สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔ · ๒๓ มกราคม ๒๕๕๐

จรัส สุวรรณมาลา หารือเรื่องกรอบแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ภาคการเมืองและภาคพลเมืองมีความเข้มแข็ง พร้อมสิทธิในการตรวจสอบนักการเมืองที่มีประวัติไม่โปร่งใส นอกจากนี้ยังเสนอแนะการปฏิรูปการเมืองและภาษีให้เสมอภาคและโปร่งใส โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการก่อหนี้และการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ

ศาสตราจารย์จรัส สุวรรณมาลา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จรัส สุวรรณมาลา สสร. ครับ กระผมอยากจะขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง กรอบแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมนี้สัก ๒ - ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ผมขอสนับสนุนท่านผู้ที่อภิปรายไปเมื่อก่อนหน้านี้นะครับว่า อยากจะเห็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเมือง ภาคพลเมืองนะครับ อยากจะเห็น การให้สิทธิกับพลเมืองในการตรวจสอบนักการเมือง สามารถดำเนินการเพื่อรณรงค์ให้ สาธารณชนสามารถแซงค์ชั่น (Sanction) นักการเมืองที่มีประวัติไม่โปร่งใส มีประวัติ คดโกง แล้วก็สามารถที่จะผลักดันให้ออกจากระบบการเมืองไปได้ ดังเช่นในบางประเทศ เช่น ประเทศเกาหลีเปึนต้นนะครับ

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน กระผมอยากจะสะท้อนความเห็นของ สาธารณชนนะครับว่าเราอยากจะให้เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เปึนการปฏิรูป การเมืองของประเทศไทยรอบที่สองนะครับ ซึ่งเราได้ทําไปแล้วเมื่อป้ ๒๕๔๐ เปึ้นการใหญ่ นะครับ ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเราจําเปึนต้องปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กับพลเมืองเสียใหม่นะครับ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองในความคิดของผม ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ ผมอยากจะเปรียบเหมือนกับตลาดครับ ในตลาดทางการเมือง เราอาจจะเปรียบได้ว่ารัฐบาลก็คือผู้ผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะ ประชาชนพลเมือง ก็เปึ้นผู้ซื้อและเปึ้นผู้บริโภคนะครับ ตลาดการเมืองไทยที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาครับว่า รัฐบาลใช้กลไกตลาดที่ชอบด้วยกฎหมายหลอกประชาชน หลอกประชาชนในที่นี้ก็คือ การทำให้ประชาชนตกเปึ้นเหยื่อของนโยบายการแจกฟรี ทำให้ประชาชนเห็นว่าทุกอย่าง ที่ได้จากรัฐเปึนของฟรีและกลายเปึนชนชั้นทาส ในที่นี้หมายถึงทาสของนโยบายแจกฟรี ทั้งหลาย และทำให้คนติดกับเรื่องการแจก การรอรับการบริโภค และไม่อยากจะ รับผิดชอบในสิ่งที่เปึ้นเรื่องของส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนหนึ่งก่อหนี้แต่ไม่ต้องการ ใช้หนี้และมาขอให้รัฐบาลช่วยยกหนี้ให้ อย่างนี้เปึ้นต้นนะครับ พลเมืองของเรานาน ๆ เข้า ก็กลายเปึนคนที่ไม่ได้ตระหนักว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีนะครับ ผมเข้าใจว่าปัญหานี้เกิดขึ้น ในหลายประเทศในโลกนี้ก่อนหน้านี้นะครับ แต่ว่าน่ากังวลมากที่สังคมไทย นโยบาย ของรัฐบาลที่ขายนโยบายแบบแจกฟรีทำท่าว่าจะอยู่ที่สังคมไทยไปอีกนานทีเดียว เพราะว่าสังคมไทยเปึ้นสังคมที่เติบโตมากับระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะปฏิรูป การเมืองได้มี ๒ – ๓ ประเด็นครับ ประการที่ ๑ กระผมอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สามารถทำให้กระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส การเลือกตั้งโปร่งใสนี่กระผมไม่ได้มองในกรอบ ของกฎหมายการเลือกตั้งที่เปึนอยู่ปัจจุบัน แต่อยากจะมองออกนอกกรอบนะครับ คือ อยากจะเห็นอย่างนี้ครับ พรรคการเมืองวันนี้เวลาจะเสนอนโยบายต่อประชาชนมีแนวโน้ม ที่จะเสนอนโยบายแบบเกินจริงนะครับ เกินจริงก็คือเกินความสามารถที่จะทำได้ เกิน วงเงินที่เก็บจากพลเมืองไปจริง ๆ นะครับ เวลารัฐบาลเสนอนโยบายต่อพลเมือง รัฐบาล จะไม่บอกว่านโยบายที่เสนอใช้เงินเท่าไร ทั้งที่ความจริงแล้วในระบบการคลังของเรานี่ พลเมืองจ่ายเงินไปก่อน ใช่ไหมครับ แล้วก็ไม่ได้บอกว่าตอนจ่ายเงินรัฐบาลจะทําอะไร ให้มา หลังจากจ่ายเงินไปแล้วเราจึงมีโอกาสที่จะเลือกว่าจะให้รัฐบาลทําอะไรให้กับเรา การเลือกตรงนั้นจะเลือกโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ กระบวนการของเราก็คือ จ่ายเงินไปก่อนแล้วก็เลือกบริการทีหลัง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงรู้ครับว่าแนวโน้มการเก็บ ภาษี ความสามารถทางการคลังของรัฐบาลในระบบงบประมาณป้ละเท่าไร แต่พรรค การเมืองทุกพรรคที่ผ่านมามีแนวโน้มที่จะเสนอนโยบายเกินวงเงินงบประมาณ เกินขีด ความสามารถทางด้านรายได้ ประชาชนก็จะเลือกพรรคที่เสนอบริการสาธารณะ จํานวนมากที่สุดเท่าที่จะทําได้นะครับ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาแล้วรัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะทํา ทางออกก็คือไปกู้เงิน แต่ไม่ได้บอกชาวบ้านเสียก่อนว่าจะกู้เงินเท่าไร เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ ผมอยากจะเห็นมาตรการที่จะให้พรรคการเมืองเสนอนโยบาย ในการเลือกตั้ง โดยประการที่ ๑ ก็คือต้องครอบคลุมแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านสวัสดิการสังคมนะครับว่านโยบายเหล่านี้รัฐบาลจะใช้เงิน เท่าไร ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนครับ ถ้าเกิดพรรคการเมืองเสนอ นโยบายเกินขีดความสามารถด้านรายได้หรือประมาณการรายได้ ต้องแสดงให้เห็นชัดว่า รัฐบาลจะหาเงินจากที่ไหนมา ถ้ากู้เงินต้องกู้เท่าไร ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้รัฐบาลหรือ พรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายนี่ใช้วิธีการเสนอนโยบายแบบแจกโน่นแถม่นี่ แล้วก็ ไม่บอกว่าจะได้เงินมาจากที่ไหน ประชาชนก็ตกเปึนเหยื่อของการถูกหลอกนะครับ ท้ายที่สุดแล้วเราก็กลายเปึนระบบ การเมืองที่ไม่โปร่งใสอยู่เหมือนเดิม ถ้าเราทำได้อยากจะเห็นกฎหมายการเลือกตั้งนี่ กำหนดให้ชัดเจนว่า การนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงที่มี ลักษณะไม่บอกจำนวนเงิน หรือเสนอนโยบายที่เกินจริงนี่นะครับ ต้องปรับเปึ้นผิด กฎหมายเลือกตั้ง เพราะว่าถือว่าเปึนการหลอกลวงประชาชนหรือเข้าทำนองโฆษณา เกินจริงนะครับ

ประการที่ ๒ ที่ผมคิดว่าน่าจะมีการปรับปรุงในรัฐธรรมนูญ ก็คือการทำให้ ระบบภาษีมีความเสมอภาคและโปร่งใส ท่านประธานที่เคารพ ที่ผ่านมานี่รัฐบาลของไทย เราได้ใช้อำนาจในการยกเว้นลดหย่อนภาษี โดยไม่นำเรื่องเข้ามาเสนอต่อสภา คือไม่ต้อง ทำเปึนพระราชบัญญัติ และก็เป่ดโอกาสให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ ในเรื่องนี้ทำการยกเว้นลดหย่อนภาษีโดยใช้อำนาจของฝ์ายบริหาร การยกเว้นลดหย่อน ภาษีทำให้เกิดความไม่เสมอภาคขึ้นในสังคม คนทั่วไปจะไม่ทราบว่าตัวเองเสียภาษี น้อยกว่าหรือมากกว่าคนอื่น หรือเสมอภาคกันแค่ไหน โดยหลักการปกครองแบบ ประชาธิปไตยเราทราบดีว่าการเก็บภาษี การกำหนดอัตราภาษีและฐานภาษีจะต้องเปึน กฎหมายเท่านั้นถึงจะถูกต้องตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ประเทศไทย ไม่ได้ทำอย่างนั้นครับ ผมเข้าใจว่าหลักการนี้ปฏิบัติมานาน จนกระทั่งว่าไม่มีใครสังเกต ด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองคราวนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ เราควร จะมีบทบัญญัติที่จะจำกัดอำนาจการยกเว้นลดหย่อนภาษีของรัฐบาล แล้วก็ให้มาตรการ เหล่านี้ต้องผ่านการออกกฎหมายของสภาน่าจะดีกว่านะครับ

ประการที่ ๓ ก็คือการจำกัดอำนาจการก่อหนี้และการใช้จ่ายเงินของ รัฐบาลครับ ที่ผ่านมาการเมืองไทยของเรามีลักษณะเปึนการเมืองที่แปลก ๆ นะครับ คือ เราเป่ด รัฐบาลได้ใช้ช่องว่างของกฎหมายในการก่อหนี้และการสร้างภาระผูกพันทาง การเงินขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อหนี้และการสร้างภาระผูกพันทางการเงิน นอกระบบงบประมาณนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้กล่าวถึงกระบวนการใช้ จ่ายเงินการก่อหนี้ของรัฐบาล เฉพาะที่อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำป้เท่านั้น แต่ใน ความเปึนจริงประเทศไทยเรารัฐบาลใช้เงินงบประมาณเปึ้นจำนวนมากนะครับ ในการ บริหารประเทศและก็ในบางป้มากกว่าเงินในงบประมาณเสียอีก การที่กฎหมายการคลัง ของไทยเป่ดโอกาสให้รัฐบาลใช้วิธีการก่อหนี้และสร้างภาระผูกพันทางการเงิน ทั้งโดย เป่ดเผยและโดยไม่เป่ดเผย ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า อิมพลิซิท ไลบิลิตี้ (Implicit liability) นะครับ ทําให้ในระยะหลังเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ารัฐบาลเปึ้นหนี้เท่าไหร่นะครับ กฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะที่เพิ่งออกมาในป้ ๒๕๔๘ ก็ไม่ได้นิยามขอบเขต ของหนี้สาธารณะให้ชัดเจน และก็ที่สําคัญก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ เอาไว้เลย กระผมเข้าใจว่าปัญหาที่รัฐบาลทํามาในช่วง ๒ - ๓ ป้ก่อนหน้านี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลไปก่อหนี้กองทุนน้ำมัน รัฐบาลไปก่อหนี้อีกนัยหนึ่งก็คือการสร้าง หนี้สูญโดยผ่านรัฐวิสาหกิจและกองทุนสาธารณะ รัฐบาลไปก่อหนี้โดยผ่านกองทุน หมู่บ้าน ธนาคารคนจน และการประกันราคาสินค้า เหล่านี้เราดูเหมือนว่าถูกกฎหมาย เพราะว่าจริง ๆ แล้วนี่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบของการจัดตั้งกองทุนการใช้จ่ายเงิน ของภาครัฐเอาไว้ให้ชัดเจนนะครับ เพราะว่าไปเน้นแต่เรื่องกระบวนการใช้จ่ายเงิน ผ่านงบประมาณประจำป้เท่านั้น เพราะฉะนั้นน่าจะถึงเวลาที่เราจะได้ปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญของเราให้มีบทบัญญัติป่ดช่องว่างเหล่านี้เสีย ไม่ให้รัฐบาลก่อหนี้ หรือ ใช้จ่ายเงิน หรือสร้างข้อผูกพันทางการเงินนอกงบประมาณทำนองนี้อีกต่อไปนะครับ กระผมคิดว่าถ้าเรายอมรับหลักการเหล่านี้ เราจำเปึนต้องมีการออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญทางด้านการเงิน การคลัง และต้องแก้กฎหมายภาษีอากร และกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล รวมทั้งกฎหมาย เลือกตั้งด้วย กระผมขอเสนอเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ