กษิต ภิรมย์ หารือการจัดการศึกษาโดยเน้นความเหมาะสมของการจัดสถานศึกษาให้อยู่ใกล้ชุมชนเพื่อให้เด็กเดินทางไปเรียนได้สะดวก โดยเฉพาะเด็กเล็ก พร้อมเสนอให้โอนการบริหารโรงเรียนขั้นพื้นฐานไปยังท้องถิ่น และเรียกร้องให้ทบทวนแนวคิดการควบรวมโรงเรียนโดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนต่างๆ รวมถึงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็งจากฐานชุมชน
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในประเทศที่มีผืนแผ่นดินกว้างขวางไม่เล็กไปกว่าประเทศไทย เช่น ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน ประเทศฟินแลนด์ แล้วเขาก็มีพลเมือง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ คน ผมไม่เคยได้ยินว่าเขามีนโยบายที่จะควบโรงเรียน ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านของเราจะเป็นประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประเทศไต้หวัน ก็มีปัญหาเหมือนประเทศไทย คืออัตราการเกิดต่ํามาก ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือต่ํากว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ภาพที่เราเห็นที่ประเทศไต้หวัน ประเทศ เกาหลีใต้ แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ก็คือเด็กเดินไปโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ อย่างเก่งก็ขี่จักรยาน แล้วก็ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นคําสั่งเลยครับ ห้ามไม่ให้พ่อแม่เอารถของตนเองส่งลูก ไปโรงเรียน ทั้งประเทศในยุโรปแล้วก็ในเอเชียแปซิฟิกที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี่ก็คงมีประเด็น ปัญหาเหมือนประเทศไทยในแง่ของประชากรน้อยลง แล้วมีประเทศกว้างขวาง แต่เขาไม่มี นโยบายในการควบโรงเรียน แล้วเขาไม่มีนโยบายที่จะเอาเด็กมาที่สถานการศึกษา เขาต้อง ตั้งเป้าที่จะให้การศึกษาไปถึงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก เด็กโตหน่อยอาจจะขี่จักรยาน หรือว่า นั่งรถบัส (Bus) โรงเรียนก็ได้ แต่เด็กเล็กควรจะเดินไปโรงเรียน จะให้จับเด็กใส่รถแล้วก็นั่ง ไปหลาย ๆ กิโลเมตร ผมคิดว่าเป็นการทารุณต่อเด็กเล็กโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นต้องทํา ทุกวิถีทางที่จะให้โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมโดยเฉพาะ หรือมัธยมตอนต้นให้อยู่ใกล้กับ บ้านให้มากที่สุด นั่นเป็นความเห็นอันที่ ๑
อันที่ ๒ มันไม่ใช่อยู่ที่จํานวนนักเรียนจะต้องมาก และถ้าเผื่อไม่มากต้องควบ หรือว่าในโรงเรียนหนึ่งจะมี ๑๐ คน ๒๐ คน แล้วก็มีเด็กตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ ๖ ขวบ ไปจนถึง ๑๒-๑๓ ปีก็เลยจะต้องควบ มันเป็นภาระหน้าที่ของรัฐในการที่จะต้องจัดการศึกษาและครู ให้พร้อม พูดง่ายครับในการที่จะบอกควบ มันก็จะมีปัญหาเรื่องการควบตามมาอย่างแน่นอน ในเรื่องของผู้บริหารจัดการ ผู้อํานวยการโรงเรียน ครูที่มีคุณภาพ อุปกรณ์การเรียนการสอน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ไม่จบไม่สิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าการควบโรงเรียน จะแก้ปัญหา ประเด็นปัญหาของการศึกษาของไทยอย่างจริงจัง แต่ว่าที่มันสําคัญที่สุดที่ผม อยากจะขอเน้นก็คือประเด็นนี้ แล้วเราก็มีโรงเรียนตํารวจชายแดนเป็นที่เลื่องลือของ ประเทศไทย แล้วก็ในโลกกว้าง แล้วก็เป็นโรงเรียนที่ตอบสนองหมู่บ้านที่ห่างไกลตามขุนเขา ทั้งหลาย ที่เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกท่านสุรินทร์ได้พูดไปแล้ว แล้วก็ประสบความสําเร็จอย่าง มากมาย ผมเองก็อยากจะเสนอให้ได้รับรางวัลแมกไซไซ (Magsaysay Award) ของประเทศ ฟิลิปปินส์เสียด้วยซ้ํา แล้วทํามาก็ไม่เห็นเขาบ่นเลยว่ามันทุรกันดารหรือว่าพลตํารวจ สิบตํารวจ จ่าตํารวจ นายร้อยตํารวจ ที่ไปสอนนั้นเขาก็บ่นว่า ในห้องเรียนมีเด็กตั้งหลายวัย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วในการชี้แจงของคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนเลย ได้มีการปรึกษาหารือหรือเปล่า แล้วถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปช่วยเหลือให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา ที่ใกล้บ้าน ผมขอให้ทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปนะครับ ไปปรึกษาหารือกับทาง กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดนเสียก่อนดีกว่า เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์สูงสุด แล้วก็ผ่านไปตํารวจตระเวนชายแดนก็อาจจะไปพูดกับหมู่บ้านชาวเล ชาวเขาตามตะเข็บ ชายแดนว่าอยู่กันมาอย่างไร ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าจะเป็นชุมชนก็ดี ตอนนี้ก็มีชาวเขา ที่จบปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วก็กลับไปเป็นครูก็มากมาย เขาได้รับการสนับสนุนมากน้อย แค่ไหน และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าเราเป็นสังคมประชาธิปไตย แล้วในสังคมประชาธิปไตย ที่เป็นสากล เป็นมาตรฐานทั่วโลกนั้นเรื่องของการศึกษาอยู่ที่ท้องถิ่นครับ ไม่ได้อยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ ณ เมืองหลวงหนึ่งใด กระทรวงศึกษาธิการของประเทศต่าง ๆ ที่เจริญแล้ว มีความเป็นประชาธิปไตย เขามีหน้าที่ผลิตครู แล้วก็วางมาตรฐานการศึกษาให้มันทั่วถึง แล้วก็มีหน้าที่สนับสนุนในส่วนที่โรงเรียนท้องถิ่นขาด ขอใช้คําภาษาอังกฤษว่าแบ็กอัป (Backup) หรือว่าจะเติมให้เต็ม ฟิลอิน (Fill in) หรือว่าจะอีกอันคือทําให้มีความเสมอภาค อีควอไลเซชัน (Equalization) ซึ่งเป็นหลักสําคัญในเยอรมนี ในไต้หวัน แล้วก็ทั่วสหภาพ ยุโรปว่าไม่ให้มีความเหลื่อมล้ํา ไม่ว่าโรงเรียนนั้นจะอยู่ที่ใด แล้วทางกรรมาธิการก็ยังจะคิด เรื่องที่จะให้ทางส่วนกลางคือกระทรวงศึกษาธิการเป็นแม่บทอยู่ เราต้องการที่จะกระจาย อํานาจ เราต้องการที่จะปฏิรูปประเทศไทย แล้วก็ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เราก็ได้พูดกันมากว่าเราต้องกระจายอํานาจไปที่ท้องถิ่น แล้วก็หลาย ๆ ประเทศ เรื่องโรงเรียนอยู่ที่ท้องถิ่น แล้วเขาก็มีคณะกรรมการผู้ปกครองที่จะ ทํางานกับทางโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นควรจะมาคิดกันเสียว่าควรจะตัดสินใจ โอนอํานาจไปให้ท้องถิ่นเสีย แล้วก็ภาครัฐโดยกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะเข้าไปสนับสนุน ท้องถิ่นให้เขาทํางานได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร ก็แน่นอนต้องมีการประสานงานกับกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ท้องถิ่นก็ต้องดูแลเพราะมันมีเด็กเล็กอนุบาล ๕ คน ประถมศึกษาปีที่ ๑ ๔ คน ๗ คน แล้วก็มี ๑๒ ปี ๑๓ ปี ให้เป็นเรื่องท้องถิ่นเขาจะดูแล แล้วถ้าเผื่อลดอํานาจ ลดงบประมาณ แล้วพยายามทําให้กระทรวงศึกษาธิการเล็กลง เงินที่จะ เก็บไว้ได้นั้นเซฟ (Save) ไว้ได้ก็ควรจะโอนไปให้ท้องถิ่นให้เขาทําให้ได้ให้มากที่สุด เพราะว่า ลูกหลานในหมู่บ้านของเขามันเป็นภาระหน้าที่ของเขาเป็นสําคัญ กระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง รัฐบาลจากส่วนกลางมีหน้าที่รองเท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่หลัก เพราะฉะนั้น โดยสรุปครับท่านประธาน ผมอยากจะให้กรรมาธิการทบทวนเรื่องทั้งหมดเลย แล้วก็จะต้อง ตอบผมให้ได้ว่าได้หารือกับโรงเรียนของตํารวจชายแดนหรือเปล่า แล้วก็มีความคิดอย่างไร ในการที่จะโอนเรื่องการศึกษาขั้นประถมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมดนี้ ไปให้ท้องถิ่น ผมไม่ต้องการเห็นการให้ควบแล้วก็การเพิ่มอํานาจที่ส่วนกลาง ไม่อย่างนั้นคําว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป จะกําลังทําอะไรที่ผิดไปจากชื่อเสียง แล้วก็วัตถุประสงค์ แล้วก็ เจตนารมณ์ของสภานี้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน