วิทยา แก้วภราดัย หารือปัญหาการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเปิดโปงพฤติกรรมทุจริตในการซื้อขายตำแหน่งและการบังคับให้เจ้าหน้าที่ลาออกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสภาไม่ขัดข้อง ผมก็จะได้เสนอญัตติของการหารือ เรื่อง การแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจที่ไม่เป็นธรรม นะครับ เพื่อให้สภาร่วมกันพิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพยายามติดตามเรื่องนี้มา ระยะเวลายาวนานพอสมควรครับ เพราะก่อนหน้านี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กัน ช่วงที่มีการ รณรงค์ต่อสู้ทางการเมืองหนัก ๆ ก็มีการพูดถึงการปฏิรูปตํารวจครับ เพราะองค์กรตํารวจ เป็นองค์กรที่อยู่เพื่อรับใช้กฎหมาย แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมากระบวนการตํารวจกลายเป็น กระบวนการที่ไม่ได้รับใช้กฎหมายครับ เป็นคนที่บังคับใช้กฎหมายและพี่น้องประชาชน ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่บ้านเมืองมีผู้นําที่ขาดคุณธรรม องค์กรตํารวจถูกใช้ให้เป็น เครื่องมือในการสนองนโยบายแล้วแต่ตามอารมณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีต ตํารวจเหมือนคนลูกไล่ของนักการเมืองที่ไล่ไปทําโน่นทํานี่ นักการเมืองประกาศนโยบาย ตัดตอนปราบปรามยาเสพติด ตํารวจต้องไล่ล่า แล้วก็การไล่ล่าก็กลายเป็นการฆ่าตัดตอน ว่าการฆ่าตัดตอนกระบวนการความเสียหายคนในประเทศนี้ล้มตายไปถึง ๒,๗๐๐ คน ใน ๒,๗๐๐ คน ไม่ใช่เฉพาะตัวอาชญากร มีทั้งเด็ก ผู้หญิง หลายคนที่เสียชีวิต ในสถานการณ์ของการไล่ล่าเพราะสนองนโยบายของผู้นําประเทศ เพราะฉะนั้นองค์กร ตํารวจกลายเป็นองค์กรที่มีอํานาจขึ้นมาแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่ซ้ํากันครับ เราวิพากษ์วิจารณ์ ว่าตํารวจต้องส่งส่วยนาย เป็นอาชีพที่แปลกที่สุด นายที่ตั้งตัวขึ้นมาแล้วต้องให้ลูกน้องเลี้ยง น่าจะมีองค์การเดียวครับ ตํารวจ ทหารครับ เป็นนายพลเมื่อไรหน้าที่ก็คือเลี้ยงลูกน้อง นักการเมืองอยากเป็นใหญ่เป็นโตต้องมีบริวาร ต้องเลี้ยงดูลูกน้อง แต่อาชีพเดียวที่ลูกน้อง ต้องวิ่งส่งส่วยให้นายเป็นที่รู้กันหมดว่าคืออาชีพข้าราชการตํารวจ ซึ่งนับวันจะสร้างความ ตกต่ําไปทุกวันครับ ฤดูกาลโยกย้ายของตํารวจแบ่งซอยมากขึ้น ๆ เดิมเคยเขียนกฎหมายว่า กระจายอํานาจในการโยกย้ายไปให้ระดับกองบัญชาการแต่ละภาค ระเบียบออกเสร็จก็มี ข้อขยักครับ สงวนอํานาจของผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติไว้ในการที่จะเข้าไปพิจารณาได้ สุดท้ายกองบัญชาการทุกภาคกลับเป็นกองบัญชาการที่ไม่สามารถพิจารณาโยกย้ายอะไร ตัวเองได้เลย ต้องรอบัญชีจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ต้องรอบัญชีจาก ผบ. วันนี้สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติปลอดการเมือง จะบอกว่าตํารวจวิ่งส่วยกับนักการเมือง ผมพูดไม่ได้ครับ วันนี้เราทุกคนรู้สึกว่าเราไม่ใช่นักการเมือง ผมเป็นนักการเมืองที่หลงเข้ามาในเวทีนี้ก็ต้อง บอกว่ายินดีครับ ในวันที่ไม่มีนักการเมือง แต่ผมรู้สึกเสียใจว่า เมื่อมีนักการเมืองที่เคยถูกประณามในยุคพวกผมหรือใครต่อใครก็ตาม ไม่ได้มีตัวตนอยู่แล้ว ทําไมสํานักงานตํารวจแห่งชาติยังไม่หลุดจากวังวน น้องสื่อมวลชน เขามาฟ้องผมครับ สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพิ่งเกิดมาช่วง ๒ ปีหลัง ถ้าจําไม่ผิดน่าจะเป็น ปีที่แล้ว มีนายตํารวจระดับรองผู้บังคับการ เหลืออายุราชการอยู่ ๗-๘ เดือน ก็แก่แล้ว นะครับ จะเกษียณแล้วก็คิดถึงบ้าน อยากย้ายกลับบ้าน ไปหารุ่นน้องที่เป็นผู้บัญชาการ บอก น้อง พี่เหลือ ๗ เดือนแล้วขอย้ายกลับไปอยู่บ้านเถอะ น้องก็ปรารถนาดีครับ บอก พี่เหลือ ๗ เดือนกลับไปอยู่บ้านทําไมพี่ ลาออกเลยดีกว่า พี่ลาออกเลยดีกว่า ผมให้พี่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่ต้องกลับไปนอนคิดหรอกครับ เหลือเวลา ๗ เดือนไปทํามาหากิน อะไร ก็ปลูกผักปลูกสวนจะหาเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็คงไม่ได้ ท่านคนนั้นก็ตัดสินใจลาออก ลาออกจากรองผู้บังคับการเพื่อกลับไปอยู่บ้าน เพราะน้องหรือเป็นนายไม่ยอมให้ย้าย อยากย้ายกลับไปบ้านครับ ตําแหน่งรองผู้บังคับการตําแหน่งที่ไม่ได้มีอํานาจวาสนาและไม่ใช่ ตําแหน่งหลัก ไม่ใช่สารวัตร ไม่ใช่ผู้กํากับ ไม่ใช่ผู้การ ไม่ใช่ผู้บัญชาการ แค่รองผู้บังคับการ ได้ตั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ เป็นบําเหน็จก้อนใหญ่ ท่านลาออก ท่านประธานทราบไหมครับ สื่อมวลชนเขาฟ้องผมครับว่า ท่านรองผู้การท่านนั้นลาออกได้ไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายท่านเอาไปทอนตําแหน่งได้มาทั้งหมด ๑๗ ล้านบาทครับ รองผู้การขยับ ก็ขยับผู้กํากับ เป็นรองผู้การ ใครอยากวิ่งผู้กํากับ ท่านประธานครับ ปีนี้เอาเป็นว่า ภูธรครับ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่าย ๔,๐๐๐,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นผู้กํากับ ถามว่า เงินเดือนผู้กํากับเดือนละเท่าไรครับ ตอบได้เลยครับว่า ๑๐ ปีก็คงไม่พอจ่ายค่าวิ่งตําแหน่ง ขึ้นผู้กํากับ ๑ คน จ่ายไปแล้ว ขึ้นรองผู้กํากับ จ่ายซ้ํา ขึ้นสารวัตร จ่ายกันไปจ่ายกันมา ซื้อตําแหน่งมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปทอนต่อจากลูกน้องได้มา ๑๗ ล้านบาท คราวนี้วงการ ตํารวจก็เกิดเรื่องมิติใหม่ครับ วิ่งขึ้นเสียบตําแหน่งเพื่อน มันเต็มอยู่ข้างบนหมด ไปดู พวกใกล้เกษียณ จ้างให้ลาออกกัน ผมพยายามตรวจสอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติครับ ถามเพื่อนตํารวจเราที่อยู่ในสภานี่นะครับ เดี๋ยวถ้าไม่ใช่ ปฏิเสธผมนะครับ ผมไม่เอ่ยชื่อท่าน เดี๋ยวท่านขึ้นมารับรองกันเอง ผมถามท่านตรง ๆ ว่าก่อนเดือนนี้มีตํารวจใกล้เกษียณลาออก กี่คน เขาชี้หน้ามาที่ผมเลยครับ กองบังคับการตํารวจภูธรภาค ๘ บ้านคุณ ลาออกเกือบ ๒๐ คน ก็ผมย้อนถามว่าทั้งประเทศเท่าไรครับท่าน นับนิ้วนับมือ ทั้งมือทั้งเท้าครับ ท่านบอกว่า เกือบร้อยครับ มีคนลาออกเกือบร้อยคนเพราะการโยกย้ายต้องเกิดตั้งแต่เดือนตุลาคม ถ่วงมาจากเดือนตุลาคมถึงวันนี้ ๖ เดือน คนจะเกษียณครับ เหลือเวลา ๖ เดือน ในวันข้างหน้า เพื่อนจ้างลาออก มีตั้งแต่ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปดูบัญชีครับ ผมก็อยากให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจไปดูด้วยครับว่าทั้งประเทศ ที่ลาออกไปตอนนี้ ไม่รู้ว่าขายหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนหรืออะไรก็ตามนะครับ ท่านก็ไป หาคําตอบมา ทั้งหมดทั้งประเทศกี่คน รอคนขยับเสียบกันกี่คน ถ้าเกิดอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมในฐานะประชาชนฟ้องเลยครับว่า ถ้าตํารวจโยกย้ายเพราะจ่ายสตางค์ คนที่เดือดร้อนคนแรกครับ ไม่ใช่ประชาชนครับ พวกทําผิดกฎหมายทั้งหมด เตรียมเพิ่ม เงินส่วย ถ้าโจรเริ่มส่งส่วย ตํารวจเริ่มรีดจากโจร ถามว่าคนเดือดร้อนคนสุดท้ายคือใครครับ หนีไม่พ้นประชาชน ถ้าเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปบ้านเมืองครับ เรื่องธรรมาภิบาล แต่วันนี้ ปรากฏว่าในสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่การโยกย้ายเลื่อนกันมา อย่างที่ท่านรองอํานวย ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เพื่อนสมาชิกบอกเมื่อสักครู่ เที่ยงจะประกาศครับ จนวันนี้เข้าใจว่า ยังไม่ประกาศ คนประกาศก็หาตัวไม่เจออีกแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ ถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราพิจารณาและร่วมกันพิจารณา ร่วมกันให้ข้อเท็จจริง จริง ๆ เพื่อน ๆ ตํารวจทั่วประเทศกําลังนั่งฟังกันด้วยใจระทึกครับว่าเขาจะผ่านช่วงวิกฤต สถานการณ์ขององค์กรไปได้อย่างไร จะเอาอย่างไรก็บอกกันมา แต่ถ้าอมพะนําจนนายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งกันให้เสร็จ เลื่อนกันมา ๑๕ วันยังตั้งไม่เสร็จ มันอะไรกันนักกันหนา จะให้ไปปล้นเงินมาจากไหนเพื่อมาจ่ายบําเหน็จบํานาญกัน ถ้าบ้านเมืองอยู่อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าจําเป็นต้องใช้มาตรา ๔๔ กับคนบางประเภท ไม่เช่นนั้น เคลื่อนไม่ได้ แล้วก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจนะครับ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก ในสภานี้เป็นตํารวจผู้ใหญ่ที่ดี ๆ ออกจากราชการตํารวจ เกษียณด้วยความสง่างามเข้ามานั่ง อยู่ที่นี่เยอะ ท่านเป็นพี่เลี้ยงที่ส่ายหน้าทั้งหมดครับ ผมจําได้ครับ ผมอภิปรายในสภา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้ใหญ่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่อยู่ในสภานี้หลายท่านมาบอก กับผมว่า เรื่องที่คุณพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด และเลวร้ายที่สุด ไม่เคยเกิดมาในสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมว่าสิ่งนี้คือเรื่องจําเป็นที่จะต้องพิจารณากันในวันนี้ และเรื่องนี้ ต้องถึงหูครูอังคณาครับ เรื่องนี้ต้องถึงหูท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว หยุดสถานการณ์อย่างนี้ไม่ได้ และผมเชื่อมั่นว่าเพื่อนสมาชิกในสภานี้จํานวนมากมีข้อเท็จจริง ที่จะให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เตรียมรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดครับ แล้วก็ไปไล่ไต่สวนมา จะปล่อยให้เป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ได้ คนดีก็ควรจะเคารพบูชา คนชั่วก็ต้องจัดการ ไม่เช่นนั้นแล้วกระบวนการยุติธรรมไทย ตั้งแต่เบื้องต้นเสียหาย คําว่า ๒ มาตรฐานก็จะเกิดขึ้น ความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเกิดขึ้น มันอยู่ที่ต้นน้ํา ถ้าต้นน้ําเสียหายเสียแล้ว เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ลุกลามบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ เพราะเราละเลยเรื่องต้นน้ําอย่างนี้ บ้านเมืองต้องยุติสถานการณ์ประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ เพราะเพื่อมาหยุดกระบวนการการไม่เคารพกติกา การไม่เคารพกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า จําเป็นที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราจะระดมความคิดของเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ช่วยกันเพื่อนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการ และขอเสนอให้คณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ และรายงานสถานการณ์สํานักงานตํารวจแห่งชาติต่อสภาภายใน ๑ เดือน พร้อมทั้งทิศทาง ของการแก้ไขปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้เป็นที่ยุติด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ