๒ เมย์ หรือนักมวย เราเก่งครับ แต่พอเล่นเป็นทีม เมื่อไรแล้วยุ่งทุกทีครับ ชําเลืองหางตากัน เกี่ยงกัน ปัญหาหลักคือเจ้าภาพครับ และผู้มาร่วม ต้องชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นผมฝากกรรมาธิการชุดนี้ครับจะเป็นวาระแห่งชาติ จะอย่างไร ก็แล้วแต่ครับ ทุกองคาพยพที่มาเป็นทวิจะต้องเข้าใจบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และ เดินไปพร้อม ๆ กัน จะคู่ขนานหรือทวิก็แล้วแต่ไปสู่เป้าหมายให้มันชัดเจน จริง ๆ ผมไม่ได้ ตั้งใจจะอภิปรายเรื่องนี้ครับ บังเอิญเมื่อเช้าดูข่าวหน้า ๑ เด็กแว้นซ่าฆ่าเด็กอายุ ๑๖ ปี เด็กแว้นคนนั้นก็เด็กอาชีวศึกษา สอดคล้องกับที่อาจารย์เฉลิมชัยพูดเมื่อสักครู่ ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ภาพอย่างนี้ยังปรากฏอยู่ ทําไมเด็กนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงไม่ยกพวก ตีกันบ้าง ขณะนี้เรากําลังมี โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มี ๒ ชั่วโมงให้เรียนรู้ ลดชั่วโมงเรียน เพิ่มชั่วโมงรู้ โครงการนี้ก็จะสอดรับกันพอดี อยู่ในสถานศึกษาเรียนทฤษฎี ออกมาสถานประกอบการ รู้ปฏิบัติ มันจะแก้ปัญหาเด็กแว้นคนนั้นได้ทันทีเลย ผมเจ็บใจมาก ผมเสียดายมาก ผมอับอายมากทุกครั้งที่เด็กนักเรียนเรายกพวกตีกัน ผมเคยวิ่งตามหลังเด็ก ที่ถูกฟันแขนขาดแล้วเขาหิ้วแขนตัวเองไปต่อที่โรงพยาบาลบางมดครับ ผมเป็นผู้กํากับการ สถานีตํารวจนครบาลท่าข้าม ภาพนั้นอยู่ในตาผม เป็นวัฒนธรรมนะครับ ผมอธิบายนิดหนึ่ง ครับ ไม่ใช่มาอภิปรายเรื่องเด็กยกพวกตีกันนะครับ แต่โครงการนี้แก้ปัญหาได้แม้กระทั่ง สิ่งนั้นครับ มีเวลาว่างมาก เรียนทฤษฎีจบไปไหนครับ ไปแว้นบอย สก๊อยเกิร์ล ไปเล่นเกม ไปรวมตัวกันเพื่อแข่งรถ แล้วท้ายที่สุดก็ไปยกพวกตีกัน รุ่นพี่ศิษย์เก่าไปฝังชิป (Chip) ให้รุ่นน้องสร้างความจงเกลียดจงชังเพราะมีเวลาว่างมาก ยังเป็นเด็กอยู่ยังแบมือ ขอสตางค์พ่อแม่ ยังไม่รู้จักค่าของเงิน ค่านิยมผิด ๆ เป็นเรื่องขบขันมากครับ ผมเคยถามว่า ยกพวกตีกันทําไม เทพองค์เดียวกันครับพระวิษณุ สถาบันหนึ่ง ยืน สถาบันหนึ่ง นั่ง สถาบันที่นั่ง บอกว่าของมึงโง่ ยืน ไม่เมื่อยหรือ สถาบันที่ยืนบอกว่าของมึงขี้เกียจ นั่ง แค่นี้ก็ตีกันแล้ว นี่เด็กไทย ออกจากโรงเรียนไปเลย ไปสถานประกอบการไปฝึกงาน ไปทํางาน แล้ว ๑. จะไม่ว่าง ๒. จะมีผู้ดูแลไปตลอดเวลา อยู่ในโรงเรียนอาจารย์ดูแล ออกจากโรงเรียนไปสถานประกอบการ ต้องไปอยู่ในกฎกติกาของสถานประกอบการ คุณจะไปอยู่โรงงาน คุณจะไปอยู่โรงแรม คุณจะไปอยู่สถานประกอบการอะไรก็แล้วแต่หาเงินได้เองครับ รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เข้าใจความลําบาก จะรู้จักการมัธยัสถ์ รู้จักค่าของเงิน เป็นผู้ใหญ่ จะไม่มีเวลาไปฟุ้งซ่านครับ ผมให้ดูภาพภาพหนึ่งครับ เมื่อสักครู่ก็หลายท่านยกตัวอย่าง เราไปประเทศญี่ปุ่น ผมก็ชอบไป ย่านนี้ครับ ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ ถามว่าไปทําอะไรครับ ตอนเย็น ๆ ค่ํา ๆ ที่นั่นวัยรุ่นญี่ปุ่น จะมาเดินกันเต็มถนนไปดูแฟชั่น (Fashion) วัยรุ่น ถามวัยรุ่นพวกนั้นเขาไปไหนกันมาครับ กลางวันเขาเรียนหนังสือ พอภาคบ่ายเขาไปทวิภาคีครับ เขาไปฝึกงาน เขาไปทํางาน เขาไป โรงงาน เขาไปโรงแรม แล้วแต่ธุรกิจ เสร็จเรียบร้อยตอนเย็นเขามารีแลกซ์ (Relax) ครับ เขาเป็นระบบ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้อย่างนี้ ยังก้องอยู่ในหูผม โรงเรียนอาชีวศึกษา โรงเรียนไหนยกพวกตีกัน เอาไม่อยู่ จะปิด ท่านจะประกาศปิดโรงเรียนที่ยกพวกตีกัน แล้วผู้บริหารเอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นโครงการนี้จะไม่ต้องให้ท่านปิดสถาบัน โครงการนี้จะช่วย ท่านไม่ต้องไปปิดโรงเรียน เลิกเรียนไปทํางานมีเงินมีทอง สิ่งหนึ่งที่จะเห็นชัดเจนก็คือเราจะ สามารถผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ มีทั้งความรู้และประสบการณ์ และเป็นการผลิตแรงงาน ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมกีฬาอะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้อาจารย์วิวัฒน์เข้าใจดีนะครับ ผมก็จะฝากสิ่งนี้ไว้ครับว่าโครงการนี้ดีอยู่แล้ว ทําอย่างไรให้เจ้าภาพทุกเจ้าภาพมาแสดง ความรับผิดชอบ รู้ เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน แล้วมี การประเมินผลของแต่ละเจ้าภาพ จะหลักเคพีไอ (KPI) อะไรก็แล้วแต่ เจ้าภาพไหนหย่อน ต้องไปไล่บี้ ไล่เบี้ย และไปพร้อมกัน เรา ๔๐ ปีที่ผ่านมา มันไม่เสียเวลาหรอกครับ เราได้ เรียนรู้ว่าจากการที่เรารู้แต่เราขาด ก็คือขาดความรับผิดชอบที่จะเดินไปพร้อม ๆ กัน เดินเท้า ไม่พร้อมกันเราถึงได้ช้าอยู่ ต่อไปนี้สภานี้โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็จะจัดแถวใหม่ เดินให้ เท้าพร้อมไปสู่จุดหมาย เราก็จะแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นไปทันที ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมกรรมาธิการที่หยิบยก ในปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าเรื่องของการศึกษาระดับของอาชีวศึกษา แล้วก็ยังไม่มี คุณภาพเพียงพอ และมีปัญหาต่าง ๆ นี้มันสะท้อนให้เห็นอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของปรัชญา การศึกษาของประเทศไทยเราเองนะครับ ซึ่งเรื่องนี้เราคงทราบกันดีอยู่ ผมคิดว่าในระยะ ที่ผ่านมานี้ปรัชญาการศึกษาเราค่อนข้างแยก ระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานทางกาย เราแยกกันค่อนข้างชัดเจน เพราะฉะนั้นค่านิยมของเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะหนัก ในเรื่องของการส่งเสริมให้เยาวชนไปเรียนรู้หรือไปศึกษาในเรื่องของการใช้แรงงานสมอง เป็นหลัก จนถึงทุกวันนี้สิ่งที่เราพบเห็นก็คืออัตราการว่างงานของคนเหล่านี้มีค่อนข้างมาก การเรียนนิติศาสตร์ก็ดี เรียนรัฐศาสตร์ก็ดี เรียนสังคมศาสตร์ก็ดี เรียนอะไรต่าง ๆ เยอะ มันเกินกว่าตลาดความต้องการของปัจจุบันก็เกิดปัญหาความว่างงาน การที่ปัญหาในเรื่องของ แรงงานอาชีวะเรากลับขาดแคลนนะครับ แล้วก็มีปัญหาทางคุณภาพขึ้นมา ก็ต้องขอชื่นชม ที่กรรมาธิการได้หยิบปัญหานี้ขึ้นมาในการทําตรงนี้ เราดูหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีนก็ดี ประเทศเวียดนาม ซึ่งเพิ่งมาพัฒนาระยะหลังนี้เขาให้การศึกษาในเชิงของ อาชีวศึกษาค่อนข้างมากนะครับ เด็กพวกเยาวชนเหล่านี้เข้าเรียนทางอาชีวศึกษา ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นค่านิยมตรงนี้จะเป็นส่วนสําคัญ ผมมีข้อคิดเห็นอยู่ประมาณ ๕ ข้อนะครับ ที่จะให้เป็นข้อสังเกตกับทางกรรมาธิการในเรื่องนี้
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการสร้างค่านิยมในเรื่องของการศึกษาระดับ อาชีวศึกษา เรื่องนี้สมาชิกหลายท่านได้มีการพูดกันมาแล้วว่า เรื่องสําคัญอันหนึ่งที่ทําให้ การศึกษาอาชีวศึกษาไม่ได้พัฒนา หรือว่าไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรก็คือเรื่องของค่านิยม ระบบการศึกษาหลักของเรา ซึ่งมันมีอยู่ ๓-๔ เรื่องที่ผมคิดว่าเราอาจจะต้องมาพิจารณา
อันแรก คือเราควรจะมีการรณรงค์ในภาพรวมถึงเรื่องของความจําเป็น ในการศึกษาระดับอาชีวศึกษา หรือการศึกษาในเชิงของการใช้เพิ่มผลผลิตในบ้านเรา ตรงนี้ เราคิดว่าเราต้องรณรงค์ในเรื่องของค่านิยมทางการศึกษาใหม่ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ มาก ๆ ถ้าตรงนี้ไม่ผ่านเรื่องอื่นจะเป็นเรื่องยากมาก แน่นอนเรื่องนี้เราต้องใช้เวลานะครับ
อันที่ ๒ ก็คือเราคงต้องมีการณรงค์ในโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ที่จริง มันอาจจะไม่ได้เกี่ยว กรรมาธิการอาจจะว่าดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ผมว่าเรื่องสําคัญมาก เราให้การรณรงค์ในภาพรวมแล้ว การรณรงค์ในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเลือกของเด็ก ก่อนที่จะไปสู่จะไปทางไหน ถ้าให้ชี้เห็นถึงสิ่งสําคัญในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก นะครับ การณรงค์ในโรงเรียนต่าง ๆ
อันที่ ๓ ก็คือการดูในเรื่องของภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์ของการศึกษาอาชีวศึกษา แน่นอนเมื่อสักครู่นี้มันมี ๒ อย่าง คือขจัดภาพลบกับส่งเสริมภาพทางบวกของอาชีวศึกษา เมื่อสักครู่ท่านอํานวย ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้มีการพูดถึงไว้แล้วนี่ ภาพลบของเด็ก นักเรียนอาชีวศึกษาบางส่วนนี่จะทําให้ภาพของอาชีวศึกษาทั้งหมดเสียหาย ตรงนี้จริง ๆ แล้ว มันจําเป็นจะต้องมีการพูดถึงการแก้ไขอย่างชัดเจนเหมือนกัน กับอันที่ ๒ ก็คือการส่งเสริม ภาพบวก หลัง ๆ เริ่มมีขึ้นมาบ้าง เวลามีเทศกาลการหยุดมาก ๆ ก็เริ่มมีนักเรียนอาชีวศึกษา มาบําเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ มาซ่อมรถเสีย น้ําท่วมรถเสีย ตรงนี้เป็นต้น ผมคิดว่าเรื่อง การสร้างค่านิยมควรจะบรรจุไว้เป็น ๑ เรื่องของการพัฒนาเรื่องนี้ เพราะถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้เลย มันจะมีผลต่อเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะว่าถ้าค่านิยมสังคมไม่ได้เปลี่ยนจะเป็นเรื่องยากมากที่จะ เอาเด็กเข้ามา
เรื่องที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นคือเรื่องการหาความต้องการจริง ๆ ในเรื่องของความต้องการแรงงานอาชีวศึกษาของภาคการผลิตต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเราหาได้ ชัดเจนว่ามีเท่าไร มากน้อยเท่าไร ซึ่งอันนี้คงจะไม่ยากนัก คําถามนี้จริง ๆ เมื่อเราต้องการ ผลิตเท่าไรในรอบ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้รู้ว่าเราต้องการทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชย์ ภาคอิสระ หรือภาคท่องเที่ยวอะไรบ้าง ถ้าเราสามารถ ทําตรงนี้ได้ชัดเจนเราจะรู้ความต้องการ เพราะผมคิดว่าข้อบกพร่องอันหนึ่งของระบบ การศึกษาไทยที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการวางแผนว่าเราควรจะผลิตบัณฑิตในลักษณะไหน แล้วถ้าเกิดบัณฑิตตรงสาขานั้นล้นมาเราจะมีวิธีในการลดตรงนี้และไปเพิ่มตรงนี้ได้อย่างไร ฉะนั้นเราก็จะเห็นถึงการผลิตบัณฑิตรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ไปเรื่อยเลย ตามห้องเรียนที่มี ไม่ได้ดูถึงความต้องการทางตลาดจริง ๆ มันก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราหาความต้องการนี้จริง ๆ ในรอบ ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งเราจะทําแผน ๕ ปี ต้องการ อะไรเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ แล้วเราก็มีการวางแผนในการผลิตในการสร้าง บ้านเรา จําเป็นต้องสร้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้อันที่ ๒ ผมว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญอย่างมาก การที่เรามุ่งเน้นขยายมากเกินไปโดยไม่ดูถึงความต้องการของตลาดเราก็จะเจอปัญหาอีก คือการว่างงานต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ขออนุญาตจะให้ข้อคิดเห็นนะครับ
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการได้พูดเรื่องนี้แล้ว คือการปรับคุณภาพของสถานศึกษา ซึ่งจะรวมทั้งครู ทั้งอุปกรณ์ ทั้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งสถานศึกษาอะไรต่าง ๆ การปรับคุณภาพการศึกษาสําคัญ ถ้าเราดูในปัจจุบันระดับ โรงเรียนอาชีวศึกษาอาจจะมี ๔๐๐ กว่าโรง ตอนนี้เราคงต้องดูว่ามีคุณภาพดีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมเชื่อว่าจํานวนไม่น้อยที่คุณภาพยังไม่ถึงเพียงพอตามเป้าหมายที่เราวางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าอันหนึ่งถ้าเราไปผ่านดูทางชนบท ทางวิทยาลัยการอาชีพ อาจจะ ดูแล้วเท่าที่เราเห็นมีประมาณ ๑๔๐ กว่าแห่งทั้งหมดอยู่ตามอําเภอต่าง ๆ แต่ถ้าไปดูแล้ว คุณภาพของวิทยาลัยการอาชีพก็ดี การสร้างบุคลากรก็ดี ยังไม่ค่อยมากเท่าไร บางแห่ง โรงเรียน วิทยาลัยบางแห่งนักเรียนอาจจะน้อย บางแห่งสาขาต่าง ๆ ก็ไม่มาก แล้วเด็กต่าง ๆ ที่เข้าไปเรียนอาจจะมีคุณภาพต่าง ๆ ในแวดวงของยาเสพติดค่อนข้างจะรู้เลยว่าถ้าบุคลากร เหล่านี้อาจต้องเพ่งเล็งเป็นพิเศษทั้ง ๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ฉะนั้นผมคิดว่าการปรับคุณภาพ ของสถานศึกษาเราต้องไปดูให้ชัดเจนว่าตรงไหนบ้างที่เป็นจุดสําคัญที่เราจะต้องไปปรับปรุง สาขาอันใดที่มีความต้องการของตลาดมากแต่ว่าการผลิตเราไม่สามารถผลิตได้ เพราะว่า ทั้งคุณภาพครูหรือคุณภาพหลักสูตรไม่มี เราจะเพิ่มประการใด เราคงต้องจัดลําดับความ เร่งด่วนของการพัฒนาสาขาที่ต้องการแล้วก็ขาดแคลน
เรื่องที่ ๔ สําคัญอันหนึ่งก็คือถ้าเราพูดถึงในเรื่องของการพัฒนา ในระยะหลัง เท่าที่เราสดับตรับฟังแล้ว การพัฒนามันจะมีระดับต่าง ๆ ระดับชาติ ระดับกลุ่มจังหวัด ระดับ ท้องถิ่น แล้วก็ตรงส่วนเหล่านี้ผมคิดว่าในการส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาเรื่องอาชีวศึกษา มีความจําเป็นอย่างมากที่จะต้องลงไปถึงระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด หรือระดับท้องถิ่น เพราะที่จริงแล้วการศึกษาใดที่มีการวางแผนจากส่วนกลางแล้ว วางแผนบางทีมันจะ ไม่สอดคล้องกับสภาพความจริง แต่ละจังหวัดหรือแต่ละกลุ่มจังหวัดจะมีความต้องการ แรงงานอาชีวะต่างกัน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อเราดูอันนี้ความต้องการ หมดแล้ว ความต้องการทั้งหลายมันควรจะแยกย่อยออกมาเป็นระดับจังหวัด ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น หรือกลุ่มจังหวัดเท่าไร เวลาเราวางแผนปรับคุณภาพ เราวางแผนคุณภาพ ปรับตรงนั้น แล้วพอโยงมาท้องถิ่นเราจะเอาภาคีร่วมต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อสักครู่ที่ท่านอํานวย ได้พูดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ท้องถิ่นหรือภาคเอกชน ซึ่งภาคเอกชน จะมีทั้งเจ้าของโรงงานก็ดี เจ้าของประกอบการก็ดี แล้วแต่นะครับ ๔ ส่วนเหล่านี้จะทําให้การวางแผนของอาชีวศึกษาถ้าเราลงถึงท้องถิ่นจริง ๆ หรือเจาะจริง ๆ จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น และเด็กที่มีการผลิตขึ้นในพื้นที่เหล่านั้นเขาก็ใช้ประโยชน์หรือว่าสร้าง ความเจริญให้กับท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ที่จะเป็นการวางแผนรวมทั้งหมดระดับชาติ แล้วพอไปถึง เขาไม่มีแรงงานหรือไม่มีงานต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าความจําเป็นในการกระจายอํานาจลงไป ถึงการทํางานระดับท้องถิ่นหรือจังหวัดเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ซึ่งผมคิดว่า ณ ขณะนี้ เท่ากับว่าทุกจังหวัดหรือทุกกลุ่มจังหวัดมีการทําแผนความต้องการในเรื่องทางด้านการศึกษา ทางอาชีวศึกษา ขณะเดียวกันเราก็จะปรับปรุงสถานศึกษาที่อยู่ในจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีวศึกษาก็ดี วิทยาลัยการอาชีพก็ดีให้มีความทันสมัย แล้วก็มีความต้องการ ของท้องถิ่นจริง ๆ ถ้าเราสามารถกระจายลงได้ตรงนี้ขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์อย่างมากเลย
และสุดท้ายเรื่องหนึ่งคือการสร้างแรงจูงใจ การสร้างแรงจูงใจ สร้างหลักประกัน ให้เห็นว่าเส้นทางสายนี้เป็นเป็นเส้นทางที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือสังคม หรือเยาวชนควรจะ เลือกเดิน ไม่ใช่ว่าผลิตไปแล้วเรื่องการงานต่าง ๆ ไม่รู้จะไปอย่างไรต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องของ การให้ทุนการศึกษาก็ดีเป็นพิเศษ เรื่องของภาษีสําหรับภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการก็ดี เรื่องของหลักประกันคุณภาพที่ผลิตแรงงานเหล่านี้แล้วมีหลักประกันคุณภาพเพียงพอ ที่สามารถเข้าไปป้อนในโรงงานผลิตในพื้นที่นั้น ๆ ถ้าเราทําได้ขนาดนี้ ผมคิดว่าระดับอาชีวศึกษา ของเราในรอบ ๔-๕ ปีมันสามารถจะเป็นไปได้ ถ้าเราทําได้ตรงนี้ในรอบ ๕ ปีแล้วต่อไปเราก็ อาจจะวางแผนต่อว่าถ้าจะปรับทิศทางการศึกษาของชาติต่อไปจะเป็นอย่างไร ขออนุญาต ให้ข้อเสนอแนะกับทางกรรมาธิการเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณท่านเลขาธิการเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ค่ะ ต่อไปจะเป็นท่านสุดท้าย ขอเป็นท่านสุดท้ายด้วยตัวเอง คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มานําเสนอด้วย ๒๕ ภาพ นะคะ ถ้าท่านบริหารเวลาได้ภาพละครึ่งนาทีท่านก็จะอยู่ได้ประมาณ ๑๐ นาที ขอบคุณค่ะ
จะพยายามบริหารครับ ผมอยากกราบเรียนว่า เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคีนี้เป็นหัวใจ เป็นความหวังของประเทศ ถ้าเราไม่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปแล้วผมคิดว่าเราจะตามไม่ทัน ในหลายประเทศ ผมขอสไลด์ (Slide) ภาพแรกครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นรูปองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า กับปัญจวัคคีย์ เมื่อ ๒๕๕๙ ปีมาแล้วโลกได้อุบัติสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา พระองค์ตรัสรู้ แล้วก็คิดว่าจะเผยแพร่ธรรมะดีไหม แต่ในที่สุดท่านก็คิดว่าต้องเผยแพร่ แล้วท่านก็นึกถึง ปัญจวัคคีย์ ก็ทราบว่าปัญจวัคคีย์ที่เคยอยู่ร่วมกันมา ศึกษาร่วมกันมาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่านก็เสด็จไปที่ป่านั้น แล้วก็แสดงธรรมธัมมจักกัปปวัฒนสูตร ผมมั่นใจว่าเป็นการสอนครั้งแรก ของโลก เมื่อมีการสอนแล้วมันก็เข้าตําราที่ท่านเคยตรัสไว้ว่าบัวมี ๔ เหล่า แยกประเภทแล้ว พอตรัสธรรมธัมมจักกัปปวัฒนสูตร ก็คือมรรคมีองค์ ๘ สรุปได้ ๓ คํา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ําเดือน ๘ หรือเรียกว่า อาสาฬหบูชา ซึ่งจะมาอีก ๒ เดือนข้างหน้า ทันที ที่แสดงธรรมจบ พระโกณฑัญญะบรรลุโสดาบันแล้วขอบวชเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา ในปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ องค์นี้ยังตรัสรู้ไม่พร้อมกันเลย วันที่ ๒ ท่านก็จะต้องสวดแสดงธรรมอีก อนัตตลักขณสูตร ท่านโกณฑัญญะ ท่านวัปปะ ฟังแล้ว แรม ๑ ค่ํา ก็เป็นพระอรหันต์ ไล่มาแต่ละองค์ องค์ละ ๑ วัน ท่านก็ต้องแสดงธรรมถึง ๔ ครั้ง อันนี้จะเห็นว่ามนุษย์ปัจจุบัน ก็เป็นเช่นนั้น มีตั้งแต่สามารถพัฒนาได้จนถึงพัฒนาไม่ค่อยจะได้ รูปที่ ๒ ครับ เห็นไหม เมื่อสักครู่นี้เป็นรูปปัญจวัคคีย์ แต่งกายอาจจะไม่สุภาพในสายตาโดยทั่วไป แต่พอทันที ที่ได้รับรสพระธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็จะเรียบร้อยเมื่อบวชแล้ว อันนี้ก็สะท้อน ให้เห็นว่าอาชีวศึกษาที่ท่านพูดก็เหมือนกัน ก่อนที่จะเข้าเรียนเขาอาจจะไม่มีความรู้ ต่อมา เมื่อมีความรู้เขาก็สะสวยขึ้น เป็นเรื่องธรรมดานะครับ
ต่อไปครับ จาก ๒๕๕๙ ปีแล้วมาถึงประเทศไทย ถ้านับจากประเทศไทย ตั้งแต่กรุงสุโขทัย เรื่อยมาอยุธยา ลพบุรี กรุงธนบุรี ท่านจะเห็นว่ามีการก่อสร้างมากมาย ศิลปวัฒนธรรมเยอะมาก นั่นคืออะไร ก็อาศัยช่าง ช่าง ก็เราเรียก อาชีวะ ปัจจุบันนี้ แต่ผมจะกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถึงปัจจุบันเลยนะครับ ไล่เรื่อย มาถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานช่าง ท่านเห็นไหมครับ ท่านเห็นแล้ว ขนลุกไหมครับ ผมเห็นแล้วขนลุก พระองค์ออกแบบทําด้วยพระองค์เอง องค์เดียวเลย จนในที่สุด เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ก็มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า พระองค์ ทรงเป็นพระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย ผมน้อมนํารูปนี้มาเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาคลื่นความถี่ ๘๗.๕ และทีวี (TV) ของรัฐสภา ได้เห็นว่า พระองค์ทรงสนพระทัยงานช่าง ผมไปอ่านประวัติศาสตร์แล้ว ท่านสนพระทัยตั้งแต่ ท่านยังเรียนอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ไม่มีเวลานะครับ ทีนี้มีคนกล่าวขานกันมากว่า ต้นแบบของอาชีวศึกษานี้ไม่มีใครเกินประเทศเยอรมนีเลยนะครับ ผมก็ไปศึกษามานะครับ ก่อนที่จะเข้าเรื่องของประเทศเยอรมนี ในหลวงท่านทรงมีพระราชดํารัสว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ผมคิดว่าอันนี้มีมาแต่โบราณเลย ไม่มีใครคิดเลยนะ แล้วพระองค์ก็มารวบรวม แล้วก็บอก ใช่ ถ้าไม่เข้าใจนี้ผมคิดว่าทําอะไรไม่ได้ เหมือนถ้าผมไม่เข้าใจ ผมมายืนอภิปราย ไม่ได้ ผมทําการบ้านมา ๒-๓ วัน แล้วเดี๋ยวท่านจะเห็นว่าผมทําการบ้านอะไรมาบ้างนะครับ มันจะต้องเข้าใจและเข้าถึง เข้าไปทํา ไม่ใช่เข้าใจแล้วก็เออทําไปเถอะ ไม่ได้นะครับ แล้วก็ พัฒนา อันนี้ผมเคยกราบเรียนว่าเป็นที่มานะครับ
ต่อไปก็เข้าเรื่องของที่เราจะคุยกันในเรื่องทวิภาคีของประเทศเยอรมนีนะครับ ท่านเห็นแผนที่กราฟ (Graph) กลม ๆ ไหมครับ สีเหลือง ๆ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ของคนเยอรมัน ทั้งประเทศเป็นทวิภาคี แล้วท่านเชื่อไหมว่าประเทศเยอรมนีพัฒนาก้าวไกลมากเลยนะครับ มีอันสกิล (Unskill) คือไม่มีความรู้ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ จบมหาวิทยาลัยเพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ทางขวามือ ตรงบ่ายโมง แล้วตรงบ่ายสองโมงนี้นะครับเป็นอาชีวศึกษาสาขาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทวิภาคี ก็จะเห็นว่าอาชีวศึกษาระบบดูอัลซิสเต็ม (Dual System) ของประเทศเยอรมันถูกกล่าวขานกัน มานานเป็น ๑๐๐ ปีว่าเป็นแบ็กโบน (Backbone) เป็นแรงงานสําคัญของประเทศเยอรมนี ที่เจริญมาได้ทุกวันนี้ และการทําดูอัลซิสเต็ม (Dual System) นี้ผมไปดูมาหลายครั้ง เมื่อครั้ง ผมเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาฝีมือแรงงานอยู่ ๔ ปี ผมไปประเทศเยอรมันหลายครั้งนะครับ แล้วก็ไปประเทศญี่ปุ่นด้วยที่ก๊อปปี้ (Copy) มานะครับ
สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ในประเทศเยอรมนี ภาพอันนี้จะเห็นเลยว่า สีเขียว ๆ นี้เป็นทวิภาคี สีแดง ๆ นั้นเป็นอาชีวศึกษาแบบอื่น คือจบมหาวิทยาลัย นิดเดียวนะครับ หมายถึงว่าถ้าไม่จบมหาวิทยาลัยแล้วฉันทํามาหากินไม่ได้ ไม่ได้เป็นคน ไม่ได้ ไม่ใช่เป็นคน ไม่ใช่ เขาทํางานจริงจังนะครับ ต่อไปครับ ผมอยากกราบเรียนว่าในประเทศ เยอรมนี ถ้าพอคุณจบเกรด ๑๐ (Grade 10) ย้อนกลับไปนิดนะครับ แล้วเขาจะให้นักเรียน ไปพบครูแนะแนว เมื่อหลังจากตกลงกันแล้ว เด็กก็จะเลือกว่าหลังจากเกรด ๑๐ (Grade 10) ไปแล้วเขาสนใจจะเรียนอาชีพไหม หรือจะเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าเมื่อไรเขาคิดว่าเขาจะไปเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัย ไปเป็นเลกเชอเรอร์ (Lecturer) หรือไปเป็นนักวิจัย เขาก็จะเลือก เข้าเรียนมหาวิทยาลัย จบปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วไปทําวิจัย แต่ว่าไม่ได้หมายถึงว่า จบอาชีวศึกษาแล้วทําวิจัยไม่ได้นะครับ ประเทศไทยนี่เด็กจบ ปวส. ที่ผมเคยอภิปรายไปแล้ว บริษัท ฮอนด้า ล็อค ไทย จํากัด สามารถคิดเรื่องกุญแจแล้วน้ําเข้าไม่ได้ กุญแจมอเตอร์ไซค์ นะครับ จบแค่ ปวส. ประเทศไทยนี่เองนะครับ แล้วเมื่อเขาทําอย่างนี้แล้ว เรียนอย่างนี้แล้ว เขามีงานทําทันที เพราะเมื่อเขาจะรับ เขารับร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษากับสถาน ประกอบการร่วมกันว่าจะคัดเด็กอย่างนี้ ๆ มาเข้า กลุ่มนี้ฉันเอา กลุ่มโน้นเธอเอา ตามที่เขา กําหนด
ต่อไปอาชีวศึกษาในประเทศไทยบ้าง ตัวเลขก็คือว่าอันนี้เป็นข้อมูลเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ผมไปเอามาจากสํานักงานการอาชีวศึกษา มีสถานอาชีวศึกษา ๙๑๐ แห่ง มีนักเรียนที่อยู่ในท่อนี้หลายแสนคน แล้วไปแยกออกเป็นวิทยาลัยเทคนิค ๑๒๕ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคนิคที่ผมเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาแต่โบราณ และปัจจุบันก็ยังเจ๋งอยู่ คือวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เดี๋ยวนี้เป็นสถาบันราชมงคลไปแล้วกระมัง นี่ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ นี่สุดยอดของอาชีวศึกษาตั้งแต่โบราณกาลมานะครับ เดี๋ยวนี้ก็ยังสุดยอดอยู่นะครับ แล้วก็จะมีของเอกชน ๔๘๔ แห่ง ปี ๒๕๕๘ ท่านจะเชื่อหรือไม่ว่า เด็กจบ ปวช. ๑๙๗,๑๙๘ คน จบ ปวส. ปีที่แล้ว ๑๙๒,๘๗๘ คน มากนะครับ แล้วยังอยู่ ในท่ออีกนะครับ ที่ยังเรียนอยู่ปี ๑ ปี ๒ นะครับ ปวส. ก็ยังเรียนอยู่ปี ๑ ปี ๒ นี้ยังอีกเยอะ เสร็จแล้วผมอยากจะเรียนว่าอาชีวศึกษานี้ต้องใช้คําว่า สร้างชาติ แน่นอน แล้วผมจะพูดต่อไป ทีนี้อาชีวศึกษาในประเทศไทยนี้ท่านต้องรู้ประวัติ ก่อนจะมายืนบนนี้ได้ ก่อนที่ท่านจะมาเป็น กรรมาธิการมันต้องมีประวัตินะครับ ต้องใช้เวลานิดหน่อย เพื่อให้ประชาชนเขาได้รับทราบ ไม่ใช่เรามาพูดทวิภาคี คนที่มันอยู่บ้านนอก ขอโทษนะครับ เขาเรียกอะไร กําลังทําโน่น ทํานี่ อะไรก็แล้วแต่จิปาถะเขาก็ไม่ทราบ ทุกครั้งที่ผมอภิปรายผมต้องปูพื้นฐานเสียก่อนว่า มันมาอย่างไร ประชาชนเขาฟังกันอยู่นะครับ ปี ๒๔๕๓ นี้ ประเทศไทยก่อนเปลี่ยนแปลง การปกครอง ขอความเมตตาท่านประธานครับ เพราะว่าผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ มีการจัดตั้งอาชีวศึกษาแห่งแรกคือโรงเรียนพาณิชยการวัดมหาพฤฒาราม เดี๋ยวนี้เป็น โรงเรียนสตรีไปแล้ว กับที่ราษฎร์บูรณะ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีร่องรอยแล้วนะครับว่าเป็นวิทยาลัย ผมอยากกราบเรียนว่าการอาชีวศึกษาในประเทศไทยนี้นะครับ ถ้าเอาแบบไม่เป็นรูปแบบ ที่เป็นโรงเรียน ท่านเคยไปสําเพ็งไหมครับ สําเพ็งนี่ผมว่าเป็นทวิภาคีโดยที่ไม่ใช่ชื่อทวิภาคี มานาน เตี่ยผมอยู่บ้านนอกมาซื้อของสําเพ็ง ขึ้นเรือที่ท่าเตียน ไม่มีรถหรอกครับ ไม่มี เครื่องบินนะครับ บ้านนอกจะส่งลูกมาเรียนหนังสือนะครับ โดยเฉพาะโรงเรียนพาณิชย์นี้ ส่งมาอยู่กับเถ้าแก่ในกรุงเทพมหานคร ก็มาอยู่แถว ๆ สําเพ็ง เยาวราชอะไรก็แล้วแต่ ก็ครูพัก ลักจํา ทํางานไปเรียนไป โรงเรียนที่มีชื่อสมัยก่อนผมต้องขอออกชื่อสักนิดนะครับ โรงเรียน กรุงเทพการบัญชีของอาจารย์เล็ก หรือใครไม่รู้จัก ถ้าไม่รู้จักอาจารย์เล็กนี่นะครับ ผมคิดว่า ท่านไม่ใช่เป็นคนที่จะรู้เรื่องอาชีวศึกษานะครับ แล้วหลังจากนั้นก็มีวิทยาลัยเทคโนโลยี ตั้งตรงจิตรพณิชยการ วิทยาลัยบพิตรพิมุข พาณิชย์พระนคร หน้าทําเนียบรัฐบาล เรื่อยมา นี่คือประวัติของอาชีวศึกษา แล้วก็มีโรงเรียนเกษตรกรรม แม่โจ้ ตัวอย่างยังมีอีกเยอะ ท่านคงทราบแล้ว แต่ผมอยากกราบเรียนว่าอาชีวศึกษาประเทศไทยไม่ใช่มีประเดี๋ยวประด๋าว นะครับ มีมานาน เผลอ ๆ ก่อนประเทศเยอรมนีด้วยซ้ํา แต่เราพัฒนาแบบไทย ๆ ครับ ไปแบบไทย ๆ
ต่อไปครับ อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าในโลกนี้เขามีการแข่งขันฝีมือ แรงงานนานาชาติ ๒ ปี ๑ ครั้ง เมื่อผมเป็นอธิบดีก็พาเด็กไปแข่ง นายสิงห์คํา สุขอุดมสินโรจน์ ท่านรู้ไหมว่าจบแค่ประถม แต่เป็นเด็กจังหวัดตากอยู่บนที่ราบสูง ที่สูงนะครับ เอามาฝึกปรือ ๒ ปี พาไปแข่งฝีมือนานาชาติ ได้เหรียญทองช่างเชื่อม ท่านครับ ช่างเชื่อมเป็นราชินีแห่งช่าง นะครับ หรือท่านไม่เชื่อผม ในร่างกายท่าน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา แว่นตา รถยนต์ ร้อยแปดจิปาถะ ถึงจรวด มีการเชื่อม ทั้งนั้น จะเชื่อมมากเชื่อมน้อย เพราะฉะนั้นวิชาช่างเชื่อมเป็นวิชา ผมเรียกว่า ราชินีแห่งช่าง ในประเทศซาอุดีอาระเบียหรือในตะวันออกกลางท่านรู้ไหมว่าช่างเชื่อมไทยทั้งนั้นนะครับ มีฝีมือ ช่างเชื่อมไทยนะครับ เมื่อเขาได้ที่ ๑ มาแล้ว เหรียญทองมาแล้ว เราก็เอาไปเป็นครูฝึก อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก บัดนี้ระบบราชการก็รักษาเธอไว้ไม่อยู่ นายสิงห์คําก็ออกไปประกอบ อาชีพอิสระ ส่วนนางสาวอรสา สมสิทธิประสงค์ ก็คนบ้านนอก ขอประทานโทษ อยู่ชนบท เอามาฝึกปรือไว้ที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่งไปทําเวิลด์สกิล (World Skills) แข่งกันทั่วโลก เมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ที่ ๑ มา คราวนี้ทุกคนมาจองตัว แต่เธอก็บอกว่า เธอไปสตาร์ตอัป (Startup) เป็นเจ้าของกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า ผมยกตัวอย่างเลยว่าไม่ต้อง ศึกษาในระบบ ๒ คนนี้ไม่ได้ศึกษาในระบบ แต่เราเอามาฝึกปรือ นี่คือคนไทย คนไทยนี่เก่ง ผมยืนยันนะครับ เพียงแต่เราจะฝึกอบรมเขาดีไหม ต่อมาเป็นระบบแล้วดูอัลซิสเต็ม (Dual System) ในประเทศไทย ครั้งแรกในประเทศไทย คือมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๒๐ เขียนไว้อย่างนี้เลย ขอเวลานิดหนึ่ง การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรม วิชาชีพให้จัดในสถานศึกษาของรัฐและสถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการมาแล้ว สถานประกอบการหรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการกับสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่เราก็ขยิบขยับ แล้วเดี๋ยวผมจะพูดถึง เมื่อสักครู่เพื่อนบอกว่าสถาบันไทย-เยอรมัน ที่หายไปมันไปอยู่ที่ไหน ต่อมามีพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ คราวนี้ไม่เป็นอีแอบแล้ว มาตรา ๘ บอกว่า การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพให้จัดได้โดยรูปแบบดังต่อไปนี้ (๓) การศึกษาระบบทวิภาคี เห็นไหมท่าน อยู่บนจอเลยครับ เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพ ที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบันกับสถานประกอบการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผล และใช้เวลาเรียนในภาคปฏิบัติหรือทฤษฎี เขียนไว้ชัด ไม่ต้องแปลนะครับ ทีนี้ผมเรียนถามว่า อาชีวศึกษามันมีหลายสาขามากนะครับ ตั้งแต่ช่างเชื่อม ช่างกล ช่างก่อสร้าง ร้อยแปด การเกษตรก็ถือว่าเป็นอาชีวศึกษา เครื่องมือที่ผมนํามาเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ตัวนี้นะครับ มันเป็นเครื่องมือสําหรับการทํางาน ก่อนจะทํางานได้ท่านต้องเอาไปทดลองว่า เครื่องยนต์กลไกนี้มันใช้ได้ไหม มันสอดคล้องต้องกันไหม เช่น ยกตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ถ้าท่านเอา น้ําบรรจุขวด ถ้าบรรจุด้วยมือมันไม่สะอาด เขาก็เอาขวดนี้เรียงไปตามสายพาน พอมาถึงปุ๊บ ฉีดน้ําลงไป จะเป็นน้ําอะไรก็แล้วแต่ น้ําส้ม น้ําอะไร เสร็จปุ๊บ ขยับไปปิดฝาขวด พอปิดเสร็จ ปิดตรายี่ห้อไหน แล้วก็เลื่อนไป ลงอะไรรู้ไหมครับ ลงในกล่อง พอลงจากกล่องปุ๊บ พับเรียบร้อยขึ้นรถเลย มันต้องใช้วิชาเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) คือใช้อะไรรู้ไหมครับ ใช้คอมพิวเตอร์กับเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) มาผสมกัน เพราะฉะนั้นการทํางานของ ระบบโรบอต (Robot) อะไรต่ออะไรมันจะต้องเป็นระบบ ถ้าท่านไปดูโรงงาน ผมดูมาชั่วชีวิต จนปลดเกษียณ ดูมาเยอะ
เครื่องมือต่อไปครับ นี่เป็นรถยนต์ต้นแบบที่เรียนอยู่ในสถาบันอาชีวศึกษา ท่านต้องมีรถยนต์ต้นแบบให้เขาดูว่าเครื่องจักร เครื่องยนต์กลไกมันทํางานอย่างไร รถยนต์ มันมี ๑. ระบบเครื่องยนต์ ระบบเบรก (Brake) ระบบเกียร์ (Gear) และคลัตช์ (Clutch) ระบบการส่งบํารุง ระบบพวงมาลัย ใหญ่ ๆ ต้องรู้ ถ้าไม่รู้นี่จะบอกว่าจบช่างยนต์ ช่างกล ต้องกลับออกไปเรียนใหม่นะครับ นี่ผมไปเรียนมาแล้ว ไปดูมาแล้ว ก็อยากจะบอกว่า มันมีความจําเป็น
รูปต่อไปครับ ผมพูดถึงรัฐมาเยอะแล้ว ผมคิดว่าของรัฐนี่ดี ๆ เยอะมาก พรรณนาไม่จบทั้งวัน มาดูของเอกชนครับ อันนี้ผมเคยไปเป็นประธานเปิดคอนเทสต์ (Contest) ขึ้นมา แข่งขันทั่วประเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า กินนอนเสร็จ อยู่ถนนสุวินทวงศ์ เรียนแล้วจบมีงานทําทันทีเลย รับปีละ ๒๕๐ คนนะครับ ท่านไปดูพรุ่งนี้ ก็ได้ แล้วผมอยากให้ท่านไปดู เขาเปิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ซึ่งผมคิดว่าในสายตาผมนี่จัดได้ดี นะครับ ถ้าเป็นไปได้ผมติดต่อได้ จะเรียนเชิญท่านกรรมาธิการไปดู แล้วท่านจะเห็นเลยว่า มีหอพัก มีที่นอน มีโรงอาหาร ทุกอย่างเพรียบ นี่บริษัทโตโยต้า ถ้าไม่เชื่อท่านถามท่านหนึ่ง ที่อยู่โตโยต้ามาเก่า สปท. กับเรานี่นะครับว่าจริงไหมนะครับ
ต่อไปครับ พี่ประมนต์นะครับ อันนี้สําคัญมาก ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการ ร่วมกันดูกับผมนะครับ ผมใช้เวลา ๒-๓ วันในการคิดแผนภูมินี้นะครับ แผนภูมินี้ผมอธิบาย ให้ท่านฟังนิดหนึ่งว่าคืออะไร แผนภูมินี้ก็คือว่าถ้าท่านเอาแผนภูมินี้ท่านอธิบายได้เลยว่า ท่านจะทําระบบอาชีวะแบบไหน ประสบความสําเร็จหรือไม่ เส้นซ้ายมือ ระดับความรู้ ผมก็ ตั้งเป้าตั้งแต่ ๐ ไม่รู้เลย จนถึง ๑๐๐ เส้นแนวนอน คือ พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมว่า พ.ศ. ๒๕๐๐ ในตอนนั้นคนไทยยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรในเรื่องของการศึกษานักนะครับ ก็ตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ปี ๒๕๒๐ ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๗๐ จนถึงปี ๒๕๘๐ ถามว่าผมใช้ พ.ศ. ๒๕๘๐ ทําอะไร เพราะว่ารัฐบาลท่านกําลังจะมียุทธศาสตร์ ๒๐ ปี พอ ๒๐ ปีนับตั้งแต่ วันนี้ไป มันไปชน พ.ศ. ๒๕๗๙ เผื่อเหลือเผื่อขาด เอาสักปีหนึ่ง เส้นขวามือนี่ผมก็ต้อง อินเทรนด์ (Intrend) หน่อย ประเทศไทย ๑.๐ เกษตรกรรม ประเทศไทย ๒.๐ อุตสาหกรรมเบา ประเทศไทย ๓.๐ อุตสาหกรรมหนัก ๔.๐ นวัตกรรม คือจะต้องทําอาร์แอนด์ดี (R&D) ผมอธิบายต่อไป เส้นวิ่งปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ ให้มันเคลื่อนไหวได้ ท่านจะได้ไม่ง่วง เหมือนผมก็ กําลังจะง่วงนี่ครับ ขอประทานโทษอีกนิดเดียวท่านครับ มันเป็นประโยชน์จริง ๆ นะครับ เส้นที่วิ่งเป็นลูกศรนี้นะครับ ผมอยากจะบอกว่าถ้าเราคิดว่าอันสกิล (Unskill) มันมีความรู้ ประมาณ ๑๐ เดียว นี่ตัวอย่างนะครับ หมายถึงว่าสมมุตินะครับ พอถามว่าจะพัฒนาคนไป เซมิสกิล (Semi-skill) ก็สมมุติว่ามันมีความรู้ระดับ ๓๐ พอไปเป็นสกิล (Skill) ประมาณ ๔๐-๕๐ โดยประมาณ มันวิ่ง ดูสิมันวิ่งนะครับ ท่านเห็นไหมครับ มันเคลื่อนไหวได้ พอไปถึงช่างเทคนิเชียน (Technician) มันน่าจะขึ้นไปถึง ๖๐ พอขยับไปเป็นเทคโนโลจิสต์ (Technologist) มันน่าจะถึง ๘๐ แล้วผมไม่เชื่อมันถึง ๑๐๐ ต้องใช้เวลา ผมก็เทียบเคียงว่า ถ้าถึงเป็นเทคโนโลจิสต์ (Technologist) มันคิดอะไรด้วยตัวเอง มันน่าจะถึง ๔.๐ ได้แล้ว แล้วมันจะนําไปสู่สตาร์ตอัป (Startup) ได้แล้ว ผมมีข้อเสนออันนี้มีข้อเสนอให้กรรมาธิการ ลองไปคิดดู อย่าเพิ่งเชื่อตามผมนะครับ แล้วประชาชนที่ฟังอยู่บ้านก็อย่าเชื่อตามผมนะครับ
๑. ต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าแต่ละปีควรมีนักศึกษาในระบบทวิภาคีในแต่ละ ระดับจํานวนเท่าไร จะจบเท่าไร แยกตามพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคต่าง ๆ นะครับ ถ้าท่านไปเอาโรงเรียนแถวจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วบอกทวิภาคี สถานประกอบการเกือบจะ ไม่มีเลย ก็ลําบากนะครับ แล้วจะต้องบอกเลยว่าสาขาไหนบ้าง ให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เสนอ ลอย ๆ ว่าจะต้องเอาโรงเรียนจาก ๑๐๐ แห่ง เป็น ๒๐๐ แห่ง ไม่ใช่ครับ ถ้าถามผมนะ มันต้องมีเริ่มจากอินพุต (Input) เอาต์พุต (Output) คือถ้าฝึกมันต้องมีเอาต์คัม (Outcome) แล้วก็ออกไปทํางานได้นะครับ
๒. ต้องเตรียมบุคลากรทางการศึกษาให้พร้อมสําหรับการสอนในระบบทวิภาคี ที่ผมพูดเรื่องนี้ก็คือว่าถ้าอาจารย์ไม่เคยสอนในระบบทวิภาคี ผมว่าลําบาก ในสาขาต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างก็ได้ว่าวิชาชีพที่เขาจะต้องเบดไซด์สตัดดี (Bedside Study) คือแพทย์ ใครที่จบ แพทย์ที่นี่เขาก็ต้องเรียนกับอะไร คนป่วย ถูกไหมครับ เรียนกับศพครูใหญ่นะ อันนี้ก็เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ที่นี่ก็จะต้องไปมีการอบรม ๑. มีความรู้ในเชิงวิชาการแน่น ๒. ต้องเข้าใจว่าทวิภาคีคืออะไร ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบนายจ้างคนนี้ ผมไม่อยากร่วมมือด้วย อย่างนี้ไม่ได้ ๓. ครูสําคัญที่สุด ครูต้องมีจิตวิญญาณที่จะเป็นครูนะ ผมไม่มั่นใจว่า จิตวิญญาณครูเดี๋ยวนี้มันยังมีครบไหม ถ้าไม่มีจิตวิญญาณของการเป็นครู ทวิภาคีอย่างไร ก็ไปไม่ได้ ผมไม่บังอาจที่จะไปทํามะพร้าวห้าวไปขายสวน ขอฝากท่านกรรมาธิการไปแล้วกัน แถมอีกนิดหนึ่งนอกจากมี ๓ ข้อนี้แล้ว ข้อที่ ๔ ต้องมีปัจจัยคือเงิน คือไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ ตั้งแต่เครื่องมือที่ราคาเป็นร้อย เมื่อสักครู่ตัวเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) กับซีเอ็มซี (CMC) ท่านรู้ไหมตัวละ ๑๑ ล้านบาท ผมเคยซื้อเมื่อเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผลิตชิ้นงานได้เลย แล้วผมไปดูบริษัทเบนซ์ (Benz) ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลิตชิ้นงานให้เลยแล้วก็คิดเงิน
ต่อไปครับ อันนี้มาถึงประเทศไทยหน่อย ประเทศไทยเราเป็นประเทศกสิกรรม พื้นฐาน ประชาชนส่วนใหญ่เป็นประเทศกสิกรรม เราจะปล่อยให้ปลูกข้าว ปลูกพืชธัญญาหาร อย่างนี้หรือครับ แล้วก็ขายได้ราคาถูก ผมคิดว่าต้องก้าวไปอีกก้าวหนึ่งแล้วว่าจะทําอย่างไร ถึงได้แอดเดรสแวลู (Address Value) เข้าไปให้เป็นระดับเวิลด์คลาส (World Class) ได้ ในอนาคตเกษตรกรไทยนะครับ ผมยกตัวอย่างเลย ฟาร์มเมล่อนพันธุ์ดีที่สุดในประเทศไทย นี่เลยครับ ปลูกแบบอะไรรู้ไหมครับ คอนโทรล (Control) อุณหภูมิความชื้น ซ้ายมือท่าน เห็นไหมครับ คอนโทรล (Control) ปุ๋ยทุกอย่างนะครับ หรือเราเรียกว่าระบบอีแวปอเรต (Evaporate) ไก่เขาก็เลี้ยงด้วยคอนโทรล (Control) อยู่แบบนี้นะครับ ทํานองอย่างนี้ครับ แล้วขวามือคือผลผลิตออกกันยั้วเยี้ยเลย ท่านดูไว้แล้วกันนะครับ ขยายได้ไหมครับ จะเห็นเลยว่า ออกกันยั้วเยี้ยเลย แล้วสวยงาม นี่ส่งไปขายได้นะครับ ท่านอาจจะไม่รู้ว่านี่ฟาร์มของใคร ขอภาพต่อไปครับ นี่เลยเจ้าของฟาร์มนั่งอยู่ตรงนั้น ผมไม่บอกคนนั้นชื่ออะไร บอกเสียหน่อย ก็ดีท่านครับ เดี๋ยวหาว่าผมไม่มีความรู้ คือท่านเป็นรองประธาน สปท. ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เมื่อวานท่านไลน์ (Line) เข้าไปในไลน์ (Line) ผมได้จังหวะเหมาะเลยกําลังหาอยู่ ก็เลยไลน์ (Line) ไปบอกท่านว่าขอรูปหน่อย ท่านเอาเฉพาะที่คลุม ๆ พลาสติกขอรูปท่านหน่อย ท่านไม่รู้หรอก แล้วผมก็ไม่บอกท่าน จนเดี๋ยวนี้ผมยังไม่ได้บอกท่านว่าผมจะเอามาทําอะไร ต้องขอประทานอภัยท่านอลงกรณ์
ภาพต่อไปครับ นี่คืออะไรครับ ของแท้ ๆ ผมกราบเรียนว่านี่คือของแท้เอามา ให้ท่านดู นี่คือแตงลูกละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ลูกนี้เกือบ ๓,๐๐๐ บาทคิดเป็นเงินไทย ผมอยากให้ทีวี (TV) ซูม (Zoom) มาตรงนี้เลย นี่คือตราเขาเลย ตราของบริษัทนี้เลยนะครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น ด้านหลังบอกเลยว่ามีคุณค่าอาหารอะไรบ้าง ผลิตเมื่อไร ผลิตที่ไหน ระบบ อะไรนี่ครับ แล้วถามว่าผมเอามาทําไม ผมอยากกราบเรียนว่าผมไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก ไปอยู่กับเกษตรกรเขา ปี ๒๕๑๗ นะครับ ผมไม่ได้ไปคนเดียว ไปกับหลายคน เป็นอดีต อธิการบดีก็มีนะครับ และอาจารย์ก็มี แตงไทยบ้านเขาแข็งกระด้าง กินไม่ได้ สู้แตงไทย ประเทศไทยไม่ได้เลย ผมไม่กินเลยและผมก็ทิ้ง จากวันนั้นถึงวันนี้ประเทศญี่ปุ่นพัฒนา แตงไทยเป็นอย่างนี้แล้ว แล้วขายไปทั่วโลกราคาแพงนะครับ ที่ผมต้องเอาหนังสือพิมพ์ อะไรต่ออะไรห่อมันก็คือมันต้องแพกเกจจิง (Packaging) ดี เขาแพกเกจจิง (Packaging) มาแล้ว แต่ผมกลัวมันช้ําเพราะของมันแพงครับ แล้วผมก็เอามาเป็นตัวอย่างให้ท่านเห็นว่า เราทําได้ ทําไมเราจะไม่ทําเกษตรกรไทยให้ไปสู่เวิลด์คลาส (World Class) ละครับ ผมอยาก กราบเรียนว่ารูปเหล่านี้อะไรต่ออะไรเหล่านี้ ผมพร้อมที่จะให้ท่านกรรมาธิการเอาไปใช้ เป็นประโยชน์โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์นะครับ แล้วผมอยากกราบเรียนต่อไปว่าเราจะทําอย่างไร ถึงให้เกษตรกรเมื่อจบไปแล้วเขาไม่ต้องกลับไปอยู่โรงงาน ให้เขาไปทําด้วยตัวเขาเอง ถ้าทําด้วยตนเองมันก็จะมีลักษณะของการส่งเสริมเป็นระบบ แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะทําอย่างนี้ กระทรวงศึกษาธิการทําคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ผมอยากกราบเรียนว่าทุกภาคส่วนของ ประเทศไทยต้องร่วมกัน โดยเฉพาะถ้าสาขาเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเข้ามาร่วมมือ และกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้ามาหาตลาดทําให้เป็นระบบครบวงจร ถามว่าทําให้เป็นระบบครบวงจรทําไม เพราะมันต้องมีตลาด ถ้ามันไม่มีตลาด ท่านไปปลูก ไม่ได้หรอกครับ
สุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนว่า แรงงานสร้างชาติที่ผมบอกแล้ว อาชีวศึกษา จะเข้มแข็ง เมื่อไรที่อาชีวศึกษาเข้มแข็งแล้ว ผมอยากกราบเรียนว่าชาติบ้านเมืองจะไป ข้างหน้าได้ และถ้าอาชีวศึกษาเข้มแข็ง ไม่ใช่อาชีวศึกษาอย่างเดียวนะ คนที่อยู่ประเทศไทย ที่จบ ไม่ว่าชั้นไหนแล้วเข้มแข็ง มั่นคง เขามีเงินเดือนดี ครอบครัวดี ประเทศชาติเรามันต้อง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งสโลแกน (Slogan) ไว้แน่นอน ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ตลอดจนบุญบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ จงดลบันดาลให้โครงการทวิภาคีของประเทศไทยจงเจริญครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสุรินทร์ตั้งใจเตรียมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มานะคะ พวกเราก็ได้ ดูอะไรจากสาระของท่านพอสมควร ดิฉันคิดว่าเราอภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะคะ จะปิดการอภิปรายแล้ว ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการตอบข้อชี้แจง ข้อซักถามของท่านสมาชิก เชิญท่านวิวัฒน์ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ จะขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ พลเอก พอพล ได้ตอบข้อชี้แจงสักเล็กน้อย แล้วเดี๋ยวผมจะสรุปอีกทีหนึ่ง ขอกราบอนุญาตครับ
เชิญท่านพอพลค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบคุณท่านผู้อภิปรายทั้ง ๖ ท่านที่ได้ให้ข้อมูล แล้วก็ข้อคิดตั้งแต่ท่านเลิศรัตน์จนถึงท่านสุรินทร์นะครับ ล้วนแล้วแต่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วการจัดการศึกษาแบบทวิภาคีนั้น จริง ๆ เราก็ มีทําอยู่ ปัจจุบันนี้ที่ทราบอยู่แล้วนะครับประมาณ ๑๐๐ แห่ง แต่เราคิดว่าเราจะขยายไปให้ ครบทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งเรามีประมาณ ๙๐๐ กว่าแห่ง ข้อมูลนี้ท่านชาญเวช บุญประเดิม ท่านใส่ชุดสีกากีครับ ท่านเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท่านอยู่ใน คณะทํางานของเราด้วยครับ จริง ๆ แล้วทวิภาคี ก็คือเพื่อสร้างแรงจูงใจ แล้วก็มีหลักประกัน คือหมายความว่าทั้งผู้เข้าเรียนก็มีหลักประกันว่าจบแล้วมีงานทําอย่างแน่นอน สถานประกอบการ ก็ได้รับผู้ที่สําเร็จการศึกษาไปทํางานล้วนมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นการสร้าง แรงจูงใจให้คนมาเรียนก็ตามหรือมีหลักประกันทั้งผู้เรียนกับสถานประกอบการทั้ง ๒ แห่งนี้ มันจะนําไปสู่การมีเกียรติยศไปในเรื่องของค่าตอบแทน ไปในเรื่องของภาพพจน์โดยปริยาย การที่เราจะประชาสัมพันธ์หรือการจะจูงใจต่าง ๆ สู้การปฏิบัติที่เป็นข้อเท็จจริงไม่ได้ อยากจะ เรียนอย่างนี้ครับ ผมเองเผอิญได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการตีกันของนักเรียนอาชีวศึกษา จริง ๆ อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าคนที่เรียนวิศวกรรมก็ดี คนที่เรียนอาชีวศึกษาก็ดี ล้วนแล้วแต่ เป็นคนที่มีพลังขับเคลื่อน มีไฟในตัวสูงมาก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหานักเรียนอาชีวศึกษาตีกัน โดยในเขตบางกะปิ ตอนนั้น ผมเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็ไปรับโรงเรียน ๓ โรงเรียนครับ เป็นโรงเรียนคู่อริทั้ง ๓ สถาบัน เราจับไปอยู่รวมกัน เราใช้การจูงใจ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ฟังกับเขา คุยกับเขา ล้วนแล้วแต่ละคนทุกคนไม่ได้ใฝ่ที่จะหาเรื่อง แต่ด้วยบริบทของเขา ด้วยคนอาจจะเข้าใจเขาผิด แม้กระทั่งผู้บริหารเอกชนเราคุยแล้วเราก็ สะอึกเหมือนกัน เขาบอกว่า ท่านครับ ถ้าไม่มีพวกผมรับคนเหล่านี้ ซึ่งสังคมไม่มีจุดยืนให้เขา ไม่มีที่เรียนให้เขา วิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐบาลก็ไม่ดูแลเขา ถ้าไม่มีเอกชนมาดูแลเด็กเหล่านี้ จะไปไหนก็ไม่ทราบ ขอโทษนะครับ ทั้งสิ่งยั่วยุ อบายมุขต่าง ๆ มากมายมหาศาล เรามานึก เออก็จริง เพราะในระหว่างที่ไปอบรมนั้นเอานักเรียนมาด้วย แล้วก็เอาครูอาจารย์มาด้วย เราก็ ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ก็จึงได้รับทราบว่าทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาล ในเรื่องของการดูแล เรื่องวินัย ดูแลเรื่องภาพพจน์ คือเรามองในเฉพาะมุมลบ คือผลที่เด็กเกเรแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง แล้วก็พัฒนาให้ได้จริง ๆ แล้วเด็กเหล่านี้น่ารักครับ เลยอยากจะเรียนว่า การจัดระบบทวิภาคีนั้นนอกจากเป็นการสร้างแรงจูงใจแล้ว จะเป็นหลักประกันที่แน่นอน เมื่อ ๒ สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วภาพพจน์ก็ดี เกียรติยศก็ดี ค่าตอบแทนก็ดี จะเป็นส่วนที่ตามมา จะทําให้ การอาชีวศึกษาดีขึ้นแน่นอนครับ ปัจจุบันนี้เรามีคนเรียนในระบบประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน จริง ๆ แล้วเราต้องการประมาณ ๒ เท่าหรือ ๓ เท่า ไม่พอด้วยซ้ําไปครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ท่านได้กรุณาห่วงใยถึงภาพพจน์ก็ดี ห่วงใยในเกียรติยศของเขาก็ดี ห่วงใยในค่าตอบแทนของเขาก็ดี ถ้าพวกเราไม่ได้ช่วยกัน แม้กระทั่งภาพพจน์เรื่องการปิด โรงเรียน ผมคุยกับ ผอ. โรงเรียนเอกชนบอกว่า เป็นการลงโทษผู้ประกอบการหรือครู อาจารย์ของอาชีวศึกษาเอกชน จริงอยู่ เขาต้องเอาให้อยู่ แต่ทางกลับกัน เด็กไม่มาโรงเรียน เด็กไปไหนครับ ท่านอํานวยคงตอบได้ดี หนักกว่าเก่าอีกครับ เด็กเข้ามาอยู่ในสายตาของครู ที่โรงเรียน มาบ้าง ไม่มาบ้าง ยังอยู่ในสายตา แต่พอปิดแล้วไปอีก เราก็เลยมาถึงบางอ้อ เขาพูดกับผมครับ บอกว่า ท่านผู้บัญชาการครับ ถ้าท่านปิดผมนานเท่าไร เด็กเขาไร้การ ควบคุมของเขาเลยครับ ซึ่งพ่อแม่ก็เอาไม่อยู่อยู่แล้ว ตรงนี้เองทําให้ผมได้ฉุกคิดเหมือนกันว่า การสั่งปิดโรงเรียนโดยที่ไม่ไปแก้ปัญหาต้นเหตุ มันส่งเสริมให้เขาไปตีกันนอกโรงเรียน มากยิ่งขึ้นอีกครับ จริง ๆ เป็นการลงโทษผู้ประกอบการ อันนี้ถูกต้องครับ เพราะฉะนั้น ในการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาตรงนี้ ส่วนหนึ่งคณะกรรมาธิการเราก็ได้นําตรงนี้มาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการลงโทษ หรือการใช้ยาแรง หรือการใช้ยาขนานกลาง ขนานเบา ก็แล้วแต่ ทุกส่วนมีความสําคัญเหมือนกันหมด ไม่ได้ถูกหรือผิดทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง ผมขออนุญาตขอน้อมรับก่อนที่ท่านประธานวิวัฒน์จะสรุป ผมขออนุญาตน้อมนําสิ่งที่ ทั้ง ๖ ท่านได้นําไป แล้วก็ท่านอาจารย์ประยูร ท่านอาจารย์ชาญเวช และคณะทํางาน จะได้นําไปประกอบการพิจารณาแล้วก็รายงานต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านวิวัฒน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านอาชีวศึกษาอย่างที่กราบเรียน ตั้งแต่ต้นว่า ลําพังกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเราทํางานให้ลุล่วงไม่ได้ถ้าขาดความ ร่วมมือ เพราะฉะนั้นภารกิจสําคัญนอกจากข้อคิดเห็นจากท่านทั้ง ๖ ท่านแล้ว ผมยังคิดว่า เรายังต้องพัฒนาและรองรับความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ในแผน ๕ ปีที่เตรียมเอาไว้นั้นจะต้อง ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาคพาณิชยกรรม บริการ ภาคเกษตรกรรม และภาคศิลปกรรม รวมทั้งอื่น ๆ เป็นเรื่องจําเป็นที่จะทําให้คนไทยเห็นว่าการศึกษาเพื่อสร้าง สัมมาอาชีวะนั้นมีความสําคัญยิ่งกว่าใบปริญญา งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ผมกราบเรียน ท่านสมาชิกทุกท่าน อย่างน้อยก็หลายท่านได้อภิปรายเป็นกําลังใจให้กับพวกเรา แล้วก็ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งต้องทํางานขับเคลื่อนร่วมกันในช่วงบ่ายวันนี้ก็จะมีตัวอย่างงาน ซึ่งลงไปขับเคลื่อนจริงในพื้นที่ หลังจากที่ท่านได้กรุณาอนุมัติหรือเห็นชอบให้เราส่งเรื่องไปที่ รัฐบาลแล้ว เราก็จะทํางานร่วมกับกระทรวงศึกษา ข้อเสนอของท่านทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ทําให้เราต้องประสานงานกับทุกภาคส่วนทําเรื่องการปฏิรูประบบการศึกษาแบบ ทวิภาคี ซึ่งในความหมายในรายละเอียดนั้นก็มีทั้งพหุภาคีด้วย ซึ่งมีบางท่านได้เสนอแนะ เอาไว้ ก็มีทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ก็จะนําเรื่องนี้ไปขับเคลื่อนต่อถ้าได้รับความกรุณาจาก ที่ประชุม ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่ากรรมาธิการตอบเรียบร้อยแล้วนะคะ เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษา สู่อาชีวศึกษาทวิภาคีแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันจะขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนค่ะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน นะคะ มีท่านสมาชิกกําลังทยอยกันเข้ามา
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนหรือไม่คะ ดิฉันคิดว่าสมาชิกน่าจะมาหมดแล้ว นะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๗๑ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอให้ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกทุกท่านใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ แสดงผลค่ะ มีบางท่านเพิ่งเข้ามา ตกลงเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่มีท่านใดจะขานชื่อ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๗๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๗๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี ค่ะ
ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษา ทวิภาคีแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ
จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะคะ ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ และผู้มาชี้แจงทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านวิทยาเชิญค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๔๒ ขอเวลาเพื่อนสมาชิกในสภา คงไม่ยาวนะครับ มีเรื่องที่จะหารือ กับท่านประธานสภา แล้วก็เพื่อนสมาชิกทั้งสภา เพราะได้มีปรากฏการณ์บางประการเกิดขึ้น ในสังคมไทยนะครับ ทําให้เกิดวิกฤตทางศรัทธาและเป็นปัญหาต่อองค์กรซึ่งเป็นหลักของ บ้านเมือง กล่าวคือ ผมคงจะใช้เวลาในสภาไม่นานนะครับ และข้างนอกฝนกําลังจะตก นะครับ เป็นปรากฏการณ์ที่นาน ๆ จะได้เจอสักที เป็นเรื่องราวที่กําลังเกิดขึ้นขณะนี้เป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์หนาหูมากครับ ท่านประธานครับ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ซึ่งยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ ๖ เดือน และปรากฏว่า ๖ เดือนนี้เป็น ๖ เดือนของวิกฤตที่เกิดขึ้น ในวงการตํารวจอย่างรุนแรงที่สุด จนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการการวิ่งเต้น ในสถานการณ์ปัจจุบันดูออกจะรุนแรงกว่าเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตมากมายนักครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีวงการตํารวจเกิดประเพณีใหม่ขึ้นมาครับ คือจ้างให้เพื่อน ข้าราชการที่เหลือระยะเวลาจากเดือนเมษายนไปถึงเดือนตุลาคม ๖ เดือน ลาออก จากราชการ เป็นการจ้างให้ลาออกครับเพื่อเปิดช่องให้คนบางคนวิ่งเต้นเข้าสู่ตําแหน่งได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติขณะนี้เป็นเรื่องวิกฤต ที่จําเป็นที่สภาเราซึ่งทําหน้าที่ในการขับเคลื่อนในการปฏิรูปประเทศ และหัวข้อการปฏิรูป ตํารวจเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานมากครับ จําเป็นที่จะต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ ผมจึงขออนุญาตครับ อาศัยข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ ๔๕ เสนอญัตติ ให้มีการปรึกษาหารือเป็นเรื่องด่วน กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขึ้นในสมาชิก สปท. เพื่อที่จะหาแนวทางว่าจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมดําเนินการในการศึกษาหาข้อเท็จจริง และวางแนวทางการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือไม่ เพราะฉะนั้นขอเสนอเป็นญัตติด่วน ในการหารือเรื่องนี้ครับ ขอสมาชิกรับรองด้วยครับ
มีสมาชิกรับรองครบถ้วนค่ะ เรื่องนี้เราจะได้นําเรื่องเข้าวิป (Whip) วันพฤหัสบดี ที่จะถึงนี้นะคะ แล้วก็จะมอบหมายคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม แล้วก็นําเรื่องศึกษามาเสนอสภาแห่งนี้ค่ะ
ท่านประธานครับ ผมทราบว่าผมยื่นเป็นญัตติ เป็นหนังสือไปนะครับ แล้วก็ยังไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาของวิป (Whip) แต่เนื่องจากว่า เป็นเรื่องที่เร่งด่วนครับท่านประธาน เขาบอกว่าคําสั่งจะออกเมื่อคืนวันเสาร์ เขาบอกว่าคําสั่ง จะออกเมื่อคืนวันอาทิตย์ เขาบอกว่าคําสั่งจะออกเที่ยงวันจันทร์ จนขณะนี้คําสั่งยังไม่ออก และทุกนาทีของคําสั่งไม่ออก โทรศัพท์สํานักงานตํารวจแห่งชาติสายไหม้ครับ โทรศัพท์ มาเช็ก (Check) จากทั่วประเทศหมดครับว่าตัวเองจะได้ขึ้นที่ไหน ตัวเองจะย้ายไปไหน ใครจะมาเบียดตัวเองที่ขอไปจะได้หรือไม่ สตางค์ที่จ่ายไปแล้วจะเป็นหมันหรือเปล่า มันเป็นเรื่อง ที่รอสัปดาห์หน้าไม่ได้ครับ และเป็นเรื่องที่เกิดปรากฏการณ์อย่างนี้นาน ๆ เกิดขึ้นครั้งครับ คือถ้าไม่เร่งด่วนจริง ๆ ผมคงไม่นําขึ้นมาปรึกษาหารือครับ ผมจึงคิดว่าจําเป็นที่จะให้ เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้นะครับ แล้วก็เป็นไปตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครับ ขออนุญาตที่จะดําเนินการในการหารือเรื่องนี้ในสภา สปท. ครับ
ต่อไปเชิญท่านวันชัยก่อนนะคะ เชิญท่านวันชัยค่ะ ประเด็นเดียวกันนะคะ
ประเด็นเดียวกันครับท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ความจริงแล้วตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่ง ณ บัดนี้ เราได้พิจารณาเรื่องปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่อง การศึกษา ก็ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญผ่านไปแล้ว ถ้าท่านประธานบอกว่าเลิกประชุมแล้วก็ กลับบ้าน ความจริงก็ไม่มีอะไร เหมือนเรายังไม่ได้ปฏิรูปอะไรและเรายังไม่ได้ทําอะไร แต่เรื่องหนึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ท่านวิทยาได้พูด เพียงปรากฏว่าสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศขยับ แสดงความคิดเห็น พูดจาเสนอแนะ อภิปราย ผมว่าจะเกิด การขับเคลื่อนขึ้นแล้วครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเรียกร้องกันมาโดยลําดับ ถ้าท่านประธาน จะดูรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะลงประชามติที่เขียนไว้ชัดมากเลยนะท่านประธาน ถ้าท่านประธานอ่านดู ท่านให้ความสําคัญอย่างมาก ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์มีชัยยืนตรงนี้ บอกองค์กรนี้ถ้าไม่รีบปฏิรูปจะทรุดโทรม ผมจําคําพูดของท่าน อยู่ก้องหูเลยครับ ถ้าไม่รีบปฏิรูปวันนี้จะทรุดโทรม และจะทรุดโทรมไปมากกว่านี้ จึงเขียนไว้ ในบทเฉพาะกาลเป็นการเฉพาะว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตํารวจนั้นต้องรีบดําเนินการปฏิรูป โดยใช้ระบบอาวุโสเป็นสําคัญ ที่ท่านวิทยาเสนอญัตตินั้นปรากฏว่าแต่งตั้งโยกย้ายกันมาไม่ได้ เกือบครึ่งปีจนกระทั่งจะครบใหม่แล้ว เหตุผลอันสําคัญนั้นก็คือไม่คํานึงถึงหลักอาวุโส ถ้าเอาตามหลักการเรื่องหลักอาวุโสแล้วปัญหาอย่างนี้ไม่มีเลยครับท่านประธาน เพราะอะไร ก็อาวุโสมันมีแล้ว ๑ ถึง ๕๐ ก็ว่ากันหมายเลข ๑ มันเป็นใคร ถ้าไม่ดี มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน บกพร่อง ก็ว่ากันไป แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนี้ เขาบอกว่าสํานักงานนี้แทบจะแตก ตํารวจทั้งประเทศ ผมฟังจากตํารวจแล้วเศร้าใจครับ ที่ให้สัมภาษณ์กันบอกว่า ไม่มีหรอก เรื่องการใช้เงินใช้ทองกัน ไม่มีหรอกที่มีการวิ่งเต้น ไม่มีหรอกที่จ้างกันให้ลาออก มันเป็นเรื่อง โกหกกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสภานี้ได้แสดงออก ได้พูดจา ผมอยากจะถาม กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมที่ดูแลเรื่องตํารวจ ทําอะไรกันอยู่ ตํารวจทั้งประเทศเขาร้อนกันเป็นไฟ แต่กรรมาธิการด้านที่เกี่ยวกับตํารวจนั้น ทําอะไรกัน ปฏิรูปได้หรือเปล่า มีส่วนอะไร ไปทําอะไรกับเขาบ้างหรือไม่ ผมเองไม่ได้อยู่ ในแวดวงนี้แต่ร้อนใจจริง ๆ ซึ่งผมพูดกับท่านประธานในคราวที่แล้วว่าตํารวจด้วยกันแท้ ๆ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วประชาชนตาดํา ๆ ที่มีคดีจะได้รับความเป็นธรรมอย่างไร แต่ผมไม่อยากพูดว่าเดี๋ยวนี้มันอยู่แค่กลุ่มไหน ๆ มันมากไป ชัดไป แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ ต้องพูดครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านวิทยาเสนอมานั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน เวลา ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง หรือ ๓ ชั่วโมงนี้ท่านจะรีบกลับบ้านไปทําไมครับท่านประธาน ก็ใช้เวลาตรงนี้สัก ๒ ชั่วโมง มีใครจะเป็นอะไรครับ ฝนก็จะตก เทพยดาฟ้าดินเขารับรู้อยู่แล้วว่าญัตตินี้ต้องมีการพูดจากัน ในสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอํานวยค่ะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขอบพระคุณครับ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก็คงประเด็นเดียวกันครับ เมื่อมันเป็นเรื่องร้อน ไฟมันจะไหม้ เราต้องดับครับ ท่านวันชัยท่านก็ร้อนใจ เดี๋ยวผมเลี้ยงกาแฟเย็น มันเป็นญัตติด่วน เราคงรอ ไม่ได้ เมื่อกี้ก็ขอเสียงรับรองไปแล้ว รับรองถูกต้องครบถ้วนแล้ว ผมว่าเราต้องฟังความครับ แม้ว่าจะมีกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมจะได้เอาประโยชน์ตรงนั้นไปเติมในการปฏิรูปกิจการตํารวจในเรื่องของการแต่งตั้ง แถลงเมื่อเช้านี้ครับว่าเที่ยงนี้ออกแน่ คงออกแล้วละครับในห้องน้ํา ตํารวจทั้งแผ่นดินอกสั่น ขวัญแขวนครับ ชาวบ้านอยู่อย่างไรครับผมอยากจะรู้ เป็นสุญญากาศทั่วประเทศไทย แล้วเราจะฝากกระบวนการยุติธรรมไว้กับใคร ผมจะไม่วิพากษ์ครับหลายท่านเมื่อเช้านี้ ขออภัย สหบาท น่าจะเป็นไทยรัฐนะครับ ผมเขียนในไลน์ (Line) เพื่อปลอบขวัญกําลังใจ ให้กับตํารวจลูกน้องผม ๔ เดือนจะเกษียณแล้วยังย้ายได้ขนของไปขนของกลับก็หมดเวลาแล้ว เพื่อเอาตําแหน่งนั้น ๔ เดือนจะเกษียณ ๔ คนย้ายหมดเลย เพราะฉะนั้นความรู้สึกอัดอั้น ของสมาชิกคือความรู้สึกอัดอั้นของประชาชนครับให้ปล่อยเถอะครับท่านประธาน ให้เขา ปล่อยความอัดอั้นออกมา ผมจะได้เอาสิ่งนั้นไปให้พี่ย้อย ท่านวรพงษ์ ท่านประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ เอาไปกรองแล้วใส่เพิ่ม มันจะเป็นความรู้สึกอัดอั้น ของประชาชนกับการปฏิรูปตํารวจ นี่ของแท้เลยครับ นี่คือความบริสุทธิ์ครับ เพราะฉะนั้น ผมสนับสนุน เพราะไม่สามารถปลดผมได้อีกแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิทยาค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสภาไม่ขัดข้อง ผมก็จะได้เสนอญัตติของการหารือ เรื่อง การแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจที่ไม่เป็นธรรม นะครับ เพื่อให้สภาร่วมกันพิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพยายามติดตามเรื่องนี้มา ระยะเวลายาวนานพอสมควรครับ เพราะก่อนหน้านี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กัน ช่วงที่มีการ รณรงค์ต่อสู้ทางการเมืองหนัก ๆ ก็มีการพูดถึงการปฏิรูปตํารวจครับ เพราะองค์กรตํารวจ เป็นองค์กรที่อยู่เพื่อรับใช้กฎหมาย แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมากระบวนการตํารวจกลายเป็น กระบวนการที่ไม่ได้รับใช้กฎหมายครับ เป็นคนที่บังคับใช้กฎหมายและพี่น้องประชาชน ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่บ้านเมืองมีผู้นําที่ขาดคุณธรรม องค์กรตํารวจถูกใช้ให้เป็น เครื่องมือในการสนองนโยบายแล้วแต่ตามอารมณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีต ตํารวจเหมือนคนลูกไล่ของนักการเมืองที่ไล่ไปทําโน่นทํานี่ นักการเมืองประกาศนโยบาย ตัดตอนปราบปรามยาเสพติด ตํารวจต้องไล่ล่า แล้วก็การไล่ล่าก็กลายเป็นการฆ่าตัดตอน ว่าการฆ่าตัดตอนกระบวนการความเสียหายคนในประเทศนี้ล้มตายไปถึง ๒,๗๐๐ คน ใน ๒,๗๐๐ คน ไม่ใช่เฉพาะตัวอาชญากร มีทั้งเด็ก ผู้หญิง หลายคนที่เสียชีวิต ในสถานการณ์ของการไล่ล่าเพราะสนองนโยบายของผู้นําประเทศ เพราะฉะนั้นองค์กร ตํารวจกลายเป็นองค์กรที่มีอํานาจขึ้นมาแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่ซ้ํากันครับ เราวิพากษ์วิจารณ์ ว่าตํารวจต้องส่งส่วยนาย เป็นอาชีพที่แปลกที่สุด นายที่ตั้งตัวขึ้นมาแล้วต้องให้ลูกน้องเลี้ยง น่าจะมีองค์การเดียวครับ ตํารวจ ทหารครับ เป็นนายพลเมื่อไรหน้าที่ก็คือเลี้ยงลูกน้อง นักการเมืองอยากเป็นใหญ่เป็นโตต้องมีบริวาร ต้องเลี้ยงดูลูกน้อง แต่อาชีพเดียวที่ลูกน้อง ต้องวิ่งส่งส่วยให้นายเป็นที่รู้กันหมดว่าคืออาชีพข้าราชการตํารวจ ซึ่งนับวันจะสร้างความ ตกต่ําไปทุกวันครับ ฤดูกาลโยกย้ายของตํารวจแบ่งซอยมากขึ้น ๆ เดิมเคยเขียนกฎหมายว่า กระจายอํานาจในการโยกย้ายไปให้ระดับกองบัญชาการแต่ละภาค ระเบียบออกเสร็จก็มี ข้อขยักครับ สงวนอํานาจของผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติไว้ในการที่จะเข้าไปพิจารณาได้ สุดท้ายกองบัญชาการทุกภาคกลับเป็นกองบัญชาการที่ไม่สามารถพิจารณาโยกย้ายอะไร ตัวเองได้เลย ต้องรอบัญชีจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ต้องรอบัญชีจาก ผบ. วันนี้สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติปลอดการเมือง จะบอกว่าตํารวจวิ่งส่วยกับนักการเมือง ผมพูดไม่ได้ครับ วันนี้เราทุกคนรู้สึกว่าเราไม่ใช่นักการเมือง ผมเป็นนักการเมืองที่หลงเข้ามาในเวทีนี้ก็ต้อง บอกว่ายินดีครับ ในวันที่ไม่มีนักการเมือง แต่ผมรู้สึกเสียใจว่า เมื่อมีนักการเมืองที่เคยถูกประณามในยุคพวกผมหรือใครต่อใครก็ตาม ไม่ได้มีตัวตนอยู่แล้ว ทําไมสํานักงานตํารวจแห่งชาติยังไม่หลุดจากวังวน น้องสื่อมวลชน เขามาฟ้องผมครับ สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพิ่งเกิดมาช่วง ๒ ปีหลัง ถ้าจําไม่ผิดน่าจะเป็น ปีที่แล้ว มีนายตํารวจระดับรองผู้บังคับการ เหลืออายุราชการอยู่ ๗-๘ เดือน ก็แก่แล้ว นะครับ จะเกษียณแล้วก็คิดถึงบ้าน อยากย้ายกลับบ้าน ไปหารุ่นน้องที่เป็นผู้บัญชาการ บอก น้อง พี่เหลือ ๗ เดือนแล้วขอย้ายกลับไปอยู่บ้านเถอะ น้องก็ปรารถนาดีครับ บอก พี่เหลือ ๗ เดือนกลับไปอยู่บ้านทําไมพี่ ลาออกเลยดีกว่า พี่ลาออกเลยดีกว่า ผมให้พี่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่ต้องกลับไปนอนคิดหรอกครับ เหลือเวลา ๗ เดือนไปทํามาหากิน อะไร ก็ปลูกผักปลูกสวนจะหาเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็คงไม่ได้ ท่านคนนั้นก็ตัดสินใจลาออก ลาออกจากรองผู้บังคับการเพื่อกลับไปอยู่บ้าน เพราะน้องหรือเป็นนายไม่ยอมให้ย้าย อยากย้ายกลับไปบ้านครับ ตําแหน่งรองผู้บังคับการตําแหน่งที่ไม่ได้มีอํานาจวาสนาและไม่ใช่ ตําแหน่งหลัก ไม่ใช่สารวัตร ไม่ใช่ผู้กํากับ ไม่ใช่ผู้การ ไม่ใช่ผู้บัญชาการ แค่รองผู้บังคับการ ได้ตั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ เป็นบําเหน็จก้อนใหญ่ ท่านลาออก ท่านประธานทราบไหมครับ สื่อมวลชนเขาฟ้องผมครับว่า ท่านรองผู้การท่านนั้นลาออกได้ไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายท่านเอาไปทอนตําแหน่งได้มาทั้งหมด ๑๗ ล้านบาทครับ รองผู้การขยับ ก็ขยับผู้กํากับ เป็นรองผู้การ ใครอยากวิ่งผู้กํากับ ท่านประธานครับ ปีนี้เอาเป็นว่า ภูธรครับ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่าย ๔,๐๐๐,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นผู้กํากับ ถามว่า เงินเดือนผู้กํากับเดือนละเท่าไรครับ ตอบได้เลยครับว่า ๑๐ ปีก็คงไม่พอจ่ายค่าวิ่งตําแหน่ง ขึ้นผู้กํากับ ๑ คน จ่ายไปแล้ว ขึ้นรองผู้กํากับ จ่ายซ้ํา ขึ้นสารวัตร จ่ายกันไปจ่ายกันมา ซื้อตําแหน่งมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปทอนต่อจากลูกน้องได้มา ๑๗ ล้านบาท คราวนี้วงการ ตํารวจก็เกิดเรื่องมิติใหม่ครับ วิ่งขึ้นเสียบตําแหน่งเพื่อน มันเต็มอยู่ข้างบนหมด ไปดู พวกใกล้เกษียณ จ้างให้ลาออกกัน ผมพยายามตรวจสอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติครับ ถามเพื่อนตํารวจเราที่อยู่ในสภานี่นะครับ เดี๋ยวถ้าไม่ใช่ ปฏิเสธผมนะครับ ผมไม่เอ่ยชื่อท่าน เดี๋ยวท่านขึ้นมารับรองกันเอง ผมถามท่านตรง ๆ ว่าก่อนเดือนนี้มีตํารวจใกล้เกษียณลาออก กี่คน เขาชี้หน้ามาที่ผมเลยครับ กองบังคับการตํารวจภูธรภาค ๘ บ้านคุณ ลาออกเกือบ ๒๐ คน ก็ผมย้อนถามว่าทั้งประเทศเท่าไรครับท่าน นับนิ้วนับมือ ทั้งมือทั้งเท้าครับ ท่านบอกว่า เกือบร้อยครับ มีคนลาออกเกือบร้อยคนเพราะการโยกย้ายต้องเกิดตั้งแต่เดือนตุลาคม ถ่วงมาจากเดือนตุลาคมถึงวันนี้ ๖ เดือน คนจะเกษียณครับ เหลือเวลา ๖ เดือน ในวันข้างหน้า เพื่อนจ้างลาออก มีตั้งแต่ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปดูบัญชีครับ ผมก็อยากให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจไปดูด้วยครับว่าทั้งประเทศ ที่ลาออกไปตอนนี้ ไม่รู้ว่าขายหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนหรืออะไรก็ตามนะครับ ท่านก็ไป หาคําตอบมา ทั้งหมดทั้งประเทศกี่คน รอคนขยับเสียบกันกี่คน ถ้าเกิดอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมในฐานะประชาชนฟ้องเลยครับว่า ถ้าตํารวจโยกย้ายเพราะจ่ายสตางค์ คนที่เดือดร้อนคนแรกครับ ไม่ใช่ประชาชนครับ พวกทําผิดกฎหมายทั้งหมด เตรียมเพิ่ม เงินส่วย ถ้าโจรเริ่มส่งส่วย ตํารวจเริ่มรีดจากโจร ถามว่าคนเดือดร้อนคนสุดท้ายคือใครครับ หนีไม่พ้นประชาชน ถ้าเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปบ้านเมืองครับ เรื่องธรรมาภิบาล แต่วันนี้ ปรากฏว่าในสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่การโยกย้ายเลื่อนกันมา อย่างที่ท่านรองอํานวย ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เพื่อนสมาชิกบอกเมื่อสักครู่ เที่ยงจะประกาศครับ จนวันนี้เข้าใจว่า ยังไม่ประกาศ คนประกาศก็หาตัวไม่เจออีกแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ ถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราพิจารณาและร่วมกันพิจารณา ร่วมกันให้ข้อเท็จจริง จริง ๆ เพื่อน ๆ ตํารวจทั่วประเทศกําลังนั่งฟังกันด้วยใจระทึกครับว่าเขาจะผ่านช่วงวิกฤต สถานการณ์ขององค์กรไปได้อย่างไร จะเอาอย่างไรก็บอกกันมา แต่ถ้าอมพะนําจนนายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งกันให้เสร็จ เลื่อนกันมา ๑๕ วันยังตั้งไม่เสร็จ มันอะไรกันนักกันหนา จะให้ไปปล้นเงินมาจากไหนเพื่อมาจ่ายบําเหน็จบํานาญกัน ถ้าบ้านเมืองอยู่อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าจําเป็นต้องใช้มาตรา ๔๔ กับคนบางประเภท ไม่เช่นนั้น เคลื่อนไม่ได้ แล้วก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจนะครับ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก ในสภานี้เป็นตํารวจผู้ใหญ่ที่ดี ๆ ออกจากราชการตํารวจ เกษียณด้วยความสง่างามเข้ามานั่ง อยู่ที่นี่เยอะ ท่านเป็นพี่เลี้ยงที่ส่ายหน้าทั้งหมดครับ ผมจําได้ครับ ผมอภิปรายในสภา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้ใหญ่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่อยู่ในสภานี้หลายท่านมาบอก กับผมว่า เรื่องที่คุณพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด และเลวร้ายที่สุด ไม่เคยเกิดมาในสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมว่าสิ่งนี้คือเรื่องจําเป็นที่จะต้องพิจารณากันในวันนี้ และเรื่องนี้ ต้องถึงหูครูอังคณาครับ เรื่องนี้ต้องถึงหูท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว หยุดสถานการณ์อย่างนี้ไม่ได้ และผมเชื่อมั่นว่าเพื่อนสมาชิกในสภานี้จํานวนมากมีข้อเท็จจริง ที่จะให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เตรียมรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดครับ แล้วก็ไปไล่ไต่สวนมา จะปล่อยให้เป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ได้ คนดีก็ควรจะเคารพบูชา คนชั่วก็ต้องจัดการ ไม่เช่นนั้นแล้วกระบวนการยุติธรรมไทย ตั้งแต่เบื้องต้นเสียหาย คําว่า ๒ มาตรฐานก็จะเกิดขึ้น ความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเกิดขึ้น มันอยู่ที่ต้นน้ํา ถ้าต้นน้ําเสียหายเสียแล้ว เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ลุกลามบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ เพราะเราละเลยเรื่องต้นน้ําอย่างนี้ บ้านเมืองต้องยุติสถานการณ์ประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ เพราะเพื่อมาหยุดกระบวนการการไม่เคารพกติกา การไม่เคารพกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า จําเป็นที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราจะระดมความคิดของเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ช่วยกันเพื่อนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการ และขอเสนอให้คณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ และรายงานสถานการณ์สํานักงานตํารวจแห่งชาติต่อสภาภายใน ๑ เดือน พร้อมทั้งทิศทาง ของการแก้ไขปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้เป็นที่ยุติด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านวันชัยค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ได้มีมติ เห็นพ้องต้องกันว่าควรจะนําเรื่องนี้มาหารือกันในที่ประชุม ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญมาก เผอิญผมมีส่วนในการทํางานในการปฏิรูป กิจการตํารวจ เลยได้รู้จักทั้งตํารวจผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอํานาจ ไม่ถึงระดับสูงสุดก็ตาม รวมทั้ง ระดับล่างหลาย ๆ คนได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยน ขณะที่กําลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ผมได้รับโทรศัพท์สารพัดหลายที่หลายแห่ง บางคนพูดด้วยความกล้ํากลืนจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ผมไม่เคยรับราชการ แต่พอเข้าใจหัวอกของคนที่เขากําลังจะได้มีได้เป็น เขาสารภาพเลยว่า อาจารย์วันชัยครับ ถ้าจะให้ผมหาเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาสู้กับเขา ผมไม่มีปัญญาหรอกครับอาจารย์ ผมต้องขอย้ายออกจาก กทม. เพื่อไปบางที่ เพื่อจะได้มีตําแหน่ง เพื่อจะได้มีอาวุโส ตามระบบระเบียบที่กําหนดกันไว้ แต่ถึงเวลาที่ผม ควรจะได้เป็นที่ว่านั้น มันก็มีเหตุมีปัจจัยอย่างอื่นที่ไม่ได้เอาหลักอาวุโสมาใช้ ผมไม่ได้ มีข้อบกพร่องอะไรเลยครับ ทราบว่าบางคนพูดแรงนะครับ จริงเท็จผมไม่กล้ายืนยัน แต่เป็น คําพูดตํารวจระดับผู้ใหญ่ มันจะประกาศได้อย่างไรคุณวันชัย ก็คนนี้ให้ ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท อีกคนให้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท อีกคนหนึ่งให้ ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท อีกคนให้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ว่ากันแรงไปท่านประธาน มันพูดกันเหมือนหนึ่งว่าตําแหน่งเหล่านี้เป็นตําแหน่งที่ใช้ การประมูลกัน เขาบอกว่าถ้าใช้หลักเกณฑ์ตามปกติเป็นระบบอาวุโส ไม่มีเหตุผลกลใดเลยครับที่จะต้อง เลื่อนกันมา ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน จนกระทั่ง ๖ เดือน ๑๕ วันกําลังจะไม่ทัน หวยจะออกก่อนเสียอีกท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อย่างที่ผมเรียนท่านประธาน ไว้ตั้งแต่ต้น กรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม รวมทั้งอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่อาจารย์มีชัย เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลแทบจะสิริรวมเห็นพ้องต้องกันครับท่านประธาน ว่าการแต่งตั้ง โยกย้ายนั้นให้คํานึงหลักอาวุโสเป็นสําคัญ ถ้ายึดหลักนี้แล้วมันไม่มีเหตุผลอื่นเลย อย่างที่ผม กราบเรียน อาวุโสเป็นตัวตั้งแล้วนอกนั้นไม่มีอะไรเลย แต่ที่มันเป็นอย่างนี้จนกระทั่งแต่งตั้ง โยกย้ายไม่ได้เพราะมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นที่มันแทรกแซง ผมเลยมีความเห็นด้วยกับท่านวิทยา ว่าคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมน่าจะเอากรณีศึกษาที่เกิดขึ้น กําลังจะประกาศวันนี้ พรุ่งนี้ ลองมากางดูสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่ คสช. ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองอะไรสักเท่าไรเลย ผมหวังตั้งใจไว้ด้วยความบริสุทธิ์เลยว่าการแต่งตั้งโยกย้ายมันน่าจะโปร่งใสมากกว่าการเมือง มันมีอะไร ผมอยากให้คณะอนุกรรมาธิการหรือกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องนี้ช่วยไปดู ไปศึกษา แล้วมาพูดให้ที่ประชุมฟังหน่อย มันเกิดอะไรขึ้น แก้ไขไม่ได้ มันติดขัดตรงไหน มีปัญหาอะไร เราจะได้รับรู้ไปพร้อม ๆ กัน ผมเชื่อเหลือเกินว่านายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ต้องการ ให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายเรื่องนี้ให้เสร็จ โปร่งใส เป็นธรรม เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล แต่ผม ไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่ท่านวิทยาพูด หรือเรื่องที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้รับรู้ถึงเหตุดังกล่าวนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ น่าจะเอาเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาเติมเต็ม การแต่งตั้งโยกย้าย ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่บางท่าน บอกว่า คุณวันชัย บัญชีนี้มันมีบัญชีเดียวจริง แต่เวลาจะปฏิบัติบางทีมันก็ต้องดูว่า ๑. คนที่ มันควรจะได้เป็นคนที่เขาสั่งได้ ตั้งได้ ไม่ตั้ง คนตั้งอยู่ไม่ได้ นี่คือเขาบอกว่ามาอันดับ ๑ เลย อันดับ ๒ คนใกล้ชิดของผู้มีอํานาจ บางทีก็เป็นคนที่ไปแอบอ้างเอา บางทีผู้มีอํานาจไม่รู้อีก ที่มีชื่ออะไรต่อมิอะไรกันที่ปรากฏ บัญชีที่ ๓ นั้นกลายเป็นคนที่มีบุญคุณต้องทดแทนกัน และประการต่อมาลําดับที่ ๔ ก็คือลูกน้องที่จะต้องติดสอยห้อยตามกัน และลําดับที่ ๕ เป็นหน่วยหรือเป็นคนที่หน่วยนั้นเห็นว่ามีความจําเป็นต้องใช้ คนมีความรู้ ความสามารถ หรือคนที่มีอาวุโสกลายเป็นอยู่อันดับ ๖ ไป เขาบอกอย่างนั้น อย่างนี้ก็ตายสิครับ การแต่งตั้งโยกย้าย ผมถึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่า การแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นต้นทาง ของความเป็นธรรมของตํารวจ ตํารวจที่ได้รับการแต่งตั้งมานั้นถ้าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว ประชาชนจะไปได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไรครับท่านประธาน เขามาเขามองด้วยเงิน เป็นตัวตั้ง หรือเขาถูกเตะกระเด็นไปในบางที่บางแห่งที่เขาเองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม คนที่มันมาด้วยเงินในตําแหน่ง ในโรงพัก ในสถานที่ที่มีโอกาสด้วยเงินเป็นตัวตั้ง เขาจะมา มองอะไรเรื่องความเป็นธรรมครับ เขาก็มองเรื่องผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อเรา ศึกษารวมกันทั้งหมดของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ แล้วบอกว่าเหตุทั้งหมด ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ถ้าตํารวจทุกคนได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย สามารถ เจริญเติบโตได้ตามระบบตามระเบียบที่กําหนดไว้ เรื่องการทุจริตโกงกินคอร์รัปชันก็จะ ลดน้อยถอยลงไปครับท่านประธาน เรื่องนี้จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ผมเห็นว่าคณะอนุกรรมาธิการ ที่ได้ทําการศึกษาแล้ว ผมอยากจะรู้เขาเหมือนกันว่าครั้งนี้ทําไมเขาไม่เอาบทเรียน ไม่เอาข้อสรุป หรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่อนุกรรมาธิการได้ยืนเสนอท่ามกลางระหว่างสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปใช้ ถ้าใช้เหตุปัจจัยที่จะมีการร้องเรียนนั้นก็ไม่น่า จะเกิดขึ้น แต่ที่มันมีเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าข้อเสนอของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่สรุปน่าจะเป็นอากาศไปแล้วหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่มีการประสานงานกัน บอกว่าเรื่องนี้ได้เสนอไปแล้ว ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้วทําไมไม่เอาไปใช้ ท่านที่ เกี่ยวข้องตํารวจที่เกี่ยวข้องนั่งอยู่ตรงนี้ ผมคิดว่าท่านทั้งหลายนั้นอาจจะพอรู้ อาจจะได้ข้อมูล น่าจะนํามาแลกเปลี่ยนให้กับสมาชิกได้รับทราบบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นสักแต่ว่าเรามาพูดกัน พรึบ ๆ หรือพูดกันพร่ํา ๆ ไป น้ําลายกระเด็นกันไปในสภา แต่แล้วการปฏิรูปการขับเคลื่อน ประเทศก็ไม่มีอะไรเลย ท่านประธานทราบไหมครับหนังสือพิมพ์เขาลง เขาจะยุบ สปท. หนังสือพิมพ์เขาลง เขาบอกไม่มีผลงานอะไรเลย หนังสือพิมพ์พาดหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการปฏิรูปตํารวจก็ไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาแยกแยะมา กินเงินเดือน เดือนละเท่าไร มีค่าเดินทางคนละเท่าไร รวมทั้งมีรายละเอียดที่จะตั้งผู้ช่วยได้คนละเท่าไร ที่ปรึกษา นักวิชาการ ยิ่งตัวประธานด้วย สามารถแต่งตั้งใครได้เท่าไร เขาเขียนละเอียดหมด แล้วขับเคลื่อนอะไรกันได้บ้าง ขับเคลื่อนเรื่องตํารวจได้สักเรื่องเดียว เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ผมว่าคุ้มแล้วครับ ถ้าทําเรื่องนี้ไม่ได้ ยุบได้ก็ดีครับ ขอบพระคุณครับ
คือขณะนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องที่ท่านวิทยาขอเสนอญัตติ ซึ่งได้แจกให้กับ ท่านสมาชิกทุกท่านแล้วนะคะ ดิฉันจะขอมติที่ประชุมนะคะว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับการที่ ท่านวิทยาเสนอญัตติ มีสมาชิกรับรอง ๕ ท่าน ในการเสนอเป็นเอกสาร และในการเสนอ ด้วยวาจา ท่านมีสมาชิกรับรอง ๑๐ ท่าน ครบตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๔๓ และข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๔๔ เมื่อสักครู่ท่านอํานวยยกมือค้างไว้ ท่านอํานวยคะ คือขณะนี้กําลังจะขอมติว่าจะเห็นด้วย กับญัตติที่ท่านวิทยาเสนอหรือไม่ ท่านอํานวยจะอภิปรายในประเด็นเรื่องการเสนอญัตตินี้ หรือเปล่าคะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ถูกต้องครับ นิดเดียวครับ ไม่รบกวนเวลา มากครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกอาวุโส ท่านวิทยา แก้วภราดัย ที่นําญัตตินี้เข้ามาเป็นญัตติด่วน ผมหารืออย่างนี้ครับว่า เมื่อรับ ญัตติด่วนนี้แล้วก็ควรจะนัดวันครับ จะเป็นพรุ่งนี้หรือจะวันนี้ วันนี้คงไม่ค่อยพร้อม เพราะ ตํารวจกลับบ้านหมดแล้ว เหลือแต่ผม แล้วผมจะอยู่เป็นคนสุดท้ายครับเรื่องนี้ หารือว่า ใช้เวลาสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เพื่อเอามรรคเอาผลที่ได้จากการอภิปรายไปให้กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อนุกรรมาธิการปฏิรูป กิจการตํารวจนําไปใช้ในการปรับแผนในเรื่องการแต่งตั้ง เมื่อกี้ท่านสมาชิก ท่านวันชัยบอกว่า คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ทําไมเกิดการแต่งตั้งอย่างนี้ขึ้นละ ผมขออนุญาต นิดหนึ่งนะครับ เพื่อไม่ให้องค์กรตํารวจต้องบอบช้ําจนกระทั่งผมจะให้สมาชิกยืนไว้อาลัย ๑ นาทีด้วยซ้ําไป เรื่องการซื้อขายตําแหน่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) กันมานาน ผมรับประกันได้ว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะไปจับกุม ที่จะไปตรวจสอบ ที่จะไปให้เห็นกับตา เพราะมันวินวิน (Win Win) ครับ แต่เรื่องที่ตรวจสอบได้จริง ง่ายมาก ที่ท่านวิทยายื่นเข้ามา เรื่องการจ้างออก พูดตรง ๆ มันมาจากไหนครับการจ้างออก ผมยัง ไม่ได้บอกว่ามีจริงนะ แต่ฟังผมแล้วคิดเอาเอง เออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) ครับ ก่อนหน้านี้ เรามีเออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) ใช้งบประมาณแผ่นดินให้ออกก่อนเกษียณ แต่มันต่างกับ เออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) ตรงไหนครับ เออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) นั้นออกไปแล้วตําแหน่งว่าง มาอยู่ตรงกลาง แล้วแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง แต่ถ้าการจ้างออก ผมยังไม่ได้บอกว่า มีนะครับ แต่ผมบอกความต่าง มีหรือไม่มีหลังไมโครโฟนกับผมได้ หรือไม่ก็ถามพี่พะจุณณ์นั่นละ แต่ถ้าจ้างออกนี้จับมือกันเลยครับว่าจ้างคนนี้ออก แล้วเอาทั้งแท่งเลยครับ เอาทั้งแท่งยาวเหยียด ไปจนตําแหน่งสุดท้ายครับ ๕-๖ ตําแหน่งครับ แล้วก็ลงขันกัน แล้วก็ต้องได้คนนี้นะ ไม่ใช่ เอาไปตั้งคนอื่นนะ ทําอย่างนี้อีกสัก ๓ ปีครับ ตํารวจประเทศไทยจะเกิดวิกฤต จะเกิดหายนะขึ้น กับกระบวนการตํารวจเลยครับ เด็ก ๆ จะไปยืนแถวหน้าหมดเลย เพราะอะไรครับ คนที่ จ้างออกนี่อาวุโสน้อยครับ อาวุโสมากไม่รู้จ้างทําไม จะเกษียณอยู่แล้ว แล้วไปยืนแถวหน้า พอรอสักพักหนึ่งครบตําแหน่งใหม่ ไปจ้างอีกตําแหน่งหนึ่งออกให้สูงกว่านั้น เก็บสตางค์ รอไว้ครับ ก้าวกระโดดอย่างนี้อีก ๓ ครั้งครับ ข้างหน้าเป็นเด็กหมดเลย ข้างหลังเป็น คนแก่ ตํารวจแก่น้อยใจไม่ทํางาน ตํารวจเด็กไปยืนแถวหน้าขาดประสบการณ์ ความหายนะ เกิดขึ้นใน สตช. แน่นอนเลยครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยที่จะต้องนําข้อมูลจากเพื่อนสมาชิก ผมให้ดูตัวอย่างนิดเดียวครับ เมื่อวานซืนผมไปเป็นเจ้าภาพแต่งงานครับ แต่งงานลูกสาว นายตํารวจรุ่นเดียวกับผมครับ จะเกษียณอยู่ใน ๔ เดือนนี้แล้ว ในงานแต่งงานแขกพูดเรื่อง การแต่งตั้งตํารวจ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมขึ้นกล่าวอวยพร เลยเปลี่ยนจากการกล่าวอวยพร เป็นอภิปรายเรื่องการปฏิรูปตํารวจครับ เขาปรบมือ เขาดีใจนะครับ เพราะฉะนั้นจะวันนี้ หรือพรุ่งนี้ ท่านประธานบรรจุเลยครับ แล้วให้เวลาสมาชิกจะได้เตรียมตัว เตรียมข้อมูล แล้วเดี๋ยวอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ พรุ่งนี้ขึ้นไปนั่งข้างบนเลยครับ ไปจดข้อมูล แล้วถ้าสมาชิกจะให้ทวงถามอะไร ผมถือว่าเป็นมติของสภาให้ทวงถามครับ ไม่ใช่กรรมาธิการ ผมครับ เพราะมีคนพยายามผ่าตัดตํารวจมาเยอะแล้ว ไม่ทันได้ลงมีดผ่าเลยครับ ตัวเองถูกผ่า เสียก่อน ผมก็ใกล้แล้วละครับ แต่ไม่กลัวครับ ทําให้องค์กร ไม่เป็นไรนะครับ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ ท่านวิทยาพูดไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีคงได้ยินและดีใจครับ ผมเชื่อท่านอย่างนั้น แม้ว่า ผมจะไม่มีโอกาสใกล้ชิดท่าน แต่ผมดูนัยน์ตาท่านแล้วท่านต้องคิดอย่างนั้นครับ ขอบคุณครับ
ท่านพิสิษฐ์ เรียนเชิญท่านวิทยาผู้เสนอญัตติ เรียนเชิญท่านวิทยาก่อนค่ะ
ท่านประธานครับ มีท่านอื่นจะอภิปรายอีกหรือเปล่าครับ
มีค่ะ มีท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ซึ่งดิฉันจะเรียนถามท่านว่าท่านจะ อภิปรายในแง่ของญัตติที่เรากําลังจะลงมติกันหรือว่าถ้าจะอภิปรายในเรื่องการปฏิรูปตํารวจ ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เดี๋ยวหลังลงมติเราจะอภิปรายกันได้ แต่ขณะนี้จะเป็นเรื่อง เกี่ยวกับญัตติค่ะ ของท่านจะเป็นประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับญัตติหรือเปล่าคะ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : เป็นเรื่องการสนับสนุนญัตติของท่านวิทยา เพื่อให้บังเกิดผลนะครับ เพราะว่าถ้าญัตตินี้ถ้าผมไม่อภิปรายสิ่งที่ท่านเสนอมาอาจจะ ไม่เป็นผลก็ได้ กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตสั้น ๆ นะครับ เห็นด้วยกับเรื่อง การปฏิรูปเรื่องการแต่งตั้งตํารวจ แต่ผมคงไม่ใช่ตํารวจที่ท่านอํานวยบอก ผมยังอยู่นะครับ ไม่ใช่ท่านเป็นคนสุดท้ายนะครับ ผมเป็นห่วงครับว่าเรื่องการปฏิรูปตํารวจปัจจุบันปรากฏว่า มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ โดยคณะกรรมการของ ๒ สภา คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมมองอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจคิดอะไร ก็คงต้องไปผ่านคณะกรรมการ ๒ ฝ่ายตรงนั้น ซึ่งในนั้นผมก็ไม่แน่ใจบุคคลหลาย ๆ คนที่อยู่ในตรงนั้นว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ก็อยากจะเสนอ ท่านประธานว่าถ้าให้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมของ สปท. หรืออนุกรรมาธิการกระทําโดยอํานาจหน้าที่ก็จะไปติดกับคณะกรรมการ ที่วิป (Whip) ๒ ฝ่ายตั้ง ซึ่งมันจะเดินไม่ได้ ผมก็เลยอยากจะเสนอในรูปของอาจจะตั้งเป็น กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเป็นเรื่องด่วนโดยเฉพาะหรือเป็นคณะกรรมการพิจารณา เพื่อให้การขับเคลื่อนของ สปท. เป็นไปอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพ ก่อนจบคําอภิปราย ของผม ผมสามารถพูดได้อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในสภาแห่งนี้ว่าผมเป็นตํารวจที่ไม่เคย เสียเงินในการเลื่อนตําแหน่ง ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านประธานสภาครับ ขออนุญาตครับ ผม สุรินทร์
ท่านสุรินทร์ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ญัตตินี้ เป็นญัตติที่ผมก็เพิ่งเห็นนะครับ ผมอยากกราบเรียนว่ามันมีหลักว่าอะไรที่ไม่เห็นกับตา ก็อย่าไปคิดอย่างนั้นเลย แล้วก็อะไรที่ยังไม่เห็นกับตา ไม่ได้ทําด้วยมือ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่อง โจทย์ขานกันว่ามีการซื้อขายตําแหน่ง แต่ว่าสภาแห่งนี้มันเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ การจะ กล่าวหาองค์กรหรือบุคคลใดต้องมีหลักมีฐาน มีการแสดงหลักฐานที่ชัดเจน มิฉะนั้นมันจะ กลายเป็นตัวอย่างว่าถ้าเมื่อไรที่กล่าวหานายสุรินทร์ขึ้นมาแล้วก็รับกันไป อย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าถ้าเพื่อความรอบคอบส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศพิจารณาก่อนจะดีไหมครับแล้วค่อยมาคุยกันอีกทีหนึ่ง แล้วเรื่องของ ตํารวจเป็นเรื่องที่คุยกัน ๓ วัน ๗ วันไม่จบนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า เขาเล่าว่า ผมอยาก กราบเรียนว่าสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ สิ่งที่ใช่เราอาจจะไม่เห็น ผมไม่ได้หมายถึงว่า ผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้มีข้อขัดแย้งกับญัตตินี้เลยของท่านวิทยา แต่เพื่อความรอบคอบ เพราะเรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเสนอ เป็นญัตติซ้อนญัตติว่า ขอให้นําเรื่องนี้ไปเข้าสู่กระบวนการของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสียก่อนว่าอย่างไรแล้วค่อยนําเข้าอีกที ผมเสนอ ญัตตินี้ ถ้าใครเห็นด้วยกับผมยกมือครับ
อย่าเพิ่งรับรองครับ อย่าเพิ่งเสนอญัตติซ้อนญัตติครับ กระทําไม่ได้ครับ ทําความเข้าใจก่อนนะครับ คือเมื่อมีสมาชิกเสนอญัตติด้วยวาจาต่อที่ประชุมเพื่อให้สภา ดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามขั้นตอน เมื่อมีการขอผู้รับรองและผู้รับรองเกินกว่า ๑๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑๐ คนให้การรับรองก็ถือว่าได้มีการพิจารณาญัตติแล้ว ซึ่งผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายแล้ว ก็เปิดให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ส่วนจะมีความเห็น เป็นอย่างไรนั้นสักครู่ก็จะขอมติครับ แต่ก่อนที่จะขอมติก็จะให้ผู้เสนอญัตติได้สรุปญัตติ เป็นคนสุดท้าย จากนั้นก็จะลงมติ มติก็จะเป็นไปตามที่ผู้เสนอก็คือว่า ขอให้สภาพิจารณามีมติ มอบหมายให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมไปพิจารณานะครับ ขั้นตอนก็มีเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ขึ้นกับผู้อภิปรายนะครับ จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับญัตติที่ท่านวิทยาเสนอมาหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็อยู่ในขั้นตอนนี้ ก็ขอเชิญสมาชิกที่จะอภิปราย ถ้าไม่อภิปรายก็ถือว่าปิดอภิปราย แล้วก็ให้ผู้เสนอญัตติ สรุปญัตติ จากนั้นก็จะขอมติจากที่ประชุมครับ มีท่านใดจะอภิปรายไหมครับ ถ้าไม่มี ขอเชิญ ท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ เชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ท่านประธานครับ กระผมได้ฟังผู้ที่ เสนอญัตติและผู้ที่ได้ร่วมอภิปรายนะครับ ผมเองก็เป็นข้าราชการตํารวจเก่า แล้วก็ได้นั่งฟัง แล้วก็ถือโอกาสเรียนรู้ในสภาที่ทรงเกียรตินี้ด้วยนะครับ สิ่งที่ผมฟังจะสรุปย่อ ๆ ว่าการเสนอ ญัตติครั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๔๓ สรุปใจความได้ว่ามี ๒ ประเด็น คือเป็นสาระของเรื่องหลัก ๆ คือการปฏิรูปองค์กรตํารวจ หรือเรียกว่าปฏิรูปโครงสร้างหรือปฏิรูปส่วนรวมทั้งหมดของตํารวจ อันที่ ๒ แยกออกมา การแต่งตั้งโยกย้ายนะครับ จริง ๆ แล้วมันจะเป็น ๒ ปม หรือ ๒ ประเด็นนะครับ โดยเฉพาะ อันที่ ๒ นี้เป็นส่วนที่อยู่ในกระแสหรือเป็นส่วนที่อยู่ในปรากฏการณ์ของสังคมหรือแม้แต่ ตํารวจนะครับ ทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นส่วนสําคัญ แต่นัยสําคัญนี้ก็ต้องอาศัยกาลเวลาแล้วก็รากเหง้า แล้วความเป็นมาทั้งคู่ การปฏิรูปตํารวจมีมาตั้งแต่หลายยุคหลายสมัยนะครับ ตั้งแต่ผมเป็น นักเรียนจนกระทั่งเกษียณราชการก็ยังอยู่ในส่วนของการปฏิรูป หลายส่วนไม่ว่ารัฐบาล ยุคไหนหรือการปกครองยุคไหนก็ตามก็จะเน้นเรื่องการปฏิรูปหรือการผ่าตัดแล้วแต่จะใช้ การผ่าตัดอะไรต่าง ๆ นี้เมื่อก่อนก็ผ่าตัดอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ตรงนี้ก็เหมือนบ้านครับ ตรงนี้ ผมว่าต้องใช้เวลาแล้วก็มีการศึกษา อย่างเช่น กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ได้ศึกษา เราคงพอรู้กันว่ามีประมาณ ๙ ประเด็น แล้วก็ยังมีชุดต่าง ๆ เสนอมานะครับ ตรงนี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าคงต้องแยกกันระหว่าง ๒ ส่วนนี้ แบ่งเป็น ๒ ส่วนก็คือ ส่วนของการปฏิรูปหรือรีฟอร์ม (Reform) อะไรต่าง ๆ คงแยกไปนะครับ หวนกลับมาส่วนที่ ๒ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผมเชื่อว่าผู้ที่เป็นตํารวจ หรือไม่เป็นตํารวจก็ตามคงเฝ้าติดตามเรื่องนี้ โดยเฉพาะตํารวจทั้งประเทศก็ติดตามเรื่องนี้ ตรงนี้ท่านประธานครับ เรื่องการแต่งตั้ง ผมฟังมาตั้งแต่ผมอยู่ชีวิตสายอาชีพตํารวจนี้ครับ ผมได้ยินคํานี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนเป็นตํารวจ จนเกษียณในตําแหน่ง พลตํารวจเอก เช่น ผู้ปฏิบัติการแต่งตั้งนี้เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา การแต่งตั้งขึ้นอยู่กับหลักคุณธรรม การแต่งตั้งควรจะให้เกียรติกับพ่อบ้าน พ่อปกครองลูก อธิบดีกรมตํารวจ สมัยก่อน เรียกเช่นนั้น ต่อมาเป็น ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ต้องสง่างาม ก็คือให้เกียรติสูงสุด กับพ่อบ้าน พ่อปกครองลูก ผมเชื่อว่าในโลกนี้คงไม่มีคนไหนที่จะฆ่าลูกตัวเองได้ลงคอนัก ผมว่าบางครั้งเราอาจจะได้ยินว่า ของดี ๆ ต้องให้ลูกคนอื่นกิน ต้องให้ลูกต้องกลืนน้ําตานะครับ พ่อก็คงนอนไม่หลับ ผมเชื่อว่า เช่นนั้นไม่มี แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ยังรักลูกนะครับ ผมเชื่อและผมให้เกียรติอดีตอธิบดีกรมตํารวจ ผมให้เกียรติ ผบ.ตร. ถึงแม้ผมไม่ได้เป็น ผบ.ตร. นะครับ แต่ผมก็ให้เกียรตินะครับ และผม เชื่อมั่นว่าสี่เสาหลัก จะเป็นด้านกองทัพต่าง ๆ หรือแม้แต่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผมเชื่อว่า ผู้นําต้องสง่างามนะครับ และถ้าหากว่ามันมีแรงกระเพื่อมหรือแรงอื่นใดที่มากระทบอิมแพกต์ (Impact) ขออนุญาตภาษาอังกฤษ ตรงนี้ก็ต้องให้เกียรติบ้านนี้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อที่ ๑ เรื่องการปฏิรูป ผมว่าให้เดินไปครับ ส่วนตรงนี้วกไปอีก เรื่องการแต่งตั้ง หลายท่านได้เสนอว่า เป็นเรื่องด่วน ให้ขยายว่าพูดวันนี้ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงให้จบเลยนะครับ แล้วก็อภิปรายย่อย ๆ ไปส่วนหนึ่ง แต่ว่ามีการวิ่งเต้น ซึ่งได้ยินมาตลอดนะครับ มีการจ้างให้ออก ผมลึกลงไป นิดหนึ่งว่าการจ้างให้ออกนี่มันก็มีการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือมีการตรวจสอบมาหลายครั้ง หลายหนแล้วนะครับ บางส่วนบางท่านอภิปรายว่าวินวิน (Win Win) ตรงนี้ผมคิดว่าต้อง ให้เกียรติพ่อบ้าน พ่อบ้านจะเป็นใคร ผบ.ตร. หรือรอง ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ถ้าทําไม่ดี ผู้ที่เหนือ ผบ.ตร. ไต่ระดับขึ้นไป ผมคิดว่าชาตินี้บ้านเมืองนี้ผมคิดว่าก็ต้องจัดการนะครับ ผมคิดว่าคงต้องเป็นเช่นนี้มากกว่า มิเช่นนั้นเราก็อยู่กันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เรื่องแต่งตั้งควรจะต้องให้ผู้นําหน่วยมาถามมาตอบหรือมาชี้แจง กับส่วนเรื่องปฏิรูปแยกไปก่อน ครับท่านประธาน ผมเสนอเช่นนี้ครับ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้ว ๒ เรื่องมันเป็นเรื่องใหญ่ทั้งคู่ แต่ว่าเรื่องแต่งตั้งมันเป็นปรากฏการณ์ครับท่านประธาน ก็ขอให้แยกออกแล้วก็สอบถาม แต่อย่างไรก็ตามผมขอฝากไว้ว่าลูกทั้ง ๒๐๐,๐๐๐ คนคงเฝ้าชะเง้อมองว่าพ่อบ้านจะทํา อย่างไร แต่ว่าพ่อบ้านนี่ผมพูดอีกนิดหนึ่งว่าเขาคงไม่รังแกลูกหรอกครับ ไม่ฆ่าลูก ถ้ามัน ไม่เกิดภาวะอะไรที่เกิดขึ้น ผมคงตอบไม่ได้ว่าทําไมพ่อต้องทํากับลูกแบบนี้ ท่านประธานครับ และผมหวนมาอีกทีว่าระหว่างการปฏิรูปกับการแต่งตั้งต้องแยกกันก่อน แล้วก็ควรตอบ คําถามเรื่องการแต่งตั้ง เพราะว่าเรามีการกําหนดการอภิปรายว่าจะออกคําสั่งตั้งแต่เมื่อคืนนี้ กี่ทุ่ม ๕ ทุ่มอะไรต่าง ๆ แล้วเมื่อสักครู่นี้เราก็ถามว่าออกคําสั่งออกหรือยัง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็นํามาเสนอเป็นญัตติด่วน ฉะนั้นท่านประธานก็ลองวางน้ําหนักที่การแต่งตั้งนะครับ โดยผ่านกลไกของราชการหรือกลไกของทางระบบที่มีอยู่แล้ว ท่านประธานมีอยู่แล้วครับ ไม่ใช่สํานักงานตํารวจแห่งชาติอย่างเดียว กระทรวงอื่นทําไมถึงไม่พูดบ้างครับ ก็มีอีก นะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ แล้วก็ต่อด้วยท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ที่จริง ไม่ประสงค์จะพูด เพราะไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องสลับซับซ้อนที่จะต้องมาโต้เถียงกันมาก ผมว่าประเด็นที่ท่านวิทยา เพื่อนสมาชิก สปท. ที่ได้เสนอประเด็นมันเป็นข้อเท็จจริงก็แล้วกัน ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจช้ามา ๖ เดือนแล้ว แล้วก็จะมีหลายคนที่ใกล้จะ เกษียณนะครับ ส่วนรายละเอียดว่ามีการซื้อตําแหน่งอะไรหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องสืบสวน สอบสวนกันต่อไป มันเป็นเรื่องที่รู้ ๆ กันในสังคมโดยทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องมาเล่นแร่แปรธาตุ กันว่ามันจริงหรือไม่จริงกันนะครับ แต่ว่า ๖ เดือนคําสั่งยังไม่ออกมา เพราะฉะนั้นญัตตินี้ มีความสําคัญเพื่อจะได้ให้มีการค้นหาให้ได้ว่าทําไมมันเป็นเช่นนั้น แล้วถ้าเผื่อมันไปเกี่ยวโยง กับแทบจะทุกวงการของตํารวจทั้งหมดนี้ เพราะว่ามันเป็นร้อยมันคูณไปได้อีกหลาย ๆ ร้อย ที่ได้มีการอภิปรายกัน เรื่องการที่จะต้องปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่ประชาชนได้เรียกร้องมาหลายปีแล้วบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งในสภา ผู้แทนราษฎรหรือว่าวุฒิสภาก่อนหน้านี้ แล้วก็ในการอภิปรายในสภา สปท. หลาย ๆ ครั้ง ผมเองก็ได้พูดหลายครั้งว่าอยากจะเห็นการทํางานของเรานั้นตอบสนองความเรียกร้อง และความต้องการ และความอึดอัดใจปวดร้าวของประชาชนชาวไทยกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ภายในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และโดยเฉพาะงานที่จะต้องบริการประชาชนนะครับ มันคับแค้นหัวใจแล้วก็ได้คําตอบ โดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจว่ามีตั้ง ๙ เรื่อง แล้วก็อยากทําเหมือนเด็กเล่นจิกซอว์ (Jigsaw) คือเอาทีละเล็ก ๆ แล้วมาประกอบมันก็จะเริ่มในการที่จะต้องปฏิรูปโรงพักตํารวจ เสียก่อนแล้วค่อย ๆ ทําไปในเรื่องใหญ่ ๆ ซึ่งผมก็บอกแล้วผมไม่เห็นด้วย ผมอยากจะเห็น ภาพรวมของการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อให้เป็นไปตามต้องการของประชาชน แล้วก็เจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปอันนี้ มันเป็นเหมือนกับเป็นคํามั่นสัญญาของผู้มีอํานาจรัฐ ทั้ง ๕ สายในการที่จะต้องปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้ได้ แล้วเราก็มาค่อย ๆ ทํากัน ทีละนิด แล้วก็จนกระทั่งเรื่องมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องโน้นเรื่องนี้เกี่ยวกับสํานักงานตํารวจ แห่งชาติมันก็โผล่มา มันไม่ใช่เรื่องของการช้า ดีเลย์ (Delay) ในเรื่องของการโยกย้าย มันอยู่ ในหัวใจของประชาชนเรา ๒๐๐ ชีวิตที่นี่จะต้องตอบสนอง เพราะฉะนั้นญัตติที่เพื่อนสมาชิก คุณวิทยาเสนอคือให้สืบหาประเด็นปัญหามีความทุจริตหรือไม่ในเรื่องการโยกย้ายก็เร่งทําเสีย ส่วนเรื่องการจะทํางานของเราในการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ บล็อก (Block) หรือว่าแนวทางที่จะไปเป็นแบบจิกซอว์ (Jigsaw) เล่นเป็นก้อน ๆ เอามาตั้ง เอามาใส่กันแบบนี้ มันอาจจะไม่รองรับเจตนารมณ์ที่เราได้เข้ามานั่งกันอยู่ที่นี่แล้วก็ความคาดหวังที่เราพึงจะ ให้กับประชาชนชาวไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญครับ เราต้องมีใจ แล้วผมก็ อยากจะขอกราบวิงวอนเพื่อน ๆ นายตํารวจที่นี่ ทั้งที่ประจําการอยู่ แล้วก็เกษียณมาแล้วว่า เป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ทํางานร่วมกัน แล้วก็ทําในสิ่งที่มันดีให้มันเกิดขึ้นได้ แล้วก็ถ้าเผื่อเรา ทําเรื่องตํารวจได้เรื่องเดียวเท่านั้นเอง ผมคิดว่ามันจะมีผลอันสําคัญต่อประเทศไทย แล้วก็ ต่อสถานะเกียรติภูมิกับพวกเราทุกคนในนามของ สปท. แล้วถ้าเผื่อเราทําได้แล้วได้รับ ความร่วมมือจากฝ่ายบริหารโดยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ มันก็จะเป็นงานอันสําคัญ อันใหญ่หลวงว่าที่ได้ปฏิวัติกันมาแล้วในช่วงเปลี่ยนผ่าน อันนี้เราควรจะสร้างสังคมไทยที่ให้ มันยืนอยู่บนขาที่สําคัญ แล้วขาอันหนึ่งก็คือกระบวนการยุติธรรม แล้วก็ภายใต้กระบวนการ ยุติธรรม อันนี้ที่เป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมดคือสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ขอวิงวอนเพื่อน ๆ สมาชิก อะไรที่เราพอจะรู้เข้าใจกันแล้วอย่ามาดึงแข้งดึงขากันเลย มาร่วมกันทํางานในสิ่งที่ มันสําคัญที่มันจําเป็นแล้วเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ แล้วก็สถานะ แล้วก็ ศักดิ์ศรีของพวกเราเองใน สปท. นี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันนะครับ ประการแรก ท่านวิทยา และคณะ ได้เสนอญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม เรื่อง ขอให้พิจารณา ศึกษาแนวทางการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ที่เป็นธรรม ในเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการบรรจุในระเบียบวาระการประชุม โดยที่ท่านประธาน สปท. ได้มีบัญชาให้นําเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ซึ่งกําหนดจะประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ อันนี้เป็นการเสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ส่วนวันนี้เป็นการเสนอญัตติด่วนตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ คือเสนอด้วยวาจา ซึ่งต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ ท่าน ส่วนที่เป็นลายลักษณ์ อักษรที่ท่านเสนอมาแล้ว ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นั้นใช้ผู้รับรองเพียง ๕ ท่าน กระบวนการนั้น ก็เดินหน้าไป ส่วนวันนี้เมื่อท่านได้ใช้สิทธิตามข้อบังคับเสนอแล้วก็มีผู้รับรองเป็นไปตาม ข้อบังคับแล้วก็ได้เปิดให้มีการอภิปราย ขณะเดียวกันต้องเรียนชี้แจงเพิ่มเติมนะครับว่า ในเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจนั้นได้ผ่านความเห็นชอบจาก สปท. ที่เป็นแผนรวม เมื่อการพิจารณาระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนะครับ ไม่ใช่เป็นแผนเล็ก ๆ แต่ว่าได้เสนอ แผนรวม ในแผนรวมดังกล่าวนั้นประกอบไปด้วยบันได ๙ ขั้น หรือว่า ๙ แผนย่อย ซึ่งกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ได้เสนอสภา ให้ความเห็นชอบไปแล้วนะครับ ก็คือการปฏิรูปโรงพักซึ่งถือว่าเป็นต้นทางของกระบวนการ ยุติธรรม สปท. ได้ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี และได้ส่งให้กรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ที่เราเรียกกันว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนี้ครับ ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี สนช. และ สปท. ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบให้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นกรรมาธิการชุดดังกล่าวก็ได้เสนอแผนปฏิรูปการบริหารบุคคลกิจการตํารวจ ให้ปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง สปท. ก็ได้มีมติเห็นชอบแล้วส่งไปให้ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ก็ได้มีมติเห็นชอบให้ขับเคลื่อน เรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ยังมีแผนปฏิรูปกิจการตํารวจที่เป็นแผนบันได ๙ ขั้นนั้นทยอยมานะครับ ก็หมายความว่าเรื่องของการปฏิรูปกิจการตํารวจนั้นได้มีการตั้ง อนุกรรมาธิการปฏิรูปเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ มี พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน และในเรื่องนี้ สปท. ก็ได้ทําหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ทยอยในการนําเข้าสู่วิป (Whip) แล้วก็ เข้าสู่การบรรจุระเบียบวาระการประชุมนะครับ ส่วนประเด็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ที่ผู้เสนอญัตติเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและใช้สิทธิตามข้อบังคับ ความจริงสภาเราไม่ใช่ สภานิติบัญญัติ ประเด็นเร่งด่วนความจริงก็ต้องเป็นเรื่องที่ให้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่แทนรัฐสภานะครับ ในการพิจารณาก็มีสิทธิในการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล มีหน้าที่ ในการตั้งญัตติด่วน ซึ่งก็จะต้องมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง แต่ว่าข้อบังคับของเราก็ไปล้อกับ ข้อบังคับดังกล่าว แล้วเราก็ถือปฏิบัติมา เมื่อข้อบังคับมิได้ห้ามไว้ แต่ว่าสามารถดําเนินการได้ ตามข้อ ๔๔ และสมาชิกก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าวและมีผู้รับรองนะครับ เราก็พิจารณาเรื่องนี้ ก็เพียงแต่ว่าถ้าจะถามมติ ก็เป็นไปตามที่ผู้เสนอญัตติเสนอ ก็คือขอให้สภามีมติมอบหมายให้ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปดําเนินการ ศึกษาเรื่องนี้ เมื่อศึกษาเสร็จก็นํากลับมาเสนอรายงานต่อสภา ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนผู้ที่ อภิปรายก็ต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีโอกาสมาชี้แจง ดังนั้นก็พึงระวังในการพาดพิงหรือการกล่าวหา ก็พึงระวังเท่านั้นเอง ก็เข้าใจว่าสมาชิกได้เข้าใจ ประเด็นนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็เหลือท่านสุดท้ายนะครับ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้ ถ้าท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านไม่ติดภารกิจเรื่องการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านก็คงจะชี้แจงเรื่องนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็จะขอเรียน ความคืบหน้าว่า ตรงนี้ท่านได้มอบหมายให้กระผมช่วยดําเนินการชี้แจงว่าทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมิได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างที่ท่านประธานได้กล่าวว่า จนกระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ซึ่งมีการประชุม ๓ ฝ่ายนั้นครับ หลังจากนั้นแล้ว ๓ ฝ่ายก็ทยอยลงมา ส่งมาที่ประชุม ๒ ฝ่าย ระหว่าง สนช. กับ สปท. แล้ว สปท. กับ สนช. ก็ได้มีความเห็นว่า ตั้งคณะกรรมการเป็นคณะอนุกรรมการ ซึ่งให้ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปตํารวจนี้ครับ และให้แล้วเสร็จโดยท่านรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้มีคําสั่งแต่งตั้งให้มีคณะทํางานให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน โดยให้ พลตํารวจโท บุญเรือง ผลพานิชย์ เป็นประธาน แล้วก็ดําเนินการ ซึ่งทางฝ่าย สนช. นั้นก็จะมี ผบ.ตร. ด้วย ฝ่ายละ ๕ ท่าน แล้วก็มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมด้วย ทางฝ่าย สปท. ก็จะมีตํารวจ ๓ ท่าน ก็คือ ท่านวรพงษ์ ท่านอํานวย นิ่มมะโน แล้วก็ท่านธีรจิตร์ แล้วก็ ท่านจุมพล สุขมั่น แล้วก็ผม ซึ่งไปประชุมร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ก็ผ่านไปประมาณ ๑ เดือนเศษ ก็เหลืออีกประมาณ ๑ เดือนก็จะมีข้อสรุป แล้วก็ประชุมทุกวันอังคาร ซึ่งได้รวบรวมข้อมูล ที่จะเร่ง แต่ว่าสิ่งที่เร่งด่วนในวันนี้ที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ที่ท่านเสนอเข้ามาอาจจะมีข้อต่างตรงนี้นิดหนึ่ง ที่เร่งด่วนก็คือเฉพาะเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจที่เป็นธรรม แต่ว่าเรื่องที่จะนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้น เราไม่ได้นิ่งนอนใจครับ เราเร่งแล้วก็จะ หาข้อสรุป ข้อสรุปนั้นจะส่งขึ้นไปที่ทางคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ซึ่งคณะกรรมการ ประสานงาน ๒ ฝ่ายตรงนั้นมอบให้คณะอนุกรรมการที่มี พลตํารวจโท บุญเรือง เป็นประธาน อนุกรรมการ ตรงนี้เร่งสรุปให้แล้วเสร็จเพื่อที่จะหาข้อยุติเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายก็ดี เกี่ยวกับเรื่องการสอบสวน เรื่องการรับแจ้งเหตุ ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุม แม้กระทั่งว่า มีการปฏิรูปพร้อมที่จะดําเนินการรับแจ้งเหตุทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ทางด้านออนไลน์ (Online) ก็มี ตรงนั้นเพื่อที่จะให้มีการเร่งที่จะให้ทําการให้แล้วเสร็จ ซึ่งตรงนั้นคงจะต้อง ดูเหมือนกันว่างบประมาณที่จะต้องใช้มีอย่างไร เราพยายามที่จะหาข้อสรุปนะครับ ไม่ได้ นิ่งนอนใจนะครับ ก็ขอเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับว่า ในเรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็ได้ติดตามตลอด และก็มอบให้ทั้ง ๕ ท่าน ซึ่งไปประชุมร่วมกับทางของ สนช. แล้วก็มีจาก บุคคลภายนอก แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลในการที่จะปฏิรูป คิดว่าจะได้ ข้อสรุปในประมาณสักไม่เกินกลางเดือนหน้านี้ที่จะต้องสรุปเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ ประสานงาน ๒ ฝ่ายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อหา ข้อสรุปที่ทาง สนช. จะนําไปปรับแก้ รวมทั้งข้อกฎหมายที่จะใช้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ผมเชื่อว่าการปฏิรูปด้านตํารวจนั้นคงจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนครับ ส่วนข้อสรุปจะเป็นอย่างไร นั้น จะนําเสนอท่านประธานและท่านสมาชิกให้ทราบอีกครั้งครับ ก็ขอกราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
ยังมีสมาชิกยกมืออภิปรายอีก ๒ ท่านนะครับ เชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ นะครับ พอพูดถึงอาชีพตํารวจ ผมเองผมถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรตินะครับ ซึ่งผมเจริญเติบโตมาได้ดี ก็เพราะอาชีพตํารวจที่ให้กระผมมา เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าในการวิพากษ์วิจารณ์ตํารวจ ผมอยากให้มีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าผมถือว่าเพื่อนตํารวจอาชีพที่ดีมีความตั้งใจดี กับบ้านเมืองมีเยอะนะครับ สําหรับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เป็นตํารวจเราก็เหมือนกับ ข้าราชการอื่นนะครับ คือเราอยากได้ความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ต่างจาก ข้าราชอื่นหรอกครับ เพียงแต่ข้าราชการตํารวจของเรานี้มีจํานวนมาก เป็น ๒๐๐,๐๐๐ คน ๓๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็การแข่งขันในการทํางานค่อนข้างจะสูง มีทั้งวิชามาร วิชาธรรมะ อยู่ในตัวเองตลอด ผมเองต้องต่อสู้กับเรื่องนี้มาตลอดชีวิตเหมือนกันของการรับราชการ ตํารวจ ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ตัวเองก็เป็นทั้งผู้ได้รับการแต่งตั้ง และในหลายโอกาส ก็เป็นคนแต่งตั้งเพื่อนข้าราชการตํารวจเหมือนกันนะครับ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญผมก็เป็นคน เขียนโต้แย้งไปเองว่าจะใช้หลักอาวุโสอย่างเดียวคงไม่ถูกต้อง ต้องใช้หลักแบบที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ในอดีตได้ใช้มา คือใช้หลักความรู้ความสามารถและอาวุโสประกอบกัน ในการแต่งตั้งจริง ๆ เมื่อปี ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๓๑ ผมมีโอกาสได้ทําบัญชี ในทางปฏิบัตินั้นเราจะ ไล่อาวุโสเป็นหลัก เหมือนกับที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ถ้าคนอาวุโสลําดับ ๑ ความรู้ ความสามารถมันไปไม่ได้ ก็ต้องไปพิจารณาลําดับ ๒ ต่อไป อย่างนี้เป็นหลักนะครับ ซึ่งในการ พิจารณานั้นถ้าเผื่อเราพิจารณาด้วยความถ่องแท้ ด้วยความเป็นธรรมจะไม่มีปัญหานะครับ มีท่านอธิบดีที่ไม่ได้จบจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจ ไม่จบจากมหาวิทยาลัย แต่มีความ เป็นธรรมในการแต่งตั้งก็เป็นที่ยอมรับเป็นผู้บริหารที่ดีของข้าราชการตํารวจ ได้รับการ ยกย่องชมเชย เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในวงการตํารวจเราเองก็มีความกดดันกันเยอะแยะ มากกว่าคําสั่งจะออกมา ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเผื่อพูดถึงความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย มันอีกประเด็นหนึ่ง แต่ถ้าพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ท่านที่เสนอญัตติ ท่านวิทยา ขอโทษ ที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็คงถึงจะเจาะจงเฉพาะปัจจุบันนี้ ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นกับท่านประธานว่า เราจะต้องฟังความทั้ง ๒ ฝ่ายว่าเขามีเหตุผล ความจําเป็น หรือเขามีข้อยุ่งยากอุปสรรคอันใด ทําไมคําสั่งถึงออกมาช้า แต่ผมเองผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถ้าผมอาจจะรู้อยู่บางส่วนเองว่า เขาเองเขาก็ต้องมีตําแหน่งจากการที่ยกเลิกตําแหน่งพนักงานสอบสวน ก็เป็นจํานวนหนึ่ง ที่เขาจะต้องมาเกลี่ย เขาก็มีความจําเป็น แล้วอันที่ ๒ อีกส่วนหนึ่งซึ่งข้าราชการตํารวจ ฟ้องศาลปกครอง แล้วก็ต้องเยียวยานั้นก็มีจํานวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่ามันก็มีส่วน เป็นอุปสรรค แต่ส่วนที่เป็นมอดเป็นแมง ผมเข้าใจว่าเป็นมอดเป็นแมงหรือเป็นปลวกที่ว่า กระทําไม่ถูกต้อง ผมก็เชื่อว่าผู้บังคับบัญชาในทุกระดับคงจะต้องมีการตั้งกรรมการสืบสวน ไม่ให้เกิดขึ้น มีทุกยุคครับ ไม่ว่าสมัยผมเป็นนายตํารวจเด็ก ๆ จนถึงเป็นผู้บริหารก็มีทุกยุค แต่เราจะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ว่าอย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อเกิดขึ้นผมเชื่อว่าตํารวจเขาเอาจริง เอาจังกัน ผมพยายามนั่งนึกอยู่เสมอว่าเราเพียงแต่ได้ยินมา เพียงแต่ได้ยินมานะครับว่า จริงหรือไม่จริง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับตํารวจ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้ง กรรมาธิการเฉพาะขึ้นมาเพื่อจะสืบสวนเรื่องนี้ถ้าเห็นสมควรก็คงจะต้องดําเนินการ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตํารวจที่ดี ๆ ปกป้องศักดิ์ศรีของอาชีพตํารวจเป็นสิ่งสําคัญนะครับ เพราะปัจจุบันนี้ผมเองยังใช้ยศอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นผมเองก็มีความรู้สึกกับเรื่องนี้มาก พอสมควร ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สปท. วันชัย ขอรบกวน ท่านประธานและที่ประชุมอีกสักนิดหนึ่ง เกรงว่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน แล้วก็ขอชี้แจง เพื่อทําความเข้าใจตรงกัน ท่านประธานครับ ที่พวกเราพูดทั้งหมดไม่ว่าใครพูดก็ตาม รวมทั้ง ตัวผมพูด แล้วก็อยากให้ท่านประธานเองเข้าใจด้วย พวกเรานี้พวกเดียวกัน เป็นแม่น้ํา ๕ สาย ไม่มีเหตุผลที่พวกเราต้องมาโจมตีกล่าวหากัน เหมือนสมัยที่ท่านเล่นการเมือง เราต้องการ พูดกันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป เปลี่ยนแปลง บางเรื่องผมรู้นะครับท่านประธาน ว่าเราไม่มี อํานาจทํา และบางท่านอาจจะพูดว่าถ้ามีอํานาจก็อาจจะทําไม่ได้แบบนี้ แต่อยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแม่น้ํา ๕ สาย บางเรื่องไม่ได้ทํานะครับ แต่ท่าน ได้พูดท่านได้อภิปราย ท่านได้เสนอแนะเสียงดัง ๆ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บางครั้งเราก็ช่วยกันแก้ได้ท่านประธาน สิ่งที่ท่านประธานเตือนก็ถูก ว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิ ที่จะมาชี้แจง และการกล่าวหาโจมตีผมยืนยันได้ว่าที่เราพูดทั้งหมดนี้ไม่ได้กล่าวหา ไม่ได้ โจมตีใครเป็นการเฉพาะเจาะจง เราพูดถึงระบบ พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ตํารวจนี่เวลาเขาเอ่ย เขาบอกว่า คุณวันชัย คนอย่าง พลตํารวจเอก ชิดชัย ผมกล้าพูดได้ คนอย่างนี้เรื่องสตางค์ อย่าไปพูดกับท่าน ตํารวจบางคนพูดอย่างนั้นเลยนะครับ เป็นนายเก่าของผม คนนี้ใช้ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเราเสนอญัตตินี้ไม่ได้มีเจตนาไปกล่าวหารัฐบาล ไม่มีเจตนา ไปกล่าวหา ผบ.ตร. ไม่มีเจตนา แต่เราอยากให้คนดีมีที่ยืนครับท่านประธาน เราอยากให้ ตํารวจเขาได้รับความเป็นธรรม ประชาชนได้รับความเป็นธรรม เราทําอะไรไม่ได้นะ ท่านประธาน ท่านวิทยาคงไปตั้งใครไม่ได้ ผมก็ตั้งใครไม่ได้ แต่ขอพูดดัง ๆ ได้ไหมครับ ท่านประธาน เพราะผมเชื่อว่าพวกเรามีแค่ปาก พอเราพูด เราเตือน เราสะกิด บางที มันเกิดผลครับท่านประธาน หนักนิดเบาหน่อยกัน เจตนาร้ายต่อกันไม่มี ถ้ามีเจตนาร้าย ต่อกันไม่ควรจะมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย เอะอะมะเทิ่งไปบ้างก็เป็นเรื่องของวิธีการเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังทํากําลังไปด้วยดี ท่านประธานกําลังดึงให้แผ่ว ขอบพระคุณครับ
ฟังไม่ถนัดเท่าไรครับ ดึงอะไรก็ไม่ทราบ ก็เป็นไปตามญัตติ ข้อบังคับครับ เพียงแต่เตือนไว้นิดเดียว เพราะว่าจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ว่าเนื่องจากว่ามันเป็นญัตติที่เสนอ ด้วยวาจา ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เพราะฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่มีโอกาสมาชี้แจง ก็เพียง เตือนตั้งสติกันในเรื่องนี้ แล้วก็บอกว่าถ้าจะมีประเด็นเฉพาะหน้าเร่งด่วนเป็นปัญหา เรามี กรรมาธิการพิจารณา ซึ่งท่านก็ทําหนังสืออยู่แล้ว แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วมันก็เป็นเรื่องของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันนี้ก็แลกเปลี่ยนกัน ซึ่งท่านก็เข้าใจอยู่แล้วว่ากลไกของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ บทบาทหน้าที่ ภารกิจ มันแตกต่างกันอย่างไร แต่ว่าเมื่อมีการเสนอและข้อบังคับเปิดช่องให้ สภาก็ยินดีพิจารณา นะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกแสดงความจํานงอภิปรายนะครับ ก็ขอเชิญผู้เสนอญัตติได้สรุปญัตติ ก่อนการลงมติครับ
ขอบคุณครับท่านประธานที่อธิบายความและเพื่อน สมาชิกได้เข้าใจถูกต้องตรงกันครับ เป็นญัตติที่ผมเสนอขึ้นมาจากข้อวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งเกิดขึ้น ต่อสํานักงานตํารวจแห่งชาติในเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย และข้อวิพากษ์วิจารณ์นี้ค่อนข้าง จะเกิดความรู้สึกในบรรดาคนทั้งหมดครับว่ามีมูลความจริง ผมเสนอญัตติเพื่อที่จะให้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือสภาของเรานะครับ ลงมติส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทําการศึกษา ข้อเท็จจริงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตํารวจที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ให้ได้ข้อยุติและนําเสนอต่อสภา เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานะครับ เป็นคณะกรรมาธิการประจํา ซึ่งมีภารกิจอยู่แล้ว ท่านก็จะสามารถเรียนเชิญใครก็ได้ครับที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแต่งตั้ง โยกย้ายครั้งนี้ ใครก็ได้ครับที่ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการบางท่านได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ไต่สวนให้เป็นที่ประจักษ์ครับ และสรุปผลภายใน ๑ เดือนรายงานต่อสภา ท่านประธานครับ ระหว่างการอภิปรายมีน้อง ๆ ตํารวจเขาส่งข้อความมาถึงผมครับ เขาบอกว่าถ้าสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทําเรื่องนี้ให้กระจ่างได้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติของเขาจะไม่เป็นโจ๊กครับ คือเขารู้สึกมันเละเป็นโจ๊กไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทําเรื่องนี้ได้ ก็จะกอบกู้หน้าตาตํารวจและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็น่าจะทําในเรื่องที่เป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงขอมติจากสภาครับ ในการที่จะแต่งตั้งให้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ทําการศึกษาเรื่องนี้เพื่อรายงานต่อสภาภายใน ๑ เดือน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านวิทยาครับ ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกได้แสดงตนนะครับ โดยกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เดี๋ยวรอสมาชิกกําลังทยอยเดินมาสักครู่นะครับ ระหว่างนี้อยากจะเรียน เพิ่มเติมในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ของ สปท. ที่ตั้งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ว่าหลังจากที่สภาเรามีมติแล้วก็ส่งเรื่องไปในแผนปฏิรูป บันไดขั้นแรกก็คือการปฏิรูปโรงพักนะครับ ผมได้เชิญท่าน ผบ.ตร. มาเมื่อ ๓ สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็มีทั้งท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ คือท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา มีท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา นะครับ แล้วก็มีท่านอื่น ๆ อีก โดยได้เรียนท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การขับเคลื่อนของเราแม้เราจะไม่ได้มีหน้าที่ เป็นฝ่ายบริหารในการที่จะลงมือปฏิบัติก็จริงอยู่ แต่ว่าหน้าที่เราได้สืบทอดต่อจากสภาปฏิรูป แห่งชาติมาสู่การเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็สนับสนุนส่งเสริมช่วยกันคนละไม้ คนละมืออย่างที่ท่านวันชัยได้พูด แม่น้ํา ๕ สาย ทํางานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) นะครับ เพราะฉะนั้นจากผลการหารืออันนี้ท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็เห็นพ้องตาม ข้อเสนอที่เป็นแผนปฏิรูปของ สปท. นี้ครับว่าจะเริ่มปฏิรูปโรงพัก ๕๐๐ โรงพัก จากทั้งหมด ๑,๔๖๗ โรงพัก แล้วก็เริ่มทํางานกันแล้วขณะนี้โดยที่แบ่งหน้าที่กันไปทั้ง ๒ ส่วน เมื่อตอน พักเที่ยงท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็มาแจ้งว่าพร้อมที่จะไปดูต้นแบบตัวอย่าง โรงพักปฏิรูปในต่างจังหวัด แล้วก็ในกรุงเทพมหานคร แล้วทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติเอง ก็จะมีส่วนหนึ่งก็คือการปรับปรุงโฉมหน้ารีแบรนดิง (Rebranding) ใหม่ รวมทั้งเรื่องของ การต้อนรับฟรอนต์ออฟฟิศ (Front Office) อะไรต่าง ๆ ตลอดจนเรื่องของการปรับปรุง การแจ้งความ การสอบสวนในชั้นโรงพัก ก็จะมีการเกลี่ยอัตรากําลังที่กระจุก บางโรงพัก ไม่มีคดีเลย ปีหนึ่งไม่กี่คดีก็เกลี่ยกันมาอะไรทํานองนี้ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่า ขณะนี้เรื่องการปฏิรูป กิจการตํารวจเดินหน้าแล้วนะครับ แล้วก็เน้นไปอีกส่วน ก็คือการให้ประชาคมที่อยู่ในเขต อํานาจสอบสวนของโรงพักนั้น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น กต.ตร. ก็ดี หรือว่าประชาคมอื่น อันนี้ก็เป็นมิติใหม่ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจนั้น บางทีเราอาจจะ ไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่ว่าเมื่อมีการพูดที่นี่ แล้วมีการรายงานกันเป็นระยะ ๆ และสื่อสารมวลชน ทยอยสื่อสารออกไป หรือองค์กรเครือข่ายความร่วมมือของเราตอนนี้ไป ๕๐ กว่าองค์กรแล้ว นะครับ ก็ช่วยกันทํางาน ช่วยกันเดินหน้าเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็เรียนให้ท่านทราบว่า เรื่องการปฏิรูปเราช่วยกันขับเคลื่อนครับ ของแม่น้ํา ๕ สาย ทางรัฐบาลเขาก็เดินหน้า ไปเยอะมาก แม้แต่ใช้มาตรา ๔๔ เรื่องของพนักงานสอบสวนและอื่น ๆ ขณะเดียวกัน เฉพาะประเด็นที่มีการเสนอญัตติมาก็เป็นเฉพาะกาลเฉพาะกิจ ก็ขอให้มอบให้กับ ทางกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องนี้ไปศึกษา ศึกษาเสร็จก็นํากลับมารายงานสภานะครับ ยังมี ผู้ใดยังไม่ได้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าไม่มีก็ขอแสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๓๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
จะขอมติว่าสมาชิกท่านใดที่เห็นด้วยกับญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ นะครับ ในการที่จะให้สภามีมติมอบหมายให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปศึกษากรณีปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่เกิดขึ้น เมื่อศึกษาแล้วก็ให้นํากลับมารายงานสู่สภาอีกครั้งหนึ่ง สมาชิกท่านใดเห็นด้วยโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดจะใช้สิทธิงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีก็ปิดการลงคะแนนนะครับ แสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๓๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๐๕ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๑๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยตามญัตติของท่านวิทยา แก้วภราดัย นะครับ มอบหมายให้กับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมไปพิจารณาศึกษา ขอผู้เสนอญัตติครับ จะให้เวลาประมาณสักเท่าไรครับ
ผมเสนอแปรญัตติ ๓๐ วันนะครับ
ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จใน ๓๐ วันนะครับ ขอผู้รับรองนะครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ถูกต้องนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้เสร็จสิ้นการพิจารณาญัตติ ตามข้อ ๔๔ เป็นที่เรียบร้อย สําหรับวันนี้ระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุม ทุกท่านนะครับ ผมขอปิดประชุมครับ