กษิต ภิรมย์ หารือถึงความจำเป็นในการพัฒนาการศึกษาแบบควบคู่โดยเสนอให้ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมร่วมมืออย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหาขีดจำกัดด้านแรงงานอาชีวะที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศและผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ท่านประธานกับผมคงจะคุ้นกับเรื่องนี้มา ๒๐ กว่าปีแล้วนะครับ ในฐานะที่เราอยู่ในแวดวง ทางการเมืองแล้วก็ได้มีการปรึกษาหารือขับเคลื่อนเรื่องนี้มาก็ ๒๐ กว่าปีแล้ว ที่สําคัญก็คือว่า ต้นแบบเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วก็คือเทคนิคไทย-เยอรมัน โรงเรียนเทคนิคพระนครเหนือ ตอนหลังก็แปรสภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แล้วก็อื่น ๆ เพราะฉะนั้นการคิด ๆ ในการที่ภายใน ๑ ปีการศึกษา ให้นักเรียนอาชีวะอยู่ที่โรงงาน ๖ เดือน แล้วก็อยู่ที่ในห้องเรียนอีก ๖ เดือน ไม่ใช่เป็นของใหม่ครับ ทํากันมา ๓๐-๔๐ ปี ช่วงที่ผมเป็น เอกอัครราชทูตอยู่ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ที่ประเทศเยอรมนี จําความได้ว่าได้มีโอกาสต้อนรับ คณะผู้แทนไทยเป็นสิบ ๆ คณะ ทั้งฝ่ายการศึกษา กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ อีกทั้งเราก็มี สํานักงานส่งเสริมการลงทุนทั้งที่โตเกียว ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี มาเป็นเวลานาน เราก็มีผู้แทนของสํานักงาน ก.พ. ที่ดูแลนักเรียนทุนต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทําไม ณ วันนี้จะต้องมาเป็นวาระแห่งชาติ มันเป็นเรื่องที่จะต้องทําอยู่แล้ว อีกทั้งบรรดา หอการค้าต่างประเทศในประเทศไทยทั้งหมด โดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือ จากสหภาพยุโรป แล้วก็จะเป็นหอการค้าของประเทศสิงคโปร์ เกาะฮ่องกง ประเทศไต้หวัน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งหมดประมาณเกือบ ๓๐ หอการค้า ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจุดอ่อนอันสําคัญของประเทศไทยในการพัฒนา เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมก็คือเรามีบุคลากรทางด้านอาชีวศึกษาที่ไม่เพียงพอ นอกเหนือจาก ในระดับบริหารของสถาปนิก ของเอนจิเนียร์ (Engineer) นักคอมพิวเตอร์ นักบัญชี อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอุปสรรคอันสําคัญในการพัฒนาประเทศแล้วก็เปลี่ยนรูปโฉม ประเทศไทยที่เราได้พูดกันไว้ที่จะหลุดออกไปจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ไปสู่สังคมที่เราก็ได้พูดกันแล้วที่จะเอาเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ได้มาใช้ ซึ่งก็อยู่ใน เอกสารที่จะแจก ๕ สาขาหลักด้วยกันนะครับ คราวนี้ประเด็นที่ผมอยากจะรู้ แล้วมันมี ประเด็นปัญหาอะไร ๓๐ ปีมาเรื่องของการเรียนควบคู่ในห้องเรียน มันติดอะไรมันถึงไม่เป็น อย่างที่ควรจะเป็น แล้วถึงจะต้องมาเสนอว่าให้เป็นวาระแห่งชาติ เรื่องมันติดอยู่ที่ไหนครับ ติดอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ติดอยู่ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือติดอยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ หรือที่เพราะว่าเราทํางานด้วยกันไม่ได้ สามเส้าดังที่ประเทศเยอรมนี ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ยุโรป ประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศไต้หวัน มันมีสามเส้า ในเรื่องนี้ เรื่องอาชีวศึกษา คือตัวรัฐบาลกลางต้องมีงบประมาณอย่างมากมายเป็นพัน ๆ ล้านบาท ตัวที่ ๒ คือสถาบันการศึกษาคือโรงเรียนอาชีวศึกษาของทั้งภาครัฐแล้วก็เอกชน ผมเน้นคําว่า เอกชนด้วยนะครับ แล้วก็ตัวที่ ๓ ก็คือโดยเฉพาะตัวสภาอุตสาหกรรม ที่จะต้อง เอาเด็กไปฝึกอบรมที่โรงงานของตน มันสามเส้าครับ แต่นี่มาเสนอว่าจะต้องส่งเรื่องไปที่ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน มันก็มีแต่ท่านนายห้าง ท่านรัฐมนตรี ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ มันคงจะไม่ใช่องค์กรกลางที่จะทําการประสาน มันง่ายนิดเดียวครับ ผมเสนอง่าย ๆ สามเส้า ก็คือตัวกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นปลัดกระทรวงหรือจะเป็นรัฐมนตรี ประธาน อุตสาหกรรม แล้วก็สํานักงบประมาณ ก็สามเส้า แล้วให้เป็นวาระแห่งชาติ คือต้องให้สามเส้า คืออาชีวศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โรงงาน ทุกโรงงานในประเทศไทยต้องรับเด็กไปฝึกอบรม แล้วก็ต้องมีงบประมาณโดยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ผ่านมาทางสํานักงบประมาณ ว่าจะตั้ง ณ วันนี้ ๕,๐๐๐ ล้านบาทก็ว่ากันไปเลย ไม่ต้องบอกว่าต้อง ๔๐๐ โรงเรียน ทั้งหมดมันจะต้องเป็นทวีภาคีเสีย ณ วันนี้ ผมก็ไม่ค่อยชอบคําว่า ทวิ เท่าไร ที่จริงมันเป็น การศึกษาแบบควบคู่ คือมันไปคู่ขนานกันไป มันไม่ใช่เป็นคู่ ๑ ต่อ ๑ มันไม่ใช่ มันควบคู่ อาจจะต้องหาภาษาไทยที่มันเหมาะกว่านี้ ผมก็ไม่ได้มีความสามารถในเรื่องภาษาไทย แต่คง ไม่ใช่ทวินะครับ มันเป็นดูอัลเอดูเคชัน (Dual Education) มันเป็นควบคู่กันไป มันไม่ใช่ เป็นไบแลตเทอรัลเอดูเคชัน (Bilateral Education) ซึ่งนั่นเป็นคําแปลอันตรงของคําว่า ทวิภาคี เพราะฉะนั้นผมขอเน้นเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ให้เป็น ๓ องค์กรที่ผมว่า แล้วไม่ไปที่ คณะกรรมการ กรอ. อันนี้เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ และผมก็อยากจะรู้ว่าทางคณะกรรมาธิการ ผ่านทางท่านประธานได้พูดกับประธานสภาอุตสาหกรรมหรือยัง แล้วก็สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยพร้อมที่จะเข้ามาร่วมด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ แล้วก็ภายใน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนี้มันจะสอดคล้องกับ ๕ สาขาหลัก แล้วก็อันที่ ๕ ย่อยลงไป ในเรื่องของไบโอเทค (Biotec) อะไรต่าง ๆ หรือไม่ ผมว่ามันต้องไลน์อัป (Line up) จัดคิวของ โรงงานมาเสียก่อน แล้วก็ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะลืมไปอีกหน่วยงานหนึ่งคือกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีศูนย์วิจัยตั้ง ๕-๖ อัน แมทีเรียลไซน์ (Materials Science) นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) ไบโอเทค (Biotec) ต่าง ๆ เหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน หรือว่าจะโอนงานอันนี้ ไปให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทํางานร่วมกับโรงเรียนอาชีวะทั้ง ๔๐๐ โรงเรียน แล้วก็โยงกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มันก็จะได้ถ้าเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มันก็จะมีเรื่องของการวิจัยค้นคว้า มันก็ข้ามไปว่านอกจากสํานักงบประมาณแล้ว สภาวิจัยแห่งชาติว่าอย่างไร สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยว่าอย่างไร ระหว่างสภาวิจัย แห่งชาติกับสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ผมก็ได้อภิปรายไปแล้ว มันไม่ได้ทํางาน ประสานงานกัน มันก็ไม่ได้ไปตอบสนอง ๕ แขนงที่เราได้ทํากันขึ้นมาผ่านทางท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ท่านดอกเตอร์สถิตย์ อดีตปลัด กระทรวงการคลัง ขออนุญาตเอ่ยนามด้วย ผมคิดว่าน่าจะทบทวนและดูเสียให้หมดมันจะได้ ขับเคลื่อนได้ และเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์นะครับ จากซีโร (Zero) เรื่องนี้มันอยู่ที่ประเทศไทย มา ๓๐-๔๐ ปีแล้ว ประเด็นปัญหาใหญ่ เพราะเราไม่ได้หันหน้าเข้ามาทํางานด้วยกันอย่าง จริง ๆ จัง ๆ รัฐบาลทําไป ขับเคลื่อนลงไป ข้าราชการนิ่งเฉย พูดข้ามฟากไปที่สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยทั้ง ๆ ที่เขานั่งอยู่ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน มีนายกรัฐมนตรี มาไม่รู้กี่สิบนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไม่ได้รองรับ ไม่รับผิดชอบ แล้วก็คิดที่จะซื้อเทคโนโลยี มันง่ายดี แต่ไม่ยอมที่จะช่วยลงทุนในการที่ผลิตบุคลากร เพราะว่าภาคเอกชนต้องถือว่าอันนี้ เป็นภาระหน้าที่ต่อสังคม เป็นคอร์ปอเรต โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Corporate Social Responsibility) ไม่ใช่ประชุมกันใน กรอ. แล้วก็มาล็อบบี (Lobby) รัฐบาลให้ทําโน้นทํานี้ อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่เคยที่จะเสียสละในการที่จะตั้งกองทุนขึ้นมาหรือว่าหักกําไรสัก ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ได้ไหม ในขณะเดียวกันสมาคมธนาคารเอกชนไทยเขาว่าอย่างไร จะลงขัน ด้วยไหมในเรื่องนี้ ผมว่าอยากจะฝากทางกรรมาธิการผ่านท่านประธาน ท่านลงไปทบทวน แล้วผมคิดว่าจัดรูปแบบการประสานงานในเรื่องนี้ให้มันชัดเสียก่อนแล้วจะได้เสนอไปให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านตัดสินใจเลย ทั้งในเรื่องการสั่งการให้ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงบประมาณ พวกกองทุนวิจัยทั้งหลายร่วมกันทํางาน เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วท่านก็ข้ามฟากไปพูดกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นสําคัญว่าจะเอาอย่างไรกัน แล้วก็ขับเคลื่อน แล้วอุตสาหกรรมใดที่ทางสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยจะไม่มีมันก็ต้องกลับมาที่ตรงสตาร์ตอัปคัมพานี (Startup Company) ว่า จะเริ่มอย่างไร เพราะตอนนี้เราพูดกันมากเรื่องโรโบติกส์ (Robotics) เรื่องอะไรไบโอเทค (Biotec) แต่ว่ามันเป็นบริษัทฝรั่งเสียส่วนใหญ่ เราจะส่งเสริมให้มีบริษัทเอกชนไทยขึ้นมา ได้อย่างไร รัฐบาลจะให้ทุนสักกี่เปอร์เซ็นต์ ธนาคารของรัฐจะให้ดอกเบี้ยเกือบ ๐ เปอร์เซ็นต์ไหม แล้วถ้าเผื่อเป็นธนาคารเอกชนจะทําโปรไฟแนนซิง (Pro-financing) กับรัฐบาลไหม ออกมา คนละ ๕๐ ต่อ ๕๐ ในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ๆ แล้วก็รวมทั้งในการที่จะพัฒนา บุคลากรทางด้านอาชีวศึกษาด้วย ผมเห็นโลกมาเยอะนะครับ แล้วก็ทําเรื่องนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ที่ประเทศเยอรมนีได้เคยรายงานมาก็เยอะแยะที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น อย่ารีบเลยครับ เพียงแต่ว่าเอาคําว่า วาระแห่งชาติ มาเป็นตัวตั้ง แต่ว่าการเตรียมการมันอาจจะ ไม่สมบูรณ์ อยากจะให้ทบทวนทั้งหมด แล้วผมก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวก็ลงคะแนนก็ผ่านแน่นอนแล้ว นะครับ แล้วก็อีกอาทิตย์ต้องส่งไปที่รัฐบาล ผมคิดว่าอย่างไรภายใน ๑ สัปดาห์นี้ ข้อมูลตามที่ ผมได้กล่าวมาไม่มีทางครบครับ แล้วผมเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ของประเทศในการที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่พัฒนาให้ได้ โดยเฉพาะทางด้าน อุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นการเตรียมการในเรื่องอาชีวศึกษา ทําให้มันเป็นกอบเป็นกําและให้ มันแน่ชัดอันนี้จะดีกว่า ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ