เพิ่มพงษ์ ชูแนวคิดปรับค่านิยม-คุณภาพการศึกษาอาชีวะ ดันท้องถิ่นร่วมวางแผน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือประเด็นการศึกษาอาชีวะที่ถูกมองว่าด้อยค่าเมื่อเทียบกับการศึกษาเชิงทฤษฎี พร้อมเสนอแนวทางปรับปรัชญาการศึกษา ส่งเสริมทักษะอาชีพ และเปลี่ยนแปลงค่านิยมผ่านการรณรงค์และปรับภาพลักษณ์ให้ดึงดูดเยาวชนมากขึ้น โดยเน้นความจำเป็นในการวางแผนผลิตแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภาคอุตสาหกรรมและท้องถิ่น รวมถึงการยกระดับคุณภาพสถานศึกษาในชนบท สนับสนุนหลักสูตร อุปกรณ์ และครู พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและท้องถิ่น เพื่อให้การศึกษาอาชีพเกิดประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนผ่านทุนการศึกษา ข้อเสนอทางภาษี และการรับรองคุณภาพแรงงานอย่างมั่นคง

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมกรรมาธิการที่หยิบยก ในปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าเรื่องของการศึกษาระดับของอาชีวศึกษา แล้วก็ยังไม่มี คุณภาพเพียงพอ และมีปัญหาต่าง ๆ นี้มันสะท้อนให้เห็นอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของปรัชญา การศึกษาของประเทศไทยเราเองนะครับ ซึ่งเรื่องนี้เราคงทราบกันดีอยู่ ผมคิดว่าในระยะ ที่ผ่านมานี้ปรัชญาการศึกษาเราค่อนข้างแยก ระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานทางกาย เราแยกกันค่อนข้างชัดเจน เพราะฉะนั้นค่านิยมของเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะหนัก ในเรื่องของการส่งเสริมให้เยาวชนไปเรียนรู้หรือไปศึกษาในเรื่องของการใช้แรงงานสมอง เป็นหลัก จนถึงทุกวันนี้สิ่งที่เราพบเห็นก็คืออัตราการว่างงานของคนเหล่านี้มีค่อนข้างมาก การเรียนนิติศาสตร์ก็ดี เรียนรัฐศาสตร์ก็ดี เรียนสังคมศาสตร์ก็ดี เรียนอะไรต่าง ๆ เยอะ มันเกินกว่าตลาดความต้องการของปัจจุบันก็เกิดปัญหาความว่างงาน การที่ปัญหาในเรื่องของ แรงงานอาชีวะเรากลับขาดแคลนนะครับ แล้วก็มีปัญหาทางคุณภาพขึ้นมา ก็ต้องขอชื่นชม ที่กรรมาธิการได้หยิบปัญหานี้ขึ้นมาในการทําตรงนี้ เราดูหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีนก็ดี ประเทศเวียดนาม ซึ่งเพิ่งมาพัฒนาระยะหลังนี้เขาให้การศึกษาในเชิงของ อาชีวศึกษาค่อนข้างมากนะครับ เด็กพวกเยาวชนเหล่านี้เข้าเรียนทางอาชีวศึกษา ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นค่านิยมตรงนี้จะเป็นส่วนสําคัญ ผมมีข้อคิดเห็นอยู่ประมาณ ๕ ข้อนะครับ ที่จะให้เป็นข้อสังเกตกับทางกรรมาธิการในเรื่องนี้

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการสร้างค่านิยมในเรื่องของการศึกษาระดับ อาชีวศึกษา เรื่องนี้สมาชิกหลายท่านได้มีการพูดกันมาแล้วว่า เรื่องสําคัญอันหนึ่งที่ทําให้ การศึกษาอาชีวศึกษาไม่ได้พัฒนา หรือว่าไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรก็คือเรื่องของค่านิยม ระบบการศึกษาหลักของเรา ซึ่งมันมีอยู่ ๓-๔ เรื่องที่ผมคิดว่าเราอาจจะต้องมาพิจารณา

อันแรก คือเราควรจะมีการรณรงค์ในภาพรวมถึงเรื่องของความจําเป็น ในการศึกษาระดับอาชีวศึกษา หรือการศึกษาในเชิงของการใช้เพิ่มผลผลิตในบ้านเรา ตรงนี้ เราคิดว่าเราต้องรณรงค์ในเรื่องของค่านิยมทางการศึกษาใหม่ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ มาก ๆ ถ้าตรงนี้ไม่ผ่านเรื่องอื่นจะเป็นเรื่องยากมาก แน่นอนเรื่องนี้เราต้องใช้เวลานะครับ

อันที่ ๒ ก็คือเราคงต้องมีการณรงค์ในโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ที่จริง มันอาจจะไม่ได้เกี่ยว กรรมาธิการอาจจะว่าดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ผมว่าเรื่องสําคัญมาก เราให้การรณรงค์ในภาพรวมแล้ว การรณรงค์ในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเลือกของเด็ก ก่อนที่จะไปสู่จะไปทางไหน ถ้าให้ชี้เห็นถึงสิ่งสําคัญในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก นะครับ การณรงค์ในโรงเรียนต่าง ๆ

อันที่ ๓ ก็คือการดูในเรื่องของภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์ของการศึกษาอาชีวศึกษา แน่นอนเมื่อสักครู่นี้มันมี ๒ อย่าง คือขจัดภาพลบกับส่งเสริมภาพทางบวกของอาชีวศึกษา เมื่อสักครู่ท่านอํานวย ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้มีการพูดถึงไว้แล้วนี่ ภาพลบของเด็ก นักเรียนอาชีวศึกษาบางส่วนนี่จะทําให้ภาพของอาชีวศึกษาทั้งหมดเสียหาย ตรงนี้จริง ๆ แล้ว มันจําเป็นจะต้องมีการพูดถึงการแก้ไขอย่างชัดเจนเหมือนกัน กับอันที่ ๒ ก็คือการส่งเสริม ภาพบวก หลัง ๆ เริ่มมีขึ้นมาบ้าง เวลามีเทศกาลการหยุดมาก ๆ ก็เริ่มมีนักเรียนอาชีวศึกษา มาบําเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ มาซ่อมรถเสีย น้ําท่วมรถเสีย ตรงนี้เป็นต้น ผมคิดว่าเรื่อง การสร้างค่านิยมควรจะบรรจุไว้เป็น ๑ เรื่องของการพัฒนาเรื่องนี้ เพราะถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้เลย มันจะมีผลต่อเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะว่าถ้าค่านิยมสังคมไม่ได้เปลี่ยนจะเป็นเรื่องยากมากที่จะ เอาเด็กเข้ามา

เรื่องที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นคือเรื่องการหาความต้องการจริง ๆ ในเรื่องของความต้องการแรงงานอาชีวศึกษาของภาคการผลิตต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเราหาได้ ชัดเจนว่ามีเท่าไร มากน้อยเท่าไร ซึ่งอันนี้คงจะไม่ยากนัก คําถามนี้จริง ๆ เมื่อเราต้องการ ผลิตเท่าไรในรอบ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้รู้ว่าเราต้องการทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชย์ ภาคอิสระ หรือภาคท่องเที่ยวอะไรบ้าง ถ้าเราสามารถ ทําตรงนี้ได้ชัดเจนเราจะรู้ความต้องการ เพราะผมคิดว่าข้อบกพร่องอันหนึ่งของระบบ การศึกษาไทยที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการวางแผนว่าเราควรจะผลิตบัณฑิตในลักษณะไหน แล้วถ้าเกิดบัณฑิตตรงสาขานั้นล้นมาเราจะมีวิธีในการลดตรงนี้และไปเพิ่มตรงนี้ได้อย่างไร ฉะนั้นเราก็จะเห็นถึงการผลิตบัณฑิตรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ไปเรื่อยเลย ตามห้องเรียนที่มี ไม่ได้ดูถึงความต้องการทางตลาดจริง ๆ มันก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราหาความต้องการนี้จริง ๆ ในรอบ ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งเราจะทําแผน ๕ ปี ต้องการ อะไรเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ แล้วเราก็มีการวางแผนในการผลิตในการสร้าง บ้านเรา จําเป็นต้องสร้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้อันที่ ๒ ผมว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญอย่างมาก การที่เรามุ่งเน้นขยายมากเกินไปโดยไม่ดูถึงความต้องการของตลาดเราก็จะเจอปัญหาอีก คือการว่างงานต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ขออนุญาตจะให้ข้อคิดเห็นนะครับ

เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการได้พูดเรื่องนี้แล้ว คือการปรับคุณภาพของสถานศึกษา ซึ่งจะรวมทั้งครู ทั้งอุปกรณ์ ทั้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งสถานศึกษาอะไรต่าง ๆ การปรับคุณภาพการศึกษาสําคัญ ถ้าเราดูในปัจจุบันระดับ โรงเรียนอาชีวศึกษาอาจจะมี ๔๐๐ กว่าโรง ตอนนี้เราคงต้องดูว่ามีคุณภาพดีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมเชื่อว่าจํานวนไม่น้อยที่คุณภาพยังไม่ถึงเพียงพอตามเป้าหมายที่เราวางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าอันหนึ่งถ้าเราไปผ่านดูทางชนบท ทางวิทยาลัยการอาชีพ อาจจะ ดูแล้วเท่าที่เราเห็นมีประมาณ ๑๔๐ กว่าแห่งทั้งหมดอยู่ตามอําเภอต่าง ๆ แต่ถ้าไปดูแล้ว คุณภาพของวิทยาลัยการอาชีพก็ดี การสร้างบุคลากรก็ดี ยังไม่ค่อยมากเท่าไร บางแห่ง โรงเรียน วิทยาลัยบางแห่งนักเรียนอาจจะน้อย บางแห่งสาขาต่าง ๆ ก็ไม่มาก แล้วเด็กต่าง ๆ ที่เข้าไปเรียนอาจจะมีคุณภาพต่าง ๆ ในแวดวงของยาเสพติดค่อนข้างจะรู้เลยว่าถ้าบุคลากร เหล่านี้อาจต้องเพ่งเล็งเป็นพิเศษทั้ง ๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ฉะนั้นผมคิดว่าการปรับคุณภาพ ของสถานศึกษาเราต้องไปดูให้ชัดเจนว่าตรงไหนบ้างที่เป็นจุดสําคัญที่เราจะต้องไปปรับปรุง สาขาอันใดที่มีความต้องการของตลาดมากแต่ว่าการผลิตเราไม่สามารถผลิตได้ เพราะว่า ทั้งคุณภาพครูหรือคุณภาพหลักสูตรไม่มี เราจะเพิ่มประการใด เราคงต้องจัดลําดับความ เร่งด่วนของการพัฒนาสาขาที่ต้องการแล้วก็ขาดแคลน

เรื่องที่ ๔ สําคัญอันหนึ่งก็คือถ้าเราพูดถึงในเรื่องของการพัฒนา ในระยะหลัง เท่าที่เราสดับตรับฟังแล้ว การพัฒนามันจะมีระดับต่าง ๆ ระดับชาติ ระดับกลุ่มจังหวัด ระดับ ท้องถิ่น แล้วก็ตรงส่วนเหล่านี้ผมคิดว่าในการส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาเรื่องอาชีวศึกษา มีความจําเป็นอย่างมากที่จะต้องลงไปถึงระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด หรือระดับท้องถิ่น เพราะที่จริงแล้วการศึกษาใดที่มีการวางแผนจากส่วนกลางแล้ว วางแผนบางทีมันจะ ไม่สอดคล้องกับสภาพความจริง แต่ละจังหวัดหรือแต่ละกลุ่มจังหวัดจะมีความต้องการ แรงงานอาชีวะต่างกัน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อเราดูอันนี้ความต้องการ หมดแล้ว ความต้องการทั้งหลายมันควรจะแยกย่อยออกมาเป็นระดับจังหวัด ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น หรือกลุ่มจังหวัดเท่าไร เวลาเราวางแผนปรับคุณภาพ เราวางแผนคุณภาพ ปรับตรงนั้น แล้วพอโยงมาท้องถิ่นเราจะเอาภาคีร่วมต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อสักครู่ที่ท่านอํานวย ได้พูดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ท้องถิ่นหรือภาคเอกชน ซึ่งภาคเอกชน จะมีทั้งเจ้าของโรงงานก็ดี เจ้าของประกอบการก็ดี แล้วแต่นะครับ ๔ ส่วนเหล่านี้จะทําให้การวางแผนของอาชีวศึกษาถ้าเราลงถึงท้องถิ่นจริง ๆ หรือเจาะจริง ๆ จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น และเด็กที่มีการผลิตขึ้นในพื้นที่เหล่านั้นเขาก็ใช้ประโยชน์หรือว่าสร้าง ความเจริญให้กับท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ที่จะเป็นการวางแผนรวมทั้งหมดระดับชาติ แล้วพอไปถึง เขาไม่มีแรงงานหรือไม่มีงานต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าความจําเป็นในการกระจายอํานาจลงไป ถึงการทํางานระดับท้องถิ่นหรือจังหวัดเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ซึ่งผมคิดว่า ณ ขณะนี้ เท่ากับว่าทุกจังหวัดหรือทุกกลุ่มจังหวัดมีการทําแผนความต้องการในเรื่องทางด้านการศึกษา ทางอาชีวศึกษา ขณะเดียวกันเราก็จะปรับปรุงสถานศึกษาที่อยู่ในจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีวศึกษาก็ดี วิทยาลัยการอาชีพก็ดีให้มีความทันสมัย แล้วก็มีความต้องการ ของท้องถิ่นจริง ๆ ถ้าเราสามารถกระจายลงได้ตรงนี้ขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์อย่างมากเลย

และสุดท้ายเรื่องหนึ่งคือการสร้างแรงจูงใจ การสร้างแรงจูงใจ สร้างหลักประกัน ให้เห็นว่าเส้นทางสายนี้เป็นเป็นเส้นทางที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือสังคม หรือเยาวชนควรจะ เลือกเดิน ไม่ใช่ว่าผลิตไปแล้วเรื่องการงานต่าง ๆ ไม่รู้จะไปอย่างไรต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องของ การให้ทุนการศึกษาก็ดีเป็นพิเศษ เรื่องของภาษีสําหรับภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการก็ดี เรื่องของหลักประกันคุณภาพที่ผลิตแรงงานเหล่านี้แล้วมีหลักประกันคุณภาพเพียงพอ ที่สามารถเข้าไปป้อนในโรงงานผลิตในพื้นที่นั้น ๆ ถ้าเราทําได้ขนาดนี้ ผมคิดว่าระดับอาชีวศึกษา ของเราในรอบ ๔-๕ ปีมันสามารถจะเป็นไปได้ ถ้าเราทําได้ตรงนี้ในรอบ ๕ ปีแล้วต่อไปเราก็ อาจจะวางแผนต่อว่าถ้าจะปรับทิศทางการศึกษาของชาติต่อไปจะเป็นอย่างไร ขออนุญาต ให้ข้อเสนอแนะกับทางกรรมาธิการเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ