รายงานการประชุมสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๔/๒๕๕๐ (เปึ้นพิเศษ)
วันอังคารที่ ๒๓ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
วันนี้พอดีฝนตก รถติด สมาชิกก็คงจะเดินทางมาไม่ค่อยสะดวก แล้วก็ยังมีอีกหลายท่าน เข้าใจว่ายังติดอยู่บนถนนนะครับ แต่ตอนนี้สมาชิกมาครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอ เป่ดประชุมเพื่อดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ ก่อนเข้าระเบียบวาระที่ ๒ นะครับ ท่านนุรักษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นุรักษ์ มาประณีต สสร. ครับ ผมมีเรื่องใคร่อยากหารือท่านประธานอยู่เรื่องหนึ่งนะครับ เพราะว่า เมื่อวานตอนเย็นในเรื่องอื่น ๆ บังเอิญผมมีธุระ ไม่ได้อยู่ แต่ก็ได้ฟังทางสถานีวิทยุรัฐสภา ๘๗.๕ ทางสภาเราได้มีมติอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องตั้งประธานกรรมาธิการ และได้มีมติว่า ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาดํารงตําแหน่งประธาน ซึ่งผมได้ยินเรื่องนี้แล้วก็อยากจะ ใคร่หารือท่านประธานว่า ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนะครับ เพราะผมเกรงว่า ในระเบียบการประชุมของสภาเรา ตามมาตรา ๑๙ วรรคท้าย ให้นำข้อบังคับของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมาใช้บังคับแก่การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม ทีนี้ในการตั้งประธานกรรมาธิการ ผมดูในข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้ว ในข้อ ๘๒ ซึ่งบัญญัติว่า ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะเลือก ประธาน รองประธาน เลขานุการ โฆษก และตำแหน่งอื่นตามความจำเปึน จากกรรมาธิการในคณะนั้น ๆ แต่ไม่ให้เลือกประธานนะครับ คือห้ามเลือกประธาน คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาจากผู้ที่มีส่วนได้เสียขัดแย้ง ประการแรกคือผู้ที่มีส่วน ได้เสียขัดแย้ง และก็ประการต่อไปคือมีตำแหน่งหรือฐานะที่อาจก่อให้เกิดการขัดกันกับ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการคณะนั้น เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาตามข้อบังคับ บุคคลที่เปึนประธานกรรมาธิการไม่ได้ ตามข้อ ๘๓ ก็มีอยู่ ๒ ประการเท่านั้นเอง ฉะนั้น ถ้ามติของเราจะไปลงมติว่าห้ามบุคคลโน้นบุคคลนี้เปึน ผมก็เกรงว่ามันจะขัดต่อข้อบังคับ หรือไม่นะครับ แล้วก็ในคณะกรรมาธิการที่เรามีอยู่หลาย ๆ คณะ ในคณะกรรมาธิการ คณะอื่น ๆ ผมไม่ค่อยกังวลใจเท่าไร แต่ในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งบุคคลที่จะมาเปึน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เปึนไปตามมาตรา ๒๕ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งบัญญัติว่าประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเปึนหรือมิได้เปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกตามมติ ของรัฐสภาจํานวน ๒๕ คน ซึ่งใน ๒๕ คนนี้จะเปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้ แล้วก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเปึนหรือไม่ได้เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอีก ๑๐ คน ตาม คำแนะคำของประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในพระราชกฤษฏีกา ซึ่งในพระราชกฤษฏีกาก็จะมีอยู่เพียง ๘ คนเท่านั้นที่จำเปึน จะต้องเปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือผู้แทนของภาคต่าง ๆ ๔ ภาค ซึ่งต้องคัดเลือก จากบุคคลในภาค ๘ คน ส่วน ๑๗ คนที่เราเลือกในสภาจะเปึนหรือไม่เปึนสมาชิกสภาร่าง ก็ได้ แล้วที่ คมช. เลือกเข้ามา ๑๐ คน ก็จะเปึ้นหรือไม่เปึนก็ได้ ซึ่งที่มาของบุคคลเหล่านี้ มาตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕ ผมก็ในฐานะที่เปึ้นผู้พิพากษาศาลฏีกา แล้วปัจจุบัน ก็เปึนตุลาการรัฐธรรมนูญด้วย ผมก็เกรงว่าถ้าเรามีมติไปอย่างนั้นมันจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เพราะตามมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี่บัญญัติว่า ภายใต้บทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ ชนชาวไทยเคยได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ ประเทศไทยมีอยู่แล้วย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้ ผมในฐานะที่เปึ้น ตุลาการรัฐธรรมนูญก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไรว่าถ้าเรามีมติอย่างนั้นออกไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมันจะขัดต่อกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเองอยู่ในสภานี้ผมก็ ไม่อยากที่จะตกเปึนผู้ที่ถูกร้องนะครับ ปกติเปึนคนตัดสินเขา ถ้าเกิดมีใครร้องมาผมเกรง ว่าผมจะตกเปึนจำเลย หรือเปึนผู้ต้องหาเสียเองนะครับ ผมก็ไม่สบายใจในเรื่องนี้ ก็อยาก ใคร่ปรึกษาท่านประธานว่าเราจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ขอขอบคุณครับ
คือ อย่างนี้นะครับ เดี๋ยวกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ก่อนครับว่า สิ่งที่เรากำลังพิจารณาตอนนี้ เราได้จัดระเบียบวาระไว้แล้ว ระเบียบวาระที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี ระเบียบวาระ ที่เราจัดไว้คือเรื่องกรอบแนวความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ คือถ้าเปึนไปตามข้อบังคับนี่ก็คงต้องเปึนไปตามวาระ แต่สิ่งที่ท่านนุรักษ์ ได้ขอหารือสักครู่นี้นะครับ ก็คือเปึนเรื่องสืบเนื่องจากเมื่อวาน ถ้าหากว่าที่ประชุมแห่งนี้จะ พิจารณาเรื่องของท่านนุรักษ์ที่ขอหารือสักครู่นี้ ก็คงที่จะต้องเลื่อนวาระขอให้เรื่องดังกล่าว นี้เปึนการปรึกษาเปึ้นเรื่องด่วนตามข้อบังคับ ข้อ ๓๖ แล้วก็ขอเลื่อนวาระมาตามข้อ ๓๗ เพราะฉะนั้นเราก็จะกลายเปึนว่าไปพิจารณาเรื่องไม่ได้อยู่ในวาระ เดี๋ยวก็จะมีท่านทักท้วง อีก ก็ไม่ทราบว่าที่ประชุมจะเห็นอย่างไร เพราะท่านนุรักษ์เสนอเรื่องดังกล่าวที่ติดพันจาก เมื่อวาน ถ้าเห็นด้วยก็จะต้องถามที่ประชุมแล้วครับว่าจะเอาอย่างไร เมื่อกี้ท่านปกรณ์ ยกมือก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร สสร. ผมเห็นว่าเรื่องที่ท่านนุรักษ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม เสนอขึ้นมาปรึกษาหารือท่านประธานเปึ้น เรื่องที่จำเปึนต้องพิจารณาและเปึนเรื่องสำคัญ เพราะว่าได้มีการอ้างถึงตัวกฎหมาย รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕ ซึ่งถ้าไปพิเคราะห์ดูแล้วก็ทําให้เกิดความรู้สึกว่า อาจจะ หวั่นไหวต่อสภาพการณ์ของการที่เราจะพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ดังนั้นจึงขอเรียนหารือ ท่านประธานว่าเราจะขอหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเปึนการปรึกษาหารือเปึนการ เร่งด่วนจะได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ขอให้สมาชิกรับรองญัตตินี้ด้วยครับ
มีสมาชิกรับรองไหมครับ ถ้ามีช่วยยกมือด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ ท่านอาจารย์เกริกเกียรติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้เสนอนี่ ผมคิดว่าถ้าจะพูดกันในรายละเอียดนี่คงเปึนเรื่องใหญ่ ทีนี้ผมคิดว่าระเบียบวาระที่ทางสภาได้ออกไปแล้วว่า ระเบียบที่จะพูดในเรื่องเกี่ยวกับ กรอบแนวความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนี่เปึ้น เรื่องสำคัญ แล้วก็เปึนเรื่องที่ท่านสมาชิกหลายท่านคงเตรียมมาแล้ว แล้วตอนนี้ก็อยู่ ในช่วงเช้า ผมคิดว่าในขณะที่ความคิดกําลังปลอดโปร่งนี่ ผมอยากจะให้พูดไปตามวาระ ที่กำหนดไว้ ส่วนเรื่องที่จะหยิบเรื่องที่เมื่อวานนี้ได้พูดไปแล้วมาพูดอีก ผมอยากจะขอให้ เปึนวาระอื่น แล้วก็ท่านสมาชิกทุกคนคงจะได้มีการปรึกษาหารือกันอันนี้น่าจะดีกว่า ผมคิดว่าในขณะที่เราประชุมกันอยู่นี่ก็มีประชาชนเปึนจํานวนมากทั่วประเทศที่กำลัง อยากจะรู้ว่าเรามีความคิดเห็นในกรอบของรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้มัน ผิดไปจากความคาดหวัง ผมว่าขอให้เราประชุมไปตามวาระ แล้วก็เปึ้นเรื่องที่มี ความสําคัญ ส่วนวาระที่เกี่ยวเนื่องกับเมื่อวานนี้มันคล้าย ๆ กับว่าเปึ้นเรื่องที่สมาชิกกําลัง ถกเถียงกันอยู่ หาข้อยุติไม่ได้ อันนี้ผมว่าเอาไปไว้ว่าระอื่นดีกว่า อันนี้ขอเสนออย่างนี้ครับ
ขอบพระคุณครับ พอดีท่านนุรักษ์เสนอขอหารือนะครับ ท่านอาจารย์ปกรณ์ขอเสนอให้ พิจารณาปรึกษาเปึนเรื่องด่วน ที่ประชุมรับรองถูกต้อง ท่านอาจารย์เกริกเกียรติเห็นว่า น่าจะเปึนไปตามวาระ ผมขออนุญาตถามที่ประชุมนะครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ผมคิดว่าเรื่องมันจะง่ายกว่านั้น ท่านอย่าเพิ่งรีบโหวตเลย ผมพอจะทราบว่ามี อะไรเกิดขึ้น แล้วก็ทําไมท่านอยากจะรีบโหวต (Vote) ตอนนี้นะครับ เราอยู่ในสภาด้วยกัน มานาน พอจะรู้เชิงกันดีพอสมควร ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า เรื่องนี้มันมีทางออก ได้ไม่ยาก ผมหารือเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องมาโหวต ๆ อะไรกัน ทำเปึน พิธีการในสภานะครับ ผมคิดว่าเมื่อวานนี้มติของสภานี่มันครอบคลุมกรรมาธิการทุกชุด เพราะว่าผมเปึนคนถามว่าเราจะมีกี่ชุด จะทํากันอย่างไรก็ทําเสียให้มันชัด อันนั้นผมก็ถาม แล้วผมก็บอกว่าตัวผมเองนี่ยังไม่ได้บอกว่าตกลงใจอย่างไร แต่ว่าก็แล้วแต่ที่ประชุมว่าเรา อยากจะแยกออกมาเปึน ๒ สแตนดาร์ด (Standard) หรือไม่ ผมก็พูด แล้วที่ประชุมก็มีมติ ไปอย่างนั้น แต่ที่ประชุมเมื่อวานนี้นี่ก็มีคนมีการพูดกันอยู่ว่ามติดังกล่าวนี่มันจะไปบังคับ คนมันจะบังคับได้หรือไม่ เราก็พูดกันอยู่ว่า คุณการุณก็บอกว่าถ้าไปแล้วไม่เปึนอย่างนั้นก็ เอาไม้เรียวตีก้น ผมอยากจะให้ฟังคุณการุณให้ดี คุณการุณอยู่ในสภานี้มานานกว่าใคร ทั้งสิ้นจะรู้อะไรต่ออะไรพอสมควร เวลาเขาบอกว่าเอาไม้เรียวตีก้นนี่ คุณการุณพูดให้เรา ได้สําเหนียกว่าเรื่องนี้เปึ้นเรื่องเหมือนกับเล่น ๆ มันไม่ได้เอาจริงอะไรได้ เพราะทั้งหมดนี้ก็ ขึ้นอยู่กับ ๓๕ คนว่าเขาจะเลือกใคร มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสภาเราจะไปบังคับ แล้วก็ถ้าเขา ไม่ทำ เราจะว่าอย่างไร จะเอาไม้เรียวตีก้นไหม นั่นคือสไตล์ (Style) คุณการุณ แต่ทำให้ เราได้ข้อสรุปอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เรื่องนี้ก็เหมือนพระราชกฤษฎีกา ก็คือบอกให้คํานึงถึง หมดเรื่อง ท่านประธาน ถ้าผมไม่เห็นด้วยกับการกลับมตินะนี่ ผมพูดตรงไปตรงมานะครับ ไม่ว่าท่านจะค่อย ๆ น้ําไปสู่อะไร ใครจะค่อย ๆ ลุกขึ้นพูดกันอย่างไร แล้วลงมติแล้ว แล้วก็ มากลับมติกันใหม่ ผมว่าถ้ากลับมติ สภาแห่งนี้จะไม่มีที่ยืนในสังคม ผมคิดว่าปล่อยให้กรรมาธิการเข้าไปตัดสินเอง ๓๕ คน มติเมื่อวานนี้ก็ให้คํานึงถึง แต่ถ้า เมื่อวานนี้ ๓๕ คนคิดว่ามันไม่ถูก อย่างท่านนุรักษ์บอกว่ามันอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ท่านไปคิดของท่านเองก็แล้วกัน แล้วท่านนุรักษ์ก็ดี รู้สึกท่านนุรักษ์ก็เปึ้นกรรมาธิการใน ๓๕ คน ท่านก็ไปคุยกันเสียในข้อกฎหมายว่าถ้าท่านกลัวถูกเปึนจำเลยบ้าง อะไรบ้าง ท่าน ก็ว่าไป แล้วท่านจะลงมติอย่างไรมันเปึนอํานาจของกรรมาธิการอยู่แล้วตามข้อบังคับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าเดินมาให้พวกเรากลับมติเลยครับ ผมคิดว่าอันนั้นไม่น่าจะเปึน ช่องทางที่ถูกต้อง แต่ถ้าท่านอยากจะทำอย่างนั้นจริง ๆ ผมคิดว่าอาจารย์เกริกเกียรติก็มี เหตุผลนะครับ เราเดินไปตามวาระ ท่านประธานอยู่สภานี้กับผมมานานก็รู้ว่าถ้าท่านสร้าง เรื่องนี้เปึน ภาษาอังกฤษเรียก พรีซีเดนซ์ (Precedence) ภาษาไทยเรียกว่าอะไร เปึน บรรทัดฐาน หลัง ๆ ก็จะมีคนขอหารือและตั้งญัตติซ้อนญัตติ ตั้งวาระซ้อนอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ ถ้าอยากจะเอากันอย่างนั้นจริง ๆ เดี๋ยวเราไปถกกันตอนสุดท้ายในวาระ อื่น ๆ หรือไม่อย่างนั้น ท่านประธานเชื่อผมก็คือว่า ให้กรรมาธิการนั้นท่านไปตกลงกันของ ท่านเองก็แล้วกัน ๓๕ คน ๒๕ บวก ๑๐ ไม่ต้องเลือกปฏิบัติ แล้วท่านจะไปคุยกันอย่างไร ท่านไปคุยนอกรอบ หรือจะไปในรอบนั้นเราตั้งกรรมาธิการแล้ว กรรมาธิการก็มีสิทธิที่จะ ทําหรือไม่ทำอย่างที่เราลงมติ ผมว่าถ้าทำอย่างนั้นก็จบ แล้วเราก็บอกแล้ว เมื่อวาน อาจารย์จรัญก็ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องนี้คงจะเปึน ท่านอาจารย์จรัญอยู่หรือเปล่าไม่ทราบ ถ้าไม่อยู่ผมพูดผิดท่านมาแก้เอาเองก็แล้วกันนะครับ ท่านก็คงฟังอยู่ เรื่องนี้ก็คงจะเปึน เรื่องเพียงแค่ให้ไปคำนึงถึง ผมดูคำให้สัมภาษณ์ ก็เหมือนพระราชกฤษฎีกาที่ให้เรา คํานึงถึงคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็คํานึงถึง ส่วนเมื่อคํานึงแล้วมันมีเหตุจําเปึนอะไร ก็ว่ากันไปผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นผมขออย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมจะไม่เห็น ด้วยเลยที่จะมาพิจารณาก่อนในตอนนี้ แล้วก็จะมีการกลับมติ ผมเปึนคนตรงไปตรงมา ผมชอบพูดตรงเลยหมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมาพูดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ผมคิดว่า ทางออกมี สภาไม่เสีย แล้วก็อยู่ที่ ๓๕ คนเขาจะตัดสินใจอย่างไร ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวสักครู่นะครับสมาชิกยกมืออยู่ คืออย่างนี้ครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ สิ่งที่ผมจะถามที่ประชุมนี่ก็เพราะว่าถ้าหากว่าเราไปพูดเรื่องอื่น นอกวาระก็จะบอกว่าประธานไม่ได้ทําตามวาระใช่ไหมครับ ผมยังไม่ได้สรุปหรือว่าจะ พิจารณาว่าเปึนอย่างไรเลย เพียงแต่เรากำลังบอกว่าสิ่งที่เรากำลังจะพิจารณาตามวาระนี่ มีสมาชิกท่านเสนอขึ้นมาเปึ้นเรื่องด่วน ผมก็บอกว่าที่ประชุมจะให้เปึนเรื่องด่วนไหม ถ้าผมไม่ถามแล้วไปตัดสินใจเอง สมาชิกก็บอกผมไปตัดสินใจเองอีกแล้ว เพราะฉะนั้น นี่มันเปึนขั้นตอนตามข้อบังคับ ผมพยายามทำตามขั้นตอนข้อบังคับที่สุด พอเห็นเปึน ๒ อย่าง ๒ ฝ์ายมันก็ไม่มีทางอื่น มันก็ต้องถามที่ประชุมว่าแล้วท่านจะเอาอย่างไร ส่วนเนื้อหายังไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะท่านอาจารย์เจิมศักดิ์เองท่านบอกว่า ผมรู้ แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้เชิงกันอยู่ กลายเปึนว่าเรากําลังจะทําสิ่งที่มันผิด ๆ ไป ผมว่าไม่ใช่ นะครับ ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าตอนนี้วาระกำหนดไว้อย่างนี้ สมาชิกเสนอเปึ้นญัตติแล้ว มีเสียงรับรองถูกต้องอย่างนี้ แล้วจะบอกว่าไม่ลงมติ มันก็กลายเปึนประธานตัดสินใจ แทนสมาชิก ก็ผิดอีกใช่ไหมครับ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมว่าสมาชิกจะเข้าใจตรงกันไหม เพราะสิ่งที่อาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านพูดถึงว่าเราลงมติไปเมื่อวานนี้เปึ้นเรื่องคํานึงถึง อย่างที่ว่าใช่ไหมครับ กลัวจะกลายเปึนว่าถ้าเราไม่คุยกันตรงนี้เดี๋ยวบางคนบอกว่าเปึนมติ ต้องทำตามมติ แล้วพอกรรมาธิการเขาไปเลือกใครขึ้นมาสภาก็จะไปว่าเขา ไปลงโทษเขา มันก็จะเปึนปัญหาขึ้นมาอีกถูกไหมครับ ท่านต้องคิดไปถึงขนาดนั้นนะครับว่าเราลงไป อย่างหนึ่ง วันนี้เรามาบอกว่า เมื่อวานนี้ผมพยายามจะแยกว่ามันไม่เกี่ยวกับชุดนั้น ไม่เกี่ยวกับชุดนี้ ท่านบอกต้องรวมทั้งหมด ท่านก็ช่วยกันน้ำพาออกมาจนเปึนแบบนี้ใช่ไหมครับ พอเปึนแบบนี้เราก็บอกมันมีปัญหา เพราะเมื่อเช้าต้องเรียนเลยมีสมาชิกเข้ามาถาม บอกว่ามติเปึนอย่างนี้จะทำงานกัน อย่างไร เพราะอะไรครับ เพราะว่ามติบอกว่าให้สภามีมติในลักษณะที่คนที่จะเปึ้นประธาน กรรมาธิการจะต้องเปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกก็มาบอกว่าผมอยู่ในจังหวัด แล้วงานผมอยู่ตั้งหลายกรรมาธิการ แล้วถ้าในจังหวัดผมก็ต้องจำเปึนไปตั้งคนนอก ถ้าเปึนมติแบบนี้เขาทำงานไม่ได้ อันนี้ข้อที่ ๑ อีกข้อหนึ่งบอกว่าในจังหวัดไม่มี สสร. เลย พอมติไปบอกว่าต้องเปึนประธานมาจาก สสร. ในจังหวัดนั้นเขาก็ตั้งประธานไม่ได้ นี่พูด ถึงหลักการนะครับ ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคลว่าใครจะมาเปึนประธานคณะไหน เปึนหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่เลยนะครับ เปึนเรื่องหลักการว่าถ้ามติไปอย่างนั้น สมาชิกหลายท่านก็กังวล ว่าเขาทำงานไม่ได้ เพราะมติเรานี่ไปรัดคอเราเอง แล้วก็มีอย่างท่านนุรักษ์ที่เพิ่งพูด พอ ยกขึ้นมาหารือ ท่านอื่นก็พูดมาก่อนหน้านี้บอกว่ามันขัดรัฐธรรมนูญไหม นี่คือปัญหาที่ บอกว่าอย่างนั้นแล้วเมื่อสมาชิกเสนอนี่แทนที่เราจะต้องเข้าวาระ ท่านรับรองญัตติถูกต้อง ผมก็จำเปึ้นที่จะต้องหารือทางที่ประชุมว่าตกลงแล้วจะยกขึ้นมาพูดกันตอนนี้ไหม หรือจะ ไปตอนหลัง เมื่อสมาชิกเห็นไม่ตรงกันผมก็ต้องถาม ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ติดพันอยู่ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ครับ คือบังเอิญท่านประธานไปอภิปรายเองไปถึงประเด็นที่คิดว่าต้องทํา ความเข้าใจให้ชัดเจน คือเมื่อวานเราพูดกันนี่ผมเปึนคนถามว่า ๑๒ คณะ หรือ ๑๓ คณะ เพราะท่านประธานบอกว่า ๑๒ คณะ ผมก็เลยถามบอกว่าที่เราพูดกันนี่มติมัน ๑๒ หรือ ๑๓ ที่ประชุมก็เลยตกลงว่า ๑๓ คณะ ตกลงมันไม่เกี่ยวกับ ๗๖ คณะนะครับ จังหวัด ๗๖ จังหวัด อีกเรื่องหนึ่ง ที่ประชุมรู้ดีว่าเมื่อวานนี้ ๗๖ จังหวัด มีหลายจังหวัด อยู่ ๓๐ กว่าจังหวัด เกิน ๓๐ กว่าจังหวัดอีกที่ไม่มี สสร. ที่ประชุมรู้ดีว่าเลือกอย่างไร ก็ ไม่มีทางได้ประธานอยู่แล้ว และเรื่องนั้นผมว่าท่านประธานอย่าหยิบเข้ามา เปึนอีก เรื่องหนึ่ง ถ้าท่านประธานอภิปรายไปเรื่องนั้นเดี๋ยวก็จะมีคนอภิปรายเรื่องนี้เข้ามา ผมว่า คนละเรื่องกัน เราพูดถึง ๑๒ คณะ๑๓ คณะ เมื่อวานนั้น แล้วผมเรียนว่าถ้าทางออกที่ผม พูดนี่ไม่ต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ ผมเรียนนี่ ผมไม่ได้เรียนกับประธาน เรียนประธาน ก็เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ใคร่ครวญสิ่งที่ผมพูดว่าอะไรจะเปึ้นทางออกที่ดีที่สุด ผมจึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกก็แล้วกันว่าทางออกที่ผมพูดนี่น่าจะดีกว่า หรือไม่ ลองพิจารณาดูครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวขออนุญาตทำความเข้าใจกันนิดหนึ่ง เดี๋ยวครับ อาจารย์ปกรณ์ คือ อย่างนี้ครับ พอดีท่านอาจารย์เจิมศักดิ์บอก จาก ๑๒ เปึน ๑๓ ๑๓ นั้นร่วมจังหวัดนะครับ เราแบ่งออกเปึน ๑๓ กลุ่ม ใน ๑๓ นั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ ๗๖ จังหวัด ไม่ใช่ว่าเราแยกเลย นะครับ คือเมื่อกี้ท่านก็พูดเองว่าทั้งหมด ๑๓ ใช่ไหมครับ เมื่อ ๑๓ ก็คือรวมจังหวัดด้วย เห็นไหมครับ อย่างนี้มันเกิดความสับสนแบบนี้ใช่ไหมครับ เมื่อท่านไปรวมหมดมันก็เปึน ปัญหา ในเมื่อเราจะพูดเรื่องนี้ผมว่าเอาให้มันถูกข้อบังคับดีกว่า ถ้าจะพูดเรื่องนี้ก็ต้องให้ ที่ประชุมเห็นชอบ ถ้าท่านอาจารย์ปกรณ์เมื่อกี้เสนอครับ เชิญครับอาจารย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร ผมคิดว่า เรื่องนี้เราจะไม่เสียเวลามากเลยถ้าเราปรึกษาหารือในตอนนี้ และผมเกรงว่าจะเกิดปัญหา เช่นเดียวกับเมื่อวานถ้าเราไปไว้ตอนท้าย ผมมีข้อสังเกตว่าตอนท้ายที่ประชุมนี่ คนเหลืออยู่ไม่มาก และเมื่อไม่มากแล้วความไม่แจ่มชัดข้องเรื่องก็เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะ เห็นคล้อยตามกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ในประเด็นที่ท่านพิจารณาอยู่เมื่อสักครู่นี้ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีสมาชิกท้วงติง และเปึนการท้วงติงที่มีเหตุผล และเปึนการท้วงติง ที่เน้นถึงการทํางานตามข้อบังคับ ผมไม่อยากที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญไปมอง เหมือนกับสภาอื่น ๆ ตรงที่ว่าเรามาทำงานในเรื่องของการร่างหลักเกณฑ์ของประเทศ ที่สําคัญ ก็จึงอยากจะให้โอกาสสมาชิกซึ่งเขาไม่ได้ร่วมประชุมเมื่อวานนี้ได้พิจารณาเรื่องนี้ นิดเดียว แล้วเราพิจารณาร่วมกันอย่างไรแล้วก็เปึนความรับผิดชอบร่วมกัน และก็ ไม่เสียหายต่อสภาแน่นอนครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมเกียรติยกมืออยู่ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. นะครับ ขออนุญาตนําปรึกษา ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเราจะทําตามวาระที่กําหนดกันไว้ไหมวันนี้ มีผู้เสนอว่า ให้ยกขึ้นมาปรึกษาหารือตอนนี้กับหลังจากว่าระที่ตั้งไว้นะครับ ก็คือจะเอาก่อนหรือจะเอา หลังประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เมื่อวานผมรับฟังได้ว่าก็คือในการตั้งประธานกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ถ้าเผื่อเปึนคณะกรรมาธิการนี่ก็เปึนคนในอยู่แล้วนะครับ ส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญก็จำเปึ้นจะต้องมีคนนอกเข้ามาร่วมนะครับ บังเอิญเมื่อวาน นี้ผมสอบถามเพื่อความชัดเจนว่าในกรณีที่ไปอยู่ในส่วนของกรรมาธิการวิสามัญบางส่วน เราไม่สามารถจะรับรู้ได้ว่าคนที่เข้ามาอยู่ร่วมกับเราเปึนสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ ถูกต้องไหมครับ เมื่อวานนี้ผมนําเรียนไว้เพื่อความชัดเจน ท่านก็บอกว่าก็ให้คํานึงถึง ดังนั้นมันก็คงเปึนเรื่องคํานึงถึงของทุกคณะล่ะครับ ถ้าเผื่อมีคนนอกเข้ามาร่วมอยู่ก็ต้อง คํานึงถึงครับ ไม่ต้องมาโหวต ไม่ต้องมาอะไรกันทั้งสิ้นล่ะครับ เพราะว่าให้ท่านนี่ล่ะไปอยู่ ในส่วนของการคํานึงถึง ผมก็สนับสนุนแนวของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ นะครับ คำนึงถึง ไปเลยนะครับ เพราะว่าใน ๓๕ คนนี่ ก็มีคนในสัก ๒๕ มีคนนอกสัก ๑๐ ก็คน ๓๕ คน ก็ไปคํานึงถึงนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ เอาอย่างนี้ครับเพื่อให้เปึนไปตามวาระนะครับ เมื่อกี้ท่านอาจารย์ปกรณ์ เสนอญัตติว่าให้นำปรึกษาเปึ้นเรื่องด่วนเข้ามาขอพิจารณาก่อนนะครับ ท่านอาจารย์ เกริกเกียรติเห็นว่าขอให้เปึนไปตามวาระนะครับ ท่านยังจะยืนยันอยู่ไหมครับ ถ้ายืนยัน ผมจะถามมตินะครับ อาจารย์ปกรณ์ยังยืนยันอยู่ไหมครับ อาจารย์เกริกเกียรติครับ ยืนยัน นะครับ ผมขออนุญาตให้สมาชิกลงมตินะครับว่าจะเลื่อนเรื่องที่ปรึกษามาเปึ้นเรื่องด่วน ดังกล่าวมาก่อนวาระที่จัดไว้หรือไม่นะครับ
(นายเสรี สุวรรณภานนท์ (รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง) มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ถ้าสมาชิกเห็นว่าจะให้เลื่อนวาระขอให้ปรึกษาเปึ้นเรื่องด่วนที่อาจารย์ปกรณ์เสนอ มาพิจารณาเปึ้นเรื่องแรกขอให้กดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าสมาชิกเห็นว่าให้เปึนไปตามวาระตามที่ อาจารย์เกริกเกียรติเสนอให้กดปุ์ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
อาจารย์พิเชียร บัตรของแต่ละท่าน ท่านผู้ว่าประสงค์ครับ ไม่ได้เอาบัตรมา เจ้าหน้าที่ช่วย ดูหน่อยครับ ท่านชนินทร์นะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ ข้อมูลกับสมาชิกนิดหนึ่งว่าบัตรลงคะแนนถ้าไม่จำเปึนอย่าเอากลับบ้านดีที่สุดนะครับ เพราะว่ามันไม่ใช่ของที่เราเอากลับบ้าน ไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย ท่านเก็บไว้แล้วท่านก็ กลับไปเลย และเจ้าหน้าที่เขาเก็บไว้ให้ท่าน พอเวลาท่านมาท่านก็มารับตรงนี้และ ท่านก็ใช้งานนะครับ กรุณาอย่าเอากลับบ้านดีที่สุด ไปบ้านไปเสียบไม่ได้เลยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ แต่เจ้าหน้าที่เขามีบัตรสำรองให้ด้วยนะครับ พร้อมไหมครับ มีท่านใด ยังไม่ลงคะแนนอีกมีไหมครับ ท่านอาจารย์พิเชียร ท่านผู้ว่าประสงค์ อาจารย์เกียรติชัย ท่านชนินทร์ หลายท่านนะครับ ท่านประสงค์เรียบร้อยนะครับ ลงคะแนนได้แล้วนะครับ
ยังครับ
เห็นเป่ดไม่ค์อยู่
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประสงค์ พิทูรกิจจา สสร. ขออนุญาตลงมติ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยนะครับ ท่านประสงค์เห็นด้วย อาจารย์พิเชียรครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม เห็นด้วยครับ
ท่านอื่นเดี๋ยวบอกทีหลังก็ได้นะครับ เจ้าหน้าที่รวมคะแนนครับ เห็นด้วยที่จะนำเรื่องที่ ปรึกษาเปึ้นเรื่องด่วนมาพิจารณาก่อน ๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๗ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน เห็นด้วยบวกอีก ๒ ท่านนะครับ ก็ให้นำเรื่องที่ปรึกษาเปึ้นเรื่องด่วนมาพิจารณานะครับ
เมื่อกี้นี้ก็สืบเนื่องจากที่ประชุม ท่านเสริมเกียรติก็ดี อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ดี ท่านบอกว่าให้ คํานึงถึงนะครับ ก็คือไม่ได้เคร่งครัด หมายความว่าอย่างนั้นหรือเปล่าครับ ท่านเสริมเกียรติครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นผมก็ต้องขออนุญาตแสดงความเห็น ว่าที่ท่านประธานทํานั้นถูกต้องแล้ว เพราะว่าเรื่องนี้มันนอกว่าระ ท่านก็ต้องหารือที่ประชุม ว่าควรจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาเปึ้นเรื่องด่วนหรือไม่ แล้วก็ได้มีมติว่าเห็นด้วยเปึน เรื่องเร่งด่วน ผมก็ต้องขอชมท่านเจิมศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ขออนุญาตครับ เมื่อกี้ผม ลืมแนะนำตัวครับ สมาชิกผมทักท้วงอีกแล้ว ผม เสริมเกียรติ วรดิษฐ์ สสร. ครับ พี่เสรี ขอบคุณมาก ผมชมท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ตรงที่ว่าท่านคิดหาทางออกที่ท่านประธานจะ ไม่ต้องเอาเวลาของสภามาหารือในเรื่องพวกนี้ เพื่อเราจะได้เอาเวลาที่มีค่าซึ่งมีน้อยมา พิจารณาเรื่องกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผมพิจารณาตรงนี้ก็คือว่าเราจะไม่มีการ พิจารณาในเรื่องที่จะทบทวนนี้ว่าถูกหรือไม่ถูก ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสุดท้ายก็ได้มีมติ แล้วจะต้องพิจารณา ผมก็ขอนำสู่ประเด็นนี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ว่า ที่ประชุมแห่งนี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเกริกเกียรติและท่านเจิมศักดิ์ได้พูดสรุป แล้วผมก็ มาเห็นด้วยว่าที่ประชุมให้พิจารณาว่าคนที่มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการทุกชุด รวมทั้ง ชุดยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะให้ประธานมาจาก สสร. ถ้าหากว่าท่านใดไม่เห็นด้วย ท่านประธานก็ให้อภิปราย ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดอภิปราย ก็แสดงว่าที่ประชุมเห็นด้วยในการที่จะ ให้ผู้ดํารงตําแหน่งประธานกรรมาธิการเปึน สสร. ตรงนี้ก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนุรักษ์ มาประณีต ที่ท่านขึ้นมายกประเด็นนี้หารือที่ประชุม เกรงว่าที่ประชุมอาจจะทำ อะไรไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับหรือกฤษฎีกา หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว ตามที่ท่านกล่าว เมื่อกี้นี้ ซึ่งผมไม่อยากจะเสียเวลากล่าวซ้ำ กระผมขอกราบเรียนว่าที่ประชุมแห่งนี้ ไม่มีท่านคนหนึ่ง ท่านไม่อยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าที่ประชุมแห่งนี้จะไม่มีนักกฎหมาย ผม เชื่อว่ามีนักกฎหมายไม่น้อยกว่า ๒๐ – ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทุกคนก็เชี่ยวชาญกฎหมาย สิ่งที่ท่านห่วงใยนั้นทุกคนรู้หมดแล้ว ว่าการเลือกประธานกรรมาธิการทุกชุดไม่มี บทบัญญัติใดห้ามเลือกบุคคลที่ไม่ได้เปึน สสร. ทุกคนทราบ การที่ที่ประชุมแห่งนี้ มาหารือวางทิศทางในการเลือก สสร. เลือกประธานกรรมาธิการเปึน สสร. มันเปึนเรื่องวางทิศทางเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าที่ประชุมแห่งนี้จะเผลอไผล พิจารณา แล้วก็มีมติโดยขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากเปึน อย่างนั้นพอไม่มีท่านนุรักษ์เสียคนหนึ่งที่ประชุมแห่งนี้ก็ทำผิดกฎระเบียบ ซึ่งมันไม่ใช่ ขอทำความเข้าใจว่าที่ประชุมแห่งนี้รู้กฎ รู้ระเบียบ รู้ข้อบังคับ รู้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทุกอย่างที่ท่านห่วงใย เพียงแต่ว่าที่ประชุมได้กำหนดทิศทางเท่านั้น คำว่า ทิศทาง ก็คือ เปึ้นเรื่องคำนึงถึงแนวทางที่จะไปปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ว่าต้องทำ อย่างที่ท่านการุณ ใสงาม พูดว่าถ้าไม่ทำก็คือเอาไม้เรียวตีก้นเพียงเท่านั้น หากเวลามีการเลือกประธาน คณะกรรมาธิการแต่ละชุด ในการเลือกแต่ละชุดนั้นจะเลือกโดยคํานึงหรือไม่คํานึงก็ได้ ก็ประดุจกับการที่เรามีการเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ มีกฤษฎีกา มาตรา ๔ (๒) กำหนดว่า ให้คํานึงถึง ก็ ข ค เราไม่คํานึง ก็ไม่เห็นเปึ้นอะไร อันนั้นเปึนกฤษฎีกา มันไม่ใหญ่กว่ามติ ที่ประชุมแห่งนี้หรือ กฤษฎีกาเรายังไม่คํานึงได้ แล้วเหตุใดมติเราต้องคํานึง ท่านสมาชิก บางท่านเมื่อวานก็อยู่ที่ว่าไม่สะดวกจะเปึนกรรมาธิการอยู่ต่างจังหวัด ท่านก็ไม่แสดง ความเห็นว่าท่านไม่สะดวก ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถึงเวลาการจะแต่งตั้งประธาน คณะกรรมาธิการในจังหวัดท่าน ท่านมีเหตุผล ท่านไม่คำนึงก็ได้ ใครจะไปว่าอะไร เพราะฉะนั้นแล้วถ้าจะให้สภาแห่งนี้มาพิจารณาแล้วมีมติใหม่ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าหลีกเลี่ยงได้มันจะดีกว่า มติของที่ประชุมวันนี้อย่าง พรุ่งนี้อย่าง เปึ้นมติโลเล ขนาดเรื่องแค่นี้ยังโลเล แล้วจะไปยกร่างรัฐธรรมนูญเรื่องสําคัญได้อย่างไร ขอบคุณมากครับ
พอดีท่านกฤษฎายกมือก่อนแล้วนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล ขออนุญาตเอ่ยนามจังหวัดที่ผมมาสักนิด ผมมาจากจังหวัดราชบุรี หลาย ๆ คนที่เปึน สสร. จากต่างจังหวัดนั้นสิ่งที่กลับไปวิตกกังวลมากคือเราจะต้อง ลงพื้นที่ แล้วก็หลายคนพูดกันในประเด็นว่า เราไม่ได้ฟันธงไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ แต่เรามองภาพรวมมากกว่าคือทั้งประเทศ สิ่งที่สำคัญคือเรามองว่าถ้ามีการเปึนมติ อย่างนั้นจริง ๆ คือพวกเรามีความรู้สึกเราสับสนว่าจริง ๆ เราจะใช้คําว่า คํานึงถึง แล้วเรา ไปพิจารณาโดยใช้วิจารณญาณโดยเปึนสิ่งที่สำคัญอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะว่าเราพบว่า หลาย ๆ จังหวัดไม่มีตัวแทนที่เปึน สสร. เพราะฉะนั้นชัดเจนที่สุดเวลาตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญในส่วนของจังหวัดนั้นจะต้องสรรหาตัวแทนของจังหวัดนั้น ๆ เพื่อที่มาทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะทําให้ว่าถ้าเราลงไปในพื้นที่แล้วมันจะเปึนการขัดมติหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ทําให้ผมคิดว่าหลาย ๆ คนซึ่งจะต้องเห็นว่าทิศทางน่าจะเปึนสิ่งที่เร่งด่วนเพื่อทํา ความเข้าใจ เพราะว่าเมื่อเช้านี้ผมก็เช่นเดียวกันผมได้รับโทรศัพท์ แม้กระทั่งตัวจังหวัด ผมเอง แล้วก็จังหวัดข้างเคียงที่เราไปเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่าในส่วนตรงนี้ตกลงว่า อย่างไร ยังเหมือนเดิมไหม อะไรไหม เพื่อที่ทําความเข้าใจว่ามันจะเปึนอย่างไรทิศทาง ก็เกิดความสับสน เพราะว่าข่าวที่ออกไปทางสังคมนั้นมันกลายไปคนละเรื่องเดียวกันกับ ที่เราอยู่ในสภา ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านมาที่นี้ก็เปึ้นผู้ทรงเกียรติด้วยกันทั้งนั้น ผมคิดว่า ในความชัดเจน ณ วินาทีนี้ท่านประธานได้ทําการวินิจฉัยไปแล้ว ผมคิดว่าสภาควรจะทํา หน้าที่เดินขึ้นหน้าต่อไป เพราะว่าเราควรจะทำงานเชิงบวกมากกว่า สังคมที่แท้จริง อยู่ที่ชุมชนและชาวบ้าน สังคมข้างนอกมองอยู่ว่าการรุกไปข้างหน้าเราคืออะไร ผมคิดว่า ทิศทางเราขณะนี้ท่านประธานวินิจฉัยได้มาถูกต้องแล้ว แล้วก็ขอให้ดําเนินการในส่วน อื่น ๆ วาระอื่น ๆ ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านไพโรจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ฟังการเสนอให้มีการนำเรื่องอื่น ขึ้นมาพิจารณาก็ดี การที่ท่านสมาชิกอภิปรายก็ดี ผมก็พอจะจับประเด็นได้ว่ามั่นคงจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง อยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ๑. เรื่องประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒. ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดต่าง ๆ ในการที่จะไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งท่าน สมาชิกซึ่งเปึน สสร. กำลังไปต่างจังหวัดก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ และผมเข้าใจว่าจากการประชุม เมื่อวานนี้และเขามีการบันทึกการประชุมเอาไว้ แล้วก็เข้าใจว่าบันทึกการประชุมนั้นก็คง จะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ จะเปึนไปได้ไหมครับท่านประธานว่าเรื่องที่เราพูดกันเมื่อวานนี้ เราปรับข้อความในบันทึกการประชุมนั้นให้ฟังดูแล้วสามารถที่จะปฏิบัติได้และไม่เปึน ปัญหาอย่างที่ท่านนุรักษ์ว่า เราก็เปึนลักษณะมติของเรา ลักษณะเปึ้นทำนองว่าได้มีการ ปรึกษาหารือในที่ประชุมแล้ว ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าในการที่จะพิจารณาเลือก ประธานคณะกรรมาธิการในแต่ละคณะนั้นให้คํานึงถึงผู้ที่เปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเราบันทึกไว้เช่นนั้นผมคิดว่าน่าจะเปึ้นทางออกที่ดีและคงจะไม่ไปขัดแย้งกับระเบียบ กฎหมายหรืออะไรต่าง ๆ ครับ ก็ขอเรียนต่อที่ประชุมครับ
ขอบคุณครับท่านไพโรจน์ คือผมเข้าใจว่าที่ประชุมมีมติเปึ้นอย่างไร ผมเข้าใจว่าที่ประชุมมี มติอย่างไรก็คงเปึนไปตามนั้น เพียงแต่ว่าขณะนี้เราคงจะมาทําความเข้าใจว่ามติที่ทําไป นั้นความชัดเจนมันคืออะไรนะครับ ผมอยากให้สมาชิกเสนอความเห็นในส่วนนี้นะครับ ผมไม่ไปเสนอเปลี่ยนมติ หรือไปแก้มติอะไรทั้งสิ้น คงสร้างความชัดเจนนะครับ เมื่อกี้ ที่ยกมือนะครับ ตามลําดับ ท่านวุฒิชาติใช่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เอ่ยนามท่านสมาชิกนะครับ ที่ได้หารือประเด็นนี้ขึ้นมาคือท่านนุรักษ์นะครับ ก็ยอมรับอยู่ อย่างหนึ่งนะครับว่ามีสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้เปึนนักกฎหมาย แต่ท่านก็มีภูมิความรู้ ในส่วนที่ท่านทําอยู่ เพราะฉะนั้นในเรื่องประเด็น ในเรื่องระเบียบข้อบังคับ ในเรื่องของ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งอยู่ในราชกิจจาฯ บางท่านอาจจะต้องใช้เวลาทำความ เข้าใจพอสมควร เพราะฉะนั้นผมถือว่าเปึ้นเรื่องที่ดี ถ้ามันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว นำมาหารือปฏิบัติให้ถูก เรื่องนี้ผมมองว่ามันไม่ใช่เปึนความรับผิดชอบเฉพาะสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เปึนคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ๒๕ คน มันเปึนความรับผิดชอบของ สมาชิกทั้งสภา เพราะฉะนั้นประเด็นที่ให้หารือนะครับ น่าจะคํานึง พวกเราควรต้องมี ส่วนร่วมหรือไม่อย่างนั้นฟังจากท่านสมาชิกหลายท่านพูดว่าในเรื่องของมติซึ่งผมนั่งอยู่ จนเลิกประชุมเมื่อวาน ผมเข้าใจว่ามติค่อนข้างชัดเจนว่าให้เลือกประธานซึ่งมาจาก สสร. ไม่ได้ว่าให้คํานึงนะครับ ไม่ได้ยินประโยคไหนว่าให้คํานึง เพราะฉะนั้นตรงนี้คงต้องมานั่ง ทําความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ตกลงมติที่ออกมาเมื่อวานนี้ให้คํานึงตามความเหมาะสม ซึ่งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือว่าเปึนมติซึ่งดูแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นหลายท่าน ที่เปึนนักกฎหมายท่านอาจจะมีความเข้าใจได้เร็ว อย่างผมเปึนนักรัฐศาสตร์ผมอาจจะมี ความเข้าใจได้ช้า แต่ผมก็พยายามที่จะศึกษาระเบียบข้อบังคับ ศึกษาตัวบทและ รัฐธรรมนูญ เพราะเรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตรงนี้อยู่ เพราะฉะนั้นผมถือว่าทําให้มัน ถูกต้องเสีย มันไม่ใช่ความรับผิดชอบซึ่งจะต้องโยนไปให้กรรมาธิการทั้ง ๓๕ คนเขาเปึน คนรับผิดชอบ มันเปึ้นเรื่องของความรับผิดชอบของสมาชิกทั้งสภา ขอบคุณครับ
ท่านอาจารย์วุฒิสาร และท่านศักดิ์ชัย ท่านอาจารย์วุฒิสารก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย สสร. กระผมขออภิปรายเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจน แม้กระทั่งตัวเอง ก็เข้าใจว่ามติเมื่อวานนี้เหมือนกับเปึนเรื่องของการกำหนดหลักการไป เลยว่า ผู้ที่ไม่เปึนสมาชิก สสร. ไม่มีสิทธิเปึนประธาน ผมไม่ค่อยชัดเจนว่ามีการพูดถึงเรื่อง ของการให้การคํานึงถึง เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าเปึ้นที่มีความจําเปึนครับ ประเด็นที่ท่านนุรักษ์เสนอว่าเราควรที่จะทำให้เกิดความชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็จะ กลายเปึนว่าปัญหาจะไปตกอยู่กับกรรมาธิการยกร่างฯ ในส่วนของ สสร. ๒๕ คน ว่าไม่ทําตามหรือทําตามมติของสภา ๑๐๐ คน เพราะผมฟังดูเมื่อวานนี้เหมือนกับประหนึ่งว่า หลายท่านก็พูดถึงว่าถ้าไม่ทำก็ไม่ยาก เพราะมีบทบัญญัติขับออกจากสมาชิกก็ได้ ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้เปึนประเด็นที่ก้าวล่วง ถึงสิทธิของสมาชิก สสร. ๒๕ คน พอสมควร จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าประเด็นที่ท่าน อาจารย์เกริกเกียรติ ต้องขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่าน ก็คือว่าท่านอาจารย์เกริกเกียรติก็ พูดในประเด็นท้าย ๆ เมื่อวานว่าให้คํานึงถึงวุฒิภาวะ แล้วก็เกียรติของทุกคน แต่ผมคิดว่า ประเด็นที่เราก้าวมาถึงไกลตรงนี้ แล้วก็ประเด็นที่ท่านสมาชิกอภิปรายว่าอธิบายแบบนี้ได้ คือให้คํานึงถึง แล้วก็เปึ้นเรื่องของ ๒๕ คนรับผิดชอบนี่ กระผมคิดว่าอันนี้คือการหา ช่องทางอธิบายความที่ทำให้ไม่เกิดความชัดเจนอย่างแท้จริง กระผมจึงคิดว่าสภาแห่งนี้ ควรทำให้เกิดความชัดเจน เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านนุรักษ์เสนอว่าขัดหรือไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ สอดคล้องหรือไม่ ผมคิดว่าเราเองเปึ้นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองเข้ามาใน ฐานะที่คิดว่าจะมาทําตามกติกาที่ถูกว้างไว้ แล้วก็จะทําให้รัฐธรรมนูญนี้เสร็จตาม กำหนดเวลาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองคลี่คล้าย กระผมไม่คิดว่า สภาแห่งนี้ควรที่จะมาตั้งเงื่อนไขหรือตั้งเงื่อนงำที่จะระมัดระวังกัน ระแวงกันจนไม่สามารถ ทำงานได้ กระผมคิดว่าขณะนี้เราเดินช้าครับ แล้วก็ประชาชนก็ติดตาม การที่จะหาว่ามี ช่องทาง ผมเองไม่มีประสบการณ์ครับ เพราะฉะนั้นหลายท่านที่บอกมีประสบการณ์มาก อยู่นานและพูดอะไรที่แปลความไม่ได้ แล้วจะให้แปล่อย่างใดก็ได้ กระผมคิดว่ากระผม ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นกระผมต้องการความชัดเจนในสภาแห่งนี้ เพราะผมเชื่อว่าสภา ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเปึ้นสภาที่ทรงเกียรติ แล้วก็เปึ้นผู้ที่มีความรู้และความตั้งใจที่จะมาทํา รัฐธรรมนูญให้สําเร็จ ผมเรียนท่านประธานว่าผมอยากเห็นความชัดเจนตรงนี้ว่ามติเปึน อย่างไร เพื่อที่จะทำให้กรรมาธิการยกร่างฯ ๒๕ คนนี้ได้พิจารณาบนพื้นฐานของเอกสิทธิ์ และบนพื้นฐานของวิจารณญาณของแต่ละคนครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านศักดิ์ชัย เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในกรณีที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ผมอยากจะขออนุญาตพาเพื่อนสมาชิกทุกท่านย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ว่าในที่ประชุมนี้ ต้นเหตุของสิ่งที่เรากำลังพูดกันในวันนี้เกิดจากอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ที่เปึนต้นเหตุ ว่ามาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติ ซึ่งถ้าดู รายชื่อแล้วในคณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีบุคคลภายนอกร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งหมด ๔๐ คน ใน ๔๐ คนตรงนี้ก็ได้มีการพูดคุยกัน ท่านอาจารย์เกริกเกียรติก็ได้เสนอว่าถ้ากรรมาธิการ วิสามัญแล้วมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมด้วย ในฐานะที่เราเปึนสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับการร่างรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับการ ทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญทุกคณะ ก็เลยมีการหารือกันว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่มีบุคคลภายนอกนั้น ประธานนั้นควรจะเปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั่นคือต้นสายปลายเหตุที่เกิดขึ้น ถ้าทุกคนลองมองย้อนดู ผมกลับไปอีกนิดหนึ่งนะครับว่า แล้วอย่างนี้เรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญกี่คณะ เท่าที่เรามีทั้งหมด ๑๓ คณะ รวมทั้ง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและ การประชามติ เรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญวิชาการตรวจร่างรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ เรามีกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์จดหมายเหตุ และการ ตรวจรายงานการประชุม นี่คือคณะกรรมาธิการวิสามัญ และอีกคณะหนึ่งก็คือ กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเรามี ความหมายตรงนี้ แต่เผอิญมีการถามว่าแล้วจะรวมทั้งหมดเลยหรือไม่ ก็กลายเปึนการ เหมาเข่ง แล้วก็บอก โอเค (Ok) เอาเลยเอาแบบนี้เลยว่ารวมทั้งหมด ก็คือรวมทั้ง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ความรู้สึก สสร. เมื่อวานนี้ทั้งหมดก็มีความรู้สึกว่า เออ จริงนะ เมื่อเราถูกเลือกมาในสภานี้เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ อะไรที่เกิดขึ้นก็ตามพวกเรา สสร. ทั้งหมดจะต้องเปึนคนรับผิดชอบ ก็เลยกลายเปึนว่า ยกรวมทั้งหมดมาไว้ตรงนี้ ก็เลยเกิดที่มาที่ไปอย่างนี้ ถ้าทุกท่านในที่นี้ถ้าจำไม่ผิดเหตุการณ์จะเปึนอย่างนี้ อย่างไรก็ตามผมเองก็ยังมีความคิดเห็นอยู่อย่างชัดเจนว่าในคณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะอื่น ๆ นั้นก็ยังอยากจะเห็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ทําหน้าที่เปึน ประธาน ผมขอหารือ ผมไม่อยากที่จะไปเกี่ยวข้องกับในส่วนของกรรมาธิการยกร่างฯ เพราะว่าถ้าคําว่า กรรมาธิการยกร่างฯ นั้น ถ้าเปึนกรรมาธิการก็ต้องไม่มีบุคคลภายนอก ๑๐ ท่านที่มาจาก คมช. นั้นก็คือถือว่าเปึ้นบุคคลภายในเช่นกัน กราบขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสามขวัญ พ้นมขวัญ ผมขอสนับสนุนผู้ที่อภิปรายก่อนหน้าผมนี่ครับ ก็มี คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดเท่านั้นนะครับที่จะมีปัญหาว่าเราจะพยายามให้ คนท้องถิ่นเข้ามาเปึ้นประธาน ในเมื่อเราก็มีตําแหน่ง สสร. อยู่แล้วเราก็อยากจะยกย่อง ให้เกียรติเขาเต็มที่เลยนะครับเปึนประธานกรรมาธิการ แล้วก็มีความเห็นตรงกับท่าน ผู้เสนอเมื่อสักครู่ที่เขาบอกว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมันไม่มีคําว่า คนนอก คนใน มันเปึนคณะกรรมาธิการก็เหมือนเปึนคณะกรรมาธิการสามัญนั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องที่เราอภิปรายกันนี้น่าจะยุติลงได้แล้วครับ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านศักดิ์ชัยเดี๋ยวก่อนครับ
ขออนุญาตเปึ้นเรื่องสืบเนื่องสักครู่ได้ไหมครับ
เดี๋ยวท่านฟังท่านเสริมเกียรตินิดหนึ่งดีกว่านะครับ เพราะว่าท่านสรุปเมื่อกี้ชัดเจนแล้ว นะครับ จะเสริมค่อยว่าอีกทีหนึ่ง
ขอบคุณท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สสร. ผู้ทรงเกียรติ กระผม เสริมเกียรติ วรดิษฐ์ สสร. เมื่อกี้ผมได้พูดสรุป แต่ว่ายังมี ท่านสมาชิกบางท่านยังเห็นว่ายังมีความไม่ชัดเจนบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เราได้มีมติ กำหนดทิศทางเมื่อวานนี้ว่าให้ประธานกรรมาธิการทุกชุดร่วมทั้งชุดยกร่างรัฐธรรมนูญ เปึ้น สสร. ซึ่งท่านเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนว่ามตินี้จะขัดข้อบังคับ ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎระเบียบหรือไม่ ซึ่งผมก็เลยต้องขออนุญาตตอบให้ชัดเจนไปเลยว่ามันไม่ได้ขัดครับ มติเราไม่ได้ห้ามคนนอกที่ไม่ใช่ สสร. เปึนประธาน ในกฎหมายนี้ถ้ามติของกรรมาธิการ แต่ละชุดจะแต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเปึน สสร. หรือไม่ใช่ สสร. เปึ้นประธาน คณะกรรมาธิการชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าเมื่อวานนี้ สสร. ของ เรามีมติกำหนดทิศทางว่าเราจะเลือก สสร. เปึนประธาน เมื่อมาถึงวันนี้หากสมาชิก บางท่านซึ่งไม่ได้เข้าประชุม หรือสมาชิกบางท่านเข้าประชุมแต่เกิดปัญหา เกิดมีเหตุมีผล สมควรว่าควรจะแต่งตั้งผู้อื่นที่เปึนข้าราชการ หรือเปึนผู้ที่สมควรเปึนประธานกรรมาธิการ ผมเห็นว่าเปึ้นเหตุผลที่ดี ทําได้ เพราะว่าท่านเองท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเมื่อวานนี้ท่านและ ประธานก็ได้หารือที่ประชุมว่าเราอย่าแบกภาระอะไรเกินตัว เอาแต่พอตัวและงานเดินได้ดี ก็ขอชมเชย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสามขวัญที่ท่านบอกว่าท่านมีภาระต้องมาดูทางนี้ แล้วก็อยู่ต่างจังหวัด ก็ให้คนที่มีเวลาเต็มเปึนประธานและให้เกียรติเขาเต็มที่ ผมเห็นด้วย ต้องขอชมเชย ก็ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนุรักษ์ห่วงใยว่าท่าน ไม่อยู่สภาอาจจะมีมติขัดกฎระเบียบรัฐธรรมนูญ ต้องขอทำความเข้าใจขอให้สื่อรับทราบ ว่าไม่ได้ขัดกฎระเบียบหรือรัฐธรรมนูญนะครับ เราไม่ได้ทําอะไรให้ผิดกฎหมาย เพียงแต่ กําหนดทิศทางเท่านั้น ทิศทางนี้ถ้ามันมีความจําเปึนหรือว่าคนนอกเกิดเขาดีเขาเด่นกว่า ที่ประชุมเวลาเลือกประธานรวมทั้งประธานยกร่างฯ จะไม่เอาตามมติที่ประชุมก็ไม่มีอะไร แล้วก็ท่านการุณ ใสงาม ก็ไม่ได้พก็ไม้เรียวมาตีด้วยครับ ขอบคุณ
เมื่อกี้ท่านศักดิ์ชัย ค้างอยู่ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สสร. นะครับ ที่ผมค้างอยู่เมื่อสักครู่เพราะว่ามีคณะกรรมาธิการ ชุดที่ ๖ ที่ผมไม่ได้พูดถึง ซึ่งเมื่อวานนี้ ได้มีการพูดกันก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วม ๗๖ จังหวัด ตรงนั้นเมื่อวานนี้ เราคุยกันว่าเนื่องจากว่าจำนวนสมาชิก สสร. เราไม่ได้อยู่ประจำในทุกจังหวัด ดังนั้นก็เปึน ความที่เราจะต้องยกเอาไว้ก็คือเราไม่คุยกัน แล้วให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการและมีการตั้ง ประธานคณะกรรมาธิการแต่ละภาคเรียบร้อย ให้ภาคไปประชุมแล้วก็จัดสรรว่าใครจะดู จังหวัดอะไร อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ขอบคุณครับ
ต่อเนื่องนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ครับ จะพูดถึงเรื่องกรรมาธิการที่ต่างจังหวัดนี่นะครับ คือผมคิดว่าหนังสือพิมพ์ บางฉบับได้ลงผิดพลาด แล้วก็ทำให้มีปริวิตกและโทรศัพท์มาต่อว่ามากมาย เขาเข้าใจว่า สภาของเราไปกีดกันคนนอก แล้วก็พาลพาโลไปถึงว่ามีผู้อภิปรายว่าลอยแพสมัชชา ท่านคงจะเห็นหนังสือพิมพ์บางฉบับก็ได้ลงว่าเราลอยแพสมัชชา ซึ่งในความเปึ้นจริงแล้ว ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าตรงกันข้าม คณะทำงานที่ท่านประธานเปึนประธาน แล้วก็สภาของเรามีความเปึนห่วงในเรื่องประวัติ อย่างที่ท่านสมเกียรติตั้งคำถาม เมื่อวานนี้ว่าเวลาเราเสนอใคร ๆ เข้ามา เรามีความเปึนห่วงว่าได้ตรวจสอบประวัติ หรือเปล่า แต่เรากลับดีใจว่าถ้าคนใน ๒,๐๐๐ คน ได้มีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเรา ก็สมควรที่จะต้องชวนให้เข้ามาช่วยงาน ไม่ได้ต้องการจะลอยแพ้ แต่ว่าหนังสือพิมพ์ บางฉบับไปลงไว้อย่างนั้น อาจจะเข้าใจผิด บางท่านอภิปรายผิด เราก็เลยกลายเปึนว่า สภาของเรามีมติอย่างนั้น ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เรากลับอยากที่จะได้การมีส่วนร่วมอย่างสูงจากทุกฝ์าย เพียงแต่คุณสมเกียรติบอกว่า เปึ้นห่วงว่าถ้าหากว่าไม่มีการตรวจสอบเลย ถ้าเกิดสมาชิกพรรคการเมืองหรือบุคคล ในพรรคการเมืองเข้ามาก็จะถูกกล่าวหาได้เท่านั้นเอง แต่เราก็ยังพูดกันอยู่ว่า พรรคการเมืองไม่ใช่น่ารังเกียจ พรรคการเมืองในที่สุดเขาก็ต้องดูแลบ้านเมือง ต่อจาก การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองก็จะต้องเข้ามา เราไปรังเกียจพรรคการเมืองก็ไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราให้บุคคลในพรรคการเมืองเข้ามาในนี้ มันอาจจะขัดต่อ ผมจำได้ว่า ในกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งที่จะต้องพื้นจากพรรคการเมืองมาแล้ว ๒ ป้ เราก็เกรงว่า เดี๋ยวพรรคคนนี้เข้ามาได้ พรรคโน้นทำไมไม่ให้เข้า เราเลือกปฏิบัติหรือเปล่า แต่ว่า พรรคการเมืองเราต้องไปฟังความเห็น และจะต้องให้พรรคการเมืองได้มีส่วนร่วมในการ แสดงความเห็นอย่างยิ่งเลยในเรื่องของรัฐธรรมนูญ แล้วต้องให้ทุกฝ์ายมีส่วนร่วม เราเพียงแต่ว่าบุคคลที่เข้ามาทำงานในการไปรับฟังบางที่เราต้องระมัดระวังตรงนั้น แต่ใน ๒,๐๐๐ คน กลับดีใจมาก ๆ พวกเรารู้สึกอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชน อาจจะมีความผิดพลาด ตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนนะครับ แล้วเมื่อพูดถึงตรงนี้ ๗๖ จังหวัด นี่นะครับ ท่านประธานครับ เราหยุดพูดได้เลย เราละเว้นไปแล้วว่าทุกคนในห้องนี้เข้าใจดี ทุกคนในสภาเข้าใจดีว่าจังหวัดที่ไม่มี สสร. เลย แล้วเราจะไปเอา สสร. ที่ไหน ไปเปึนประธานมันทำไม่ได้อยู่แล้ว อันนั้นเปึนสิ่งที่เข้าใจและเปึนมติไปเรียบร้อยว่าใน ทุกจังหวัดเขาจะต้องหาประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิเปึนประธานเองอยู่แล้ว อันนี้ผมเชื่อว่าเรา เปึนมติอย่างนั้นนะครับ ไม่ต้องหยิบเข้ามาผสมปนเปไปด้วย ได้จบไป เราก็จะพูดกันแต่ใน เรื่องของเรานะครับ สุดท้ายนิดเดียวท่านประธานครับ เวลาที่เพื่อนสมาชิกที่ลืมบัตรมา เวลาจะขานว่าตัวเองเห็นอย่างไร ขอความกรุณาให้คอมพิวเตอร์รวมคะแนนก่อน ให้ ทุกท่านได้โหวตก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะมีปัญหา มีคนกล่าวหา ทักท้วง ท้วงติงได้ว่าท่าน กำลังชี้น้ำ ท่านไม่มีเจตนา ผมทราบ แต่พอท่านบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยขึ้นมา ก่อนที่จะโหวตนะครับ เขาสามารถที่จะเปลี่ยนโหวตได้ทันที ในขณะนั้นอาจจะถูก กล่าวหาว่าท่านเปึนวิป (Whip) หรืออย่างไร แล้วมันเสียเปล่า ๆ ผมคิดว่าถ้าท่านลืมบัตร นะครับ ท่านรอให้คะแนนนับเสร็จเรียบร้อย ท่านก็ยกมือ และขอท่านประธานว่าผมยัง ไม่ได้กดเพราะไม่มีบัตร ผมขอลงมติว่าอย่างนี้ อันนั้นน่าจะเปึนธรรมเนียมที่เราเคยปฏิบัติ มา ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ คือเดี๋ยวประเด็นเรื่องลงคะแนนพอดีสมาชิกยกมือ นะครับ พอท่านบอกผมก็เห็นอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พูดนะครับ ก็เลยบอกขอให้ไป ลงตอนท้ายนะครับ คงไม่มีใครตั้งใจจะไปชี้นำนะครับ เพียงแต่ว่าบัตรไม่ได้เอามาก็เลย จะแสดงสิทธิเสียก่อน เดี๋ยวก็จะไปกล่าวหาว่าพอคะแนนส่วนใหญ่ลงไปแล้วก็เลยตามเขา ไปด้วย เดี๋ยวก็โดนอีกใช่ไหมครับ มันก็ดูได้หลายอย่าง แต่ผมพยายามดูตรงนี้ไว้ด้วย นะครับ เมื่อกี้ที่ยกมือไว้ท่านนิมิตรหรืออาจารย์นุรักษ์ก่อนครับ อาจารย์นุรักษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม นุรักษ์ มาประณีต สสร. ผมได้ถูกกล่าวพาดพิงหลายครั้งนะครับ คือไม่ว่าท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขออนุญาต เอ่ยนาม และท่านเสริมเกียรติ เมื่อวานท่านได้เพิ่มเติมคำว่า คำนึงถึง ลงไป แต่เมื่อวานนี้ ไม่มีเลยคํานี้ ผมฟังแล้วก็ไม่สบายใจอย่างที่ได้เรียนปรึกษาหารือท่านนะครับ เพราะว่ามติ ออกมาดังกล่าวว่า เสมือนว่าให้ผู้ที่เปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะเปึน ประธานกรรมาธิการได้ แล้วยังมีเสริมอีกว่าถ้าไปเลือกบุคคลภายนอกเข้ามาก็น่าจะมี บทลงโทษ ซึ่งจริง ๆ มันมีไม่ได้หรอก แต่ก็อย่างที่ท่านการุณบอกเอาไม้เรียวมาตี ซึ่งถ้าฟัง ดูแล้วบทลงโทษอย่างนี้มันเปึนการดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามมากนะครับ แม้แต่ประเทศ ข้างเคียงของประเทศเรานี้นะครับมีใช้บทลงโทษอย่างนี้ เรายังประท้วงที่จะใช้กับคน ของเรา ประชาชนของเรา เพราะฉะนั้นถ้ามีไปอย่างนั้นก็เหมือนกับว่า ถ้าสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญผู้ใด คณะใดไปเลือกบุคคลภายนอก สมาชิกที่อยู่ในกรรมาธิการนั้นก็เหมือน จะเปึ้นบุคคลที่ถูกประณามนะครับ คนที่ถูกประณามนี่รุนแรง ผมว่ารุนแรง ถ้าเมื่อวานนี้ มีคำว่า คำนึงถึง ผมไม่ติดใจเลย แต่มติออกมาไม่มีคำนี้ พอมาถึงวันนี้จะเติมคำนี้เข้าไป ถ้าไม่ใช่เปึ้นบทบังคับหรือมีบทประณามหรือลงโทษอะไรผมก็เห็นด้วย เพราะเป่ดโอกาส ให้ แต่จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่เมื่อวานนี้มันไม่ใช่อย่างนี้นะครับ บังคับชัดเจนเลยนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ
ท่านนิมิตรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านนะครับ ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เจิมศักดิ์ ผมคิดว่าเอาอย่างภาคใต้ของผมนะครับ ไม่ใช่ว่าคิดว่าเราจะไปเชิญบุคคลผู้นั้นมาเปึนกรรมาธิการวิสามัญ ไม่แน่ว่าเขาเหล่านั้น จะมาทํางานให้เราหรือเปล่าครับ บางทีเราต้องคํานึงถึงในจุดนี้ด้วย เพราะมันมีหลาย จังหวัดนะครับ ผมคิดว่าที่มีปัญหาอยู่นะครับ ภาคใต้ยังขาดอยู่ประมาณ ๗ จังหวัดที่ไม่มี สสร. ผมว่าท่านประธานให้คณะกรรมาธิการที่ดูแลภาคนี้ไปตัดสินใจ ไปดูแลกันเอง ไม่ทราบว่าจะได้ไหมในที่ประชุม เพราะเมื่อวานก็ได้พูดกันชัดเจนแล้วอย่างที่ อาจารย์เจิมศักดิ์พูดอยู่นะครับ ขอบคุณท่านมากครับ
ผมขออนุญาตตามคิวนะครับ พอดีอาจารย์กรรณิการ์ก็ยก แต่อาจารย์ก็ยกหลัง คุณอรรครัตน์ คุณอรรครัตน์ก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อรรครัตน์ รัตน์จันทร์ ผมอยากจะขอกราบเรียนในเรื่องข้อกังวลใจของท่านสมาชิกบางท่านในเรื่อง ของการตั้งกรรมาธิการวิสามัญประจําจังหวัดครับ ผมมาจากจังหวัดมุกดาหาร ในจังหวัด มุกดาหารเรามีการติดต่อประสานงานกับกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงก็คือทั้งยโสธรและ อำนาจเจริญ ซึ่งเปึนการติดต่อประสานงานกันกับท่านสมัชชาแห่งชาติ ผมคิดว่าในข้อ กังวลใจในเรื่องของการที่จะให้ประธานกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดมาจาก สสร. ไม่น่าจะมีปัญหาครับ เพราะว่าเขาสามารถจะหยิบยกจากจังหวัดใกล้เคียงก็ได้ หรือว่าเขา จะตั้งประธานคณะกรรมาธิการจากตัวจังหวัดเขาก็ได้ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่าถ้าเขาได้ ประธานกรรมาธิการวิสามัญซึ่งมาจาก สสร. ก็จะทำให้เข้าสามารถได้รับการประสานงานเกี่ยวกับด้านข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว กับเขาครับ ผมขอกราบเรียนตรงนี้ว่า คิดว่าไม่มีปัญหา และอย่างที่ท่านศักดิ์ชัยพูด นะครับ ซึ่งเราจะมีการประชุมในระดับภาค ก็เข้าใจว่าในระดับภาคก็จะลงไปถึง ในกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) หรือกลุ่มจังหวัดด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ถ้าอย่างนั้นอาจารย์กรรณิการ์ เชิญครับ คุณวุฒิชาติ ท่านสุรชัย อาจารย์พิเชียร เดี๋ยวนะครับ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สสร. มีความคิดเห็นว่าเรื่องที่พวกเราคุยกันในที่สภาแห่งนี้ รู้สึกว่า มันยังกลับไปกลับมา หาความแน่นอนไม่ได้ จากการที่ได้มีส่วนร่วมมาตั้งแต่ต้น ยกตัวอย่างเช่น มติเมื่อวานนี้บอกว่าเปึนมติแล้ว แต่อีกคนหนึ่งพอมาบอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ อีกแล้ว อะไรคือข้อเท็จจริงนะคะ ก็เลยอยากจะเรียนปรึกษาอันหนึ่งก็คือว่า รายงานมติ ของการประชุมว่ามีไหม เพื่อจะได้มายืนยันกันโดยจริง ๆ เลยว่าแล้วที่ประชุมกันเมื่อวาน ที่บอกว่าเปึนมติจริง ๆ หรือเปล่า หรือว่าเอาความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาประกอบนะคะ อันนี้ก็ขอปรึกษานะคะว่า เราจะไปอ่านได้อย่างไร จะได้เอายืนยันรายงาน ซึ่งมีทีมงาน จุดชวเลขกัน รายงานกันเปึนลายลักษณ์อักษรจะดีกว่าความรู้สึกนะคะ ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ มีความคิดเห็นต่อเรื่องประธานกรรมาธิการวิสามัญจังหวัด ในการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับจังหวัด มีความเห็นว่าในส่วนนี้น่าจะเปึนหน้าที่ของทางกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นระดับภาค เขาจะไปพิจารณา แต่ในรายจังหวัดนี่อาจจะในที่ประชุมแห่งนี้อาจจะให้ข้อคิดเห็นได้ว่า มีความคิดเห็นโดยส่วนตัวนะคะว่า ประธานกรรมาธิการจังหวัดไม่จําเปึนว่าจะต้องเปึน สสร. ในจังหวัดนั้นนะคะ ยั่งยืนยันความคิดเห็นนี้ เนื่องจากว่าประกอบกับความคิดเห็น ของสมาชิก สสร. หลายท่าน อย่างเช่นยกตัวอย่าง คุณสามขวัญ ที่จังหวัดแพร่ ขออนุญาตเอ่ยนาม มีความเห็นว่าพวกเราก็มีหน้าที่ในการประสานงาน เรื่องการลงไป ปฏิบัติอาจจะเปึนการหนุนเสริม เพราะว่าพวกเราจะมีมาเปึนตัวเชื่อมกับส่วนกลางอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะลงไปเชื่อมการทำงานระดับล่างได้ดีกว่า ส่วนว่าการทำงานในระดับพื้นที่ จริง ๆ ในแต่ละจังหวัด ถ้าเปึนไปได้นะคะ เราเป่ดโอกาสให้คนอื่นได้มีส่วนร่วมในการ ทำงานมากยิ่งขึ้นก็น่าจะเปึนส่วนที่ดีนะคะ และอีกอย่างหนึ่งก็คือ อยากจะเสนอ ทางท่านประธานว่า กรุณาทําจดหมายข้อความร่วมมือในเรื่องของการเปึนกรรมาธิการ หรือว่าการเปึนกรรมาธิการวิสามัญของหน่วยงานราชการ เครือข่ายประชาคมต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัดค่ะ ขอความร่วมมือในการเข้ามาร่วมในการจะเปึ้นกรรมาธิการในครั้งนี้ ด้วยนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วการที่พวกเราลงไป เนื่องจากว่าหลังจากที่เปึน สภาสมัชชาแห่งชาติแล้วก็เลิก ไม่มีการติดต่อกันใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตรงจุดนี้เปึ้นจุดอ่อน ที่ผ่านมานะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้สื่อสารกับทางพื้นที่ โดยเฉพาะสมาชิกสมัชชา ๒,๐๐๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ขอความร่วมมือในการเข้ามาร่วมทำงานในระดับจังหวัด หรือระดับภาคก็แล้วแต่ จะทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกว่ากัน ซึ่งจริง ๆ สมาชิก สมัชชาแห่งชาติ ทั้ง ๒,๐๐๐ คน มีหัวใจเต็มร้อยที่จะเข้ามาช่วย แต่หลังจากนั้น ก็เงียบหายกันไปนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะเสนอทางท่านประธานหรือว่า ในนามของ สสร. นะคะ ทำหนังสือแจ้งขอความร่วมมือไปยังหน่วยราชการ องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ๒,๐๐๐ คน ๒๐๐ คน ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวจะดำเนินการตามที่อาจารย์กรรณิการ์นำเสนอนะครับ มีหนังสือจะให้ฝ์ายเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ส่วนท่านอาจารย์บอกว่าเปึนมติหรือไม่ ก็คงชัดเจนว่าเปึนมติ เพียงแต่ว่าเราหารือกันตอนนี้ก็คือจะสร้างความชัดเจนนะครับ ว่ามติที่ทําไปแล้วเราจะให้มันปฏิบัติได้อย่างไร เพราะว่ามีปัญหาว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อวานเราพูดถึงคํานึงหรือไม่ หรือว่าเราจะเอาวันนี้เอาให้ชัดเจนขึ้น ไม่ให้เคร่งครัด มากเกินไป เราก็จะเพิ่มว่าให้คำนึงถึงเสีย นั่นก็เปึ้นทางออกนะครับ เพียงแต่ว่าเราก็ถาม หลาย ๆ ท่านให้เห็นตรงกันนะครับ จะได้ไม่ขัด ไม่แย้งกันนะครับ เมื่อกี้ที่ยกมือ ท่านวุฒิชาติ นะครับ แล้วก็ท่านสุรชัย นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมว่าเราใช้เวลา ของสภานี้มาค่อนข้างนานพอสมควรแล้วนะครับ ผมอยากให้ทางฝ์ายเลขาฯ ช่วยอ่าน บันทึกการประชุมเมื่อวานให้เราฟังหน่อยว่า ถ้าเปึนมติแน่ชัดอย่างที่ท่านประธานบอก ทางออก คือเราจะคํานึงถึงได้ไหม เพราะว่าผมเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งครับว่าสมาชิก สสร. ทั้ง ๒๕ ท่านที่เข้าไปเปึนคณะกรรมาธิการยกร่าง ฯ ท่านมีวุฒิภาวะพอในการที่จะเลือก ใครที่จะมาเปึน เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเปึ้นทางออกนิดเดียว ผมไม่อยากให้มานั่งเสียเวลา กับตรงนี้ เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าจริง ๆ นี่มันให้คํานึงถึงนะ มันไม่ได้ไปฟ่กซ์ (Fix) ถึงขนาดว่ามติที่ประชุมตรงนั้น แต่เพื่อความสบายใจ ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกหลายคนคิดเหมือนผมในเรื่องของความสบายใจว่าถ้ามันเปึนมติแล้วเราจะไป ทําอย่างนั้นได้หรือ ถ้าคิดว่าให้คํานึงโดยความหมายที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ไป ผมว่าอยากให้เติมลงไปตรงนั้นได้ไหมครับอยากให้ฝ์ายเลขา ฯ ช่วยยืนยันมติ ที่ประชุมเมื่อวานให้เราฟังหน่อย ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเปึนมติโดยที่ไม่ได้บอกว่าให้คำนึงถึง ถ้าเราจะเติมตรงนั้นเพื่อความสบายใจ เราจะได้ไปพิจารณาในระเบียบวาระอื่น ซึ่งมี ความสําคัญมากขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือที่ให้สมาชิกพูดก็เพราะว่าสาธารณชนทั้งประเทศนี่เขาก็อ่านสื่อ อ่านหนังสือพิมพ์ ถ้าเราจะทำอะไรแล้วไม่มีเหตุผลพอนี่ เดี๋ยวเราก็ถูกกล่าวหาอีก ซึ่ง ขณะที่เราเสนอความคิดเห็น ก็คือเรากำลังใช้เหตุผลแล้วบอกประชาชน บอกสาธารณชน ให้ทราบว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูล ด้วยการตัดสินใจ จะตัดสินใจอะไรก็ไม่ได้ทำกันด้วยอารมณ์ แต่ถกแถลงกันเรียบร้อยดีแล้ว ชัดเจนดีแล้ว อย่างน้อยที่สุดเราไม่ถูกกล่าวหาล่ะก็เลยจำเปึนให้สมาชิกช่วยกันเสนอความคิดเห็นจะได้ ตอบสาธารณชนได้ เมื่อกี้ที่ยกมือท่านสุรชัย ท่านอาจารย์พิเชียร
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สสร. ได้ฟังท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายในประเด็นปัญหาที่มีการ หยิบยกขึ้นมา ผมเชื่อว่า ณ เวลานี้พวกเราคงมีความเข้าใจตรงกันแล้วว่าวันนี้ไม่ใช่เปึ้น การเสนอญัตติเพื่อให้มีการทบทวนมติเมื่อวานนี้ มิใช่เปึนการเสนอญัตติที่จะมีการให้มี การพิจารณามติที่ได้ลงกันไปแล้วเมื่อวานนี้ เปึ้นเพียงแต่ว่าเรานำมติที่ได้มีการลงไป เมื่อวานนั้นมาทําความเข้าใจกันใหม่ว่ามตินั้นนี่ในการใช้จะมีสภาพการใช้อย่างไร ซึ่ง ทุกท่านก็มีความเห็นตรงกันหมดแล้วว่าไม่ใช่มติเด็ดขาด ไม่ใช่บทบังคับที่ต้องทำ แต่เปึน เรื่องที่ให้คำนึงถึง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ๗๖ จังหวัด เราจะเห็นภาพตรงนั้นชัดเจนขึ้นครับว่ามติดังกล่าวนั้นอาจจะมีปัญหาในการ นำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ไม่มี สสร. อยู่ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเรานำมา พิจารณาประกอบให้ชัดเจน เราก็จะเห็นได้เลยว่ามติเมื่อวานที่เราลงมติไปนั้นเปึ้นเพียงแต่ แนวทางอย่างที่ท่านเสริมเกียรติได้อภิปรายไป เปึ้นแนวทางให้นำไปปฏิบัติ ปฏิบัติได้ ก็ปฏิบัติ ปฏิบัติไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีบทลงโทษกัน
อีกประการหนึ่ง ผมอยากเรียนที่ประชุมนี้ครับว่าเรื่องของการลงมติ เมื่อวานนี้จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในวาระการประชุม วาระการประชุมของเมื่อวานนี้เรามีอยู่ ๒ วาระ นอกเหนือจากวาระที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบแล้ว ก็มีวาระเรื่องแต่งตั้ง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กับวาระเรื่องแต่งตั้งกรรมาธิการสามัญและวิสามัญ ไม่ได้มีวาระในเรื่องของการพิจารณากรอบของประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งจริง ๆ ตรงนั้น อยู่ในข้อบังคับอยู่แล้วว่าวิธีการแต่งตั้งกรรมาธิการนั้นข้อบังคับว่าด้วยการประชุม สนช. ในข้อ ๘๓ ซึ่งให้นำมาอนุโลมใช้ในการประชุมของสภาร่างด้วย ก็มีการพูดถึง กติกากฎเกณฑ์ในการเลือกตั้งประธานคณะกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการสามัญไว้ เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นผมว่า ณ เวลานี้พวกเราคงมีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน หมดแล้วว่า มติที่เราลงไปเมื่อวานนั้นก็คือแนวทางในการปฏิบัติ เพียงแต่ให้นำมา คำนึงถึงเท่านั้นเอง ซึ่งสภาของเราเองก็เคยถือเปึนแนวปฏิบัติแล้วว่าเกณฑ์ในการคำนึงถึง โดยเฉพาะจาก พระราชกฤษฎีกากำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเปึนกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น เราก็เคยเปึน ผู้วินิจฉัยเองว่าการคํานึงถึงนั้นมีความหมายมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องของ การเสนอเพื่อทำความเข้าใจมติเมื่อวานนี้น่าจะยุติได้แล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ยุตินะครับ อาจารย์พิเชียร เชิญครับ
ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ กระผม พิเชียร์ อำนาจวรประเสริฐ นะครับ ก็คิดว่าพวกเราคงใกล้มาถึงข้อยุติแล้วล่ะครับ ส่วนใหญ่คงมิได้ที่จะมุ่งเอาชนะคะคานหรือว่าจะติดใจสิ่งใด แต่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดกระผม คิดว่าเรื่องนี้ควรจะเปึนแนวทางในการทำงานของ สสร. เราว่าแนวทางในการทำงาน ของเรานั้นจะต้องโปร่งใสแล้วก็ชัดเจน เพราะว่าเมื่อวานนี้ผมเข้าใจว่ายังมีท่านสมาชิก จำนวนมากที่ไม่ค่อยเข้าใจ เนื่องจากว่าข้อเสนอนี้เข้ามาในช่วงท้าย แล้วก็กระผมเองก็ได้ เรียนถามท่านประธานในที่ประชุมว่าตรงนี้หมายรวมไปถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยหรือไม่ ซึ่งในท้ายที่สุดท่านผู้เสนอความเห็นนี้ก็ได้บอกว่าได้รวมถึงเรื่องนั้นด้วย ขออนุญาตเรียนนะครับว่าในความเห็นส่วนตัวของกระผม ผมเห็นว่าเรื่องการพิจารณา ตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องใหญ่ แล้วก็เปึ้นเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่งต่อการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อวานนี้เมื่อพิจารณากันไปไม่มี เวลาที่จะอภิปราย แล้วก็ไม่มีเวลาที่จะพูดคุยกันให้ชัดเจน ก็เลยเมื่อออกไปก็ทําให้สังคม เกิดความสับสน อย่างเช่นเช้าวันนี้ก็มีหนังสือพิมพ์ แล้วก็มีสื่อมวลชนหลายฉบับ ทั้งทีวี วิทยุด้วย ก็ไปพูดในทํานองว่าคล้าย ๆ มีการกีดกันไม่ให้กรรมาธิการอีก ๑๐ ท่านได้มี โอกาสที่จะสมัครเปึนประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งโทน (Tone) ของเนื้อหาที่ออกไป โทนของข่าวที่ออกไปมันเปึนอย่างนั้นจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ล่ะจึงมี ความจําเปึ้นที่เราจะต้องมาทําความเข้าใจกันให้ละเอียด แล้วก็ให้ชัดเจน แล้วก็ในการ ลงมติใด ๆ ต่อไปในอนาคตกระผมจะเปึนคนหนึ่งที่จะค่อยสอบถามท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกอยู่เสมอ ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะว่าถ้ามติใดออกไปแล้วไม่ชัดเจน หรือว่ามีปัญหา ตรงนี้มันก็จะก่อให้เกิดผลสะเทือนในทางลบต่อสภาร่างฯ ของเรา ในส่วน นี้กระผมอยากขออนุญาตเรียนนะครับว่าขณะนี้เกิดความคิด แล้วก็เกิดความเห็นว่ามติ เมื่อวานนี้จะไปขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา ๒๕ หรือไม่ โดยมีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ในคอลัมน์ด้านหลัง เซี่ยงเส้าหลง ได้เขียนไว้ แล้วก็อีกหลายฉบับก็ได้เขียนไว้ ซึ่งตรงนี้กระผมคิดว่าเราควรจะทําความเข้าใจให้ชัดเจนว่าไม่ได้เปึนการไปขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ เพราะว่าถ้าเกิดมีการตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ แล้วก็มีผู้หนึ่งผู้ใด ไปคัดค้าน การทำงานของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๕ ท่านต่อไปในอนาคตอาจจะ มีปัญหาข้อกฎหมายขึ้นได้นะครับ ซึ่งตรงนี้จะเปึ้นเรื่องที่ใหญ่มาก ดังนั้นเราจึงจำเปึ้นที่ จะต้องให้ชัดเจนในส่วนนี้ ซึ่งกระผมคิดว่าความเห็นของเรา เราก็คงไม่ได้ไปกีดกัน กรรมาธิการอีก ๑๐ ท่าน เพราะกรรมาธิการอีก ๑๐ ท่านนั้นถ้าดูตามมาตรา ๒๕ แล้วเขา ก็มีศักดิ์ แล้วก็มีสิทธิเท่าเทียมกับกรรมาธิการ ๒๕ ท่านทุกประการเลย ดังนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าถ้าเราพูดไว้ให้ชัดเจนก็จะเปึนสิ่งที่สําคัญ แล้วก็จะมีผลไม่ให้มีใครมาประท้วง หรือมาคัดค้านในอนาคตได้ แล้วก็ในท้ายที่สุดนะครับ ผมอยากจะฝากถึงกรรมาธิการ ทั้ง ๓๕ ท่าน ซึ่งตรงนี้แหละเปึนเรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่น้องประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศกำลัง รอคอย คือเข้ารอคอยว่าให้กรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง ๓๕ ท่านได้พิจารณาบุคคลที่จะมา เปึ้นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดครับท่านประธาน แล้วก็ควรจะเปึนคนที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เปึนการพิจารณาอย่าง อิสระ อย่างเปึนกลางและเปึนธรรม โดยให้คํานึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและ ประชาชนเปึนสำคัญ ตรงนี้คือจุดใหญ่ที่พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเรียกร้องต้องการ ครับท่านประธาน เพราะตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นมี ความสําคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างยิ่ง เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้วนะครับเราได้รับเกียรติ แล้วก็ได้เรียนเชิญท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคือ คุณอ่านันท์ ปันยารชุน มารับตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ให้การยอมรับแล้วก็เห็นด้วยแล้วก็ศรัทธา เมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาผู้คนส่วนใหญ่ และประชาชนจึงให้การยอมรับ ครั้งนี้ก็ เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมี ความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับป้พุทธศักราช ๒๕๕๐ ดังนั้นบุคคลที่จะ มาเปึนประธานยกร่างฯ จะต้องเปึนบุคคลที่ดี เปึนบุคคลที่เปึ้นที่ยอมรับของทุกคนทุกฝ์าย ถ้าทำได้อย่างนี้รัฐธรรมนูญของเราก็เบาแรง และพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็จะให้การ ยอมรับ การไปทำประชามติในช่วงต่อไปนั้นก็จะมีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับสนับสนุน จากประชาชนโดยรวม ผมขออนุญาตเสนอความคิดเห็นไว้ ณ ที่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านธนพิชญ์ยังติดใจไหมครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ สสร. ครับ ผมคิดว่าเราใช้เวลามาพอสมควรแล้วนะครับ จริง ๆ ที่เราอภิปราย วันนี้ก็เพื่อจะต้องการความชัดเจนของเมื่อวานนี้ ว่าเมื่อวานนี้มติไม่ชัดเจนว่าต้องเปึนคน ในเท่านั้น แต่เท่าที่ฟังดูทั้งหมดไม่ว่าจะท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ดี หรือคุณสมเกียรติก็ดี ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ก็เห็นด้วยว่าเราน่าจะเปึ้นเรื่องการคำนึงถึง ถ้ามติออกมาว่า ในเรื่องนี้เปึนเรื่องการคำนึงถึง ผมว่าก็จะออกมาได้เปึนการตีความที่ชัดเจนขึ้นสำหรับ เมื่อวานนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับ ท่านวัชรา ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร ความจริงผมก็ไม่อยากที่จะลุกขึ้นมาพูด แต่ว่าเนื่องจากฟังท่านที่พูด มาทั้งหลายยังไม่ได้พูดถึงข้อหนึ่งไป คือว่าในการพิจารณาเรื่องกรรมาธิการนั้น ท่านประธานได้ขอยกเว้นข้อบังคับเพียงข้อ ๗๓ ในเรื่องจำนวนที่จะเปึนกรรมาธิการได้ เท่านั้น แต่ท่านหาได้ขอให้ยกเว้น ข้อ ๘๓ เกี่ยวกับการลงมติเลือกกรรมาธิการที่จะทำ หน้าที่ประธานหรือตําแหน่งอื่น ๆ ไม่ เพราะฉะนั้นในการที่มีการลงมติตามที่เปึนปัญหาไป จึงไม่กระทบกระเทือนถึงการที่จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ในการดำเนินการ นั่นก็คือว่าสิ่งที่ เปึ้นเอกสิทธิ์ของกรรมาธิการก็ยังคงเปึนเอกสิทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้นในการที่กรรมาธิการ จะเปึนกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ดี กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นระดับจังหวัดก็ดีจะลงมติ เลือกผู้ใดซึ่งไม่ใช่เปึน สสร. หรือเปึน สสร. ก็เปึนเอกสิทธิ์ของบุคคลนั้น มติตาม ที่กล่าวแล้วไม่อาจที่จะก้าวล่วงมาลบล้างสิ่งที่เปึนเอกสิทธิ์ได้ ขอขอบคุณครับ
สมาชิกหลายท่านก็เสนอความเห็นเพื่อให้มีความชัดเจนในมติดังกล่าว เท่าที่ฟังดูไม่แน่ใจ ว่าจะสรุปได้ ว่ามติที่ลงไปเมื่อวานนั้นมีความชัดเจนมากขึ้นว่าการตั้งกรรมาธิการดังกล่าว เกี่ยวกับประธานคณะต่าง ๆ นั้นไม่ได้เคร่งครัดถึงขนาดที่จะต้องบังคับจนกระทั่ง กรรมาธิการเขาขาดความเปึ้นอิสระ ถ้าหากว่าเข้าใจตรงกันดังนี้ กรรมาธิการท่านก็จะได้มี การตัดสินใจในส่วนงานของท่านต่อไป ท่านสมาชิกมีความเห็นเปึ้นอย่างอื่นไหมครับ ความชัดเจนตรงนี้
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีความเห็นเปึ้นอย่างอื่น ก็ถือว่าตรงกันนะครับ แล้วก็ให้กรรมาธิการ ไม่ใช่เฉพาะ ยกร่างฯ อย่างเดียวนะครับ ทุกคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามานั้นขอให้คํานึงถึงความเปึน สมาชิกด้วย แล้วก็ให้พิจารณาตามเหตุตามผล ตามความเหมาะสม ไม่ใช่เปึนการเปลี่ยน มติ หรือกลับมติอะไรทั้งสิ้น สภาเราก็ยังคงมีมติอยู่เช่นเดิม แต่สร้างความชัดเจนให้กับ สมาชิกได้เห็นตรงกันเพื่อจะได้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นวาระที่เลื่อนมา ดังกล่าวนี้ก็ถือว่ายุติเรียบร้อยดี อย่างนั้นผมขอเข้าระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องกรอบแนวความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของ สมาชิกสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ตามที่ที่ประชุมได้มีมติให้มีการรับฟังกรอบแนวความคิดของสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเปึนไปด้วยความถูกต้องสมบูรณ์ ในการนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะได้นําไปเปึนแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป นะครับ
เนื่องจากเราได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งจะ เริ่มทำหน้าที่เพื่อประชุม เข้าใจว่าที่ตกลงไว้เมื่อวันพฤหัสบดี แต่เมื่อมีวาระดังกล่าวนี้จึง ขอหารือที่ประชุมนะครับว่า จะอนุญาตให้ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้เข้ารับฟังการ อภิปรายของท่านสมาชิกหรือไม่ อย่างไร ถ้าหากว่าเห็นพ้องต้องกัน ก็จะได้เชิญ ท่านสมาชิกและท่านที่ได้รับเลือกเข้ามาในสัดส่วนของ คมช. เข้ามาฟังในห้องพิจารณานี้ ด้วยนะครับ อาจารย์ธิติพันธุ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อสักครู่ได้ยินท่านประธานกล่าวถึงมติที่มีไว้ เมื่อวานนี้ คืออยากจะขอความชัดเจนนิดหนึ่งว่าสิ่งที่อภิปรายหรือว่าวางกรอบโดยสภา ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเปึ้นเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องนําไปใช้ และต้อง เดินตามอย่างนั้นเลยหรือเปล่าครับ เพราะว่าตรงส่วนนี้ผมคิดว่าน่าจะมีความเข้าใจผิด อะไรบ้างอย่างหรือเปล่า เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้นั้นเปึน คณะกรรมาธิการที่ตราหรือว่าจัดทำโดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นี้เอง เพราะฉะนั้นผม เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะมีอิสระในการที่จะร่างรั่ฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราคุยกันในวันนี้นั้นเปึนข้อคิดเห็นที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นั้นควรนำไปพิจารณาประกอบ แต่ว่าไม่ใช่เปึนมติที่บอกว่ากรรมาธิการยกร่างนั้นต้องเดิน ตามสิ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้เปึนคนวางเอาไว้ ผมก็เห็นว่าน่าจะต้องมีความชัดเจน ในประเด็นนี้ครับ
ขอบคุณครับท่านอาจารย์ ผมว่ามันก็ชัดเจนแล้วว่าให้ท่านมีอิสระในการทำหน้าที่ของ ท่าน ท่านจะตัดสินใจอย่างไรก็ตัดสินใจอยู่ในกรอบข้อบังคับรัฐธรรมนูญและก็กฎหมาย อย่าให้ขัด ประเด็นนี้จบแล้วนะครับ ประเด็นใหม่ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ เราขณะนี้มีกรรมาธิการยกร่างฯ ๓๕ คน ถ้า ท่านประธานจะกรุณาให้ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ๓๕ คน ขึ้นไปประจําที่ในที่นั่งของ กรรมาธิการเพื่อที่จะได้รับฟังความเห็น เพื่อที่ท่านจะไปพิจารณากำหนดกรอบกติกาของ ท่านต่อไป ผมว่าก็จะดีนะครับ และถ้าท่านจะกรุณาเชิญทั้ง ๓๕ คนได้ก็จะดี ผมว่านั่นเปึ้น ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าพวกเราก็สํานึกดีว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญคงจะไม่ไป บังคับว่ากรรมาธิการจะต้องร่างอย่างนั้นอย่างนี้หรือเปึนมติ ผมคิดว่าเรื่องนี้พวกเรา สำนึกดีว่าเราได้เลือกตัวแทน แล้วตัวแทนของพวกเราเราก็ต้องให้เกียรติที่ท่านจะไป ทําการพิจารณาเอาเองว่าจะร่างอย่างไร แต่ขณะเดียวกันผมก็คิดว่าท่านก็คงจะให้เกียรติ พวกเรา เพราะพวกเรานั้นเปึ้นสภาร่างรัฐธรรมนูญชื่อก็บอกอยู่ และพวกเราก็ต้อง รับผิดชอบด้วยส่วนหนึ่ง แม้ท่านจะบอกว่าในข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญจะระบุไว้ว่า พวกท่านมีอำนาจนิดเดียวในการแปรญัตติ พวกเราก็รู้ว่าพวกเราคงจะไม่ไป ละลาบละล้วงอะไรมากมาย แต่ว่าในเมื่อพวกเรากำลังจะต้องไปฟังจากประชาชน แล้วท่านก็ควรจะต้องมาฟังจากพวกเรา ผมพูดตั้งแต่ก่อนที่จะเห็นหน้าคนนะครับ ท่านประธาน ที่ผมพูดนี้ไม่ได้โต้ตอบเลยหรือไม่ได้พูดเห็นแก่หน้าใครเลยทั้งสิ้น ผมพูดมา ตั้งแต่วันแรกเพราะผมรู้ว่าสภาแห่งนี้พอมีหน้าคนแล้วมันจะรักษาหน้ากัน และจะไม่ค่อย กล้าพูด ท่านประธานจําได้ไหม ท่านอาจารย์จรัญยังไปพูดกับผมข้างนอกเลยว่า ทําไม อาจารย์วันนี้ดุดันเหลือเกิน เมื่อวันแรกเลย ผมบอกว่าถ้ามีกรรมาธิการยกร่างฯ และถ้า กรรมาธิการยกร่างฯ ไม่มาฟังพวกผม ผมจะออกไปกดดันท่านข้างนอกจำได้ไหมครับ ผมพูดตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าใครทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะเปึ้นผมก็ได้ เปึนกรรมาธิการยกร่างฯ หรือ เปึ้นใครก็ได้ ผมพูดในหลักการ ผมเล่นหลักการเสมอ ไม่ยอมเล่นตัวบุคคล เพราะฉะนั้น ผมพูดไว้ก่อน รีบชิงพูดไว้ตั้งแต่วันแรกเราประชุมกัน แล้ววันนี้วาระนั้นก็มาถึง ผมก็ดีใจที่ ท่านประธานและสภาของเราได้บรรจุในเรื่องนี้มา ประการที่ ๑ ผมก็เลยขอท่านประธาน นะครับว่าขอให้พวกเราได้เห็นหน้าเห็นตาท่าน ๓๕ คน แล้วเราก็จะได้ดูหน้าท่านว่าท่าน รับหรือไม่รับอย่างไร หรือท่านฟังหรือไม่ได้ฟังอย่างไร เราจะได้เห็นหน้าท่าน ถ้าท่านนั่งอยู่ ในนี้เราก็ไม่รู้ว่าใครเปึนใคร เราก็นึกไม่ออก นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ขอให้ ท่านประธานช่วยถามที่ประชุมเพื่อพิจารณาเถอะครับว่าเราจะพิจารณานี่ เราจะแยกเปึน หมวดในการพิจารณา ไม่ใช่หมวดนะครับ ไม่ใช่หมวดตามรัฐธรรมนูญ ท่านอย่าอ่อนไหว นะครับ เราไม่ละลาบละล้วงท่าน เรากำลังเพียงแค่ว่าจะเปึนเรื่อง ๆ ใหญ่ ๆ กันทีละเรื่อง ดีไหม เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมนึกถึงอยู่ ๓ เรื่องแค่นั้นเองครับ เรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเราจะพูดเสียก่อนดีไหม พอพูดเรื่องนี้จบแล้วเราจึงมาตั้งเรื่องกัน ใหม่ว่าการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เราเห็นว่าทิศทางหรือกรอบ คร่าว ๆ กว้าง ๆ ห้ามลงรายละเอียดจะเปึนอย่างไร และประการที่ ๓ เราจะมาพูดกันเรื่องสถาบันการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองเปึนอันที่ ๓ นี่จะดีไหม หรือถ้าที่ประชุม บอกว่าท่านหนึ่งท่านใดไป แล้วท่านจะลุยไปจะกี่เรื่องก็ตามใจ ผมว่าอันนั้นอาจจะลำบาก ในการจับความ และไม่มีการแลกเปลี่ยนเลย แต่ถ้าหากว่าทีละเรื่องอาจจะทำให้เรามี โฟกัส (Focus) ประเด็น แล้วเราก็ค่อย ๆ แลกเปลี่ยนกัน ส่วนท่านกรรมาธิการนะครับ เนื่องจากว่าท่านจะเปึ้นผู้ที่มีหน้าที่หลักอยู่แล้ว ถ้าท่านกรุณาฟังเยอะ ๆ แล้วไม่พูดได้ ก็จะดีนะครับ หรือว่าถ้าจะพูดก็น้อยหน่อย เพราะว่าท่านมีหน้าที่ไปลงอยู่แล้วก็ขอให้ พวกผมพูดเถอะนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ผมว่าอย่างนี้นะครับเพื่อให้เดินต่อไปได้ เชิญท่านสมาชิกที่เปึ้น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญบนที่นั่งของกรรมาธิการก่อนดีกว่าครับ เห็นด้วยไหม ครับ ถ้าเห็นด้วยเชิญให้ท่านมานั่งก่อนจะได้ฟัง ไม่เห็นด้วยหรือครับ อาจารย์พิเชียร
ท่านประธานครับ
อาจารย์พิเชียร
เรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ กระผม พิเชียร อํานาจวรประเสริฐ นะครับ กระผมมีความเห็นดังนี้นะครับ คือตามที่เราได้ มีการพูดคุยกันไปตั้งแต่เมื่อวานนี้นั้น เราอยากจะฟังกรอบความคิดกว้าง ๆ ครับ ถ้าเปึน ภาษาทางพวกสถาปนิกเขาเรียกว่า คอนเซปชวล ดีไซน์ (Conceptual design) นะครับ คือเราอยากจะฟังว่าแต่ละท่านจะมีข้อคิดเห็นที่จะเปึนกรอบกว้าง ๆ โดยรวมให้กับ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง ๓๕ ท่าน เพื่อประกอบเปึนแนวทางในการพิจารณาของท่าน เราอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้เปึนอย่างไรนะครับ นี่คือกรอบกว้าง ๆ ที่เราอยากจะเห็น และผมอยากจะให้เป่ดอิสระครับท่านประธานครับ เป่ดกว้างให้มากที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ เท่าที่จินตนาการของแต่ละท่านแล้วก็ความรู้ ความสามารถของแต่ละท่านนี้ ท่านอยากจะเสนอแนะสิ่งใดนี่ ผมคิดว่านี่เปึนสิทธิอัน ชอบธรรมของ สสร. แล้วก็อยากจะเห็นกรอบกว้างเสียก่อน อย่าเพิ่งไปจำกัดเลยครับว่าจะ เปึ้นหมวดไหนอย่างไร แล้วก็ให้แต่ละคนได้ลองเสนอความคิดความเห็นดู ตรงนี้ผมคิดว่า จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศขณะนี้กำลังรอรับฟังอยู่ ว่า สสร. แต่ละท่านจะมีวิสัยทัศน์ จะมีจินตนาการ จะมีความคิดเห็นว่าอยากจะเห็น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เปึนอย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจะเปึ้นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ กรรมาธิการทั้ง ๓๕ ท่านที่จะรับไปพิจารณา ก็ขออนุญาตเสนอว่าให้เป่ดกว้างให้พูดได้ เต็มที่ เพียงแต่ท่านอาจจะจำกัดกรอบเวลา แล้วก็เรียงลำดับ สสร. แต่ละท่านให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวให้ดีครับ
ขอบพระคุณครับ เชิญกรรมาธิการนั่งก่อนดีไหมครับ เพื่อท่านจะได้พูด เดี๋ยวเอาประเด็นนี้ ก่อนครับ เห็นด้วยไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอนิดเดียวครับ ผม สนับสนุนความเห็นของท่านพิเชียรนะครับ ผมว่าเราอย่าเพิ่งขึ้นไปนั่งเลยนะครับ วันนี้เรา เป่ดกว้าง เราพูดเราคุยกันทั่ว ๆ ไป แล้วก็อย่าเพิ่งจํากัดว่า ๒๕ คนพูดไม่ได้อะไรนะครับ ใครมีความคิดอะไรให้ระบายออกมาทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้ฟังกัน แล้วการที่จะไป พิจารณาในฐานะกรรมาธิการอยู่ข้างบนนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากัน วันนี้อยากให้เป่ดกว้างก่อน เพราะเราพูดกันแล้วว่าอยากจะให้มีการพูดคุยลักษณะที่มีความคิดความเห็นในเรื่องนี้ อย่างไร เปึนกรอบแนวทางกว้าง ๆ อย่างไร เรารับฟังกันตอนนี้ก่อนครับ
คืออย่างนี้ครับ คือถ้าให้กรรมาธิการมานั่ง ปรากฏว่ากรรมาธิการเราก็เปึ้นสมาชิกด้วย ไป ๆ มา ๆ คนนั่งข้างบนก็จะหมดโอกาสเสนอความเห็น บางทีเปึนไปได้ไหมครับ ก็ปล่อย ๘๐ ท่านให้นั่งตรงนี้ แล้วแต่ที่ประชุมครับ เชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ แล้วเดี๋ยวท่านอาจารย์ ประพันธ์ครับ
คือที่ผมเสนอให้ขึ้นข้างบนนี้ผม นึกถึง ๑๐ ท่าน ๑๐ ท่านนี้ไม่สง่างามเลยที่จะมานั่งกับพวกเราข้างล่างนี้ แล้วตาม กฎระเบียบของสภานี้ที่ผมอยู่มานี่ บุคคลนอกลงมานั่งปะปนกับสมาชิกนี้ไม่ได้ จะเข้ามา พูดคุยกับสมาชิกในห้องตรงนี้นี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจับท่านไปไว้ตรงนั้นนี่มันยิ่ง น่าเกลียด แล้วที่เหลืออีก ๒๕ ท่านอยู่ข้างล่างกับพวกเรา เวลาเปึนกรรมาธิการนี่พวกผม เปึนมาเปึนร้อยชุดแล้วก็ขึ้นบนนั้นทุกที เราเปึนสมาชิกแล้วเราก็ขึ้นตรงนั้น ก็ร่วมกับ กรรมาธิการวิสามัญที่เขาไม่ได้เปึนสมาชิกก็นั่งอยู่ด้วยกัน ก็คละเคล้ากัน แล้วท่าน ประธานก็รู้ว่าอยู่บนนั้นก็พูดได้เสมอ ตกลงอยู่ตรงนั้นก็พูดได้ อยู่ตรงนี้ก็พูดได้ อย่าตั้ง ข้อสังเกตเรื่องเล็ก ๆ เลยครับ กรุณาเถอะครับ ผมคิดว่าเพื่อให้เขาไม่มีความรู้สึก แปลกแยกอีก ๑๐ ท่านเขาได้เข้ามาร่วมกับเรา แล้วท่าน ๒๕ คนขึ้นไปเถอะครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวก่อนนะครับ ท่านนั่งนิดหนึ่งนะครับว่าจะเอาอย่างไรนะครับ ในเวลานี้นะครับ มีคณะบุคคลที่ขอเข้าฟังการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เปึนคณะนิสิต นักศึกษาประเทศสมาชิกทั่วภูมิภาคเอเซียและประเทศสมาชิกในทวีปยุโรปและทวีป ออสเตรเลีย จำนวน ๑๘๐ คน มาร่วมฟังการประชุม สภายินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ท่านยังเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ อาจารย์ประพันธ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายประพันธ์ นัยโกวิท สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือตัวกระผมเองนี่ไม่ได้มีปัญหาที่จะขึ้นไปนั่ง นะครับ แต่ผมเห็นว่ากรรมาธิการที่จะขึ้นไปนั่งตรงนั้นนี่เฉพาะกรณีซึ่งมาชี้แจงร่าง กฎหมายเท่านั้นนะครับ และตอนนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้ประชุมด้วย นะครับ ถ้าหากว่าจะมาขึ้นนั่งเฉพาะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มานี่ แล้วกรรมาธิการที่ เขาไม่ได้เปึนสมาชิกสภาร่างฯ นี่เขาก็อาจจะโต้แย้งได้ว่าท่านขึ้นไปได้อย่างไรกรรมาธิการ ตรงนั้น แล้วผมเองนี่ผมอยากจะได้รับฟังความคิดเห็นที่ท่านจะอภิปรายในวาระที่ ๒ นี่ เพราะผมได้รับระเบียบวาระการประชุม ผมก็ยังสับสนว่ากรอบแนวความคิดในการ ร่างรัฐธรรมนูญที่อภิปรายในวันนี้ท่านจะพูดในเรื่องอะไร ผมก็อยากจะฟังว่า ที่ท่านอภิปรายกันเปึนอย่างไร ในฐานะที่ผมเปึนกรรมาธิการคนหนึ่งผมจะได้รับข้อสังเกต จากท่านไป ผมถึงขอว่าอยากจะนั่งอยู่ข้างล่าง ถ้าเกิดอะไร ประเด็นไหนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ผมจะได้มีโอกาสอภิปราย ผมคิดว่าคงไม่จําเปึ้นจะต้องขึ้นไปนั่งตรงที่นั่ง กรรมาธิการ เพราะยังไม่ถึงเวลาหน้าที่ของกรรมาธิการจะขึ้นไปนั่งครับ
พอดีเดี๋ยวเรียนความชัดเจนนิดหนึ่ง พอดีท่านอาจารย์เจิมศักดิ์เสนอเพื่อให้บุคคลที่ไม่ได้ เปึ้นสมาชิกเข้ามาในที่ประชุม ซึ่งโดยหลักแล้วข้างล่างเราก็จะมีแต่ที่ประชุมทั้งนั้น เพื่อนสมาชิกทั้งนั้น ปัญหาก็คือว่าถ้าให้ท่านอื่นที่ไม่ได้เปึนสมาชิกเข้าห้องประชุม และถ้าเปึนกรรมาธิการด้วยก็น่าจะให้นั่งในสถานที่ที่กำหนดไว้ หมายความว่าอย่างนั้น ไม่ใช่ให้สมาชิกมานั่งเฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ ท่านอาจารย์วัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณมาก กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร กระผมขอเรียนว่าเรื่องนี้กระผมเคยพูด ไว้ครั้งหนึ่งแล้ว คือว่ากระผมเห็นว่าผู้ที่เปึ้นผู้ร่างรัฐธรรมนูญคือสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน บวกกับอีก ๑๐ คนที่มาจาก คมช. ไม่ใช่ ๓๕ คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะจัดให้มีการฟังแนวความคิดของทั้ง ๑๑๐ คนนี้ เพราะฉะนั้นในการ ที่จะมีการฟังความคิดเห็นอันนี้ก็เปึนเพียงฟังแนวความคิดและข้อสังเกตเพื่อที่จะนําไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เปึนการฟังแล้วลงมติว่าให้ร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เปึนการฟัง แนวความคิดเท่านั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้การที่จะมีการเข้าฟังก็ขอให้เข้าฟังทั้ง ๑๑๐ คน คือรวมทั้งที่มาจาก คมช. ๑๐ คนด้วย แล้วก็กระผมเห็นว่าไม่น่าที่จะต้องขึ้นไปนั่งที่ที่นั่ง กรรมาธิการ เพราะถ้านั่งข้างล่างท่านจะได้แสดงความคิดเห็นด้วยในการนี้ แล้วข้อเสนอ เปึ้นเรื่องที่อันนี้อาจจะต้องมีการแก้ไขนะครับ คําว่า กรอบแนวความคิด นี้ อาจจะมีความ เข้าใจได้ว่า เปึนการวางแนวทางที่บังคับให้จะต้องปฏิบัติ ความจริงเปึ้นเพียงแนวความคิด หรือข้อสังเขปเท่านั้น เพราะฉะนั้นระเบียบวาระในเรื่องนี้ก็น่าจะเปึ้นเรื่องแนวความคิด ในการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีคำว่า กรอบ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ช่วงนี้มีนักเรียนชั้น ม. ๓ โรงเรียนท่าจีนอุดมวิทยา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน ๕๐ คน มาขอเข้าฟังการประชุมนะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญยินดี ต้อนรับนักเรียน ท่านคณาจารย์ที่เคารพทุกท่านนะครับ ผมว่าอย่างนี้มันชัดเจนแล้วครับ ผมถามเจ้าหน้าที่มีกรรมาธิการที่ส่งมาจาก คมช. มี ๒ ท่าน ถ้ามานั่งบนนี้ก็คงจะมี ๒ ท่านเท่านั้น ก็ท่านจะได้ไปทํางานอื่นนะครับ และก็ฟังทางวิทยุเอา หรือว่าท่านจะฟังอยู่ ที่นี่ก็ได้ ก็เอาเปึนว่าสมาชิกเราก็อภิปรายกันไป ท่านอื่นท่านก็คงฟังทางสถานีวิทยุอยู่แล้ว จะได้เดินหน้าไปนะครับ อย่างที่เรียนอาจารย์เจิมศักดิ์ มา ๒ ท่านเท่านั้น เมื่อกี้เช็คดูแล้ว เข้าสู่วาระการอภิปราย
ท่านประธานครับ ขอทราบนาม ได้ไหมว่า ๒ ท่านนั้นเปึนใคร ซึ่งกรุณามากเราก็ควรจะต้องรู้นะครับ และก็จริง ๆ แล้ว ท่านอุตส่าห์มาแล้วผมอยากที่จะให้ท่านได้มีโอกาสเห็นหน้าเห็นตา และก็พูดจา แลกเปลี่ยน ซึ่งแนวความจริงการรับฟังที่ดีมันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน ซึ่งอยู่บนนั้นพูดได้ นะครับ ผมอยู่บนนั้นเมื่อวานนี้ผมพูดทั้งวันเลย คนที่อยู่บนนั้นพูดไ์ด้ ไม่ใช่พูดไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราจะกรุณาให้กรรมาธิการพาเขาเข้ามานี่ เขาอุตส่าห์เดินทางมาแล้วนะครับ ต้องขอบพระคุณ ๒ ท่านนี้มาขอทราบนามก่อนได้ไหมครับ
ท่านที่มารออยู่แล้วก็คือ ท่านวิจิตร วิชัยสาร กับท่านสุพจน์ ไข่มุกด์ ก็เปึนสิทธิแล้วกัน นะครับ เอาเปึนว่าเดี๋ยวถ้าหาก ๒ ท่าน จะขอเข้าฟังเราก็อนุญาตนะครับ สมาชิกซึ่งปกติ เปึนกรรมาธิการบางที่ท่านก็ไปนั่งข้างล่าง ก็เอาเปึนสิทธิของท่านก็แล้วกันนะครับ ซึ่งทาง ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ขอความกรุณาให้ท่านนั่งข้างบนเพื่อจะฟัง แต่ท่านบอกว่าอยากจะ ใช้สิทธินั่งข้างล่างนะครับ ก็บังคับกันไม่ได้แล้ว ส่วนท่านที่มาแล้วถ้าจะขอเข้าฟังสภาเราก็ ยินดีนะครับ ขออนุญาตเข้าสู่วาระเลยนะครับ ในการอภิปรายตามกรอบแนวทาง ไม่ใช้ คำว่า กรอบ นะครับ แนวทางดังกล่าวนะครับที่กําหนดในวาระดังกล่าวนี้ เมื่อสักครู่นี้ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์เสนอว่าจะอภิปรายเปึนหมวด ๆ หรือเปึนเรื่อง ๆ ไปไหม ส่วนท่าน อาจารย์พิเชียรบอกขอพูดกว้าง ๆ แต่ถ้าเปึนหมวดมันก็จบเปึนเรื่อง ชาวบ้านก็จะฟังเปึน เรื่อง ๆ เหมือนกัน มันก็ได้ประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่ถ้าฟังไปรวม ๆ ทั้งหมดก็เปึนอิสระของ สมาชิกที่จะอภิปรายนะครับ ท่านตัดสินตรงนี้ก่อนดีไหมครับ ใช้เวลาสั้น ๆ ครับ
ท่านประธานครับ ขอให้ ประสบการณ์นิดเดียวนะครับท่านประธาน คืออยากจะให้เพื่อนสมาชิกช่วยพิจารณา เรามี ๑๐๐ คน ถ้าหากว่าให้ท่านหนึ่งพูดอะไรก็ได้ และก็พูดทีเดียวหมดกระทงความเลย ท่านก็เตรียมมาอย่างไรท่านก็พูดไปอย่างนั้น แล้วพอคนจัดลําดับที่ ๑๐๐ ท่านก็บอกว่า อีกนาน ท่านจะไปไหนก่อน หรือพวกท่านที่พูดเสร็จแล้วบอกว่าไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว ท่านก็เลยให้คนนั้นบรรเลงไป แล้วท่านก็ไป พูดสั้น ๆ เสร็จแล้วท่านก็ไป อันนี้เปึน ประสบการณ์ที่ผมอยู่ในสภาและโดนอยู่อย่างนี้เปึนประจำ ในที่สุดก็จะมีเพื่อน ๆ อุตส่าห์ มานั่งด้วย ๑๐ คน แล้วคนหนึ่งก็พูด แล้วที่เหลือเขาก็กินกาแฟ้ไปอะไรต่ออะไรไป หรือว่า ออกไปข้างนอกเลย เพราะว่าไม่รู้จะอยู่ไปทําไม เพราะพูดไปแล้ว เสร็จแล้วมันก็เลยดู เหมือนกับว่าเราไม่มีการแลกเปลี่ยน ผมเรียนคุณพิเชียรนะครับช่วยกรุณาคิดตรงนี้ นิดหนึ่ง ผมไม่ได้บอกว่าหมวดตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเปึ้นเรื่อง ๆ โต ๆ สิทธิเสรีภาพว่าไป พอคนนี้สิทธิเสรีภาพใครจะพูดก็ได้ ใครไม่พูดก็ได้ พอเสร็จแล้วก็เลื่อนถัดไป ก็เปึ้นในเรื่อง ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ก็คือเรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐ ก็เปึนเรื่อง ๆ ไป และอันสุดท้ายก็ จะเปึนเรื่องสถาบันการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง เอาแยกเปึนเรื่อง ว่านั่นเปึนการเมืองภาคประชาชน สิทธิ ว่าไปทีละเรื่องใหญ่ ๆ สัก ๓ เรื่องโต ๆ อย่างนี้จะ ดีไหม ก็แล้วแต่ที่ประชุมนะครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร
เชิญท่านอาจารย์พิเชียรครับ
ท่านประธานครับ คือความประสงค์ ของกระผมที่อยากจะให้เป่ดกว้าง เพราะว่าผมอยากจะฟังวิสัยทัศน์ แล้วก็ผมอยากจะฟัง ความคิดความเห็นที่แท้จริงของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ว่าท่านได้รับเกียรติอย่างสูง ได้เข้า มาเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ทั้ง ๑๐๐ ท่านนี่ ท่านมีความปรารถนาแล้วก็ท่าน อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เปึนอย่างไร และก็กระผมอยากจะให้ว่า อาจจะจำกัด เวลาเสียหน่อยก็ได้ คือไม่จำเปึนว่าคนหนึ่งจะต้องพูดยืดยาว อาจจะเปึนท่านละประมาณ สัก ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที ก็พอแล้วครับท่านประธาน คือเราอยากจะฟังไอเดีย (Idea) เราอยากจะฟังแนวทางว่าท่านทั้งหลายคิดอย่างไร อย่างกระผมนี่ กระผมก็มีการเตรียม มาสั้น ๆ ไม่ยาวมาก เพื่อที่จะให้เปึนแนวทางกับเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ว่าท่านคิดเห็น อย่างไร คิดเหมือนกับกระผมไหม คิดต่างจากกระผม ประชาธิปไตยคือ ความแตกต่าง คือ ความหลากหลายทางความคิด คืออิสรภาพ คือเสรีภาพทางความคิด วันนี้ผมอยากจะ ฝากเพื่อนที่เคารพทุกท่านว่า ผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเสนอสิ่งที่ท่านคิดไว้ ในใจ เปึนการจุดประกายเสรีภาพทางความคิดของเพื่อนสมาชิกขึ้นมาก่อน ทั้ง ๑๐๐ ท่าน ซึ่งท่านเองแต่ละท่านก็เตรียมตัวมากันแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วก็พี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศขณะนี้ก็รอรับฟังอยู่ว่าแต่ละท่านนี่คิดเห็นอย่างไร กระผมอยากจะให้ ทุกท่านได้มีโอกาสเสนอความคิดเห็นของตนเองเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุด เปึ้นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผมไม่อยากจะให้เราเสียเวลา แล้วก็ผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเสนอแนะ ทุกคนมีคุณค่าทางความคิดของตนเอง และสิ่งที่ท่านเสนอนั้นไม่ว่าใครจะนั่งอยู่ที่ บริเวณไหนของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ หรือทุกพื้นที่ของประเทศไทย เขาจะได้ยิน ความคิดความเห็นของท่าน และสภายกร่างฯ ก็จะนําความคิดของพวกเราเหล่านี้ไป ประกอบในการพิจารณา ซึ่งเราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ เชิญครับ
ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ขอเสนอกรอบการประชุมและวิธีการประชุมครับ เพื่อที่ประชุม จะได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ที่ให้แยกการอภิปรายเปึน ๓ พื้นที่ด้วยกัน คือการเมืองของภาคพลเมือง ผมเชื่อว่า หลายท่านคงอยากจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ความเปึนชุมชน สิทธิของชุมชน และตรงนี้ก็อยู่ในสมองอยู่แล้ว สามารถที่จะระดมออกมาได้อย่างเปึ้นระบบ พื้นที่ที่ ๒ นี่ก็คือการเมืองของนักการเมืองหรือสถาบันการเมืองอย่างนี้เปึนต้น ซึ่งมีหลายประเด็น เลยที่ถกเถียงกันมากมาย ฝ์ายเลขาฯ ก็จะได้รวบรวมได้เปึนระบบ และพื้นที่ที่ ๓ คือองค์กรอิสระ แล้วก็การตรวจสอบอํานาจรัฐ ถ้าแบ่งเปึน ๓ พื้นที่แล้วก็แบ่งเวลานี่ก็จะ ทําให้การดําเนินการเปึ้นระบบ แล้วก็สามารถอภิปรายกันได้อย่างกว้างขวาง อย่างที่ อาจารย์พิเชียร์ได้พูดนะครับ โดยกำหนดว่าแต่ละท่านอภิปรายไม่ควรเกิน ๓ – ๕ นาที กระชับตรงประเด็นเลย เพราะว่าอันนี้เปึนการพูดถึงประเด็นปัญหา เปึนการพูดถึงกรอบ อย่างกว้าง ๆ นะครับ และถ้าคำนวณแล้วลักษณะอย่างนี้พื้นที่ละประมาณชั่วโมงครึ่ง หรือ ๒ ชั่วโมง นับจากพักเที่ยงเสร็จแล้วก็ผมเชื่อว่าประมาณ ๖๐ – ๗๐ คนที่จะได้ อภิปราย กรรมาธิการที่ยกร่างฯ ก็ให้โอกาสท่านอื่นก่อน เพราะว่าในที่สุดแล้วก็จะ ประมวลทั้งหมดไปเข้าสู่กรรมาธิการยกร่างฯ อีกที ซึ่งผมเห็นว่าเปึนกระบวนการ และวิธีการทำงานที่ดีครับ ซึ่งแต่เดิมที่ออกแบบกันคล้าย ๆ กับว่าให้กรรมาธิการยกร่างฯ ไปทำ แล้วก็ทาง สสร. รอว่าท่านทำงานเสร็จแล้วถึงมาดำเนินการ แต่ว่าลักษณะนี้ เราออกแบบกลับกัน สสร. เปึนคนกำหนด แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ไปดูอีกที นะครับ เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝากฝ์ายเลขาฯ ก็คือในเรื่องเอกสารหนังสือที่จะใช้สําหรับ สสร. ทั้ง ๑๐๐ ท่านนะครับ ซึ่งผมได้รับเอกสารมากพอสมควร แต่ว่ามันมีเอกสารชุดหนึ่ง ที่น่าจะเกิดประโยชน์กับที่ประชุมนี้ก็คือเรื่องของ อาจารย์รังสรรค์ ธนพรพันธุ์ เขียนเรื่อง เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ มีทั้งหมด ๓ เล่มด้วยกัน และงานชิ้นนี้อาจารย์รังสรรค์เขียน อย่างทุ่มเท เพราะในคํานําเขาเขียนว่า อุทิศให้แม่ แล้วก็พูดถึงความประทับใจที่ครั้งเมื่อ แม่จับมือคัดตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่รู้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แล้วก็ บอกว่าเลือกที่อุทิศหนังสือเล่มนี้ให้แม่เพราะว่าไม่แน่ใจว่าจะผลิตงานวิชาการที่มีคุณภาพ เช่นนี้ได้อีก แล้วแง่มุมทุกแง่มุมในหนังสือเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญนี่เปึ้นมุมมองของ นักเศรษฐศาสตร์ใน ๓ เล่ม ผมคิดว่าควรจะห้ามาแจกให้เพื่อนสมาชิกทุกคนครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณคุณหมอครับ ก็ขออนุญาตท่านสรุปอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ เพราะเรา เสียเวลามามากพอสมควรแล้ว ผมว่าประเด็นในการอภิปรายอย่างนี้นั้นมันก็มีข้อดี ข้อเสีย ถ้าจะมาอภิปรายกันทีละหมวดก็ดีอย่างหนึ่ง แต่สมาชิกหลายท่านอาจจะไม่สนใจ ในหมวดนั้น ๆ ก็ไม่มีโอกาสจะได้แสดงความคิดเห็นในวันนี้ อาจจะต้องรอไปถึงวันพรุ่งนี้ วันมะรื่นนี้ หรือสัปดาห์หน้าเปึนอย่างนั้น นั่นคือจุดข้อเสีย เพราะท่านอาจจะเตรียมเฉพาะ เรื่องที่ท่านสนใจเท่านั้น แต่ว่าถ้าอภิปรายเปึนกรอบกว้างทั้งหมดก็เปึ้นผลดีอย่างหนึ่ง เพราฉะนั้นเหมือนอย่าง ท่านพิเชียร์ท่านว่าเปึนการแสดงวิสัยทัศน์ เปึนแนวความคิดกว้าง ๆ ในการร่าง รัฐธรรมนูญ จึงขอตกลงอย่างนี้ครับ ขอให้เปึ้นสิทธิของท่านสมาชิกทุกท่านแต่ละท่าน ท่านพึงประสงค์จะอภิปรายเปึนกรอบก็เชิญเปึนกรอบ เปึนหมวดก็เชิญเปึนหมวด พึงประสงค์ที่จะอภิปรายกว้างก็เชิญกําหนดเวลา ผมคิดว่าในชั้นต้นนี้ผมเข้าใจว่าคงจะมี ทุกท่านจะแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นก็ขอว่าในชั้นแรกเอาสักคนละไม่เกิน ๒๐ นาที ดีไหมครับ และก็อาจจะต่อรองได้บ้างเล็กน้อย ถ้าสมมุติมันยังติดพัน แต่เรากำหนด เบื้องต้นกันว่า ๒๐ นาที ถ้าเปึนข้อตกลงตามนั้นก็จะได้เริ่มดำเนินการเลย ใครจะขอ อภิปรายเปึนคนแรก ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายในส่วนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก่อน ท่านประธานครับ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ น่าที่จะเปึนพื้นฐานที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ควรจะได้ไปพิจารณาเปึนบรรทัดฐาน หรือว่าเปึนหลัก แล้วก็ถ้าหากว่ามีการแก้ไขจากตรงนั้นจะทําให้หมวดของในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพของประชาชนนั้น ผมคิดว่าง่ายขึ้นเยอะ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญ ที่สุดนั้นก็คือว่าเราจะต้องร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรเพื่อที่จะลดอํานาจของรัฐ แต่เพิ่มอํานาจ ให้ประชาชน ผมคิดว่านี่คือ คีย์เวิร์ด (Key word) และหัวใจสำคัญ ทิศทางผมคิดว่ารัฐไทย ใช้อำนาจในการครอบงำประชาชนและการเมืองภาคประชาชนนั้นน้อยมาก ผมคิดว่า หนทางในการพัฒนาการเมืองควรจะต้องเพิ่มอำนาจของประชาชนและลดอำนาจของรัฐ ลง อันนั้นคือทิศใหญ่ ทีนี้ทิศใหญ่จะทําอย่างไรได้นั้นรัฐธรรมนูญจําเปึ้นที่จะต้องเอื้อให้ สังคมนั้นมีความเข้มแข็ง ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญจะต้องรับรองสิทธิในภาคประชาชนให้มี สิทธิในการตรวจสอบนักการเมืองและรัฐบาลได้ง่ายขึ้น ทำประชาธิปไตยทางตรงให้ เกิดขึ้นในทุกที่ นี่คือแนวกว้าง ๆ นะครับ ทำอย่างไรอันนั้นผมจะไม่ลงรายละเอียด เพราะว่าถ้าลงรายละเอียดก็ผิดกติกาที่เราพูดกัน จำเปึนที่จะต้องประกันสิทธิของ ประชาชนในการเรียกคืนตำแหน่งทางการเมือง เพราะว่าถ้าประชาชนไม่ต้องการตัวแทน คนนั้นแล้ว หรือเห็นว่าตัวแทนคนนั้นหมดความชอบธรรมหรือไร้คุณธรรมก็สามารถที่จะ ลงมติ หรือมีหนทางในการเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งรายละเอียดผมมีอยู่ในใจอยู่ว่ามันมีหนทาง ที่จะทําได้อย่างไรบ้าง แต่จะไม่พูด
ประการถัดไป ก็คือว่าจะต้องเร่งที่จะทําอย่างไรที่จะมีระบบการปฏิรูป ระบบราชการที่ให้ประชาชนนั้นมีโอกาสในการควบคุมระบบราชการเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน นี้ประชาชนดูจะถูกราชการควบคุมมากเกินไป และสุดท้ายก็คงจะต้องให้ท้องถิ่นนั้น มีอำนาจในการดูแลทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้ลงไว้บางส่วน แต่พอถึงทางปฏิบัตินั้นมีปัญหา ท่านประธานครับ สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะดีไม่ได้ เลย ถ้าขาดรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่ท่านประธานทราบใช่ไหมครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ เขียนไว้สวยหรูมาก แต่เราเกิดปัญหาว่าเรา มีรัฐบาลและบางระบอบที่เข้ามาทําลายสิทธิของสื่อมวลชน โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในบ้านเมืองเลย กระทําผิดรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ คือสิทธิ ของคนทำข่าว สิทธิของเสรีภาพของคนทำร้ายการที่มีสาระ สิทธิเสรีภาพของสถานี ถูกทำลายไป ถูกแทรกแซง แต่เราไม่มีมาตรการในการปัองกัน ไม่มีมาตรการในการ ลงโทษ ในที่สุดแล้วกลายเปึนให้คํานึงถึงนั่นล่ะครับ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญต้องเขียนชัดเจนว่าไม่ใช่ คํานึงถึง แต่ในที่สุดบ้านเมือง เลยกลายเปึนให้คํานึงถึงไป ท่านจะทําอย่างไรกับเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนตรงนี้ ท่านประธานครับ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมันมีปัญหาอีกก็คือว่า รัฐธรรมนูญได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพหลายต่อหลายอย่าง แต่แล้วก็ไปเขียนว่า ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ แล้วรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ยอมออกกฎหมายบัญญัติ พอไม่ออกกฎหมาย บัญญัติ คำพิพากษาของศาลฎีกาก็เคยออกมาแล้ว คำพิพากษาที่ ๘๐๒๒/๒๕๔๓ ในเรื่องของการขอจ่ายค่าทดแทนคุมขัง ผมไม่ลงรายละเอียด แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อยังไม่มี กฎหมายบัญญัติก็เลยให้ไม่ได้อีก ตกลงสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็เปึนหมัน ไปอีก เพราะฉะนั้นท่านครับเราคงจะต้องบัญญัติอย่างไร แล้วก็ยังมีตัวอย่างคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญอีกนะครับ ในเรื่องของสุราที่ผูกขาดบอกว่าเปึนการขัดต่อมาตรา ๔๖ เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่แล้วเนื่องจากว่าเรายังไม่มีพระราชบัญญัติหรือยังไม่มี พระราชบัญญัติขึ้นมารองรับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าเมื่อไม่มีกฎหมาย รองรับสิทธิส่วนบุคคลซึ่งรวมกันเปึนชุมชนท้องถิ่น จะอ้างว่าพระราชบัญญัติสุราขัดต่อ รัฐธรรมนูญมาตรา ๔๖ ไม่ได้อีก ตกลงสิทธิเปึ้นหมันหมดเลยครับในรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ท่านประธานครับ ท่านประธานเองก็อยู่ใน สสร. รุ่นที่แล้ว ผมภาคภูมิใจมากเลยเรื่อง สิทธิเสรีภาพ แต่ตรงนี้เราจะทำอย่างไรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมให้สิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ เปึ้นจริง อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านประธานครับ สิทธิเสรีภาพ ของผู้บริโภคในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนมากว่า ให้มีองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค และมาตราติดกันก็มีสิทธิให้คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ให้มีองค์กรอิสระคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ท่านประธานคงจะคุ้นดี ๒ มาตรานี้ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่ท่านประธานทราบ ใช่ไหมครับ ผมเปึ้นสมาชิกวุฒิสภาพยายามผลักดันแทบตายที่จะให้มีพระราชบัญญัติ รองรับให้มีองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค แต่แล้วรัฐบาลก็ถูกล็อบบี (Lobby) จากหน่วยงานในสำนักนายกฯ ที่คุ้มครองผู้บริโภค กลัวว่าถ้าจะมีองค์กรอิสระ คุ้มครองผู้บริโภคอำนาจตามหน่วยงานนั้นก็จะหมดไป ในที่สุดรัฐบาลไม่เคยออก พระราชบัญญัติฉบับนี้เลย คุณหมอกระแส ชนะวงศ์ เปึ้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ อยู่ครั้งหนึ่งเมื่อต้นรัฐบาลที่แล้ว คุณหมอกระแสไม่เคยพูดกับผมเลยว่าจะต้องพยายาม ผลักดันให้ได้ ผมนี่ช่วยร่าง ถึงกับช่วยกันร่างกับบรรดาองค์กรพัฒนาเอกชน ไปพูดจากับ หมอกระแส แต่แล้วหมอกระแสก็ถูกปลดจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จะด้วยเหตุใด ก็ตาม ท่านประธานครับ แล้วเราจะคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไรครับ เราก็ได้แต่นักธุรกิจ ผูกขาด เอาเปรียบผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม องค์กร อิสระคุ้มครองผู้บริโภคจะได้ทําหน้าที่ฟัองร้องได้ แต่เราไม่ยอมร่างกฎหมายลูก เพราะเรา ไม่ใส่ในรัฐธรรมนูญว่า ทั้งนี้ต้องกระทําให้เสร็จสิ้นภายในเมื่อไร ผมกําลังให้ดูบ้างประการ นะครับ ที่พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ก็ดี ที่จะมี กทช. กสช. ก็ดี ระบุไว้ต้องเสร็จภายใน ๑ ป้ มันก็ออกมาได้ เพราะฉะนั้นฝากท่านไปคิดดู ก็แล้วกันว่าเรื่องพวกนี้เราจะทําอย่างไร ท่านประธานครับ ในเรื่องสิทธินี่นะครับบางครั้ง อาจจะจำเปึนไหมครับที่จะต้องกำหนดให้รัฐสามารถเลือกปฏิบัติได้ แต่เลือกปฏิบัติในที่นี้ ต้องเลือกปฏิบัติที่ให้เปึนคุณแก่ผู้เสียเปรียบและด้อยโอกาสในสังคม ถ้าเราไม่มี หลักแนวคิดอย่างนี้ เราก็บอกว่าสิทธิเสรีภาพ เสมอภาคหมด แต่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมรวมทั้งเพศหญิงด้วย ซึ่งผมถือว่าเปึ้นผู้ที่ด้อยและเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นรัฐควรที่จะระบุในรัฐธรรมนูญใหม่ให้เลือกปฏิบัติได้ คือเลือกที่จะส่งเสริมให้ คุณภาพเขาดีขึ้น ในหลายประเทศระบุไว้ว่าในหน่วยงานที่สำคัญแม้แต่ในคณะรัฐมนตรี และในบอร์ด (Board) หรือคณะกรรมการของหน่วยงานที่สำคัญจะต้องมีเพศที่ตรงข้าม อย่างน้อย ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เหตุนี้เกิดที่ประเทศนอร์เวย์เรียบร้อย ของเขากลัวว่าผู้หญิง จะมากเกินไป เขาจึงต้องมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่มีผู้ชาย นี่เรื่องจริง นะครับ ผมไม่ได้พูดในทํานองให้มันขำขัน แต่ของเรานั้นตรงกันข้าม เราควรที่จะทําได้ไหม ให้มีการเลือกปฏิบัติแต่การเลือกปฏิบัตินั้นต้องเปึนคุณแก่ผู้เสียเปรียบและด้อยโอกาสใน สังคม ท่านประธานครับ สิทธิของประชาชนในการเมืองระดับชาติ รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ระบุไว้ชัดเจนว่ามี ๕๐,๐๐๐ ชื่อในการเสนอกฎหมายและในการถอดถอนบุคคลผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ท่านประธานก็ทราบดีว่าเรามีปัญหามาก ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ กว่าจะหาสำเนาทะเบียนบ้าน แล้วก็จะต้องมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แล้วในที่สุด เขาเกิดความยุ่งยากมีต้นทุนในการดำเนินการที่เรียกว่า ทรานแซกชั่น คอสท์ (Transaction cost) มหาศาล ท่านประธานครับ เรื่องนี้จะต้องแก้ไขอย่างไรให้ต้นทุนที่มัน เกิดกับประชาชนนั้นเบาบางลง ๕๐,๐๐๐ ชื่อมากไปไหม จะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งหลักการและแนวทางดีมาก ๆ ท่านประธานทราบไหมว่าเรื่องที่บอกว่าถอดถอน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อเกือบจะทำอะไรไม่ได้เลยและไม่เคยมีปรากฏการณ์ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ถอดถอนได้ แม้กระทั่ง ส.ส. เข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับทุจริตประพฤติมิชอบ ก็ถอดถอนไม่ได้ ท่านประธานต้องคํานึงตรงนี้นะครับ ที่ถอดถอนไม่ได้เพราะอะไร เพราะเมื่อส่งไปยัง ป.ป.ช. ป.ป.ช. ต้องตรวจมูลความผิด แต่ ป.ป.ช. ไปยึดมาตรฐานเดียวกันกับเรื่องความผิดทางอาญา ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย เพราะเกรงว่าจะต้องส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย และใช้มติ ๒ ใน ๓ คือต้อง ๖ ท่านจาก ๙ ท่าน ท่านประธานครับ เรื่องพวกนี้ผมติดตาม เกาะเบียดหมดทุก ๆ กรณี แล้วในที่สุดพอใช้มาตรฐานจนสิ้นสงสัย รัฐธรรมนูญที่ท่านร่าง ไว้ว่า ส่อว่าหรือจ้งใจ หรือส่อ เพียงแค่ส่อก็โดน เปึนหมันไปเรียบร้อย ท่านจะแก้ไขปัญหา นี้อย่างไร ผมไม่บังอาจครับ ผมไม่ใช่กรรมาธิการ ผมเจียมตัวดีว่าผมแนะนำท่านไม่ได้ แต่ผมให้ข้อคิดเห็นเท่านั้นเอง ถ้าท่านเห็นว่าเปึ้นประโยชน์ท่านรับ ท่านประธานครับ ยิ่งกว่านั้น ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ พอเสนอกฎหมายเข้ามา กฎหมายฉบับแรกท่านผู้มีเกียรติ ทราบใช่ไหมครับ เปึ้นกฎหมายเรื่องพระราชบัญญัติป์าชุมชน แต่ผู้ที่ เสนอ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เขาไม่มีโอกาสที่จะมาดีเฟนด์ (Defend) กฎหมายของเขาในสภา ผู้แทนฯ และในวุฒิสภา เพราะเราไม่มีกฎระเบียบอะไรเลยที่ทําให้คนร่างกฎหมายดีเฟ็นด์ กฎหมายของเขาได้ ท่านก็ซึ้งอยู่แก่ใจ พวกผมเปึนวุฒิสภามา รัฐบาลต้องมาดีเฟนด์ ต้อง มาอธิบาย ต้องพยายามบอกแต่เขาไม่มีโอกาส พวกผมที่อยู่ในวุฒิสภาจึงพยายาม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตั้งเข้ามาเปึนกรรมาธิการในการพิจารณากฎหมายร่วม เพื่อให้เขา ได้มีโอกาสมาดีเฟนด์บ้าง แต่แล้วทางการเมืองก็อุตส่าห์บอกว่าเมื่อเราตั้งคนที่เขา ร่างกฎหมายได้ก็ไปตั้งอีกฝ์ายหนึ่งตรงข้ามเข้ามาด้วย ก็เลยกลายเปึ้นตีกันในกรรมาธิการ แล้วในที่สุดกฎหมายฉบับนี้ถูกแก้ปูัยี่ปูัยำเสียจนพระราชบัญญัติป์าชุมชนขณะนี้ก็ไม่ได้ ออกมา เปึ้นฉบับแรกและฉบับเดียวและในที่สุดก็ไม่ออกมา สร้างความท้อแท้ให้กับ ประชาชนเปึนอย่างยิ่ง ตกลงสิทธิเสรีภาพที่เราพูด ๆ กันนี่ ท่านก็มีเจตนาดีแต่มันไม่เกิด ผมเองในฐานะที่ผู้ใช้กฎหมายและก็อยู่ในนี้ เคยอยู่ในนี้มาแล้วก็ใช้กฎหมายจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งดี แต่มันติดตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมจะไปเรื่องที่ ๒ เรื่องการตรวจสอบอํานาจรัฐ จริง ๆ แล้วผมอยากจะหยุดใจจะขาด เพราะอยากจะให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนในประเด็น ตรงนี้ เพราะมันไปอีกเรื่องหนึ่งอีกโยชน์หนึ่งเลย แต่ว่าเมื่อท่านประธานบอกว่าพูดก็พูด ผมขออีกหมวดหนึ่งก่อน แล้วอีกหมวดสุดท้ายผมจะขอเก็บ เพราะเรื่องรัฐสภา มันอีกอรรถรสหนึ่งเลย เพราะเรื่องรัฐสภา ฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาลอะไรต่ออะไรนั้นต้องพูด อีกเรื่องหนึ่ง
ผมขอไปหมวดที่ ๒ หมวดนี้ผมไม่ได้เกี่ยวกับหมวดรัฐธรรมนูญนะครับ เปึ้นเรื่องที่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ท่านประธานครับ เรามี องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผมเองดีใจแล้วก็เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ อย่างยิ่ง และท่านประธานคงทราบว่าผมเปึนสมาชิกวุฒิสภา เปึนคนที่เอาจริงเอาจังกับ เรื่ององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่สุด ผมเปึนคนตรวจสอบกระบวนการสรรหา ผมเปึน คนตรวจสอบประวัติเชิงลึก รู้จักคนในนั้นทุกคน เห็นบัญชีเงินเดือนมาแล้ว เห็นบัญชี ทรัพย์สินทุกคน และเห็นไส้ในทุกคนว่าใครเปึ้นอย่างไร เห็นกระบวนการสรรหา เห็นองค์กรอิสระ แล้วก็ติดตามตรวจสอบองค์กรอิสระไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งที่เขาแอบ ขึ้นเงินเดือนตัวเองกัน ผมก็ตามไปปลดเขาลง ท่านประธานครับ ผมยังเห็นว่าองค์กรอิสระ ดีและมีประโยชน์ ผมยังสนับสนุนองค์กรอิสระทุกประการ ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นปัญหาเยอะ แต่ท่านประธานครับเราต้องแก้ไข ๑. ต้องแก้ไขที่มาของกรรมการสรรหา ที่มาของ องค์กรอิสระมันเริ่มจากตัวกรรมการสรรหา ผมไม่ต้องเจาะจงเลยว่าองค์กรไหน ทุกองค์กร ของท่านที่ท่านร่างมา กรรมการสรรหาไปมีปัญหาไปหมดเลย แล้วเมื่อเขาเตรียมคน ของเขาเข้ามาอยู่ในกรรมการสรรหา ในที่สุดเขาก็เอาคนของเขาเข้ามาเปึนองค์กรอิสระ แล้วเมื่อเขาเอาคนของเขาเข้ามาเปึนองค์กรอิสระ ท่านทราบใช่ไหมครับ พวกผมถึงแม้ว่า เปึ้นตัวแทนของปวงชน เลือกมาอยู่ในวุฒิสภา เปึนองค์กรในการตรวจสอบ เปึนฝ์าย นิติบัญญัติ เปึนฝ์ายค้านและดุล และตรวจสอบกับฝ์ายรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมเชิญ องค์กรอิสระเหล่านี้มา เพื่อในกรรมาธิการที่ผมเปึ้นประธานจะตรวจสอบ ไม่เคยได้รับ ความร่วมมือ เขาบอกว่าเขาไม่จําเปึนต้องมาตรวจสอบ เพราะเขาเปึนองค์กรอิสระ เขาส่ง เลขาฯ มาครับท่านประธาน เลขาฯคือ เจ้าหน้าที่ คณะกรรมการองค์กรอิสระไม่ยอมมา จะมีมาก็คนหนึ่งแต่บัดนี้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เจ็บปวดว่าเราเรียก เขาแล้วเขาไม่มา แต่เขาอ้างว่าเขาเปึนองค์กรอิสระ เขาอิสระจากรัฐสภา อิสระจากการ ตรวจสอบของตัวแทนของประชาชน พอภาคประชาชนจะขอดูข้อมูลตามพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสาร องค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ต่างประสานเสียงตรงกันว่า พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารไม่ได้บอกว่าองค์กรอิสระอยู่ในนั้น เขาไม่ต้องให้ข้อมูล ตกลงภาคประชาชน ก็ตรวจไม่ได้ ภาคตัวแทนก็ตรวจไม่ได้ แล้วองค์กรอิสระเปึนใครครับ ท่านประธาน ก็เปึน บุคคลที่พยายามจะขึ้นเงินเดือนตัวเอง เริ่มตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ พอไล่ไปไล่มา ป.ป.ช. บอกก็ไปเอาอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ไล่ไปไล่มา กกต. บอกก็ไปเอาอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ไล่ไปไล่มาผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่ยังลอยหน้าอยู่ทุกวันนี้บอกว่าก็ไปเอามาจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าผมไปเล่นงานศาลรัฐธรรมนูญตัวต้น ผมต้องส่ง ป.ป.ช. ป.ป.ช. เขาก็ บอกว่าผมไม่มีมูลนี่ครับ เขาทําเอง ผมเลยจําใจต้องล่อ ป.ป.ช. ก่อน แล้ว ป.ป.ช. ๙ คน หลุดออกไป พอจะล่อศาลรัฐธรรมนูญ ล่อที่เหลือ ก็ปรากฏว่าตอนนี้สภาผมถูกยุบ ผมก็เลิก แต่ผมส่งไปแล้วที่ ป.ป.ช. เรื่องยังอยู่ใน ป.ป.ช. นี่ผมชี้ให้เห็นนะครับว่า เขาเปึนอิสระ แล้วเขาบอกว่าเขาเปึนอิสระทางการเงินอีก ไม่ต้องขึ้นอยู่กับ พระราชกฤษฎีกาในการจ่ายเงินเดือนอีก รัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่าต้องขึ้นอยู่กับฝ์ายบริหารที่จะต้องออกพระราชกฤษฎีกา เงินเดือน เขาก็บอกว่าเขาไม่ต้องขึ้น องค์กรอิสระนี้ต้องปรับปรุงไหมครับท่านประธานครับ ผมกราบท่านกรรมาธิการทั้งหลายด้วยครับ ช่วยกรุณาหน่อยเถอะครับ ผมไม่ได้พูดจาก ข้อมูลเล่น ๆ ผมพูดจากของจริง แล้วก็พูดจากประสบการณ์ที่ผมได้ตรวจสอบเรื่องพวกนี้ มา ท่านประธานครับ กกต. มีปัญหาเฉพาะอีก กกต. ออกกฏระเบียบเอง กกต. ตรวจจับ เอง กกต. สอบสวนเอง กกต. ตัดสินเอง กกต. ลงโทษเอง มีที่ไหนในโลก ท่านก็บอกว่า อันนี้ไปขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก ผมทราบ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ อย่าคิดว่าผมไม่ทราบ นะครับ เรื่องนี้อยู่ที่กฎหมายลูก แต่เราต้องแก้ไขครับ ท่านจะทําอย่างไรที่จะต้องมีซุ่มเสียง ในรัฐธรรมนูญ หรือจะอย่างไรก็แล้วแต่ มันสามารถจะล็อก (Lock) กันได้ ท่านประธาน ครับ ผมเองเปึนกรรมาธิการแล้วก็ทํากฎหมายลูกนี้เอง ผมเจ็บปวดมาก ผมอภิปราย ในสภาว่าสังคมนี้ต้องการจะให้ กกต. มีอํานาจเหมือนเป้าบุ้นจิ้นสามารถที่จะทําอะไร ได้รวดเร็ว ทำได้หมด ผมบอกว่าระวังนะเป้าบุ้นจิ้นน่ะเข้าเปึ้นเทพ แต่ผมกลัวว่าสามหน้า ห้าห่วงจะเปึ้นเทพเหมือนเขาหรือไม่ แล้วเราก็เห็นกันไปแล้วใช่ไหมครับท่านประธาน
ท่านอาจารย์
ผมอีกนิดเดียว ผมบอกแล้วผม จะพูดแค่ ๒ หมวด
คือ อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าท่านอาจารย์จะมีรอบสอง รอบสามแน่นอน ขอยืนยันว่าจะได้พูด เต็มที่ทุกหมวดแน่นอน
ผมขอตรงนี้ให้หมดสิ้นกระบวนความ อีกนิดเดียวตรงนี้นะครับ
ขออีก ๑ นาทีก็ได้ครับ
ท่านประธานครับ ป.ป.ช. นี่เราไป กำหนดอำนาจหน้าที่เขาที่เขาดูแลทั้งภาคการเมืองและภาคราชการ ผมว่ามั่นใหญ่โต มโหฬารจนสิ้นกําลังที่เขาจะทําได้ ท่านจะแยกอย่างไร จะมี ป.ป.ช. ประจำกระทรวง เหมือนในต่างประเทศหรือไม่ ผมเองไปศึกษาดูงานเรื่องพวกนี้ก็พบว่าในบางประเทศเขามี ป.ป.ช. ประจำกระทรวง เราจะแยกระหว่างการเมืองกับภาคราชการหรือไม่ ผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา ท่านประธานทราบไหมครับว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่ท่าน ร่างมาในป้ ๒๕๔๐ เกือบจะไม่ได้ทำงานเลย ใช้งานไม่ได้เลย เพราะเขาเหมือนผู้ตรวจการ กระทรวง ไม่มีผิดเลย รอให้คนร้อง ไม่มีอำนาจในการที่จะเริ่มงานก่อน เปึ้นผู้ตรวจ คือผู้ นั่งรอให้คนร้อง ร้องเสร็จ เมื่อมีอํานาจในการฟัองศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผมส่ง เรื่องไปกี่ครั้ง ๆ เขาก็เรียกคนที่ผมบอกว่ากระทำผิด เช่นพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต โทรคมนาคมก็ดี กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่ไม่ชอบก็ดี พอไปบอกผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา ท่านประธานทราบใช่ไหมครับ เขาบอกว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตกลงไม่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมไปอีกทางหนึ่งศาลรัฐธรรมนูญ กลับบอกว่าเปึ้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วเขาก็ไม่ยอมส่ง ตกลงผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทำหน้าที่เพียงแค่เอาเรื่องที่ผู้ร้องไปบอกผู้ถูกร้อง ให้ผู้ถูกร้องชี้แจง ชี้แจงเ์สร็จก็เรียกผู้ร้อง มา เขาบอกเขาตอบว่าอย่างนี้ ท่านประธานครับ ออมบุดส์แมน (Ombudsman) ที่ท่านร่างไม่ใช่อย่างนี้ เยอรมันมีออมบุดส์แมน ที่ไหนมีออมบุดส์แมนมันไม่ใช่อย่างนี้
เข้าใจ ครับแต่ว่า
สุดท้ายนิดเดียวครึ่งนาที ท่าน ประธานอย่าเพิ่งขัดสิครับ
ก็เกินเวลาไป ๓ นาทีแล้วนะครับ
ก็ผมขอว่าทีละช่วงท่านก็ไม่ยอม ท่านบอกว่าใครอยากจะพูดหมวดไหนก็พูดไป พอผมพูดแล้ว ท่านประธานถามจริง ๆ เถอะผมพูดออกนอกเรื่องไร้สาระหรือเปล่า
มิได้ครับ คือมีหลายท่านที่ต้องการพูด
โอเค ครึ่งนาที ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทุกอย่างดีหมด เพียงแต่ขอให้คำนึงสักนิดหนึ่งได้ ไหมว่า ที่ผ่านมาผมชื่นชอบมาก ให้คำนึงสักนิดหนึ่งว่าท่านพลาดได้บ้างไหม ถ้าเกิดท่าน พลาดในข้อกฎหมาย แต่ในเรื่องของการไต่สวนท่านทำ ผมคาดว่าท่านไม่พลาด แต่ถ้า ข้อกฎหมายท่านพลาด มีโอกาสให้เขาอุทธรณ์กับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ไหมในเฉพาะ ข้อกฎหมาย ทําให้เขาได้รับความคุ้มครองสิทธิมากขึ้นตรงนี้ เราพอจะทํากันได้ไหม แค่นั้น ละครับท่านประธานครับ แล้วถ้าผมมีโอกาส ผมจะขอเรื่องเกี่ยวกับภาคสารบรรณ การเมือง และความสัมพันธ์ของสถาบันการเมือง ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ให้สัญญาครับ ขอบพระคุณมากครับ เดี๋ยวขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ขอเข้าคิวหน่อย นะครับ ท่านเจ้าหน้าที่กรุณาช่วยจดคิวด้วยนะครับคนต่อไป ประเดี๋ยวผมจะอ่าน ตรงนี้ก่อน แต่ก่อนที่ท่านจะยื่นขึ้นพูดนั้นผมขอเวลานิดหนึ่งว่ามีทางเจ้าหน้าที่รายงาน มาว่า กลัวจะเข้าใจผิดเรื่องบัตรลงคะแนนนะครับ เขามีไว้ชุดเดียวและท่านจะต้อง ใช้ประโยชน์อย่างอื่นด้วย เพราะฉะนั้นขอให้ติดตัวไว้ อย่าทิ้งไว้ที่นี่เปึ้นอันขาดเพราะ มีชุดเดียว นี่ก็เจ้าหน้าที่ขอให้เรียนให้ท่านทราบนะครับ ในตารางการพูดของผมมี ท่านพิเชียร์ แล้วก็ต่อไปก็คุณรุจิรา ขอเชิญคุณพิเชียร ๒๐ นาทีครับ
ขอก่อนได้ไหมคะ เพราะว่ายัง ไม่ได้พูดเลย ๑ นาทีขอเสียมารยาทนิดหนึ่งนะคะ
ได้ครับ
ขณะนี้เวลาเกือบเที่ยงครึ่งแล้วนะคะ กองทัพเดินด้วยท้อง ขอเสนอให้หยุดพักประชุมก่อนดีไหมคะ ไปรับประทานอาหาร กลางวัน แล้วค่อยมาประชุมใหม่ มิฉะนั้นจะค่อย ๆ หายกันออกไปรับประทาน มันจะดู ไม่เปึนระเบียบ เสนอให้พักการประชุมแล้วก็นัดมาประชุมใหม่เพื่อไปรับประทานอาหาร กลางวันค่ะ
ผมเข้าใจว่าธรรมเนียมปฏิบัติเราหมุนเวียนกันไปรับประทานอาหารกันนะครับ เพื่อไม่ให้ เสียช่วงจังหวะของการอภิปราย กรุณาคิดว่าพี่น้องประชาชนฟังอยู่ด้วยนะครับขณะนี้ ถ้าเขาขาดตอนไปแล้วก็เสียอรรถรสพอสมควร เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาว่าหมุนเวียน กันไปรับประทานอาหารดีกว่าครับ เชิญคุณพิเชียร ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่รักทุกท่าน เพื่อนสื่อมวลชน พี่น้องประชาชนที่รอรับฟังอยู่ทางบ้าน นะครับ กระผมรู้สึกยินดี แล้วก็เปึนเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาทํางานในหน้าที่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ กระผมคิดว่าวันนี้จะเปึนวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่จะจารึกไว้ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอแนวทางและความคิดเห็นเพื่อ ประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและ ประชาชน กระผมใคร่ขอเสนอ อาจจะเรียกว่าเปึนแนวทางความคิด ๑๐ ประการ เพื่อ ประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
ประการที่ ๑ กระผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้น่าจะมีการลดอํานาจรัฐ มิให้เข้มแข็งจนเกินไป เพราะนี่เปึนประเด็นใหญ่ที่สุดที่ก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองที่ผ่าน มา คือเราไปสร้างรัฐบาลที่ โอเวอร์ เพาเวอร์ (Over power) มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ จนเกินไป จนทำให้พี่น้องประชาชนไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลนั้น ๆ ได้ เมื่อเปึ้นดังนั้น แล้วก็ก่อให้เกิดการกระทําผิด แล้วก็การทุจริตคอร์รัปชั่นต่าง ๆ ตามมามากมาย กระผม อยากจะเห็นความสมดุลของอํานาจทางการเมือง คําว่า ความสมดุลของอํานาจทาง การเมือง หรือที่เรียกว่า บาลานซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Balance of power) ของฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายตุลาการ และอยากจะให้เพิ่มอีกฝ์ายหนึ่งคือฝ์ายประชาชน จะขอ อนุญาตว่าให้มีความสมดุลทางการเมืองของทั้ง ๔ ฝ์าย ในการร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา ตรงนี้จะเปึนประโยชน์ต่อส่วนร่วมอย่างยิ่ง อย่าให้อำนาจฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งมีมากจนเกินไป เพราะว่านักปรัชญาในอดีตอย่างท่านมองเตส กิเออร์ ของฝรั่งเศส ก็บอกไว้แล้วว่า ประชาธิปไตยถ้ามีความสมดุลก็จะถ่วงดุลกันเอง แล้วก็จะไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า มิสคอนดักต์ (Missconduct) หรือว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ข้อที่ ๒ นะครับ ขอให้เพิ่มอำนาจให้ภาคประชาชนให้มากขึ้นเพื่อเข้าสู่จุด สมดุล เพราะว่าขณะนี้อํานาจของภาคประชาชนมีน้อยเกินไปครับท่านประธาน อํานาจ ของประชาชนในการที่จะตรวจสอบ ติดตาม ถ่วงดุล และลงโทษฝ์ายการเมืองที่กระทำผิด คิดไม่ชอบมีน้อยเกินไป น่าจะเพิ่มขึ้นมา การเพิ่มขึ้นมานั้นจะทำได้อย่างไร ก็ขอท่าน ทั้งหลายได้ช่วยกันเสนอแนะ อันนี้จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าภาคประชาชนนี่คือทั้งประชาชนธรรมดาสามัญ แล้วก็องค์กรประชาชนต่าง ๆ ได้มี โอกาสที่จะมีส่วนร่วมเข้าไปตรวจสอบทั้งหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ อาจจะเข้าไปในรูป ของการเปึนกรรมการหรือว่าจะเข้าไปในรูปอื่น เปึนในรูปของกรรมการตรวจสอบ อันนี้ ก็จะดียิ่ง พอจะช่วยถ่วงดุลมิให้ราชการหรือนักการเมืองกระทำออกนอกลู่นอกทาง
ข้อที่ ๓ ขอให้รัฐธรรมนูญใหม่เปึนความหวังของประชาชนอย่างแท้จริง ในข้อนี้ผมอยากจะเสนอว่าสิ่งใดที่เปึนความหวังและเปึนความเรียกร้องต้องการ อย่างแท้จริงของมหาชน ขอให้บรรจุสิ่งนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน เพราะว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาแล้ว แล้วก็ไม่ได้สร้างความหวังให้กับ ประชาชนอย่างแท้จริง กระผมคิดว่าจะเปึนความล้มเหลวครั้งใหญ่ของการร่าง รัฐธรรมนูญครั้งนี้นะครับ ผมอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญที่ช่วยสร้างความหวังให้กับ ประชาชนในทุก ๆ ด้าน นำความหวัง ความเรียกร้องต้องการของมหาชน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง คุณภาพชีวิต วิถีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และเปึนวิถีชีวิต เปึ้นคุณภาพชีวิตในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอให้พวกเราช่วยกันส่งเสริม หลักการที่สําคัญของระบอบประชาธิปไตยคือหลักการเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ของเรา กระผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะประสบความสำเร็จเปึ้นที่ยอมรับของมหาชน และพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศจะลงมติยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ
ในข้อที่ ๔ ครับท่านประธาน ขอให้มีการกระจายอำนาจสู่ประชาชน ในระดับล่างให้มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะ อบต. อบจ. หรือเทศบาลเท่านั้น แต่ควรให้ประชาชน มีสิทธิจัดตั้งเปึนชุมชน เปึนประชาสังคม เปึนประชาคม ที่จะมีสิทธิ มีส่วน มีเสียงเพิ่มขึ้น และอาจจะได้รับงบประมาณบางส่วนจากรัฐบาลด้วย ทั้งนี้เพื่อไปถ่วงดุลกับ อบต. อบจ. และเทศบาล ซึ่งขณะนี้มีข่าวหน้าหูมากว่าอาจจะมีสิ่งที่เรียกว่าการทุจริตต่าง ๆ ค่อนข้าง จะมาก
และข้อที่ ๕ นะครับท่านประธาน ผมอยากจะให้มีการสร้างกลไก การพัฒนาการเมืองภาคประชาชนขึ้นมา ตรงนี้สามารถกระทำได้ โดยจะมีทั้งสภาพัฒนา การเมืองแห่งชาติ เพื่อให้มีแผนแม่บทในการพัฒนาการเมือง (ฉบับที่ ๑) เริ่มต้นขึ้นไป เพราะเราคิดจะทํากันมา ๔๐ – ๕๐ ป้แล้ว แต่ก็ทําไม่สําเร็จ และในข้อที่ ๕ นี้นอกจาก เพื่อให้มีการสร้างการพัฒนาการเมืองภาคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมอยากจะ ให้มีบทลงโทษทางสังคมที่เรียกว่า โซเชียล แซงก์ชั่น (Social sanction) ต่อไปข้างหน้า ถ้ากฎหมายใดไม่สามารถที่จะจัดการกับนักการเมืองฉ้อฉล ไม่สามารถจัดการกับ หน่วยราชการที่ทุจริตได้ก็ให้มีมาตรการลงโทษทางสังคม ที่เรียกว่า โซเชียล แซงก์ชั่น จะเปึนอย่างไรขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหลายได้ช่วยกันลองคิดดูว่าจะมี มาตรการลงโทษทางสังคมได้อย่างไรต่อนักการเมืองและข้าราชการ และแม้กระทั่งองค์กร ต่าง ๆ ที่กระทําการทุจริตมิชอบ
ข้อที่ ๖ ขอให้แก้ไขนิยามคำว่า ผู้เสียหาย ในกฎหมาย ป.ป.ช. เพื่อเป่ด โอกาสให้ประชาชนและกลุ่มประชาชนสามารถฟัองร้องข้าราชการ หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่าง ๆ ที่ประพฤติมิชอบได้ เพราะว่าขณะนี้คํานิยามของผู้เสียหาย ของกฎหมาย ป.ป.ช. นั้นแคบเกินไป แล้วก็ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะไปฟัองร้อง ในฐานะผู้เสียหาย ตรงนี้เปึ้นเรื่องใหญ่มากที่สําคัญมากครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราได้แก้ไขเป่ดโอกาสให้ประชาชนเปึ้นผู้เสียหายได้ เหมือนในสหรัฐอเมริกานี่ อันนี้จะ เปึ้นประโยชน์ อย่างยิ่งเลยทีเดียวครับ และข้อต่อไปข้อที่ ๗ นะครับ ผมอยากจะเห็นการ ทำให้การเลือกตั้งทุกระดับบริสุทธิ์ยุติธรรม และเที่ยงธรรม ผมอยากจะเห็นการเลือกตั้ง และก็คณะกรรมการการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม แล้วก็มีความเปึนอิสระ เปึนกลาง และเปึน ธรรมอย่างแท้จริงนะครับ ช่วยกันทำให้ปลอดการซื้อเสียง ขายเสียง ซึ่งตรงนี้จะเปึนหัวใจ สําคัญของการเข้าสู่อํานาจของบรรดาทั้ง ส.ส. ส.ว. อบต. อบจ. อะไรทั้งหลายนะครับ ว่าการเข้าสู่อํานาจนั้นต้องเปึนการเข้าสู่อํานาจที่ถูกต้องและชอบธรรมนะครับ
และข้อที่ ๘ ผมอยากจะเห็นการปฏิรูปสื่อเสรี ซึ่งการปฏิรูปสื่อเสรีนี้ก็มีอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ อยู่แล้วนะครับ อยากจะให้มีการพัฒนาให้ดีขึ้น แล้วก็มีกฎหมายลูกที่รองรับอย่างถ้วนทั่วนะครับ ผมอยากจะเห็นฟรีทีวี (Free TV) บ้านเรามีมากขึ้น และก็เวลาไพรม์ ไทม์ (Prime time) ของฟรีทีวีบ้านเรานี่เปึนรายการที่เปึนประโยชน์แล้วก็มีสาระมากขึ้น แทนที่จะเปึนรายการ ที่มีแต่บันเทิงเพียงด้านเดียวนะครับ แล้วก็นอกจากนั้นกระผมอยากจะเห็นวิทยุชุมชนและ เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นเปึนไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจัดระเบียบที่ดีนะครับ และ เอื้ออำนวยประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
แล้วก็ในข้อที่ ๙ ผมอยากจะให้องค์กรอิสระเปึ้นอิสระอย่างแท้จริง เพราะว่าองค์กรอิสระของเรานี่มีปัญหาในเรื่องของความไม่เปึนอิสระ แล้วก็การเข้าสู่ ตําแหน่งขององค์กรอิสระนั้นอาจจะมีข้อครหา ผมก็อยากจะให้องค์กรอิสระต่าง ๆ ได้เปึน อิสระ และทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็ในข้อสุดท้ายนะครับ ผมอยากจะ เห็นการแก้ไขช่องโหว่ทั้งหลายที่มีในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เปึนการป่ดช่องโหว่ที่บรรดา ศรีธนญชัยทั้งหลายพยายามที่จะหาช่องโหว่ คือแทนที่ว่าเมื่อเห็นช่องโหว่แล้วจะป่ดช่อง โหว่ กลับน้ำช่องโหว่นั้นมาแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งส่วนตัวและก็พวกพ้อง ก็อยากจะให้ ป่ีดช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ แล้วก็เป่ดโอกาสให้ มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ดีงาม ให้เปึ้นประชาธิปไตยยุคใหม่ที่มีการปฏิรูปการเมือง มีการพัฒนาภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชนให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ในท้ายที่สุด ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนความหวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง ผมขออนุญาตเสนอ ความคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าคงเปึนประโยชน์แด่พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ ทางบ้านทุกท่านนะครับ กระผม พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ และก็ถ้าหากว่าท่านทั้งหลาย มีข้อคิดเห็นใดที่กระผมจะเปึนตัวแทนของท่านได้ ท่านก็เสนอมาที่ผมได้ตลอดเวลา ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์พิเชียร์ ท่านใช้เวลาไม่ถึงที่กำหนด ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณรุจิรา
(รองศาสตราจารย์รุจิรา เตชางกูร ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่ ในที่ประชุมใช่ไหม คุณอุทิศต่อนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม อุทิศ ชูช่วย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตท่านประธานสภาที่จะนำเสนอเจตนารมณ์ ทั้ง ๓ ประเด็น เพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำไปประกอบบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่เรากําลังดําเนินการร่างอยู่ในขณะนี้ ๓ ประเด็นที่อยากจะ กราบเรียน ประเด็นแรกเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และการกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่น ประการที่ ๒ เรื่องการตรวจสอบอํานาจรัฐผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
ประการที่ ๓ การพัฒนาสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็ง ทั้งหมดนี้ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานสภาในประเด็นที่ ๑ และประเด็นที่ ๒ ตามลำดับ ครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในโลกยุคปัจจุบัน นั้น การกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่นนั้นเปึนเรื่องที่จําเปึนและสำคัญอย่างยิ่ง อยากจะให้ ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับว่ามีการรับรองสิทธิไม่ว่าจะเปึนสิทธิสตรี สิทธิเด็ก คนชรา ผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนชุมชนท้องถิ่นนะครับ ที่สำคัญก็คือชุมชนท้องถิ่นที่จะต้อง ได้รับสิทธิในการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองก่อนที่สิทธิการใช้ทรัพยากรนั้น ๆ จะตก ไปยังส่วนกลางนะครับ เช่นยกตัวอย่างนะครับ ว่าท้องถิ่นใดมีทรัพยากรที่มีค่าไม่ว่าจะ เปึ้นรังนก ไม่ว่าจะเปึนแร่ ไม่ว่าจะเปึนน้ำมันครับ สิ่งเหล่านี้ก็ควรจะบรรจุอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับว่าเปึนสิทธิของชุมชนนั้น ๆ ที่ควรจะได้รับประโยชน์จาก ทรัพยากรในท้องถิ่นนั้น ๆ ก่อนตามสัดส่วนที่เหมาะสมนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า มีความสำคัญและจำเปึนมาก เพราะว่าชุมชนท้องถิ่นเหล่านั้นเขาอยู่ใกล้กับทรัพยากร เขาจะต้องรับทั้งผลดีและผลกระทบที่เกิดจากการน้ำทรัพยากรนั้นมาใช้นะครับ ไม่ว่า จะเปึนมลภาวะในด้านต่าง ๆ นะครับ ชุมชนท้องถิ่นเหล่านั้นจะเปึ้นผู้รับ เพราะฉะนั้น ชุมชนท้องถิ่น องค์กรท้องถิ่น ทุกรูปแบบครับที่มีทรัพยากรอยู่ในท้องถิ่นควรจะได้ใช้ ประโยชน์ และเปึ้นสิทธิในขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะตราไว้ให้ชัดเจนนะครับ ว่าเปึนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ชุมชนท้องถิ่นควรจะได้รับ
ประการต่อมาครับ ท่านประธานที่เคารพ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ไม่ว่าจะเปึนมาตรา ๔๖ การจัดการท้องถิ่น เช่น ชุมชน ท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิที่จะอนุรักษ์ฟุ๋นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม การบำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้นะครับ และก็การมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์ อยากจะให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้ให้ชัดเจนนะครับว่าสิทธิดั้งเดิม ของชุมชนที่จะอนุรักษ์ฟุ๋่นฟูเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าได้ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้จะทําให้การพัฒนาขับเคลื่อนประเทศ การพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นของเราเจริญก้าวหน้า ในที่สุดทําให้ประเทศของเราพัฒนาก้าวหน้าไปได้ ครับท่านประธานครับ
ประการต่อมาครับ ที่อยากจะให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้บรรจุไว้ นะครับ นั่นก็คือสิทธิการเข้าร่วมกับรัฐในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความ หลากหลาย และเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ถือว่าเปึ้นอีกประเด็นหนึ่งครับที่ควร จะกำหนดไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับสิทธิองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ผมคิดว่า จำเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องตราไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นก็คือหลักการนะครับ ที่ได้เคยตรา ไว้ในป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘๓ นะครับ การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำ เท่าที่จำเปึน เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือประโยชน์ของ ประเทศชาติ ห้ามกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการของการปกครองตนเองตาม เจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หมายความว่าการกำกับดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะต้องทำเท่าที่จำเปึนเท่านั้นนะครับ เพราะเราเชื่อว่าองค์กรท้องถิ่นหรือประชาชนในท้องถิ่นจะสามารถดูแลปกครองตนเองได้ ไม่ควรที่จะตราหรือออกกฎหมายอื่นใดที่เปึนการขัดต่อเจตนารมณ์ของการปกครอง ตนเองของประชาชนในท้องถิ่น
ประการต่อมาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท้องถิ่นจะต้องมีอิสระในการ กําหนดนโยบาย การบริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง และมีกฎหมายกําหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจที่ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่สำคัญ มาก การกำหนดนโยบายที่มีความเปึนอิสระทำให้การบริหารงานบุคคล การบริหาร การเงิน การคลัง ก่อให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนา และก่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุขของพี่น้อง ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นอย่างมีหลักประกัน เพราะถ้าหากว่าองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเหล่านี้มีอิสระในการกำหนดนโยบาย จะสามารถทำให้สนองตอบความต้องการ ของพี่น้องประชาชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองนั้นได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เปึน การกำหนดโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งถือว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่พี่น้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของเราตระหนักแล้วก็ได้ให้ความสำคัญเปึนอย่างมาก จะเห็นว่าตั้งแต่การกระจายอำนาจ ไปสู่ท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมานั้นมีความอิสระในการกำหนดนโยบาย สามารถทำให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีนโยบายในการกำหนดนโยบายพัฒนาท้องถิ่นของตนเองนั้นให้ เจริญรุ่งเรื่องรุดหน้ามาจนถึงวันนี้นี่ผมคิดว่าเปึ้นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประการต่อมาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ให้มีคณะกรรมการพนักงาน ส่วนท้องถิ่นในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย ในการลงโทษ กรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น นี้จะต้องประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเปึนการถ่วงดุลในการ บริหารงานบุคคล ในการโยกย้าย ในการลงโทษพนักงานส่วนท้องถิ่น ก็ต้องระบุให้ชัดว่า จะมีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ดูแลในเรื่องเหล่านี้
ประการต่อมาครับ ท่านประธานครับ เรื่องสิทธิขององค์กรท้องถิ่นในการ บำรุงรักษาศิลปะจารีตประเพณี การจัดการศึกษา ท่านประธานครับ ต้องถือว่าเปึนหน้าที่ และสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะได้มีโอกาสจัดการศึกษา อบรม ฝ๊กอาชีพ ตามความต้องการของบุคคลในท้องถิ่น หรือตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ครับผมคิดว่าเปึนเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะประกันสิทธิและหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดการศึกษา การอบรม และการฝึ๊กอาชีพ สิ่งเหล่านี้ต้องถือว่าเปึนหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสิทธิที่ จะดูแลในเรื่องของการศึกษาให้กับลูกหลานในท้องถิ่นนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ประธานเพื่อเปึนแนวเปึนกรอบให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้นําไปพิจารณา ซึ่งถือว่า เปึ้นสิ่งที่พี่น้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบนะครับ ไม่ว่าจะเปึน อบต. เทศบาล หรือ อบจ. นะครับ เราได้เรียกร้อง เราได้เสนอความคิดเห็นในสิ่งเหล่านี้มาโดยลําดับ วันนี้ เราได้มีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปึ้นฉบับที่จะต้องเปึ้นที่ยอมรับของพี่น้อง ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องท้องถิ่นทุกระดับนะครับ นั่นก็คือในเรื่องของการจํากัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งของผู้ดํารงตําแหน่งในทาง การเมืองในระดับองค์กรท้องถิ่น หรือไม่ว่าจะเปึนนายก อบต. นายกเทศมนตรี นายก เทศบาล และนายก อบจ. ที่จำกัดสิทธิ กำหนดวาระ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าควรจะให้เปึนสิทธิของพี่น้องประชาชนที่จะเปึนผู้ตัดสินว่า ผู้ดำรง ตําแหน่งทางการเมืองในระดับท้องถิ่นนั้นควรจะได้บริหารท้องถิ่นนั้นต่อไปหรือไม่ ถ้าคน เหล่านั้นหรือองค์กรเหล่านั้นเขาได้บริหารท้องถิ่นด้วยความโปร่งใส ด้วยการมีผลงาน เปึ้นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าเขาจะดำรงตำแหน่งในวาระ ๒ วาระแล้วก็ตาม ก็ควรจะมอบสิทธินี้ให้กับประชาชนเปึนผู้ตัดสินว่า ในวาระต่อ ๆ ไปเขาควรจะได้กลับ เข้ามาดํารงตําแหน่งเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่เปึนการตัดสิทธิโดยกฎหมาย ก็อยากจะให้ใส่ ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นมีวาระดํารง ตำแหน่งคราวละสี่ป้ ผมอยากจะให้เติมข้อความลงไปในส่วนของมาตรา ๒๘๕ วรรคสี่ เพิ่มเติมนะครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนอ่านให้ท่านประธานสภาได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ความเดิม สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นมีวาระ การดํารงตําแหน่งคราวละสี่ป้ โดยให้เติมข้อความดังนี้ว่า โดยไม่จํากัดวาระการดํารง ตำแหน่ง กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพว่า สิ่งเหล่านี้น่าจะมอบให้เปึ้นสิทธิของ ประชาชน ของชุมชนในท้องถิ่นที่จะตัดสินว่าเขาพร้อมที่จะเลือก หรือไม่เลือก หรือยอมรับ หรือไม่ยอมรับผู้บริหารท้องถิ่นเหล่านั้น อย่าให้กฎหมายมาเปึ้นผู้กำหนด ซึ่งผมเอง ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้เปึนความอึดอัด เปึนความไม่สบายใจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกรูปแบบ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะที่เปึนตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ขอให้สิ่งเหล่านี้ได้รับการบรรจุ ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเปึ้นอีกวาระหนึ่งที่พวกเราทุกคน คนไทยทุกคนจะได้มี ส่วนร่วมในการร่างกฎกติกาการอยู่ร่วมกันของสังคมของประเทศของเรานะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่า ประเด็นที่เรากําลังจะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ขอให้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของเสรีภาพ การเสมอภาค ภราดรภาพ และก็ประโยชน์ สุขของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคำนึงถึงชุมชนท้องถิ่นเปึนสำคัญครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมากครับ ก็กรรมาธิการยกร่างฯ คงได้ฟังอยู่นะครับ ตามกำหนดของผม คุณรุจิราก่อนนะครับ แต่คุณรุจิรายังไม่อยู่ในที่ประชุม ฉะนั้นเลยมาเปึ้นคุณวิทยาอยู่ไหม ครับ เชิญคุณวิทยาก่อน แล้วก็ท่านศาสตราจารย์จรัสต่อนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และมีโอกาสได้มาเปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาต เสนอความคิดเห็นเพื่อให้สมาชิก สสร. ช่วยพิจารณา และก็เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ เปึนแนวทางที่จะพิจารณาในการยกร่างฯ นะครับ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์ พอยท์ (Power point) ครับ ถึงมีคนน้อยก็ขอใช้
เชิญครับ อนุญาตครับ
ผมกราบเรียนนะครับในฐานะที่เปึนประชาชน คนหนึ่งและได้ดูบทบาทของรัฐบาลที่ผ่านมาก็เข้าใจว่าคําว่า รัฐบาล ในที่นี้ก็คือ ๒ ส่วน จริง ๆ ก็คืออํานาจรัฐ อํานาจ และอีกส่วนหนึ่งก็คือทรัพยากร ทําไมที่เรากําลัง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๘ ผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังเจออยู่นะครับ ถึงเราจะไปร่าง รัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไร ถ้ายังอยู่ในกรอบที่เปึนอยู่ปัจจุบันนะครับ ผมคิดว่าสิ่งนั้น ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญต่อ ๆ ไป ๑๙, ๒๐ โดยที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ใช่อํานาจของการรัฐประหารหรือการใช้อํานาจยึด ก็อาจจะเกิดอำนาจจากประชาชนขึ้นมา ก็ต้องขอบคุณคณะ คมช. ที่ได้ดำเนินการในสิ่งที่ ถูกต้องที่ผ่านมา กระผมกราบเรียนครับ เนื่องจากที่ผมมองก็คือว่าปัญหาของเราก็คือ อำนาจมันกระจุก กระจุกอยู่ที่ตรงไหนครับ อยู่ที่ส่วนกลางที่กระจุกอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เรากําลังพูดรัฐธรรมนูญ เราจะแก้ป้ ๒๕๔๐ เพื่อให้สอดคล้องกับ ความเปึนจริง กระผมคิดว่าสิ่งนั้นอย่างเดียวไม่พอครับ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอในที่นี้ก็คือ เราควรจะมองกรอบก่อนว่าเราอยากเห็นโครงสร้างของการบริหารบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งเปึนตัวแทนของเราคือส่วนของรัฐบาลที่จะอยู่แบบอดีตหรือควรจะเปลี่ยนแปลงเพื่อ ให้สอดคล้องกับความเปึ้นจริง ผมเลยขออนุญาตเสนอกรอบความคิดขึ้นมาว่าถ้าจะเปึ้น อย่างนี้ในตามที่ควรจะเปึนควรจะมองที่ตรงไหน ในส่วนของอํานาจรัฐเราก็มองเห็นอยู่ ตลอดเวลานะครับว่าตั้งแต่ส่วนหนึ่งของการใช้ราชการ ข้าราชการ ระบบราชการ กฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาส่วนของการนำสู่การใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ของอำนาจต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดไม่สามารถที่จะแบ่งปันอย่างถูกต้อง ก็เลย คิดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะมองกลับไปในอดีตนะครับ จนปัจจุบัน ผมคิดว่าเรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิคงไม่ใช่เปึนกรณีแรกนะครับที่เกิดขึ้น ก็คือการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องในทรัพยากรที่จำกัดนี้และสร้างปัญหาอยู่ ปัจจุบัน การใช้งบประมาณในส่วนต่าง ๆ เปึนภาพที่คล้ายกับสุวรรณภูมิทั้งหมด เนื่องจากระบบ ที่เปึนอยู่ก็คือเราไม่สามารถที่จะทำให้มันดีขึ้นกว่านั้นได้ โดยเฉพาะในสิ่งที่ใช้ ยกตัวอย่าง นะครับ ของที่ควรใช้ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเปึน อายุเวลา ๕ ป้หรือ ๑๐ ป้ แต่ใช้ได้ ต่ํากว่านั้นทั้งหมด แม้แต่เครื่องไม้เครื่องมือที่เราใช้กันอยู่ในรัฐสภา ไม่ว่าจะเปึน เครื่องโน้ตบุ๊ก (Notebook) ที่ผมเอาไปใช้อยู่ ผมก็รู้สึกว่ามันเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเปึน นั่นก็คือเปึนเรื่องที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่าจะพิจารณาว่าทำอย่างไรที่เราจะปรับปรุงให้มันมี ส่วนที่ดีขึ้น กระผมในฐานะที่เปึนภาคเอกชนมีความจําเปึนอย่างยิ่งนะครับที่จะต้องต่อสู้ กับหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุน ต้นทุนเปึ้นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพในการที่เราจะแข่งขัน ไม่ว่าจากตัวเราเองหรือไปสู่การ เปลี่ยนแปลงกับการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ผมก็กราบเรียนว่านี่เปึนเรื่องสาระที่สำคัญ นะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าเรายิ่งมายิ่งอึดอัดกับการแข่งขันที่เปึน ผมเด็ก ๆ ก็เคยพยายามพูดว่า เอ๊ะ ทําไมต้องเปึนระบบการบริหารงานที่เปึนอยู่ปัจจุบันนี้ ทุกคนก็ บอกว่าเรายังไม่พร้อม ตอนนั้นอายุยังเพิ่ง ๑๐ กว่าขวบนะครับ ในเวลาเดียวกันปัจจุบันนี้ ก็ ๕๐ กว่าขวบก็ยังบอกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือกระจายอำนาจ แต่กราบเรียนนะครับ ๔๐ - ๕๐ ป้ที่ผ่านมา เงินเหรียญไทยนะครับ เงินบาทเทียบกับ เงินเหรียญมาเลเซีย เมื่ออดีต ๑ เหรียญมาเลเซียตอนผมเด็ก ๆ ประมาณ ๖ บาท ๗ บาท ปัจจุบันนี้เราเทียบกับเขาประมาณ ๑๐ บาท ต่อ ๑ เหรียญมาเลเซีย ในเวลาเดียวกัน ณ ตอนนั้นสิงคโปร์ก็มีค่าของเงินคล้ายกับมาเลเซีย แต่ปัจจุบันนี้เปึน ๒๕ บาท ถ้าเทียบ กับทางประเทศไต้หวัน เงิน ๑ บาทของเราอดีตเมื่อ ๒๐ - ๓๐ ป้ก่อนเราเท่ากับ ๒ หยวน ปัจจุบันนี้ ๑ บาทของเราเท่ากับ ๐.๘ กว่า ๆ ๐.๙ เทียบกับประเทศจีนเดี๋ยวนี้ก็คงจะ ใกล้เคียงหรือคล้ายกัน ผมกราบเรียนว่าใน ๓๐ – ๔๐ ป้ การพัฒนาที่เรากำลังภูมิใจว่า เราได้พัฒนาไปในระดับหนึ่งขึ้นมา ผมกราบเรียนว่าเปึนสิ่งที่น่าวิตก เพราะว่าเราไม่ได้สร้างความเข้มแข็งของตัวเราด้วยการเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านที่เรามี อยู่เลยนะครับ สิ่งที่สำคัญคือเราก็ขาดไปอีกเยอะ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ป์าไม้สมัยผม เด็ก ๖๐ – ๗๐ เปอร์เซ็นต์ยังมีอยู่ แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึ้นสิ่งที่ คิดว่ามันได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ปลาในทะเล ผมอยู่ภูเก็ตนะครับ ตอนเด็ก ๆ ไปตกปลา ออกไป ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ผมตกได้เปึน ๑๐๐ ตัวลงไปในทะเล เดี๋ยวนี้ไปล่อยน้ำอยู่ บางทีทั้งวันสักตัวก็ไม่ได้ ก็กราบเรียนว่าถ้าเรายังปล่อยให้สถานการณ์ที่เปึนอยู่อย่างนี้ แล้วก็การจัดการที่เปึนอยู่แบบปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถจะฟุ๋่นฟูและจะ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ นี่คือสิ่งที่เปึนอยู่อดีตและปัจจุบันก็คือว่า เรามีรัฐบาลกลาง เราเปึนผู้กำหนดนโยบายทุกอย่างที่เปึนมา แล้วก็ส่งให้จังหวัดซึ่งเปึน ส่วนของท้องถิ่น ส่วนจังหวัด ส่วนของภูมิภาคเปึ้นผู้ดำเนินการ จากนั้นก็ลงไปที่ทางส่วน ของท้องถิ่น อบต. อบจ. แล้วถึงลงไปที่ประชาชน ที่หลายคนได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ไอศกรีมกว่าจะถึงลงไปสู่ประชาชนมันก็หาย เหลือแต่แท่งแล้ว ซึ่งก็เปึ้นเรื่องของ ความเปึนจริง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเปึนอยู่อย่างนี้ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถได้สาระ อะไรจากการร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังทําอยู่ สไลด์ต่อไปก็ขออนุญาตว่าสิ่งที่ควรจะเปึนก็คือ ว่าเราควรจะมีรัฐบาลกลางที่ทําตัวเปึนพ่อแม่เท่านั้นเอง คือดูในภาพใหญ่ที่อะไรที่ควรจะ เปึ้นในส่วนของความมั่นคง การเมืองระหว่างประเทศ และนโยบายในภาคต่าง ๆ ในส่วน ของประชาชนควรจะเปึนส่วนกลาง เปึน เซ็นเตอร์ พอยท์ (Center point) หรือเปึ้นจุด ศูนย์กลางที่ทุกคนจะต้องมาดูแลให้การส่งเสริม สนับสนุน ให้ประชาชนมีศักยภาพที่จะ กินดีอยู่ดี แล้วก็มีเสถียรภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งผมคิดว่านั่นเปึนส่วนกลาง และส่วนรัฐบาลจังหวัดนะครับ ผมขอใช้คําว่า รัฐบาล ในที่นี้ เพราะที่เราพูดกันมา ตลอดเวลามันเปึนแค่จังหวัด หรือเปึน อบจ. อบต. ไม่สามารถที่จะมาทำตัวเปึ้นผู้ที่จัดการ หรือบริหารในส่วนของนโยบายต่าง ๆ ได้เลย ถ้าจะยกตัวอย่าง ขออนุญาตก็เปรียบเทียบ เช่น ประเทศจีน ผู้ว่าฯ มณฑลจีนมีอำนาจเท่ากับรัฐมนตรี กระผมเคยไปเที่ยวที่ จิ่วจ้ายโกว คิดว่าท่านประธานคงเคยมีโอกาสได้ไป ที่นั่นเมื่อก่อนนี้คือเปึนการตัดไม้ เพื่อเอาต้นไม้เอามาใช้ประโยชน์ มาทำเปึ้นทรัพยากรของท้องถิ่นที่จะมาใช้ แต่เนื่องจากว่ามีข่าวประชาชนไปเห็นเข้าบอกว่าที่ตรงนี้สวยอย่างกับวิมานเลย เหมือนกับสวรรค์ ขอให้ทางจังหวัดนี่พิจารณาเรื่องนี้ดู พอทางผู้ว่าฯ รับทราบเรื่องนี้เข้าไป ตรวจสอบเปึนจริงสั่งหยุดสัมปทานทุกเรื่องแล้วก็หยุด แล้วก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้มา เปึนการท่องเที่ยวแล้วก็ปรับปรุง สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ อาชีพของคนที่อยู่ตรงนั้น เดิมนี่คือตัดไม้เพื่อเปึนอาชีพ เขาดูแลให้เปึ้นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลป์าไม้ สร้างส่วนร่วม พวกเรา คนไปเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้น ในป์าสงวนแห่งนั้นจิ่วจ้ายโกว พวกเราสูบบุหรี่นี่จะมี บทลงโทษที่ต้องปรับ แต่คนที่อยู่ในตรงนั้นสามารถที่จะสูบได้ แต่ไม่ใช่ว่าโน้มน้าวให้เขา สูบนะครับ แต่มีการเชิงอบรมสั่งสอนเข้าไปเรื่อย ๆ ว่าควรจะงดและจะเปลี่ยน แต่สิทธิ ของเขาไม่ได้ขาดไปเนื่องจากการพัฒนาทันที แต่มีการเรียนรู้แล้วก็เปลี่ยนแปลง ผมอยากจะเห็นนะครับว่าบ้านเมืองเราควรที่จะมีโอกาสอย่างนั้นกับคนในท้องถิ่น จากการพัฒนาหรืออะไรต่างจากนโยบายต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เขามีโอกาสกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย สิ่งหนึ่งเขาก็บอกว่าเปึน ประเทศจีน ก็เปึนอํานาจมาจากส่วนกลาง อํานาจรัฐสั่งมาเลย ซึ่งผมก็ขอยกตัวอย่างว่านี่ เปึ้นส่วนหนึ่งของข้อเปรียบเทียบ แต่ถ้าจังหวัดทางญี่ปุ์น ผู้ว่าฯ ญี่ปุ์นก็ขึ้นมาจากการ เลือกตั้ง ซึ่งก็มีรัฐสภาเหมือนของเรา แล้วก็มีจักรพรรดิ์เปึ้นผู้นํา ซึ่งก็มีรูปแบบการบริหาร บ้านเมืองไม่ได้ต่างกับประเทศไทย ผู้ว่าฯ ญี่ปุ์นมาจากการเลือกตั้ง อํานาจเท่ารัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณกับท่านดอกเตอร์สมคิดเคยไปดูงานของผู้ว่าฯ โออิตะ มิสเตอร์ ฮามามัตซึ์ ซึ่งก็เปึนผู้ที่ริเริ่ม วัน วิลเลจ วัน โปรดัคท์ (One Village One Product) จนได้รับรางวัลแมกไซไซ เหตุผลที่ไปเริ่มเรื่องตรงนั้นทั้งหมดเพราะท่านเคยเปึนอธิบดีหรือรองอธิบดีกรมพัฒนาของ สภาพัฒน์นะครับ แล้วก็ไปร่วมงานกับทางผู้ว่าราชการ ลงไปรับเลือกเปึนรองผู้ว่าฯ ในทีมงานของผู้ว่าฯ โออิตะสมัยนั้น แล้วก็เปึนรองผู้ว่าฯ อยู่ ๒ สมัย หลังจากเรียนรู้ว่า ปัญหาของประชาชนคืออะไรก็ลงมาเลือกตั้งเปึนผู้ว่าราชการ แล้วก็เอาปัญหาต่าง ๆ มาทบทวน แล้วก็ปรับปรุงและแก้ไขโดยใช้แนวทางอยู่ ๕ ประการ ซึ่งผมไม่อยากจะพูดให้ เสียเวลา แต่ผมอยากจะเปรียบเทียบว่าถ้าหากว่าให้ในส่วนของจังหวัดมีส่วนของสิทธิหรือ อำนาจเท่ากับรัฐบาลสามารถกำหนดบทบาทตนเองได้ในส่วนของเศรษฐกิจ ปากท้อง ชาวบ้านในเรื่องของสาธารณูปโภคพึ่งจำเปึน โดยเฉพาะเรื่องของการบริการประชาชน เช่น ที่ดิน เรื่องทุกอย่างควรจะลงไปในจังหวัดให้หมด ไม่ควรจะมาดองหรือมาเก็บเกี่ยว อยู่ในส่วน เพราะการเข้าเกียร์ว่างในส่วนกลางไม่ว่าจะส่วนไหนก็แล้วแต่มันเปึนการเพิ่ม ต้นทุนให้กับพวกผู้ประกอบการไปเพิ่มต้นทุนให้แต่ละท่านทุกคนแม้แต่ประชาชน มันก็ สร้างให้ต้นทุนต่าง ๆ เกิดขึ้นของสังคม ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ในการเปลี่ยนแปลงของ รัฐธรรมนูญทั้งหมดนี้นะครับ อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง ผมเลยข้อเสนอ ท่านประธานเพื่อไปสู่สมาชิกพวกเราทุกท่านนะครับ โดยการขอให้มองโครงร่างเปึ้น ส่วนประกอบในการที่จะดําเนินการในการเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ ส่วนจะทําให้เปึน รูปธรรมอย่างไร ผมก็กราบเรียนว่าที่เรากําลังพูดในส่วนของรัฐธรรมนูญที่เรากําลังว่า แต่ละมาตรา ผมว่าก็คงหนีไม่พื้นที่มาของอำนาจ การใช้อำนาจ การตรวจสอบอำนาจ และก็การค้านอำนาจ แต่ถ้าเรายังพูดแต่ในมาตราต่าง ๆ ที่อยู่ในหนังสือ ผมก็ไม่คิดว่า เมื่อไรสิ่งนั้นจะเกิดความเปึนจริงให้กับประชาชน ผมเลยข้อเสนอโครงนี้เพื่อท่านประธาน ช่วยพิจารณาและก็ผมทราบว่าท่านก็มาจาก อะคาเดมิก (Academic) ก็มาจากส่วนที่ เปึ้นสถาบันของความคิด อยากจะให้ท่านช่วยใช้ประสบการณ์และก็การที่ท่านเคย เชื่อมโยงกับส่วนต่าง ๆ หลายแห่งซึ่งท่านก็มีประสบการณ์มากกว่าผมในหลาย ๆ ส่วน อยากจะให้ช่วยผลักดันการกระจายอำนาจที่เปึ้นธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ผมขอถือโอกาส เพราะผมตั้งใจอย่างยิ่งนะครับ มุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อทำขึ้น ผมก็ไม่ได้็ตั้งใจที่จะไปเปึน ส.ส. หรือ ส.ว. และโดยรัฐธรรมนูญเองก็ได้กั้นไว้แล้วนะครับ ภายใน ๒ ป้ คงไม่มีโอกาสและก็ไม่ได้ตั้งใจ และก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่าประชาชนจะได้รับ ประโยชน์สูงสุดจากพวกเราซึ่งมาจากหลาย ๆ อาชีพ ผมเข้ามาในที่นี้ตั้งแต่วันแรกรู้สึกว่า มีความภูมิใจมากที่เห็นเหมือนกับเปึนครีม (Cream) ของสังคม ผมก็อาจจะเรียกว่า ท็อปี ที่ม (Top team) ก็ได้ ถ้าเข้ามาอยู่ในนี้ที่สามารถจะมาแลกเปลี่ยนและก็ผลักดัน ต่างๆ ก็อยากจะกราบเรียนว่าข้อไม่มีข้อจำกัดกับพวกเราเพื่อดำเนินการสู่ การเปลี่ยนแปลง แล้วก็หวังว่าได้รับการสนับสนุน ก็ขอขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการ ยกร่างฯ นั้นมีนักวิชาการหลายคนอยู่ในนั้นแล้ว แล้วก็ผู้ที่ประสบการณ์ในการร่าง แล้วก็ จากภาคส่วนต่าง ๆ ข้อเสนอของท่านสมาชิกผมคิดว่ากรรมาธิการยกร่างฯ คงจะรับฟังไป ประกอบในการที่จะดำเนินการยกร่างฯ นะครับ เชิญท่านต่อไป ท่านอาจารย์จรัสถ้าจะพูด ต้องให้สัญญาณนะครับ แล้วทางฝ์ายเลขาฯ จะได้ขึ้นรายนามเอาไว้ ต่อไปขอเชิญ ท่านอาจารย์จรัสครับ เชิญครับท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จรัส สุวรรณมาลา สสร. ครับ กระผมอยากจะขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง กรอบแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมนี้สัก ๒ - ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ผมขอสนับสนุนท่านผู้ที่อภิปรายไปเมื่อก่อนหน้านี้นะครับว่า อยากจะเห็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเมือง ภาคพลเมืองนะครับ อยากจะเห็น การให้สิทธิกับพลเมืองในการตรวจสอบนักการเมือง สามารถดำเนินการเพื่อรณรงค์ให้ สาธารณชนสามารถแซงค์ชั่น (Sanction) นักการเมืองที่มีประวัติไม่โปร่งใส มีประวัติ คดโกง แล้วก็สามารถที่จะผลักดันให้ออกจากระบบการเมืองไปได้ ดังเช่นในบางประเทศ เช่น ประเทศเกาหลีเปึนต้นนะครับ
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน กระผมอยากจะสะท้อนความเห็นของ สาธารณชนนะครับว่าเราอยากจะให้เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เปึนการปฏิรูป การเมืองของประเทศไทยรอบที่สองนะครับ ซึ่งเราได้ทําไปแล้วเมื่อป้ ๒๕๔๐ เปึ้นการใหญ่ นะครับ ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเราจําเปึนต้องปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กับพลเมืองเสียใหม่นะครับ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองในความคิดของผม ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ ผมอยากจะเปรียบเหมือนกับตลาดครับ ในตลาดทางการเมือง เราอาจจะเปรียบได้ว่ารัฐบาลก็คือผู้ผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะ ประชาชนพลเมือง ก็เปึ้นผู้ซื้อและเปึ้นผู้บริโภคนะครับ ตลาดการเมืองไทยที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาครับว่า รัฐบาลใช้กลไกตลาดที่ชอบด้วยกฎหมายหลอกประชาชน หลอกประชาชนในที่นี้ก็คือ การทำให้ประชาชนตกเปึ้นเหยื่อของนโยบายการแจกฟรี ทำให้ประชาชนเห็นว่าทุกอย่าง ที่ได้จากรัฐเปึนของฟรีและกลายเปึนชนชั้นทาส ในที่นี้หมายถึงทาสของนโยบายแจกฟรี ทั้งหลาย และทำให้คนติดกับเรื่องการแจก การรอรับการบริโภค และไม่อยากจะ รับผิดชอบในสิ่งที่เปึ้นเรื่องของส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนหนึ่งก่อหนี้แต่ไม่ต้องการ ใช้หนี้และมาขอให้รัฐบาลช่วยยกหนี้ให้ อย่างนี้เปึ้นต้นนะครับ พลเมืองของเรานาน ๆ เข้า ก็กลายเปึนคนที่ไม่ได้ตระหนักว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีนะครับ ผมเข้าใจว่าปัญหานี้เกิดขึ้น ในหลายประเทศในโลกนี้ก่อนหน้านี้นะครับ แต่ว่าน่ากังวลมากที่สังคมไทย นโยบาย ของรัฐบาลที่ขายนโยบายแบบแจกฟรีทำท่าว่าจะอยู่ที่สังคมไทยไปอีกนานทีเดียว เพราะว่าสังคมไทยเปึ้นสังคมที่เติบโตมากับระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะปฏิรูป การเมืองได้มี ๒ – ๓ ประเด็นครับ ประการที่ ๑ กระผมอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สามารถทำให้กระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส การเลือกตั้งโปร่งใสนี่กระผมไม่ได้มองในกรอบ ของกฎหมายการเลือกตั้งที่เปึนอยู่ปัจจุบัน แต่อยากจะมองออกนอกกรอบนะครับ คือ อยากจะเห็นอย่างนี้ครับ พรรคการเมืองวันนี้เวลาจะเสนอนโยบายต่อประชาชนมีแนวโน้ม ที่จะเสนอนโยบายแบบเกินจริงนะครับ เกินจริงก็คือเกินความสามารถที่จะทำได้ เกิน วงเงินที่เก็บจากพลเมืองไปจริง ๆ นะครับ เวลารัฐบาลเสนอนโยบายต่อพลเมือง รัฐบาล จะไม่บอกว่านโยบายที่เสนอใช้เงินเท่าไร ทั้งที่ความจริงแล้วในระบบการคลังของเรานี่ พลเมืองจ่ายเงินไปก่อน ใช่ไหมครับ แล้วก็ไม่ได้บอกว่าตอนจ่ายเงินรัฐบาลจะทําอะไร ให้มา หลังจากจ่ายเงินไปแล้วเราจึงมีโอกาสที่จะเลือกว่าจะให้รัฐบาลทําอะไรให้กับเรา การเลือกตรงนั้นจะเลือกโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ กระบวนการของเราก็คือ จ่ายเงินไปก่อนแล้วก็เลือกบริการทีหลัง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงรู้ครับว่าแนวโน้มการเก็บ ภาษี ความสามารถทางการคลังของรัฐบาลในระบบงบประมาณป้ละเท่าไร แต่พรรค การเมืองทุกพรรคที่ผ่านมามีแนวโน้มที่จะเสนอนโยบายเกินวงเงินงบประมาณ เกินขีด ความสามารถทางด้านรายได้ ประชาชนก็จะเลือกพรรคที่เสนอบริการสาธารณะ จํานวนมากที่สุดเท่าที่จะทําได้นะครับ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาแล้วรัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะทํา ทางออกก็คือไปกู้เงิน แต่ไม่ได้บอกชาวบ้านเสียก่อนว่าจะกู้เงินเท่าไร เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ ผมอยากจะเห็นมาตรการที่จะให้พรรคการเมืองเสนอนโยบาย ในการเลือกตั้ง โดยประการที่ ๑ ก็คือต้องครอบคลุมแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านสวัสดิการสังคมนะครับว่านโยบายเหล่านี้รัฐบาลจะใช้เงิน เท่าไร ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนครับ ถ้าเกิดพรรคการเมืองเสนอ นโยบายเกินขีดความสามารถด้านรายได้หรือประมาณการรายได้ ต้องแสดงให้เห็นชัดว่า รัฐบาลจะหาเงินจากที่ไหนมา ถ้ากู้เงินต้องกู้เท่าไร ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้รัฐบาลหรือ พรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายนี่ใช้วิธีการเสนอนโยบายแบบแจกโน่นแถม่นี่ แล้วก็ ไม่บอกว่าจะได้เงินมาจากที่ไหน ประชาชนก็ตกเปึนเหยื่อของการถูกหลอกนะครับ ท้ายที่สุดแล้วเราก็กลายเปึนระบบ การเมืองที่ไม่โปร่งใสอยู่เหมือนเดิม ถ้าเราทำได้อยากจะเห็นกฎหมายการเลือกตั้งนี่ กำหนดให้ชัดเจนว่า การนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงที่มี ลักษณะไม่บอกจำนวนเงิน หรือเสนอนโยบายที่เกินจริงนี่นะครับ ต้องปรับเปึ้นผิด กฎหมายเลือกตั้ง เพราะว่าถือว่าเปึนการหลอกลวงประชาชนหรือเข้าทำนองโฆษณา เกินจริงนะครับ
ประการที่ ๒ ที่ผมคิดว่าน่าจะมีการปรับปรุงในรัฐธรรมนูญ ก็คือการทำให้ ระบบภาษีมีความเสมอภาคและโปร่งใส ท่านประธานที่เคารพ ที่ผ่านมานี่รัฐบาลของไทย เราได้ใช้อำนาจในการยกเว้นลดหย่อนภาษี โดยไม่นำเรื่องเข้ามาเสนอต่อสภา คือไม่ต้อง ทำเปึนพระราชบัญญัติ และก็เป่ดโอกาสให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ ในเรื่องนี้ทำการยกเว้นลดหย่อนภาษีโดยใช้อำนาจของฝ์ายบริหาร การยกเว้นลดหย่อน ภาษีทำให้เกิดความไม่เสมอภาคขึ้นในสังคม คนทั่วไปจะไม่ทราบว่าตัวเองเสียภาษี น้อยกว่าหรือมากกว่าคนอื่น หรือเสมอภาคกันแค่ไหน โดยหลักการปกครองแบบ ประชาธิปไตยเราทราบดีว่าการเก็บภาษี การกำหนดอัตราภาษีและฐานภาษีจะต้องเปึน กฎหมายเท่านั้นถึงจะถูกต้องตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ประเทศไทย ไม่ได้ทำอย่างนั้นครับ ผมเข้าใจว่าหลักการนี้ปฏิบัติมานาน จนกระทั่งว่าไม่มีใครสังเกต ด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองคราวนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ เราควร จะมีบทบัญญัติที่จะจำกัดอำนาจการยกเว้นลดหย่อนภาษีของรัฐบาล แล้วก็ให้มาตรการ เหล่านี้ต้องผ่านการออกกฎหมายของสภาน่าจะดีกว่านะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือการจำกัดอำนาจการก่อหนี้และการใช้จ่ายเงินของ รัฐบาลครับ ที่ผ่านมาการเมืองไทยของเรามีลักษณะเปึนการเมืองที่แปลก ๆ นะครับ คือ เราเป่ด รัฐบาลได้ใช้ช่องว่างของกฎหมายในการก่อหนี้และการสร้างภาระผูกพันทาง การเงินขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อหนี้และการสร้างภาระผูกพันทางการเงิน นอกระบบงบประมาณนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้กล่าวถึงกระบวนการใช้ จ่ายเงินการก่อหนี้ของรัฐบาล เฉพาะที่อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำป้เท่านั้น แต่ใน ความเปึนจริงประเทศไทยเรารัฐบาลใช้เงินงบประมาณเปึ้นจำนวนมากนะครับ ในการ บริหารประเทศและก็ในบางป้มากกว่าเงินในงบประมาณเสียอีก การที่กฎหมายการคลัง ของไทยเป่ดโอกาสให้รัฐบาลใช้วิธีการก่อหนี้และสร้างภาระผูกพันทางการเงิน ทั้งโดย เป่ดเผยและโดยไม่เป่ดเผย ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า อิมพลิซิท ไลบิลิตี้ (Implicit liability) นะครับ ทําให้ในระยะหลังเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ารัฐบาลเปึ้นหนี้เท่าไหร่นะครับ กฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะที่เพิ่งออกมาในป้ ๒๕๔๘ ก็ไม่ได้นิยามขอบเขต ของหนี้สาธารณะให้ชัดเจน และก็ที่สําคัญก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ เอาไว้เลย กระผมเข้าใจว่าปัญหาที่รัฐบาลทํามาในช่วง ๒ - ๓ ป้ก่อนหน้านี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลไปก่อหนี้กองทุนน้ำมัน รัฐบาลไปก่อหนี้อีกนัยหนึ่งก็คือการสร้าง หนี้สูญโดยผ่านรัฐวิสาหกิจและกองทุนสาธารณะ รัฐบาลไปก่อหนี้โดยผ่านกองทุน หมู่บ้าน ธนาคารคนจน และการประกันราคาสินค้า เหล่านี้เราดูเหมือนว่าถูกกฎหมาย เพราะว่าจริง ๆ แล้วนี่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบของการจัดตั้งกองทุนการใช้จ่ายเงิน ของภาครัฐเอาไว้ให้ชัดเจนนะครับ เพราะว่าไปเน้นแต่เรื่องกระบวนการใช้จ่ายเงิน ผ่านงบประมาณประจำป้เท่านั้น เพราะฉะนั้นน่าจะถึงเวลาที่เราจะได้ปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญของเราให้มีบทบัญญัติป่ดช่องว่างเหล่านี้เสีย ไม่ให้รัฐบาลก่อหนี้ หรือ ใช้จ่ายเงิน หรือสร้างข้อผูกพันทางการเงินนอกงบประมาณทำนองนี้อีกต่อไปนะครับ กระผมคิดว่าถ้าเรายอมรับหลักการเหล่านี้ เราจำเปึนต้องมีการออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญทางด้านการเงิน การคลัง และต้องแก้กฎหมายภาษีอากร และกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล รวมทั้งกฎหมาย เลือกตั้งด้วย กระผมขอเสนอเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมเรียนว่า ที่ต่อไว้นะครับ จะเปึ้นท่านรองศาสตราจารย์รุจิรานะครับ แล้วตามด้วยท่าน สสร. สุรพล เดี๋ยวเรียงตามนี้ เดี๋ยวท่านยกมือไว้
ท่านประธานครับ พอดีเจ้าหน้าที่บอกว่าเอกสาร ที่ผมมีเพาเวอร์ พอยท์ เมื่อกี้นี้ ต้องขออนุญาตท่านประธานถึงจะแจกได้ ก็ขออนุญาต
อนุญาตนะครับ ให้ทำแจกได้ เชิญท่าน สสร. รุจิราเลยครับ แล้วตามด้วยท่านสุรพลนะครับ
ความจริงที่ยกมือเมื่อสักครู่นี้นะคะ คือขออนุญาตไปรับประทานอาหารกลางวัน แต่ถ้าให้พูดก็ขอพูดนิดหนึ่งนะคะ ก่อนอื่น ก็ควรจะตั้งเปึนกรอบว่ารัฐธรรมนูญที่จะร่างใหม่จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับไหน เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้อ่านบทความของท่านอาจารย์เดโช ส่วนานนท์ นะคะว่า น่าจะ นําเอารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาเปึ้นตัวตั้ง และในบทความอันนั้นท่านอาจารย์เดโชเขียน ซึ่งถูกใจมากเลย ท่านบอกว่า น่าจะใช้ชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๕๐ นี่คือรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลัง จะร่าง โดยมีเหตุผลว่าฉบับ ๒๕๔๐ นี้ เปึ้นฉบับแรกที่ร่างโดยประชาชน ส่วนฉบับที่เรา กำลังจะร่างนี้ก็เปึนฉบับแรกที่ให้ประชาชนออกเสียงแสดงประชามติ อันนี้ก็คือชื่อของ รัฐธรรมนูญซึ่งน่าจะเปึ้นทิศทาง แต่ว่าถ้าท่านผู้อื่นมีความคิดอย่างอื่นก็ควรจะช่วยกัน รับฟังค่ะ
ขอบคุณครับ ก็ช่วยกันเสนอ เพราะวันนี้เปึนความคิดที่กว้างนะครับ แล้วท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านก็อยู่ทั้งในห้อง แล้วก็รับฟังไป ผมว่าช่วยกันเสนอน่าจะดีนะครับ ขอต่อด้วยท่าน สสร. สุรพลครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล สสร. ครับ กระผม จะขออนุญาตเพียงไม่นานนะครับ จะขออนุญาตกราบเรียนว่า จากการที่กระผม ได้รับราชการมาเกือบทั่วประเทศก็ดีนะครับ จากการที่ได้รับการศึกษาอบรมสั่งสอน จากครูบาอาจารย์มา มีความเชื่อว่าทฤษฎีกับปฏิบัติจะต้องไปด้วยกัน จะต้องปฏิบัติได้ บางครั้งทฤษฎีดีแต่ว่าปฏิบัติไม่ได้มันก็ล้มเหลว ระบบที่ดี คนที่ดี ชาติบ้านเมืองรุ่งเรื่อง ครับ ถ้าระบบไม่ดี คนดี พออยู่ได้ครับ ถ้าระบบดี คนไม่ดี มันก็ยังพอไปได้ แต่ถ้าระบบ ไม่ดีเลย คนก็ไม่ดีอีก บ้านเมืองไปไม่รอดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่กระผม ได้ศึกษารัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ กระผมมีความรู้สึกกว้าง ๆ อย่างนี้ครับว่า บางครั้ง เราได้วางระบบโดยนำเอาข้อยกเว้นมาเปึนหลักการ แล้วก็มีการเอาข้อยกเว้นนั้น มาใช้อย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งทำให้ระบบต้องเสียหายไป ยกตัวอย่างเช่น ในหลักการนี้ นะครับ ผู้แทนราษฎรนั้นควรจะมีหน้าที่ตรวจสอบฝ์ายบริหาร เราก็ศึกษาจาก ประวัติศาสตร์ว่า ประวัติศาสตร์ของการเมืองการปกครองไทยนั้น ฝ์ายบริหาร ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ก็มีแนวความคิดว่าทำอย่างไรจะให้เกิดฝ์ายบริหารที่เข้มแข็ง เกิดคำว่า สตรอง เอ็กเซคคิวทีฟ (Strong executive) ขออภัยที่พูดภาษาอังกฤษนะครับ ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้น ตอนนั้นเปึนรัฐบาลที่มาจากทหาร นะครับ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๑๔ ถ้าจำไม่ผิด ฝ์ายบริหารเข้มแข็งมาก แล้วก็นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แล้วในที่สุดก็พลังประชาชนก็ทำให้ฝ์ายบริหารในขณะนั้น ล้มเหลวไป แล้วมาถึงป้ ๒๕๔๐ นี้นะครับ จากวิวัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครอง เราก็เอาข้อยกเว้นมาใช้อีก เราทำให้ฝ์ายบริหารเข้มแข็ง การตรวจสอบฝ์ายบริหารโดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นทำได้ยากยิ่ง ต้องมีเสียงค่อนข้างมาก จะตรวจสอบรัฐมนตรี ระดับหนึ่ง จะตรวจสอบท่านนายกรัฐมนตรีต้องเสียงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งในที่สุดนี่โดยระบบ พรรคการเมือง ซึ่งก็กำหนดให้ฝ์ายบริหารเข้มแข็งอีก พรรคที่เปึ้นรัฐบาลมีความเข้มแข็ง มาก หัวหน้าพรรคมาเปึนนายกรัฐมนตรี เลยตรวจสอบอะไรกันไม่ได้เลยครับ ในที่สุด ระบบมันก็พังลงมา อันนี้กระผมอยากจะเรียนฝากไว้ว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า มัชฉิมา ปฏิปทา ก็อยากจะเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญว่าตรงนี้จําเปึ้นที่จะต้องพิจารณาครับว่า เราจะหาจุดแห่งความพอดีได้ อย่างไร เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้ฝ์ายบริหารเข้มแข็งเกินไป ผมมั่นใจว่าปัญหาเกิดมีอีก ครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าเกิดมีการหยุมหยิมมากเกินไปนี่ มันก็จะล้มลุกคลุกคลานอีก อย่างรุ่นสมัยท่านศาสตราจารย์หมู่อมราช่วงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อป้ ๒๕๑๘ ถ้ากระผม จำไม่ผิด ก็เกิดปัญหาความล้มลุกคลุกคลานครับ ท่านประธานครับคราวนี้มาถึงเรื่องที่ ๒ คือเรื่องตัวบุคคล เปึ้นที่น่าเปึนห่วงมากครับว่าสังคมไทยเราปัจจุบันนี้ เราลืมคุณธรรม จริยธรรม เราขาดคนที่เปึนสุภาพบุรุษในสังคมเรามากมายเหลือเกิน จนทำให้ระบบของ บ้านเมืองเรานี่เสื่อมทรุด กระผมอยากจะกราบเรียนว่าในความเห็นของกระผมเองนั้น ถ้าเรามีคนดี เรามีคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมสักหน่อยหนึ่ง บ้านเมืองเราคงไม่เปึนอย่างนี้ เราอาจจะไม่ต้องมาทําอะไรกันให้เหนื่อยยากลําบากอย่างนี้อีก เพราะฉะนั้นกระผม อยากจะขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า น่าจะเปึ้นหน้าที่ของคนไทยทั้งชาติ แล้วก็ เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เปึนโครงสร้างในการปกครองในการบริหารบ้านเมือง รัฐธรรมนูญน่าจะพูดถึงคุณธรรมจริยธรรม กระผมได้ฟังท่านสมาชิกเปึ้นจำนวนมาก ได้อภิปรายได้พูด กระผมมั่นใจว่าท่านคงนึกถึงตรงนี้อีกเหมือนกัน แต่ว่าการที่จะเขียน ลงไปในรัฐธรรมนูญนั้นก็อาจจะคิดว่ามันจําเปึนจะต้องเขียนหรือไม่อย่างไร ท่านประธาน ครับ กระผมจะขออนุญาตว่ากระผมได้ไปค้นข้อความจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต สถาน ค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ เข้าให้คำนิยามไว้นิดหนึ่งขออนุญาตอ่านนิดหนึ่ง เขาบอกว่า มีผู้พยายามให้คุณลักษณะของสุภาพบุรุษไว้หลายประการ สุภาพบุรุษเคารพ และให้เกียรติในสิทธิของผู้อื่น และต้องการให้ผู้อื่นเข้าปฏิบัติต่อเราเช่นเดียวกัน สุภาพบุรุษไม่มีพฤติกรรมต่อหน้าอย่างหนึ่ง ลับหลังอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เข้าปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความกรุณาโดยไม่คำนึงถึงฐานะทางสังคม สุภาพบุรุษไม่เล่า ไม่พูดความดี หรือคุณค่า หรือความไร้คุณค่า หรือความไร้ข้อบกพร่องของผู้หญิง นี่ครับ ผมขออนุญาตอ่านแค่นี้ครับท่านประธาน ทำอย่างไรเราถึงจะมีสุภาพบุรุษในสังคม ในบ้านเมืองเราได้มากขึ้น ทีนี้ถ้าพูดถึงคุณธรรมครับ เขาบอกว่าคุณธรรมนั้นหมายถึง คุณสมบัติทางความคิดของ คนที่เปึนคุณหรือเปึนประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างเสมอ ภาคซึ่งกันและกัน ทีนี้ถ้ามาจริยธรรมครับ จริยธรรมหมายถึงกริยาหรือความประพฤติที่ดี ที่เปึนธรรมที่ถูกต้องเปึนการกระทําความดี เปึนการกระทําที่ทําให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ โดยเสมอภาคซึ่งกันและกัน ท่านประธานครับ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานนี่ ก็เนื่องจากว่ากระผมพยายาม ศึกษานะครับว่า ในรัฐธรรมนูญนั้นได้พูดถึงเรื่องอย่างนี้ ไว้อย่างไรบ้าง ก็ได้ไปพบว่าในมาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้พูดไว้ในมาตรา ๘๑ พูดไว้นิดเดียวครับบอกว่า รัฐจะต้องจัด การศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้ มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ผมขออนุญาตอ่านแค่นี้ครับท่านประธานครับ ทีนี้ กระผมได้แนวความคิดว่าจากการที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นได้กําหนดว่าในเรื่องของ แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ในเรื่องของการปกครองท้องถิ่นก็มีการกำหนดว่า รัฐพึงส่งเสริมเรื่องการปกครองท้องถิ่น แล้วก็มีการกำหนดขั้นตอนว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ในกฎหมายแผนและขั้นตอนการ กระจายอำนาจ กระผมอยากจะเรียนฝากว่า ในเรื่องนี้ถ้าเราเห็นว่าสังคมไทยเรานั้น จำเปึ้นจะต้องพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบแล้วนี่ กระผมใคร่ จะขอฝากว่าให้มีการกำหนดในเรื่องของการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมไว้ กระผมไม่ใช่ นักกฎหมายครับ แต่ลองร่างขึ้นมานี่นะครับ ก็อยากจะเพิ่มในแนวนโยบายแห่งรัฐนะครับ บอกว่ารัฐพึงจัดให้มีการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมนะครับ อันนี้ก็ในรายละเอียดก็ว่า ไปนะครับ แล้วในวรรคต่อมานี่นะครับ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ตามวรรคแรก นะครับ ต้องให้รัฐเสนอแผนและขั้นตอน การดําเนินงานให้มีการปฏิบัติอย่างชัดเจนต่อ สภานะครับ นี่กระผมจะขออนุญาตเสนออย่างนี้นะครับ เพราะว่ามันจำเปึนแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะว่าสังคมไทยเราทุกวันนี้นะครับมีปัญหาในเรื่องเหล่านี้มาก ทำอย่างไรเราจะสร้างคนรุ่นใหม่นะครับ เยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความเปึ้นสุภาพบุรุษ ให้เปึ้น คนที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สำหรับคนรุ่นผมนี่อีกไม่นานก็คงจะไม่อยู่ในโลกนี้แล้วนะครับ ไม่เกิน ๕๐ ป้ ก็คงไปแล้วครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนฝากไว้ครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
เรื่องคุณธรรมดี ทั้งนั้นนะครับ จะใส่ไว้อย่างไรเท่านั้น ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ก็รับไว้ ท่านต่อไปนะครับ เปึ้นท่าน สสร. วิชัย แล้วจะตามด้วยท่าน สสร. กรรณิการ์ นะครับ ผมให้ทราบล่วงหน้า ส่วนท่านเดี๋ยวฝ์ายเลขาฯ ขึ้นไว้หมดนะครับ จนถึงท่าน สสร. จุตินันท์ แล้วต่อด้วยท่าน สสร. เกียรติชัย เชิญท่าน สสร. วิชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิชัย รูปขําดี สสร. ครับ ผมอยากจะกราบเรียนในประเด็นที่ไม่ยาวนักตามวาระที่กำหนดไว้นะครับ ผม ทราบว่าเราได้ตัดคำว่า กรอบแนวความคิด ออกไปจากว่าระนี้แล้ว คงจะเปึนเรื่องที่ เหลือว่าเปึนแนวความคิดแนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ก็อยากจะเรียน ในประเด็นที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาแล้วด้วย แล้วก็เปึนประเด็นที่อยากจะให้ผู้ที่ จะเข้ามามีบทบาทส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับว่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เราน่าจะใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปึ้นต้นแบบ เปึ้นตั้งต้น เนื่องจากว่า มีหลายเรื่องเปึนที่ยอมรับ แล้วก็เราก็มีเวลาจำกัด แต่ก็ยังอยากจะเห็นว่าในการ ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่น่าที่จะต้องไปติดยึดกับกรอบ หรือว่าสิ่งที่เปึนข้อกำหนดใน รัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ว่าการร่างนี่ก็แปลว่าเราสามารถที่จะคิดขึ้นใหม่ จัดทํา ขึ้นใหม่ รวมถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ ที่ควรจะได้พิจารณานี่เข้ามาใส่ด้วย ในแง่ของเวลา ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้ผ่านมานี่ ผมก็เชื่อว่าสังคมไทย สังคมโลกนี่มีอะไรที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ๑๐ ป้ที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลง แล้วก็มีหลายอย่างเกิดขึ้นใหม่ แล้วเราก็กำลังจะร่างเพื่อที่จะไปใช้กับ ๕ ป้ ๑๐ ป้ ในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรา ไปยึดเฉพาะป้ ๒๕๔๐ เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้วนี่ ผมเกรงว่าอาจจะทำให้เราลืมมองสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงไปเปึ้นที่น่าเสียดาย ผมอาจจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าในแง่ของการ เปลี่ยนแปลงนี่เรามีแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาที่นับว่ามีคุณค่า เช่น ในเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ซึ่งแน่นอนครับในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้กล่าวถึง แล้วถ้าหากว่าเรายึดเฉพาะ ป้ ๒๕๔๐ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคงจะไม่มีโอกาสเข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญแน่นอน ดังนั้น ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ที่จะเปึ้นผู้นำเสนอ ให้ความคิดเห็นแก่สภาร่างรัฐธรรมนูญว่าขอท่านอย่าได้มองเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับป้ พุทธศักราช ๒๕๔๐ เท่านั้น มีอะไรอีกตั้งเยอะที่น่าจะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันทํา ถ้าหากว่า เราไปมองเฉพาะที่เปึนตุ๊กตาไว้ ผมเกรงว่ามันจะคล้าย ๆ กับเราเอารถเก่าแล้วก็มาถอด อะไหล่ทีละชิ้น ๆ เปลี่ยน เริ่มถอดตั้งแต่กันชนไปเพราะว่ากันชนไม่ดี ถอดเบรกเพราะว่า เบรก็ไม่ดีไม่มีความสมดุลอะไรอย่างนี้นะครับ ไปจนถึงไฟท้าย เสร็จแล้วเลยได้ รัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้โครงสร้างเก่าจนเกินไป ตรงนี้ก็อาจจะทำให้เปึ้นเรื่องที่น่าเสียดาย นะครับ เราคงจะต้องนำเอาข้อมูล นำเอาสิ่งที่เปึนงานวิจัย นำเอาสิ่งที่เปึนข้อสรุปทั้งใน เชิงวิชาการ ในเชิงบทเรียน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วก็คาดการณ์ว่าในอนาคต มันน่าจะมีอะไรที่เรายังมองไม่เห็นในปัจจุบันบ้าง เพื่อให้ช่วยมองว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะ นำไปใช้ในอนาคตมีประเด็นที่น่าจะครอบคลุมสิ่งที่ควรจะเปึ้นในอนาคตด้วย ผม ยกตัวอย่างอีกสักนิดหนึ่งในแง่ของที่จะเปึนผลทางลบ เราพบจากงานวิจัยจำนวนมากว่า สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบครอบครัว การเฝั้าระวังทางสังคม มีความอ่อนแอ ดังนั้น ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่มีแนวทางแนวคิดที่จะทําอย่างไรให้มีระบบ ของสังคมที่สามารถจะเฝั้าระวัง แล้วก็ปกปัองความไม่มั่นคงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเปึน มนุษย์ที่อยู่ในสภาพด้อยโอกาส อ่อนแอ ไปจนถึงมนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มสูงวัย ก็จะช่วยให้ รัฐธรรมนูญได้มองกลุ่มคนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ฉะนั้นในเบื้องต้นผมขอเรียนฝากทั้ง ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ แล้วก็ผู้ที่จะให้ความคิดเห็นประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้กรุณาคิดถึง แนวทางแนวคิดที่กว้างกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อด้วย
ท่านประธานครับ ขออนุญาตก่อนนะครับ เมื่อกี้ผม ถูกพาดพิง ขอแก้ข้อกล่าวหาด้วย ขออนุญาตก่อนได้ไหมครับ ขอลัดคิวก่อนได้ไหมครับ ท่านประธาน
เมื่อกี้พาดพิง นะครับ
พาดพิงครับ ผมนั่งอยู่ข้างนอกได้ยินครับ
สั้น ๆ นะครับ
คืออย่างนี้ครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทรงเกียรติทุกท่าน ผม มนตรี เพชรขุ้ม นะครับ คืออย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ ผมในนามของท้องถิ่น ในภาคของท้องถิ่นนี่เข้ามา ๓ ท่าน ซึ่งก็มีเทศบาล ๒ แล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบล ๑ คือผม ทั้งประเทศนะครับ เมื่อกี้มีผู้ที่อภิปรายก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ไม่จําเปึนต้องเอ่ยชื่อนะครับ ท่านก็อภิปรายไป บอกว่าท้องถิ่นมีการโกงคอรัปชั่นกันเยอะ ซึ่งคำนี้ผมจะขอใช้สิทธิที่จะปกปัองชาวท้องถิ่นทั่วประเทศนะครับ เพราะผมเปึนตัวแทน ของท้องถิ่นทั่วประเทศ คือท่านครับ จริง ๆ แล้ว ผู้ที่อภิปราย ผมว่าไม่เข้าใจว่าท้องถิ่นเขา ทำอะไรกันอยู่ และท้องถิ่นต้องทำหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ถ้าถามว่ามองภาพจาก กรุงเทพฯ หรือท่านนักวิชาการทั้งหลายที่มองภาพไปจากกรุงเทพฯ นะครับ อาจจะมองว่า ท้องถิ่นไร้ความสามารถ และก็เปัาหมายคือการคอรัปชั่นนะครับ ตามที่ผมได้ยิน ถ้าผมพูด ไม่ผิดเมื่อกี้ และคำนี้ท่านที่พูดเมื่อกี้ก็พูดว่า คำนี้หน้าหูมากในการคอรัปชั่นของท้องถิ่น นะครับ อย่าลืมครับท่านว่าท้องถิ่นจะทําอะไร สักอย่างจะต้องมีคณะกรรมการเยอะแยะ เช่นว่าประชาคมของหมู่บ้าน ประชาคมของตำบล ประชาคมระดับอำเภอ ประชาคม ระดับจังหวัด มีการตรวจสอบ คณะกรรมการจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และก็ ผู้ทรงคุณวุฒิเปึนคณะกรรมการตรวจสอบทุกโครงการ ทุกเรื่องนะครับ ฉะนั้นผู้ที่กล่าวหา ตรงนี้ผมว่าท่านไม่ได้เข้าไปท้องถิ่นหรอกครับ นั่งว่าดภาพ นั่งนึกเอาที่กรุงเทพฯ มากกว่า นะครับ อยากจะให้เข้าไปที่พื้นที่บ้างนะครับ ไปสุราษฎร์ก็ได้ ไปที่ภาคใต้ส่วนไหนก็ได้ ทุกจังหวัดนะครับ ยิ่งถ้าตอนนี้ถ้าไปดูแถวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็ดีจะได้ลงพื้นที่พร้อม ผมเลยนะครับ ที่จะไปทำประชาคมหรือประชาพิจารณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านผู้มี เกียรติที่เคารพทุกท่าน จริง ๆ แล้วผมจะพูดเรื่องท้องถิ่นให้มากไปก็คงจะไม่ต้องมากไป เมื่อกี้ก็มีท่านอุทิศจากสงขลาก็พูด ไปแล้วครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ในมาตรา ๒๘๕ วรรคสี่ สิ่งที่อยากจะให้บันทึก และก็ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหมดได้พิจารณาด้วยว่าข้อนี้ ที่ว่าให้อยู่ในวาระได้แค่ ๒ วาระ อยากจะให้เพิ่มเติมว่าให้อยู่ได้ตลอดไป ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ท่านประธาน ไม่ต้องจับไม่ค์พูดก่อน ผมขออนุญาตก่อนนะครับ อย่าเพิ่ง ห้ามผม นิดเดียว
เมื่อกี้ท่านบอก พาดพิง ทีนี้ท่านต้องเอาแค่พาดพิง ท่านอย่าเพิ่งไปพูดเรื่องที่ คือคนเขาเข้าคิวอยู่ครับ
เดี๋ยวผมต่อคิวหลังนะครับ
เดี๋ยวค่อยถึงคิว ทีหลัง เมื่อกี้ท่านขอเรื่องพาดพิงเท่านั้นนะครับ
ครับ ขอบคุณครับ
ขอไปท่าน สสร. กรรณิการ์ และจะตามด้วยท่าน สสร. จุตินันท์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สสร. มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า ทางเราอยากจะเห็น ภาพของรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งไม่ใช่หน้าตาแบบเดิม ซึ่งเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก่อให้เกิดปัญหามากมาย จริง ๆ แล้วตัวรัฐธรรมนูญอาจจะดีแต่ว่าคนใช้นี่อาจจะเกิดมี ปัญหา ก็เลยทำให้เกิดข้อบกพร่องมากมายในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ก็มีจุดดีอีกเยอะ แต่อย่างไรก็ตามคิดว่าในหมวดว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพ อยากให้รัฐธรรมนูญบรรจุในเรื่อง ของการเคารพศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ ยังต้องคงอยู่เรื่องของศักดิ์ศรีของความเปึน มนุษย์ เพราะว่าเราคงต้องเท่าเทียมกัน คงไม่มีประชาชนชั้นสอง คงต้องมีประชาชน เหมือนกันหมด แต่ขณะนี้ในสังคมไทยเราก็ยังมีความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้ จะทำ อย่างไรจึงจะให้ทุกคนเกิดจิตสำนึกของการเคารพศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ที่เท่าเทียม กัน ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของสิทธิเสรีภาพ ก็คือการให้สิทธิเสรีภาพเสมอกัน ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของบุคคลเสมอกันในกฎหมายและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่เท่าเทียมกัน หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เพราะขณะนี้เราก็พบว่า แม้กระทั่งใน บางครั้งสภาแห่งนี้ก็ยังไม่เท่าเทียม สัดส่วนระหว่างหญิงกับชายก็ยังไม่เท่าเทียมกัน คือจะ เห็นว่าในสภาร่างรัฐธรรมนูญเรามีผู้หญิง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่เท่าเทียม แต่ก็ไม่ได้บอก ว่าจะต้องถึง ๕๐ : ๕๐ อย่างเมื่อเช้านี้มีท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอภิปรายว่า บางแห่งให้ถึง ๔๐ : ๖๐ อะไรประมาณอย่างนี้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งที่นำเสนอนี้เปึนมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เช่น เด็ก เยาวชน และบุคคล ในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอัน ไม่เปึนธรรม เด็ก เยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมจากรัฐ อย่างแท้จริง แต่คงไม่ได้หมายความว่าพอเด็กมีปัญหาก็ส่งไปอยู่บ้านเมตตา บ้านอะไร แต่ว่าการดูแลคุ้มครองคงจะให้คำนึงถึงสิทธิของความเปึนมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเปึ้นเด็ก เขาจะเปึนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องให้การดูแลที่เท่าเทียมกัน ขณะนี้เราพบว่าในสังคมไทยเรานั้นความรุนแรงนั้นสูงมาก ไม่ว่าจะเปึนความรุนแรง ในเด็กนะคะ ทุกระดับ ความรุนแรงในเด็กนี่ทั้งเกิดจากตัวเด็กเอง ทั้งเกิดจากตัวพ่อ แม่ ทั้งเกิดจากครูบาอาจารย์นะคะ เพราะว่าเด็กอยู่ในโรงเรียนถึง ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเปึนการบ่มเพาะ เปึนความรู้ประสบการณ์ของเด็กในการที่จะเติบโต เปึ้นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ที่ก้าวร้าวในวันนี้ก็เกิดจากเด็กที่ได้รับการสั่งสม ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีตนะคะ อาจจะเปึนส่วนหนึ่งตรงส่วนนั้น
อีกมาตราหนึ่งนะคะ ซึ่งคิดว่าจําเปึนต้องคงเอาไว้ก็คือรัฐต้องคุ้มครองและ พัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนา ความเปึนป๊กแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน รัฐต้องส่งเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาสให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเอง ได้ เหล่านี้เปึนภาพที่เราอยากจะเห็นว่าสังคมเราที่เมื่อกี้ท่านผู้อภิปรายท่านหนึ่งบอกว่า ขณะนี้เด็กเยาวชนหรือคนของเรานั้นคุณธรรมยังน้อยอยู่นะคะ เพราะว่าสังคมเรา ตลอดระยะเวลาหลายสิบป้มานี้เราถูกสั่งสมให้เปึ้นลักษณะของบริโภคนิยมนะคะ ก็มัวแต่ จะทำอย่างไรถึงจะมีของดี ของราคาแพง กินอาหารหรู ๆ แต่จริง ๆ ไม่รู้มีคุณภาพหรือ เปล่านะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คิดว่าทําอย่างไรครอบครัวซึ่งเปึ้นจุดแรกที่สุดที่ จะส่งเสริมให้คนไทยเราทุกคนเติบโต แล้วก็เปึนคนดี และมีคุณภาพชีวิตอยู่ที่ครอบครัว เปึ้นหน่วยเล็กที่สุด ครอบครัวจะต้องเข้มแข็ง ครอบครัวจะอบอุ่นได้ก็มีสภาพเศรษฐกิจ สังคมที่ดีนะคะ เหล่านี้เปึ้นเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่อยากจะนําเสนอให้มีในรัฐธรรมนูญ ใหม่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะทําอย่างไรในรัฐธรรมนูญใหม่จึงจะลดอํานาจของ ทางรัฐให้ลดอำนาจลงมาบ้าง และขณะเดียวกันให้อำนาจของภาคประชาชนเพิ่มขึ้น นะคะ ซึ่งตรงนี้มีการพูดกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการกระจายอํานาจ เรื่องของ การบริหารงานแนวใหม่นี้นะคะ ก็คือการให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีอำนาจหน้าที่ มีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น การที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้นั้นต้องมีความเชื่อ ก่อนนะคะ จริง ๆ รัฐต้องมีความเชื่อก่อนว่าภาคประชาชนนั้นดูแลปกปัองคุ้มครองตนเอง ครอบครัว ชุมชนได้นะคะ ถ้ามีความเชื่อเหล่านี้รัฐจะมีหน้าที่ในการหนุนเสริม ส่งเสริม สนับสนุน ผลักดัน แล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ภาคประชาชนนั้นมีความเข้มแข็ง ซึ่งในส่วนนี้ อยากจะเสนอเรื่องของกองทุนส่งเสริมประชาสังคม แล้วก็การเมืองภาคประชาชน ทำอย่างไรจึงจะบรรจุ หรือว่าการจัด การทำ หรือผลักดันให้เกิดกองทุนขึ้นมาอยู่ กองทุนหนึ่งนะคะ ซึ่งเปึนกองทุนที่อิสระ มีคนเสนอนะคะว่าอาจจะมาจากธุรกรรมทาง การเงิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่จะให้เปึนกองทุนของภาคประชาชนในการที่จะทำงานส่งเสริม การทำงานในท้องถิ่นต่อไปได้นะคะ เหล่านี้คิดว่าเปึนสิ่งที่อยากจะเสนอเรื่องของการให้ อำนาจหน้าที่กับประชาชนมากขึ้น ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะ ไม่ได้มีส่วนร่วม มีส่วนร่วมอยู่แล้ว เพราะว่าเปึ้นอยู่ในส่วนของภาครัฐในระดับชาติ ระดับ จังหวัด ระดับอำเภอ ระดับท้องถิ่น ชุมชน ตำบล เหล่านี้ก็มีความเกี่ยวข้องกันนะคะ เพราะฉะนั้นรัฐมีหน้าที่ในการที่เปึนฝ์ายให้ และก็เชื่อว่าภาคประชาชนนั้นทํางานได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ และจะเปึนการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของภาครัฐในทุกระดับได้นะคะ ทีนี้ ทําอย่างไรจึงจะให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง เมื่อกี้ได้นําเสนอว่าถ้ามีกองทุนส่งเสริม ตรงส่วนนั้น ซึ่งขณะนี้ก็พบว่าบางแห่งก็เริ่มมีนะคะ เหล่านี้ทําอย่างไรจึงจะไปบรรจุใน รัฐธรรมนูญให้ปรากฏแล้วก็เอาไปทำงานได้จริง เราพบว่าภาคประชาคมในขณะนี้ จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานเรื่องของการผลักดัน พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาตินะคะ เราได้มี การเชื่อมประสานกับภาคประชาสังคม และก็สมัชชาสุขภาพในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล มาโดยตลอดระยะเวลา ๔ – ๕ ป้มานี้นะคะ ก็เกิดการร่วมกลุ่มของ ภาคประชาสังคมขึ้นมา ซึ่งร่วมกับภาควิชาการ ภาคการเมืองนะคะ คนเหล่านี้มีจิตสาธารณะสูง มีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อชุมชนตัวเอง เสียสละ ไม่มี เงินเดือน ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน แต่เสียสละทำงานให้กับชุมชน ทำอย่างไรจึงจะให้ ประชาชนเหล่านี้ร่วมกลุ่มกันและก็เข้มแข็งกันมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากที่มีกองทุนมา หนุนเสริมแล้วนี้ รัฐจะต้องหนุนเสริมอย่างไรจึงจะให้ภาคประชาสังคมเหล่านี้อยู่ได้ จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องการเงินอย่างเดียวนะ ต้องสนับสนุนในเรื่องของมิติของการช่วยเหลือทางสังคม มิติของจิตวิญญาณ การเข้าไปหนุนเสริมในทุกมิติ เหล่านี้จะทำให้ภาคประชาชน ภาค ประชาสังคมอยู่ได้ มีกำลังใจ ไม่ใช่ใช้เงินหว่าน เราคงไม่ได้ใช้เงินหว่าน ไม่ได้ใช้เงินเปึ้นตัว ล่อด้วย แต่เปึ้นตัวสนับสนุนทำให้กลไกในพื้นที่เดินได้ นอกจากนั้นแล้วยังมีมิติทางสังคม ทางจิตวิญญาณที่รัฐต้องหนุนเสริม
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการเป่ดโอกาส ในรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรจะเป่ดโอกาส ให้เกิดการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม เมื่อกี้มีท่านหนึ่งอภิปรายเรื่องของ การทําอย่างไรจึงจะให้รัฐ ขณะนี้นโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเปึนนโยบายสาธารณะ ส่วนใหญ่จะมาจากภาครัฐกําหนดลงไป ภาคท้องถิ่นเองนี้โอกาสน้อยมาก ส่วนใหญ่จะ เปึ้นทางการเข้าสั่งมาว่าให้ทําอะไรก็ทํา แต่ขณะเดียวกันภาคท้องถิ่นชุมชนถ้ามีความ เข้มแข็งพอนี่ก็รวมกลุ่มกันแล้วก็พัฒนานโยบายสาธารณะของชุมชนท้องถิ่นเองได้ เหล่านี้ น่าจะได้ปรากฏในรัฐธรรมนูญใหม่ อยากจะเห็นนะคะว่า ตรงนี้รัฐจะส่งเสริมกันอย่างไร เพราะปรากฏว่าจากการทำงานในเรื่องของการทำพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาตินี้ เราพบว่ามีหลาย ๆ พื้นที่มีรูปแบบตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องของการที่เขาร่วมกลุ่มและเขา ผลักดันนโยบายได้เอง เช่น ที่อำเภอเขาสมิ่ง จังหวัดตราด มีพื้นที่สาธารณะแห่งหนึ่งไม่มี การจัดการอะไร ชาวบ้านร่วมกับนายอำเภอ ประชาคมในอำเภอนั้นก็ร่วมกันจัดสรรที่ใน การใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ทรัพยากรในบริเวณพื้นที่สาธารณะซึ่งเปึนไผ่ เปึนป์า ต้นไผ่ก็จะมี หน่อไม้ มีเห็ด มีอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็มีการจัดสรร เพราะฉะนั้นเปึนนโยบายที่กำหนดว่า ไม่ใช่ใครมือยาวสาวได้สาวเอา แต่มีการจัดสรรว่าใครจะไปใช้ทรัพยากรในพื้นที่ตรงนี้ จะต้องเอามากิโลกรัมละกี่บาทที่จะต้องจ่ายให้กับกองทุน เพื่อจะดูแลพื้นที่เหล่านี้ อีกตัวอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดนครปฐม โดยประชาคมลุ่มน้ำจังหวัดนครปฐม นะคะ ประชาคมมีความเข้มแข็งมาก เขาให้ความเคารพกับการที่เด็กเยาวชนมาทำงาน เรื่องของการอนุรักษ์แม่น้ำท่าจีน ก็จนถึงรวมกลุ่มโรงเรียนในลุ่มน้ำท่าจีนประมาณ ๔๐ โรง วัดอีก ๔๐ วัด ที่อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ปรากฏว่าเด็กนักเรียนไปเรียนจนไปเรียนรู้การ อนุรักษ์แม่น้ำท่าจีนจนพัฒนาเปึนหลักสูตร ซึ่งใช้ในจังหวัดนครปฐม ขณะนี้ขยายผล ไปถึงขั้นถึงเด็กเหล่านี้ที่มาทำงานเพื่อส่วนร่วมมีโอกาสที่ไปเรียนต่อเข้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ด้วยโควต้า (Quota) ซึ่งไม่ใช่ด้วยการสอบแบบเอเน็ท (A-NET) โอเน็ท (O-NET) อะไรเหล่านี้ แต่เปึนการเข้าเรียนด้วยความรู้ประสบการณ์จาก การที่เขาได้ลงไปทำงานจริง ๆ เขาเรียกว่าคนดี ไม่ใช่คนเก่ง เพราะฉะนั้นการคัดเลือก เหล่านี้เปึน สิ่งที่กําหนดเองในพื้นที่ ไม่ใช่รัฐมาเปึนคนกําหนด แต่เปึนการกําหนดโดย พื้นที่ท้องถิ่นเอง ซึ่งตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เกิดจากการที่ทั้งภาคประชาสังคม ทั้งภาครัฐต้อง ให้ความร่วมมือกันแล้วก็เห็นความสำคัญพ้องต้องกันนะคะ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะนำเสนอในส่วนของรัฐธรรมนูญก็คือ เรื่อง แนวนโยบายแห่งรัฐ ไม่ว่าจะเปึนการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ไม่ใช่เฉพาะแต่เด็ก เยาวชนนะคะ อยากจะนำเสนอว่าแม้กระทั่งพวกเราทุกคน คนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกวัย แต่อาจจะไปเน้นหนักที่เด็กเยาวชน แต่ต้องทุกกลุ่มทุกวัยก็ต้องส่งเสริมกันอยู่ดี คนอายุ เยอะไม่ใช่หมายความว่าจะมีคุณธรรมใช่ไหมคะ อย่างไรก็ต้องให้ความรู้กันอย่างนี้ ตลอดเวลา ไม่จำเปึนว่าจะต้องทำเฉพาะเด็ก เยาวชนนะคะ ตรงนี้คิดว่าเปึนแนวนโยบาย แห่งรัฐที่น่าจะได้ปรากฏ เพราะว่าดูในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้ปรากฏเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมเท่าไร ถึงแม้ว่าจะเปึนนามธรรม แต่ว่าขณะนี้รัฐบาลชุดนี้เองก็กำหนดเปึนวาระแห่งชาติว่าด้วย เรื่องของคุณธรรม เราจะเปึนสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน เราจะส่งเสริมคุณธรรม แม้กระทั่ง การศึกษาก็ไปใช้เปึ้นนโยบายว่าด้วยเรื่องของคุณธรรมนำการศึกษา เหล่านี้เปึ้นต้น มันต้องเริ่มต้นหลังจากที่เราผ่านวิกฤตการณ์ของสถานการณ์ที่เลวร้ายที่มุ่งไปสู่ทุนนิยม บริโภคนิยมมากขึ้น อย่างไรเราจะกลับมาสู่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมให้มากขึ้น สุดท้ายขอประชาสัมพันธ์ว่าในวันที่ ๒๖ – ๒๘ มกราคมนี้ จะมีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและตลาดนัดคุณธรรม ครั้งที่ ๒ ที่ศูนย์การประชุมสิริกิติ์ ก็ขอเชิญผู้ที่มีคุณธรรมคนไทยทุกคนเข้าร่วมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
รวมไว้หมดตอน ประชาสัมพันธ์ ท่านต่อไปห้ามประชาสัมพันธ์แล้วนะครับ ขอท่านต่อไป ท่าน สสร. จุตินันท์ และจะตามด้วยท่าน สสร. เกียรติชัย เชิญท่าน สสร. จุตินันท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี สสร. ผมมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ ซึ่งรู้สึกสมาชิกเองก็คงยังไม่ได้สัมผัส ในวันนี้
อันแรกก็คงจะเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจของผม ซึ่งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เรากำลังร่างอยู่ ที่ว่าสุดท้ายคงจะหนีไม่พื้นที่คงจะต้องใช้กรอบของป้ ๒๕๔๐ มาเปึนตัวตั้ง เพราะมันก็ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นี้ แล้วอย่างที่ ๒ ตามความ เข้าใจของมวลชนทั่วไปก็ถือว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นฉบับที่ดีที่สุดที่เราเคยมีมา แต่ถึงกระนั้น ก็แน่นอนจะต้องมีจุดอ่อนอยู่ อันหนึ่งซึ่งผมอยากจะฝากสมาชิกสภาร่างฯ ของเราไว้ก็คือ ในตัวรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ในกลไกของมันจากการที่มีบทบัญญัติ ระบุไว้มากมาย ซึ่งทำให้การปฏิบัติงานหรือการตีความมีปัญหาหรือติดขัดมาอย่าง ต่อเนื่อง เลยอยากจะเสนอแนะให้เราเอาตัวอย่างรัฐธรรมนูญจากต่างประเทศ บางประเทศซึ่งกําหนดแค่สาระสําคัญ แล้วก็ไม่ต้องลงไปในระดับบทบัญญัติทั้งหลาย ในรายละเอียด ให้ไปอยู่ในกฎหมายลําดับสํารอง ซึ่งจะทําให้การตีความมีโอกาสพัฒนา ตัวมันเองไปได้อย่างต่อเนื่องนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คงเกี่ยวกับจริยธรรม ซึ่งมีอยู่ในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งสําหรับผมเองคิดว่ามันเปึ้นเสือกระดาษ มวลชนทุกคน ก็ให้ความหวังไว้ แต่สุดท้ายนี้ ในการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ไม่เปึ้นรูปธรรมในเรื่อง จริยธรรมทั้งหลาย สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคงจะมีแค่ ๒ – ๓ ประเด็นสั้น ๆ เช่น ทำอย่างไร ให้สามารถเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม ตามมาตรา ๗๗ ข้อ ๑.๑ ข้อ ๑.๒ เพราะว่าปัจจุบันนี้ในการตรวจสอบของคณะกรรมการประมวล จริยธรรมไม่สามารถทำได้หากไม่มีการร้องเรียน ส่วนอันที่ ๒ ก็คงอยากจะให้มี เพิ่มรายละเอียดตัวกำหนดบทลงโทษ อย่างชัดเจนและเด็ดขาด ถ้าเข้าข่ายข้อ ๑.๑ ข้อ ๑.๒ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปเลยนะครับ ท่าน สสร. เกียรติชัย และจะตามด้วย ท่าน สสร. สมเกียรติ เลขาฯ จุดตามรายการของ ท่านชาลี ไว้ด้วย เชิญท่านเกียรติชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สสร. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ก็อยากจะมีส่วนร่วมในการที่จะแสดงถึงทิศทาง แนวโน้มหรือกรอบที่อยากจะให้ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณา กําหนดเปึ้นทิศทางซึ่งจะร่างขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังทํากันอยู่นี้ ผมจะพูด อย่างสั้น ๆ พอสมควรในระยะเวลาที่กำหนดให้ เอาอย่างนี้ก่อนโดยภาพรวมที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ก็คือ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะทำกันอยู่นี้มีพื้นฐานที่อยู่บนหลักการของปรัชญา ที่กำหนดให้เกิดความเสมอภาค ความยุติธรรม และก็ความมีมนุษยธรรม ผมคิดว่านี่เปึน ปรัชญาหลักสำคัญที่จะต้องให้มีไว้โดยรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างขึ้นนี้ ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าถ้าหากปราศจากหลักการ ๓ เรื่องใหญ่ ที่รัฐธรรมนูญ ไม่สามารถสร้างความเสมอภาค สร้างความยุติธรรม และก็สร้างความมีมนุษยธรรมให้ เกิดขึ้นได้แล้วจะเรียกว่า รัฐธรรมนูญประชาชน หรือเรียกว่ารัฐธรรมนูญอะไรก็เราดูจะ ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง อันนี้เปึนภาพรวมบนปรัชญาพื้นฐานที่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เกิดขึ้น ผมจะพูดประเด็นในช่วงนี้ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพเปึ้นสำคัญในช่วงแรก เรื่องสิทธิเสรีภาพโดยภาพรวมเท่าที่ไปดูในรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นว่า เรื่องเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพนี่แทบทุกฉบับก็พูดไว้ และก็เราต้องยอมรับว่า ดีพอสมควร แต่ที่ต้องยอมรับก็คือว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ สมบูรณ์ขึ้นมากทีเดียว แทบจะไม่มีอะไรจะต้องแก้ไขมากมายนัก อาจจะ นํามาใช้ได้พอสมควร นอกจากบางเรื่องบางอย่าง ที่สําคัญก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นี่ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพที่สำคัญ ๆ ไว้น่าสนใจมาก เช่น สิทธิในเรื่อง สิ่งแวดล้อม สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา ท่านประธานครับ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะว่า ขณะนี้กระแสโลกาภิวัตน์ระบบการเมือง โดยเฉพาะในระบอบอะไรที่เราเพิ่งผ่านมา เราได้ เห็นแนวโน้มของทุนชาติมันเชื่อมกับทุนข้ามชาติ แล้วก็เข้ามาล้วงเอาทรัพยากรธรรมชาติ ของชาติเรา ภูมิปัญญาของเรา มาล้วงสิ่งเหล่านี้เอาไป แนวโน้มที่ว่านี้ชี้ให้เห็นถึงความ พยายามที่กลับไปสู่ความคิดของเจ้าอาณานิคมอย่างเดิม คือเอาสิ่งเหล่านี้มาเปึน เครื่องมือในการขยายอํานาจโดยที่เราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ แม้จะมีบทบัญญัติเรื่องสิทธิเหล่านี้ไว้สมบูรณ์ขึ้น แต่ก็ดูจะมี เปึ้นการบัญญัติไว้เปึนแต่ตัวหนังสือเสียมากกว่า ดูเหมือนจะไม่เคยใช้ แถมองค์กรอิสระ ทั้งหลายก็ดูจะง่อยเปลี้ยเสียขาไปเสียหมด ไม่มีการนำเอามาใช้บังคับ ดูตัวอย่างง่าย ๆ แม้แต่พระราชบัญญัติป์าชุมชนที่กำลังทำกันมาหลายป้เหลือเกิน จนเดี๋ยวนี้ก็ยังออกมา ไม่ได้ นี่มันบอกอะไร มันไม่มีผลในทางปฎิบัติ หรือว่าสิ่งที่ตราเอาไว้นั้นมันเกือบจะไม่มีผล อะไรเลย ประเด็นนี้เองครับ ที่ผมอยากจะให้วางกรอบใหญ่ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้บัญญัติ ให้กำหนด ให้สร้างท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จะปล่อยกลไกต่าง ๆ ไว้ แต่ที่กรุงเทพฯ เห็นจะไม่ได้แล้ว นี่ก็กําลังจะเห็นกันว่าเรื่องการทํา เอฟทีเอ (FTA) กับ บางประเทศกับหลายประเทศ เร่งรีบทำกันเหลือเกินในกรุงเทพฯ นี่เอง ดูจะแทบไม่ค่อยได้ คำนึงถึง เคารพถึงผลกระทบในสิทธิชุมชน เรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติของ ชุมชน ปล่อยไว้อย่างนี้ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ จะเปึ้นแต่ตัวหนังสือ สวย ๆ เท่านั้นเอง ตรงนี้อยากจะให้ว่างกรอบเกี่ยวกับเรื่องสิทธิชุมชนต้องถ่วงดุลได้ ต้อง สร้างความเข้มแข็งตรงจุดนี้ให้มีขึ้น ต้องแก้ไขข้อบกพร่องตรงจุดนี้จากที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ นี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ นี้กำหนดเอาองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนเทศบาล อบต. เปึ้นเขตปกครองท้องที่นะครับ ตรงนี้ขอให้พิจารณาวางกรอบให้กว้างขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรากำลังจะร่างขึ้น เพราะว่าเวลาเราพูดถึงสิทธิชุมชน พูดถึงทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ นี่มันมีเรื่องแม่น้ำ มีเรื่องทะเล มันบอกขอบเขตได้ยาก มันกระทบทั่วไปถึง แบ่งเขตไม่ได้ในแง่ของผลกระทบ ทางธรรมชาติ ก็เราจะเขียนอย่างไรในรัฐธรรมนูญใหม่นี้ให้มันมีสํานึก มีเซนส์ (Sense) ที่ว่าชุมชนที่ว่านี้เปึนชุมชนฐานทรัพยากร ไม่ใช่แค่เขตปกครองท้องที่ เขียนอย่างไรให้เปึน ชุมชนฐานทรัพยากรให้เปึ้นสิทธิของชุมชน สิทธิและหน้าที่ขององค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นที่จะต้องทํางานร่วมกันอย่างเข้มแข็งขึ้น ในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นี้ ดูเหมือน จะระบุไว้ในมาตรา ๔๖ กับอีกบางมาตรา แต่ว่าพอไปตราเรื่องการปกครองท้องถิ่น จะเปึนเทศบาล อบต. ในทางปฏิบัตินี่ไปอยู่ในมาตรา ๒๘๐ กว่า มันห่างกันเหลือเกิน เพราะฉะนั้นกรอบใหญ่นี้ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาช่วยกำหนดให้มันเปึ้นเรื่องที่เชื่อมต่อกัน ในสิทธิของชุมชน ในสิทธิเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิของการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ วางแผนตัดสินใจร่วมกันกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ตรงนี้อยากจะเปึนกรอบอันหนึ่ง ที่อยากจะทำให้ชัดเจนขึ้นในเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิของการจัดการบริหาร เรื่องของกิจการ ของท้องถิ่นของตัวเอง มันมี ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่อยากจะฝากไว้เปึนข้อที่ท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาในเรื่องนี้ครับ ๑. คือเรื่องชุมชนกับ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนี่ต้องทําอย่างไรที่จะให้มาร่วมกันทํางาน อย่าไป กําหนดสิทธิอํานาจหน้าที่ให้แต่ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเปึ้นผู้จัดการ ฝ์ายเดียว ต้องคํานึงถึงสิทธิชุมชนเรื่องนี้ด้วย เพราะฉะนั้นกรอบตรงนี้ทําอย่างไร ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนให้มันเกี่ยวเนื่องสอดคล้องสอดร้อยไปพร้อมกัน ในขณะเดียว มันจะได้สงวนหรือว่ารักษาสิทธิของชุมชนในเรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ กับการทำงานร่วมกันในการบริหารจัดการกิจการของชุมชนที่มีองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นเข้ามากำกับดูแล
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะฝากไว้เปึนกรอบก็คือที่จะต้องตราอย่างไร ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังจะร่างกันขึ้นนี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรอย่างเรื่อง ป์าชุมชนที่ผมเอ่ยมาแล้ว ป์านนี้ยังจด ๆ จ้อง ๆ กันอยู่ยังไปไม่ถึงไหนสักที จะต้องตรา ลงไว้ในรัฐธรรมนูญที่กําลังจะร่างขึ้นนี้ไว้ อันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องซึ่งกระทบสิทธิชุมชน กระทบ สิทธิธรรมชาติแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว หากก้าวล่วงไปถึงเรื่องการทําสนธิสัญญา หรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่มีพันธกรณีต่อรัฐ ต่อประเทศของเรา ในระยะต่อไปผมอยากจะ เก็บไว้เพื่อที่จะพูดว่าในบรรดาข้อตกลงเหล่านี้มันจะต้องทำอย่างไรบ้างที่จะเป่ดช่องทาง สิทธิของการมีส่วนร่วมรับรู้และสงวนรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติในพันธกรณีต่าง ๆ ที่จะมีกับประเทศต่าง ๆ ยกตัวอย่างโดยเฉพาะในเรื่อง เอฟทีเอ ต่อไปนี้มีตรงไหนบ้างไหม ที่จะต้องมาให้สัตยาบันต่อรัฐสภา เดี๋ยวนี้รีบรวบรัดทำกันไปเพื่อที่จะให้ผ่าน ๆ เร็ว ๆ นี้ ก็เห็นว่าส่งเข้า ครม. ยังไม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ สิทธิชุมชนยังไม่ได้รับรู้ในเรื่องเหล่านี้ เลย แต่เขารับผลกระทบอย่างมากมายต่อพันธกรณีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ ผมว่าเรื่อง เหล่านี้จะต้องคํานึงเปึนกรอบหนึ่งที่น่าจะได้นําไปพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเปึนประเด็นสําคัญมาก ก็คือผมคิดว่าน่าจะนําเปึนข้อหนึ่ง ที่จะควรนำไปพิจารณากำหนดเปึนกรอบเรื่องเหล่านี้ คือการมีบทบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้ รับรองสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้มันดูเหมือนจะยังไม่พอ ผมคิดว่าน่าจะต้องบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังร่างขึ้นนี้ให้มีแผนพัฒนาการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาได้แล้ว เพราะเหตุว่าประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกชัดว่าเราเพิ่งจะเริ่มต้นเรื่องการกระจาย อำนาจไปให้ท้องถิ่น ต้องยอมรับว่ามันยังอ่อนแอ แล้วก็โกลาหลไปพอสมควร แต่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็กำหนดให้มีแผนพัฒนาการเมืองในกรอบใหญ่ระดับชาติ ผมว่า ถึงเวลานี้เวลาที่เรากําลังจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ เราก็รู้ประสบการณ์อ่อนแอในเรื่องการ บริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่จะกระจายอำนาจต่าง ๆ ไปให้่กับท้องถิ่น ผมจึงอยากเห็นกรอบร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ให้มีกําหนด ให้มีแผนพัฒนาการเมือง ท้องถิ่นขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ก็น่าจะช่วยให้แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจมีความ เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพดีขึ้นเปึนแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยหยั่งรากลึก ที่สำคัญกับบ้านเราต่อไป นี่ก็เปึนเรื่องซึ่งผมอยากจะเสนอในประเด็นแรก
เรื่องจากนี้ก็คือผมอยากจะพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งเปึน หัวใจหนึ่งของเรื่องสิทธิต่าง ๆ ที่เรากําลังจะพูดถึง โดยกรอบทั่วไปผมต้องยอมรับว่าที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ นี้ดีแล้วก็ยอมรับได้ที่มีกําหนดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเราก็ได้เห็น ได้ทราบ ได้รู้กันอยู่ตลอดมาในช่วงเวลาที่ผ่านมาใน การใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วว่าในทางปฏิบัตินั้นก็ยังมีการข่มขู่ มีการแทรกแซง อันนี้ ก็ทราบกันอยู่นะครับ มีการแทรกแซงข่มขู่ อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นหมวดนี้สำหรับที่จะตราไว้ ในรัฐธรรมนูญใหม่ก็คือผมยังคิดว่ากรอบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในส่วนที่เกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนตรงนี้ ๑. คงจะต้องนําเอาร่างทั้งมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ กลับคืนมาเพราะมันดีอยู่แล้ว ในประการต่อมาก็คือว่าการตรามาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ที่นำมาใหม่นี้จะต้องสร้างความเข้มแข็งในทางปฏิบัติให้เกิดขึ้น เพราะคราวที่แล้วเราบอกว่าดีแล้วแต่การแทรกแซงคุกคาม ข่มขู่มันก็ยังมีอยู่ เพราะนั้น ผมคิดว่าจะต้องทำให้เข้มแข็งขึ้น คงจะต้องเปึนข้อพิจารณาที่นำไปถึงโดยที่จะต้อง คํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ทํางานสื่อ โดยการนี้ก็น่าจะต้องพิจารณากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญที่จะส่งเสริมและรักษาสิทธิของผู้ทํางานสื่อด้วย ตรงนี้ขาดไปในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้ว นี่น่าจะเปึนส่วนหนึ่งซึ่งผมอยากจะฝากเปึนกรอบสำหรับ ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาในส่วนนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ จะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งไปดูเถอะครับ ทั้งมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ใช้คําว่า เสรีภาพ ทั้ง ๓ มาตราใช้คําว่า เสรีภาพโดยตลอด ไม่มีคําว่า สิทธิ ควบคู่กันไปเลย คือพูดถึงแต่เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชนแต่กลับมีนัยในการ กําหนดสิทธิของอํานาจรัฐ ในการจํากัดเสรีภาพซึ่งจะออกมาในรูปกฎหมายต่าง ๆ กํากับ เสรีภาพของสื่ออีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้อยากให้พิจารณาเปึนกรอบ คำว่า สิทธิ ควบคู่กับเสรีภาพด้วยและก็น่าจะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตราไว้ถึงสิทธิของ สื่อมวลชนด้วย ไม่ใช่พูดถึงแต่เสรีภาพเช่นสิทธิของการรายงานข่าวโดยวิชาชีพสุจริตควร ได้รับการคุ้มครองแค่ไหน ไม่ใช่รายงานข่าวผู้แทนด่าท่อกัน หมิ่นประมาทกันเองในสภา แต่ว่าพอเรารายงานข่าวไปสู่สาธารณะแล้วพลอยเปึนจำเลยไปด้วยทุกที่ด้วยข้อหาว่า เผยแพร่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อย่างนี้มันแย่ ในสถานะหนึ่งอยากเปึ้นบุคคลสาธารณะ ขณะเดียวกันก็อ้างสิทธิส่วนบุคคล บางทีทำไม่ถูกเหมือนกันนะครับ คือตรงนี้มัน เกี่ยวข้องกับผู้แทนราษฎรที่มีการคุ้มครองสิทธิเฉพาะตัวแต่ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของ สื่อมวลชน การรายงานโดยสุจริตโดยวิชาชีพ จากเรื่องที่พูดกันในสภากลายเปึนข้อจำกัด สิทธิกลายเปึนเรื่องซึ่งกำหนดขอบเขตเสรีภาพ ในเรื่องบุคคลสาธารณะที่เปึ้นผู้แทน หรือไม่ขอให้ช่วยดูประเด็นนี้ด้วย ที่จริงพวกผู้แทน อย่างนี้ต่างหากที่ต้องไปควบคุมดูแล ความประพฤติเขา ไม่ใช่พลอยเอาสื่อมวลชนไปติดร่างแหด้วย นี่ก็เปึนตัวอย่างง่าย ๆ ซึ่ง อยากจะให้ช่วยน้ําไปพิจารณาด้วยว่าจะทําอย่างไร ไม่ใช่พูดถึงแต่เสรีภาพแต่สิทธิต่าง ๆ ควรจะมีอะไรที่คุ้มครองให้มันแข็งแรงขึ้น ต่อมาก็คืออย่างที่เรียนไว้แล้วก็คือว่าแม้กระทั่ง ทั้ง ๓ มาตรา คือ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ จะดีแต่ว่าในทางปฏิบัติอย่างที่ ทราบว่ามันมีการแทรกแซงข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นได้ ก็คงไม่ต้องยกตัวอย่างมาว่า มันเกิดขึ้น ในรัฐบาลไหน ๆ นะครับ มันก็มีอยู่จริงแทบทุกสมัย การแทรกแซงหรือควบคุมจำกัดสิทธิ เสรีภาพของสื่อทำกันหลายรูปแบบรวมทั้งในเรื่องกฎหมายบางฉบับด้วย อย่างเช่น พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ป้เดียวกับป้เกิดของผมเลย จำแม่น ที่ใช้กันมาอยู่ได้ พอ ๆ กับ กฎหมายความมั่นคงภายในของประเทศเพื่อนบ้านที่รับมรดกมาจาก เจ้าอาณานิคมของ เขาใช้เปึนกฎหมายควบคุมสื่อมวลชนมาจนขณะนี้ ลิดรอนกดขี่สิทธิของสื่อมวลชนใน รูปแบบของอำนาจนิยมอย่างเห็นได้ชัด พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ นี้ก็ไม่ต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นได้ชัดว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่กลับไม่มีใครใส่ใจจัดการยกเลิกกัน เสียที่ พระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนฉบับที่ขายหน้าต่างชาติมากที่สุดเวลาผมไปประชุมกับ สื่อต่างประเทศในหลาย ๆ ประเทศ อวดโม้ ไม่ออกเลยว่าประเทศไทยมีสิทธิเรื่อง สื่อมวลชนเมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศแล้วเราดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ถูกหัวเราะเยาะเอาเวลาพูดถึงพระราชบัญญัติการพิมพ์ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นช่วยพิจารณาประเด็นนี้หน่อยครับ มันมีกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชนหลายฉบับ แล้วก็ขัดกับรัฐธรรมนูญชัดเจน ทําอย่างไรที่จะตรากฎหมาย หรือตรามาตราอะไรที่เกี่ยวกับสิทธิของสื่อมวลชน คุ้มครองในลักษณะซึ่งโยนทิ้งกฎหมาย ที่คร่ําครึเหล่านี้ มันขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ก็ใช้กันอยู่ได้ มันก็บอกให้เห็นแนวโน้ม อํานาจนิยมที่อยากจะใช้เปึนเครื่องมือในการครองอํานาจอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า มันมีแต่ ประเทศเผด็จการที่เปึนอํานาจนิยมเท่านั้นที่ใช้สิ่งเหล่านี้เปึนเครื่องมือในการบริหาร ปกครองอยู่ นั่นก็เปึนเรื่องหนึ่งซึ่งจะฝากเปึนกรอบในการที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะนําไปพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจะขอจบในเรื่องสิทธิ ในเรื่องข้อมูล ข่าวสาร เพราะเปึนเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันมาก เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนมันเกี่ยวข้อง จริง ๆ กับเรื่องสิทธิข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิในการได้ข้อมูล หรือว่าคำชี้แจง ของหน่วยราชการตามมาตรา ๕๙ เข้าให้สังเกตว่าในมาตรานี้เขียนเรื่องสิทธิของบุคคล เท่านั้น อยากให้พิจารณาถึงสิทธิของสื่อมวลชนด้วย ขององค์กรที่เกี่ยวข้องในการ รักษาสิทธิเหล่านี้ด้วย เพราะถ้าหากว่าสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนมันบอกไปถึงประพฤติ ปฏิบัติของสื่อมวลชนมันไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ แต่ว่าเวลา สื่อมวลชนไปขอข้อมูล ข้ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเราไปพูดถึงสิทธิ ของบุคคล ก็ต้องไปตีความ แล้วก็บุคคลก็ต้องเปึนผู้เสียหายโดยตรงเสียอีก สื่อมวลชน ไม่ใช่บุคคลหรืออย่างไร ก็เลยไม่ค่อยจะได้ข้อมูล หรือว่าอิดออดกว่าจะได้ ๕ เดือน ๖ เดือน แล้วจะไปมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่ทันการณ์กันแล้วกับเรื่องของสื่อมวลชน อย่างนี้ที่ได้มาทางสื่อมวลชนเขาเรียกว่า ข่าวเน่า ไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์หรอก โยนลง ตะกร้าครับ ไม่ทันได้ลงหรอกอย่างนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าในทางปฏิบัติมันไม่เกิดผลอย่างที่ ตราไว้ ในกรอบร่างใหม่ก็อยากจะฝากให้พิจารณาให้ละเอียดด้วย ทำอะไร ทำอย่างไร จะให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ดีขึ้น แอคเซสซิบิลิตี้ (Accessibility) สำคัญมาก ในเรื่องเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นแล้วเสียเวลาที่จะมาพูดเรื่องสิทธิต่าง ๆ การเข้าถึงสื่อมวลชน มันจะต้องเปึนจริงในทางปฏิบัติด้วยนะครับ ควรจะพูดถึงสิทธิของสื่อมวลชนตรงจุดนี้ ให้ชัดเจนด้วย ไม่อย่างนั้นระหว่างอํานาจรัฐกับสื่อมวลชนทะเลาะกันไม่จบหรอกครับ ทั้งหมดก็เปึ้นเรื่องซึ่งผมอยากจะเสนอเปึนกรอบสำหรับท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ช่วยพิจารณา แล้วก็ถ้าหากเปึนไปได้อย่างไร กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเรากําลังจะร่าง ขึ้น กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป ขอเรียนเชิญท่าน สสร. สมเกียรติ และตามด้วย สสร. สวิ่ง เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ภาคแรงงานและรัฐวิสาหกิจนะครับ ในภาคแรงงานและรัฐวิสาหกิจ ก็มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากมายพอสมควร ภาครัฐวิสาหกิจผมก็มีอยู่ ๓ แสนกว่าคน ภาคแรงงานทั่ว ๆ ไปก็ ๔ ล้านคนเศษ ในจำนวน ๔ ล้านกว่า ๆ นี่นะครับก็เปึ้นสิ่งที่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หมวดที่ ๕ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๘๖ ได้ตราไว้ แต่ตราไว้กว้าง ๆ มาตรา ๘๖ เขาบอก รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะ แรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้ง ค่าตอบแทนแรงงานให้เปึ้นธรรม อันนี้ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ ทุกวันนี้คงหาความ เปึ้นธรรมในระบบแรงงานในภาคส่วนเอกชนค่อนข้างจะยาก ทั้ง ๆ ที่ทุกวันนี้มีการรณรงค์ ในการที่จะหาค่าแรงขั้นต่ำกัน ค่าแรงขั้นต่ำทุกวันนี้ค่อนข้างที่จะพูดถึงความเปึ้นจริง ในระบบเศรษฐกิจแล้วก็ไม่สอดคล้องกันเท่าไรนัก และจะขอเพิ่มแต่ละครั้ง แต่ละหน ค่อนข้างจะดูแล้วน่าเกลียดน่าชัง ได้เพิ่มทีละบาท ๒ บาท อะไรลักษณะแบบนี้นะครับ ความเปึนธรรมที่ว่านี่ค่อนข้างที่จะหายาก เพราะว่าในการพิจารณาทางด้านค่าแรงภาค แรงงานคงไปคำนึงถึงภาคส่วนของนายจ้างเสียส่วนมาก ว่านายจ้างจะอยู่ได้ไหม แต่ไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะอยู่ได้ไหม ถ้าเผื่อคำนึงตรงนี้เสียหน่อยให้เกิดความพอเหมาะพอดี ทางภาคแรงงาน แรงงานของเรา ๔ ล้านกว่าคนก็คงจะอยู่ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย แล้วก็ มีความเปึนอยู่ที่ดีขึ้นในปัจจุบันนี้ อีกหลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ ราวที่มองเห็นอยู่ชัดเจนที่เปึน ประเด็นปัญหาของภาคแรงงาน อย่างเช่น การจ้างแรงงานนอกระบบ ก็คือพวกเรารณรงค์ กันอยู่ว่าขณะนี้โรงงานหนึ่ง สมมุตินะครับ โรงงานหนึ่งทำผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์หนึ่งแทนที่ จะจ้างแรงงานเข้าสู่ระบบเปึนลูกจ้างของโรงงาน เปึ้นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างรายเดือนหรือ อะไรก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้ไม่ทำ เอาชิ้นงานไปจ้างข้างนอก งานเปึนจ๊อบ ๆ (Job) ไป งานเปึน ส่วน ๆ ไป สิทธิสวัสดิภาพคนพวกนี้ค่อนข้างที่จะลำบาก เพราะว่าเมื่องานจบก็จบ งานมี เมื่อไรถึงจะได้รับค่าจ้าง และก็ได้มีงานทำ หลักประกันทางด้านนี้มันไม่มี ดังนั้นเมื่อไม่มี มันก็ไปเกี่ยวพันกับคำว่า การคุ้มครองแรงงานและการประกันสังคม ซึ่งทุกวันนี้ ถ้าเผื่อไม่ มีนายจ้างทั้ง ๆ ที่มีบทบัญญัติบอกไว้แล้วว่า ถ้าเผื่อนายจ้างคนใดมีลูกจ้างแม้แต่คนเดียว ก็ให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม แต่ถ้าเผื่อออกนอกระบบแบบนี้การประกัน มันก็ไม่มี กรอบ ทางด้านแรงงานอันนี้ค่อนข้างที่จะหมิ่นเหม่ต่อความเปึนอยู่ของแรงงานเกือบ ๔ ล้านคน ซึ่งขณะนี้อันตรายมาก แล้วก็มาตรานี้ก็พยายามที่จะโยงไปให้เห็นถึงระบบแรงงาน สัมพันธ์ ระบบแรงงานสัมพันธ์ก็คือมีการเจรจากันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทุกวันนี้ รัฐมิได้เข้าไปคุ้มครองในส่วนนี้ แม้กระทั่งเปึนข้อตกลงของมวลสมาชิก ภาคีสมาชิกที่เปึน สมาชิกขององค์กรแรงงานโลก ไอแอลโอ (ILO) ของเราเปึนประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่เรา ยังไม่ดำเนินการตามข้อตกลงข้อที่ ๘๗ และข้อ ๙๘ ข้อที่ ๘๗ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการ รวมตัว อันนี้ยังไม่ไปดําเนินการจัดการ กับข้อที่ ๙๘ สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมกัน ระหว่างผู้แทน ลูกจ้าง นายจ้าง โดยไม่ต้องการให้ภาครัฐมาเปึ้น ส่วนที่ ๓ ทําไมถึงมี เหตุผลแบบนั้นนะครับ เพราะว่าภาครัฐเข้าให้มาเปึนกรรมการกลางระหว่างลูกจ้างกับ นายจ้าง แต่ข้อเท็จจริงจริง ๆ ปัจจุบันมันหากลางลำบากครับ บางครั้งมันต้องตัดสินใจที่ จะเข้าทางลูกจ้างหรือจะเข้าทางนายจ้าง แล้วถ้านึกถึงภาพดูครับ ท่านประธาน ว่าภาครัฐ เราเคยเข้าทางด้านลูกจ้างไหมครับ ถ้าเผื่อเข้านะครับ รับรองไม่มีม็อบ (Mob) มาอยู่หน้า กระทรวง อันนี้เปึนประเด็นปัญหาที่เราต้องน่าจะหาทางที่จะออกกฎหมายตีกรอบมา ให้กับข้อนี้ ก็พยายามอยากจะเห็นในภาคส่วนของแรงงานว่า อยากให้เขียนว่ารัฐต้อง คุ้มครองผู้ก่อการ ก่อตั้งหรือจัดตั้ง พวกสหภาพ สมาคม สหพันธ์ หรือกลุ่มต่าง ๆ ของ แรงงานเพื่อจะได้ดำเนินการไปในภาคส่วนแห่งแรงงานสัมพันธ์ที่ดี เพราะทุกวันนี้เกือบทุก ที่ของแรงงาน ถ้าเผื่อว่าที่ใดยังไม่มีสหภาพ ถ้าเผื่อจะจัดตั้งสหภาพแป็บเดียวคนที่เปึน ผู้ก่อการในการที่จะจัดตั้งมีการที่จะอัญเชิญออกจากงานเสียแล้วครับ อันนี้อันตราย เพราะว่ามันไม่มีการคุ้มครอง ก็อยากจะเห็นการคุ้มครองที่แท้จริง แรงงานหรือลูกจ้าง จะได้กล้าที่จะออกมารวมตัวกัน เพื่อจะจัดกระบวนการแรงงานให้เข้มแข็งสำหรับมีการต่อรองในสิทธิประโยชน์ของเขา กรอบกว้าง ๆ ในด้านของมาตรา ๘๖ นะครับ ส่วนมาตรา ๘๗ มันเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจขณะนี้ทุกวันนี้เปึนประเด็นปัญหาอยู่กับพวกเรานะครับ มาตรา ๘๗ รัฐต้อง สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขัน อย่างเปึนธรรม คุ้มครองผู้บริโภคและปัองกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้อง กับความจำเปึ้นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่ มีความจำเปึ้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนร่วม หรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค มาตรานี้ครับเปึนมาตราที่นำไปสู่การออก พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจป้ ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติทุนตอนนี้พูดตรง ๆ ก็คือเปึน พระราชบัญญัติที่เปึ้นเครื่องมือสำหรับที่จะนำทรัพย์สมบัติของชาติซึ่งเปึ้นรัฐวิสาหกิจ ทุกรัฐวิสาหกิจนะครับ ซึ่งประชาชนทั่วไปเปึ้นเจ้าของ และรัฐเปึ้นเจ้าของ ไม่ใช่รัฐบาล นะครับ รัฐเปึ้นเจ้าของนะครับ ทรัพย์สมบัติของชาติเหล่านี้ และประชาชนทั่วไปผู้เสียภาษี เปึ้นเจ้าของ เปึนเครื่องมือที่จะนำทรัพย์สมบัติของชาติเหล่านี้ไปแปรเปลี่ยนเปึนทุนเข้าสู่ ระบบการตลาดนะครับ ออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชบัญญัติซึ่งมันผิดปกติ เอากฎหมายระดับลูก ระดับหลานไปลดระดับพ่อ มันอย่างไรก็ไม่รู้ ดูท่าทางมันขัด ๆ พิกล แต่ไหน ๆ มันออกมาแล้ว ผีถึงป์าช้าก็ทำกันไป แล้วก็พยายามที่จะดำเนินการจริง ๆ จะให้รัฐวิสาหกิจซึ่งเปึ้นทรัพย์สมบัติของพวกเราประชาชนทุกคนไปเปึนทรัพย์สมบัติ ของคนอื่นโดยวิธีแปลงสภาพเปึ้นทุนแล้วจดทะเบียนบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็มาซื้อขายกัน ปัจจุบันนี้ยุ่งอีนุ่งตุงนั่ง สิงคโปร์นี่นะครับ ขออนุญาตเถอะครับ พาดพิงไปถึง ก็ถ้าเผื่ออย่างไรก็ขออภัยด้วย ก็ไปจนถึงเทมาเส็ก (Temasek) ทั้งหลายมัน เปึ้นเรื่องยุ่งมาถึงปัจจุบันนี้เพราะ พ.ร.บ. อันนี้นะครับ มาตรานี้มันเป่ดไว้สำหรับพวกเรา ซึ่งบอกภาษาทั่ว ๆ ไป จะเขียนกติกาให้นักมวยชกกันโดยไม่มีกฎกำหนดให้ดูที่น้ำหนัก นะครับ ให้เรามวยระดับ ๑๑๐ ป้อนด์ ชกกับระดับเฮฟวี่เวท์ (Heavy weight) ในกติกา เดียวกัน ยังไม่ต้องชกหรอกครับ ขึ้นไปแบกนวมแล้วเราก็แพ้แล้วครับ อันนี้ไม่สมควรที่จะ มองเห็นอยู่ในกฎหมายของเรา ในรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในป้ ๒๕๕๐ นี้นะครับ ถ้าเผื่อว่า เปึ้นไปได้ก็อยากจะให้มันชัดเจนไปเลยนะครับในส่วนของรัฐวิสาหกิจนี้ ในช่วงนี้นะครับ มันเปึนช่วงที่ลึกลงในรายะเอียดคงจะลำบาก ผมขอเอาภาพกว้าง ๆ กรอบกว้าง ๆ ไว้ใน ระดับนี้ก่อนนะครับ ก็อยากจะเห็นนะครับว่ามีการตราลงไปเลยนะครับว่า รัฐวิสาหกิจที่ เปึ้นสาธารณูปโภค สาธารณูปการ หรือความมั่นคงของชาตินะครับ ต้องเปึนของรัฐและ ไม่นำไปแสวงประโยชน์ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมากครับ เวลายังเหลือเพื่อคนอื่นอีกเยอะ ขอลำดับต่อไปก็ท่าน สสร. สวิ่ง ใช่ไหมครับ ตามด้วยท่านอภิชาติ นะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด สสร. ครับ ผมมีอยู่ ๒ – ๓ ประเด็นครับ ที่อยากจะนําเรียนไว้สําหรับที่จะเปึนกรอบในแง่ของ รัฐธรรมนูญนะครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าความล้มเหลวทางด้านการเมือง ของเราเองก็เกิดขึ้นจากการที่เราสร้างอํานาจรัฐศูนย์กลางหรือส่วนกลางมากเกินไป ทําให้ระบบทั้งหลายรวนไปหมด สิ่งที่เราจะต้องทํากันต่อไปในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้นะครับ ผมคิดว่าทําอย่างไรเราถึงจะชูธงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ชัดเจน ก็คือชูธง ว่าด้วยเรื่องของการลดอํานาจรัฐส่วนกลางให้เล็กลง แล้วเพิ่มอำนาจของประชาชน ให้มากยิ่งขึ้น สร้างระบบธรรมาภิบาล ระบบตรวจสอบ แล้วก็สังคมสมดุลให้เกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าเรา สามารถที่จะสร้างกรอบ หรือธงในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ให้ชัดเจน เนื้อหา ทั้งหลายในรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ผมคิดว่าก็จะเปึนความหวังสำหรับประชาชน ได้ ทีนี้ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าคนที่เปึ้นนักการเมืองก็ดี คนที่เข้ามาเล่นการเมืองก็ดี เข้ามาบางที่ต้องการที่จะมาดำเนินการธุรกิจทางการเมือง ธุรกิจทางการเมืองอันนี้เอง เรา ก็จะเห็นได้ชัดว่าลงทุนต่ำเสี่ยงต่ำ แต่รายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนสูง ถ้าเปึนธุรกิจ แบบนี้ใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาทางการเมือง เพราะว่าเปึนการลงทุนต่ำเสี่ยงต่ำด้วย คำว่า เสี่ยงต่ำ ในความหมายก็คือว่าจะกินอย่างไรก็แล้วแต่แต่ว่าตัวเองสามารถที่จะปัองกัน ตัวเองได้สังคมไม่ลงโทษ หรือมีระบบตรวจสอบที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับต่อไป ทำอย่างไรเราถึงจะทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการเมืองได้ โดยที่ลงทุนต่ำ เสี่ยงสูงครับ เสี่ยงสูงในความหมายนี้ก็คือว่าเราจะต้องสร้างระบบในแง่ของการตรวจสอบ จริยธรรม คุณธรรม ถ้าเขาพลาดนิดเดียวก็หมายความว่าเขาก็หมดโอกาสอนาคตทาง การเมืองของเขาได้ แล้วก็ที่นี่ไม่น่าจะเปึ้นพื้นที่มาสร้างผลประโยชน์ใด ๆ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเราสามารถที่จะยึดรูปแบบ แล้วสร้างธงในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้ได้ ก็จะเปึ้นเรื่อง ที่ดี ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะพูด ๒ – ๓ ประเด็นนี้นะครับ ก็คือว่า ๑. เรื่องของทางด้าน กลุ่มเนื้อหาทางด้านรัฐธรรมนูญ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีอยู่ ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือ ความสัมพันธ์ของนักการเมือง ระบบของการเมืองทั้งหลาย ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็ว่าไป อันที่ ๒ กลุ่มว่าด้วยระบบขององค์กรอิสระ ระบบตรวจสอบ นี่คือกลุ่มที่ ๒ แล้วกลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มว่าด้วยการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งผมคิดว่าผมอยากจะอภิปรายประเด็นนี้ เปึ้นน้ําหนักที่สำคัญ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราสร้างฐานของการเมืองภาคพลเมือง ไม่ได้ชัดเจน ไม่ได้เข้มแข็ง ผมคิดว่าเราก็ยังอ่อนแอต่อไปในทางการเมืองบ้านเรา ทีนี้ ประเด็นเรื่องนี้ก็คือว่าทําอย่างไรเราถึงจะสร้างการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง สิ่งที่ สำคัญก็คือว่าทำอย่างไรเราถึงจะสร้างประชาธิปไตยทางตรงให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้สำคัญ ประชาชนเองผมคลุกคลี่อยู่กับเขา ผมเข้าใจดีว่าเขาไม่ต้องการ ออกมาเดินข้างถนนหรอกครับ เขาไม่ต้องการที่จะเดินตั้งแต่ด้อยเชียงดาวมาถึง หน้าทำเนียบ เพื่อที่จะเรียกร้องกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งหรอกครับ เพราะว่านั่นมันร้อน นั่นมันเหนื่อย นั่นมันหิว แต่ว่าโอกาสในทางสังคม โอกาสทางโครงสร้างทางสังคมไม่เป่ด โอกาสให้เขา ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้โอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับเขามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปไตยทางตรง ผมคิดว่ามีหลายเรื่องนะครับที่เราอาจจะต้องมา พิจารณากัน แล้วฝากไว้ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เอาไปพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมคิดว่าถ้าเราสร้างระบบเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระทั้งหลายนี่ให้ชัดเจน มีระบบ ตรวจสอบให้มากยิ่งขึ้น แล้วปลอดจากการเมืองได้แล้ว อีกอันหนึ่งก็คือว่าทำอย่างไรเรา ถึงจะให้ประชาชนมีช่องทางในการที่จะฟัองผู้มีอำนาจได้โดยตรงด้วย ผมคิดว่าอันนี้ ทำอย่างไรถึงจะเป่ดช่องให้ประชาชนฟัองผู้ที่ดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับประเทศชาติ บ้านเมืองให้เสียหายให้มีโอกาสช่องทางนี้มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมากฎหมายมักจะป่ดกั้น บอกว่าประชาชนไม่ได้เปึนผู้ที่เสียหาย ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเปึ้นผู้ที่เสียภาษี ทำอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงจะกําหนดเรื่องนี้ไว้ว่าประชาชนทุกคนผู้เสียภาษีทุกคนเปึ้นผู้เสียหาย ในการที่จะฟัองผู้มีอํานาจทั้งหลายได้ด้วย ซึ่งผมคิดว่านี่คือประเด็นหนึ่งในการที่จะเป่ด ช่องทางในเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยทางตรง
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าสิ่งที่เปึนปัญหาสำหรับภาคประชาชนนี่ก็คือว่าเวลา จะฟัองผู้มีอำนาจใดก็ตาม ฝ์ายกฎหมายของประชาชนไม่มี ทำอย่างไรเราถึงจะมี กฤษฎีกาภาคประชาชนเกิดขึ้น นั่นก็คือนักกฎหมายกลุ่มกฏหมายที่เปึ้นที่ปรึกษาของ ประชาชน แล้วสามารถที่จะเปึ้นอิสระในการที่จะให้คำปรึกษา หรือกฤษฏีกาที่จะทำให้ ประชาชนได้เข้าไปมีสัดมีส่วนในการที่จะฟัองร้องผู้มีอํานาจได้โดยตรง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ สำคัญ ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาเราก็ต้องทำกันเองว่าสภาทนายความบ้าง กลุ่มนั้นกลุ่มนี้บ้างเข้ามา ช่วย แต่ว่าทำอย่างไรถึงจะสร้างระบบนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนมาก ยิ่งขึ้น อันนี้คือเรื่องที่สําคัญนะครับ
อันต่อมาประเด็นที่ประชาชนลำบากมากที่สุด นั่นก็คือเวลาเคลื่อนไหว ทางการเมือง เวลาฟัองร้องรัฐก็ดี เวลาฟัองร้องหน่วยงานก็ดีที่จะทำความเสียหายให้กับ ประเทศชาติ ไม่มีกองทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนเข้าในการที่จะดําเนินการเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถที่จะจัดตั้งกองทุนให้กับประชาชนในการที่จะตรวจสอบรัฐได้ โดยตรงหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ต้องทําครับ เพราะไม่เช่นนั้นเองนี่นะครับ พอนักการเมือง ก็ดี ใครก็ดีเข้ามามีหุ้นแล้วครอบคลุมหมดทุกอย่างกลไกลทั้งหลาย องค์กรทั้งหลายเปึน ของรัฐแล้วก็นักการเมืองทั้งหมด ผมคิดว่าภาคเอกชนก็เสียหายอยู่ดี อันนี้ก็คือการเมือง โดยตรงที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะต้องสร้างขึ้น
ประการต่อมาครับท่านประธาน ผมคิดว่าอันนี้ก็เปึนเรื่องที่สำคัญก็คือว่า เราเคยมีกฎหมายประวัติศาสตร์ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อในการที่จะร่างกันขึ้นมา เรื่องเกี่ยวกับ กฎหมาย พ.ร.บ. ป์าชุมชน ๑๘ ป้ ที่เคลื่อนไหว พ.ร.บ. ป์าชุมชน ตอนนี้ก็ยังไม่สำเร็จที่ ท่านสมาชิกบางท่านอภิปรายไปแล้ว มติของประชาชน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ไม่มีความหมาย นะครับ ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับผูกพันมติของประชาชนให้มี ความสำคัญ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนร่างขึ้นมาฉบับหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเข้ามาที่ สภา หลังจากนั้นกระบวนการอะไรทั้งหลายเละหมดเลย ไม่เหมือนกับเปึนร่างเดิมที่ ประชาชนได้ขึ้นมา เรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ทั้งหลาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีหลักประกันเรื่อง เกี่ยวกับความผูกพันประชามติหรือมติของประชาชนนี้ได้อย่างไรรวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อทั้งหลายที่ผ่านมา มีคนเคยคำนวณว่าต้องใช้เงินประมาณ ๒ ล้านกว่า บาทเสียด้วยซ้ำไปในการที่จะทำ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประชาชนไม่มีเงิน ขนาดนั้นหรอกครับ ประเด็นก็คือว่าทําอย่างไรเราถึงจะทําให้เรื่องนี้มันง่ายกว่านี้นะครับ เรื่องซีรอกซ์ (Xerox) บัตรประชาชน เรื่องอะไรทั้งหลายใช้เงินทั้งสิ้นครับในการที่จะ ดำเนินการเรื่อง ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ต้องฝากให้กับคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ พิจารณาเรื่องนี้ให้สำคัญเลยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้เปึนประชาธิปไตยทางตรงที่ ประชาชนนี่นะครับจะเข้าถึงตรวจสอบอํานาจรัฐได้โดยตรง รวมทั้งนะครับผมคิดว่าเรื่องนี้ ก็สําคัญ
อันต่อมาก็คือว่าทำอย่างไรเราถึงจะประกันการเรียกคืนตำแหน่งทางการ เมืองได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ช่วยกันคิดหน่อยก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าบางทีนี่นะครับ ตำแหน่งทางการเมืองที่ผ่านมาพอหลังจากที่ประชาชนหย่อนบัตรแล้ว ก็หมายความว่า ก็แล้วแต่คุณว่าจะเอาอย่างไร แต่ถึงที่สุดทำอย่างไรถึงจะทำให้ถอดถอนตำแหน่งทาง การเมืองทั้งหลายได้ ถ้าหากว่าเขามีความผิดเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่ อยากจะฝากไว้นะครับให้กรรมาธิการยกร่างฯ
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญซึ่งผมคิดว่าเปึนประเด็นหัวข้อใหญ่ที่ผมอยากจะ พูดถึงก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจ หลายท่านได้พูดไปแล้ว รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับการ สร้างชุมชนท้องถิ่น เรื่องเกี่ยวกับการสร้างอำนาจท้องถิ่นนี่นะครับ ให้เข้มแข็ง ถ้ารากฐาน ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เข้มแข็ง ผมคิดว่าอย่างไรประชาธิปไตยเราก็ไม่เข้มแข็งอยู่ดีนะครับ สิ่งที่ สำคัญก็คือว่าตอนนี้นะครับโครงสร้างหรือระบบบางอย่างที่ใช้จากส่วนกลางเข้าไป จัดระบบให้กับชุมชน แล้วตอนนี้ทำให้ชุมชนขัดแย้งกัน ผมเชื่อได้เลยครับท่านสมาชิก ทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่นี่ลงไปในตำบลทั้งหลายนี่นะครับ ที่มีการเลือก อบต. ก็ดี เลือกอะไร ทั้งหลายก็ดี เห็นได้ชัดเลยว่าก่อความขัดแย้งเต็มไปหมดครับ พอจะสามัคคีกันที่ ๔ ป้ ก็กลับมาขัดแย้งกันต่อ ในหมู่บ้านกลายเปึน ๒ พรรค ๒ พวก พวกที่ได้นายกฯ ก็ดี พวกที่ ไม่ได้นายกฯ พวกที่ได้ อบต. ไม่ได้ อบต. ก็เพราะว่าเราสร้างระบบนะครับ เรื่องเกี่ยวกับ การเมืองของเรา โดยใช้การเมืองส่วนกลางเข้าไปสวมกับท้องถิ่น อย่างนี้มันก็ขัดแย้ง เหมือนกัน ดังนั้นเรื่องอย่างนี้ผมคิดว่าอยากจะให้ทบทวนก็คือว่า ไม่รู้ละครับเราอาจจะ ต้องคิดกันให้หนักขึ้นกว่านี้ก็คือว่าทําให้ระบบท้องถิ่นมีอิสระในการที่จะดูแลตัวเองและ จัดการตัวเองทำได้อย่างไร โดยที่ไม่ใช้วิธีเดียวหรือระบอบเดียว ผมคิดว่าที่ทางภาคใต้นี่ นะครับ สภาซูลอ สภาอะไรทั้งหลายของเขาเองที่เขามีอยู่เขาก็จัดการตัวของเขาเองได้ ตรวจสอบระบบอะไรต่าง ๆ ของเขาเองได้ ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้เรื่องนี้มีความ หลากหลายมากกว่าระบบเดียว ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เราอาจจะต้องอภิปรายกันหนักในระบบ ของรัฐธรรมนูญที่จะทําให้ท้องถิ่นเปึ้นอิสระและจัดการตัวเองได้ นี่ก็เปึ้นเรื่องที่จะต้องฝาก ไว้นะครับในกรอบความคิดของรัฐธรรมนูญ
ประเด็นต่อมาสิ่งที่เปึนปัญหา ผมคิดว่าสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับการที่จะทำให้ประชาชนสามารถที่จะเรียนรู้เรื่องการเมือง เราจะ ทําให้เกิดสถาบันพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองขึ้นมาได้หรือไม่ โดยทําให้รัฐสนับสนุนทุน สนับสนุนกระบวนการต่าง ๆ ที่ผ่านมาเราเองเราก็ผิดพลาด ไม่รู้ผิดพลาดหรือเปล่า ป้ ๒๕๔๐ เราให้ทุนพรรคการเมืองไปดำเนินการทางการเมือง แต่เราไม่เคยให้ทุน ประชาชนไปดำเนินการทางการเมืองครับ เราจะสร้างสถาบันการเมืองภาคพลเมืองให้ ประชาชนสามารถที่จะใช้งบประมาณภาษีของเขาได้ในการที่จะไปดำเนินการทางการ เมืองภาคพลเมืองได้หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ต้องเอาให้ชัดครับ ถ้าไม่เช่นนั้นระบบ ในแง่ของการเมืองของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถิ่นไม่เข้มแข็งแน่นอน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ คือเรื่องที่สำคัญ ประเด็นต่อมานะครับท่านประธาน สิ่งที่เปึนปัญหามาโดยตลอด ผมอยู่ จังหวัดใหญ่จังหวัดหนึ่ง มีโครงการใหญ่ ๆ ลงไปเต็มไปหมด เมกะโปรเจคท์ (Mega project) ทั้งหลายเต็มไปหมด โครงการใหญ่ ๆ ที่ผ่านมาทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการที่จะพิจารณาโครงการร้อยล้าน สองร้อยล้าน หรือพันล้านที่ลงไป อันนี้ระบบที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะเขียนไว้ แต่ว่าถึงที่สุดเองนี่นะครับประชาชนก็ไม่มีส่วนรับรู้ ในเรื่องนี้ คิดให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในแง่ของ โครงการใหญ่ ๆ ที่จะไปมีผลกระทบกับเขา ผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่สำคัญ เรื่องต่อมา นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าเมื่อกี้ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดไปแล้ว นั่นก็คือว่า ทำอย่างไรถึงจะสร้างองค์กรคู่ขนานร่วมกับ อบต. ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาองค์กร ชุมชนทั้งหลาย เราจะต้องรับรองสภาองค์กรหรือชุมชนทั้งหลายให้เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะ ทํางานควบคู่กันไป ไม่ได้ไปสร้างระบบตรวจสอบอะไร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เราอาจจะต้องคิด และพิจารณาต่อไป ประเด็นอันต่อมาผมก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกบางท่านก็คือว่าเรื่อง การทําสัญญาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมาเรามีปัญหา มาโดยตลอด ก็คือว่าประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนรับรู้ในเรื่องนี้ กำหนดไว้ให้ชัดเจนได้ไหม ครับว่าถ้าใครทําสัญญาสนธิสัญญาเรื่องการค้าใด ๆ ทั้งหลาย ให้รัฐสภาก็ดี และ ประชาชนก็ดีได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ทำให้ชัดเจน ไม่ใช่บอกว่าเปึ้นเพียงแค่นโยบาย แล้วก็ทําได้เลย ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่สําคัญ รวมทั้งการที่จะสร้างองค์กรอิสระอื่น ๆ เกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าองค์กรเรื่องเกี่ยวกับผู้บริโภคก็ดี สภาเกษตรกรก็ดี สภาเยาวชนก็ดี รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ซึ่งผมคิดว่าจะต้องถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ ที่ผ่านมาเราจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร ก็แล้วแต่ ให้สวยงามอย่างไรก็แล้วแต่ครับท่านประธาน แต่ว่าเราก็ไปตกหลุมพรางอยู่ อันหนึ่ง ก็คือว่าด้วยเรื่องตามที่กฎหมายกำหนด ตามที่กฎหมายกำหนด จะเขียนไว้ สวยหรูอย่างไรก็ตามแต่พอไปดูที่ตามที่กฎหมายกำหนด เสร็จเลยครับ เราจะเขียน สักบทหนึ่งหรือมาตราหนึ่งได้หรือไม่ อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ นั่นก็คือว่าบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญเปึ้นบทบัญญัติทางกฎหมาย นั่นหมายความว่าศาลถ้าจะเอาไปพิจารณา ในเรื่องนี้ต้องใช้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเปึ้นตัวตั้งด้วย เท่าที่ผมติดตามมาก็คือมีอยู่ ครั้งเดียวที่ศาลปกครองเอาไปใช้พิจารณาเรื่องเกี่ยวกับทางด้าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ประชาชนชัดเจนเลยว่ามีสิทธิ มีส่วนในการที่จะมีคลื่นวิทยุ มีคลื่นต่าง ๆ ของตัวเอง พอไปถึงขั้นศาลปรากฏว่าศาลไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญเปึ้นตัวในการที่จะไปไตร่ตรองพิจารณา โดยไปมองที่ตามที่กฎหมายกําหนด ดังนั้นถ้าเราเขียนให้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญเปึน บทบัญญัติทางกฎหมาย เอาให้ชัดไปเลยว่าถ้าจะพิจารณาต้องคำนึงถึงบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าจะทําให้เราประกันเรื่องเกี่ยวกับหลุมพร่างที่เราเคยตกมาแล้ว ก็คือเรื่องเกี่ยวกับตามที่กฎหมายกำหนด ขอฝากไว้เท่านี้ครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมาก ก็มีข้อเสนอแนะที่ดี ๆ มากเหลือเกินครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง ๕๐,๐๐๐ ชื่อนี่ผมคิดว่า ท่านสมาชิกพูดกันมาก และความจริงอยากเรียน ประสบการณ์ เราพลาดไปเมื่อป้ ๒๕๔๐ เราทำสำเร็จในเรื่องของสิทธิสตรีและเด็ก เราบังคับว่าถ้าเรื่องของสิทธิสตรี กฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องสิทธิสตรีต้องให้มีสตรี เปึนกรรมาธิการร่วมพิจารณาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ความจริงถ้าหลักการอันเดียวกันนี้ นำมาใช้ปฏิบัติตามกฎหมายภาคประชาชนเสนอ จะ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๓๐,๐๐๐ ชื่อ ก็แล้วแต่ก็ต้องให้ ประชาชนผู้เสนอและเปึนกรรมาธิการร่วม มีจำนวนสักเท่าไรของกรรมาธิการทั้งหมด ก็น่าจะอย่างน้อยน้ำไปสู่ภาคปฏิบัติที่เห็นชัดขึ้น อย่างไรก็ต้องลองฝากท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ลำดับต่อไปก็ขอเรียนเชิญท่าน สสร. อภิชาติ ดำดี ตามด้วยท่าน สสร. มนตรี เชิญครับ
ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก สสร. ผม อภิชาติ ดําดี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีโอกาสเข้ามาทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ หลายวันแล้วครับ แต่ว่ายังไม่ได้พูด ปรากฏว่าเมื่อวานไข้ขึ้นครับ วันนี้ก็เลยต้องพูดแล้ว ล่ะครับ เผื่ออาการไข้จะหาย แล้วที่สำคัญที่สุดการแสดงความคิดเห็นของผมต่อไปนี้ อาจจะเปึนประโยชน์ต่อการเยียวยาความเจ็บป์วยของระบอบประชาธิปไตยไทยได้บ้าง ตามสมควร ท่านประธานครับ ความคิดเห็นโดยรวมที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เปึนแนวทาง กว้าง ๆ ของการพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะทําหน้าที่กันต่อไปนี้ ผมคิดว่า หน้าที่หลักของรัฐธรรมนูญที่เราจะร่างกันนั้นต้องให้บรรลุ ๓ ภารกิจด้วยกัน ในภารกิจแรก นั่นก็คือรัฐธรรมนูญจะต้องออกแบบระบบสถาบันการเมือง ที่ให้ทุกฝ์ายนั้นมีส่วนร่วม ทางการเมือง โดยมีประโยชน์สูงสุดของประชาชนเปึนเปัาหมาย ภารกิจที่ ๒ นั้นก็คือ รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีแนวทางในการควบคุมการใช้อํานาจรัฐให้เกิดการเมืองที่มีความ สุจริต เที่ยงธรรม และภารกิจที่ ๓ นั้น สำคัญเช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญจะต้องมีหน้าที่ ในการประกาศหรือแสดงถึงจุดยืนถึงค่านิยมและอุดมคติพื้นฐาน ที่สังคมนี้ แผ่นดินนี้พึง ปรารถนา พึงให้เกิด ให้มีขึ้นในบ้านเมืองของเรา ในภารกิจแรกก็คือเรื่องของการออกแบบ ระบบสถาบันทางการเมืองนั้น นั่นก็เปึนหน้าที่ที่จะต้องมาคิดอ่านกันว่าการจัด ความสัมพันธ์ของอำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเปึนบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการนั้น จะมีกลไก ในการตรวจสอบและถ่วงดุลกันและกันได้อย่างไร แต่นี่เปึ้นเพียงการเมืองในโครงสร้าง ส่วนบน หรือเปึนการเมืองของนักการเมือง หรือเปึนการเมืองภาครัฐสภา ผมเห็นด้วยกับ สมาชิกหลายท่านที่ได้เน้น ได้เสริม ว่านอกจากการเมืองภาครัฐสภา หรือการเมืองของ นักการเมืองแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องคิดให้หนักกับการเมืองภาคพลเมือง หรือคําว่า การเมืองภาคประชาชน และแน่นอนว่าเราก็คงจะต้องไม่ได้ออกแบบให้สถาบันทาง การเมืองทั้งข้างบน และข้างล่างนั้นแยกออกจากกันโดยไม่มีความเชื่อมโยงกัน ผมจึง เห็นว่าการเป่ดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนนั้นมีความสำคัญ และต้องไม่ละเลย ที่จะเชื่อมโยงการเมืองภาคประชาชนกับการเมืองภาครัฐสภา เพื่ออะไรครับ เพื่อไม่ให้ ระบอบประชาธิปไตยของเรานั้นประชาชนมีอำนาจเพียงแค่วันเลือกตั้งเท่านั้น วินาที ที่หยิบบัตรเลือกตั้ง แล้วจะหย่อนใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ประชาชนยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ แต่พอหย่อนบัตรวูบลงไปในหีบเลือกตั้งเท่านั้น อำนาจทั้งหมดกลายเปึนการเมือง ของนักการเมืองอย่างเดียว ผมจึงคิดว่าประชาธิปไตยที่เราจะเดินหน้าต่อไปนั้นคงไม่ใช่ ประชาธิปไตย ๔ วินาที หรืออย่างที่ผมเคยใช้คําพูดเรียกว่า เปึนประชาธิปไตย ตัดต่อพันธุกรรม นั่นคือภารกิจแรกของรัฐธรรมนูญ ที่เราจะต้องอภิปรายถกเถียงกัน ในภารกิจที่ ๒ นั้นก็คือการที่รัฐธรรมนูญต้องทําหน้าที่ควบคุมการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายกันไปพอสมควรแล้ว ในเรื่องของการควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้น เปึนหัวใจสำคัญของที่มาที่เรากำลังทำหน้าที่กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องยอมรับกับความเปึนจริงที่เกิดขึ้นว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานั้นเนื่องจาก การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้นไม่อาจเกิดเปึ้นจริงได้ จึงได้เกิดเปึนปีมเงื่อนไขของ ปัญหาน้ำไปสู่วิกฤตการณ์ต่าง ๆ มากมาย ฉบับป้ ๒๕๔๐ เรามีระบบการตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐ ทั้งตรวจสอบภาครัฐสภา โดยผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีปัญหาเรื่อง สัดส่วนของจํานวน ส.ส. ที่จะเข้าชื่อกันอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลายฝ์ายเห็นว่ามีจำนวนที่ สูงเกินไปนะครับ ในขณะเดียวกันการตรวจสอบผ่านกลไกอีกกลไกหนึ่งคือวุฒิสภาก็เปึ้นที่ ประจักษ์ว่ามีปัญหา การตรวจสอบโดยผ่านองค์กรอิสระก็กลับกลายเปึนว่าองค์กรอิสระ คือองค์กรไม่อิสระ หลายท่านอภิปรายว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนของการ กระบวนการสรรหา และที่มาของคณะกรรมการสรรหา นั่นเปึนการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐในภาครัฐสภา ยังมีการตรวจสอบอีกด้านหนึ่งนะครับ นั่นก็คือการตรวจสอบการ ใช้อํานาจรัฐจากภาคประชาชน ที่หลายฝ์ายเห็นว่าบทเรียนที่ผ่านมาประชาชนเข้าถึง กลไกในการตรวจสอบเหล่านี้ได้ยากเหลือเกิน แล้วก็เห็นว่ากลไก ๕๐,๐๐๐ ชื่อที่ได้เขียน ไว้เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้นไม่อาจเปึนจริงได้ในทางปฏิบัติ แล้วก็เปึ้นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะเท่าที่ ผมทราบได้มีความพยายามที่จะใช้กลไก ๕๐,๐๐๐ รายชื่อของประชาชนในการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ แต่ว่าวันแล้ววันเล่ามันก็ไม่มีความคืบหน้า แล้วประชาชนหลายคนที่ได้ ยื่นไว้ใน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อนั้นเสียชีวิตไปแล้วด้วย ตายไปแล้วก็ยังไม่ได้ตรวจสอบเลยครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องทบทวนละครับว่าในฐานจำนวนประชาชนกับกระบวนการหรือวิธีการ ในการเข้าสู่กลไกการตรวจสอบนั้น เราจะปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้ได้อย่างไรนะครับ นั่นคือ ภารกิจ ๒ ประการแรก แต่ภารกิจที่สำคัญมาก แล้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะที่ เปึ้นตัวแทนจากภาคสังคมอย่างผมคิดคํานึงถึงอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องประกาศค่านิยมและอุดมคติพื้นฐานที่สังคมไทยพึ่งปรารถนา ค่านิยมและอุดมคติ พื้นฐานนั้นเราได้ประกาศไปหลายอย่าง เราประกาศถึงอุดมคติพื้นฐานทางการเมืองว่า เราเปึนประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึน พระประมุข เรามีอุดมคติพื้นฐานว่าเราจะเปึนรัฐที่ส่งเสริม สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี มีการแข่งขันที่เปึ้นธรรม ผมจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับแนวนโยบาย พื้นฐาน เพราะผมคิดว่า ๒ ภารกิจแรกในเรื่องระบบสถาบันการเมือง หรือการออกแบบ การควบคุมการใช้อํานาจรัฐไม่มีทางที่จะปรากฏเปึนจริงได้ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีค่านิยม หรืออุดมคติพื้นฐานที่ส่งเสริมสังคมไปในทางที่สอดคล้องต้องกัน ผมยืนยันนะครับว่า ถ้าตราบใดที่ประชาชนยั่งยากจน พึ่งตนเองไม่ได้ ประชาชนก็ไม่มีอิสรภาพทางความคิดที่ จะตัดสินใจทางการเมืองได้โดยอิสระ แล้วเมื่อนั้นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ไม่มีวันที่จะ เกิดขึ้น ผมยืนยันว่าการกระจายอำนาจทางการเมืองนั้นต้องคู่ขนานกันไปกับการกระจาย อํานาจทางเศรษฐกิจ เราออกกฎหมาย เราเขียนรัฐธรรมนูญ มีการกระจายอํานาจดี เหลือเกิน กว้างขวางเหลือเกิน แต่สุดท้ายอำนาจทางการเมืองที่เรากระจายออกไป เหล่านั้นก็จะคืนกลับมาสู่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่เปึนผู้ครอบครองเศรษฐกิจ ผมจึงขออนุญาตที่จะมองรัฐธรรมนูญในมิติทางด้านเศรษฐกิจว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่ง รัฐนั้นเราพูดเพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจเสรีโดยกลไกตลาดและการแข่งขันที่เปึนธรรม ไม่พอแล้วครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เราพูดถึงการลดช่องว่าง การกระจายรายได้ที่เปึนธรรม ไม่พอแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมกำลังตั้งคำถามกับสังคมไทยและสภาแห่งนี้ว่า วินาทีนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะนำคำสำคัญ ๒ คำ คือคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมา บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ครับ ท่านอาจารย์วิชัยได้นำเสนอ ทำไมผมสนใจเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใน แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐครับ เพราะผมมีความเชื่อมั่นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะทำให้ประชาชนนั้นพึ่งต้นเอง อยู่ได้โดยไม่ยึดติดกับวัตถุและเงินทอง เมื่อนั้นประชาชน จะเปึนอิสระ ปลดแอกตัวเองจากพันธนาการวัตถุเงินทองจากนักการเมืองบางประเภท ผมเชื่อว่าถ้าคนมีอิสระพึ่งตัวเองได้ เขาก็จะมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง ผมจึง คิดว่าเราน่าจะมองการปรับปรุงการแก้ไขรัฐธรมนูญฉบับนี้คู่ขนานกันไประหว่าง การปฏิรูปการเมืองกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ผมมั่นใจว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ก็เปึนแนวทางสำคัญที่จะทำให้การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจนั้นทำให้ประชาชน พึ่งตนเองได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดและถึงระดับที่จะกลายเปึนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐแล้ว ถ้าท่านผู้มีเกียรติ เพื่อนสมาชิกได้สังเกตนะครับว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้พูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย อย่างเช่นมาตรา ๘๕ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองระบบ สหกรณ์ ระบบสหกรณ์นั้นอยู่บนปรัชญาของการช่วยตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งก็เปึน แนวทางเดียวกันกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีหัวใจและแก่นสารสำคัญคือการรู้จัก พอประมาณ มีเหตุผล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเปึนภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะส่ง ผลกระทบ ไม่ว่าจะเปึ้นปัจจัยภายใน ภายนอก หรือปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ผมเองนั้นอยู่ในฐานะของสื่อชาวบ้านที่ได้มีโอกาส เดินทางไปทั่วทุกภูมิภาค พบปะประชาชนคนหมู่มากหลากหลาย เดินทางมาหลายสิบป้ แล้วครับ จนกล้าพูดได้ว่าผมเดินทางไกลมากกว่า ๒ แสนกิโลเมตร ในที่สุดก็เดินทางมา ทำหน้าที่ที่สภาแห่งนี้ ผมมาตรงนี้ผมไม่ขออะไรมากครับ ข้อ ๒ คำเท่านั้นเองคือ เศรษฐกิจพอเพียง ฝากท่านกรรมาธิการว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐธรรมนูญนั้นจะได้ ประกาศแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ซึ่งแสดงออกถึงการกระจายอํานาจทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ ผมคิดมาฝากท่านกรรมาธิการแล้วครับ ว่ารัฐ ต้องส่งเสริมสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินชีวิตประกอบกิจการของ ประชาชนทั้งระดับครัวเรือน ชุมชนและระดับชาติ อะไรก็ตามเมื่อได้ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญย่อมทรงศักดิ์สิทธิ์และย่อมได้รับความคุ้มครอง หลายสถาบัน หลายองค์กร ชุมชนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็จะสบายใจอุ่นใจขึ้น ประชาชนก็จะมีความมั่นใจว่าแผ่นดินนี้ บ้านเมืองนี้มีค่านิยมและอุดมคติพื้นฐานของความพออยู่พอกิน และผมเชื่อว่าถ้าสิ่งนี้ เกิดขึ้นในระดับล่าง ชาวบ้านก็จะไม่ติดยึดกับวัตถุเงินทองที่นักการเมืองเอามาแลกเปลี่ยน ถ้าสิ่งนี้อยู่กับโครงสร้างส่วนบน นักการเมืองรู้จักพอประมาณ มีเหตุผลในการผลิต การบริโภค ผมคิดว่าเมื่อนักการเมืองรู้จักคำว่า พอแล้ว การเมืองก็จะมีความสุจริต เที่ยงธรรมขึ้น เพราะฉะนั้นในการเดินทางของผม ผมเดินทางมาขอคำ ๒ คำ เพื่อเปึน ภูมิคุ้มกันให้กับแผ่นดินนี้ บ้านเมืองนี้ ประเทศนี้ ไม่ได้ขอให้ตัวเองครับ และอีก ประการหนึ่ง ผมคิดว่านอกจากเรามองเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว ผม อยากจะให้เราได้ใช้โอกาสนี้ สังคมไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการกระตุ้นข้อดีของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ หลายมาตรา ซึ่งไม่เกิดผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ในฐานะที่ผมมาจาก วงการสื่อ เมื่อกี้ท่านผู้มีเกียรติหลายท่านได้อภิปรายถึงมาตรา ๓๙ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ของสื่อ มาตรา ๔๐ เรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ ขออนุญาตท่านประธานครับ มาตรา ๔๐ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ วิทยุโทรคมนาคม เปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขีดเส้นใต้ ประโยชน์สาธารณะ ๕๐๐ เส้น ความเปึ้นจริงในเวลานี้คลื่นความถี่โดยเฉพาะคลื่นความถี่ วิทยุและโทรทัศน์ ผมยังไม่เห็นภาพว่าได้มีการจัดสรรเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างที่ได้ บัญญัติไว้ ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และ กำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เวลานี้มีแต่ กทช. กสช. เกือบ ๆ จะเกิด แต่ว่าแท้งไป เรียบร้อยแล้วครับ ที่สำคัญวรรคถัดมา การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ เส้น วัฒนธรรมและความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเปึนธรรม ผมก็ไม่แน่ใจว่าการแข่งขันที่มีอยู่ในวงการสื่อ เวลานี้เปึนการแข่งขันโดยเสรีอย่างเปึนธรรมหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ที่เห็นเบาบางและเจือจ้าง เหลือเกินก็คือการเอื้อประโยชน์ให้กับการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และ ประโยชน์สาธารณะนั้นได้ปรากฏให้เห็นน้อยมาก ผมเคยใช้คําว่า เปึนยุคสมัยที่ดาวโป็ดัง กลบข่าวดาวปัญญา พื้นที่สื่อมีให้แต่ดารา นักร้อง นักแสดง นายแบบ นางแบบ โรล โมเดล (Role model) หรือตัวแบบของผู้คนในสังคมนี้มีอยู่ตัวแบบเดียวเท่านั้น คือ ตัวแบบแห่งการบริโภคนิยม เด็ก ๆ ทุกวันนี้ไม่มีใครอยากเปึนครู ไม่มีใครอยากเปึน เปึนนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีใครอยากเปึนนักวิจัย ไปถามเถอะว่า เด็กสมัยนี้อยากเปึนอะไร อยากเปึนเชียร์ ลีดเดอร์ (Cheer leader) อยากเปึนพริตตี้ (Pretty) อยากเปึ้นโคโยตี้ (Coyote) ทั้งหมดนี้ปรากฏผ่านอิทธิพลของสื่อ ผมเปึนห่วงเหลือเกินว่าสังคมฐานความรู้ การแข่งขันในระดับนานาชาตินั้นที่จะต้องชี้ขาดด้วยว่า บุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ใน สังคมไหนมีความรู้มากกว่ากัน จะไม่มีทางเปึ้นจริงได้ถ้าเกิด มาตรา ๔๐ นั้น เปึ้นแต่เพียง ตัวหนังสือ เพราะฉะนั้นผมจึงยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องน้อมนำเอา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเปึ้นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ ประชาชนพึ่งตนเองได้ มีอิสระทางความคิด และตัดสินใจทางการเมืองโดยอิสระ ในขณะเดียวกันข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ มีดีอยู่หลายข้อ ในส่วนที่ผมมา ในฐานะสื่อชาวบ้าน ผมก็ขอเรียกร้องความเปึนจริงในทางปฏิบัติ ความเปึนจริงที่จะบังคับ ใช้ได้ในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ลำดับต่อไปเปึน ท่าน สสร. มนตรี นะครับ แล้วตามด้วยท่าน สสร. วัชรา เชิญท่าน สสร. มนตรี ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม มนตรี เพชรขุ้ม ก็ต้องขอขอบคุณ ประการแรก ที่มีสมาชิก สสร. หลายท่านนะครับ เช่น คุณกรรณิการ์ คุณเกียรติชัย คุณสวิ่ง ที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นเปึนอย่างสูงในขณะที่ผมนั่งฟังอยู่นะครับ และก็ต้อง แสดงความยินดีกับคุณอภิชาติ ดำดี ที่ท่านหายป์วยนะครับ เมื่อกี้ฟังดูท่านป์วย แต่หายแล้วครับ ท่านประธานครับ หลายท่านให้ความสำคัญกับท้องถิ่นเปึนอย่างดี ซึ่งผม ก็เปึนตัวแทนของท้องถิ่นโดยตรงเลยต้องทำหน้าที่ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพราะคน ชาวท้องถิ่นทั้งประเทศก็รอคอยอยู่ และโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ก็รอความหวังอยู่นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ภารกิจหน้าที่ของท้องถิ่น โดยเฉพาะ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกองค์การบริหารส่วนของ เทศมนตรี เทศบาลนะครับ นายกองค์การบริหารส่วน อบจ. นะครับ ก็มีหน้าที่บทบาท มากมายเหลือเกินครับ บ้านนอกอาจจะไม่เหมือนในกรุงเทพฯ ก็ได้ครับท่าน บ้านนอกนี่ น้ำมา อย่างที่น้ำมาฝนตกหนักนี่ทางน้ำระบายไม่ทัน ไม้สักอันมาติดอยู่ที่คู่น้ำนี่ครับท่าน ชาวบ้านโทรศัพท์มาแจ้งแล้ว ท่านนายกฯ ไม้ขวางทางน้ำนะครับ ให้ไปช่วยเอาออกหน่อย ทั้ง ๆ ที่ว่าเดินไปเขี่ยนิดเดียวก็ลงแล้ว ก็ไปแล้ว ก็ต้องแจ้งนายกฯ ตลอด และผมเรียน ให้ทราบว่าผู้บริหารท้องถิ่นทุกคนต้องทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ไม่ใช่ว่าแค่ ๘ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง ๙ ชั่วโมง ไม่ใช่ นอนแล้วก็ต้องตื่นครับโทรศัพท์เข้ามา เดือดร้อนเรื่องอย่างนั้น เดือดร้อนเรื่องอย่างนี้ต้องไปนะครับ ไปทำหน้าที่นะครับ ตลอดเวลานะครับ นี่คือหน้าที่ และภารกิจหลัก ๆ ที่สำคัญของท้องถิ่นนะครับ เมื่อทุกคนให้ความสำคัญกับผม ผมต้อง ขอขอบคุณ และผมก็ต้องขอกล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่เราต้องทำกันนะครับตลอดไป เช่น การศึกษา แม้ว่าไม่ได้รับการถ่ายโอนจากกระทรวงศึกษาฯ บางที่ก็รับไปแล้วบ้าง บางที่ ก็ยังไม่ได้รับ แต่ภารกิจหลักเราก็ต้องทำอยู่ตลอดเวลา เช่นว่าส่งเสริมการศึกษานะครับ ไม่ว่าจะด้านของอุปกรณ์การเรียนการสอน ทุนการศึกษาต่าง ๆ นี่ครับ อบต. หรือว่า เทศบาล อบจ. ต้องดูแลตลอด นั่นคือส่วนหนึ่งนะครับ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน นะครับ ถนนหนทาง ไฟฟัา ประปา โทรศัพท์ ท้องถิ่นก็ต้องดำเนินการให้ชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านจะได้มีความสะดวกในการสัญจรไปมา ในการขนส่งพืชผลทางการเกษตร นะครับ ในทุก ๆ อย่าง นั่นคือสิ่งที่ภารกิจหลักที่ต้องทํานะครับ แม้ว่ารัฐบาลกลางนะครับ ซึ่งประเทศไทยก็มีรัฐบาลเดียวนะครับ จะได้มีภารกิจถ่ายโอนลงไปยังท้องถิ่นหรือ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่จะไปดำเนินการทางด้านต่าง ๆ อย่างที่ผมนำเรียนว่า เช่น การศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริม อาชีพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนะครับ สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติอะไรเปึนต้น ที่ผมได้กล่าวมานี้คือหน้าที่หลัก ๆ ที่ต้องทำอยู่ตลอด นะครับ ฉะนั้นการที่หลายท่านก็ยังพูดอยู่เสมอว่า ยังไม่เข้มแข็งพอ แต่ผมก็ยืนยันว่า ๑๐ ป้ ที่มี อบต. หรือว่ากว่า ๑๐ ป้ ๒๐ ป้ มีเทศบาล มี อบจ. ผมเชื่อว่าความเข้มแข็ง ตรงนี้ก็พอเพียงนะครับ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. ๑๐ ขวบ ที่เกิดขึ้น และที่มีมานะครับ ทุกคนก็ทำหน้าที่ได้ดี และภูมิใจชาวบ้านเหลือเกิน ชาวบ้านก็ถูกใจ เพราะได้รับความสะดวก ได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างเร่งด่วนนะครับ เพราะไม่ต้องรอ งบประมาณกลางจากภาครัฐหรือว่าจากกระทรวงต่าง ๆ ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ จัดการได้ นั่นคือในกระบวนของการกระจายอำนาจโดยตรงนะครับ และสิ่งที่ท้องถิ่น ตระหนักอยู่อีกประการหนึ่งคือ ส่วนภูมิภาคยังต้องกำกับดูแลอยู่อย่างเข้มแข็ง ตรงนี้ทำให้ การบริหารจัดการของท้องถิ่นอาจจะอึดอัดไปนิดหนึ่ง คือเดินไปข้างหน้าต้องเหลียวไป ข้างหลังด้วย ต้องระวังข้างหลังด้วย กลัวจะมีปัญหาด้านหลัง ทั้ง ๆ ที่ว่าการกระจาย อำนาจแท้จริง ผมอยากให้ท้องถิ่นทุกท้องถิ่นสามารถที่จะดำเนินการไปได้โดยตนเอง นะครับ นั่นคือการกระจายอำนาจที่แท้จริงนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นว่าบางท้องที่ บางท้องถิ่น ถ้านายกองค์การบริหารคนนั้นไม่ถูกกับนายอำเภอก็มีปัญหาอีก นายอำเภอก็ไม่เซ็นบ้าง ล่าช้าบ้าง มีปัญหาไปบ้าง ตอนนี้ผมเห็นท่านผู้ว่าฯ ท่านก็มานั่งอยู่ ท่านผู้ว่าฯ ก็เพิ่ง เกษียณอายุราชการมาจากสุราษฎร์ธานี ท่านวิจิตร วิชัยสาร ขออภัยด้วยครับที่เอ่ย ชื่อท่าน ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. มาเปึน สสร. และอีกท่านหนึ่งก็ขออภัยที่จำชื่อ ไม่ได้ ๒ ท่านเข้ามา ท่านก็เคยให้ความสําคัญกับท้องถิ่นมากที่อยู่สุราษฎร์ฯ เพราะท่าน ก็เปึ้นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมก็เข้าไปจังหวัดตลอด และท่านก็ให้โอกาสที่ ส่วนท้องถิ่นหรือหัวหน้าส่วนราชการเข้าประชุมทุกเดือน ผมก็มีโอกาสที่จะนำเสนอ ในที่ประชุมของจังหวัดตลอดเวลา ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่านและเอาเรื่องของจังหวัดมากล่าว ตรงนี้ ขออภัยด้วยนะครับ ฉะนั้นในหลายบทหลายตอน อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘๕ วรรคสี่ กำหนดและบัญญัติไว้ว่า ท้องถิ่นให้อยู่ในวาระได้แค่ ๒ วาระ หรือ ๒ สมัย ตรงนี้ถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเขียนกฎหมายหรือแก้ไขให้ สักหน่อยก็เปึ้นดี แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยครับ เปึนเรื่องใหญ่ ท่านเชื่อไหมว่าถ้า ๒ วาระ หรือ ๒ สมัย การทำหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นหรือของนายกฯ ทุกนายกฯ ทำหน้าที่ได้ ไม่เต็มที่เพราะวาระแรกหมดไป วาระ ๒ ก็ต้องหยุดแล้วหยุดพักอีกวาระหนึ่ง อันนั้นคือ ปัญหาเลยครับ อยู่ในวาระได้แค่ ๒ สมัยนี้เปึ้นเรื่องที่ยุ่งยาก และคนใหม่เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ต้องมานับหนึ่งใหม่ เพราะคนใหม่มาผมเชื่อเหลือเกินว่าบางคนก็เข้ามาไม่รู้เรื่อง ผมพูดได้ อย่างนี้เลย อย่างท้องถิ่นหลายท้องถิ่นก็ต้องนั่งคลำไปประมาณ ๑ – ๒ ป้ หรือว่าใน สมัยหนึ่ง ๔ ป้ต้องอยู่อย่างนั้นหลาย ๆ ที่ ฉะนั้นการที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดไว้ว่า ให้อยู่ในวาระได้แค่ ๒ สมัย หรือ ๒ วาระ ตรงนี้คือประเด็นที่หนักมาก และยุ่งยากกับชาวบ้าน ชาวบ้านนี่ต้องไว้วางใจกับผู้ที่ทำหน้าที่ ขออภัยครับ ต้องทำหน้าที่ ให้กับชาวบ้านและชาวบ้านได้รับการตอบสนองที่ดี และนั่นคือสิ่งที่ท้องถิ่นได้ทำมาตลอด กฎหมายฉบับนี้ผมเข้าใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ กลัวว่าผู้ที่อยู่ในอํานาจ มากเกินไปจะมีอิทธิพล มีอํานาจสืบทอดต่อไป ไม่ใช่นะครับ ไม่เปึนจริงอย่างนั้น ผมเชื่อ เหลือเกินว่าคนที่ทำดีก็อยู่ได้ตลอด คนที่ทำไม่ดีก็อยู่ได้ไม่นานหรอกครับ ต้องไป ชาวบ้าน ตอนนี้หูตาสว่าง เมื่อทำไม่ดี ไม่ทำหน้าที่หรือไม่มีความรับผิดชอบ เมื่อชาวบ้านไม่ได้รับ ผลประโยชน์ ชาวบ้านไม่ได้รับความเปึนธรรม สมัยต่อไปไม่ว่าคุณจะมีอิทธิพลแค่ไหน มีญาติ พรรคพวกพี่น้องมากแค่ไหนชาวบ้านก็ไม่เลือกนะครับ ชาวบ้านก็ต้องเลือกคนที่ทำ หน้าที่ให้กับชาวบ้านและคนที่ทำหน้าที่ให้กับส่วนร่วม คนที่มีความจริงใจช่วยสังคม อย่างแท้จริง นั่นคือประเด็นที่ว่าอยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้แก้ไขให้ท้องถิ่น แล้วก็ในส่วนอื่น ๆ ผมก็เห็นว่าสมาชิกหลายท่านได้พูดไปหลายประเด็นและหลาย ๆ เรื่อง ผมก็จะไม่ซ้ําซ้อนและจะไม่พูดต่อนะครับ เพราะประเด็นของท้องถิ่นเมื่อกี้อย่างที่ผมนํา เรียนตอนต้นที่มีผู้พาดพิง ที่ผมขอใช้สิทธิในการถูกพาดพิงกล่าวไปแล้วว่า ได้มี ท่านนายกฯ จากสงขลาพูดไปแล้วก็คงจะไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน แล้วก็หลาย ๆ เรื่องผมก็จะ ไม่พูดต่อนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่าน สสร. ทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ที่ท่าน ได้เห็นท้องถิ่นเปึนองค์กรที่สําคัญ จริง ๆ อย่างที่ท่านคิดเพราะท้องถิ่นต้องอยู่กับ ประชาชน ต้องอยู่กับชาวบ้านตลอดและต้องคอยดูแลชาวบ้านทุก ๆ เรื่อง อย่างที่ผม นำเรียนตอนต้นว่าแม้แต่ไม้ขวางทางน้ำอยู่ก็ต้องโทรหานายกฯ แม้แต่ภรรยาของใคร ปวดท้องจะเข้าโรงพยาบาลต้องโทรหานายกฯ นี่เรื่องจริงครับท่านประธาน บ้านนอกเปึน แบบนี้นะครับ อาจจะในกรุงหรือว่าเมืองใหญ่ ๆ อาจจะไม่เหมือนกับต่างจังหวัด ปัญหา เล็กน้อยก็ต้องโทรหานายกฯ โทรศัพท์ตอนนี้เครื่องเดียวไม่พอแล้วท่านประธานครับ ต้อง ๒ – ๓ เครื่องเพื่อไว้รับให้ทัน อย่างผมประชุมอยู่ที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องป่ดโทรศัพท์ ทั้ง ๒ เครื่อง ครับท่าน เกรงว่าเดี๋ยวชาวบ้านโทรมาอ้างว่าติดภารกิจเดี๋ยวชาวบ้าน จะน้อยใจเอา ก็ไม่เฉพาะแต่ผมครับ ทุก ๆ คนครับ ที่ทำหน้าที่เพื่อท้องถิ่น แต่ที่ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าองค์กรอื่นหรือว่าองค์กรใด ๆ ไม่สำคัญ สำคัญหมดครับ แต่ผม มาในนามของท้องถิ่นก็ขอพูดเรื่องท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวก่อน เรื่องอื่นผมก็จะ พูดต่อในโอกาสต่อไปนะครับ ถ้ามีโอกาส ขอขอบคุณท่านประธานมากนะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านต่อไป เปึ้นท่าน สสร. วัชรา แล้วจะตามด้วยท่าน สสร. ชาลี เชิญท่าน สสร. วัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. กระผมคิดว่าวันนี้คงจะใช้เวลาพูดเพียงบางเรื่องเท่านั้นนะครับ แล้วเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้นั้นคงเปึนเรื่องเกริ่นน้ำ ส่วนเรื่องที่เปึนสาระลงไปสู่เรื่องที่เปึน เนื้อหาคงจะต้องขอเวลาในคราวต่อไปนะครับ
ประการแรก กระผมขอให้เรามาพิจารณากันก่อนว่าเราจะทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ในลักษณะใด คือจะเปึ้นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือเปึนการ ยกร่างฯ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเรื่องนี้เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๒๖ จะเห็นว่าได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้จัดทําคําชี้แจงว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่นั้นมีความ แตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ในเรื่องใด พร้อมกับเหตุผล ในการแก้ไข จะเห็นได้ว่ามีคําว่า รัฐธรรมนูญทําขึ้นใหม่ เมื่อเปึ้นเช่นนี้ประกอบกับว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แล้วก็ประกอบกับเหตุผลที่ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นแม้มีส่วนดีอยู่หลายส่วน แต่ก็เปึ้นที่พบว่าผลของการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นไม่ได้สมผล สมประโยชน์ตามที่ตั้งใจเอาไว้ กล่าวคือในส่วนการได้มาของ ส.ส. หรือ ส.ว. ก็มิได้เปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างที่ต้องการโดยเปอร์เซ็นต์สูง คือที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มาก ส่วนอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องการตรวจสอบนั้นก็ปรากฏว่ามีความ ล้มเหลวเปึ้นอันมาก เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จะต้องทำขึ้นใหม่โดยไม่ได้ลอกเลียนเอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มา เพียงแต่ว่า เมื่อทําเสร็จแล้วนั้นจะต้องนํามาเปรียบเทียบกันว่าระหว่างที่ทําขึ้นใหม่กับที่ได้ใช้อยู่แล้ว ในป้ ๒๕๔๐ นั้นมีแตกต่าง มีเรื่องใด มีเหตุผลอย่างใดจึงได้ร่างขึ้นมาใหม่ กระผมอยาก ที่จะขออนุญาตที่จะนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการที่ให้กับ คณะ สสร. เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๐ คือคณะ สสร. ในป้ ๒๕๔๐ นั้น ตอนหนึ่งของ พระราชดํารัสมีว่าเข้าใจว่าถ้ามีข้อความมากเกินไปจะลําบากในการที่จะสร้างรัฐธรรมนูญ ที่เหมาะสม เพราะความจริงรัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายที่เปึนแม่บท หรือเปึนกฎหมายที่วาง ระเบียบกว้าง ๆ สำหรับที่จะปกครองประเทศ นอกจากนั้นก็ควรที่จะร่างกฎหมายที่เขา เรียกกันว่ากฎหมายลูกง่ายกว่าที่จะเอากฎหมายทั้งแม่ทั้งลูกอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกัน เพราะว่าการแก้ไขจะลําบาก ส่วนการแก้ไขนั้นแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรจะ สามารถที่จะใช้ในโอกาสทุกโอกาส ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของการตรวจสอบ ปรากฏว่าคือที่มาขององค์กรตรวจสอบ ซึ่งผู้ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ก็คือสมาชิกวุฒิสภา ในเรื่องนี้นั้นปรากฏว่า ได้มีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารและมีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทําให้เกิดการครอบงําสมาชิกวุฒิสภา ทําให้การตรวจสอบการทุจริตไม่สามารถทําได้ อย่างเต็มที่หรือไม่มีการกระทําในเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นเห็นสมควรว่าน่าที่จะได้มีการ พิจารณากันอย่างเต็มที่นะครับ เพื่อที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าในเรื่องจำนวนก็ดี ในเรื่องคุณสมบัติก็ดี ในเรื่องข้อห้ามที่จะให้เข้าสู่การสมัครรับเลือกตั้งก็ดี การมีอํานาจก็ดี การถูกถอดถอนก็ดี เพราะปรากฏว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นยังขาดการค้านอํานาจ เปึ้นอย่างมาก ในวันนี้กระผมขอเพียงแค่นี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปนะครับ ท่าน สสร. ชาลี แล้วจะตามด้วยท่าน สสร. ไพโรจน์ เชิญท่าน สสร. ชาลี ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม ชาลี กางอิ่ม สมาชิก สสร. ขอกราบเรียนประธานสภาผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ขอฝากเปึนแนวคิดนะครับ ผมคิดว่าในการ ร่างรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ก็ฝั่นให้ไกล ไปให้ถึง ก็คาดว่าคงจะดีกว่าป้ ๒๕๔๐ นะครับ แต่ว่าเราร่างให้ดีอย่างไรก็อยู่ที่การปฏิบัตินะครับ ก็อยากจะฝากนะครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนประเทศใดก็จะต้องร่างให้สอดคล้องกับ ความเปึนจริงของวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น การร่างรัฐธรรมนูญของไทยก็ต้องสอดคล้องกับความเปึ้นจริงของคนไทยนะครับ ไม่ว่าจะ เปึ้นเรื่องของประวัติศาสตร์ไทย วัฒนธรรมไทย และโดยเฉพาะนิสัยการเมืองของคนไทย นะครับ อันนี้ก็อยากจะฝาก
ประเด็นที่ ๒ ก็น่าจะเปิ่ดโอกาสให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายเหมือน กฎหมายธรรมดา เมื่อรัฐพัฒนาเข้าสู่วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยได้ระดับใด ก็มาปรับ รัฐธรรมนูญให้ได้ง่ายนะครับ
ประเด็นที่ ๓ รัฐธรรมนูญจะต้องสั้น เพื่อให้ทุกคนจํารัฐธรรมนูญได้ ซึ่งก็ เปึนการพัฒนาประชาธิปไตยทางหนึ่งด้วย สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ ก็น่าจะตราเปึน พระราชบัญญัติ
ประเด็นที่ ๔ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าไม่ควรจะเขียนให้เด็กไทยเห็นว่า คนไทยขี้โกงนะครับ ไม่ต้องเขียนดักการโกงไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ให้ไปเขียนรายละเอียดไว้ ในพระราชบัญญัติแทน อันนี้เปึนแนวคิด แล้วก็โดยเฉพาะผมก็ถือว่าเปึนภาคราชการ นะครับ แต่ว่ามาส่วนท้องถิ่น ซึ่ง ๒ ท่านก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเปึ้นท่านอุทิศ ชูช่วย นะครับ แล้วก็ท่านมนตรี เพชรขุ้ม นะครับ สำหรับมาตราที่เกี่ยวกับท้องถิ่นนะครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็คิดว่า มีอยู่ ๑๒ หมวด ๓๓๖ มาตรานะครับ แต่ที่เกี่ยวกับท้องถิ่นโดยตรงก็มีอยู่ด้วยกัน ๒ หมวด คือ หมวด ๕ กับหมวด ๙ นะครับ จริง ๆ แล้วก็คิดว่าจากการที่ผมอยู่ในท้องถิ่นนะครับ การกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่นนั้นถือว่าเปึนเรื่องที่สําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากผู้ร่างว่า ทําอย่างไรการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นนั้นให้เปึ้นรูปธรรมอย่างจริงจังแล้วก็ชัดเจน ผมอาสาเข้ามารับใช้ท้องถิ่นตั้งแต่ป้ ๒๕๓๘ ก็ใช้สโลแกน (Slogan) ว่า โปร่งใส ใจกว้าง ทางเลือกใหม่นะครับ ทําอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะร่วมกันพัฒนาท้องถิ่น ก็ไปลงประชุมชุมชนสัญจร ๕ – ๖ ครั้ง ชาวบ้านก็ด่าทุกเรื่อง เพราะเขายังไม่เข้าใจคำว่า มีส่วนร่วม และที่ด่ามากที่สุดก็คือเรื่องของคู่ระบายน้ำเหม็น เสาไฟฟัาดับ
ประเด็นที่ ๖ ผมก็เลยบอกว่า ถ้ามาให้ด่าก็ไม่มาแล้วนะ นี่มาให้มีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันคิด ร่วมทำ ร่วมใช้ แล้วก็ร่วมกันดูแล เขาบอกว่าคู่ระบายน้ำเหม็น ผมก็บอกว่า ถ้าเหม็นก็โทรมาบอกสิ คณะเทศมนตรี หรือรองนายกฯ ไม่ได้ไปนอนเฝั้าคูระบายน้ำ หน้าบ้านคุณอยู่ เขาบอกเสาไฟฟัาบ้านเขาดับอยู่ ๓ เดือนแล้ว ไม่เห็นมาเปลี่ยนให้ ผมบอกว่าก็ไม่ได้ไปเฝั้าเสาไฟฟั้าหน้าบ้านคุณอยู่นี่ ดับก็โทรมาบอกเราจะได้เปลี่ยนให้ ไม่ใช่ด่าไม่ได้นะครับ ท้องถิ่นอาสามา ๒ เรื่องนะครับ มารับใช้ และมาให้เขาด่า แล้วก็มาพัฒนาด้วย ที่หลังเขาก็เริ่มเข้าใจคําว่า มีส่วนร่วมนะครับ จากนั้นไม่ด่า แล้วมีส่วนร่วม ร่วมคิดร่วมทํา อันนี้ก็เปึ้นส่วนหนึ่งครับ เราทําอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ คำว่า มีส่วนร่วม นะครับ เทศบาลนครฯ ตรังก็คงประสบความสำเร็จพอสมควรนะครับ สมรักษ์บอกว่าไม่ได้โม้ ไม่ใช่โม้นะครับ แต่พูดให้ฟัง ได้รับร่างวัลมากมายจากการ มีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นถือว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น เปึ้นเรื่องที่สำคัญ ในเรื่องของ ๒ วาระ หลายท่าน ท่านอุทิศ ชูช่วย ก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ผมคิดว่าต่างประเทศนั้น กฎหมายของท้องถิ่นของต่างชาติเขาก็เขียนว่า ส่วนใหญ่ หลาย ๆ ประเทศว่าท้องถิ่นทําอะไรได้ไม่กี่อย่างนะครับ กลับของไทยท้องถิ่นทําได้กี่อย่าง มันกลับกันนะครับ ของต่างประเทศย์กตัวอย่างอะไรที่ทําไม่ได้ เรื่องของความมั่นคง อะไรเหล่านี้เปึนต้นนะครับ แต่ของไทยนั้นเขียนว่าทําได้กี่อย่าง ทําได้แล้วยังมากั๊ก อีกนะครับ อันนี้ทําอย่างไร อยากฝากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ทําอย่างไรให้ไป เขียนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้เปึนรูปธรรมที่ชัดเจนนะครับ อย่าให้ กระทรวงมหาดไทยหรือผู้ผลิตควบคุม ดูแล นั้นไปร่างกฎหมายลูก หรือร่างระเบียบ มาควบคุม ยกตัวอย่างว่าการเงิน การคลังนะครับ ผมได้ดำเนินการส่งเสริมกีฬานะครับ อันนี้ขอถือโอกาสรบกวนเวลาสภานิดหนึ่งนะครับ ก็เกี่ยวกับเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ นะครับ เพราะว่าผมเข้ามาจัดแข่งขันกีฬาให้กับเด็กนะครับ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า กับเยาวชนเพื่อส่งเสริมกีฬา เพราะว่าผมใช้สโลแกนว่า สุขภาพดีไม่มีขายมาหลายป้แล้ว เพราะคิดว่าถ้าทุกคนออกกำลังกาย เตรียมการปัองกันที่ต้นเหตุเราก็ไม่ต้องสั่งยา จากต่างประเทศป้ละหลายแสนล้าน ก็จัดแข่งขันกีฬาวิ่ง แอโรบิค จักรยาน สลับกันไป ให้รางวัลที่ ๑ ก็ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ก็จัดมา ๓ ป้นะครับ สตง. บอกว่า จ่ายไม่ได้เปึนเงิน ต้องจ่ายเปึนถ้วย ผมก็ถามว่าถ้วยนั้นเปึ้นเงินด้วยหรือเปล่า เขาบอกว่า ระเบียบไม่เป่ดให้นะครับ อันนี้ก็หมายความว่าไม่โทษ สตง.นะครับ แต่ทางมหาดไทยมา กั๊กเราไว้อย่างนี้ ทั้งที่ ๆ เปึ้นเงินของท้องถิ่นนะครับ ก็ผมส่งเสริมเรื่องเหล่านี้นะครับ ก็ปรากฏว่านักกีฬาของเรานั้นประสบความสำเร็จนะครับ บอกว่าจ่ายเปึ้นเงินไม่ได้ ก็ไม่ได้จัดครับ ก็ต่อสู้นะครับ โดยสันนิบาตเข้าไปแก้ไขระเบียบ เขาก็แก้ให้นะครับว่า ให้จ่ายเปึนเงินร่างวัลได้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ แต่จัดแข่งขันกีฬาของนักเรียน นั้นเราไม่มีค่ากรรมการนะครับ มีแต่ค่ากาแฟ คือจัดไม่ได้นี่ยกตัวอย่างนะครับ ทั้ง ๆ ที่ เปึ้นเงินของเรา เพราะฉะนั้นอยากฝากนะครับว่าไปเขียนอย่างไรให้ท้องถิ่นสามารถมีการ คล่องตัวในการบริหารงาน แล้วก็อีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๗๘ รัฐต้องกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจกรรมท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อม ให้เปึนองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ในจังหวัดนั้น นี่คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๘ เดิมนะครับ ก็อยากจะฝากท่านผู้ยกร่างฯ นะครับว่าภายในกี่ป้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ อันนี้ก็เปึนแนวคิดในเบื้องต้นก็คงไม่ลงลึกในรายละเอียดนะครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านต่อไป เปึ้นท่าน สสร. ไพโรจน์นะครับ แล้วจะตามด้วยท่าน สสร. กิตตินะครับ เชิญท่าน สสร. ไพโรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เปึนกรรมการยกร่างฯ ด้วยนะครับ ผมนำเรียนในที่นี้ก็เพื่อที่จะชี้ประเด็นที่เปึ้นประเด็นหลักสำคัญ เพื่อให้เชิญชวนให้พวกเราก็ดี ให้ท่านผู้รับฟังการถ่ายทอดอยู่ก็ดี ได้มีข้อคิดเห็นในประเด็น หลัก ๆ ว่า ในการที่เราจะจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๕๐ นี้จะมีประเด็นสําคัญอะไรบ้าง ที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาจัดทำ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะกรอบเวลา ๑๘๐ วันที่จะต้อง แล้วเสร็จนั้นเปึ้นสิ่งที่คิดว่าเปึนหัวใจสําคัญอย่างยิ่งครับว่าการทํางานของเรานั้นจะต้องมี เปัาหมาย มีกรอบเวลา มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ก่อนอื่นกระผมก็ต้องขอเรียนว่า กระผมยินดีและขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ให้โอกาสมาทำงานร่วมกับท่าน ด้วยการที่เราได้เลือกสรรกันมา กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเปึนกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการ ปกครองประเทศ เพราะฉะนั้นก็น่าจะต้องใช้เปึ้นหลักในการที่จะบริหารประเทศ ในการที่ จะพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขให้ สืบเนื่องยาวนานต่อเนื่องกันไป ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้น้อมน้ำพระราชดำรัส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแด่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้นํามาอีกครั้งหนึ่งเปึนการเน้นย้ําว่า ในเรื่องการจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นควรจะเปึนอย่างไร ท่านพระราชทานเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๐ ที่ศาลาดุสิตาลัย มีประเด็นสำคัญอยู่ ๒ – ๓ ประเด็น ประเด็นแรก ท่านได้ทรงเน้นว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเปึ้นผู้ที่เปึ้นกลาง ตั้งสภาเพื่อร่าง รัฐธรรมนูญซึ่งเปึนกฎหมายสูงสุดของประเทศ อันนี้เราก็ได้ปฏิญาณแล้วว่าจะทํางาน โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ฝ์ายหนึ่งฝ์ายใดเปึนการเฉพาะนะครับ
ประการต่อไป รัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายแม่บท วางระเบียบกว้าง ๆ ในการ ปกครองประเทศ ซึ่งก็คงมีแต่ละประเทศก็คงจะไม่เหมือนกัน ประเทศที่เปึนรัฐเดียว อย่างประเทศไทยเรา ประเทศที่เปึนสหรัฐอย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เปึนสังคมนิยม อย่างเช่นรัสเซียเหล่านี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นแต่ละประเทศคงจะมีประวัติความเปึนมาที่ แตกต่างกัน มีรูปแบบแนวทางการบริหารการจัดการ บริหารประเทศที่ไม่จำเปึนต้อง เหมือนกัน เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราผมก็คิดว่าเราน่าจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่สอดคล้อง กับรูปแบบการปกครองประเทศ หรือสัมพันธ์กับสภาพสังคมไทยให้มากที่สุดที่จะมากได้ แล้วก็สามารถเปึนแนวทางปฏิบัติที่เราปฏิบัติกันได้
ประการต่อไป พระองค์ท่านรับสั่งว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะต้องกะทัดรัดชัดเจน แล้วก็อย่าเอากฎหมายลูกมาใส่ในกฎหมายแม่ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นเปึนกฎหมายแม่ ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะยาวเกินไป แล้วก็ทำให้ไม่คล่องตัว จะต้องสามารถที่จะร่างกฎหมายที่ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญโดยง่าย และไม่มีปัญหากํากวม จะต้องสรรหาคําที่เหมาะสม ไม่กำกวมลงในกฎหมายที่ไม่เยิ่นเย้อ แล้วก็ท่านก็ให้สมาชิกของเราตั้งอกตั้งใจแน่วแน่ และสามารถที่จะปรองดองกันร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นไปด้วยความเรียบร้อยด้วยดี นั่นเปึนสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนคงจะต้องตระหนัก กลับมาถึงเรื่องที่กระผมจะได้ นํากราบเรียนต่อที่ประชุมว่า มองว่าอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังจะจัดทํานี้ เปึ้นอย่างไร ประการแรก ก็อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญที่มีความ เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของสังคมไทย แล้วก็นำไปใช้เปึนแนวทางปฏิบัติได้ อย่างแท้จริง ไม่ต้องมาถอดรูท (Root) ตีความกันให้วุ่นวาย มีปัญหาอะไรก็ต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตีความเหมือนอย่างที่ผ่าน ๆ มา
ในประเด็นที่ ๒ บทบาทของสภาร่างรัฐธรรมนูญของเรานั้นก็จะต้องเปึ้น สมาชิกของเราทุกคนด้วยครับ ผมคิดว่าเราจะต้องเปึ้นผู้ประสานสิบทิศเลย ในการที่จะ น้อมนำแนวคิด ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เรารับฟังความคิดเห็นมาประกอบการ พิจารณาในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จสิ้นไป โดยที่เราจะเน้นในสาระสําคัญ ๆ ที่จะต้องมีการร่าง หรือจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจน ให้สามารถที่จะทำ ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปได้ เพื่อให้สิ่งที่เปึนภารกิจของเรานั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ในขณะเดียวกันผมคิดว่าเปึนความจําเปึนอย่างยิ่งครับที่เราจะต้องให้ความรู้ความเข้าใจ และปูพื้นฐานให้เกิดความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองแก่พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ให้เห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นคืออะไร การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่จะบอกว่าเปึนการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนนั้น เปึ้นอย่างไร จิตสำนึกที่เกิดขึ้นในตัวพี่น้องประชาชนทุกคนตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต จนกระทั่งมีสิทธิ มีเสียงเลือกตั้งนี่ จะต้องมีจิตสํานึกที่เปึนประชาธิปไตยจะต้องมี เมื่อมี จิตสํานึกตรงนี้แล้วการเข้าไปมีส่วนร่วมเปึ้นหัวใจที่สําคัญที่สุด แล้วจะต้องร่วมในสิ่งที่ถูก ที่ต้องที่ควรด้วยนะครับ -------------------------------------------------------------------- -๖๘/๑ ไม่ใช่ไปร่วมไปใช้สิทธิโดยการที่มีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือใช้สิทธิแล้วก็แล้วไป ให้ใครเขา มาบริหารประเทศ บริหารงานอยู่ ๓ ป้ ๔ ป้ ใช้งบประมาณเปึ้นล้าน ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาใช้เงิน เพียงไม่เท่าไรก็สามารถเข้าสู่สภาได้ ซึ่งเราไม่อยากจะพูดเช่นนั้น แต่ว่าเราอยากจะเห็นว่า ความมีจิตสำนึกของความเปึนประชาธิปไตยเกิดขึ้นตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียน แล้วมา โตขึ้นในสังคม ถ้าเปึ้นเช่นนั้นผมคิดว่าทุกคนจะรักษาไว้ซึ่งสิทธิและหน้าที่แล้วไปใช้สิทธิ ใช้เสียงอย่างตรงไปตรงมา ได้คนดีมีความรู้ความสามารถเข้ามาเปึนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือมาบริหารบ้านเมือง นั่นเปึนสิ่งที่เปึนความปรารถนาสูงสุด ที่คิดว่าเราจะต้องคํานึงและจัดให้มีขึ้นในการที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ แล้วข้อสําคัญนั้นเราจะต้องร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กําหนดคือ ๑๘๐ วัน แล้วจะต้องนำออกไปเผยแพร่และจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้สภา สามารถจะผ่านการออกเสียงประชามติออกมาเปึนกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สามารถ ใช้บังคับได้ หรือให้มีการเลือกตั้งหรือพัฒนาต่อไปได้ นั่นเปึ้นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะต้อง ทำ แล้วก็คงจะต้องประสานกัน ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกฝ์ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกอย่าง นั้นสำเร็จตามเปัาหมาย
สำหรับประเด็นหลักสำคัญ ๆ ที่ผมคิดว่าน่าจะต้องหยิบยกขึ้นมากล่าว ณ ที่นี้ก็คือ เราอาจจะต้องดูรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ฉบับ นอกจากป้ ๒๕๔๐ แล้วนะครับว่า ในแต่ละบท ในแต่ละหมวดนั้นมีประเด็นใดบ้างที่มีข้อขาดตกบกพร่องหรือทำแล้วที่เราจะ ทำให้สมบูรณ์ขึ้น หรือยังไม่มีเราก็เพิ่มเติมเข้าไปนะครับ ถ้ามองดูภาพรวมแล้วนะครับ ในบทแรกๆ ไม่ว่าในบททั่วไป บทพระมหากษัตริย์หรือเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องหน้าที่ของ ชาวไทย แนวนโยบายแห่งรัฐต่าง ๆ นี่เกือบจะเรียกว่าพร้อมบริบูรณ์ครับ เราอาจจะ เพิ่มเติมเข้าไปในบางเรื่องบางอย่างนะครับ อย่างเช่นในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนชาวไทยนะครับ นอกจากจะมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วอาจจะต้องมี กฎหมายมารองรับ ไม่อย่างนั้นแล้วก็อาจทำให้สิทธิเสรีภาพนั้นอาจจะถูกลิดรอนหรือ อาจจะถูกกระทบกระเทือนได้ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยมีอยู่อันหนึ่งครับ ในหน้าที่ เกี่ยวกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เราบอกให้เขาไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้าไม่ไปจะต้องมีโทษ ลงโทษเท่านั้นเท่านี้ เกี่ยวกับเรื่องรายละเอียดตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะไปอยู่ในกฎหมาย เลือกตั้งได้นะครับ ว่าโทษทัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าหากว่าเปึนกฎหมายเลือกตั้งก็สามารถ ที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยง่ายโดยไม่ต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเรื่องแนวนโยบาย แห่งรัฐก็เช่นเดียวกันครับ มันอาจจะจำเปึนต้องมาทบทวนกันดูอีกครั้งหนึ่งว่านโยบาย อะไรที่คิดว่าจําเปึ้นจะต้องมีต้องทํา แล้วก็สามารถเปึนไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่กําหนด เฉย ๆ แล้วก็ทําไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ เมื่อสักครู่สมาชิกท่านหนึ่งได้พูดถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ ในด้านเศรษฐกิจพอเพียงอะไรต่าง ๆ นั่นก็เปึ้นสิ่งที่ดีที่เราอาจจะต้องมีการกำหนด เพิ่มเติมเข้าไป ในเรื่องของรัฐสภาหรือรูปแบบการปกครองการบริหารประเทศนั้นก็คง จะต้องมีประเด็นหลักที่เราน่าจะต้องมาพิจารณาในหลักสำคัญว่าจะให้มีกี่สภา สภาผู้แทน วุฒิสภา หรือจะมีสภาเดียว สภาผู้แทนราษฎรควรจะเปึ้นอย่างไร สมาชิก จะมาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร จะให้มีสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อไหม หรือ ไม่ต้องมี วุฒิสมาชิกจะมาจากไหน จะมาจากการแต่งตั้ง การเลือกตั้ง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่เราจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากหลาย ๆ ฝ์าย แล้วนํามา ประกอบการพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นอกเหนือจากนั้นประเด็นที่เกี่ยวกับ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากไหน มาจากคนที่เปึน ส.ส. หรือมาจากสมาชิก รัฐสภา นั่นก็เปึ้นประเด็นที่ค่อนข้างจะมีความเห็นที่แตกต่างกันพอสมควรนะครับ รัฐมนตรีจะต้องเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หรือจะไม่ต้องเปึน ต่าง ๆ เหล่านี้ เปึ้นต้น นั่นเปึนเพียงผมยกตัวอย่างขึ้นมาว่าเปึนประเด็นหลัก ๆ ที่เราอาจจะต้อง หยิบยกขึ้นมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง เดิมเขียนเอาไว้บอก ๙๐ วัน พอจะเปลี่ยนอะไรก็ไม่ได้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันจะยาวมากเกินไปไหม หรือเรา เอาแค่ ๓๐ วัน หรือ ๔๕ วัน ก็เปึนเรื่องที่จะต้องมาถกแถลงกัน ในเรื่องของกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน ในเรื่องของกรรมการเลือกตั้ง ว่ามันจะต้องเขียน ละเอียดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นนั้นไหมหรือจะไปอยู่ในกฎหมายเลือกตั้ง การคัดค้านการ เลือกตั้งจะทําอย่างไร จะให้กรรมการเลือกตั้งใช้สิทธิชี้ขาดตัดสินไปเลยเหมือนอย่าง ทุกวันนี้ หรือเราจะให้มีศาลเลือกตั้งเกี่ยวกับเรื่องการโต้แย้งในเรื่องสิทธิและในเรื่อง การเลือกตั้งนี้เปึนการเฉพาะ ซึ่งก็คงจะต้องกําหนดกันนะครับ ในเรื่องของเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจะกำหนดอย่างไรและมีกฎหมายรองรับไว้เพียงใด ในเรื่องที่เกี่ยวกับศาล คดีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ บางทีเขียน อยู่ในนี้ผมคิดว่าค่อนข้างจะยาวเกินไป อาจจะไปอยู่ในกฎหมายเฉพาะ การปกครอง ท้องถิ่น อันนี้ก็เขียนไว้ค่อนข้างละเอียด ที่เมื่อสักครู่สมาชิกท่านได้อภิปรายว่าเกี่ยวกับ วาระการดํารงตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นจะอยู่ได้ไม่เกิน ๒ สมัย อะไรต่าง ๆ อันนั้นน่าจะไปอยู่ในกฎหมายท้องถิ่น ในกฎหมายหลักซึ่งเปึนกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นน่าจะระบุเพียงว่า การปกครองท้องถิ่นนั้นให้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของ การปกครองตนเอง แล้วก็มีอิสระในการบริหารงาน ทั้งนี้เปึ้นไปตามบทบัญญัติของ กฎหมาย ซึ่งน่าจะกะทัดรัด กระชับและสั้นนะครับ ส่วนว่าเราจะให้บริหาร จะจัดการมี อํานาจหน้าที่อะไรอย่างไรนั้นไปเขียนไว้ในกฎหมายเฉพาะในแต่ละเรื่องก็น่าจะเปึน ประโยชน์มากกว่า หรือน่าจะคล่องตัวกว่า นอกจากนั้นก็มีในเรื่องของกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ อันนี้กระผมก็ไม่ใช่นักกฎหมายที่เชี่ยวชาญอะไรมากนะครับ เราบอกว่า มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็จะมีประเด็นปัญหา เหมือนกันว่าเมื่อมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไป กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องหมดสภาพไปด้วยหรือไม่อย่างไร หรือเราจะเรียก เปึ้นพระราชบัญญัติเฉย ๆ หรืออะไร นี่ประเด็นหลัก ๆ ที่กระผมคิดว่ากรรมาธิการยกร่างฯ เราน่าจะได้รับฟังและหยิบยกขึ้นมา จากการที่เรามีเวลาจำกัดค่อนข้างมาก ฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อได้รับฟังความเห็นจากจังหวัดต่าง ๆ ความเห็นจากในภาพรวม กว้าง ๆ แล้วเราก็จะได้นำมาประกอบการพิจารณาต่อไป กระผมขออนุญาตกราบเรียน เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวท่านต่อไป เปึ้น ท่าน สสร. กิตติ และตามด้วยท่าน สสร. สุรชัย นะครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งว่า ท่านผู้อภิปรายขอความกรุณาระวังนิดหนึ่งนะครับ ในข้อ ๕๐ ห้ามมิให้กล่าวถึง พระมหากษัตริย์นะครับ ก็ขอฝากด้วยท่านผู้อภิปราย ขอเชิญท่าน สสร. กิตติ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อนสมาชิก สสร. ทุกท่าน ผม กิตติ ตีรเศรษฐ์ สสร. ประเด็นที่กระผมจะขออนุญาตอภิปรายต่อไปนี้ก็คงไม่แตกต่างจากประเด็นที่ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ไม่ว่าจะเปึ้นท่านที่เพิ่งอภิปรายผ่านมา ๒ ท่าน คือท่านชาลีที่ได้พูดถึงว่า ในรัฐธรรมนูญควรจะเปึ้นรัฐธรรมนูญที่มีแต่ข้อความ ที่สำคัญ แล้วก็ส่วนประกอบรายย่อยนั้นควรจะแบ่งออกเปึนพระราชบัญญัติ หรือ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแทน เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งจะทํา ได้ยาก ทีนี้ในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่เราได้พูดถึงกันมา ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่ง ณ เวลานั้น หรือแม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีบางส่วนพูดกันอยู่ว่าเปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดี ที่สุดนั้น เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ได้รวบรวมเอาข้อดีของรัฐธรรมนูญที่มีใช้กันในประเทศต่าง ๆ เอามารวบรวมเข้ามา แล้วก็อาจจะ หรือมีศึกษา หรืออาจจะศึกษาไม่ครบถ้วน หรืออะไรก็ แล้วแต่ในเรื่องของวัฒนธรรมและประเพณีของไทยนะครับ จนทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ป้ ๒๕๔๐ นี้นะครับ ได้สร้างระบบที่แก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้า ป้ ๒๕๔๐ เอาไว้ เกือบทั้งหมดในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ จนเขียนไว้ยาวยืดเลย เปึนร้อย ๆ มาตรา ซึ่งต่อไปนี้ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการยกร่างฯ คงจะได้รับข้อเสนอ หรือว่าข้อคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิกไปพิจารณาดําเนินการว่า ทําอย่างไรถึงจะให้สาระในรัฐธรรมนูญมีแต่ ประเด็นที่สําคัญ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ หลาย ๆ ท่านก็มีความเข้าใจกันว่าประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีรัฐธรรมนูญก็ต้องมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็จะ กลายเปึนคำตอบของประชาธิปไตย ซึ่งในประเด็นส่วนนี้นั้น กระผมเองก็มีความเห็นว่า จริงอยู่การเลือกตั้ง หรือว่าการออกเสียงแสดงสิทธิของแต่ละท่านนั้นเปึนเรื่องที่จำเปึน แล้วก็เปึ้นสิ่งที่จะแสดงออกมาซึ่งถึงประชามตินะครับ แต่ทั้งนี้ผมเห็นว่า การที่บุคคล ต่าง ๆ หรือว่าการที่เราจะมีเรื่องของประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง นั้น คงจะต้องคำนึงอยู่บนพื้นฐานของเรื่องการศึกษาของผู้ที่มีส่วนร่วมทุก ๆ ท่านนะครับ คงไม่ปฏิเสธนะครับว่าในประเทศไทย พื้นฐานการศึกษายังมีระดับความแตกต่างกันอยู่ อย่างมาก ถึงแม้ว่าในมาตรา ๘๑ จะระบุว่า รัฐจะต้องมีการจัดการศึกษา อบรมและ สนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ การศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมหรืออื่น ๆ ซึ่งจากการที่ สมศ. ได้ประเมินโรงเรียนทั่วประเทศ ท่านคงทราบแล้ว นะครับว่าตัวเลขที่ออกมาจากผลจากการประเมินนั้นเปึนตัวเลขที่น่าตกใจมาก ที่จำนวน โรงเรียนกว่าครึ่งไม่ผ่านการประเมิน นั่นก็คือคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยในระดับที่ จะต้องเปึนกำลังสำคัญของบุคคลของชาติในอนาคตยังมีระดับของการบริหารจัดการที่ ไม่ได้เปึ้นไปตามมาตรฐานอยู่ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงจะต้องฝากไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเปึนประเด็นสําคัญมาก ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศชาติจะแก้ไขได้ในความเห็น ของผมอย่างเดียวก็คือ ทำอย่างไรประชาชนในชาติจึงจะมีการศึกษาดีเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับอารยประเทศในโลก
ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของบุคคล หรือการได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมาย ตลอดจนเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้นท่านเพื่อนสมาชิกก็ได้มีการอภิปรายไปแล้ว เปึ้นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นผมคงจะไม่กล่าวซ้ําอีก แต่อยากจะขอกล่าวถึงเรื่องของ อิสระเสรีภาพของสื่อนิดหนึ่ง ในมาตรา ๔๐ ที่เพื่อนสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอภิชาติ ดำดี ท่านได้พูดถึงมาตรา ๔๐ ว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่ง วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เปึนทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ อันนี้เขียนไว้ชัดเจน ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึ้นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ปัจจุบันนี้มีอยู่ ๒ คณะกรรมการ แต่คณะกรรมการหนึ่งเกิดขึ้นมาคือ กทช. กสช. ไม่เกิดตามที่ ท่านอภิชาติ ดำดี ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านได้พูดถึง ทำไมต้องมี ๒ คณะกรรมการ เปึ้นประเด็นที่ผมอยากจะฝากหารือไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมการเหล่านี้ มีหน้าที่ที่จะทำหน้าที่อะไรปรากฏอยู่แล้วในวรรคสอง โดยการดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนระดับชาติและท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น ซึ่งถ้าจะให้เติมผมอยากจะ เติมว่า โดยไม่เอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ เอกชน อันนี้เปึนประเด็นที่อยากจะฝากไว้เลย เพราะค่อนข้างจะมีปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันเปึนอย่างยิ่ง ปัญหาที่มาขององค์กร อิสระก็เปึ้นที่ทราบกันอยู่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็ได้มีข้อดีเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น ให้มีองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ มีหน้าที่ในการสอบท่าน หรือมีหน้าที่ในการ ค้านอํานาจต่าง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เปึนไปตามที่คาดหวังตามรัฐธรรมนูญ องค์กร อิสระต่าง ๆ ถูกแทรกแซง หรือองค์กรอิสระบางองค์กรก็มีอำนาจมากเกินไป เช่นที่ ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงองค์กร ๆ หนึ่งก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จตั้งแต่เรื่องการจัดการเลือกตั้ง การสืบสวน การสอบสวน การลงโทษ ให้ใบเหลือง ใบแดง อย่างนี้เปึ้นต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คิดว่าผมก็คงจะไม่ขออนุญาต พูดซ้ำอีก ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมในเรื่องของการได้มาของคณะกรรมการ ที่เปึนองค์กรอิสระ ควรจะต้องมีการปรับปรุงไม่ให้มีอำนาจของภาครัฐหรือภาคการเมือง เข้ามาแทรกแซงได้ ควรจะได้มาโดยอิสระจริง ๆ แล้วก็อยากจะให้ความเห็นว่าในเรื่องของ ที่มาของวุฒิสภา หรือว่าสมาชิกวุฒิสภา เดิมก่อนป้ ๒๕๓๙ วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง แต่หลังจากนั้นก็มาจากการเลือกตั้ง ภาพที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันนี้คงจะเปึ้นที่ปรากฏชัดเจนนะครับว่าในวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา มีตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงประมาณเท่าไร มีตัวแทนของพรรคการเมืองเท่าไร นะครับ ทุกท่านคงได้ผ่านมาจากสื่อหรือข่าวต่าง ๆ ที่มีการแซวกันเปึนระยะ ๆ ว่าระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาว่าเปึ้นสภาสามีภรรยาบ้าง สภาพี่น้องบ้าง อะไรเหล่านี้ เปึ้นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงจะต้องฝากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ไปพิจารณาว่าจะทําอย่างไรในการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีจริง ๆ นะครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะ ขออนุญาตฝากเรียนนำเสนอไปนะครับ ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้มีเพื่อนสมาชิกได้นำเรียนไปแล้ว หรือไม่อย่างไรนะครับ คือในมาตรา ๒๐๙ จะมีระบุไว้นะครับว่า ห้ามมิให้รัฐมนตรี เปึ้นหุ้นส่วนในบริษัทหรือในอะไรต่าง ๆ นะครับ และในมาตรา ๑๑๐ ก็จะห้าม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้เปึ้นผู้รับสัมปทานจากรัฐหรือส่วนราชการ หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเปึ้นคู่สัญญากับรัฐนะครับ ประเด็นนี้ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า น่าจะมีการห้ามบุคคลที่เปึนผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจไปเปึนผู้บริหารระดับสูง ไปเปึ้นที่ปรึกษาหรือไปเปึนกรรมการในบริษัท หรือในธุรกิจเอกชนที่เปึนคู่ค้ากับรัฐเช่นเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยนะครับ อันนี้ประเด็นเหล่านี้ผมก็ขออนุญาตฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไป พิจารณาครับ สำหรับกระผมวันนี้ขออนุญาตเพียงแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อด้วยท่าน สสร. สุรชัย นะครับ และจะตามด้วยท่าน สสร. สมยศ เชิญท่าน สสร. สุรชัย ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สสร. ครับ ก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายถึงกรอบและแนวความคิดในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ผมเองมีหลายประเด็น แต่เพื่อไม่ให้เปึนการเสียเวลาของ ที่ประชุมแห่งนี้ก็จะขออนุญาตพูดเฉพาะประเด็นสั้น ๆ นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อเสนอที่อยากจะฝากเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ไปพิจารณาอยู่ ๓ เรื่องครับ เรื่องแรก ก็คืออย่าร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องที่ ๒ ก็คืออย่าวางมาตรฐานสูงจนเกินไป โดยเฉพาะ มาตรฐานทางวิชาการ แล้วนำมาปฏิบัติจริงไม่ได้ เรื่องที่ ๓ ก็คือรัฐธรรมนูญที่ดีต้องเข้า กับสภาพสังคม เศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วเอาไปบังคับใช้ได้จริง ผมกราบเรียน ที่ประชุมในรายละเอียดแต่ละประเด็นอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึน รัฐธรรมนูญที่ถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ ว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ต้องเอามาเปรียบเทียบและชี้แจงเหตุผลประกอบเวลาเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นหนีไม่พ้นที่เราจะต้องยอมรับว่าเรา ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือปัญหาเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง ก่อนหน้าป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเราเจอปัญหาของการที่มีรัฐบาลผสม เราเจอปัญหาที่ รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม เราก็พยายามที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตอบโจทย์ตรงนี้ ว่า ทำอย่างไรเราจะได้รัฐธรรมนูญที่สามารถมาเอื้อให้เราได้รัฐบาลพรรคเดียวได้ ทําอย่างไรเราจึงจะทําให้เราสามารถได้รัฐบาลที่สามารถอยู่ครบเทอมเสียที แล้วในที่สุด เราได้มาตราอะไรมาครับ เราได้มาตรา ๑๐๗ ที่บังคับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้อง สังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย ๙๐ วันถึงวันลงสมัครรับเลือกตั้ง เราได้มาตรา ๑๘๕ มา ซึ่งกำหนดกติก้าว่า ส.ส. ต้อง ๒ ใน ๕ ถึงจะเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ เราได้มาตรา ๑๘๖ มาที่กำหนดว่า ส.ส. ต้อง ๑ ใน ๕ นะถึงจะเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราช่วยกันยกร่างฯ ขึ้นมาเปึนกติกาของประเทศ เพื่อตอบโจทย์ในอดีต แต่ในที่สุดสิ่งที่เรายกร่างฯ ผลกลับมาเราได้รัฐบาลที่แข็งแรงเกินไปหรือเปล่า เราได้ รัฐบาลที่แตะต้องไม่ได้หรือเปล่า ถ้าหวนกลับไปในอดีตของป้ ๒๕๔๐ ผมเชื่อว่า สสร. สมัยนั้นไม่ได้มีใครนึกถึงว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายประเทศเรา เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ สสร. ชุดนี้ ผมไม่อยากให้ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้ต้อง กลับมาทบทวนตัวเองในอีก ๑๐ ป้ข้างหน้า หรือในอีก ๙ ป้ข้างหน้าว่าเราคาดการณ์ไม่ถึง เราร่างดีเกินไปหรือเปล่า แล้วทําให้รัฐธรรมนูญนั้นกลายเปึ้นเครื่องมือทางการเมือง ที่ทำให้คนที่มีความรู้ มีความเข้าใจ มีความสันทัดจัดเจน มีทีมงานที่เหนือกว่า สามารถ เอาตรงนั้นไปสร้างเปึนประโยชน์ในทางการเมืองของตัวเองได้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะฝากไว้ว่าอย่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ อย่าร่างรัฐธรรมนูญโดยว่างมาตรฐานสูงเกินไป โดยเฉพาะมาตรฐานทางวิชาการ เวลาผมฟังการแสดงวิสัยทัศน์หรือความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประเด็นที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจากผู้ที่มีความรู้หลาย ๆ ท่าน ผมกังวลใจครับ ท่านประธาน เพราะหลายท่านมักจะยกมาตรฐานทางวิชาการมานำเสนอ หลายท่าน มักจะยกรัฐธรรมนูญต่างประเทศมานําเสนอว่าประเทศนั้นเขาเปึนอย่างนั้น ประเทศนี้เขา ก็มีอย่างนี้ และประเทศไทยควรจะมีด้วย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าการวางมาตรฐานสูง เกินไป ใช่หรือไม่ทําให้เราได้รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒๙ มา ที่กําหนดว่าสมาชิก วุฒิสภาต้องจบปริญญาตรี เอาอะไรมาเปึ้นหลักประกันครับว่าคนจบปริญญาตรีนี้ต้อง เก่งและดีกว่าคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรี สมัยนี้ต้องเรียนยืนยันนะครับว่าปริญญาสูงนี่ ท่านเก่ง แต่คนเก่งถ้าไม่ใช่คนดีบริหารประเทศแล้วมีปัญหาครับ นี่คือเราวางมาตรฐานสูง เกินไปหรือเปล่านะครับ การวางมาตรฐานสูงเกินไปทำให้เราได้มาตรา ๑๒๙ มา ที่บอกว่า ส.ว. หาเสียงไม่ได้ ได้แต่แนะนำตัว แสดงวิสัยทัศน์ยังไม่ได้เลยครับ ท่านบอกผิด ไม่ใช่การ แนะนำตัว แนะนำตัวได้ แต่แจ้งชื่อ แจ้งนามสกุล แจ้งประวัติ ลูกเต้าเหล่าใคร แต่ผลงาน ในอดีตและสิ่งที่จะทําให้กับประเทศชาติในอนาคตพูดให้ประชาชนฟังไม่ได้ แล้วเอาอะไร เปึ้นเกณฑ์วัดครับว่าประชาชนจะตัดสินใจเลือกใครเปึน ส.ว. ท่านบอกนั่นคือมาตรฐานที่ ถูกต้อง จะได้ไม่แข่งขันกัน ตรงนี้คือประเด็นที่ผมกำลังจะกราบเรียนว่านั่นคือจินตนาการ หรือเปล่าครับ สิ่งที่จับต้องได้ สิ่งที่สัมผัสได้ ท่านควรจะเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญ แต่อะไรที่ เปึ้นมาตรฐานสูงเกินไปแล้วประชาชนเขาเอื้อมไม่ถึง เขาไม่สามารถสัมผัสได้ ผมว่ากรุณา หลีกเลี่ยง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นของการบังคับใช้ การบังคับใช้ในทาง รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่ต้องพูดย้อนหลังก่อนป้ ๒๕๔๐ เลยครับท่าน เอาเฉพาะ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ผ่านการบังคับใช้มาประมาณ ๙ ป้ ก่อนที่จะสิ้นผลในวันที่ ๑๙ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ มีหลายเรื่องที่มีปัญหาในการบังคับใช้ อย่างน้อย ๒ เรื่องครับ ปัญหา ในการบังคับใช้เรื่องที่ ๑ ก็คือการตั้งใจที่จะไม่บังคับใช้ การตั้งใจที่จะไม่บังคับใช้หมายถึง อะไร หมายถึงรัฐธรรมนูญเขียนไว้แต่รัฐไม่ปฏิบัติตาม ผมยกตัวอย่างให้ท่านทราบนะครับ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๒ ในฐานะที่ผมอยู่กับงานช่วยเหลือประชาชนทาง กฎหมาย มีหน้าที่ดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทางกฎหมายที่มาร้องขอความ ช่วยเหลือที่สภาทนายความ ผมให้ความสำคัญกับมาตรานี้มากครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๔๒ วรรคแรกเขียนอย่างนี้ครับว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ย่อมมีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ท่านเชื่อ ไหมครับว่ารัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ เราได้กฎหมายที่มารองรับ มาตรา ๒๔๒ คือการบังคับให้รัฐต้องจัดทนายความให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเมื่อไร เราได้ กฎหมายฉบับนี้ผ่านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ ๒๒ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ เราใช้เวลา ๗ ป้ ถึงไปตรากฎหมายลูกมารองรับสิทธิของประชาชนที่ ตกเปึ้นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา แค่นี้ก็น่าเศร้าพอแล้วนะครับ แต่ถ้าเราเลยไปดู ในมาตรา ๒๔๒ วรรคท้าย ที่เขียนไว้ว่าในคดีแพ่งบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ทางกฎหมายจากรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เอาอีกแล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ ถึงวันนี้ เกือบ ๑๐ ป้แล้วครับ ท่านเชื่อไหมครับเรายังไม่มีการบัญญัติกฎหมายออกมารองรับ มาตรา ๒๔๒ วรรคท้ายเลยครับ ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ในคดีแพ่ง นี่คือปัญหาที่ผมกำลังกราบเรียนว่าเขียนรัฐธรรมนูญดีอย่างไร สวยหรูอย่างไร แต่ไม่มีผลในการบังคับใช้ ไร้ประโยชน์ครับ นี่คือปัญหาของการละเลยไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับการพยายามหลีกเลี่ยงการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญ หลีกเลี่ยงอย่างไรครับ เราเขียนแล้วเป่ดช่องให้ ยกตัวอย่างมาตรา ๒๙ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขียนอย่างนี้ว่า ขออภัยท่านประธาน แต่ผมจะบริหารเวลาให้อยู่ในกรอบนะครับ ที่ต้องอ่านตัวบทให้ฟังนิดหนึ่ง มาตรา ๒๙ เขียนว่า การจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทํามิได้ นี่คือหลัก แต่มันน่าตกใจตรงนี้ครับ ตรงนี้เขียนว่า เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย ผลผลิตที่เราได้คืออะไรครับ พอเราเขียนมาตรา ๒๙ อย่างนี้ว่า รัฐมีสิทธิที่จะไป ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะฉะนั้น เราจึงได้ผลผลิตออกมาเปึนว่า เมื่อเรายกร่างกฎหมาย และกฎหมายใดกระทบถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เราจะเห็นบทนำของกฎหมายฉบับนั้นเลยว่า เนื่องจากบทบัญญัติ ของกฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งมาตรา ๒๙ แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมาย จึงตราพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้น เขียนอย่างนี้จนเปึ้นรูปแบบครับ แล้วหน่วยงานของรัฐไม่มีหน่วยงานไหน ให้ความสําคัญเลยว่า ที่มาตรา ๒๙ เขียนไว้ให้รัฐมีอํานาจในการที่จะออกกฎหมาย มาบัญญัติเพื่อยกเว้นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น นั่นคือบทบัญญัติที่เปึน ข้อยกเว้น หลักคือต้องทำให้ได้ และข้อยกเว้นนั้นต้องใช้เท่าที่จำเปึน แต่ท่านกลับไป ตรวจสอบดูสิว่าบทบัญญัติของกฎหมายทุกฉบับที่ออกมาโดยละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนอ้างมาตรา ๒๙ แล้วเข้าใจว่าพอใส่มาตรานี้เข้าไปแล้วจะละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนอย่างไรก็ได้ สาระสำคัญไม่เคยไปพิจารณาเลยว่า ได้นำข้อยกเว้นที่ รัฐธรรมนูญเป่ดช่องให้นํามาใช้ได้ผ่านมาตรา ๒๙ นั้น ท่านได้ใช้อย่างจํากัดเฉพาะ ที่จำเปึนหรือเปล่า นี่คือปัญหาในทางปฏิบัติอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงเรียน ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นท่านอย่าพยายามยกร่างโดยใส่จินตนาการ มากนัก ท่านต้องคิดถึงประชาชนทั้งประเทศอีก ๖๕ – ๖๖ ล้านคน ว่าเขามีความรู้ความ เข้าใจอย่างพวกเราหรือยัง ถ้าเขายังรู้ไม่เท่าที่พวกเรารู้ ปัญหาในทางปฏิบัติเกิดขึ้นครับ ในทางตรงกันข้ามถ้ามีคนบางกลุ่มรู้มากกว่าที่พวกเรารู้ ปัญหาในทางปฏิบัติก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือว่า ๓ ประการที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ อย่าร่างเพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่าวางมาตรฐานสูง ร่างแล้วต้องปฏิบัติได้จริง ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไป ท่าน สสร. สมยศ และจะตามด้วยท่าน สสร. ประสงค์ เชิญครับ แต่ในอดีตของเรามี ๑ ล้านกว่า ๆ ตารางกิโลเมตร ในช่วงประมาณที่ ๑๐๐ ป้เศษที่เรา สูญเสียในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ผ่านมานั้น เราได้เอาตัวรอดมาด้วยการแลกพื้นที่ไป อันนี้ ผมก็จะเกริ่นน้ำในเรื่องของทุนนิยมเสรีที่เผยแพร่ด้วยระบบการค้า ในยุคนี้เขาเรียกว่า การค้าเสรี เข้ามาเชิญชวนพวกเราทำการค้ากันอย่างเสรี ประเทศที่ถูกเชิญชวนมากที่สุด ก็คือประเทศที่กําลังพัฒนา ในโลกนี้ตกเปึ้นเหยื่อของประเทศที่เจริญแล้ว ดังนั้นประเทศ ที่กําลังพัฒนาก็จะต้องทําสินค้าส่งออก คือว่าส่งไปให้เขาบริโภคแล้วเราก็บอกว่าเราได้ เงินมา อันนี้ก็เปึ้นบทซึ่งทุนนิยมเสรีมันเข้ามากระทบในบ้านเรา โดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ชีวิตของทุนนิยมที่มันจะอยู่ได้จะต้องมีการบริโภคติดต่อกัน ถ้าบริโภคติดต่อกันไม่ได้ ไม่สม่ำเสมอนี่ทุนนิยมล่มสลาย ดังนั้นจะต้องมีการเชิญชวนต่อเนื่อง ๆ ไม่ว่าจะเปึน รถยนต์ก็ดีจะต้องออกเวอร์ชัน (Version) ใหม่ ๆ นาฬิกาก็ดี โทรศัพท์มือถือก็ดี ไม่ว่า จะเปึนเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องในเรื่องพวกนี้จะต้องมีของใหม่ออกมาอยู่เสมอมากระตุ้นให้ เกิดการบริโภค ดังนั้นของเราเองก็ติดเชื้ออันนี้เข้าไปอย่างรุนแรง ผลของมันหรือครับ คนไทยเราขณะนี้กำลังป์วย ป์วยหนักมากนะครับ ป์วยด้วยเรื่องของทุนนิยมขึ้นสมองก็คือ มีการบริโภคเกินตัว เพราะเนื่องจากว่าถ้าเข้าสู่ทุนนิยมเสรีก็ต้องบริโภค เราก็ถูกกระตุ้น ให้บริโภค ไม่ว่าจะเปึนคนชั้นกลาง คนเงินเดือน บัตรเครดิต คนในชนบทก็เรื่อง กองทุนหมู่บ้าน กองทุน เอสเอ็มแอล (SML) อะไรนั้นก็กู้กันเข้าไป วัตถุนิยมหรือครับ อันนี้ ก็เห็นชัดว่าวัตถุนิยมเขาก็กระตุ้นกัน ที่สำคัญเรื่องของสุขนิยม อะไรก็ไม่สนใจ สนใจ แต่เรื่องของความสุข ลัทธิบูชาเงินเปึนใหญ่ เกิดอำนาจนิยม เรากำลังมาพูดกันถึง ในส่วนของตรงนี้สําคัญมาก เพราะว่าเกิดการแย่งชิงกันในเรื่องของอํานาจ เมื่อได้อํานาจ นั้นมาก็ใช้อำนาจนั้นในทางที่ไม่ควร แทนที่จะทำให้ประชาชนเปึนสุขกลับกลายเปึนว่า เปึ้นทุกข์ ผลแห่งการเสพมาก ๆ แล้วก็เปึนโรคนี่เจ็บป์วยอย่างรุนแรงคือคนขาด ความเชื่อมั่นในความดีที่ทํา มีความสงสัยว่าทําดีแล้วจะได้ดีจริงหรือไม่ เพราะว่า ไม่จําเปึนต้องคิดในเรื่องของการทําความดีมากนักก็ดูเสมือนว่าได้ดิบได้ดี คือเปึน ความเข้าใจกันอีกแบบหนึ่ง และสุดท้ายก็เปึนเรื่องของมายาชีวิตซึ่งจะต้องอยู่กับ โลกมายากันต่อไป ติดเชื้อจากโรคทุนนิยมนี้มันแพร่เข้ามาในระบอบประชาธิปไตย ในระบบทุน ผมเชื่อมโยงว่าระบบทุนนิยมนั้นมันแพร่เข้ามาในระบอบประชาธิปไตย ในระบบทุน กล่าวคือว่าถ้าใครมีทุนมากกว่าผู้นั้นก็ได้อำนาจนั้นไป ยิ่งมีทุนมากก็ยิ่งได้ อํานาจยาวนาน และสุดท้ายก็เปึนการผูกขาดอํานาจ ผูกขาดอํานาจอะไรก็ไม่สําคัญ ถ้าผูกขาดอำนาจทางด้านการเมืองนั้นสำคัญมาก ที่ผ่านมานั้นวนเวียนอยู่จนประชาชน ทั้งหลายหมดทางเลือก เพราะว่ามีอยู่ไม่กี่พรรคเท่านั้นเองที่โอกาสที่ประชาชนจะมีโอกาส ได้เลือก ในขณะที่รัฐธรรมนูญนั้นได้เขียนเอาไว้ว่าพรรคเลือกคนที่จะมาลงสมัคร แล้วก็ ประชาชนก็เลือกพรรค ไม่มีโอกาสเลยนะครับ จนมุม การลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้ง ผมคิดว่าประชาชนอึดอัดมาก เปึนภาระสำคัญมาก ปวดหัวมากว่าไม่รู้จะไปลงให้ใคร อย่างไร อันนี้ก็เรียกว่าเราก็ติดกับ ในเรื่องของการแพร่เชื้อจากระบบนายทุนใหญ่เข้าไปในระบอบประชาธิปไตยของเรา เปึ้นเหตุให้ที่มาของ ส.ส. นั้นจะต้องเกี่ยวพันกับเรื่องของฐานะการเงินหรือเงินถ้ามีเงิน มากก็โอกาสสูง ถ้ามีเงินน้อยก็ต้องคอยไปอีกนานนะครับ ในช่วงเวลานี้ผมคิดว่า ยังไม่อยากจะลงรายละเอียดนะครับ ไว้วันหลังค่อยลง แต่ผมจะขอกระโดดเข้ามาในเรื่อง ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหมวดที่ผมให้ความสนใจ แตะนิดหน่อยนะครับเรื่องของ องค์กรที่จะคุ้มครองประชาชนที่แท้จริงยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ที่บ้านถ้าเผื่อว่ามีขโมย ขโจรหรือมีคนมาเกกมะเหรกเกเรหรือมาใช้อิทธิพล ที่ชนบทนี้แน่นอนนะครับ ก็อย่างที่ ท่านสมาชิกอภิปรายก็จะต้องไปพึ่งพาคนใดคนหนึ่งหรือไปพึ่งพาสายการเมือง อันนั้น เปึ้นหลักนะครับ ช่วยได้จริง ๆ ไม่ว่าจะผิดจะถูกอย่างไรก็ช่วยได้นะครับ สิทธิเสรีภาพนั้น จะต้องมีองค์กรที่คุ้มครองประชาชนได้อย่างแท้จริง อันนี้ผมแตะตรงนี้เอาไว้ก่อนนะครับ จะต้องทําอย่างไรให้มีให้ได้ ท่านประชาชนทั้งหลายคงจะทราบดีนะครับว่าไม่รู้จะไปพึ่ง ใครจริง ๆ นะครับ เข้ามาในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ องค์กรอิสระที่มีอยู่นั้น ก็จะต้องสร้างองค์กรภาคประชาชน ทําอย่างไรให้สามารถที่จะมีสิทธิมีเสียงในการ ที่จะตรวจสอบได้ด้วยความเข้มแข็งนะครับเพราะทุกวันนี้ไม่รู้จะทําอย่างไร ที่ว่า ๕๐,๐๐๐ รายชื่อนี้เปึนอันว่า ไม่ประสบความสำเร็จนะครับ เปึ้นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกัน คิดว่าจะทําอย่างไรให้เข้มแข็งให้จึงได้นะครับ ผมเข้ามาในส่วนเรื่องของสถาบันการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง ในส่วนนี้ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของอำนาจ บริหาร อำนาจนิติบัญญัติ ผมก็ขอเสนอนะครับว่าในส่วนของสถาบันทางด้านการเมือง ภาคประชาชนจะทําอย่างไร จะต้องสร้างสถาบันขึ้นมาให้เข้มแข็งจากการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลในเชิงปฏิบัติจริงให้จึงได้นะครับ ในส่วนของเรื่องเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลพวงจาก รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๘๙ ได้ให้มีการตั้งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระผมเองได้มีโอกาสเปึ้นสมาชิกสภาในรุ่นที่ ๑ ที่ผ่านมาค้นพบว่าทำหน้าที่ได้ไม่มาก เท่าที่ในรัฐธรรมนูญอยากจะให้เปึน ก็เปึ้นอีกหนึ่งองค์กรที่มีแขนมีขาน้อยมาก มีเงิน งบประมาณน้อยมาก ตรงส่วนนี้ผมคิดว่าจะต้องทําอย่างไรให้เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง ในเชิงปฏิบัติที่เปึ้นรูปธรรมอย่างชัดเจน สุดท้ายนะครับในวันนี้ซึ่งผมคิดว่าผมจะย้ําเน้นใน เรื่องหมวด ๕ ซึ่งเปึ้นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ บังเอิญสมาชิกสภาที่ปรึกษานั้นได้มี ความสัมพันธ์กับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเปึ้นประการสำคัญตั้งแต่มาตรา ๗๑ จนถึง มาตรา ๘๘ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกและประชาชนทุกคนได้มีโอกาสอ่านและศึกษา มาตรานี้เปึ้น ความหวัง เปึนสิ่งที่ดีมากที่เขียนเอาไว้ แต่ผลนะครับ ผมยกตัวอย่างนิดหนึ่งมาตรา ๗๑ รัฐ ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต มาตรา ๗๖ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วมร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การ ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง รวมทั้งการ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทุกระดับ อันนี้เปึนการยกตัวอย่างนะครับ แล้วอีกหลาย ๆ มาตรานั้นล้วนแล้วแต่ใช้คําว่า รัฐต้องจัด ตั้งแต่มาตรา ๗๑ รัฐต้อง มาตรา ๗๒ รัฐต้อง มาตรา ๗๓ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา มาตรา ๗๔ รัฐต้องส่งเสริม สัมพันธ์ไม่ตรี มาตรา ๗๕ รัฐต้องดูแล มาตรา ๗๖ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วน ร่วม มาตรา ๗๗ รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง มาตรา ๗๘ รัฐต้องกระจายอำนาจ นี่ ผมย่อ ๆ นะครับ มาตรา ๗๙ ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ สงวนบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา ๘๐ ไล่ไปเรื่อยครับ รัฐต้องหมดเลยนะครับ ผมตรวจสอบมาปรากฏว่ามีอยู่ ๒ มาตราเท่านั้นที่รัฐทํา ก็คือว่า ส่งเสริมในเรื่องของ สาธารณสุข มาตรา ๘๒ นะครับ มาตรา ๘๓ รัฐต้องดำเนินการกระจายรายได้ นอกนั้นยัง ไม่ได้ทําอะไรเลยที่เปึนรูปธรรม ผมถึงข้อเสนอว่าในหมวด ๕ นี้ทั้งหมดนี้นะครับ ขอยกให้ มาเปึน พ.ร.บ. ยกออกมาเลยครับ ทำ พ.ร.บ. ทุกมาตราให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ มีผลใน เชิงปฏิบัติ มิเช่นนั้นแล้วมันก็จะนอนอยู่ตรงในรัฐธรรมนูญนี่ละครับ นอนสงบนิ่ง ไม่ทราบ ว่าใครเปึนคนต้องทํา คําว่า รัฐ นี่คือใครเปึนคนทํา เปึ้นหน้าที่ของใคร เมื่อไม่ได้กําหนดมี ความชัดเจนขึ้นมามันก็นอนอยู่ในนี้ เปึ้นที่น่าเสียดายมาก วันนี้ผมขอแตะ ในเรื่องของ หมวด ๕ ก่อนนะครับ ส่วนความหวังอันสูงสุดของคนทุกคนนะครับ ในการ ร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ วิกฤติเปึ้นโอกาสนะครับ ผมว่าคงจะมองโลกในแง่ดี ผมหวังว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้ จะมีอานิสงส์ให้กับประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดินได้รับผลลัพธ์ดังต่อไปนี้นะครับ ๑ .ประเทศชาติมั่นคงร่มรื่น ประชาชนมั่งคั่งร่มเย็นมีความสุขสงบเรียบร้อย บ้านเมืองวิจิตร ตระการตาสุดพรรณนา ๒. ประชาชนมีแต่ร้อยยิ้มสรวลเสเฮฮาของเหล่าคนดีมีน้ำใจอยู่ ทั่วไป ๓. คนเลวคนชั่วหายไปไหนหมดก็ไม่ทราบอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ๔. ประเทศไทยเปึน ดินแดนที่คนดีมีฐานะ ต่างชาติทั่วโลกใฝ์ฝัน อยากจะเข้ามาท่องเที่ยวและอยู่อาศัยเปึนจำนวนมาก (เราต้องหวงแหน) ถึงขนาดว่า เราต้องหวงแหนนะครับ ไม่ใช่ใครอยากจะมาก็ได้นะครับ เราจะต้องหวงแหนนะครับ ๕. เปึนศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่ศิวิไลซ์ (Civilized) ที่สุดในโลก ๖. ประชาชนมีหน้าที่ การงานทำทั่วหน้า มีความภาคภูมิใจเปึ้นที่สุดที่ได้ทำงานในแต่ละอาชีพอย่างมีความสุข อันนี้ผมคิดว่าผลของมันคือผมคิดว่าถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญ แล้วผลมันจะออกมาอย่างนี้ ก็เปึนความหวังที่ทุกคนอยากจะได้ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่จนถึงป้ ๒๕๙๕ นะครับ ผมตั้งความหวังไว้อย่างนั้น ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมยศ พอดีทางฝ์ายสำนักงานได้จัดอาหารไว้ที่ห้องรับรองนะครับ เลยเรียนท่านสมาชิกให้ทราบ ท่านถัดไปท่านผู้ว่าประสงค์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสงค์ พิทูรกิจจา สสร. ขออนุญาตกราบเรียนฝากประเด็นที่จะมอบให้กับทาง กรรมาธิการยกร่างฯ คร่าว ๆ เพราะจากประสบการณ์ที่มีในพื้นที่ปรากฏว่าเราต้องทำให้ เปึ้นรูปร่างที่มันกะทัดรัด เปึน ชอยซ์ (Choice) ออกไปให้คนที่เขาจะตัดสินใจทราบอย่าง ชัดเจนถึงการแสดงวิสัยทัศน์นั้นพี่น้องประชาชนคงจะจับประเด็นไม่ถูก แล้วก็ประเด็น ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด ๑๐ หมวด ก็คงจะใช้เวลานานพอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเข้าไปในหมวดที่ ๓ เรื่องสิทธิเสรีภาพ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ เกี่ยวกับเข้า ละเมิดของ้องค์กรอิสระซึ่งยังไม่มีบทบัญญัติคุ้มครองไว้ชัดเจนในอันที่จะเกิดเหตุการณ์ว่า หากองค์กรอิสระวินิจฉัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เปึนการละเมิดสิทธิบุคคลผู้ถูกละเมิดบุคคล ผู้นั้นจะโต้แย้งต่อองค์กรต่อศาลที่มีเขตอํานาจในเรื่องนั้นได้หรือไม่เพียงไร สิ่งเหล่านี้เปึ้น การคุ้มครองพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ ก็มีการพูดกันว่าการ ลงโทษประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญานั้น เปึนการทารุณไร้มนุษยธรรมหรือไม่ จะมีการเปลี่ยนโทษจากจำคุกไปเปึนจำคุกตลอดชีวิตได้หรือไม่ ในมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๑ ท่านสมาชิกของเราได้พูดไปแล้วนะครับถึงเรื่องการที่จะทําให้พนักงานลูกจ้างของรัฐ กิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ให้มีเสรีภาพและอิสรภาพจากเจ้าของสื่อ ผมขออนุญาตผ่านไปในหมวดที่ ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยนะครับ ในนั้นมีปรากฏว่า การยกเลิกสิทธิเลือกตั้งของประชาชนชาวไทยในต่างประเทศ จึงมีการพูดกัน หลายกระแส่ และหลายทิศทาง คือจะให้ประชาชนที่อยู่ในต่างประเทศไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้เฉพาะในระบบบัญชีรายชื่อหรือไม่ หรือท่านไปใช้ในระบบบัญชีเขตเลือกตั้งด้วย ซึ่ง ต้องเปึนข้อที่จะวินิจฉัยชัดเจน ส่วนเรื่องสิทธิหรือหน้าที่นั้นก็เปึนเรื่องที่ต้องพูดกันในเรื่อง การใช้สิทธิของพี่น้องประชาชน ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาก็ปรากฏมีการสับสนกัน พอสมควร ในหมวดที่ ๖ รัฐสภาได้มีการพูดกันว่าการลดจำนวนคะแนนเสียงขั้นต่ำของ การคำนวณหาสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามแบบบัญชีรายชื่อให้ลงต่ำกว่า ร้อยละ ๕ เพื่อเปึนการเป่ดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนที่นิยมในพรรคเล็ก จะได้มีโอกาส อาจจะลดลงร้อยละ ๔ หรือร้อยละ ๓ ก็ได้ ในมาตรา ๑๐๗ การยกเลิกการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรค หลักเกณฑ์เรื่อง ๙๐ วัน เพื่อให้ ส.ส. สามารถตัดสินใจสังกัดพรรคใดหรือไม่ ก็ได้ เพราะประชาชนเปึ้นเจ้าของอํานาจประชาธิปไตย อาจจะลดลงก็ได้นะครับ อันนั้น เปึ้นรายละเอียดในหมวดของสภาผู้แทนราษฎร ในหมวดของวุฒิสภาครับ ได้มีการพูดกัน หลายประเด็น หลายประการ ถึงการที่จะลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภาให้ลดลงเหลือ ๑๐๐ คน เนื่องจากใช้เขตจังหวัดเปึ้นเขตเลือกตั้งก็น่าจะเพียงพอ ทั้งหมดนั้นยังมีอีกหลายหมวดครับที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า จะส่งเปึนเอกสารให้กับทางคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ การที่เรามากำหนดกรอบกันในวันนี้ เพื่อเปึนแนวทาง เปึนแนวความคิด หรืออะไรก็ตาม ผมคิดว่าเราน่าจะทำควบคู่กันไปหลาย ๆ ทาง ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นฯ กรรมาธิการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ๗๖ จังหวัด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่า คนที่ชี้เปึนชี้ตายเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญของเรา ในครั้งนี้อยู่ที่มาตรา ๓๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งกำหนดไว้ว่า ให้พี่น้อง ประชาชนออกเสียงแสดงประชามติ ถ้าประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง ประชามติไม่เห็นชอบ สภาร่างรัฐธรรมนูญก็สิ้นสุดลง เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญของ เรานั้น เราน่าจะไปสอบถามความคิดเห็นในเบื้องต้นเสียก่อน ไปพร้อม ๆ กันกับ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ยิ่งได้เร็วเท่าไร เรายิ่งได้นำเอาความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศมาเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เร็ว แล้วก็ได้ทําการปรับเปลี่ยน ตามความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งผลออกมาในการออกเสียงประชามติ ก็คงจะเปึนไปโดยเรียบร้อย ก็ขอกราบฝากท่านประธานสภาผ่านไปยังกรรมาธิการ ยกร่างฯ ด้วยนะครับว่า การดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนนั้นหลาย ๆ จังหวัดได้ดำเนินการเตรียมพร้อม เตรียมการให้รออยู่ครับว่า ในขณะนี้กรอบแนวนโยบายหรือหลักการต่าง ๆ ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของเรานั้นจะเปึนอย่างไร ซึ่งการรับฟังดังกล่าวนั้นอาจจะมีการดำเนินการรับฟังได้ทั้ง ๓ ทิศทาง อาทิเช่น การให้พี่น้องประชาชนเขียนมาบอกเรา ไม่ว่าจะเขียนมาบอก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเขียนมาบอก คมช. ไม่ว่าจะเขียนมาบอกทางจังหวัด อำเภอ เทศบาล อบต. สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง แล้วนำเอาสิ่งที่เขา อยากได้มาเขียนกําหนดสรุป
ประการที่ ๒ การส่งที่มเสวนาออกไปยังพื้นที่ทุกตำบลหมู่บ้าน ก็น่าจะเปึนการได้รายละเอียด ได้ข้อมูลจากพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมา
ประการที่ ๓ คือ การทำวิจัย ซึ่งอาจจะใช้เงินงบประมาณมากและใช้ เวลานานพอสมควร ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการวิสามัญ กรรมาธิการวิสามัญประจํา ๗๖ จังหวัดจะไปพิจารณาคัดเลือกกัน ผมขอกราบฝาก ท่านประธานไว้ อีกนิดครับว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นและการมี ส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนนั้น ท่านจะทำไปในลักษณะพร้อมกัน เหมือนกัน ในลักษณะ เดียวกันทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงจะเปึนการแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แท้จริงของ พี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตกราบฝากท่านประธานไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านประสงค์ ท่านต่อไปคุณหมอธีรวัฒน์ แล้วก็อาจารย์กรรณิการ์นะครับ เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากการที่เรามาร่างรัฐธรรมนูญในการบริหารประเทศนั้น ผมคิดว่าปัญหาก็คือ อยู่ที่ภาพรวมของประเทศว่าเรามีปัญหาอะไร ตอนนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่เราได้ร่างมานั้น ในสถานการณ์เช่นนั้นเราได้ออกแบบมา ตอนนั้นผมได้ร่วมร่างด้วย ก็มองเห็นว่าประเทศเราป์วยแบบหนึ่ง คือความอ่อนแอของรัฐบาล แล้วขณะนี้เราได้ลองใช้ยามารักษาประเทศ ปรากฏว่ารัฐบาลได้เข้มแข็งมาก เปึ้นผลดั่งที่ เราได้เห็น เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็คือเครื่องมือสําหรับมาเยียวยาประเทศ หรือมาพัฒนาประเทศ ผมคิดว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ผมจะไม่ลงไปใน รายละเอียด เพราะท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ก็คงจะได้ศึกษา แล้วก็เตรียมที่จะยกร่างแล้ว แต่ผมจะมาขอให้คําแนะนําในภาพกว้างว่ามุมมองเปึ้นเช่นไร แต่สิ่งสําคัญที่สุดที่จะได้มา นั้นผมคิดว่าคงจะต้องไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนมาทั้งประเทศด้วย เราถึงจะมา ลงรายละเอียดกันที่จะมาอภิปรายเพิ่มเติม กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเปึนกฎหมายองค์รวม ครับ ไม่ใช่กฎหมายที่ถูกบัญญัติออกมาแบบนั้นแบบนี้แล้วกระดุกกระดิกไม่ได้ มันเปึน กฎหมายเปรียบเสมือนมีรัฐศาสตร์ร่วมด้วย ปรัชญาร่วมด้วย อะไรต่าง ๆ ต่างจาก กฎหมาย พ.ร.บ. กฎหมายลูกนั้นจะต้องดำเนินการตามแม่ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จำเปึนจะต้องยึดวัตถุประสงค์ของประเทศชาติเปึนหลักนะครับว่าประเทศชาติตอนนี้ ความต้องการแนวโน้มส่วนใหญ่เปึ้นเช่นไร แล้วก็มีปัญหาเช่นไร การที่จะสร้างเครื่องมือ อันนั้นขึ้นมา ผมคิดว่าจะต้องยึดเปัาหมายของประเทศชาติว่า เราจะให้เปัาหมายให้ ประชาชนอยู่เย็นเปึนสุข และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความมั่นคงของ ประเทศด้วย อันนี้ผมคิดว่าจากเปัาหมายอันนี้เราจําเปึนจะต้องมาพิจารณา เพราะ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเปึ้นรัฐธรรมนูญที่เราออกแบบมาในเหตุการณ์อีกแบบหนึ่ง เหตุการณ์ตอนนั้นเศรษฐกิจเราแย่มาก เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ เครื่องมือที่เราออกแบบ ตอนนั้นเปึนเครื่องมือสำหรับช่วยเรื่องการเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจะมุ่งงานเรื่องเศรษฐกิจ เปึ้นเศรษฐกิจเสรี เศรษฐกิจสุดโต่ง เศรษฐกิจอันนั้นผมคิดว่าแนวโน้มปัจจุบันนี้มันเกิดมี ปัญหา ผมคิดว่าด้านเศรษฐกิจนั้นควรจะมาเปึนทางสายกลาง สายกลางนั้นไม่จำเปึน จะต้องอยู่กลาง ๆ เปึนอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะว่าประเทศชาติตอนนี้ต้องการอะไรในด้าน เศรษฐกิจ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเกิดปัญหาซ้ำซากเรื่องเศรษฐกิจมีปัญหามากนะครับ แล้วก็ยุทธศาสตร์ที่เราจะใช้คือทางสายกลาง แล้วก็เกี่ยวกับความสันโดษ ความสันโดษก็ ไม่ใช่ว่าจะให้เราพอเพียงอยู่แค่นั้น เราทำดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพประเทศเรา ตัวเรามีอยู่ ทำให้ดีที่สุดครับ อันนั้นเราอย่าไปฝั่นมากเกินไป เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจเสรีนั้นก็เปึน สิ่งจำเปึน แต่ผมคิดว่าถ้าเปึนไปได้ก็คงจะต้องพยายามชะลอ แต่เนื่องจากกฎหมาย ระหว่างประเทศก็คงจะทำให้ชะลอได้ยาก แต่ควรจะออกแบบกลไกที่จะต้องชะลอเรื่อง เศรษฐกิจเสรีนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะมองเห็นพืชผักอะไรต่าง ๆ ที่เราปลูกไว้ ต่างประเทศส่งเข้ามาขายถูกมากเลย จนกระทั่งชาวไร่ชาวนาจะต้องหยุดผลิต ต้อง เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ตกงานไปอีกมากมาย เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจทางด้านการเมือง ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากของเรายุคนั้นเมื่อป้ ๒๕๔๐ เราเจอปัญหาผู้นําประเทศ แล้วก็ ปัญหา รัฐบาลคลอนแคลน เพราะว่า ส.ส. ย้ายพรรคหรืออะไรต่าง ๆ กัน เราก็ได้ออกแบบมา เพื่อที่จะให้ ส.ส. ต่าง ๆ นั้นหยุดนิ่ง แล้วก็ทําให้ผู้บริหารประเทศนั้นมีเวลาที่จะพัฒนา ประเทศ แต่เนื่องจากเราออกแบบอาจจะเพราะว่าเหมือนให้ยา เรากลัวมากก็ให้ยา ไปเยอะ ปรากฏว่ารัฐบาลเข้มแข็งมากก็เลยไม่ยอมรับฟังใครตอนนี้ ไม่ยอมรับฟังใคร ก็เปรียบเสมือนนักบินครับ นักบินถ้ามีความเชื่อมั่นสูงเขาจะไม่ให้ขับเครื่องบิน เพราะเขา จะไม่ยอมดูเครื่องมือ เครื่องน้ำทาง หรือไม่ยอมฟังนักบินมือ ๒ เพราะฉะนั้นการออกแบบ เช่นนั้น ผมคิดว่ามันเหมาะสำหรับสมัยนั้น แต่ตอนนี้ก็คงจะต้องออกแบบให้ความเชื่อมั่น หรือให้ความเปึ้นผู้นําของประเทศนั้นลดลงในสัดส่วนที่พอเหมาะ เพราะว่าถ้าอ่อนแอไป ก็นําที่มรัฐบาล นําอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นฝากเปึ้นโจทย์ไว้สําหรับกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า จะเอาไปคิดทํากลไกเช่นไรถึงจะทําให้ผู้นํามีความเปึนผู้นําได้ในสัดส่วนที่พอเหมาะ เข้มแข็งที่จะพัฒนาประเทศไปได้ แต่ไม่ใช่พัฒนาประเทศไปชนิดที่ไม่ยอมฟังใครเหมือน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ เกี่ยวกับทางด้านสังคม ด้านสังคมก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากตอน นั้นเราขาดสิทธิอะไรต่าง ๆ มาก เราก็เติมสิทธิให้ไป จนสิทธิอะไรต่าง ๆ มากมหาศาลเลย ผมคิดว่าอันนี้การให้สิทธิเปึนสิ่งที่ดีครับ แต่สิทธินั้นเปึนสิทธิจากปัจเจกชน ปัจเจกชนนั้น ก็คือความเปึนตัวของตัวเอง จะไม่มองถึงสิทธิของคนอื่น ซึ่งสิทธินั้นจะไปคาบเกี่ยวจะไป ทับสิทธิของคนอื่นโดยเกิดปัญหาความแตกแยกในสังคม เพราะฉะนั้นสิทธินั้นควรจะให้ มองมุมมองให้ความเปึนธรรมกับทุกฝ์ายทั้งพลเมือง ทั้งประชาชน ซึ่งจำเปึ้นเพราะเปึน เจ้าของประเทศต้องได้สิทธิ แต่สิทธิของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานก็จําเปึ้นจะต้องมี แล้วสิทธิ ของประเทศชาติก็ต้องมี ผมคิดว่า ๓ สิทธินั้นเอามาหลอมประสานกันในสัดส่วนที่ พอเหมาะก็คงจะเปึนประโยชน์ทำให้ประชาชนไม่แตกแยกกันครับ จะได้สมดั่งคำที่ว่ารู้รัก สามัคคี เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงก็เช่นเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญก็มีไว้ ผมคิดว่าเรื่อง ความมั่นคงนี้จําเปึ้นและสําคัญครับ เพราะถ้าไม่มีความมั่นคงแล้วเหมือนประเทศ ใกล้เคียงของเราที่มีปัญหากัน ถ้าเราไม่มีความมั่นคง หรือไม่มีพลังอำนาจ ผมคิดว่า เรื่องก็คงไม่จบลงง่าย ๆ แต่เนื่องจากเรามีพลังอํานาจนี้มากก็เปึนสิ่งจําเปึน แล้วก็ความ มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าควรจะต้องให้มีพาณิชยนาวี ซึ่งไม่มี บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ พาณิชยนาวีนั้นสำคัญ เพราะอังกฤษตอนนั้นเจริญรุ่งเรือง ทางด้านการค้า แล้วก็ประเทศข้างเคียงอย่างสิงคโปร์ และจีนก็มีกองทัพพาณิชยนาวี ซึ่งไม่ใช่กองทัพไปรบหรืออะไร แต่เปึนกองทัพสำหรับขนส่งสินค้า หรืออะไรต่าง ๆ พวกนั้น โดยมีกำลังทางทะเลคุ้มครอง อันนั้นผมคิดว่าจำเปึนจะต้องมีบัญญัติไว้เพื่อที่จะสร้าง เศรษฐกิจของเราให้เติบโตและมั่นคง แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อันนี้ ผมก็คิดว่าของเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา เรื่องลิขสิทธิ์ซึ่งก็มีอยู่ แล้วก็ดี แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย พ.ร.บ. นั้น ให้สิทธิหลาย ๆ อย่างที่เปึน สิทธิที่ไม่เปึนธรรมครับ อย่างเช่น สิทธิเรื่องการเป่ดซีดีในคาราโอเกะ เปึ้นสิทธิซับซ้อน เพราะว่าท่านขายแผ่นเรียบร้อยแล้ว แล้วท่านก็ได้ค่าสิทธิ ค่าอะไร ใครไปทำแข่งแบบนั้น ก็มีปัญหา แต่อันนี้ท่านไปทําขึ้นมา ไปบัญญัติขึ้นมาว่าใครก็ได้ที่ได้รับอภิสิทธิ์ที่จะไป จับกุมหรืออะไรต่าง ๆ เช่นนั้น ปัญหานั้นเปรียบเสมือนอั้งยี่ครับ เพราะว่าคนที่มาขาย ลิขสิทธิ์อันนั้นเขาไม่ได้บอกว่าเขาบริษัทไหน อะไร ติดต่อกันอย่างไร ที่ไหน ไม่มี แต่อยู่ ๆ ก็มาจับ มีหลายคนที่ผมไปรับฟังมาเขาบอกว่าปัญหาเช่นนี้มันเกิด ซึ่งมันเปึนกฎหมายอยู่ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก ผมอยากจะฝากท่านประธานบอกถึง กรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยนะครับ ตอนร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าเปึนไปได้ให้ พิจารณา เรื่องนี้ด้วย วิธีปฏิบัติมันเหมือนอั้งยี่ แต่เรื่องสิทธิเปึนสิ่งที่ดี ทุกคนทำขึ้นมาต้อง ได้รับสิทธิอันนั้น แล้วเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรเช่นเดียวกัน เรื่องทรัพยากรของเรา เรื่องจด สิทธิบัตร จดอะไรต่าง ๆ อันนั้นก็มีปัญหาในกฎหมายลูกเรื่องการปฏิบัติเช่นกัน เพราะว่า ของเราทรัพยากรต่าง ๆ ถูกขโมยไปจดลิขสิทธิ์มากมาย อย่างที่เร็ว ๆ นี้ก็คือมะละกอ ปัองกันไว้รัสใบหงิกอะไร ต่อไปใครจะท่านมะละกอก็ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ครับ อันนั้นฝากใน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ และก็อันสุดท้ายซึ่งผมคิดว่าเปึ้นปัญหาใหญ่ ที่สุดในโลก แต่เราไม่มีในรัฐธรรมนูญก็คือเรื่องพลังงาน เรื่องพลังงานนี้เปึนสิ่งที่มี ประโยชน์ และเปึนสิ่งที่สำคัญต่อไปในอนาคตครับ อย่างที่เราเจอปัญหาได้ใช้ของแพงก็ เรื่องปัญหาพลังงาน แล้วก็ปัญหาเกี่ยวกับพลังงานทดแทน ผมคิดว่าตัวนี้ถ้ามีบัญญัติใน รัฐธรรมนูญไว้ก็จะทำให้มุมมองของรัฐธรรมนูญของเราเยียวยาประเทศชาติในปัญหาที่ เปึ้นโอกาส และปัญหาที่จะเกิดขึ้นมากดดันเรา ที่ผมพูดมาเหล่านี้ก็เปึนภาพกว้าง ๆ เพราะวันนี้คงจะไม่ลงไปในภาพลึกแต่ละแผนก แต่ละหมวด เพราะว่าหลายท่านก็ได้ อภิปรายมาเรียบร้อยแล้ว และก็หลายท่านก็ได้พูดไป แต่ผมคิดว่าผมต้องกลับไปรับฟัง จากประชาชนมาเพื่อที่จะมาถ่ายทอดในสภาก่อนถึงจะเปึนความคิดที่รอบคอบเพิ่มขึ้น นะครับ แล้วผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นได้มองมุมมองเหมือนการให้ยา ด้วยครับ เพราะว่ามันเปึนเครื่องมือชนิดหนึ่งในการเยียวยาประเทศชาติ อยากให้ว่าออก กฎหมายบางเรื่อง บางอย่างที่เปึ้นอันตรายรุนแรงให้น้อย ๆ แต่ให้เปึ้นประโยชน์สูงสุด แล้วหลายอย่างที่เกิดประโยชน์สูงสุดก็ให้มากได้ครับ แล้วก็ขณะเดียวกันอันไหนที่จะเกิด ประโยชน์สูงสุด ก็ให้ลงทุนน้อย ๆ อันนี้เปึ้นสัดส่วนที่ผมคิดว่าการปรับใช้กฎหมายคงจะ จําเปึน และให้ความเท่าเทียมกัน และก็มีหลายมาตราในรัฐธรรมนูญนั้นการเขียนอาจจะ ทําให้ตีความยากขึ้น เพราะว่าการเว้นวรรค การอะไรต่าง ๆ ดังนั้นผมคิดว่าคงจะต้องมา จัดกันใหม่ นะครับ อย่างเช่น การรักษาให้แก่ประชาชน มาตรา ๕๒ บุคคลย่อมมีสิทธิ เสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เสมอกันคือมาตรฐาน แล้วก็ ผู้ยากไร้มีสิทธิรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครับอันนี้ ถ้าตีความเผิน ๆ ก็คือให้ทุกคน ได้รักษาฟรีหมด แต่ถ้าให้ตีความตามเจตนารมณ์ หรือจากบรรทัดนี้จะเห็นว่าทุกคน จะต้องได้รับการรักษาแบบที่มีมาตรฐานเท่าเทียมกันครับ แต่ค่าใช้จ่ายนั้นก็คง ตามธรรมชาติของสังคม มีฐานะแตกต่างอะไรกัน คนมีเงินก็ต้องเสีย คนไม่มีเงินรัฐต้อง ดูแลอันนั้น ยกตัวอย่างเช่น แล้วก็ท้ายที่สุดนี้ผมคิดว่าเราใช้สัดส่วนพวกนี้ทำให้กฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นเปึ้นประโยชน์สูงสุด แล้วก็เพื่อที่จะให้ประชาชนอยู่เย็นเปึ้นสุข แล้วก็มี ความเจริญรุ่งเรือง และมีความมั่นคงของประเทศชาติและของชีวิตทุก ๆ คน สิ่งที่ผมพูด มานี้เปึ้นเรื่องภาพรวม ส่วนรายละเอียดนั้นในคราวต่อไปผมจะนำเสนอครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ คุณหมอครับ คงมีชื่ออาจารย์กรรณิการ์ ท่านสุดท้ายนะครับ อาจารย์พูดไป รอบหนึ่งแล้วหรือยัง
ขอนิดเดียวค่ะ
นิดเดียวนะครับ เชิญครับ
ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สสร. พอดี เนื่องจากว่าเรามาระดมความคิดเห็นเพื่อจะทําให้กรอบการร่างรัฐธรรมนูญนั้นสมบูรณ์ขึ้น สิ่งที่พวกเราพูดกันมาก็เปึนประโยชน์ทั้งสิ้น แล้วก็บังเอิญได้รับหนังสือเอกสาร ประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย พหุอำนาจ ซึ่งอาจารย์ประเวศ วสี ได้กรุณา เขียนไว้ ก็เลยอยากจะส่งผ่านท่านประธานไปให้คณะกรรมาธิการ และก็ถ้าหากว่าเปึนไป ได้ก็อยากจะเสนอให้มีการพิมพ์เผยแพร่ในเรื่องเหล่านี้ค่ะ ก็คงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ครับ ขอบพระคุณครับอาจารย์ครับ คงหมดระเบียบวาระที่เราได้เสนอความคิดเห็นกัน เรียบร้อยนะครับ ครบถ้วนอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คงที่จะ รับข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณา เพื่อที่จะเขียนรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด ก็คง จบระเบียบวาระที่ ๒
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องอื่น ๆ มีอะไรไหมครับท่านสมาชิกครับ ไม่มีนะครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน ขอป่ดประชุมครับ