สุรินทร์ ยันโรงเรียนเล็กต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙

สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ กล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการสอนที่โรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินการยุบรวมโรงเรียนอย่างระมัดระวัง มีแผนการศึกษาที่ชัดเจน และคำนึงถึงความรู้สึกของนักเรียน ครู และชุมชนอย่างลึกซึ้ง

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมคอยเรื่องนี้มา ๕๐ ปี แล้วก็ดีใจมาก ที่เห็นท่านกรรมาธิการนําเสนอเรื่องนี้ ถามว่าทําไมผมดีใจ เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนมีนักเรียนน้อย ๆ ค่าใช้จ่ายสูงมาก แล้วคุณภาพก็ไม่ได้มาตรฐาน เท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ แล้วที่ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ท่านรู้ไหมว่าผมเรียนโรงเรียนขนาดเล็กมาแล้ว แต่บัดนี้โรงเรียนขนาดเล็กนั้นมีนักเรียนเกือบ ๒,๐๐๐ คน เมื่อปี ๒๕๐๔ คุณแม่ผมอพยพจากอําเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปทํามาหากินที่นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ที่ จอมพล สฤษดิ์ ท่านเปิด เป็นครั้งแรก แถวนั้นเป็นป่าดงทั้งนั้น มีช้าง มีเสือ ผมไปเรียนที่โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัด ลพบุรี เดี๋ยวนี้ก็เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพ ท่านครับ ผมเรียนชั้น ม.ศ. ๑ มีนักเรียน ๗ คน เปิดครั้งแรก จอมพล สฤษดิ์ บินไปเปิด ผมก็นั่งเรียนกับเพื่อนมา ๗ คนในปีแรก ปีที่ ๒ มีอีก ๑๐ คนนะครับ ผมเป็นนักเรียนเลขประจําตัว ๑ ของโรงเรียนพัฒนานิคม ท่านไปถาม ได้เลย อาจารย์ผมคนแรกคืออาจารย์อนันต์ อ่ําพันธุ์ จบ ธ.บ. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนต่อมาก็คืออาจารย์พยัพ จันทร์โพธิ์ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิต ผมยังไปเยี่ยมเยือนท่านอยู่นะครับ หลังจากนั้นผมได้ทุนไปเรียนวิทยาลัยครูเทพสตรี จังหวัดลพบุรี ๔ ปี นักเรียนประจํา ท่านครับ ผมก็กลับมาเป็นครูประชาบาล ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๑ ที่โรงเรียนเลือกไม่ได้ เพราะเป็นนักเรียนทุน โรงเรียนซอย ๑๒ สาย ๔ ซ้าย มีนักเรียนไม่ถึง ๑๐๐ คน มีครูใหญ่ชื่อ จํารัส แล้วผมก็เป็นครูน้อยอยู่คนเดียว โรงเรียนแห่งนี้รับรองได้ว่าบัดนี้ท่านหาดูไม่ได้แล้ว ตั้งอยู่บนพื้นดินหลังคามุงแฝก ท่านในนี้อาจหลายคนไม่รู้จักมุงแฝกนะครับ ฝานี่ครับ เขาเรียกว่าทําด้วยขี้ฟาก ขี้ฟากก็คือไม้ไผ่ขัดแตะ หลายครั้งที่คุณครูจํารัสไม่อยู่ไปประชุม ที่อําเภอ ถนนหนทางไม่มีนะครับ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ใช่อย่างนี้ สมัยก่อนโน้นเดินครับ ผมเดินวันละ ๖ กิโลเมตร ไปสอนนักเรียน พอครูใหญ่ไม่อยู่ผมก็สอน ๔ ชั้น ต่อมาผมก็ย้ายไปอยู่โรงเรียนวัด เป็นศาลาวัด แต่เรียกว่า โรงเรียนซอย ๒๑ สาย ๓ ขวา อยู่ฝั่งเขาเขียว ตอนเข้าใหม่ ๆ อยู่ฝั่งเขาพญาเดินธง ก็เดิน ผมนี่นุ่งกางขาสั้นแล้วก็สะพายย่ามใบหนึ่งแล้วก็ข้าวกล่องหนึ่งไปสอนเด็ก สอนอยู่หลายปีดีดัก บัดนี้โรงเรียน ๒ แห่งนี้ยุบไปแล้ว ยุบโดยที่ยังไม่มีกรรมาธิการชุดนี้ แต่โรงเรียนเหล่านี้ ที่เล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่นี่ยังมีอีกทั้งแผ่นดิน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะฉะนั้นผมอ่านรายงานของท่านแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่เคยพูดถึงก็คือเรื่อง การจัดทําแผนการศึกษา เราเรียกว่า เอดูเคชันแมปปิง (Education Mapping) เราไม่เคยทํากัน หรือทําก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ทํากันไม่จริงจัง ค่าใช้จ่ายครู ๑ คนที่บรรจุเข้าไป ท่านครับ มากมายต่อคน เมื่อเปรียบเทียบกับไปสอนนักเรียนแล้วไม่ได้ผลมาก เพราะว่านักเรียนมีน้อย สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยทุกประการและผมก็จะโหวตให้ แต่ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือว่า ท่านยุบโรงเรียน โรงเรียนที่ผมสอนทั้ง ๒ แห่งนี้ถูกยุบไปแล้วไม่เหลือซากของโรงเรียนเลย ถูกรื้อไปหมดแล้ว เมื่อผมกลับไปแต่ละครั้งถูกรื้อไปหมดแล้ว ซึ่งผมก็เสียดายว่าทําไมไม่เอา โรงเรียนที่สร้างตอนหลังนะ มันไม่ใช่เป็นโรงเรียนขี้ฟากแล้ว ไม่ใช่เป็นหลังคามุงจากหรือเป็น โรงเรียนไม้ ไปทําประโยชน์อื่นแล้วก็รื้อ ที่ดินโรงเรียนนี้มี ๒๕ ไร่ ก็แจกอุตลุดไปหมด เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินสมัยหนึ่ง บัดนี้ไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว แต่ท่านครับ นั่นเป็นวัสดุที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จะรื้อเมื่อไรก็ได้ จะสร้างเมื่อไร มีเงินนะครับ โรงเรียน ทุกโรงเรียนมันประกอบด้วยอะไรครับ อาคารเรียน ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์การเรียน กระดานดํา สมัยก่อนนี้ใช่ไหมครับ และสําคัญที่สุดต้องมีนักเรียน ถ้าไม่มีนักเรียนมันไม่เรียกว่าโรงเรียน มีนักเรียนแล้วต้องมีครู ไม่เรียกอาจารย์แล้ว เรียกครู ต้องมีคุณครู คําถามว่านักเรียน ที่ผมพูดนักเรียนมาก ๆ นี่คือโรงเรียนนี่ต้องถือว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง ต้องเอานักเรียน เป็นตัวตั้ง ที่อื่นตามมา ถ้าไม่มีนักเรียนครูก็ไม่มี อุปกรณ์ก็ไม่จําเป็นต้องมี สิ่งที่ผมจะกราบเรียน ก็คือว่านักเรียน ครู ภารโรง สมัยก่อนผมมีแค่นี้เองนะครับ อย่างอื่นไม่มี เป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึก ท่านต้องทําเรื่องเหล่านี้ด้วยความนุ่มนวลนะครับ แต่มีแผน และใจไม่แข็งอย่างที่ท่านกล่าวแล้วว่าถึงจะวิ่งเต้นอย่างไรก็ต้องยุบ ต้องรวม แต่ก่อนจะยุบ จะรวมนะครับ ท่านต้องอธิบายให้ได้ชัดเจนว่าทําไมต้องยุบโรงเรียนนี้ไปอยู่โรงเรียนนี้ จากโรงเรียนนั้นไปอยู่โรงเรียนนั้นให้เป็นรูปธรรม นอกจากนั้นท่านจะต้องดูว่านักเรียน เดือดร้อนมากไหม ถ้าเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ เขาจะเดินทาง ด้วยความลําบากมาก นี่หมายถึงที่ผมเห็นอย่างนี้คาตามาแล้ว ถ้าอยู่ชายขอบของประเทศ จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือเอาที่จังหวัดยะลา หรือที่จังหวัดนราธิวาสที่อยู่นิคมสร้างตนเอง อําเภอแว้งอย่างนี้ผมไปดูมา ชายขอบเขาจะเดือดร้อนอย่างไร ขอฝากท่านไปดูนะครับ แล้วก็ เมื่อดูแล้วท่านต้องใช้เวลาในการที่จะบอกกับครูบาอาจารย์ว่า อาจารย์ครับ คุณครูครับ ถึงปีนั้นปีนี้ท่านจะต้องไปอยู่ตรงนั้นนะครับ ด้วยเหตุผลความจําเป็นอย่างนี้ครับ บอกกับ ผู้ปกครองเสียให้ชัดเจนว่าที่จําเป็นจะต้องเอาบุตรหลานท่านไป ทีนี้คําถามว่าโรงเรียนเล็ก ๆ อย่างนี้จํานวนมากที่ท่านบอกว่ามี ๔,๐๐๐ โรงเรียน ๕,๐๐๐ โรงเรียน อ่านแล้วผมก็ ประทับใจนะครับ ท่านทําการบ้านมา คําถามว่าถ้าอยู่ชายขอบ เขาเดินไปอย่างไร ข้ามเขา ไปเรียนไหม อันนี้ก็ฝากท่านไว้เป็นการบ้านว่าจะทําอย่างไร แม้แต่นักเรียนคนเดียว บ้านไกล ถึง ๓ กิโลเมตร ๔ กิโลเมตร ๕ กิโลเมตร ๗ กิโลเมตรข้ามเขานี่ ท่านจะทําอย่างไร ถ้าท่าน ไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้เด็กเหล่านี้ก็จะดรอปเอาต์ (Dropout) แล้วก็ไม่ไปโรงเรียน ท่านก็ ตามหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าอยู่ดงพงไพรที่ไหน แล้วในที่สุดก็จะเป็นปัญหาของสังคมว่า อ่านหนังสือ ไม่ออก ไม่จบประถม ทําอะไรก็ไม่ได้ ก็ฝากท่านด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าขอให้ท่านทําด้วย ความรอบคอบ นุ่มนวล และกระฉับกระเฉง อย่าลูบหน้าปะจมูก และปัญหาของท่าน จะตามมาอีกเยอะ ถ้าท่านลูบหน้าปะจมูกสักรายเดียว โรงเรียนเดียว มือถือจะบอกเลย กูบอกแล้วอย่างไรว่าเอ็งต้องย้ายปีหน้า กูไม่ต้อง ประทานโทษนะครับ กูไม่ต้องย้ายแล้ว เพราะอะไรไม่ได้เลยครับ ผมให้กําลังใจท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพ และผมมั่นใจว่า จะทําได้ เพราะว่ารัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการปัจจุบันนี้นะครับ ท่านเอาจริงเอาจังกับเรื่อง ของระบบการศึกษา ชาติบ้านเมืองไหนก็ตามถ้าไม่สนใจเรื่องการศึกษามาเป็นเรื่องแรกผมว่า ไปไม่รอด ในระยะอันสั้นและระยะอันไกล เพราะคนเป็นตัวจักรสําคัญในการขับเคลื่อน ทุกประการ ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพครับ