วิเชียร ชวลิต สนับสนุนการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา หลังประสบการณ์ขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พบปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมและผลสัมฤทธิ์ต่ำ แม้การควบรวมจะส่งผลดีแต่กลับเจออุปสรรคจากความกังวลเรื่องการสูญเสียโรงเรียนประจําหมู่บ้านและการเดินทางของเด็ก ทั้งที่ความจริงผู้ปกครองนิยมส่งเด็กไปเรียนในโรงเรียนไกลอยู่แล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม วิเชียร ชวลิต สปท. ลําดับที่ ๑๔๐ ผมขอสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลเพราะว่าผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลายว่าในปี ๒๕๕๒ ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด สุรินทร์ ได้มีการดําเนินการในลักษณะที่เป็นข้อเสนอเหมือนที่กรรมาธิการได้ยกตัวอย่าง ก็คือ เนื่องจากผมไปตรวจสอบการศึกษาของเด็กในพื้นที่ แล้วก็พบสิ่งที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่มีความสงสัยว่าทําไมระดับผลการเรียนหรือว่าสิ่งที่เด็ก ๆ ของเราอ่านหนังสือ ไม่ออกถึงเพิ่มจํานวนมากขึ้น ก็ไปดูในโรงเรียนขนาดเล็กว่ามีการเรียนการสอนอย่างไร ขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการใช้วิธีการ เนื่องจากครูไม่พอ ก็ใช้วิธีการคละชั้นเรียน ก็แปลว่า ห้องเรียนห้องหนึ่งอาจจะมีเด็ก ป.๑ ถึง ป.๔ เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน ในชั้นเดียวกันนะครับ เพราะว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีตั้งแต่ ๑๐๐ คนเศษ ลงไปจนถึง ๕ คน ๘ คนก็มีนะครับ ผมไปพบ บางโรงเรียนมีเด็กตั้งแต่ ป.๑ ถึง ป.๔ นั่งอยู่แถวเดียวกัน แล้วคุณครูก็สอนด้วยการเปิด ทีวี (TV) ทางไกลให้เด็กเรียนจากทีวี (TV) คุณครูก็นั่งอยู่ ๑ คน สอบถามรายละเอียด ปรากฏว่าโรงเรียนนั้นมีครูอยู่ ๒ คน คนหนึ่งเป็นผู้อํานวยการโรงเรียน อีกคนหนึ่งมีหน้าที่สอน ผู้อํานวยการโรงเรียนไปประชุม ผมไปตระเวนตรวจตามโรงเรียนต่าง ๆ ปรากฏว่าแต่ละโรงเรียน ก็จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน ผมก็เลยให้ทําการศึกษาข้อมูลว่าโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดนั้น มีโรงเรียนไหนบ้างที่ผมคิดว่าน่าจะมีการควบรวมเหมือนแนวคิดของกรรมาธิการที่จะเสนอ ปรากฏว่าจัดกลุ่มได้เป็นหลาย ๆ กลุ่ม ผมก็เสนอแนะว่าสิ่งที่ควรทําอย่างยิ่ง คือให้แต่ละ โรงเรียนเลือกว่าจะจัดสอนชั้นไหน แบบที่ท่านเสนอนะครับ บางโรงเรียนก็ ป.๔ บางโรงเรียน ก็ ป.๓ แล้วก็ส่งเด็กไปโรงเรียน ในข้อเท็จจริงวันนี้ในชุมชนชนบทถนนหนทางไปไหนกันมา โดยสะดวก แล้วปรากฏข้อเท็จจริง ถ้าท่านไปดูในพื้นที่จะปรากฏว่าลูกหลานของผู้มีอันจะกิน หรือครูบาอาจารย์ หรือคนที่มีความสามารถไม่ได้ส่งเด็กเข้าเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ส่งขึ้นรถตู้ แล้วเช้าก็ไปโรงเรียนกัน ทุกวันเป็นอย่างนั้น โรงเรียนประจําจังหวัดมีเด็ก ๓,๐๐๐ กว่าคน ๔,๐๐๐ คน ก็มาจากบ้านนอกทั้งนั้น ขึ้นรถตู้มาเรียนนะครับ ผมก็เห็นว่าสิ่งที่ควรจะทํา เมื่อควบรวมแล้ว จะทําอย่าไร จะแก้ปัญหาการเดินทาง ก็คุยกับท้องถิ่น ท้องถิ่นก็สามารถ ดําเนินการจัดรถตู้ แล้วก็พาเด็กไปโรงเรียนได้ เขาก็พร้อมจะทํา ผมก็ถามว่าแล้วมีเด็กคนไหน อยากปั่นจักรยานไปโรงเรียนไกลหน่อยมีไหม ก็ปรากฏว่าทางโรงเรียนก็บอกว่า ไม่มี เพราะว่าเด็กไม่อยากเดินทางไกลด้วยจักรยาน ผมก็แอบไปสังเกตอีกว่าจริง ๆ มีเด็ก ปั่นจักรยานไปโรงเรียนไหม ก็ปรากฏว่ามี เพราะว่าผู้ว่าราชการจังหวัดก็สามารถมีศักยภาพ ที่จะเชิญชวนเอกชน หรือใครบริจาครถจักรยานเก่าเพื่อให้เด็กปั่นไปโรงเรียนที่ไกล ข้ามหมู่บ้านไปก็สามารถทําได้ สิ่งเหล่านี้สามารถทําได้หมดทุกประการ ผมก็จัดการประชุม แล้วก็จะเริ่มทําการควบรวมดังว่า ปรากฏว่าคุยกันไปคุยกันมาเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายประเมินผล การศึกษาของการประถมศึกษาก็บอกว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทําดีมากนะครับ แต่พอ ไปประชุมผู้ปกครอง ไปประชุมครู ทุกคนก็มีความเห็นเดียวกันว่า ท่าน วิธีนี้ดีหมด ทุกอย่างเลย แต่ว่าเรามีติดอุปสรรคอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือถ้ายุบโรงเรียนแล้วเราจะขาด โรงเรียนประจําหมู่บ้าน โรงเรียนนี้เก่าแก่มาก เด็กจะไปลําบาก อันตราย ใครจะรับผิดชอบ สารพัดของเหตุผลแห่งการอ้าง แต่ไม่เคยมีใครพูดว่าแล้วผลสัมฤทธิ์การศึกษาเด็กออกมาเป็น อย่างไร ไม่มีใครพูด พูดแต่ว่า ผอ. โรงเรียน โรงเรียน ครู การบริหาร แต่ผลสัมฤทธิ์ไม่เคยมี ใครพูดนะครับ นี่คือสภาพปัญหา คําถามสุดท้ายที่ถามกระผมว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ ผมก็บอกว่า ถ้าถามผมแบบนั้น ผมก็กลับบ้านดีกว่า เพราะว่า เรากําลังคุยกันเรื่องการแก้ปัญหา เราไม่ได้คุยเรื่องผมจะมีนโยบายอะไร เพราะถ้าผม มีนโยบาย พอผมย้ายเขาก็เลิกทํา มันก็ไม่รู้จะทําทําไมนะครับ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่อยากจะ เล่าสู่ที่ประชุมว่า จริง ๆ วันนี้ควรอย่างยิ่งที่จะมีนโยบายในการควบรวม ซึ่งถ้าแรงกว่านั้น ผมอยากจะเสนอกรรมาธิการเพิ่มเติมว่าควรจะต้องมีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะ ถ้าไม่มี สิ่งที่ตามมาก็คือมันจะมีปัญหาการจัดการศึกษาซึ่งใช้เงินเท่าไรก็ไม่พอ แล้วจริง ๆ ข้อเท็จจริงคนก็ไม่ได้ใช้วิธีว่าไปเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านนะครับ เพราะฉะนั้น ข้ออ้างทั้งหมดที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง อยู่บนขุนเขา บนดอย บนอะไรนั้นเป็นข้อยกเว้น ทั้งหมด แต่ว่าหลักการที่ทําได้ทั้งหมดนี้สามารถดําเนินการได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไป หยิบประเด็นย่อยของข้อยกเว้นนี้มาเป็นข้ออ้าง เพราะฉะนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ก็ไม่มีทางประสบผลสําเร็จได้นะครับ แล้วซ้ําร้ายไปกว่านั้นนะครับ ผมเรียนท่านเพิ่มเติมว่า วันนี้ปริมาณเด็กเกิดลดลง อย่าว่าแต่โรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ที่จะต้องยุบ อีกหน่อยจะมีเด็ก มาเรียนในโรงเรียนนั้น ๆ หรือเปล่ายังไม่รู้เลย เพราะว่าจํานวนเด็กที่เกิดนี้ลดลง โดยเฉพาะ ในชุมชน ในหมู่บ้าน ก็ขออนุญาตเรียนท่านว่าขอสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่อยากจะเพิ่มเติมว่า ควรจะสํารวจข้อมูลอย่างที่ท่านบอก แล้วให้เป็นฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่าที่ไหนมีความพร้อม มีความชัดเจน แล้วถ้ามอบเป็นนโยบายไป ไม่ต้องไปกําหนดว่าจะต้องทําอะไร อย่างไร ผมเชื่อว่าวันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สามารถที่จะ ดําเนินการ โดยมอบเป็นเชิงนโยบายแล้วไปดําเนินการ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมาก ขอให้เป้าหมายอยู่ที่เด็ก อย่าขอให้เป้าหมาย อยู่ที่โรงเรียน ขออย่าให้เป้าหมายอยู่ที่เรื่องอื่น ๆ แล้วผมเรียนเพิ่มเติมว่า อาคารเรียน ของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ชนบทนี้สามารถที่จะไปดําเนินการพัฒนาเป็น แหล่งประโยชน์อื่น ๆ ได้มากมายนะครับ เช่นวันนี้เราไม่มีศูนย์เด็กที่จะดูแลเด็กหลังเลิกเรียน หรือว่าดูแลเด็กที่จะใช้บริการต่าง ๆ โรงเรียนเหล่านั้นสามารถแปลงสภาพ เพียงแต่อย่าหวงว่า เป็นสมบัติของฉัน ซึ่งความจริงนั้นสมบัติพวกนั้นก็เป็นสมบัติของแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์ ร่วมกันได้ทั้งนั้น ก็อยากขอเรียนเสนอสนับสนุนกรรมาธิการ แล้วก็คิดว่าควรจะมีรายละเอียด เพิ่มเติมไปว่าน่าจะมีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนะครับ ถ้าไม่มีการยุบ ประเทศนี้ก็ไปไม่รอด หรอกครับสําหรับการจัดการศึกษา แล้วประเด็นสําคัญที่ต้องพูดและเน้นก็คือว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาของเด็กทําอย่างไรจะเกิด ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ว่า ผอ. จะอยู่ไหม โรงเรียนของฉัน ประจําหมู่บ้านจะอยู่ไหม ซึ่งความจริงผมเชื่อว่าทําความเข้าใจกับผู้นําชุมชน โดยมอบหมาย นโยบายให้กระทรวงมหาดไทยไปดําเนินการก็ได้ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถสําเร็จลุล่วงครับ ขอบคุณมากครับ