สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักการของรัฐธรรมนูญและไม่ให้ความสำคัญกับข้อยกเว้นในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเรียกร้องไม่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและต้องปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการวางมาตรฐานสูงเกินไปในรัฐธรรมนูญที่อาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ และการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๔๒ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือทางกฎหมายให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาและคดีแพ่ง
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สสร. ครับ ก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายถึงกรอบและแนวความคิดในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ผมเองมีหลายประเด็น แต่เพื่อไม่ให้เปึนการเสียเวลาของ ที่ประชุมแห่งนี้ก็จะขออนุญาตพูดเฉพาะประเด็นสั้น ๆ นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อเสนอที่อยากจะฝากเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ไปพิจารณาอยู่ ๓ เรื่องครับ เรื่องแรก ก็คืออย่าร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องที่ ๒ ก็คืออย่าวางมาตรฐานสูงจนเกินไป โดยเฉพาะ มาตรฐานทางวิชาการ แล้วนำมาปฏิบัติจริงไม่ได้ เรื่องที่ ๓ ก็คือรัฐธรรมนูญที่ดีต้องเข้า กับสภาพสังคม เศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วเอาไปบังคับใช้ได้จริง ผมกราบเรียน ที่ประชุมในรายละเอียดแต่ละประเด็นอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึน รัฐธรรมนูญที่ถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ ว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ต้องเอามาเปรียบเทียบและชี้แจงเหตุผลประกอบเวลาเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นหนีไม่พ้นที่เราจะต้องยอมรับว่าเรา ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือปัญหาเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง ก่อนหน้าป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเราเจอปัญหาของการที่มีรัฐบาลผสม เราเจอปัญหาที่ รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม เราก็พยายามที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตอบโจทย์ตรงนี้ ว่า ทำอย่างไรเราจะได้รัฐธรรมนูญที่สามารถมาเอื้อให้เราได้รัฐบาลพรรคเดียวได้ ทําอย่างไรเราจึงจะทําให้เราสามารถได้รัฐบาลที่สามารถอยู่ครบเทอมเสียที แล้วในที่สุด เราได้มาตราอะไรมาครับ เราได้มาตรา ๑๐๗ ที่บังคับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้อง สังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย ๙๐ วันถึงวันลงสมัครรับเลือกตั้ง เราได้มาตรา ๑๘๕ มา ซึ่งกำหนดกติก้าว่า ส.ส. ต้อง ๒ ใน ๕ ถึงจะเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ เราได้มาตรา ๑๘๖ มาที่กำหนดว่า ส.ส. ต้อง ๑ ใน ๕ นะถึงจะเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราช่วยกันยกร่างฯ ขึ้นมาเปึนกติกาของประเทศ เพื่อตอบโจทย์ในอดีต แต่ในที่สุดสิ่งที่เรายกร่างฯ ผลกลับมาเราได้รัฐบาลที่แข็งแรงเกินไปหรือเปล่า เราได้ รัฐบาลที่แตะต้องไม่ได้หรือเปล่า ถ้าหวนกลับไปในอดีตของป้ ๒๕๔๐ ผมเชื่อว่า สสร. สมัยนั้นไม่ได้มีใครนึกถึงว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายประเทศเรา เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ สสร. ชุดนี้ ผมไม่อยากให้ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้ต้อง กลับมาทบทวนตัวเองในอีก ๑๐ ป้ข้างหน้า หรือในอีก ๙ ป้ข้างหน้าว่าเราคาดการณ์ไม่ถึง เราร่างดีเกินไปหรือเปล่า แล้วทําให้รัฐธรรมนูญนั้นกลายเปึ้นเครื่องมือทางการเมือง ที่ทำให้คนที่มีความรู้ มีความเข้าใจ มีความสันทัดจัดเจน มีทีมงานที่เหนือกว่า สามารถ เอาตรงนั้นไปสร้างเปึนประโยชน์ในทางการเมืองของตัวเองได้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะฝากไว้ว่าอย่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ อย่าร่างรัฐธรรมนูญโดยว่างมาตรฐานสูงเกินไป โดยเฉพาะมาตรฐานทางวิชาการ เวลาผมฟังการแสดงวิสัยทัศน์หรือความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประเด็นที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจากผู้ที่มีความรู้หลาย ๆ ท่าน ผมกังวลใจครับ ท่านประธาน เพราะหลายท่านมักจะยกมาตรฐานทางวิชาการมานำเสนอ หลายท่าน มักจะยกรัฐธรรมนูญต่างประเทศมานําเสนอว่าประเทศนั้นเขาเปึนอย่างนั้น ประเทศนี้เขา ก็มีอย่างนี้ และประเทศไทยควรจะมีด้วย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าการวางมาตรฐานสูง เกินไป ใช่หรือไม่ทําให้เราได้รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒๙ มา ที่กําหนดว่าสมาชิก วุฒิสภาต้องจบปริญญาตรี เอาอะไรมาเปึ้นหลักประกันครับว่าคนจบปริญญาตรีนี้ต้อง เก่งและดีกว่าคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรี สมัยนี้ต้องเรียนยืนยันนะครับว่าปริญญาสูงนี่ ท่านเก่ง แต่คนเก่งถ้าไม่ใช่คนดีบริหารประเทศแล้วมีปัญหาครับ นี่คือเราวางมาตรฐานสูง เกินไปหรือเปล่านะครับ การวางมาตรฐานสูงเกินไปทำให้เราได้มาตรา ๑๒๙ มา ที่บอกว่า ส.ว. หาเสียงไม่ได้ ได้แต่แนะนำตัว แสดงวิสัยทัศน์ยังไม่ได้เลยครับ ท่านบอกผิด ไม่ใช่การ แนะนำตัว แนะนำตัวได้ แต่แจ้งชื่อ แจ้งนามสกุล แจ้งประวัติ ลูกเต้าเหล่าใคร แต่ผลงาน ในอดีตและสิ่งที่จะทําให้กับประเทศชาติในอนาคตพูดให้ประชาชนฟังไม่ได้ แล้วเอาอะไร เปึ้นเกณฑ์วัดครับว่าประชาชนจะตัดสินใจเลือกใครเปึน ส.ว. ท่านบอกนั่นคือมาตรฐานที่ ถูกต้อง จะได้ไม่แข่งขันกัน ตรงนี้คือประเด็นที่ผมกำลังจะกราบเรียนว่านั่นคือจินตนาการ หรือเปล่าครับ สิ่งที่จับต้องได้ สิ่งที่สัมผัสได้ ท่านควรจะเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญ แต่อะไรที่ เปึ้นมาตรฐานสูงเกินไปแล้วประชาชนเขาเอื้อมไม่ถึง เขาไม่สามารถสัมผัสได้ ผมว่ากรุณา หลีกเลี่ยง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นของการบังคับใช้ การบังคับใช้ในทาง รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่ต้องพูดย้อนหลังก่อนป้ ๒๕๔๐ เลยครับท่าน เอาเฉพาะ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ผ่านการบังคับใช้มาประมาณ ๙ ป้ ก่อนที่จะสิ้นผลในวันที่ ๑๙ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ มีหลายเรื่องที่มีปัญหาในการบังคับใช้ อย่างน้อย ๒ เรื่องครับ ปัญหา ในการบังคับใช้เรื่องที่ ๑ ก็คือการตั้งใจที่จะไม่บังคับใช้ การตั้งใจที่จะไม่บังคับใช้หมายถึง อะไร หมายถึงรัฐธรรมนูญเขียนไว้แต่รัฐไม่ปฏิบัติตาม ผมยกตัวอย่างให้ท่านทราบนะครับ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๒ ในฐานะที่ผมอยู่กับงานช่วยเหลือประชาชนทาง กฎหมาย มีหน้าที่ดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทางกฎหมายที่มาร้องขอความ ช่วยเหลือที่สภาทนายความ ผมให้ความสำคัญกับมาตรานี้มากครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๔๒ วรรคแรกเขียนอย่างนี้ครับว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ย่อมมีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ท่านเชื่อ ไหมครับว่ารัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ เราได้กฎหมายที่มารองรับ มาตรา ๒๔๒ คือการบังคับให้รัฐต้องจัดทนายความให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเมื่อไร เราได้ กฎหมายฉบับนี้ผ่านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ ๒๒ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ เราใช้เวลา ๗ ป้ ถึงไปตรากฎหมายลูกมารองรับสิทธิของประชาชนที่ ตกเปึ้นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา แค่นี้ก็น่าเศร้าพอแล้วนะครับ แต่ถ้าเราเลยไปดู ในมาตรา ๒๔๒ วรรคท้าย ที่เขียนไว้ว่าในคดีแพ่งบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ทางกฎหมายจากรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เอาอีกแล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ ถึงวันนี้ เกือบ ๑๐ ป้แล้วครับ ท่านเชื่อไหมครับเรายังไม่มีการบัญญัติกฎหมายออกมารองรับ มาตรา ๒๔๒ วรรคท้ายเลยครับ ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ในคดีแพ่ง นี่คือปัญหาที่ผมกำลังกราบเรียนว่าเขียนรัฐธรรมนูญดีอย่างไร สวยหรูอย่างไร แต่ไม่มีผลในการบังคับใช้ ไร้ประโยชน์ครับ นี่คือปัญหาของการละเลยไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับการพยายามหลีกเลี่ยงการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญ หลีกเลี่ยงอย่างไรครับ เราเขียนแล้วเป่ดช่องให้ ยกตัวอย่างมาตรา ๒๙ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขียนอย่างนี้ว่า ขออภัยท่านประธาน แต่ผมจะบริหารเวลาให้อยู่ในกรอบนะครับ ที่ต้องอ่านตัวบทให้ฟังนิดหนึ่ง มาตรา ๒๙ เขียนว่า การจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทํามิได้ นี่คือหลัก แต่มันน่าตกใจตรงนี้ครับ ตรงนี้เขียนว่า เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย ผลผลิตที่เราได้คืออะไรครับ พอเราเขียนมาตรา ๒๙ อย่างนี้ว่า รัฐมีสิทธิที่จะไป ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะฉะนั้น เราจึงได้ผลผลิตออกมาเปึนว่า เมื่อเรายกร่างกฎหมาย และกฎหมายใดกระทบถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เราจะเห็นบทนำของกฎหมายฉบับนั้นเลยว่า เนื่องจากบทบัญญัติ ของกฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งมาตรา ๒๙ แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมาย จึงตราพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้น เขียนอย่างนี้จนเปึ้นรูปแบบครับ แล้วหน่วยงานของรัฐไม่มีหน่วยงานไหน ให้ความสําคัญเลยว่า ที่มาตรา ๒๙ เขียนไว้ให้รัฐมีอํานาจในการที่จะออกกฎหมาย มาบัญญัติเพื่อยกเว้นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น นั่นคือบทบัญญัติที่เปึน ข้อยกเว้น หลักคือต้องทำให้ได้ และข้อยกเว้นนั้นต้องใช้เท่าที่จำเปึน แต่ท่านกลับไป ตรวจสอบดูสิว่าบทบัญญัติของกฎหมายทุกฉบับที่ออกมาโดยละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนอ้างมาตรา ๒๙ แล้วเข้าใจว่าพอใส่มาตรานี้เข้าไปแล้วจะละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนอย่างไรก็ได้ สาระสำคัญไม่เคยไปพิจารณาเลยว่า ได้นำข้อยกเว้นที่ รัฐธรรมนูญเป่ดช่องให้นํามาใช้ได้ผ่านมาตรา ๒๙ นั้น ท่านได้ใช้อย่างจํากัดเฉพาะ ที่จำเปึนหรือเปล่า นี่คือปัญหาในทางปฏิบัติอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงเรียน ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นท่านอย่าพยายามยกร่างโดยใส่จินตนาการ มากนัก ท่านต้องคิดถึงประชาชนทั้งประเทศอีก ๖๕ – ๖๖ ล้านคน ว่าเขามีความรู้ความ เข้าใจอย่างพวกเราหรือยัง ถ้าเขายังรู้ไม่เท่าที่พวกเรารู้ ปัญหาในทางปฏิบัติเกิดขึ้นครับ ในทางตรงกันข้ามถ้ามีคนบางกลุ่มรู้มากกว่าที่พวกเรารู้ ปัญหาในทางปฏิบัติก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือว่า ๓ ประการที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ อย่าร่างเพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่าวางมาตรฐานสูง ร่างแล้วต้องปฏิบัติได้จริง ขอบพระคุณครับ