อภิชาติ ดําดี หารือเรื่องการออกแบบระบบสถาบันการเมืองที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยมีประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมาย และเรียกร้องการควบคุมการใช้อํานาจรัฐให้เกิดการเมืองที่มีความสุจริต เที่ยงธรรม
ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก สสร. ผม อภิชาติ ดําดี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีโอกาสเข้ามาทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ หลายวันแล้วครับ แต่ว่ายังไม่ได้พูด ปรากฏว่าเมื่อวานไข้ขึ้นครับ วันนี้ก็เลยต้องพูดแล้ว ล่ะครับ เผื่ออาการไข้จะหาย แล้วที่สำคัญที่สุดการแสดงความคิดเห็นของผมต่อไปนี้ อาจจะเปึนประโยชน์ต่อการเยียวยาความเจ็บป์วยของระบอบประชาธิปไตยไทยได้บ้าง ตามสมควร ท่านประธานครับ ความคิดเห็นโดยรวมที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เปึนแนวทาง กว้าง ๆ ของการพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะทําหน้าที่กันต่อไปนี้ ผมคิดว่า หน้าที่หลักของรัฐธรรมนูญที่เราจะร่างกันนั้นต้องให้บรรลุ ๓ ภารกิจด้วยกัน ในภารกิจแรก นั่นก็คือรัฐธรรมนูญจะต้องออกแบบระบบสถาบันการเมือง ที่ให้ทุกฝ์ายนั้นมีส่วนร่วม ทางการเมือง โดยมีประโยชน์สูงสุดของประชาชนเปึนเปัาหมาย ภารกิจที่ ๒ นั้นก็คือ รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีแนวทางในการควบคุมการใช้อํานาจรัฐให้เกิดการเมืองที่มีความ สุจริต เที่ยงธรรม และภารกิจที่ ๓ นั้น สำคัญเช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญจะต้องมีหน้าที่ ในการประกาศหรือแสดงถึงจุดยืนถึงค่านิยมและอุดมคติพื้นฐาน ที่สังคมนี้ แผ่นดินนี้พึง ปรารถนา พึงให้เกิด ให้มีขึ้นในบ้านเมืองของเรา ในภารกิจแรกก็คือเรื่องของการออกแบบ ระบบสถาบันทางการเมืองนั้น นั่นก็เปึนหน้าที่ที่จะต้องมาคิดอ่านกันว่าการจัด ความสัมพันธ์ของอำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเปึนบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการนั้น จะมีกลไก ในการตรวจสอบและถ่วงดุลกันและกันได้อย่างไร แต่นี่เปึ้นเพียงการเมืองในโครงสร้าง ส่วนบน หรือเปึนการเมืองของนักการเมือง หรือเปึนการเมืองภาครัฐสภา ผมเห็นด้วยกับ สมาชิกหลายท่านที่ได้เน้น ได้เสริม ว่านอกจากการเมืองภาครัฐสภา หรือการเมืองของ นักการเมืองแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องคิดให้หนักกับการเมืองภาคพลเมือง หรือคําว่า การเมืองภาคประชาชน และแน่นอนว่าเราก็คงจะต้องไม่ได้ออกแบบให้สถาบันทาง การเมืองทั้งข้างบน และข้างล่างนั้นแยกออกจากกันโดยไม่มีความเชื่อมโยงกัน ผมจึง เห็นว่าการเป่ดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนนั้นมีความสำคัญ และต้องไม่ละเลย ที่จะเชื่อมโยงการเมืองภาคประชาชนกับการเมืองภาครัฐสภา เพื่ออะไรครับ เพื่อไม่ให้ ระบอบประชาธิปไตยของเรานั้นประชาชนมีอำนาจเพียงแค่วันเลือกตั้งเท่านั้น วินาที ที่หยิบบัตรเลือกตั้ง แล้วจะหย่อนใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ประชาชนยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ แต่พอหย่อนบัตรวูบลงไปในหีบเลือกตั้งเท่านั้น อำนาจทั้งหมดกลายเปึนการเมือง ของนักการเมืองอย่างเดียว ผมจึงคิดว่าประชาธิปไตยที่เราจะเดินหน้าต่อไปนั้นคงไม่ใช่ ประชาธิปไตย ๔ วินาที หรืออย่างที่ผมเคยใช้คําพูดเรียกว่า เปึนประชาธิปไตย ตัดต่อพันธุกรรม นั่นคือภารกิจแรกของรัฐธรรมนูญ ที่เราจะต้องอภิปรายถกเถียงกัน ในภารกิจที่ ๒ นั้นก็คือการที่รัฐธรรมนูญต้องทําหน้าที่ควบคุมการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายกันไปพอสมควรแล้ว ในเรื่องของการควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้น เปึนหัวใจสำคัญของที่มาที่เรากำลังทำหน้าที่กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องยอมรับกับความเปึนจริงที่เกิดขึ้นว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานั้นเนื่องจาก การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้นไม่อาจเกิดเปึ้นจริงได้ จึงได้เกิดเปึนปีมเงื่อนไขของ ปัญหาน้ำไปสู่วิกฤตการณ์ต่าง ๆ มากมาย ฉบับป้ ๒๕๔๐ เรามีระบบการตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐ ทั้งตรวจสอบภาครัฐสภา โดยผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีปัญหาเรื่อง สัดส่วนของจํานวน ส.ส. ที่จะเข้าชื่อกันอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลายฝ์ายเห็นว่ามีจำนวนที่ สูงเกินไปนะครับ ในขณะเดียวกันการตรวจสอบผ่านกลไกอีกกลไกหนึ่งคือวุฒิสภาก็เปึ้นที่ ประจักษ์ว่ามีปัญหา การตรวจสอบโดยผ่านองค์กรอิสระก็กลับกลายเปึนว่าองค์กรอิสระ คือองค์กรไม่อิสระ หลายท่านอภิปรายว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนของการ กระบวนการสรรหา และที่มาของคณะกรรมการสรรหา นั่นเปึนการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐในภาครัฐสภา ยังมีการตรวจสอบอีกด้านหนึ่งนะครับ นั่นก็คือการตรวจสอบการ ใช้อํานาจรัฐจากภาคประชาชน ที่หลายฝ์ายเห็นว่าบทเรียนที่ผ่านมาประชาชนเข้าถึง กลไกในการตรวจสอบเหล่านี้ได้ยากเหลือเกิน แล้วก็เห็นว่ากลไก ๕๐,๐๐๐ ชื่อที่ได้เขียน ไว้เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้นไม่อาจเปึนจริงได้ในทางปฏิบัติ แล้วก็เปึ้นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะเท่าที่ ผมทราบได้มีความพยายามที่จะใช้กลไก ๕๐,๐๐๐ รายชื่อของประชาชนในการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ แต่ว่าวันแล้ววันเล่ามันก็ไม่มีความคืบหน้า แล้วประชาชนหลายคนที่ได้ ยื่นไว้ใน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อนั้นเสียชีวิตไปแล้วด้วย ตายไปแล้วก็ยังไม่ได้ตรวจสอบเลยครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องทบทวนละครับว่าในฐานจำนวนประชาชนกับกระบวนการหรือวิธีการ ในการเข้าสู่กลไกการตรวจสอบนั้น เราจะปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้ได้อย่างไรนะครับ นั่นคือ ภารกิจ ๒ ประการแรก แต่ภารกิจที่สำคัญมาก แล้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะที่ เปึ้นตัวแทนจากภาคสังคมอย่างผมคิดคํานึงถึงอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องประกาศค่านิยมและอุดมคติพื้นฐานที่สังคมไทยพึ่งปรารถนา ค่านิยมและอุดมคติ พื้นฐานนั้นเราได้ประกาศไปหลายอย่าง เราประกาศถึงอุดมคติพื้นฐานทางการเมืองว่า เราเปึนประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึน พระประมุข เรามีอุดมคติพื้นฐานว่าเราจะเปึนรัฐที่ส่งเสริม สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี มีการแข่งขันที่เปึ้นธรรม ผมจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับแนวนโยบาย พื้นฐาน เพราะผมคิดว่า ๒ ภารกิจแรกในเรื่องระบบสถาบันการเมือง หรือการออกแบบ การควบคุมการใช้อํานาจรัฐไม่มีทางที่จะปรากฏเปึนจริงได้ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีค่านิยม หรืออุดมคติพื้นฐานที่ส่งเสริมสังคมไปในทางที่สอดคล้องต้องกัน ผมยืนยันนะครับว่า ถ้าตราบใดที่ประชาชนยั่งยากจน พึ่งตนเองไม่ได้ ประชาชนก็ไม่มีอิสรภาพทางความคิดที่ จะตัดสินใจทางการเมืองได้โดยอิสระ แล้วเมื่อนั้นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ไม่มีวันที่จะ เกิดขึ้น ผมยืนยันว่าการกระจายอำนาจทางการเมืองนั้นต้องคู่ขนานกันไปกับการกระจาย อํานาจทางเศรษฐกิจ เราออกกฎหมาย เราเขียนรัฐธรรมนูญ มีการกระจายอํานาจดี เหลือเกิน กว้างขวางเหลือเกิน แต่สุดท้ายอำนาจทางการเมืองที่เรากระจายออกไป เหล่านั้นก็จะคืนกลับมาสู่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่เปึนผู้ครอบครองเศรษฐกิจ ผมจึงขออนุญาตที่จะมองรัฐธรรมนูญในมิติทางด้านเศรษฐกิจว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่ง รัฐนั้นเราพูดเพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจเสรีโดยกลไกตลาดและการแข่งขันที่เปึนธรรม ไม่พอแล้วครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เราพูดถึงการลดช่องว่าง การกระจายรายได้ที่เปึนธรรม ไม่พอแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมกำลังตั้งคำถามกับสังคมไทยและสภาแห่งนี้ว่า วินาทีนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะนำคำสำคัญ ๒ คำ คือคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมา บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ครับ ท่านอาจารย์วิชัยได้นำเสนอ ทำไมผมสนใจเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใน แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐครับ เพราะผมมีความเชื่อมั่นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะทำให้ประชาชนนั้นพึ่งต้นเอง อยู่ได้โดยไม่ยึดติดกับวัตถุและเงินทอง เมื่อนั้นประชาชน จะเปึนอิสระ ปลดแอกตัวเองจากพันธนาการวัตถุเงินทองจากนักการเมืองบางประเภท ผมเชื่อว่าถ้าคนมีอิสระพึ่งตัวเองได้ เขาก็จะมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง ผมจึง คิดว่าเราน่าจะมองการปรับปรุงการแก้ไขรัฐธรมนูญฉบับนี้คู่ขนานกันไประหว่าง การปฏิรูปการเมืองกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ผมมั่นใจว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ก็เปึนแนวทางสำคัญที่จะทำให้การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจนั้นทำให้ประชาชน พึ่งตนเองได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดและถึงระดับที่จะกลายเปึนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐแล้ว ถ้าท่านผู้มีเกียรติ เพื่อนสมาชิกได้สังเกตนะครับว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้พูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย อย่างเช่นมาตรา ๘๕ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองระบบ สหกรณ์ ระบบสหกรณ์นั้นอยู่บนปรัชญาของการช่วยตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งก็เปึน แนวทางเดียวกันกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีหัวใจและแก่นสารสำคัญคือการรู้จัก พอประมาณ มีเหตุผล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเปึนภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะส่ง ผลกระทบ ไม่ว่าจะเปึ้นปัจจัยภายใน ภายนอก หรือปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ผมเองนั้นอยู่ในฐานะของสื่อชาวบ้านที่ได้มีโอกาส เดินทางไปทั่วทุกภูมิภาค พบปะประชาชนคนหมู่มากหลากหลาย เดินทางมาหลายสิบป้ แล้วครับ จนกล้าพูดได้ว่าผมเดินทางไกลมากกว่า ๒ แสนกิโลเมตร ในที่สุดก็เดินทางมา ทำหน้าที่ที่สภาแห่งนี้ ผมมาตรงนี้ผมไม่ขออะไรมากครับ ข้อ ๒ คำเท่านั้นเองคือ เศรษฐกิจพอเพียง ฝากท่านกรรมาธิการว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐธรรมนูญนั้นจะได้ ประกาศแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ซึ่งแสดงออกถึงการกระจายอํานาจทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ ผมคิดมาฝากท่านกรรมาธิการแล้วครับ ว่ารัฐ ต้องส่งเสริมสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินชีวิตประกอบกิจการของ ประชาชนทั้งระดับครัวเรือน ชุมชนและระดับชาติ อะไรก็ตามเมื่อได้ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญย่อมทรงศักดิ์สิทธิ์และย่อมได้รับความคุ้มครอง หลายสถาบัน หลายองค์กร ชุมชนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็จะสบายใจอุ่นใจขึ้น ประชาชนก็จะมีความมั่นใจว่าแผ่นดินนี้ บ้านเมืองนี้มีค่านิยมและอุดมคติพื้นฐานของความพออยู่พอกิน และผมเชื่อว่าถ้าสิ่งนี้ เกิดขึ้นในระดับล่าง ชาวบ้านก็จะไม่ติดยึดกับวัตถุเงินทองที่นักการเมืองเอามาแลกเปลี่ยน ถ้าสิ่งนี้อยู่กับโครงสร้างส่วนบน นักการเมืองรู้จักพอประมาณ มีเหตุผลในการผลิต การบริโภค ผมคิดว่าเมื่อนักการเมืองรู้จักคำว่า พอแล้ว การเมืองก็จะมีความสุจริต เที่ยงธรรมขึ้น เพราะฉะนั้นในการเดินทางของผม ผมเดินทางมาขอคำ ๒ คำ เพื่อเปึน ภูมิคุ้มกันให้กับแผ่นดินนี้ บ้านเมืองนี้ ประเทศนี้ ไม่ได้ขอให้ตัวเองครับ และอีก ประการหนึ่ง ผมคิดว่านอกจากเรามองเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว ผม อยากจะให้เราได้ใช้โอกาสนี้ สังคมไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการกระตุ้นข้อดีของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ หลายมาตรา ซึ่งไม่เกิดผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ในฐานะที่ผมมาจาก วงการสื่อ เมื่อกี้ท่านผู้มีเกียรติหลายท่านได้อภิปรายถึงมาตรา ๓๙ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ของสื่อ มาตรา ๔๐ เรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ ขออนุญาตท่านประธานครับ มาตรา ๔๐ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ วิทยุโทรคมนาคม เปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขีดเส้นใต้ ประโยชน์สาธารณะ ๕๐๐ เส้น ความเปึ้นจริงในเวลานี้คลื่นความถี่โดยเฉพาะคลื่นความถี่ วิทยุและโทรทัศน์ ผมยังไม่เห็นภาพว่าได้มีการจัดสรรเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างที่ได้ บัญญัติไว้ ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และ กำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เวลานี้มีแต่ กทช. กสช. เกือบ ๆ จะเกิด แต่ว่าแท้งไป เรียบร้อยแล้วครับ ที่สำคัญวรรคถัดมา การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ เส้น วัฒนธรรมและความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเปึนธรรม ผมก็ไม่แน่ใจว่าการแข่งขันที่มีอยู่ในวงการสื่อ เวลานี้เปึนการแข่งขันโดยเสรีอย่างเปึนธรรมหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ที่เห็นเบาบางและเจือจ้าง เหลือเกินก็คือการเอื้อประโยชน์ให้กับการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และ ประโยชน์สาธารณะนั้นได้ปรากฏให้เห็นน้อยมาก ผมเคยใช้คําว่า เปึนยุคสมัยที่ดาวโป็ดัง กลบข่าวดาวปัญญา พื้นที่สื่อมีให้แต่ดารา นักร้อง นักแสดง นายแบบ นางแบบ โรล โมเดล (Role model) หรือตัวแบบของผู้คนในสังคมนี้มีอยู่ตัวแบบเดียวเท่านั้น คือ ตัวแบบแห่งการบริโภคนิยม เด็ก ๆ ทุกวันนี้ไม่มีใครอยากเปึนครู ไม่มีใครอยากเปึน เปึนนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีใครอยากเปึนนักวิจัย ไปถามเถอะว่า เด็กสมัยนี้อยากเปึนอะไร อยากเปึนเชียร์ ลีดเดอร์ (Cheer leader) อยากเปึนพริตตี้ (Pretty) อยากเปึ้นโคโยตี้ (Coyote) ทั้งหมดนี้ปรากฏผ่านอิทธิพลของสื่อ ผมเปึนห่วงเหลือเกินว่าสังคมฐานความรู้ การแข่งขันในระดับนานาชาตินั้นที่จะต้องชี้ขาดด้วยว่า บุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ใน สังคมไหนมีความรู้มากกว่ากัน จะไม่มีทางเปึ้นจริงได้ถ้าเกิด มาตรา ๔๐ นั้น เปึ้นแต่เพียง ตัวหนังสือ เพราะฉะนั้นผมจึงยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องน้อมนำเอา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเปึ้นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ ประชาชนพึ่งตนเองได้ มีอิสระทางความคิด และตัดสินใจทางการเมืองโดยอิสระ ในขณะเดียวกันข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ มีดีอยู่หลายข้อ ในส่วนที่ผมมา ในฐานะสื่อชาวบ้าน ผมก็ขอเรียกร้องความเปึนจริงในทางปฏิบัติ ความเปึนจริงที่จะบังคับ ใช้ได้ในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขอบพระคุณครับท่านประธาน