เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ หารือเรื่องกรอบของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และความมีมนุษยธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มีพื้นฐานบนหลักการเหล่านี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น การรับรู้สิทธิชุมชน และสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพดีขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สสร. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ก็อยากจะมีส่วนร่วมในการที่จะแสดงถึงทิศทาง แนวโน้มหรือกรอบที่อยากจะให้ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณา กําหนดเปึ้นทิศทางซึ่งจะร่างขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังทํากันอยู่นี้ ผมจะพูด อย่างสั้น ๆ พอสมควรในระยะเวลาที่กำหนดให้ เอาอย่างนี้ก่อนโดยภาพรวมที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ก็คือ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะทำกันอยู่นี้มีพื้นฐานที่อยู่บนหลักการของปรัชญา ที่กำหนดให้เกิดความเสมอภาค ความยุติธรรม และก็ความมีมนุษยธรรม ผมคิดว่านี่เปึน ปรัชญาหลักสำคัญที่จะต้องให้มีไว้โดยรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างขึ้นนี้ ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าถ้าหากปราศจากหลักการ ๓ เรื่องใหญ่ ที่รัฐธรรมนูญ ไม่สามารถสร้างความเสมอภาค สร้างความยุติธรรม และก็สร้างความมีมนุษยธรรมให้ เกิดขึ้นได้แล้วจะเรียกว่า รัฐธรรมนูญประชาชน หรือเรียกว่ารัฐธรรมนูญอะไรก็เราดูจะ ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง อันนี้เปึนภาพรวมบนปรัชญาพื้นฐานที่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เกิดขึ้น ผมจะพูดประเด็นในช่วงนี้ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพเปึ้นสำคัญในช่วงแรก เรื่องสิทธิเสรีภาพโดยภาพรวมเท่าที่ไปดูในรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นว่า เรื่องเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพนี่แทบทุกฉบับก็พูดไว้ และก็เราต้องยอมรับว่า ดีพอสมควร แต่ที่ต้องยอมรับก็คือว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ สมบูรณ์ขึ้นมากทีเดียว แทบจะไม่มีอะไรจะต้องแก้ไขมากมายนัก อาจจะ นํามาใช้ได้พอสมควร นอกจากบางเรื่องบางอย่าง ที่สําคัญก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นี่ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพที่สำคัญ ๆ ไว้น่าสนใจมาก เช่น สิทธิในเรื่อง สิ่งแวดล้อม สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา ท่านประธานครับ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะว่า ขณะนี้กระแสโลกาภิวัตน์ระบบการเมือง โดยเฉพาะในระบอบอะไรที่เราเพิ่งผ่านมา เราได้ เห็นแนวโน้มของทุนชาติมันเชื่อมกับทุนข้ามชาติ แล้วก็เข้ามาล้วงเอาทรัพยากรธรรมชาติ ของชาติเรา ภูมิปัญญาของเรา มาล้วงสิ่งเหล่านี้เอาไป แนวโน้มที่ว่านี้ชี้ให้เห็นถึงความ พยายามที่กลับไปสู่ความคิดของเจ้าอาณานิคมอย่างเดิม คือเอาสิ่งเหล่านี้มาเปึน เครื่องมือในการขยายอํานาจโดยที่เราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ แม้จะมีบทบัญญัติเรื่องสิทธิเหล่านี้ไว้สมบูรณ์ขึ้น แต่ก็ดูจะมี เปึ้นการบัญญัติไว้เปึนแต่ตัวหนังสือเสียมากกว่า ดูเหมือนจะไม่เคยใช้ แถมองค์กรอิสระ ทั้งหลายก็ดูจะง่อยเปลี้ยเสียขาไปเสียหมด ไม่มีการนำเอามาใช้บังคับ ดูตัวอย่างง่าย ๆ แม้แต่พระราชบัญญัติป์าชุมชนที่กำลังทำกันมาหลายป้เหลือเกิน จนเดี๋ยวนี้ก็ยังออกมา ไม่ได้ นี่มันบอกอะไร มันไม่มีผลในทางปฎิบัติ หรือว่าสิ่งที่ตราเอาไว้นั้นมันเกือบจะไม่มีผล อะไรเลย ประเด็นนี้เองครับ ที่ผมอยากจะให้วางกรอบใหญ่ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้บัญญัติ ให้กำหนด ให้สร้างท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จะปล่อยกลไกต่าง ๆ ไว้ แต่ที่กรุงเทพฯ เห็นจะไม่ได้แล้ว นี่ก็กําลังจะเห็นกันว่าเรื่องการทํา เอฟทีเอ (FTA) กับ บางประเทศกับหลายประเทศ เร่งรีบทำกันเหลือเกินในกรุงเทพฯ นี่เอง ดูจะแทบไม่ค่อยได้ คำนึงถึง เคารพถึงผลกระทบในสิทธิชุมชน เรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติของ ชุมชน ปล่อยไว้อย่างนี้ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ จะเปึ้นแต่ตัวหนังสือ สวย ๆ เท่านั้นเอง ตรงนี้อยากจะให้ว่างกรอบเกี่ยวกับเรื่องสิทธิชุมชนต้องถ่วงดุลได้ ต้อง สร้างความเข้มแข็งตรงจุดนี้ให้มีขึ้น ต้องแก้ไขข้อบกพร่องตรงจุดนี้จากที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ นี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ นี้กำหนดเอาองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนเทศบาล อบต. เปึ้นเขตปกครองท้องที่นะครับ ตรงนี้ขอให้พิจารณาวางกรอบให้กว้างขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรากำลังจะร่างขึ้น เพราะว่าเวลาเราพูดถึงสิทธิชุมชน พูดถึงทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ นี่มันมีเรื่องแม่น้ำ มีเรื่องทะเล มันบอกขอบเขตได้ยาก มันกระทบทั่วไปถึง แบ่งเขตไม่ได้ในแง่ของผลกระทบ ทางธรรมชาติ ก็เราจะเขียนอย่างไรในรัฐธรรมนูญใหม่นี้ให้มันมีสํานึก มีเซนส์ (Sense) ที่ว่าชุมชนที่ว่านี้เปึนชุมชนฐานทรัพยากร ไม่ใช่แค่เขตปกครองท้องที่ เขียนอย่างไรให้เปึน ชุมชนฐานทรัพยากรให้เปึ้นสิทธิของชุมชน สิทธิและหน้าที่ขององค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นที่จะต้องทํางานร่วมกันอย่างเข้มแข็งขึ้น ในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นี้ ดูเหมือน จะระบุไว้ในมาตรา ๔๖ กับอีกบางมาตรา แต่ว่าพอไปตราเรื่องการปกครองท้องถิ่น จะเปึนเทศบาล อบต. ในทางปฏิบัตินี่ไปอยู่ในมาตรา ๒๘๐ กว่า มันห่างกันเหลือเกิน เพราะฉะนั้นกรอบใหญ่นี้ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาช่วยกำหนดให้มันเปึ้นเรื่องที่เชื่อมต่อกัน ในสิทธิของชุมชน ในสิทธิเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิของการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ วางแผนตัดสินใจร่วมกันกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ตรงนี้อยากจะเปึนกรอบอันหนึ่ง ที่อยากจะทำให้ชัดเจนขึ้นในเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิของการจัดการบริหาร เรื่องของกิจการ ของท้องถิ่นของตัวเอง มันมี ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่อยากจะฝากไว้เปึนข้อที่ท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาในเรื่องนี้ครับ ๑. คือเรื่องชุมชนกับ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนี่ต้องทําอย่างไรที่จะให้มาร่วมกันทํางาน อย่าไป กําหนดสิทธิอํานาจหน้าที่ให้แต่ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเปึ้นผู้จัดการ ฝ์ายเดียว ต้องคํานึงถึงสิทธิชุมชนเรื่องนี้ด้วย เพราะฉะนั้นกรอบตรงนี้ทําอย่างไร ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนให้มันเกี่ยวเนื่องสอดคล้องสอดร้อยไปพร้อมกัน ในขณะเดียว มันจะได้สงวนหรือว่ารักษาสิทธิของชุมชนในเรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ กับการทำงานร่วมกันในการบริหารจัดการกิจการของชุมชนที่มีองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นเข้ามากำกับดูแล
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะฝากไว้เปึนกรอบก็คือที่จะต้องตราอย่างไร ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังจะร่างกันขึ้นนี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรอย่างเรื่อง ป์าชุมชนที่ผมเอ่ยมาแล้ว ป์านนี้ยังจด ๆ จ้อง ๆ กันอยู่ยังไปไม่ถึงไหนสักที จะต้องตรา ลงไว้ในรัฐธรรมนูญที่กําลังจะร่างขึ้นนี้ไว้ อันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องซึ่งกระทบสิทธิชุมชน กระทบ สิทธิธรรมชาติแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว หากก้าวล่วงไปถึงเรื่องการทําสนธิสัญญา หรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่มีพันธกรณีต่อรัฐ ต่อประเทศของเรา ในระยะต่อไปผมอยากจะ เก็บไว้เพื่อที่จะพูดว่าในบรรดาข้อตกลงเหล่านี้มันจะต้องทำอย่างไรบ้างที่จะเป่ดช่องทาง สิทธิของการมีส่วนร่วมรับรู้และสงวนรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติในพันธกรณีต่าง ๆ ที่จะมีกับประเทศต่าง ๆ ยกตัวอย่างโดยเฉพาะในเรื่อง เอฟทีเอ ต่อไปนี้มีตรงไหนบ้างไหม ที่จะต้องมาให้สัตยาบันต่อรัฐสภา เดี๋ยวนี้รีบรวบรัดทำกันไปเพื่อที่จะให้ผ่าน ๆ เร็ว ๆ นี้ ก็เห็นว่าส่งเข้า ครม. ยังไม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ สิทธิชุมชนยังไม่ได้รับรู้ในเรื่องเหล่านี้ เลย แต่เขารับผลกระทบอย่างมากมายต่อพันธกรณีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ ผมว่าเรื่อง เหล่านี้จะต้องคํานึงเปึนกรอบหนึ่งที่น่าจะได้นําไปพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเปึนประเด็นสําคัญมาก ก็คือผมคิดว่าน่าจะนําเปึนข้อหนึ่ง ที่จะควรนำไปพิจารณากำหนดเปึนกรอบเรื่องเหล่านี้ คือการมีบทบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้ รับรองสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้มันดูเหมือนจะยังไม่พอ ผมคิดว่าน่าจะต้องบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังร่างขึ้นนี้ให้มีแผนพัฒนาการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาได้แล้ว เพราะเหตุว่าประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกชัดว่าเราเพิ่งจะเริ่มต้นเรื่องการกระจาย อำนาจไปให้ท้องถิ่น ต้องยอมรับว่ามันยังอ่อนแอ แล้วก็โกลาหลไปพอสมควร แต่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็กำหนดให้มีแผนพัฒนาการเมืองในกรอบใหญ่ระดับชาติ ผมว่า ถึงเวลานี้เวลาที่เรากําลังจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ เราก็รู้ประสบการณ์อ่อนแอในเรื่องการ บริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่จะกระจายอำนาจต่าง ๆ ไปให้่กับท้องถิ่น ผมจึงอยากเห็นกรอบร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ให้มีกําหนด ให้มีแผนพัฒนาการเมือง ท้องถิ่นขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ก็น่าจะช่วยให้แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจมีความ เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพดีขึ้นเปึนแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยหยั่งรากลึก ที่สำคัญกับบ้านเราต่อไป นี่ก็เปึนเรื่องซึ่งผมอยากจะเสนอในประเด็นแรก
เรื่องจากนี้ก็คือผมอยากจะพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งเปึน หัวใจหนึ่งของเรื่องสิทธิต่าง ๆ ที่เรากําลังจะพูดถึง โดยกรอบทั่วไปผมต้องยอมรับว่าที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ นี้ดีแล้วก็ยอมรับได้ที่มีกําหนดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเราก็ได้เห็น ได้ทราบ ได้รู้กันอยู่ตลอดมาในช่วงเวลาที่ผ่านมาใน การใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วว่าในทางปฏิบัตินั้นก็ยังมีการข่มขู่ มีการแทรกแซง อันนี้ ก็ทราบกันอยู่นะครับ มีการแทรกแซงข่มขู่ อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นหมวดนี้สำหรับที่จะตราไว้ ในรัฐธรรมนูญใหม่ก็คือผมยังคิดว่ากรอบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในส่วนที่เกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนตรงนี้ ๑. คงจะต้องนําเอาร่างทั้งมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ กลับคืนมาเพราะมันดีอยู่แล้ว ในประการต่อมาก็คือว่าการตรามาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ที่นำมาใหม่นี้จะต้องสร้างความเข้มแข็งในทางปฏิบัติให้เกิดขึ้น เพราะคราวที่แล้วเราบอกว่าดีแล้วแต่การแทรกแซงคุกคาม ข่มขู่มันก็ยังมีอยู่ เพราะนั้น ผมคิดว่าจะต้องทำให้เข้มแข็งขึ้น คงจะต้องเปึนข้อพิจารณาที่นำไปถึงโดยที่จะต้อง คํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ทํางานสื่อ โดยการนี้ก็น่าจะต้องพิจารณากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญที่จะส่งเสริมและรักษาสิทธิของผู้ทํางานสื่อด้วย ตรงนี้ขาดไปในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้ว นี่น่าจะเปึนส่วนหนึ่งซึ่งผมอยากจะฝากเปึนกรอบสำหรับ ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาในส่วนนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ จะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งไปดูเถอะครับ ทั้งมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ใช้คําว่า เสรีภาพ ทั้ง ๓ มาตราใช้คําว่า เสรีภาพโดยตลอด ไม่มีคําว่า สิทธิ ควบคู่กันไปเลย คือพูดถึงแต่เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชนแต่กลับมีนัยในการ กําหนดสิทธิของอํานาจรัฐ ในการจํากัดเสรีภาพซึ่งจะออกมาในรูปกฎหมายต่าง ๆ กํากับ เสรีภาพของสื่ออีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้อยากให้พิจารณาเปึนกรอบ คำว่า สิทธิ ควบคู่กับเสรีภาพด้วยและก็น่าจะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตราไว้ถึงสิทธิของ สื่อมวลชนด้วย ไม่ใช่พูดถึงแต่เสรีภาพเช่นสิทธิของการรายงานข่าวโดยวิชาชีพสุจริตควร ได้รับการคุ้มครองแค่ไหน ไม่ใช่รายงานข่าวผู้แทนด่าท่อกัน หมิ่นประมาทกันเองในสภา แต่ว่าพอเรารายงานข่าวไปสู่สาธารณะแล้วพลอยเปึนจำเลยไปด้วยทุกที่ด้วยข้อหาว่า เผยแพร่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อย่างนี้มันแย่ ในสถานะหนึ่งอยากเปึ้นบุคคลสาธารณะ ขณะเดียวกันก็อ้างสิทธิส่วนบุคคล บางทีทำไม่ถูกเหมือนกันนะครับ คือตรงนี้มัน เกี่ยวข้องกับผู้แทนราษฎรที่มีการคุ้มครองสิทธิเฉพาะตัวแต่ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของ สื่อมวลชน การรายงานโดยสุจริตโดยวิชาชีพ จากเรื่องที่พูดกันในสภากลายเปึนข้อจำกัด สิทธิกลายเปึนเรื่องซึ่งกำหนดขอบเขตเสรีภาพ ในเรื่องบุคคลสาธารณะที่เปึ้นผู้แทน หรือไม่ขอให้ช่วยดูประเด็นนี้ด้วย ที่จริงพวกผู้แทน อย่างนี้ต่างหากที่ต้องไปควบคุมดูแล ความประพฤติเขา ไม่ใช่พลอยเอาสื่อมวลชนไปติดร่างแหด้วย นี่ก็เปึนตัวอย่างง่าย ๆ ซึ่ง อยากจะให้ช่วยน้ําไปพิจารณาด้วยว่าจะทําอย่างไร ไม่ใช่พูดถึงแต่เสรีภาพแต่สิทธิต่าง ๆ ควรจะมีอะไรที่คุ้มครองให้มันแข็งแรงขึ้น ต่อมาก็คืออย่างที่เรียนไว้แล้วก็คือว่าแม้กระทั่ง ทั้ง ๓ มาตรา คือ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ จะดีแต่ว่าในทางปฏิบัติอย่างที่ ทราบว่ามันมีการแทรกแซงข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นได้ ก็คงไม่ต้องยกตัวอย่างมาว่า มันเกิดขึ้น ในรัฐบาลไหน ๆ นะครับ มันก็มีอยู่จริงแทบทุกสมัย การแทรกแซงหรือควบคุมจำกัดสิทธิ เสรีภาพของสื่อทำกันหลายรูปแบบรวมทั้งในเรื่องกฎหมายบางฉบับด้วย อย่างเช่น พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ป้เดียวกับป้เกิดของผมเลย จำแม่น ที่ใช้กันมาอยู่ได้ พอ ๆ กับ กฎหมายความมั่นคงภายในของประเทศเพื่อนบ้านที่รับมรดกมาจาก เจ้าอาณานิคมของ เขาใช้เปึนกฎหมายควบคุมสื่อมวลชนมาจนขณะนี้ ลิดรอนกดขี่สิทธิของสื่อมวลชนใน รูปแบบของอำนาจนิยมอย่างเห็นได้ชัด พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ นี้ก็ไม่ต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นได้ชัดว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่กลับไม่มีใครใส่ใจจัดการยกเลิกกัน เสียที่ พระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนฉบับที่ขายหน้าต่างชาติมากที่สุดเวลาผมไปประชุมกับ สื่อต่างประเทศในหลาย ๆ ประเทศ อวดโม้ ไม่ออกเลยว่าประเทศไทยมีสิทธิเรื่อง สื่อมวลชนเมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศแล้วเราดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ถูกหัวเราะเยาะเอาเวลาพูดถึงพระราชบัญญัติการพิมพ์ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นช่วยพิจารณาประเด็นนี้หน่อยครับ มันมีกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชนหลายฉบับ แล้วก็ขัดกับรัฐธรรมนูญชัดเจน ทําอย่างไรที่จะตรากฎหมาย หรือตรามาตราอะไรที่เกี่ยวกับสิทธิของสื่อมวลชน คุ้มครองในลักษณะซึ่งโยนทิ้งกฎหมาย ที่คร่ําครึเหล่านี้ มันขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ก็ใช้กันอยู่ได้ มันก็บอกให้เห็นแนวโน้ม อํานาจนิยมที่อยากจะใช้เปึนเครื่องมือในการครองอํานาจอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า มันมีแต่ ประเทศเผด็จการที่เปึนอํานาจนิยมเท่านั้นที่ใช้สิ่งเหล่านี้เปึนเครื่องมือในการบริหาร ปกครองอยู่ นั่นก็เปึนเรื่องหนึ่งซึ่งจะฝากเปึนกรอบในการที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะนําไปพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจะขอจบในเรื่องสิทธิ ในเรื่องข้อมูล ข่าวสาร เพราะเปึนเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันมาก เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนมันเกี่ยวข้อง จริง ๆ กับเรื่องสิทธิข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิในการได้ข้อมูล หรือว่าคำชี้แจง ของหน่วยราชการตามมาตรา ๕๙ เข้าให้สังเกตว่าในมาตรานี้เขียนเรื่องสิทธิของบุคคล เท่านั้น อยากให้พิจารณาถึงสิทธิของสื่อมวลชนด้วย ขององค์กรที่เกี่ยวข้องในการ รักษาสิทธิเหล่านี้ด้วย เพราะถ้าหากว่าสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนมันบอกไปถึงประพฤติ ปฏิบัติของสื่อมวลชนมันไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ แต่ว่าเวลา สื่อมวลชนไปขอข้อมูล ข้ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเราไปพูดถึงสิทธิ ของบุคคล ก็ต้องไปตีความ แล้วก็บุคคลก็ต้องเปึนผู้เสียหายโดยตรงเสียอีก สื่อมวลชน ไม่ใช่บุคคลหรืออย่างไร ก็เลยไม่ค่อยจะได้ข้อมูล หรือว่าอิดออดกว่าจะได้ ๕ เดือน ๖ เดือน แล้วจะไปมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่ทันการณ์กันแล้วกับเรื่องของสื่อมวลชน อย่างนี้ที่ได้มาทางสื่อมวลชนเขาเรียกว่า ข่าวเน่า ไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์หรอก โยนลง ตะกร้าครับ ไม่ทันได้ลงหรอกอย่างนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าในทางปฏิบัติมันไม่เกิดผลอย่างที่ ตราไว้ ในกรอบร่างใหม่ก็อยากจะฝากให้พิจารณาให้ละเอียดด้วย ทำอะไร ทำอย่างไร จะให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ดีขึ้น แอคเซสซิบิลิตี้ (Accessibility) สำคัญมาก ในเรื่องเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นแล้วเสียเวลาที่จะมาพูดเรื่องสิทธิต่าง ๆ การเข้าถึงสื่อมวลชน มันจะต้องเปึนจริงในทางปฏิบัติด้วยนะครับ ควรจะพูดถึงสิทธิของสื่อมวลชนตรงจุดนี้ ให้ชัดเจนด้วย ไม่อย่างนั้นระหว่างอํานาจรัฐกับสื่อมวลชนทะเลาะกันไม่จบหรอกครับ ทั้งหมดก็เปึ้นเรื่องซึ่งผมอยากจะเสนอเปึนกรอบสำหรับท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ช่วยพิจารณา แล้วก็ถ้าหากเปึนไปได้อย่างไร กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเรากําลังจะร่าง ขึ้น กราบขอบพระคุณครับ