ประยูร ชูแนวทางปฏิรูปอาชีวศึกษา ผลักดันระบบเรียนทวิภาคี

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ประยูร เชี่ยววัฒนา นำเสนอแนวทางการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่ระบบการเรียนรู้แบบทวิภาคี โดยเน้นการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริบทท้องถิ่น พร้อมเสนอให้พัฒนาครู เครื่องมือการเรียนการสอน และการรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานและลดช่องว่างระหว่างการศึกษาสายอาชีพกับสายสามัญอย่างยั่งยืน

นายประยูร เชี่ยววัฒนา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรียนท่านสมาชิก ผม นายประยูร เชี่ยววัฒนา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๑ ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนของคณะทํางานด้านอาชีวศึกษา นําเสนอรายงาน ชุดนี้ การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี เรื่องที่ผมจะนํา เรียนท่านทั้งหลายจะมีสไลด์ (Slide) ทั้งหมด ๑๒ ชุด จะลําดับพูดให้ทุกท่านเห็นภาพกว้าง ๆ ว่าสถานภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร ทวิภาคีเป็นอย่างไร ตําแหน่งแหล่งของทวิภาคีของประเทศ เยอรมนี ในโลกเป็นอย่างไร และจากนั้นก็จะพูดถึงประเทศไทย ว่าประเทศไทยนี้ปัจจุบัน การอาชีวศึกษามีปัญหาอะไร และถ้าเราขับเคลื่อน ขับเคลื่อนในที่นี้ก็คือต้องทําให้มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างที่กําลังเป็นอยู่ปัจจุบัน เราต้องการ ให้มีเป้าหมายอะไร สิ้นสุดปีที่ ๕ เราหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น และจากนั้นประเด็นในการปฏิรูป มีอะไรบ้าง ประมาณ ๓-๔ ประเด็นหลัก ๆ จะกราบเรียนท่านทั้งหลายและขอความกรุณา ท่านสมาชิกกรุณาให้ความเห็น ให้ข้อติชม เพื่อผมจะได้นําไปปรับปรุง แล้วก็ขอความกรุณา ให้ความเห็นชอบด้วยนะครับ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นแรกครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

สถานภาพปัจจุบัน ผมขออนุญาต ให้ตัวเลขคร่าว ๆ เกี่ยวกับการเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญ อันนี้เป็นตัวเลขของประเทศไทย ประเทศไทยปัจจุบันเรียนสายอาชีพประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สายสามัญประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ เมื่อก่อน ๓๕ ต่อ ๖๕ ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการพยายาม ปรับปรุงตรงนี้ แล้วมีการเปลี่ยนดีขึ้น แต่ดีขึ้นก็ยังดีสู้ไม่ได้กับประเทศอื่น ๆ ที่เขาไปไกล อย่างประเทศจีนตอนนี้ ๔๖ ต่อ ๕๔ ประเทศเยอรมนีเกือบจะครึ่งต่อครึ่ง ก็คือเรียนสายอาชีพ ครึ่งหนึ่ง สายสามัญครึ่งหนึ่ง สายสามัญก็ต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่อไป ส่วนสายอาชีพ ก็คือเรียนเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งเดี๋ยวผมจะนําเรียนต่อไป ทีนี้สายอาชีพนี้หมายถึงอะไรบ้าง เดี๋ยวผมจะมีภาพรายละเอียดนิดหนึ่ง ประกอบด้วยพวกอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว คหกรรม ศิลปกรรม ส่วนการศึกษาระบบทวิภาคี อันนี้มีเขียนไว้ใน พ.ร.บ. ของการอาชีวศึกษารองรับอยู่แล้ว เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลง ระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษากับสถานประกอบการ หรือรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ อบต. อบจ. ก็ตาม ในเรื่องหลักสูตรการเรียน การสอน การวัดผล และประเมินผล โดยเวลา ครึ่งหนึ่งจะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานในห้องเรียน เวลาอีกครึ่งหนึ่งก็จะไปปฏิบัติจริง ในสถานประกอบการ สถานภาพปัจจุบันของระบบทวิภาคี ปัจจุบันเรามีผู้เรียนอาชีวศึกษา ทั้งหมดประมาณทั้งหมด ๖๐๐,๐๐๐ คน ปวช. ๓ ปี ปวส. ๒ ปี ๕ ชั้นปีมีเด็กเรียน อาชีวศึกษาอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ คน ในจํานวนนี้ที่เรียนทวิภาคีประมาณ ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ คน ก็คือประมาณ ๑ ต่อ ๖ โดยประมาณ ก็คือ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ สัดส่วนนี้ยังถือว่าค่อนข้างน้อย แล้วอาจจะยังไม่ใช่กําลังสําคัญเพียงพอที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า คําว่า ขับเคลื่อน ผมขออนุญาตนําเรียนท่านทั้งหลายมองเห็นภาพที่ทางรัฐบาลประกาศ เราต้องการเห็นไทยแลนด์ โฟลว์ พอยต์ ซีโร (Thailand flow point zero) อุตสาหกรรม อินดัสทรี โฟลว์ พอยต์ ซีโร (Industry flow point zero) อุตสาหกรรมใหม่ เราต้องการ ต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม ๕ อย่าง แล้วมีเอสเคิร์ฟ (S-Curve) มาอีก ๕ อย่าง ไม่มีกําลังคน ทางด้านอาชีวศึกษาดี ๆ ฝันนั้นเป็นจริงไม่ได้ ถึงแม้เรามีวิศวกรรมเก่ง ๆ ก็ตาม วิศวกรรม เก่ง ๆ เหล่านั้นทําอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีช่างดี ๆ โดยทั่วไปในประเทศอุตสาหกรรม วิศวกรรม ๑ คน จะต้องมีช่างดี ๆ ที่ช่วยเขา ๑๐-๒๐ คน สิ่งที่เรากําลังทําคือเราต้องการทําให้เกิด สิ่งเหล่านั้นให้ได้โดยเร็วนะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดมาที่นําเสนอท่าน ก็คือเป็นภาพจํานวนนักเรียน นักศึกษา อันนี้เป็นปีการศึกษา ๒๕๕๗ ครับ จะเห็นว่าทางด้านอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงสุด ๕๕ เปอร์เซ็นต์ พาณิชยกรรม ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ๒ สาขานี้รวมกันก็เกือบหมดแล้ว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ที่เหลือนี้ผมคิดว่ายังเป็นสาขาที่มีความสําคัญและเราสามารถขยายตัวได้ อย่างอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ปีหนึ่ง ๆ เรามีนักท่องเที่ยวมาเป็นสิบ ๆ ล้านคน เราควรจะทําอะไรได้มากกว่านั้น หรือแม้แต่เกษตรกรรม เรามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรามีแดดที่ดีที่สุดในโลก เรามีแดดที่มีจํานวน ชั่วโมงมากที่สุดในโลก ทําไมเราจะไม่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่หล่นลงมาบนพื้นดิน ประเทศไทย อันนี้เป็นสิ่งซึ่งเราหวังว่าจะมีการขับเคลื่อนเพื่อทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขอข้ามไปอีกแผ่นก่อนนะครับ

อันนี้ผมขอนําเรียนสถานภาพของประเทศเยอรมนีให้ท่านทั้งหลายทราบ นะครับ ในสมัยรัฐบาลโอบามามีความพยายามอย่างมากที่จะส่งเสริมให้เด็กชาวอเมริกา เด็กอเมริกานี้จบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วมักจะเลิกเรียน ไม่เรียนต่อ รัฐบาลพยายาม จะส่งเสริมทั้งการเงิน ทุกวิถีทาง มีทุนการศึกษาเพื่อให้เด็กเรียนสูงขึ้นไป และสิ่งที่พบก็คือ เด็กเรียนไปพักหนึ่งแล้วก็เลิก ไม่ได้เรียนจนจบ แล้วอันนี้คือสิ่งพิมพ์ของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ซึ่งหลายท่านคงรู้จักบลูมเบิร์ก (Bloomberg) นี่เป็นสิ่งพิมพ์ทางการเงินที่มี ชื่อเสียงที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง เขียนบทความตั้งคําถามอเมริกาว่าอเมริกามีอะไรที่จะเรียนรู้ จากประเทศเยอรมนีบ้างหรือเปล่า สิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก็คือว่า จบมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่จําเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย แต่อาจจะเรียนอาชีวศึกษาทวิภาคีได้แบบเดียวกับที่ประเทศ เยอรมนีเรียน ก็คือเด็กไม่ทุกคนที่จะสนใจที่จะเข้าไปนั่งเรียนในห้องเรียน บางคนอาจจะ ต้องการเรียนด้วย ทํางานไปด้วย ฝึกฝนไปด้วย อันนี้คือบทความ แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็เห็นว่า ขีดความสามารถและศักยภาพของระบบการศึกษาเช่นนี้ของประเทศเยอรมนีดีเด่นแค่ไหน

กลับไปสไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่นะครับ คราวนี้ผมจะขอนําเรียน ๓ เรื่องก่อน เรื่องแรก ก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นที่มาของข้อเสนอที่ผมจะนําเรียนวันนี้นะครับ ถัดไปก็จะ พูดถึงว่าเป้าหมายเราต้องการอะไร แล้วถัดไปก็คือประเด็นปฏิรูป ประเด็นปัญหาหลัก ๆ จะมี ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เราพบกัน แล้ว ๓ เรื่องนี้มันก็ร้อยเรียงกัน แล้วก็เป็นวัฏจักร ทําให้ปัญหา มันรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาแรก ก็คือคุณภาพของระบบการศึกษา ซึ่งมีตั้งแต่ครูผู้สอน หลักสูตร และเครื่องมืออุปกรณ์ อย่างที่ท่านพอพลได้เรียนท่านทั้งหลายไปบ้างแล้วนะครับ ครูผู้สอน ทั้งจํานวนและคุณภาพ คุณภาพในที่นี้ก็คือโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติมมีจํากัดมาก ครูผู้สอน ต่อจํานวนนักเรียนปัจจุบันนี้ประมาณ ๑ ต่อ ๔๐ ทั่ว ๆ ไปควรจะประมาณ ๑ ต่อ ๒๐ หรือว่าสูงกว่านั้นนิดหน่อย แต่ปัจจุบันคือ ๑ ต่อ ๔๐ เพราะฉะนั้นความขาดแคลนนี้ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร จะใช้วิธีคิดนอกกรอบอย่างไรที่จะดึงคนเกษียณหรืออะไรมาช่วย สอนได้บ้างหรือเปล่า อันนี้คือวิธีการ ปัญหาที่ ๑ ก็คือว่าแม่ไก่

ปัญหาที่ ๒ คือหลักสูตร หลักสูตรที่ผ่านมาเราเป็นหลักสูตรซัปพลายพุช (Supply Push) แล้วหวังว่าจะมีคนจ้างเด็กที่จบไปเรียนแต่ตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลง พอเป็นทวิภาคีจะเป็นผู้จ้างบอกว่าต้องการเด็กอย่างไร ที่ผ่านมาก็คือหลักสูตรค่อนข้าง ออกแบบโดยทางกระทรวง แล้วก็หลายครั้งไม่ตอบสนองความต้องการและปรับตัว ไม่ค่อยทัน ไม่หลากหลายพอ หลายอย่างหลายคนคงทราบ เราจะมีระบบราง แต่ตอนนี้ หลักสูตรระบบรางยังต้วมเตี้ยมอยู่ เรากําลังจะมีคลาวด์มาร์เกตติง (Cloud Marketing) การใช้คลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) มาช่วยในการมาร์เกตติง (Marketing) สินค้าใหม่ ๆ ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของทางพาณิชย์ แต่ตอนนี้หลักสูตรทํานองนั้นยังไม่เกิด อะไรเหล่านี้เป็นต้นนะครับ

ปัญหาที่ ๓ ก็คือเครื่องมืออุปกรณ์ อย่างที่ท่านพอพลพูดถึง คือเครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านี้เราไม่สามารถเอาเครื่องมือเล็ก ๆ มาให้เด็กทํา เพราะทําก็เข้าใจแค่นั้น แต่จริง ๆ ในภาคสนาม ในแหล่งงานจริงมันเป็นซีเอ็นซี (CNC) ขนาดใหญ่ ขนาดยักษ์ ตัวหนึ่งเป็นสิบล้าน หรือเครื่องทําแม่พิมพ์ราคาเป็นหลักหลาย ๆ ล้าน เครื่องมือเหล่านั้น ซื้อมาแล้วให้เด็กฝึกในสถาบันการศึกษานี้มันคงลําบาก เพราะมันไม่ค่อยคุ้ม ดีที่สุดก็คือ ให้เด็กเข้าไปทํางานจริง แล้วไปฝึกจริงนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือข้อจํากัดของระบบการศึกษาปัจจุบัน พอมันเกิดข้อจํากัดเหล่านี้ก็ดึงมา สู่ปัญหาที่ ๒ ก็คือความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการนะครับ ก็คือไม่ค่อยมั่นใจทางด้านคุณภาพ เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนก็จะกด โดยเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับแม้แต่เด็กปริญญาตรี เด็กอาชีวศึกษา ปวส. นี้จะมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างต่ํา และอันที่ ๒ ก็คือเส้นทางอาชีพไม่ชัดเจน หลายประเทศในประเทศอุตสาหกรรม เด็กที่จบสายช่างสามารถปีนขึ้นไปจนเป็นผู้จัดการ โรงงานได้ แต่เมืองไทยไม่มี ไม่มีเพราะว่าความเชื่อมั่นเหล่านั้นยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น ทําอย่างไรที่จะให้มันเกิดได้นะครับ อันที่ ๓ ก็เรียงมา ค่าตอบแทนไม่ดี อาชีพเติบโตยาก พ่อแม่ก็มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดี ผู้ปกครองไม่สนับสนุน เพราะฉะนั้นจํานวนเด็กเรียน ก็มีข้อจํากัด อันนี้คือประเด็นปัญหา

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้สิ่งซึ่งเราอยากจะเห็น เราคิดว่าเราต้องการ ขับเคลื่อน ซึ่งเรียนท่านสมาชิกทั้งหลายว่าไม่ใช่งานง่าย ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ในวิสัยที่เรา ทําให้สําเร็จได้ภายในเวลา ๕ ปี มี ๓ เรื่องใหญ่ ๆ

อันที่ ๑ จัดอาชีวศึกษาทวิภาคีครบทุกสถาบัน ครอบคลุมทุกสาขาวิชา แล้วที่สําคัญก็คือ ให้เด็กที่เรียนทวิภาคี ซึ่งปัจจุบันประมาณ ๑๕-๑๖ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น อันที่ ๑ เดี๋ยวผมจะพูดต่อว่าอิมแพกต์ (Impact) มันคืออะไร

อันที่ ๒ ก็คือประกันคุณภาพผู้จบการศึกษา ซึ่งอาจจะรบกวนท่านประธาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขอความร่วมมือจากท่าน เพื่อช่วยทําให้คุณภาพมาตรฐานนี้เกิดขึ้น และทําให้ภาคเอกชนจ่ายค่าตอบแทนตามสมรรถนะ ไม่ใช่จ่ายเพราะจบ ปวส. หรือไม่ใช่จ่ายเพราะจบ ปวช. แต่จ่ายเพราะคุณสามารถทํางานได้ ระดับนี้

อันที่ ๓ ก็คือ จัดการอาชีวศึกษาโดยคํานึงถึงบริบทพื้นที่ พื้นที่ท่องเที่ยว ควรจะมีสาขาวิชาที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พื้นที่เกษตรควรจะมีสาขาวิชาที่ส่งเสริม การเกษตรเหล่านี้นะครับ

คราวนี้ผมลองให้ภาพว่าแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น อันแรก การที่เราต้องการ ทวิภาคี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือเราต้องการเด็กช่างที่เก่ง ทํางานได้จริง แล้วตรงกับความต้องการ สิ่งที่เรามองไปข้างหน้าก็คือว่า ถ้ารัฐบาลต้องการผลักสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมต่อยอด ๕ ตัว ๕ เอสเคิร์ฟ (S-Curve) ใหม่ ถ้าไม่มีเด็กเก่ง ๆ พวกนี้ออกมามากขนาดนี้ โอกาสอย่างนั้น ผมไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ง่าย แล้วโอกาสนี้ผมว่าประเทศไทยตอนนี้มีมากที่สุด ประเทศฟิลิปปินส์ ตอนนี้น่าจะมีปัญหา ประเทศอินโดนีเซียน่าจะมีปัญหา ประเทศสิงคโปร์อาจจะไม่ใช่คู่แข่ง เราแล้ว ประเทศมาเลเซียอันนี้ก็มีปัญหา ตอนนี้ก็มีประเทศไทยที่เรามีศักยภาพที่จะวิ่งเดินไป ข้างหน้า แล้วก็มีเด็กอาชีวศึกษาเก่ง ๆ เป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของ ประเทศ

อันที่ ๒ ประกันคุณภาพผู้จบการศึกษา ผลกระทบที่ชัดเจนก็คือว่าเด็กจะมี แรงจูงใจ ภาพลักษณ์เป็นอย่างไรไม่สําคัญ แต่ถ้าผลตอบแทนดีพอ ผู้ประกอบการให้ความสําคัญ ให้คุณค่ากับความสามารถของเขา เด็กที่จะเรียนก็ควรจะเพิ่มขึ้น พ่อแม่ก็น่าจะสนใจให้เด็ก ไปเรียนเพิ่มขึ้น อันนี้คืออิมแพกต์ (Impact) ที่น่าจะเกิด

อันที่ ๓ จัดการอาชีวศึกษาโดยคํานึงถึงบริบทของพื้นที่ สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเกิด ก็คือว่า เด็กที่เกิดที่นั่น โตที่นั่น เรียนที่นั่น ก็จะช่วยพัฒนาพื้นที่ที่ตัวเองเกิดไม่ต้องเข้ามาออ ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างปัจจุบัน ก็จะเป็นการพัฒนาพื้นที่ที่มั่นคง แล้วก็มีความยั่งยืน ก็จะมีกลุ่ม จังหวัด หลาย ๆ กลุ่มจังหวัดที่แข่งกันโต แล้วกรุงเทพมหานครในอนาคตอาจจะไม่ใช่หัวเมือง ที่ดีที่สุดในประเทศไทยก็ได้นะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไป ประเด็นการปฏิรูปก็จะมี ๕ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เรานําเสนอ ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากนี้นิดหน่อยนะครับ อันแรกก็คือ การพัฒนาต้นแบบ อาชีวศึกษาทวิภาคี ปัจจุบันเราจะมีวิทยาลัยภาครัฐประมาณ ๑๐๐ แห่งที่จัดการศึกษานี้อยู่ บางแห่งจัดทุกสาขาวิชา บางแห่งจัดบางสาขาวิชา เราอยากเห็นว่าภายใน ๑ ปีเราจะทําให้ มีเป็นต้นแบบ มีวิธีรักษาดูแลคุณภาพ มีวิธีการอบรมครู อบรมครูฝึกต่าง ๆ ที่เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นภายใน ๕ ปี เราจะขยายไปสู่อีก ๒๐๐ แห่งและ ๔๐๐ แห่ง ก็คือพี่สอนน้อง ๒๐๐ แห่ง ก็อาจจะภายในปีที่ ๓ และ ๔๐๐ แห่งก็ปีที่ ๕ นะครับ เพราะฉะนั้นวิทยาลัย อาชีวศึกษาทั้งประเทศก็จะเป็นทวิภาคีครบ แล้วมีเด็กที่เรียนทวิภาคีมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของเด็กที่เรียนอยู่ ก็คือถ้า ๕๐๐,๐๐๐ คนก็มีเด็กประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไปที่เรียน ทวิภาคี คราวนี้อีกอันหนึ่งก็คือพัฒนา เสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีให้มี ความแข็งแกร่ง อันนี้เป็นความร่วมมือของทั้งฝ่ายอุปสงค์และอุปทานนะครับ และตรงนี้เป็น ฐานรองรับที่สําคัญที่สุดของอาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งเดี๋ยวผมจะนําเรียนท่านทั้งหลายอีกทีหนึ่ง นะครับ

ถัดไปก็คือร่วมพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ ที่ผมนําเรียนว่าเราควรจะร่วมมือ กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เป็นประธานอยู่นะครับ เพื่อนําไปสู่การตอบแทนตามความสามารถ ไม่ใช่ตอบแทนตามคุณวุฒินะครับ แล้วสุดท้าย ก็ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่นะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไป การพัฒนาต้นแบบอาชีวศึกษา ตัวหลัก ๆ ที่เราเห็นว่า สําคัญ แน่นอนมีมากกว่านี้ อันที่ ๑ ก็คือพัฒนาครู อาจารย์ ให้มีจํานวนเพียงพอ มีหลักสูตร แล้วก็อย่างที่หลายท่านพูดถึง วิทยาการเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากนะครับ เพราะฉะนั้นอาจารย์ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันครับ อันที่ ๒ ก็คือประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้เด็กเข้าใจอาชีวศึกษา ทวิภาคีมากกว่านี้ แน่นอนมันคงไม่ได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าควรจะได้ผลดีขึ้น แล้วจากนั้นถ้าเราสามารถทําให้การตอบแทนมันดีขึ้น อินพุต (Input) มันน่าจะเพิ่มขึ้นได้ การพัฒนาครูฝึกในภาคเอกชน ครูฝึกนี้ก็จําเป็นต้องพัฒนาเขา เพื่อให้เขาเข้าใจว่าเขาควร จะฝึกให้เด็กมีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง แล้วที่สําคัญก็คือเร่งรัดขยายสาขาอาชีพ อย่างที่ผมเรียนว่าอุตสาหกรรม ๑๐ อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่รัฐบาลกําหนดไว้นี้ ถ้าไม่มีคนมันโตไม่ได้ มันเกิดไม่ได้นะครับ พัฒนาระบบจูงใจนะครับ รัฐกับเอกชนร่วมมือกัน อาจจะมีระบบจูงใจทางภาษีก็ดี การให้ประกาศเกียรติคุณกับสถานประกอบการที่ให้ ความร่วมมือก็ดี อันนี้น่าจะทําได้ สุดท้ายก็คือพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในอาชีวะ นะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ก็จะเป็นความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี อย่างที่ ผมนําเรียนมาแล้วนะครับ ความร่วมมืออาชีวศึกษาทวิภาคีนี้เป็นความร่วมมือทั้งทาง ด้านอุปทาน ด้านอุปสงค์ และทางด้านสนับสนุน ก็คือสถาบันการศึกษา ภาคการผลิต ถ้าทางด้านพาณิชย์ก็อาจจะมีโรงแรม ร้านอาหาร ด้านสนับสนุนก็อาจจะมีสมาคมวิชาชีพ สมาคมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า อันนั้นก็จะเป็นหน่วยงานที่ร่วมกัน แล้วก็ขับเคลื่อน แล้วคนที่เป็นคนบอกว่าต้องการอะไรก็คือคนใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น การผลิตก็จะเป็นไปตามอุปสงค์ ไม่ใช่เป็นไปตามอุปทานนะครับ เพราะฉะนั้นปัจจัย ความสําเร็จสูงสุดก็คืออยู่ที่นี่ ถ้าเราทําให้ตรงนี้แข็งแกร่ง ให้มีบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมได้เต็มที่ มันก็มีโอกาสโตได้แน่นอนครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปก็จะเป็นเรื่องมาตรฐานวิชาชีพ อย่างที่ผมเรียนย้ําหลายครั้ง ว่าปัจจุบันเราตอบแทนตามวุฒิการศึกษา ทั้ง ๆ ที่หลายครั้งเด็กจบปริญญาตรีไม่จําเป็นต้อง เก่งกว่าเด็กจบ ปวส. ในบางเรื่อง การทํางานบางอย่างเด็กจบ ปวส. ควรจะได้ค่าตอบแทน ดีกว่าเพราะเขาทําเรื่องนั้นเป็น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะต้องสะท้อนออกมา โดยจะต้อง มีมาตรฐาน มีระบบประกันคุณภาพที่ดีนะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ก็คือการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่นะครับ ซึ่งอย่างที่ ผมนําเรียนมาแล้ว เราอยากจะเห็นว่าใครเกิดที่นั่น โตที่นั่น ช่วยพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ของเขาโดยความรู้ทางด้านวิชาชีพของตัวเอง เพราะฉะนั้นการกระจุกตัว การเคลื่อนย้าย เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันก็จะน้อยลง เราก็จะมีศูนย์กลางที่เจริญเติบโต กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีการเติบโตที่สมดุลและมั่นคงนะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปในเรื่องการปฏิรูป เรามีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากําลังคนอาชีวศึกษา กรอ.อศ. ซึ่งอันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นประธานอยู่แล้ว มีเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นเลขานุการนะครับ แล้วก็จะมี กรอ.อศ. ตามภูมิภาคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นหน่วยงานนี้ควรจะเป็นหน่วยงานสําคัญ ที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเพื่อกํากับทิศทางก็ดี ติดตามประเมินผล แล้วก็จัดให้มี แผนปฏิบัติการเพื่อให้เป้าหมาย ๓-๔ ข้อที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่สามารถเป็นไปได้จริงนะครับ

สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ สุดท้ายผมก็ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณา มาร่วมในคณะทํางานในที่นี้ ขอขอบคุณท่านรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท่านชาญเวช บุญประเดิม ที่เป็นรองหัวหน้าคณะทํางาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน