พอพล มณีรินทร์ หารือปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่กว่าครึ่งของประเทศ ซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ จำนวนนักเรียนต่ำ การขาดแคลนครูและผู้บริหาร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบรวมโรงเรียน การจัดทำแผนที่การศึกษา ฐานข้อมูลระดับตำบล และการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงการเร่งประชาสัมพันธ์และผลักดันให้เป็นนโยบายชาติเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพและสมาชิกสภาขับเคลื่อนทุกท่านครับ ผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการระบบการจัดการศึกษา ตามเอกสารที่ทาง กรรมาธิการได้กรุณาแจกจ่ายให้ท่านรับทราบแล้วก็คือ เรื่องที่วันนี้เราจะมานําเสนอในเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กนะครับ จริง ๆ แล้วรายละเอียดที่อยู่ในนั้นเป็นเพียง ส่วนหนึ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็รวบรวมข้อมูลมาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ในวันนี้ผมจึงได้ขออนุญาตที่จะนําสรุปในประเด็นสําคัญ ๆ เสร็จแล้วก็คงรับฟังความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ท่านได้ให้ความสําคัญในเรื่องดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าการศึกษา ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการพบเพื่อนครูไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ ที่ผ่านมา แล้วรัฐบาลก็ได้ให้ความสําคัญเรื่องการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ จริง ๆ แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐาน มันเป็นพื้นฐาน จริง ๆ ครับ คือตั้งแต่อนุบาล ๑ อนุบาล ๒ ป.๑ ถึง ป.๖ ม.๑ ถึง ม.๓ และ ม.๔ ถึง ม.๖ การที่จะแยกการศึกษาไปยังสายอาชีพนะครับ จบ ม.๓ แล้วก็ไปเรียนต่อสายอาชีพ อีกส่วนหนึ่ง ก็มาสู่สายสามัญ คือ ม.๔ ม.๕ ม.๖ แล้วก็ไปต่อขั้นอุดมศึกษานั้น เราจึงให้ความสําคัญ การศึกษาขั้นพื้นฐานค่อนข้างมากเพราะว่ามันเป็นทางที่จะต้องไปต่อ อาจจะเป็นทาง สองแพ่ง สามแพ่งก็ตาม เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ผมจะนําเสนอในวันนี้คือเป็นเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้นเองซึ่งจะมีอีกหลาย ๆ วิธี ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรื่องที่ผมจะนําเสนอวันนี้คือ เรื่องการบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ความเป็นมาก็คือเรามีโรงเรียนอยู่ประมาณ ๓๐,๘๑๖ โรงเรียนครับ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๕๗๗ โรงเรียน หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐ คนลงมา จากในอดีตนั้นเราจะสังเกตว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนที่ตั้งในหมู่บ้าน ในตําบลนั้น เราจัดตั้ง ขึ้นมาเพื่อให้เป็นการบริการทุกพื้นที่ แต่ปัจจุบันนี้ด้วยประชากรที่เกิดน้อยลง การคมนาคม ที่สะดวกมากขึ้นโรงเรียนขนาดเล็กจึงทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใน ๓๐,๘๑๖ โรงเรียน ที่ท่านเห็น นี้คือโรงเรียนทั้งหมดที่เป็นทั้งโรงเรียนประถมศึกษา เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่มีอยู่ ๒,๐๐๐ กว่าโรงเรียน เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ขยายโอกาสคืออย่างนี้ครับ ขยายโอกาส คือตั้งแต่อนุบาล จริง ๆ แล้วจบ ป.๖ ก็ต้องไปเข้าเรียนมัธยมศึกษา แต่โรงเรียนขยายโอกาสมี ม.๑ ม.๒ ม.๓ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกว่าโรงเรียนขยายโอกาส เสร็จแล้วใน ๓๐,๘๑๖ โรงเรียนก็เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๕๗๗ โรงเรียน ครึ่งกว่า ๆ ครับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ในโรงเรียนขนาดเล็ก ใน ๑๕,๕๗๗ โรงเรียนนั้นมีครูอยู่ ๘๔,๘๙๑ ท่าน มีนักเรียนอยู่ประมาณ ๑,๐๑๐,๓๓๖ คนนี้เป็นข้อมูลล่าสุดที่ทางท่าน ผอ. ชลํา ผอ. สํานักนโยบายและแผนการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ได้ส่งตัวเลขมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากประเด็นดังกล่าวก็ส่งให้เกิดปัญหา อยู่ ๓ ประการของโรงเรียนขนาดเล็ก ในเอกสารมีอยู่แล้วนะครับ ในหน้า ๔ หน้า ๕ หน้า ๖ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคืองบประมาณ งบประมาณเราได้รับประมาณ ๑,๙๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปี แล้วปัจจุบันนี้ได้รับเพิ่มอีกประมาณ ๕๐๐ บาทต่อคนต่อปี ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท ต่อคนต่อปีที่จะบริหารจัดการ ท่านลองดูสิครับว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีต่ํากว่า ๒๐ คน มีประมาณ ๙๘๔ โรง ใน ๑๕,๕๗๗ โรงเรียนนะครับ ที่เหลือก็มากกว่า ๒๐ คน ไม่เกิน ๑๒๐ คน เพราะฉะนั้นสิ่งแรกคืองบประมาณ งบประมาณรายหัวที่ถูกจัดสรรให้มันมีกฎเกณฑ์อยู่ครับ เพราะฉะนั้นยิ่งขนาดเล็กก็ยิ่งมีเงินจะไปบริหารดูแลได้น้อยลง
ประการที่ ๒ ก็คือขาดผู้บริหารและครู พูดง่าย ๆ คือครูไม่ครบชั้น แล้วก็ โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๕๐ คน เป็นนโยบายหลักว่าเราจะไม่ส่งผู้อํานวยการลงไป ไม่จัด ผู้อํานวยการให้ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาซ้ําซ้อนหนักเข้าไปอีก มีทั้งครูน้อย จํานวนครูก็น้อย อยู่แล้ว แล้วก็ไม่มีครูใหญ่หรือ ผอ. เพราะฉะนั้นตรงนี้เองมันเป็นหลักเกณฑ์ มันก็เลยทําให้ ๑. งบประมาณก็น้อย ๒. ครูก็น้อยอยู่แล้ว ก็ไม่มีผู้บริหารอีก ๓. ครูใหญ่โรงเรียนขนาดเล็ก อยู่ในชุมชนที่ห่างไกล ประชากรมีฐานะยากจน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ชุมชนหรือประชากร มามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานั้นก็ลําบาก เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้ง ๓ ประการนั่นคือ ปัญหาที่เราสรุป ปัญหาปลีกย่อย ๆ อื่นมีมากอีกนะครับ ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาตามที่เรา ได้มีการประเมินคุณภาพภายนอก เราจะพบว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ในทุกช่วงชั้น ในทุกพื้นที่มีค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ต่ํากว่ามาตรฐาน ต่ํากว่าโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ อันนี้แน่นอนครับ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ อยู่ ๓ ประการดังกล่าว
ท่านสมาชิกครับ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นว่าการแก้ไขปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลก็ได้ส่งครูผ่านสื่อทางไกล ดาวเทียมหรือเรียกว่า ดีแอลทีวี (DLTV) หรือที่เราเรียกภาษาว่าครูตู้ ครูตู้ไม่ใช่ครูกูนะครับ กูเกิล (Google) ไม่ใช่ ครูตู้คือใน ๑ ห้องเรียนก็มีทีวี (TV) ๑ เครื่อง แล้วก็ใช้ครูประจําห้องอยู่ แล้วก็มีวิชาที่สอนผ่านดาวเทียมไป ณ ตรงนั้นเอง สมมุติตัวอย่างเช่น มีครูอยู่ ๒ คน แต่ว่า ถึงเวลาเรียนต้องจัดนักเรียนแยกออกไปเป็นอนุบาล ๑ ๑ ห้อง อนุบาล ๒ ๑ ห้อง ป.๑ ๑ ห้อง ถึง ป.๖ เบ็ดเสร็จในโรงเรียนจะจัดการศึกษาอยู่ประมาณ ๘ ห้อง พอได้เวลา ก็เปิดวิชา ครูลงไปสอน แต่ครูต้องวิ่งวนดูทั้ง ๘ ห้อง ถ้าสมมุติมี ๒ คน ๓ คน ๑ คน เริ่มดูแล ทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ถามว่าสื่อหรือครูตู้ หรือดีแอลทีวี (DLTV) สื่อทางไกลที่ส่งออกไปนั้น จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดไหม ไม่ได้ครับ ได้ระดับหนึ่งนะครับ ห้องที่มีคุณครูอยู่ประจํา แล้วก็ มีการฟัง แล้วก็มีการโต้ตอบกัน ผมว่าได้ผล เพราะฉะนั้นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ทางรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้อง พยายาม เบื้องต้นนะครับ ทั้ง ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียนได้ใส่สื่อทางไกลลงไปแล้ว นั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
แต่สิ่งที่เรากําลังจะนําเสนอในวันนี้คือการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้น เราคิดว่าควรมีการควบรวม จะควบรวมอย่างไร เดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อไป ในการควบรวมนั้น ท่านอย่าเพิ่งตกใจ ไม่ใช่การยุบนะครับ การควบรวมหมายความว่าจะมีโรงเรียนแม่ ๑ โรง แล้วก็ที่อื่น ๆ มา เอาครูมา เอานักเรียนมา เป็นอีก ๑ วิธีเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวพวกท่านอาจจะ มีหลายวิธี ซึ่งผมจะต้องจดบันทึกต่อไปและนําเสนอต่อไปนะครับ เราจัดอย่างนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้มีครูครบ ชั้น ป.๑ ๑ ห้อง ก็มีครู ๑ คน ป.๒ ก็มีครู ๑ คน คือครูครบชั้นแน่นอน เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างให้เห็นครับ ประการที่ ๒ จํานวนนักเรียนที่เหมาะสมตั้งแต่ ๑ คน ๒ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ก็ประมาณนั้นครับ ประการที่ ๓ คือส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา ที่ประหยัดคุ้มค่า ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ประการที่ ๔ ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการ จัดการ เพราะฉะนั้นเราหวังผลไว้ประมาณ ๔ ประการตามที่ทางจอภาพได้นําเสนอแล้ว ท่านสมาชิก ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้ที่ท่านเห็น ๔,๖๔๒ ไม่ใช่เป็นการใบ้แต่อย่างใดครับ เป็นตัวเลขที่เขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาได้พยายามจัดการศึกษาโดยควบรวม ปัจจุบันนี้มีโรงเรียนที่เข้าโครงการอยู่ ๔,๖๔๒ โรงเรียน มีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าจุด ที่เป็นเซ็นเตอร์ (Center) เดี๋ยวผมนําเสนอต่อไป ยกตัวอย่างนะครับ อันนี้ที่จังหวัดตราด จังหวัดตราดมีเขตพื้นที่การศึกษาที่เดียว ด้านซ้ายบนสุดมีโรงเรียนวัดทองธรรมชาติ ท่านครับ มีครูอยู่ ๔ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๘๓ คน ครูไม่ครบ ๘ ห้อง โรงเรียนบ้านธรรมชาติล่าง มีครูอยู่ ๒ คน มีนักเรียน ๑๖ คน ถ้าดูแล้วมันเหลือ ครู ๒ คน ดูนักเรียน ๑๖ คน น่าจะ ดูได้ ดูได้ครับ จําชื่อได้หมดเลยครับ แต่ใน ๑๖ คน มีตั้งแต่อนุบาลถึง ป.๖ ครับ โรงเรียน บ้านอ่าวตาลคู่ มีครูอยู่ ๒ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๓๑ คน ก็ตั้งแต่อนุบาลถึง ป.๖ ครับ โรงเรียน วัดบางปิดบน มีครูอยู่ ๔ ท่าน นักเรียน ๖๐ คน โรงเรียนวัดบางปิดล่าง มีครูอยู่ ๔ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๗๔ คน ก็ด้วยดําริของ ผอ. โรงเรียนวัดบางปิดล่าง ด้วยความเห็นชอบของ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษา มาคิดว่าจะทําอย่างไรที่จะมีครูครบชั้น นักเรียนพอเหมาะ ก็เลยใช้ โรงเรียนบางปิดล่างเป็นศูนย์ เรียกว่าศูนย์ปัญจวิทยาคาร คือ ๕ โรงเรียนมารวมกันครับ
แผ่นต่อไปครับ ผมจะแจงให้เห็นเลยว่าด้านล่างครับ โรงเรียนวัดทองธรรมชาติ มีปฐมวัย คืออนุบาล อันนี้เยอะหน่อย ๓๘ คน มี ป.๑ ถึง ป.๖ ๔๕ คน รวม ๘๓ คน โรงเรียนบ้านธรรมชาติล่างไม่มีปฐมวัย มี ป.๑ ถึง ป.๖ ๑๖ คน รายละเอียดตามจอภาพ เบ็ดเสร็จแล้วถ้าเอาครูมารวมกันทั้ง ๕ โรงเรียนจะมีครูอยู่ ๑๖ ท่านครับ โชคดีที่อีก ๔ โรงเรียนไม่มีตัว ผอ. จริง ๆ มีครับ แต่ว่า ผอ. เขตให้ความสนใจ ขยับขยายให้ท่านไปเป็น ผอ. ที่อื่น เหลือ ผอ. ที่โรงเรียนวัดบางปิดล่างแห่งเดียว เป็นความชาญฉลาดของ ผอ. เขต ที่ไม่ให้ ผอ. โรงเรียนต่าง ๆ มีความรู้สึกว่าตัวเองต้องย้ายครู ย้ายโรงเรียน ตัวเองเป็น ผอ. อยู่ ไปเป็นลูกน้องอีก ผอ. หนึ่ง นี่เป็นวิธีการ เพราะฉะนั้นเมื่อมีครูผู้สอน ๑๕ คน มี ผอ. ๑ คน รวม ๑๖ คน แล้วมาดูนักเรียน ท่านดูครับ ๒๖๔ คน จริง ๆ แล้วแบ่งเป็นปฐมวัย ๑๐๘ คน ป.๑ ถึง ป.๖ ๑๕๐ กว่าคน ครู ๑๕ คน ดูแลนักเรียน ๒๖๔ คน ดูได้ครับ เขาใช้อย่างนี้ครับว่า เขาทิ้งอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ ไว้แต่ละโรงเรียนครับ เสร็จแล้วก็ทิ้งครูไว้ ๑ คนเพื่อสอนอนุบาล แล้วก็ดูแลโรงเรียนไม่ให้ทรุดโทรม เพราะฉะนั้น ๔ โรงเรียน เอาครูไป ๔ คน เหลือครูอีก ๑๑ คน มาอยู่ที่โรงเรียนวัดบางปิดล่าง ครู ๑๑ คน ดูแล ๘ ห้องครับ ๑. มี ๑ ผอ. ๒. ดูอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ จริง ๆ ใช้ครูแค่ ๘ คน บวก ผอ. อีก ๑ คน เป็น ๙ คน แต่มีครูอยู่ ๑๑ คน ยังเหลือครับ นี่คือวิธีการจัดการง่าย ๆ ที่สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด อดีต ผอ. เขต กับ ผอ. เขต ท่านปัจจุบันทําอยู่ นี่เป็นตัวอย่างเพียง ๑ ตัวอย่างให้เห็น ที่จังหวัดหนองคายรวมกันเรียกว่า จตุภาคี ครับ จตุภาคีนั้น โรงเรียนบ้านโคกก่อง มีครูอยู่ ๔ ท่าน มีนักเรียนอยู่ ๔๐ คน โรงเรียนพระธาตุบังพวนวิทยา มีครู ๕ ท่าน มีนักเรียน ๔๔ คน โรงเรียนโคกคําทุ่งสว่างวิทยา มีครู ๕ คน นักเรียน ๖๘ คน โรงเรียนบ้านบ่อแปบ หนองหญ้าม้าวิทยา มีครู ๖ คน นักเรียน ๗๘ คน ปรากฏว่าก็ไม่ครบทุกชั้นอีก สูงสุดคือมีครู ๖ คน ก็ยังสูง เขาทําอย่างไรครับ เขาเอาอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ ไว้ที่เดิม แล้วก็ ป.๑ ป.๒ ไว้ที่เดิมแต่ละโรงเรียน เสร็จแล้วก็โรงเรียนบ้านโคกก่อง รับผิดชอบ ป.๓ ไป โรงเรียน พระธาตุบังพวนวิทยา รับผิดชอบ ป.๔ โรงเรียนโคกคําทุ่งสว่างวิทยา รับผิดชอบ ป.๕ โรงเรียน บ้านบ่อแปบหนองหญ้าม้าวิทยา รับผิดชอบ ป.๖ นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการควบรวม เพราะ ตรงนี้เป็นความชาญฉลาด เป็นความยินยอมของผู้ปกครอง เป็นความยินยอมของชุมชน เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่าถ้าควบรวม ก็คือผมยกแค่จังหวัดหนองคาย เขต ๑ กับจังหวัดตราด ให้เห็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ผมกําลังนําเสนอนั้นเป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้นที่ปัจจุบัน ทําอยู่แล้วครับ ที่ผมกราบเรียนว่ามี ๔,๖๐๐ กว่าโรงเรียน แต่ว่ายังไม่ครบ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน เราก็เลยจึงนํามาเสนอ เรามีวิธีการครับ วิธีการปฏิรูปอันแรก ข้อที่ ๑ ในเอกสารท่าน ๑. ประกาศ เป็นนโยบาย เป็นวาระ จะเป็นวาระของกระทรวงหรือจะเป็นวาระแห่งชาติก็ได้ครับ ๒. ก่อนทําอะไรต้องมีฐานข้อมูลครับ จะทําฐานข้อมูลโรงเรียน ครู นักเรียน เป็นรายตําบล ถือว่าเป็นสเกล (Scale) ที่ค่อนข้างจะเล็ก ถ้าหมู่บ้านอาจจะเล็กไป เป็นตําบลครับ จัดทํา แผนการศึกษา เอดูเคชันแมปปิง (Education Mapping) นะครับ เสร็จแล้วจึงค่อยมาทํา แผนควบรวมว่าจะควบรวมแบบไหน จะควบรวมทั้งโรงเรียน จะควบรวมยกทั้งโรงเรียนไป เหลืออนุบาลไว้ ไม่เหลือเลย หรือจะควบรวมแบบบางชั้นแบบจังหวัดหนองคายเมื่อสักครู่นี้ บางที่ห่างไกล เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไกล ๆ ตามภูเขาต่าง ๆ ควบรวมไม่ได้ครับ ไม่รู้ จะไปควบรวมกับใครเพราะโดดเดี่ยว ใครไปหาก็ไม่ได้ ตัวเองไปหาใครก็ไม่ได้ ตรงนี้เป็น อีกประเด็นหนึ่งที่จะทําอย่างไร ซึ่งเราก็คิดว่าจะต้องใส่สื่อทางไกลลงไป จะต้องจัดครูลงไป อย่างไร ซึ่งเราก็คิด เพราะฉะนั้นตรงนี้ใน ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งปัจจุบันนี้เราควบรวมแล้ว ๔,๖๐๐ โรงเรียน ผมเชื่อว่าถ้าเป็นนโยบายไปอาจจะเพิ่มเป็นหลักหมื่น แต่ก็ยังมีที่เหลืออีกครับ ซึ่งจะต้องหาวิธีต่อไปอีก วิธีการในประการที่ ๔
ประการที่ ๕ คือปัจจุบันนี้เรามีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค มีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน ตามคําสั่ง คสช. เพราะฉะนั้น เมื่อเขตพื้นที่ทําแล้วก็ต้องมาเสนอผ่านภาค ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน
ประการที่ ๖ จริง ๆ จะต้องทําควบคู่ไปทุกขั้นตอนคือการประชาสัมพันธ์ ท่านประธานครับ เรื่องประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในเขต ถ้าผมจะไปยุบรวมในเขตของ ท่านประธาน ผมคิดว่าเดี๋ยวคงต้องมีคนวิ่งมาหาบอกว่าอย่าควบรวมเลย เพราะมันเดินทางไกล และสื่อมวลชนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทําความเข้าใจ สิ่งที่กระทรวง ศึกษาธิการหรือผู้บริหารในอดีตที่ประสบปัญหามาก็คือเรื่องดังกล่าวครับ พอจะทําอะไรแล้ว ก็สื่อสารผิด ควบรวมก็กลายเป็นยุบรวม ควบชั้นก็กลายเป็นยุบชั้น ผอ. จะไปอยู่ที่ไหน ครูจะ ไปอยู่ที่ไหน ผู้ปกครองจะต้องส่งลูกหลานไกลขึ้น สิ่งเหล่านี้จะต้องประชาสัมพันธ์ว่าสิ่งที่เรา ทํานั้นทุกคนจะต้องเสียสละ จะต้องยอม ตัว ผอ. ก็ต้องเสียสละ ตัวครูก็ต้องเสียสละ ตัวผู้ปกครองก็ต้องไปส่งลูกหลานไกลขึ้นนิดหนึ่ง แต่เรามีวิธีแก้ ใช้รถรวม วิธีจัดการรวม ๆ ที่ค่อนข้างที่จะต้องมีวิธีอีกครับ เพราะฉะนั้นเรื่องประชาสัมพันธ์จะต้องทําอย่างเข้มข้น
การดําเนินการขับเคลื่อนการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กโดยคณะกรรมการ ศึกษาจังหวัดกับเขตพื้นที่จะต้องดําเนินการร่วมมือกันทั้งเขตพื้นที่แล้วก็คณะกรรมการ จังหวัด ซึ่งในปัจจุบันนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นเลขานุการ โดยให้ ผอ. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต ๑ เป็นศึกษาธิการ จังหวัดอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเราไม่ได้ทําตามลําพัง เพราะเราจะต้องมี คณะกรรมการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในข้อที่ ๘ เป็นสิ่งสําคัญครับ การสนับสนุนการดําเนินงานให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนในสิ่งนี้ จําเป็นครับ
ข้อต่อไปคือการนิเทศ การติดตาม การกํากับ การประเมินผล ผลการดําเนินงาน อันนี้เป็นตัวสิ่งที่จะทํามาเพื่อที่จะทําให้เกิดประสิทธิภาพในข้อ ๑ ถึง ข้อ ๘ ข้อเสนอแนะที่ กรรมาธิการได้คิดว่า ท่านครับ เอกสารสรุปรายงานที่อยู่ในมือท่านนั้นเป็นรายละเอียดทั้งหมด แต่ที่ผมนําเสนอวันนี้เป็นเพียงสรุปข้อเสนอแนะ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาได้ศึกษาและวิเคราะห์จากประเด็นปัญหาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง แล้วนะครับ มีความเห็นว่าการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กควรดําเนินการดังต่อไปนี้
๑. กระทรวงศึกษาธิการควรประกาศนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นนโยบายที่มีความชัดเจนต่อเนื่องและยั่งยืน
๒. กระทรวงศึกษาธิการโดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา มีกระบวนการในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีการกําหนดเป้าหมาย มีระยะเวลาดําเนินการอย่างชัดเจน มุ่งเน้นให้ผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วม โดยเน้นตําบลเป็นฐานการควบรวม โรงเรียนในแต่ละ ตําบลจะต้องทําแผนการศึกษาในการควบรวม
๓. การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กจะต้องคํานึงถึงสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเส้นทางในการเคลื่อนย้าย จึงควรให้มีการบริหารผ่านศึกษาธิการภาค และคณะกรรมการ การศึกษาจังหวัด อันนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบ
๔. กระทรวงศึกษาธิการและสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรมีการสนับสนุนปัจจัยทางการบริหารให้กับโรงเรียนหลักในการควบรวมขนาดเล็กให้มี ความพร้อม เพียงพอ และต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่นตัว ผอ. เอง ผอ. เขตต้องช่วยดูแลเพื่อไม่ให้ เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็น ผอ. เขต ผอ. โรงเรียนอยู่ จะต้องไปควบรวมกันอีกที่หนึ่ง ควรอย่างไร เหมือนกับที่จังหวัดตราดเขาทําให้ งบประมาณเป็นอย่างไรจะต้องดู
๕. กระทรวงศึกษาธิการ โดยสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาค จังหวัด เขตพื้นที่ ควรมีให้ขวัญและกําลังใจสําหรับข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาในโรงเรียนควบรวมที่ประสบความสําเร็จเป็นกรณีพิเศษนะครับ เพราะปัจจุบันนี้ สถานะเขายังอยู่โรงเรียนใครโรงเรียนมัน สถานที่ใครสถานที่มัน ตัวเลข ตัวอย่างเช่น เรื่องบําเหน็จ มีครู ๒ คน มีครู ๓ คน คิดไม่ได้หรือครับ คิดเป็นร้อยละไม่ได้เลย ไม่เคยได้ สักปีหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการควบรวมแล้วเมื่อมีตัวเลข ถ้าคิด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มีครู ๑๕ คน ก็ได้ ๑ คน จะหมุนเวียนกันอย่างไร เพราะฉะนั้น ผอ. เขตในเรื่องนี้จะต้องมีเทคนิคในการ ดําเนินการครับ
๖. ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับต้องให้ความสําคัญ การขับเคลื่อนนโยบาย การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจังและต่อเนื่องครับ
๗. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควรพิจารณากําหนดตําแหน่ง ผู้อํานวยการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการในการควบรวม มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ในข้อ ๗ นี้ผมก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ
๘. ให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กระดับตําบลครับ อันนี้ เราอาศัยการปกครองในท้องถิ่นก็ได้ หรือชุมชนก็ได้ครับ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ผู้มีส่วนร่วม ส่วนได้ส่วนเสียในการดําเนินการ อันนี้สําคัญครับ
กรอบระยะเวลาที่เราวางแผนไว้ตามเอกสารรายงาน เราคิดว่าใน ๓ เดือนแรก ขออนุญาตท่านสมาชิกครับ ตามเอกสารในหน้า ๖ ครับ หน้า ๖ เราทํากรอบเวลาเอาไว้ เราคิดว่าภายใน ๑ ปีเราดําเนินการได้ โดยใน ๓ เดือนแรกจัดทําฐานข้อมูลทุกอย่าง จํานวน โรงเรียน จํานวนครู จํานวนนักเรียนเป็นรายตําบล จัดทําแผนการศึกษา ประชาสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นใน ๓ เดือนแรกดําเนินการได้ทันทีครับ ถ้าการควบรวมทางกระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้ที่รับผิดชอบเห็นสมควรนะครับ ระยะที่ ๒ ก็เสนอความเห็นชอบนะครับ คือระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ทั้ง ๓ ระยะนี้เราสามารถดําเนินการภายใน ๑ ปี แล้วก็ทุกระยะ ๑ ๒ ๓ ทําควบคู่กันไป ไม่ใช่ทําจบ ๑ แล้วค่อยไปทํา ๒ ทํา ๓ ทํา ๑ ๒ ๓ อยู่ในเนื้อเดียวกันเลยครับ เพราะฉะนั้นมันจะอินทิเกรต (Integrate) หรือบูรณาการกันชัดเจน ในหน้า ๖ ในกรอบ ระยะเวลานะครับ
แหล่งที่มาของงบประมาณก็งบประมาณตามปกตินะครับ อาจจะมีเพิ่มมากขึ้น หรือลดลงด้วยซ้ําไปนะครับ โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบอยู่แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบนะครับ ก็คงต้องเป็นตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษาครับ เล็กสุด สํานักงาน ศึกษาธิการจังหวัดซึ่งตั้งขึ้นใหม่ สํานักงานศึกษาธิการภาค ปัจจุบันเรามีทั้งหมด ๑๘ ภาค นะครับ แล้วก็ลงมาที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีท่าน ผอ. ชลํา เป็น ผอ. นโยบายและแผน แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการครับ นี่คือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถามว่าจะทํา ได้ทันทีไหม จริง ๆ แล้วต้องมีระเบียบนะครับ มีแก้ไขระเบียบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องทําระเบียบการบริหารจัดการ โรงเรียนขนาดเล็กขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีอยู่แล้ว เราสามารถไปรวบรวมจาก ๔,๐๐๐ กว่าโรงนี้ นะครับว่าเขาทํากันอย่างไร ทําด้วยดําริ ทําด้วยนโยบาย ทําด้วยอุดมการณ์ ตรงนี้ผมเชื่อว่า สามารถรวบรวมมาได้ แล้วก็มาทําเป็นระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร ทางวิชาการ เรื่องการงบประมาณจะเอาเงินมารวมกันอย่างไร ผมถามทางจังหวัดตราด จังหวัดตราดเขามารายงานผม เขาบอกว่า ผอ. หรือครูทุกโรงเรียนก็มาคุยกัน งบประมาณ ที่แต่ละโรงเรียนดูแลอนุบาลก็ทิ้งไว้ส่วนหนึ่ง งบประมาณที่ได้มาก็จับมารวมกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน อยากจะเห็นบุตรหลานมีคุณภาพก็เอาเงินมารวมกันนะครับ ซึ่งตรงนี้ทางคณะกรรมการ หรือ สพฐ. เองก็ต้องดู เรื่องการบริหารงานบุคคลเมื่อเกิดประสิทธิภาพต้องมีการตอบแทน เงินรางวัลก็ดี รางวัลก็ดี บําเหน็จประจําปีก็ดีจะทําอย่างไร หรือการบริหารงานทั่วไปจะทําอย่างไร ผมอยากจะเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกว่าที่ผมนําเสนอนั้นเป็นเพียงวิธีเล็ก ๆ วิธีหนึ่ง แล้วก็ผมพร้อม ที่จะรับฟังวิธีการอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกที่มีประสบการณ์แม้กระทั่งในเขต กทม. ก็ตาม ซึ่งวันนั้นท่านสมาชิก สปท. ท่านนินนาท ก็ได้ให้ข้อคิดเรื่องนี้เอาไว้หลายประเด็นเหมือนกัน ในการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง คณะกรรมาธิการก็จึงเห็นพ้องต้องกันว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราควรเสนอตรงนี้นะครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาจึงขอเสนอรายงานดังกล่าวนี้ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการศึกษาโรงเรียน ขนาดเล็กเพื่อให้สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศได้โปรดพิจารณา หากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเห็นชอบรายงานดังกล่าว หรือมีข้อเสนอแนะอื่นใดโปรดได้ให้ข้อพิจารณา เพื่อที่จะได้ส่งรายงานต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ผมขอจบ การชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ