เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาให้เป็นรูปแบบทวิภาคีอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อผลิตแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและพาณิชย์ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาข้อจำกัดของครูผู้สอนและผู้ฝึกอบรม ทั้งในด้านจำนวนและคุณภาพ การส่งเสริมความร่วมมือกับสถาบันในและต่างประเทศ การผลักดันการรับรองวุฒิการศึกษาและวุฒิวิชาชีพคู่ขนาน โดยเฉพาะในสาขาซูเปอร์คลัสเตอร์และอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการสร้างแรงจูงใจผ่านมาตรการภาษี การปรับเปลี่ยนค่านิยมของครูแนะแนว พ่อแม่ ผู้ปกครอง และการพัฒนาระบบทวิภาคีให้รองรับอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อรองรับกำลังคนของประเทศในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการร่วมอภิปรายในเรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาเสนอนะครับ คือการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษา สู่อาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งท่านกรรมาธิการที่ได้ชี้แจง คือท่านประยูร เชี่ยววัฒนา ก็ได้พาดพิง ผมหลายครั้งนะครับ ด้วยความขอบพระคุณ ก็ได้เคยหารือกับท่านในหลาย ๆ ครั้ง ก็ต้อง ขอกราบเรียนท่านประธานว่าอาจจะขอใช้เวลามากกว่า ๑๐ นาทีสักเล็กน้อยนะครับ เพราะดูแล้วก็มีผู้อภิปรายไม่มากนัก เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่กรรมาธิการจะได้นําไป ใช้ประโยชน์
สําหรับแนวทางปฏิรูปที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้เสนอ ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการที่ผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ในเรื่องของ การอาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลในปัจจุบัน ให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมจําได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คือเมื่อปีครึ่งที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณาไปเป็นประธานเองในการสัมมนา เรื่องนี้ ท่านใช้เวลาอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมงที่เมืองทองธานี พูดคุยกับผู้บริหารภาครัฐในด้าน การศึกษาทุกคน แล้วก็ผู้บริหารของภาคเอกชนจากบริษัท จากผู้ประกอบการ ร่วม ๑๐๐ คน ทั้งบริษัทใหญ่ บริษัทเล็ก บริษัทของประเทศไทยเอง และบริษัทจากต่างชาติ ที่ต่างฝ่าย ต่างให้ข้อมูลค่อนข้างจะสมบูรณ์ค่อนข้างมาก ถึงแนวทางในการพัฒนาอาชีวศึกษาของ ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของทวิภาคี ซึ่งจะทําให้นักศึกษา นักเรียนที่จบ การศึกษาระดับอาชีวศึกษาจะสามารถไปทํางานได้จริง นั่นคือเป้าหมายสูงสุด ซึ่งท่านกรรมาธิการ ก็ได้กรุณาชี้แจงแล้วว่ามีต้นแบบในหลายประเทศที่เขาได้ทําประสบความสําเร็จ ผมเคยไปดูงาน ทั้งประเทศเยอรมนี ทั้งประเทศออสเตรเลีย ถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความสําคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคีได้ประสบความสําเร็จ ด้วยการสนับสนุนของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในบ้านเรา เรามีสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่สังกัดคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาอยู่ จํานวนทั้งหมด ๔๒๕ แห่ง มีนักศึกษา ๖๗๔,๐๐๐ กว่าคน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ใช้อํานาจตามมาตรา ๔๔ ได้ให้สถานศึกษา อาชีวศึกษาภาคเอกชนทั้งหมด ๔๖๑ แห่ง มีนักศึกษาอยู่ ๓๐๒,๐๐๐ กว่าคน มาสังกัดอยู่ ภายใต้ สอศ. และปัจจุบันนี้ สอศ. คือสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ต้องดูแล โรงเรียนระดับอาชีวศึกษาถึง ๘๘๐ กว่าแห่ง ก็ฝากไว้เป็นข้อมูลข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นเหตุผล ที่ได้โอนให้อาชีวศึกษาภาคเอกชนมาขึ้นกับ สอศ. เพื่อให้ได้มีมาตรฐานที่ทัดเทียมกันทั้งใน การพัฒนาและในการให้การศึกษา ในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาที่เรียกว่า ทวิภาคี ได้มี การดําเนินการโดยภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ผมได้กราบเรียนนะครับ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางรัฐบาลโดยท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิดได้กรุณาเป็นประธาน เปิดโครงการนี้ขึ้นเป็นโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของอาชีวศึกษา โดยสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งผมเป็นประธานกรรมการนะครับ ก็เป็น ๑ ใน ๓ เสาหลักที่จะ ช่วยกันพัฒนาอาชีวศึกษาร่วมกับภาครัฐโดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก ภาคเอกชน ก็ผู้ประกอบการจากหลาย ๆ บริษัทและภาคประชาสังคม ซึ่งมีสถาบันคุณวิชาชีพ (องค์การ มหาชน) เป็นหัวหน้ากลุ่มนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาของอาชีวศึกษาที่จะพัฒนาไปสู่ ระบบการศึกษาทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพได้นั้นก็มีหลายเรื่อง ซึ่งท่านกรรมาธิการก็ได้กรุณา ชี้ให้เห็นหมดแล้วนะครับถึงปัญหาต่าง ๆ ถึงอุปสรรคที่มีอยู่แล้วก็ถึงแนวทางในการปฏิรูป ผมก็คงจะใช้เวลาให้เป็นตัวอย่างว่าได้ปฏิบัติในเรื่องที่ท่านได้ชี้แจงไปแล้วนั้นมีอะไรบ้าง นะครับ อย่างเช่น การนํามาตรฐานอาชีพสู่ภาคการศึกษาและฝึกอาชีพเพื่อนําไปพัฒนา หลักสูตรฐานสมรรถนะ เพราะฉะนั้นหัวใจของทวิภาคีคือฐานสมรรถนะ ฐานสมรรถนะ ถ้าภาษาอังกฤษก็คือสกิล (Skill) หรือคอมพีเทนซี (Competency) ที่เรานํามาใช้ ไม่เพียง เฉพาะการได้รับวุฒิการศึกษาเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะมีหลาย ๆ คนที่อาจจะไปทํางานได้ดี โดยไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาแต่ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่อง ที่สําคัญที่เราจะต้องส่งเสริมให้มีหลักสูตรที่เป็นระบบฐานสมรรถนะ ประเด็นที่สําคัญ ๆ ที่ท่านได้พูดถึง อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ทางสถาบันเองได้ร่วมกับทาง สอศ. คัดเลือกสถานศึกษา ในสังกัด ๑๑ แห่ง เพื่อทําเป็นโครงการนําร่องในการจัดการเรียนการสอนตามฐานสมรรถนะ ก็คือหมายความว่าเมื่อสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาระบบมาตรฐาน อาชีพขึ้นมาแล้วก็จะไปจับมือกับทางกระทรวงศึกษาธิการในสถาบันต่าง ๆ เพื่อพัฒนา หลักสูตรให้เป็นหลักสูตรที่สามารถสอน ฝึก แล้วก็ทํางานได้ตรงกับความต้องการของ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคพาณิชย์ก็แล้วแต่
ในประเด็นเรื่องของผู้สอนและผู้ฝึกอบรมในสถานประกอบการเป็นหัวใจ ที่จะทําให้โครงการนี้ประสบความสําเร็จหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าเรามีจุดอ่อนมากทั้ง ๒ ส่วน ทั้งครูผู้สอนในห้องเรียนเอง ทั้งผู้ที่จะเป็นเทรนเนอร์ (Trainer) ในสถานประกอบการ อันนี้ ก็ต้องทํางานกัน ผมคิดว่า ๕ ปีก็อาจจะไม่พอ ไม่ใช่เฉพาะขาดแคลนจํานวนครูอย่างที่ ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงเท่านั้น แต่เราขาดแคลนผู้ที่ควอลิฟาย (Qualify) ผู้ที่จะสามารถ เป็นครูที่มีความเข้าใจในวิชานั้นจริง ๆ อย่างพวกแพทย์พวกอะไรพวกนี้เขาจะเอาอาจารย์ ที่เคยผ่านการทํางานในโรงพยาบาลมาเป็นสิบ ๆ ปีมาเป็นครูสอน แต่ครูสอนอาชีวศึกษาของเรา อาจจะไม่เคยทํางาน ไม่เคยผ่าน หรือไม่เคยรู้จักบริษัทหรือโรงงานมาก่อนเลยนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นจุดอ่อนอันหนึ่งที่เราจะต้องช่วยกันพัฒนา ในปัจจุบันนี้การพัฒนาครู ทั้งในส่วนของสถานศึกษาและในส่วนของผู้ประกอบการก็ได้มีการดําเนินการกันอย่างจริงจัง นะครับ รวมถึงครูผู้สอนภาษาอังกฤษด้วย เราก็ทําร่วมกับคุรุสภา ทําร่วมกับมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ การอบรมสมรรถนะครูในการจัดทําหลักสูตรสมรรถนะ ตอนนี้เราก็เน้นไปหลายสาขา เช่น เมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ร่วมกับ สอศ. และร่วมกับเฟเดอรัล อินสทิทิวต์ ฟอร์ โวเคชันนัล เอดูเคชัน แอนด์ เทรนนิง (Federal Institute for Vocational Education and Training) ของประเทศเยอรมนีนะครับ นี่ผมพูดให้เป็นตัวอย่างว่าการดําเนินการ ในเรื่องเหล่านี้มันก็ต้องจับมือกับหลายฝ่ายรวมทั้งต่างประเทศด้วยที่เขามีมาตรฐานที่ทํามา นานแล้ว ทางด้านไอซีที (ICT) เราก็ทําร่วมกับ มทร. ล้านนา แล้วก็อาร์เอ็มไอที (RMIT) คือ รอยัล เมลเบิร์น อินสทิทิวต์ ออฟ เทคโนโลยี (Royal Melbourne Institute of Technology) ของประเทศออสเตรเลียนะครับ อยู่ที่เมลเบิร์น รอยัล เมลเบิร์น อินสทิทิวต์ ออฟ เทคโนโลยี (Royal Melbourne Institute of Technology) ก็มีการจับมือร่วมกัน การจัดทํามาตรฐาน ที่เราเรียกว่าฐานสมรรถนะ เราจะทําขึ้นเองโดยไม่มีความเป็นสากลก็จะทําให้ผู้ที่ผ่านการฝึก การอบรมนั้นไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นทุกหลักสูตร ทุกฐานสมรรถนะที่เราพัฒนาขึ้นมาจึงต้องสามารถเรเฟอเรนซ์ (Reference) คือสามารถที่จะเทียบเคียงกับต่างประเทศ เทียบเคียงกับสากลได้ อันนี้เป็น เรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง การขับเคลื่อนคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ในรัฐบาลใช้ คําว่า ประชารัฐ ซึ่งที่จริงแล้วก็สอดคล้องกับที่ทางกรรมาธิการเสนอนะครับ คือก็ต้องมี กรอ.อศ. มาร่วมดําเนินการทุกภาคส่วน มีการจัดทําเป็นตัวอย่าง เช่น มีเอกซ์เซลเลนซ์ โมเดล สคูล (Excellence Model School) ได้ร่วมกันดําเนินการเป็นโครงการตัวอย่างในด้านทวิภาคี ส่งเสริมให้ สอศ. นํามาตรฐานอาชีพไปใช้ปรับหลักสูตรและแผนการเรียนการสอน เน้นไปยัง หลักสูตรทวิภาคีและในสาขาซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) ซึ่งท่านประยูร ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงในซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) ก็เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ถือว่า เป็นวิชาชีพสําหรับอนาคตของประเทศเพื่อผลิตกําลังคนรองรับการส่งเสริมและการลงทุน ตามมติรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๘ เช่น ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ดิจิทัล (Digital) และปิโตรเคมี เป็นต้น แล้วก็ผลักดันการพัฒนากําลังคน ในสาขาที่เราเรียกว่า เอสเคิร์ฟอินดัสทรี (S-Curve Industry) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เราสนับสนุนให้นักศึกษาอาชีวศึกษาที่ผ่านการจัดการเรียนการสอนและฝึกอาชีพระบบ ฐานสมรรถนะได้รับการรับรองคุณวุฒิการศึกษาทั้ง ๒ ด้าน คือทั้งคุณวุฒิการศึกษาเอง แล้วก็ คุณวุฒิวิชาชีพ ที่เราเรียกว่าเป็นระบบคุณวุฒิวิชาชีพด้วย ก็คือเรียนหลักสูตรเดียวหรือเรียน โรงเรียนเดียวได้ ๒ ใบรับรอง เหมือนกับได้ใบประกอบโรคศิลปะหรือได้ใบประกอบวิชาชีพ วิศวกรรมสามารถไปทํางานได้เลยนะครับ ความร่วมมือกับต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว เราได้จับมือกับทางประเทศเยอรมนีที่เรียกว่า เฟเดอรัล อินสทิทิวต์ ฟอร์ โวเคชันนัล เอดูเคชัน แอนด์ เทรนนิง (Federal Institute for Vocational Education and Training) หรือเขาย่อว่าบีไอบีบี (BIBB) ได้จับมือกับหอการค้า เยอรมัน-ไทย อันนี้เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่มีความสําคัญในการพัฒนาด้านอาชีวะให้กับ ประเทศไทยมาช้านาน ทั้งหมดที่ผมได้กราบเรียนก็เป็นตัวอย่างของการดําเนินการที่ทาง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับทางด้านกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน ได้พยายามดําเนินการตามแนวทางปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ อันนี้เป็นตัวอย่างของ การปฏิบัติซึ่งก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป การพัฒนาวิชาชีพ การพัฒนาในด้านครู การสร้างโมเดล (Model) ใหม่ ๆ ของโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโดยพื้นที่หรือโดยวิชาชีพก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา นะครับ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคณะกรรมาธิการที่ตั้งไว้ว่าในอีก ๒ ปี ๓ ปีข้างหน้าให้ได้ อีก ๑๐๐ โรงเรียน แล้วก็ในอีก ๒ ปีถัดไป คือแผน ๕ ปีก็จะครบ ๔๐๐ โรงเรียนตามที่รัฐบาล มีอยู่นะครับ อันนั้นก็เป็นเป้าหมายที่คงจะทําได้ในระดับหนึ่ง
สุดท้ายการสร้างแรงจูงใจ เป็นหัวใจ เป็นเรื่องที่สําคัญซึ่งท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิวัฒน์ก็ได้กล่าวถึงนะครับ การสร้างแรงจูงใจให้กับคนมาเรียนอาชีวศึกษา มาสู่อาชีวศึกษา เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง นอกจากประเด็นในเรื่องของการให้ค่าตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ตามฐานสมรรถนะจริง ๆ แล้ว ก็มีอีก ๒-๓ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อมูล คือการสร้างระบบจูงใจให้สถานประกอบการภาคเอกชนที่ร่วมกับอาชีวศึกษา อาจจะใช้ ในเรื่องมาตรการทางภาษี วันนี้เราให้ไปหักได้ ๒ เท่า อาจจะเพิ่มเป็น ๓ เท่า เพราะว่า คนเหล่านั้นก็ต้องเสียสละ บางโรงงานต้องจ่ายให้กับนักเรียนเดือนละหลาย ๆ พันบาท หรือเดือนละเป็นหมื่นบาทนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องเป็นส่วนที่เขาควรจะได้รับการ ตอบแทนจากภาครัฐ การสร้างค่านิยมอาชีวศึกษาและความเข้าใจที่ถูกต้องกับครูแนะแนว พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชนต่อการอาชีวศึกษา ผู้เรียนอาชีวศึกษาจบแล้วเป็นที่ต้องการ มีงานทําแน่นอน มีรายได้ที่ดี และสุดท้ายก็คือการสร้างระบบที่จะทําให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง และทางผู้ประกอบการมีความสุขร่วมกันเราจะสร้างสิ่งนี้ได้อย่างไร ก็ขอกราบเรียนว่า เห็นด้วยกับแนวทางแล้วก็ขั้นตอนในการพัฒนาอาชีวศึกษาไปสู่ระบบทวิภาคี ซึ่งหวังว่า ก็จะทําให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล แล้วก็เป็นวาระแห่งชาติที่จะช่วยทําให้ขับเคลื่อน อุตสาหกรรมของประเทศ แล้วก็ขีดความสามารถในการแข่งขันของบ้านเราให้สูงขึ้น เพื่อรองรับกับสังคมในภาคอุตสาหกรรมแล้วเข้าไปสู่ระบบ ๔.๐ ในอนาคต ขอขอบพระคุณครับ