วิวัฒน์ ศัลยกําธร ชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปการศึกษาและวิทยาศาสตร์ 5 เรื่องที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลแล้ว พร้อมขอรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในที่ประชุม โดยเฉพาะการปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็กและการอาชีวศึกษา ขณะเดียวกันเน้นความจำเป็นในการขยายการศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร ตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ ผ่านการร่วมมือทุกภาคส่วน และเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อส่งเสริมระบบเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่ปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ได้นําเสนอที่ประชุมนี้ไปแล้ว ๕ เรื่องด้วยกันครับ ผมขออนุญาตเท้าความ นิดหนึ่งว่างานที่ สปท. เราต้องขับเคลื่อนด้านการศึกษานั้นเราทําต่อเนื่องจาก สปช. ทั้ง ๓ วาระ ๓๖ เรื่อง นอกจากนั้นใน สปช. ยังทําการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ไว้อีก ๒ วาระ แต่ว่าเนื่องจากครั้งนี้ไม่มีกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาจึงรับทั้ง ๕ วาระ ทั้งเรื่องปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปวิทยาศาสตร์ด้วย ทั้ง ๕ วาระ มานําเสนอ ซึ่งได้นําเสนอที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ๕ วาระ เป็นด้านการศึกษา ๔ วาระ ๔ เรื่อง แล้วก็ด้านวิทยาศาสตร์ ๑ เรื่อง ทั้ง ๕ เรื่องนี้ได้ผ่านคณะกรรมการรวมที่ทางรัฐบาล ได้กรุณาตั้งขึ้น ๓ ฝ่าย ทั้งรัฐบาล ทั้ง สนช. ทั้ง สปท. ได้ผ่านไปแล้วทั้ง ๕ เรื่อง สําหรับ ในครั้งนี้ ๒ วันต่อเนื่องนี้จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ๔ เรื่องด้วยกันอยู่ใน ๒ วาระ เรื่องสําคัญในวันนี้จะเป็น ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือเรื่องของการปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ จํานวน ๑๕,๐๐๐ กว่าโรง หลายรัฐบาลพยายามจะมีนโยบายควบรวมหรือยุบแต่ยังทําไม่ได้ วันนี้ก็จะขออนุญาตมาฟังความเห็นจากที่ประชุมนี้ เรื่องที่ ๑ ครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของอาชีวศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมาก ซึ่งรัฐบาลนี้ ทั้ง คสช. ทั้งรัฐบาลให้ความสําคัญกับการอาชีวศึกษา ก็จะเป็นเรื่องที่ ๒ ที่จะมาขอความกรุณา รับความเห็นจากที่ประชุมวันนี้ครับ เป็น ๒ เรื่อง สําหรับในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นอีก ๒ เรื่อง เรื่องการศึกษา วันพรุ่งนี้จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายด้านการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งเป็น กฎหมายแม่ นั่นเรื่องที่ ๑ ในวันพรุ่งนี้ แล้วก็จะเป็นเรื่องร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เป็นเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ จะเป็นเรื่องพัฒนาครู ขออภัย ซึ่งก็ถือว่าเรื่องสําคัญมาก
ผมขออนุญาตกราบเรียนภาพรวมอย่างนี้ครับว่า การศึกษาในบ้านเรา ประชากรทั้งประเทศ ทั้งคนไทย ทั้งคนที่เข้ามาทํางานอยู่ในบ้านเรามีลูกหลานที่นี่รวมแล้ว ๗๐ ล้านคนโดยประมาณ แต่ว่าการจัดระบบการศึกษาที่มีอยู่ขณะนี้สามารถทําได้ ๑๒.๙ ล้านคนโดยประมาณ ซึ่งตัวเลขบางส่วนก็จะลดลง ๆ ในแต่ละปี การจัดการศึกษา ๑๒ จุด ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ตั้งแต่การศึกษาภาคบังคับ บังคับไปจนถึงอุดมศึกษา ผมกราบเรียน ในที่ประชุมนี้ไปแล้วรอบหนึ่ง ขออนุญาตเรียนย้ําว่าระบบสังคมไทยในอดีต ครอบครัวแข็งแรง มีระบบครอบครัวขยายก็สามารถที่จะดูแลเด็ก ดูแลแม่ ตั้งแต่โดยเฉพาะแม่ท้องแรก ซึ่งเด็ก ที่อยู่ในครรภ์มารดาก็จะได้รับการดูแลจากครอบครัว มี ปู่ ย่า ตา ยาย แต่วันนี้สังคมไทยเป็น ระบบครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวอ่อนแอลงมาก เด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ รวมทั้งเด็กที่คลอด ออกมาแล้วจนถึง ๕ ขวบ ๕ ปีนี้งานวิจัยจากกระทรวงสาธารณสุขผมได้เรียนที่ประชุม ไปแล้วว่า ยืนยันว่าคลอดออกมา ๗๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ ความไม่พร้อมของแม่ ของครอบครัวทําให้เด็กขาดความสามารถในการที่จะพัฒนาได้ไปถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เรื่อง หลัก ๆ ด้วยกัน เรื่องที่ ๑ คือร่างกายไม่พร้อม เรื่องที่ ๒ สมองไม่พร้อม เรื่องที่ ๓ สําคัญมาก ก็คือจิตใจเด็กไม่พร้อมจึงเกิดผลพวงให้เห็นมากมาย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึง เข้าโรงเรียนก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่าเด็กแว้นเอย ติดยาเสพติดเอย เกิดปัญหาเยาวชนมากมาย เพราะฉะนั้นครั้งนี้จึงมีความจําเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อที่จะจัดระบบความร่วมมือเข้าไป ดูแลตั้งแต่ครอบครัว ตั้งแต่ ๐ ถึง ๕ ขวบ เพราะว่าถ้าปล่อยให้เด็กสูญเสียความสามารถ ในการพัฒนาทั้ง ๓ ด้านอย่างที่กราบเรียน เมื่อมาถึงระบบโรงเรียนนี่แก้ไม่ไหวแล้วครับ มีงานวิจัยยืนยันจากทั่วโลกว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้ จึงจําเป็นต้องมีกลไกสําคัญที่รัฐไปสนับสนุน แล้วก็ไประดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็ได้นําเสนอพระราชบัญญัติไปแล้ว ๒ ฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต เราจะปล่อยให้เด็กสูญเสียโอกาส สูญเสียความสามารถในการพัฒนาต่อไปกว่าจะถึงโรงเรียนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ นําเสนอพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิตซึ่งที่ประชุมนี้ได้กรุณาอนุมัติเห็นชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ไม่มีท่านใดคัดค้าน แล้วเราก็นําเสนอไปที่คณะกรรมการร่วมได้ผ่าน ไปแล้วเรียบร้อยครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของคนทั้ง ๗๐ ล้านคน มาช่วยกันไม่ใช่เอาภาระไปฝากไว้กับกระทรวงศึกษาธิการแต่กระทรวงเดียว แท้จริงแล้ว การจัดการศึกษาไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ใน ๑๒.๙ ล้านคน กระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมีอีก ๑๐ หน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงอื่น ๆ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑๐ กระทรวง ได้ร่วมกันจัดการศึกษา นอกจากนั้นยังมีภาคเอกชน ยังมีวัด ยังมีโบสถ์คริสต์ ยังมีองค์กร ศาสนาและชุมชนได้ร่วมกันจัดการศึกษา แต่ว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ นอกจาก กระทรวงศึกษาธิการนั้นรัฐยังไม่ได้ให้ความสนใจอย่างเต็มที่นัก เพราะฉะนั้นครั้งนี้เราจึง พยายามที่จะปรับทําพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมา อย่างที่กราบเรียนว่าเป็นพระราชบัญญัติ การศึกษาตลอดชีวิต และในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ ทั้งระบบ ซึ่งก็จะได้ขอความเห็นจากทุกท่านได้ช่วย กันคิดนะครับ โดยภาพรวม โดยประมาณ เป็นอย่างนั้น นั่นเรื่องที่ ๑ ครับ โครงสร้างใหญ่ ๆ ก็จะเป็นอย่างนั้น
ส่วนที่ ๒ คือส่วนสําคัญที่สุด ก็คือรูปแบบและวิธีการเรียนการสอน เราเรียกว่า วาระปฏิรูประบบการเรียนรู้ ในอดีตเราเน้นฟังเลกเชอร์ (Lecture) เป็นหลัก ซึ่งงานวิจัยยืนยัน จากทั่วโลกว่าการเรียนแบบให้เด็กนั่งรอรับตั้งรับ หรือที่เรียกว่าแพสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) ได้ผลเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ แต่ถ้าทําให้ได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จากผลประสบการณ์จากทั่วโลก ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ทําการวิจัยขึ้นมาชัดเจนครับว่าถ้าเราจัด ระบบการศึกษาโดยเอาปัญหาเอาสถานการณ์จริง เอาซิทูเอชัน (Situation) จริง ๆ มากําหนด เป็นเบส (Base) แล้วก็จัดกระบวนการเรียนรู้จากของจริงเหมือนที่หลาย ๆ องค์กรทําอยู่ เช่น ทางด้านการแพทย์ทําอยู่แล้วเอาคนไข้จริงมา มาได้เรียนรู้จากคนไข้จริง ทหารก็เรียนรู้จาก สถานการณ์จริง หลายองค์กรซึ่งทําอยู่แล้ว แต่ว่ายังมีจํานวนมากไม่พอครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ๒ ก็คือระบบการเรียนรู้ จึงต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งที่อยู่ในระบบที่ กระทรวงศึกษาธิการทําและนอกกระทรวงศึกษาธิการทํา รวมทั้งกลไกที่เราจะระดมความ ร่วมมือจากชุมชน ท้องถิ่น และทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันจัดการศึกษาโดยเฉพาะ ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนทั้งหมด รวมทั้งหลังวัยเรียน แล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่มีการโยกย้ายเปลี่ยนงาน สูงมาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจมีความแปรปรวน เพราะฉะนั้นคนที่กําลังทํางานอยู่ก็ต้องการ เรียนรู้เพื่อจะปรับตัวใหม่ให้เข้ากับที่ทํางานใหม่หรืออะไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีความสําคัญ แล้วสุดท้ายหลังเกษียณแล้วสังคมไทยกําลังเป็นสังคมผู้สูงวัย เพราะฉะนั้นการจัดให้มีกลไก ความร่วมมือที่จะดูแลผู้สูงวัยให้การศึกษาให้พร้อมที่จะอยู่ในสังคมอย่างไม่เป็นภาระ แล้วก็ ใช้ศักยภาพ ใช้ประสบการณ์นั้นมาช่วยในการพัฒนาคนของเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องทําทั้งระบบ ๗๐ ล้านคนที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าทั้ง ๗๐ ล้านคนต้องเป็นครูและ ๗๐ ล้านคนก็ต้องเป็น นักเรียนด้วย คนเกษียณอายุแล้วอย่างผมก็จําเป็นต้องเรียนรู้เพื่อจะอยู่กับโลกใบใหม่นี้ ให้อย่างไม่เป็นภาระกับคนรุ่นหลัง นี่คือภาพรวมนะครับ การปฏิรูประบบการเรียนรู้ที่ว่านี้ เรียกว่าเอสบีแอล (SBL) ซิทูเอชัน เบส เลิร์นนิง (Situation based Learning) มีศัพท์ภาษา ที่นักการศึกษาใช้กันมากมาย ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าผมไม่ใช่นักการศึกษาโดยตรง แต่ว่า พยายามจะตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อจะเรียนรู้ว่าระบบการจัดการศึกษาทั้งระบบตั้งแต่ครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอนและแท้จริงทําอย่างไร มีข้อปัญหาอุปสรรคอะไรก็ลุกขึ้นตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อจะ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเรียกว่า ยุคใหม่ ภาษาใหม่ ล่าสุดเรียกว่า ซิทูเอชัน เบส เลิร์นนิง (Situation based Learning) หรือเรียกว่า เอสบีแอล (SBL) ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายได้มา ทําวิจัยแล้วก็มาเล่าให้กรรมาธิการเราฟัง นี่ก็เป็นเรื่องสําคัญ นอกจากนั้นยังมีเรื่องย่อย ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนจากภาครัฐที่จะให้เรียนฟรีหรือทําอย่างไร ระบบการคลัง การงบประมาณนี้จะเหมาะสมกับศักยภาพของการคลังของประเทศ โดยไม่ กระทบกระเทือนระบบการคลังของประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กําลังศึกษากันอยู่ ก็คิดว่า จบแล้วก็จะมากราบเรียนที่ประชุมนี้ ขอความเห็นจากที่ประชุมนี้เช่นกันครับ
วันนี้จะขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมนําเสนอ ๒ เรื่อง ซึ่งอยู่ใน อนุกรรมาธิการที่ ๒ เป็นอนุกรรมาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา ซึ่งมีท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการด้านนี้ ท่านยังเป็นรองประธานท่านที่ ๒ ด้วย ก็จะขอ อนุญาตให้ท่านรองประธานท่านที่ ๒ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการได้เรียนชี้แจง ระหว่างนี้ ผมจะกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานว่าจะมีการประชุมใน ๑๐ โมง จะมีการประชุม คณะกรรมการจัดทําหนังสือเฉลิมพระเกียรติ ก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าจะขออนุญาต เดินทางไปประชุมครับ อยู่ในนี้ครับ ห้อง ๒ ครับ แล้วก็จะวิ่งขึ้นวิ่งลง ท่านจะได้เห็นว่าไม่ใช่ ประธานนําเสนอเสร็จแล้วหนีไปไหน ไปประชุมเสร็จแล้วก็จะพยายามกลับเข้ามาให้ทันเวลา ผมขอกราบอนุญาตท่านประธานไว้เบื้องต้นเท่านี้ก่อน แล้วก็ขออนุญาตให้ท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงทีละเรื่องครับ ขออนุญาตครับ