สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔ · ๒๓ มกราคม ๒๕๕๐

กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกัน และเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน และเสนอแนวคิดการสร้างกองทุนส่งเสริมประชาสังคม และการสนับสนุนภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังพูดถึงการเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมและภาครัฐร่วมมือกันพัฒนานโยบายสาธารณะ และส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในหมู่คนไทยทุกกลุ่มทุกวัย

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

เรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สสร. มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า ทางเราอยากจะเห็น ภาพของรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งไม่ใช่หน้าตาแบบเดิม ซึ่งเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก่อให้เกิดปัญหามากมาย จริง ๆ แล้วตัวรัฐธรรมนูญอาจจะดีแต่ว่าคนใช้นี่อาจจะเกิดมี ปัญหา ก็เลยทำให้เกิดข้อบกพร่องมากมายในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ก็มีจุดดีอีกเยอะ แต่อย่างไรก็ตามคิดว่าในหมวดว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพ อยากให้รัฐธรรมนูญบรรจุในเรื่อง ของการเคารพศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ ยังต้องคงอยู่เรื่องของศักดิ์ศรีของความเปึน มนุษย์ เพราะว่าเราคงต้องเท่าเทียมกัน คงไม่มีประชาชนชั้นสอง คงต้องมีประชาชน เหมือนกันหมด แต่ขณะนี้ในสังคมไทยเราก็ยังมีความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้ จะทำ อย่างไรจึงจะให้ทุกคนเกิดจิตสำนึกของการเคารพศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ที่เท่าเทียม กัน ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของสิทธิเสรีภาพ ก็คือการให้สิทธิเสรีภาพเสมอกัน ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของบุคคลเสมอกันในกฎหมายและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่เท่าเทียมกัน หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เพราะขณะนี้เราก็พบว่า แม้กระทั่งใน บางครั้งสภาแห่งนี้ก็ยังไม่เท่าเทียม สัดส่วนระหว่างหญิงกับชายก็ยังไม่เท่าเทียมกัน คือจะ เห็นว่าในสภาร่างรัฐธรรมนูญเรามีผู้หญิง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่เท่าเทียม แต่ก็ไม่ได้บอก ว่าจะต้องถึง ๕๐ : ๕๐ อย่างเมื่อเช้านี้มีท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอภิปรายว่า บางแห่งให้ถึง ๔๐ : ๖๐ อะไรประมาณอย่างนี้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งที่นำเสนอนี้เปึนมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เช่น เด็ก เยาวชน และบุคคล ในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอัน ไม่เปึนธรรม เด็ก เยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมจากรัฐ อย่างแท้จริง แต่คงไม่ได้หมายความว่าพอเด็กมีปัญหาก็ส่งไปอยู่บ้านเมตตา บ้านอะไร แต่ว่าการดูแลคุ้มครองคงจะให้คำนึงถึงสิทธิของความเปึนมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเปึ้นเด็ก เขาจะเปึนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องให้การดูแลที่เท่าเทียมกัน ขณะนี้เราพบว่าในสังคมไทยเรานั้นความรุนแรงนั้นสูงมาก ไม่ว่าจะเปึนความรุนแรง ในเด็กนะคะ ทุกระดับ ความรุนแรงในเด็กนี่ทั้งเกิดจากตัวเด็กเอง ทั้งเกิดจากตัวพ่อ แม่ ทั้งเกิดจากครูบาอาจารย์นะคะ เพราะว่าเด็กอยู่ในโรงเรียนถึง ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเปึนการบ่มเพาะ เปึนความรู้ประสบการณ์ของเด็กในการที่จะเติบโต เปึ้นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ที่ก้าวร้าวในวันนี้ก็เกิดจากเด็กที่ได้รับการสั่งสม ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีตนะคะ อาจจะเปึนส่วนหนึ่งตรงส่วนนั้น

อีกมาตราหนึ่งนะคะ ซึ่งคิดว่าจําเปึนต้องคงเอาไว้ก็คือรัฐต้องคุ้มครองและ พัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนา ความเปึนป๊กแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน รัฐต้องส่งเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาสให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเอง ได้ เหล่านี้เปึนภาพที่เราอยากจะเห็นว่าสังคมเราที่เมื่อกี้ท่านผู้อภิปรายท่านหนึ่งบอกว่า ขณะนี้เด็กเยาวชนหรือคนของเรานั้นคุณธรรมยังน้อยอยู่นะคะ เพราะว่าสังคมเรา ตลอดระยะเวลาหลายสิบป้มานี้เราถูกสั่งสมให้เปึ้นลักษณะของบริโภคนิยมนะคะ ก็มัวแต่ จะทำอย่างไรถึงจะมีของดี ของราคาแพง กินอาหารหรู ๆ แต่จริง ๆ ไม่รู้มีคุณภาพหรือ เปล่านะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คิดว่าทําอย่างไรครอบครัวซึ่งเปึ้นจุดแรกที่สุดที่ จะส่งเสริมให้คนไทยเราทุกคนเติบโต แล้วก็เปึนคนดี และมีคุณภาพชีวิตอยู่ที่ครอบครัว เปึ้นหน่วยเล็กที่สุด ครอบครัวจะต้องเข้มแข็ง ครอบครัวจะอบอุ่นได้ก็มีสภาพเศรษฐกิจ สังคมที่ดีนะคะ เหล่านี้เปึ้นเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่อยากจะนําเสนอให้มีในรัฐธรรมนูญ ใหม่

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะทําอย่างไรในรัฐธรรมนูญใหม่จึงจะลดอํานาจของ ทางรัฐให้ลดอำนาจลงมาบ้าง และขณะเดียวกันให้อำนาจของภาคประชาชนเพิ่มขึ้น นะคะ ซึ่งตรงนี้มีการพูดกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการกระจายอํานาจ เรื่องของ การบริหารงานแนวใหม่นี้นะคะ ก็คือการให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีอำนาจหน้าที่ มีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น การที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้นั้นต้องมีความเชื่อ ก่อนนะคะ จริง ๆ รัฐต้องมีความเชื่อก่อนว่าภาคประชาชนนั้นดูแลปกปัองคุ้มครองตนเอง ครอบครัว ชุมชนได้นะคะ ถ้ามีความเชื่อเหล่านี้รัฐจะมีหน้าที่ในการหนุนเสริม ส่งเสริม สนับสนุน ผลักดัน แล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ภาคประชาชนนั้นมีความเข้มแข็ง ซึ่งในส่วนนี้ อยากจะเสนอเรื่องของกองทุนส่งเสริมประชาสังคม แล้วก็การเมืองภาคประชาชน ทำอย่างไรจึงจะบรรจุ หรือว่าการจัด การทำ หรือผลักดันให้เกิดกองทุนขึ้นมาอยู่ กองทุนหนึ่งนะคะ ซึ่งเปึนกองทุนที่อิสระ มีคนเสนอนะคะว่าอาจจะมาจากธุรกรรมทาง การเงิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่จะให้เปึนกองทุนของภาคประชาชนในการที่จะทำงานส่งเสริม การทำงานในท้องถิ่นต่อไปได้นะคะ เหล่านี้คิดว่าเปึนสิ่งที่อยากจะเสนอเรื่องของการให้ อำนาจหน้าที่กับประชาชนมากขึ้น ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะ ไม่ได้มีส่วนร่วม มีส่วนร่วมอยู่แล้ว เพราะว่าเปึ้นอยู่ในส่วนของภาครัฐในระดับชาติ ระดับ จังหวัด ระดับอำเภอ ระดับท้องถิ่น ชุมชน ตำบล เหล่านี้ก็มีความเกี่ยวข้องกันนะคะ เพราะฉะนั้นรัฐมีหน้าที่ในการที่เปึนฝ์ายให้ และก็เชื่อว่าภาคประชาชนนั้นทํางานได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ และจะเปึนการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของภาครัฐในทุกระดับได้นะคะ ทีนี้ ทําอย่างไรจึงจะให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง เมื่อกี้ได้นําเสนอว่าถ้ามีกองทุนส่งเสริม ตรงส่วนนั้น ซึ่งขณะนี้ก็พบว่าบางแห่งก็เริ่มมีนะคะ เหล่านี้ทําอย่างไรจึงจะไปบรรจุใน รัฐธรรมนูญให้ปรากฏแล้วก็เอาไปทำงานได้จริง เราพบว่าภาคประชาคมในขณะนี้ จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานเรื่องของการผลักดัน พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาตินะคะ เราได้มี การเชื่อมประสานกับภาคประชาสังคม และก็สมัชชาสุขภาพในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล มาโดยตลอดระยะเวลา ๔ – ๕ ป้มานี้นะคะ ก็เกิดการร่วมกลุ่มของ ภาคประชาสังคมขึ้นมา ซึ่งร่วมกับภาควิชาการ ภาคการเมืองนะคะ คนเหล่านี้มีจิตสาธารณะสูง มีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อชุมชนตัวเอง เสียสละ ไม่มี เงินเดือน ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน แต่เสียสละทำงานให้กับชุมชน ทำอย่างไรจึงจะให้ ประชาชนเหล่านี้ร่วมกลุ่มกันและก็เข้มแข็งกันมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากที่มีกองทุนมา หนุนเสริมแล้วนี้ รัฐจะต้องหนุนเสริมอย่างไรจึงจะให้ภาคประชาสังคมเหล่านี้อยู่ได้ จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องการเงินอย่างเดียวนะ ต้องสนับสนุนในเรื่องของมิติของการช่วยเหลือทางสังคม มิติของจิตวิญญาณ การเข้าไปหนุนเสริมในทุกมิติ เหล่านี้จะทำให้ภาคประชาชน ภาค ประชาสังคมอยู่ได้ มีกำลังใจ ไม่ใช่ใช้เงินหว่าน เราคงไม่ได้ใช้เงินหว่าน ไม่ได้ใช้เงินเปึ้นตัว ล่อด้วย แต่เปึ้นตัวสนับสนุนทำให้กลไกในพื้นที่เดินได้ นอกจากนั้นแล้วยังมีมิติทางสังคม ทางจิตวิญญาณที่รัฐต้องหนุนเสริม

ประเด็นที่ ๓ ก็คือการเป่ดโอกาส ในรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรจะเป่ดโอกาส ให้เกิดการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม เมื่อกี้มีท่านหนึ่งอภิปรายเรื่องของ การทําอย่างไรจึงจะให้รัฐ ขณะนี้นโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเปึนนโยบายสาธารณะ ส่วนใหญ่จะมาจากภาครัฐกําหนดลงไป ภาคท้องถิ่นเองนี้โอกาสน้อยมาก ส่วนใหญ่จะ เปึ้นทางการเข้าสั่งมาว่าให้ทําอะไรก็ทํา แต่ขณะเดียวกันภาคท้องถิ่นชุมชนถ้ามีความ เข้มแข็งพอนี่ก็รวมกลุ่มกันแล้วก็พัฒนานโยบายสาธารณะของชุมชนท้องถิ่นเองได้ เหล่านี้ น่าจะได้ปรากฏในรัฐธรรมนูญใหม่ อยากจะเห็นนะคะว่า ตรงนี้รัฐจะส่งเสริมกันอย่างไร เพราะปรากฏว่าจากการทำงานในเรื่องของการทำพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาตินี้ เราพบว่ามีหลาย ๆ พื้นที่มีรูปแบบตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องของการที่เขาร่วมกลุ่มและเขา ผลักดันนโยบายได้เอง เช่น ที่อำเภอเขาสมิ่ง จังหวัดตราด มีพื้นที่สาธารณะแห่งหนึ่งไม่มี การจัดการอะไร ชาวบ้านร่วมกับนายอำเภอ ประชาคมในอำเภอนั้นก็ร่วมกันจัดสรรที่ใน การใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ทรัพยากรในบริเวณพื้นที่สาธารณะซึ่งเปึนไผ่ เปึนป์า ต้นไผ่ก็จะมี หน่อไม้ มีเห็ด มีอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็มีการจัดสรร เพราะฉะนั้นเปึนนโยบายที่กำหนดว่า ไม่ใช่ใครมือยาวสาวได้สาวเอา แต่มีการจัดสรรว่าใครจะไปใช้ทรัพยากรในพื้นที่ตรงนี้ จะต้องเอามากิโลกรัมละกี่บาทที่จะต้องจ่ายให้กับกองทุน เพื่อจะดูแลพื้นที่เหล่านี้ อีกตัวอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดนครปฐม โดยประชาคมลุ่มน้ำจังหวัดนครปฐม นะคะ ประชาคมมีความเข้มแข็งมาก เขาให้ความเคารพกับการที่เด็กเยาวชนมาทำงาน เรื่องของการอนุรักษ์แม่น้ำท่าจีน ก็จนถึงรวมกลุ่มโรงเรียนในลุ่มน้ำท่าจีนประมาณ ๔๐ โรง วัดอีก ๔๐ วัด ที่อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ปรากฏว่าเด็กนักเรียนไปเรียนจนไปเรียนรู้การ อนุรักษ์แม่น้ำท่าจีนจนพัฒนาเปึนหลักสูตร ซึ่งใช้ในจังหวัดนครปฐม ขณะนี้ขยายผล ไปถึงขั้นถึงเด็กเหล่านี้ที่มาทำงานเพื่อส่วนร่วมมีโอกาสที่ไปเรียนต่อเข้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ด้วยโควต้า (Quota) ซึ่งไม่ใช่ด้วยการสอบแบบเอเน็ท (A-NET) โอเน็ท (O-NET) อะไรเหล่านี้ แต่เปึนการเข้าเรียนด้วยความรู้ประสบการณ์จาก การที่เขาได้ลงไปทำงานจริง ๆ เขาเรียกว่าคนดี ไม่ใช่คนเก่ง เพราะฉะนั้นการคัดเลือก เหล่านี้เปึน สิ่งที่กําหนดเองในพื้นที่ ไม่ใช่รัฐมาเปึนคนกําหนด แต่เปึนการกําหนดโดย พื้นที่ท้องถิ่นเอง ซึ่งตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เกิดจากการที่ทั้งภาคประชาสังคม ทั้งภาครัฐต้อง ให้ความร่วมมือกันแล้วก็เห็นความสำคัญพ้องต้องกันนะคะ

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะนำเสนอในส่วนของรัฐธรรมนูญก็คือ เรื่อง แนวนโยบายแห่งรัฐ ไม่ว่าจะเปึนการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ไม่ใช่เฉพาะแต่เด็ก เยาวชนนะคะ อยากจะนำเสนอว่าแม้กระทั่งพวกเราทุกคน คนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกวัย แต่อาจจะไปเน้นหนักที่เด็กเยาวชน แต่ต้องทุกกลุ่มทุกวัยก็ต้องส่งเสริมกันอยู่ดี คนอายุ เยอะไม่ใช่หมายความว่าจะมีคุณธรรมใช่ไหมคะ อย่างไรก็ต้องให้ความรู้กันอย่างนี้ ตลอดเวลา ไม่จำเปึนว่าจะต้องทำเฉพาะเด็ก เยาวชนนะคะ ตรงนี้คิดว่าเปึนแนวนโยบาย แห่งรัฐที่น่าจะได้ปรากฏ เพราะว่าดูในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้ปรากฏเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมเท่าไร ถึงแม้ว่าจะเปึนนามธรรม แต่ว่าขณะนี้รัฐบาลชุดนี้เองก็กำหนดเปึนวาระแห่งชาติว่าด้วย เรื่องของคุณธรรม เราจะเปึนสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน เราจะส่งเสริมคุณธรรม แม้กระทั่ง การศึกษาก็ไปใช้เปึ้นนโยบายว่าด้วยเรื่องของคุณธรรมนำการศึกษา เหล่านี้เปึ้นต้น มันต้องเริ่มต้นหลังจากที่เราผ่านวิกฤตการณ์ของสถานการณ์ที่เลวร้ายที่มุ่งไปสู่ทุนนิยม บริโภคนิยมมากขึ้น อย่างไรเราจะกลับมาสู่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมให้มากขึ้น สุดท้ายขอประชาสัมพันธ์ว่าในวันที่ ๒๖ – ๒๘ มกราคมนี้ จะมีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและตลาดนัดคุณธรรม ครั้งที่ ๒ ที่ศูนย์การประชุมสิริกิติ์ ก็ขอเชิญผู้ที่มีคุณธรรมคนไทยทุกคนเข้าร่วมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ