สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔ · ๒๓ มกราคม ๒๕๕๐

กิตติ ตีรเศรษฐ์ อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 และเสนอให้ปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้มีข้อความที่สำคัญและไม่ยาวเกินไป นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการศึกษาและเสรีภาพสื่อ โดยเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ให้ภาคการเมืองหรือภาคธุรกิจเข้ามาแทรกแซงองค์กรอิสระ

รองศาสตราจารย์กิตติ ตีรเศรษฐ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อนสมาชิก สสร. ทุกท่าน ผม กิตติ ตีรเศรษฐ์ สสร. ประเด็นที่กระผมจะขออนุญาตอภิปรายต่อไปนี้ก็คงไม่แตกต่างจากประเด็นที่ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ไม่ว่าจะเปึ้นท่านที่เพิ่งอภิปรายผ่านมา ๒ ท่าน คือท่านชาลีที่ได้พูดถึงว่า ในรัฐธรรมนูญควรจะเปึ้นรัฐธรรมนูญที่มีแต่ข้อความ ที่สำคัญ แล้วก็ส่วนประกอบรายย่อยนั้นควรจะแบ่งออกเปึนพระราชบัญญัติ หรือ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแทน เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งจะทํา ได้ยาก ทีนี้ในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่เราได้พูดถึงกันมา ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่ง ณ เวลานั้น หรือแม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีบางส่วนพูดกันอยู่ว่าเปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดี ที่สุดนั้น เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ได้รวบรวมเอาข้อดีของรัฐธรรมนูญที่มีใช้กันในประเทศต่าง ๆ เอามารวบรวมเข้ามา แล้วก็อาจจะ หรือมีศึกษา หรืออาจจะศึกษาไม่ครบถ้วน หรืออะไรก็ แล้วแต่ในเรื่องของวัฒนธรรมและประเพณีของไทยนะครับ จนทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ป้ ๒๕๔๐ นี้นะครับ ได้สร้างระบบที่แก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้า ป้ ๒๕๔๐ เอาไว้ เกือบทั้งหมดในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ จนเขียนไว้ยาวยืดเลย เปึนร้อย ๆ มาตรา ซึ่งต่อไปนี้ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการยกร่างฯ คงจะได้รับข้อเสนอ หรือว่าข้อคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิกไปพิจารณาดําเนินการว่า ทําอย่างไรถึงจะให้สาระในรัฐธรรมนูญมีแต่ ประเด็นที่สําคัญ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ หลาย ๆ ท่านก็มีความเข้าใจกันว่าประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีรัฐธรรมนูญก็ต้องมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็จะ กลายเปึนคำตอบของประชาธิปไตย ซึ่งในประเด็นส่วนนี้นั้น กระผมเองก็มีความเห็นว่า จริงอยู่การเลือกตั้ง หรือว่าการออกเสียงแสดงสิทธิของแต่ละท่านนั้นเปึนเรื่องที่จำเปึน แล้วก็เปึ้นสิ่งที่จะแสดงออกมาซึ่งถึงประชามตินะครับ แต่ทั้งนี้ผมเห็นว่า การที่บุคคล ต่าง ๆ หรือว่าการที่เราจะมีเรื่องของประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง นั้น คงจะต้องคำนึงอยู่บนพื้นฐานของเรื่องการศึกษาของผู้ที่มีส่วนร่วมทุก ๆ ท่านนะครับ คงไม่ปฏิเสธนะครับว่าในประเทศไทย พื้นฐานการศึกษายังมีระดับความแตกต่างกันอยู่ อย่างมาก ถึงแม้ว่าในมาตรา ๘๑ จะระบุว่า รัฐจะต้องมีการจัดการศึกษา อบรมและ สนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ การศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมหรืออื่น ๆ ซึ่งจากการที่ สมศ. ได้ประเมินโรงเรียนทั่วประเทศ ท่านคงทราบแล้ว นะครับว่าตัวเลขที่ออกมาจากผลจากการประเมินนั้นเปึนตัวเลขที่น่าตกใจมาก ที่จำนวน โรงเรียนกว่าครึ่งไม่ผ่านการประเมิน นั่นก็คือคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยในระดับที่ จะต้องเปึนกำลังสำคัญของบุคคลของชาติในอนาคตยังมีระดับของการบริหารจัดการที่ ไม่ได้เปึ้นไปตามมาตรฐานอยู่ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงจะต้องฝากไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเปึนประเด็นสําคัญมาก ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศชาติจะแก้ไขได้ในความเห็น ของผมอย่างเดียวก็คือ ทำอย่างไรประชาชนในชาติจึงจะมีการศึกษาดีเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับอารยประเทศในโลก

ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของบุคคล หรือการได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมาย ตลอดจนเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้นท่านเพื่อนสมาชิกก็ได้มีการอภิปรายไปแล้ว เปึ้นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นผมคงจะไม่กล่าวซ้ําอีก แต่อยากจะขอกล่าวถึงเรื่องของ อิสระเสรีภาพของสื่อนิดหนึ่ง ในมาตรา ๔๐ ที่เพื่อนสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอภิชาติ ดำดี ท่านได้พูดถึงมาตรา ๔๐ ว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่ง วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เปึนทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ อันนี้เขียนไว้ชัดเจน ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึ้นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ปัจจุบันนี้มีอยู่ ๒ คณะกรรมการ แต่คณะกรรมการหนึ่งเกิดขึ้นมาคือ กทช. กสช. ไม่เกิดตามที่ ท่านอภิชาติ ดำดี ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านได้พูดถึง ทำไมต้องมี ๒ คณะกรรมการ เปึ้นประเด็นที่ผมอยากจะฝากหารือไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมการเหล่านี้ มีหน้าที่ที่จะทำหน้าที่อะไรปรากฏอยู่แล้วในวรรคสอง โดยการดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนระดับชาติและท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น ซึ่งถ้าจะให้เติมผมอยากจะ เติมว่า โดยไม่เอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ เอกชน อันนี้เปึนประเด็นที่อยากจะฝากไว้เลย เพราะค่อนข้างจะมีปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันเปึนอย่างยิ่ง ปัญหาที่มาขององค์กร อิสระก็เปึ้นที่ทราบกันอยู่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็ได้มีข้อดีเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น ให้มีองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ มีหน้าที่ในการสอบท่าน หรือมีหน้าที่ในการ ค้านอํานาจต่าง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เปึนไปตามที่คาดหวังตามรัฐธรรมนูญ องค์กร อิสระต่าง ๆ ถูกแทรกแซง หรือองค์กรอิสระบางองค์กรก็มีอำนาจมากเกินไป เช่นที่ ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงองค์กร ๆ หนึ่งก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จตั้งแต่เรื่องการจัดการเลือกตั้ง การสืบสวน การสอบสวน การลงโทษ ให้ใบเหลือง ใบแดง อย่างนี้เปึ้นต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คิดว่าผมก็คงจะไม่ขออนุญาต พูดซ้ำอีก ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมในเรื่องของการได้มาของคณะกรรมการ ที่เปึนองค์กรอิสระ ควรจะต้องมีการปรับปรุงไม่ให้มีอำนาจของภาครัฐหรือภาคการเมือง เข้ามาแทรกแซงได้ ควรจะได้มาโดยอิสระจริง ๆ แล้วก็อยากจะให้ความเห็นว่าในเรื่องของ ที่มาของวุฒิสภา หรือว่าสมาชิกวุฒิสภา เดิมก่อนป้ ๒๕๓๙ วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง แต่หลังจากนั้นก็มาจากการเลือกตั้ง ภาพที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันนี้คงจะเปึ้นที่ปรากฏชัดเจนนะครับว่าในวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา มีตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงประมาณเท่าไร มีตัวแทนของพรรคการเมืองเท่าไร นะครับ ทุกท่านคงได้ผ่านมาจากสื่อหรือข่าวต่าง ๆ ที่มีการแซวกันเปึนระยะ ๆ ว่าระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาว่าเปึ้นสภาสามีภรรยาบ้าง สภาพี่น้องบ้าง อะไรเหล่านี้ เปึ้นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงจะต้องฝากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ไปพิจารณาว่าจะทําอย่างไรในการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีจริง ๆ นะครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะ ขออนุญาตฝากเรียนนำเสนอไปนะครับ ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้มีเพื่อนสมาชิกได้นำเรียนไปแล้ว หรือไม่อย่างไรนะครับ คือในมาตรา ๒๐๙ จะมีระบุไว้นะครับว่า ห้ามมิให้รัฐมนตรี เปึ้นหุ้นส่วนในบริษัทหรือในอะไรต่าง ๆ นะครับ และในมาตรา ๑๑๐ ก็จะห้าม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้เปึ้นผู้รับสัมปทานจากรัฐหรือส่วนราชการ หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเปึ้นคู่สัญญากับรัฐนะครับ ประเด็นนี้ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า น่าจะมีการห้ามบุคคลที่เปึนผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจไปเปึนผู้บริหารระดับสูง ไปเปึ้นที่ปรึกษาหรือไปเปึนกรรมการในบริษัท หรือในธุรกิจเอกชนที่เปึนคู่ค้ากับรัฐเช่นเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยนะครับ อันนี้ประเด็นเหล่านี้ผมก็ขออนุญาตฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไป พิจารณาครับ สำหรับกระผมวันนี้ขออนุญาตเพียงแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณครับ